Group Blog
 
All blogs
 
การอ่าน..ในทัศนะของคนๆหนึ่ง

หยดหมึกทุกหยด บนเยื่อกระดาษทุกแผ่น
จะไม่มีความหมายเลย...
ถ้าเราไม่รู้จัก “การอ่าน”

การอ่านทุกตัวหนังสือ ในทุกๆประโยค
จะไม่มีความหมายเลย...
ถ้าเราไม่รู้จักที่จะ “เข้าใจ”

และการเข้าใจในทุกสิ่ง และการเข้าใจในทุกอย่าง
จะไม่มีความหมายเลย...
ถ้าเราไม่เข้าใจ “ตัวเอง”

เมื่อพูดถึงการอ่าน..
ผมมีความคิดและความรู้สึกต่างๆมากมายจากคำๆนี้
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสาร เรื่องของสัญลักษณ์ การเขียน การนำเสนอ
ประเภทหนังสือ ข้อมูลดิบ ความรู้ ประโยชน์และผลประโยชน์จากการอ่าน
ความถูกต้อง จริยธรรม วิจารณญาณ จินตนาการ การมองโลกในแง่ดี ความพอใจ ความหวัง ความสุข รวมไปถึงสถานที่ และบรรยากาศในการอ่าน ฯลฯ

แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากเป็นพิเศษ
คือเรื่องของ ‘ความเข้าใจ’

ผมเคยลองมองและตั้งคำถามต่อความเข้าใจอย่างกว้างๆและอย่างเล่นๆว่า..
ถ้าเราไม่มีสัญลักษณ์ในการเชื่อมความเข้าใจกัน
เราจะอยู่กันได้ไหม ..?

เช่น ไม่ต้องมีสัญญาณไฟจราจร ไม่ต้องมีป้ายแบ่งเพศหน้าห้องน้ำ ไม่ต้องมียี่ห้อสินค้าให้เลือกสรร ไม่ต้องมีเงินตราเพื่อบอกมูลค่า หรือแม้แต่ไม่ต้องมีภาษาเพื่อให้เข้าใจกัน..

คำถามต่อมาคือ เราสื่อสารไปเพื่ออะไร..?

บ้างบอกว่า เพื่อความสะดวก สบาย
บ้างบอกว่า เพื่อประหยัดเวลา และความปลอดภัย
บ้างบอกว่าเพื่อการศึกษา และความเจริญก้าวหน้า
และที่น่าสนใจที่สุดคือ...
บ้างก็บอกว่าเพื่อ ‘ความเข้าใจกัน’

แต่ถ้าลองมองย้อนดูจากอดีต สู่ปัจจุบัน
ในยุคนี้.. ในยุคโลกาภิวัฒน์
ในยุคที่การสื่อสารไร้กำแพง
ในยุคที่เราสื่อสารกันได้เพียงปลายเล็บมือ

แล้วยังไงล่ะครับ...
สงครามเอย
ความเหลื่อมล้ำเอย
การเมืองน้ำเน่าเอย
สังคมเสื่อมทรามเอย
ฯลฯเอย

ผมจึงยังไม่เห็นว่าเราจะเข้าใจกันมากขึ้นเลย
และผมก็ยังไม่เห็นเลยว่าเราจะเข้าใจกันมากขึ้น

ผมเลยสงสัยต่อไปอีกว่า
มันเป็นเพราะอะไร..?
เหตุไฉนสัญลักษณ์และช่องทาง(ที่มีมากขึ้น)ไม่ได้ช่วยให้ความเข้าใจสัมฤทธิ์ผล..?
หรือว่าเราเดินไปผิดทาง..?
ไม่ได้เป็นเพราะสัญลักษณ์และการสื่อสารหรอก
แต่หากเกิดจากการที่เราเข้าใจอะไรผิดกันไปเองรึเปล่า...?

“เราพยายามเดินทางออกไปนอกอวกาศ ระยะทางเป็นแสนล้านไมล์ เพื่อไปให้ถึงดวงจันทร์ แต่ในที่สุดแล้วผมก็ไม่เข้าใจว่าเราจะไปทำไม หรือไปเพื่ออะไร
ในเมื่อเรายังไม่เข้าใจจิตใจของเราเองเลยทั้งๆที่มันห่างจากสมองเราแค่ไม่กี่เซ็น ”
- อ.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา


พักหลังๆนี้ผมชอบมองอะไรเป็นสองด้านเสมอ..
นึกไปถึงตอนเด็กๆ
ผมชอบมองสัญลักษณ์ของเต๋า(หยิน-หยาง)ในหนังจีน
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมชอบมอง
แต่มองแล้วรู้สึกสบายตาดี
รู้ถึงความสมดุล รู้สึกถึงความกลมเกลียวกันดี
ซึ่งนั่นเป็นการมองด้วยตา
เป็นการมองจากภายนอก

และเมื่อโตขึ้นผมจึงเริ่มมองอะไรจากภายในบ้าง
มองจากตัวเองบ้าง คิดด้วยตัวเองบ้าง
คุยกับตัวเองบ้าง และบางครั้งก็หัดโทษตัวเองบ้าง

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเห็น
ผมจึงคิดว่ามันมีมุมของมัน มันมีด้านของมันเสมอ
เหมือนมันมีดำ มันก็ต้องมีขาว
มันมีภายนอก มันก็ต้องมีภายใน
มันมีรูปธรรม มันก็ต้องมีนามธรรม

มันมีเกิด มันก็ต้องมีตาย
มันมีร่างกาย มันก็ต้องมีจิตใจ
สิ่งต่างๆบนโลกนี้อย่างที่ว่ามันมีมุมของมันอยู่
ไม่เว้นแม้แต่การอ่าน...
ซึ่งก็แล้วแต่ว่าเราจะมองการอ่านในแง่ไหน
อย่างที่กล่าวไป..
ผมชอบการอ่านในเรื่องของความเข้าใจ
และอย่างที่กล่าวไป..
ผมจึงขอมองการอ่านและความเข้าใจในสองมุม

มุมที่หนึ่ง..

บางคนหรือแม้แต่ผมก็เคยอ่านแบบที่สักแต่ว่าอ่าน เหมือนอ่านตามตัวหนังสือ อ่านเหมือนหุ่นยนต์ อ่านแล้วไม่คิด อ่านแล้วไม่ประมวลผล อ่านแล้วไม่จับใจความ เลยเถิดไปถึงอ่านแล้วไม่มีวิจารณญาณ อ่านจบแล้วก็ลืม สุดท้ายก็ไม่เข้าใจ
เหมือนเวลาสอบ ผมนั่งอ่านหนังสือกับเพื่อนคนหนึ่ง
นั่งอ่านด้วยกัน ในห้องเดียวกัน หนังสือเล่มเดียวกัน เวลาเดียวกัน อ่านจบพร้อมกัน และพอไปสอบก็ตื่นพร้อมกัน เดินไปสอบด้วยกัน เวลาเดียวกัน ห้องสอบเดียวกัน และก็สอบด้วยข้อสอบเดียวกัน
แต่สุดท้ายคะแนนสอบต่างกัน(กว่าสิบคะแนน)
พอกลับมานั่งคิดคงเป็นเพราะการอ่านมันต้องอ่านแล้วหยุดคิด หยุดเปรียบเทียบ หยุดไตร่ตรอง หยุดจินตนาการ หยุดจดจำ หรือบางทีก็อ่านซ้ำตรงนั้นเลยเพราะอ่านแล้วรู้สึกว่าสำคัญหรือไม่ก็อ่านแล้วจับใจจนฉ่ำปอดดีเหลือเกิน(อ่านแล้วมันโดน)
สุดท้ายพอเวลาสอบแต่ละครั้งก็มานั่งอ่านด้วยกันเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนมาเป็นช่วยกันย่อใจความสำคัญ ช่วยกันหยุดคิด ช่วยกันหยุดจำ เอากันเรื่องต่อเรื่อง บทต่อบท แล้วแลกกันอ่าน ถกเถียงถึงความสำคัญและความเข้าใจของกันและกัน เติมเต็มส่วนที่ตกหล่นของแต่ละคนกันไป
สุดท้ายพอคะแนนสอบออกมาอีก..
คะแนนก็ยังต่างกันเหมือนเดิม
(แต่คราวนี้ต่างกันนิดเดียว)






มุมที่สอง..

บางคนหรือหลายคนที่สักแต่เรียนหนังสืออาจจะเรียนแก้บน พ่อแม่จ้างเรียน หรือแม้แต่เรียนไปเรื่อย.. เดี๋ยวจบนั่น เดี๋ยวจบนี่ เดี๋ยวจบนี่แล้วเรียนนั่นต่อ สุดท้ายเรียนจนจบด็อกเตอร์ ถ้ามีโคตรด็อกเตอร์คงเรียนโคตรด็อกเตอร์ต่อ
และพอจบ.. ก็ไม่รู้จะไปทำอะไร หรือพอมีอะไรให้ทำก็ไม่พอใจกับงานที่มี เป็นคนไม่มีเป้าหมาย หาอะไรในชีวิตไม่เจอ รู้ทุกเรื่องแต่ไม่รู้ตัวเอง

“เมื่อเราอ่านหนังสือ เราจะรู้ว่าสิ่งแรกที่จะต้องปฏิวัติคือข้างในตัวเอง”
- จักรภพ เพ็ญแข


ผมเคยกลัวที่จะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน..
กลัวว่าจะเรียนในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง
กลัวจะต้องไปทำสิ่งที่เราไม่อยากทำ
ผมไม่อยากเป็นนักมัณฑนศิลป์ ที่ตกแต่งภายใน แต่ภายในใจกลับว่างเปล่า
ผมไม่อยากเป็นอาจารย์ที่เอาแต่สอนคนอื่น แต่ภายในใจกลับสอนตัวเองไม่เป็น
ผมไม่อยากเป็นนักโฆษณาที่ทำให้คนอื่นเชื่อ แต่ภายในใจกลับไม่เชื่ออะไรเลย

“งานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราต้องทำ เพราะฉะนั้นงานไม่ควรจะเป็นภาระ หรือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราไม่อยากทำ” – วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์

ผมจึงเชื่อว่าการอ่านจะทำให้เราเข้าใจตัวเอง
ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น
ไม่หนีจากตัวเอง...
ทำให้เรารู้ว่าเราเป็นคนอย่างไร
ชอบอะไร ชอบเรื่องไหน
ควรเรียนอะไร ควรศึกษาเรื่องไหน
ควรทำอะไร และควรจะเป็นอย่างไรในอนาคต
เพราะเมื่อเราอ่านหนังสือมันเหมือนกับเราได้คุยกับผู้เขียน
และที่สำคัญเราได้คุยกับตัวเอง
เราได้เห็นความคิดของเราเอง
เราได้สัมผัสเสียงจากภายใน ( Inner voice )
เสียงจากตัวเราเอง
ว่าเราคิดเห็นอย่างไร เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย
รู้สึกดี รู้สึกแย่ รู้สึกชอบ รู้สึกไม่ชอบ

“งานเขียนนอกจากเหมือนการแสดงก็ยังคล้ายๆการพูดกับตัวเอง... จะคิดดีหรือคิดห่วยก็อยู่ตรงช่วงนี้.. ช่วงที่พูดกับตัวเอง” – วิรัตน์ โตอารีย์มิตร

เหมือนเวลาผมอ่านหนังสือ
บ่อยครั้งที่ผมจะนึกย้อนถามตัวเองว่าเราคิดอย่างไร.. รู้สึกอย่างไร
ทำให้เห็นตัวตนของเรา ในความคิดของเราชัดเจนขึ้น
ทำให้เรามีเป้าหมายในชีวิต ไม่หลงทาง เพราะเราเรียนรู้ที่จะรู้จักตัวเอง
อย่างผม.. ผมเป็นคนชอบอ่าน ชอบเขียน ชอบรับข้อมูลข่าวสาร
ชอบประวัติศาสตร์ ชอบประวัติคน ชอบสารคดี ชอบความคิด ปรัชญาชีวิต
ตอนแรกเลือกไปเรียนสายโฆษณา
คิดงานโฆษณาอยู่พักนึง คิดไม่ค่อยออก ถึงคิดออกก็รู้สึกไม่พอใจกับสิ่งที่ตัวเองคิด
เลยมีอยู่วันหนึ่งผมได้คุยกับพี่ถึงเรื่องการเรียน
คุยไปสักพักพี่ผมและผมก็รู้ว่าผมไม่ได้ชอบโฆษณาจริงๆ
เพราะผมเรียนไปแล้วมันไม่อิน เรียนแล้วแค่รู้สึกว่าก็เรียนได้
แต่ไม่ได้เรียนแล้วรู้สึกชอบจริงๆ เรียนไปเรื่อยๆ ฝีนๆไปบ้าง ผ่านๆไปบ้าง
ผมจึงนึกถึงทัศนคติที่สะสมมาจากการอ่านแล้วเอามาถามตัวเองว่า..เราควรทำในสิ่งที่ชอบ ในสิ่งที่ใช่ มากกว่าจะทำในสิ่งที่ไม่ใช่ แล้วฝืนไปให้รู้สึกว่าชอบ..รึเปล่า?
ถ้าทำในสิ่งที่ไม่ใช่และเราไม่ชอบ.. เราจะไม่มีความสุข เราจะขาดแรงบัลดาลใจ เราจะอยู่ไปวันๆและที่สำคัญเราจะไม่เข้าใจอะไรเลย – ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด.. แต่ผมคิดอย่างนี้จริงๆ ทัศนคติมันเป็นอย่างนี้จริงๆ
“ถ้าเราจะไปพิจิตรแต่ตอนนี้เรารู้ตัวว่าเรากำลังขับรถลงใต้ เราจะหันรถกลับไหม..?”
- พี่ผม(ถาม?)


หลังจากที่คุยกับพี่ผมวันนั้น
อีกไม่กี่วันผมก็กลายมาเป็นเด็กวารสาร
เพราะหนังสือสังคมสอนผมว่า..
พิจิตรไม่ได้อยู่ภาคใต้!

“เราออกเดินทางเพื่อหาคนๆหนึ่ง เพื่อจะฟังคำๆนั้น คำที่เปลี่ยนชีวิตเรา”
- ภิญโญ ไตรสุริยะธรรมา

ตัวหนังสือสอนให้ผมคิด
ตัวหนังสือสอนให้ผมตัดสินใจ
และหนึ่งในตัวหนังสือของคุณภิญโญก็สอนผมไว้เช่นกัน

อย่างอ่านมรดกธรรมของหลวงพ่อปัญญาก็เหมือนกัน
ท่านสอนไว้ห้าข้อ..
คิดดี,พูดดี,ทำดี,คบคนดีและไปในสถานที่ที่ดี

ก็ลองเอามาเปรียบกับตัวเอง บางเรื่องก็ดี บางเรื่องก็ยังไม่ดี
มันเหมือนเป็นการทำความเข้าใจกับตัวเอง
สังเกตพฤติกรรมตัวเอง เรียนรู้ความคิดตัวเอง
ว่าทำไมเราทำอย่างนั้น ทำไมเราคิดอย่างนี้
คิดไปคิดมาเลยรู้ว่าเป็นเพราะ ‘ใจ’
ตามความคิดตัวเองให้ทัน
ตาม‘ใจ’ตัวเองให้ทัน
ไม่ใช่ตามใจเพราะปล่อยให้ใจนำ(ไปทางอกุศล)
เหมือนที่เค้าๆพูดกันไว้ว่า ดูละคร ให้ย้อนดูตัว (และดูใจ)
เพราะฉะนั้น..ถ้าอ่านหนังสือ ก็ให้ย้อนอ่านใจแล้วเราจะเป็นคนที่ถูกเข้าใจด้วยตัวของเราเอง

สุดท้ายถ้าอ่านตัวเองเป็นแล้ว ก็อ่านคนอื่นให้เป็นด้วย..
จะได้ไม่ต้องเข้าใจไปเองอยู่ฝ่ายเดียว แต่เข้าใจคนอื่นไปด้วยพร้อมๆกัน
อย่าเอาแต่ตัวเองเป็นที่ตั้ง เหมือนเอาอัตตามาบดบัง
กลายเป็นคนโง่ที่คิดว่าตัวเองฉลาดมันไม่ดีหรอก
สู้กลายเป็นคนฉลาดแล้วคิดว่าตัวเองโง่สม่ำเสมอจะดีกว่า
จะได้เป็นคนที่เข้าใจคนอื่น
จะได้เป็นคนที่เข้าใจตัวเอง
จะได้เป็นคนที่เข้าใจทุกอย่างจริงๆ
...แม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม

ป.ล. Long live the king ครับ
//www.bloggang.com/mainblog.php?id=tee34835&month=01-08-2007&group=3&gblog=1























Create Date : 04 ธันวาคม 2550
Last Update : 4 ธันวาคม 2550 2:13:07 น. 21 comments
Counter : 185 Pageviews.

 
จะบอกว่า ยาวมากกกกก ค่ะ
อ่านอยู่นานนนนนนเลย
แต่ก็ทำให้ "เข้าใจ" อะไรหลายๆ อย่างขึ้นนะคะ
และคำถามที่คุณตั้งขึ้นมาถามตัวเอง
บางคำถาม เราก็สงสัยเหมือนกัน
และก็ยังสงสัยอยู่ต่อไป 555+


โดย: ใต้ท้องฟ้า วันที่: 4 ธันวาคม 2550 เวลา:10:51:03 น.  

 
"เข้าใจ"ครับว่ายาว
ว่าจะตัดเอามาลงทีละครึ่ง
แต่ก็กลัวไม่ต่อเนื่อง
กะเอาใจขาโหด
ถือว่าไม่ได้update blogซะนาน
ขอโทษแล้วกัน..ถ้าทำให้แสบตา


โดย: โฉมสมัย IP: 202.57.170.78 วันที่: 4 ธันวาคม 2550 เวลา:16:27:39 น.  

 
รู้สึกว่านอกจากพ่อแม่ ครูบาอาจารย์แล้ว ก็มีหนังสือนี่แหละที่สอนเราหลายๆเรื่อง ไม่ใช่แค่วิชาการ แต่คือการดำเนินชีวิตด้วย


โดย: BoOKend วันที่: 4 ธันวาคม 2550 เวลา:21:47:31 น.  

 
..จริงครับ
เห็นด้วยอย่างยวดยิ่ง
ขอบคุณครับ


โดย: โฉมสมัย วันที่: 5 ธันวาคม 2550 เวลา:2:12:58 น.  

 
โอ้ ยาวจัง
ขอรับสารภาพค่ะ
ว่ายังอ่านไม่จบ
เดี๋ยวมาอ่านต่อค่ะ


เออ แต่เห็นด้วยค่ะ ที่บอกว่าการอ่านทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น
..แล้วก็การเขียนทำให้ผู้อื่นเข้าใจเรามากขึ้นค่ะ


โดย: BeCoffee วันที่: 5 ธันวาคม 2550 เวลา:13:45:07 น.  

 
ยินดีครับ..



โดย: โฉมสมัย วันที่: 5 ธันวาคม 2550 เวลา:15:52:54 น.  

 
ไม่ได้แสบตานะคะ แค่เมื่อยตานิดหน่อย
แต่ก็เต็มใจอ่านค่ะ ไม่ได้มีใครเอาปืนมาจี้ไว้


โดย: ใต้ท้องฟ้า วันที่: 6 ธันวาคม 2550 เวลา:10:04:04 น.  

 
ตี่ๆ ไปเป็นนักเขียนเหอะ พูดจิงๆ


โดย: ม่ะมินม่ะมิน//แตงโม IP: 124.120.181.73 วันที่: 6 ธันวาคม 2550 เวลา:21:02:52 น.  

 
งั้นถ้ายังไม่เมื่อยมาก
ก็อ่านเรื่องก่อนหน้านี้ด้วยก็ได้นะครับ
ยิ่งถ้าวิจารณ์-ติชมให้ด้วย
ก็นับว่ายินดีครับ...

ส่วนม่ะมินนี่
ให้เข้ามาอ่านพร้อมวิจารณ์
ไม่ได้ให้มาพิมพ์บ่น
ตายังใสอยู่เลย
แสดงว่าไม่ได้อ่านสักกาตัว


โดย: โฉมสมัย วันที่: 7 ธันวาคม 2550 เวลา:17:21:11 น.  

 
มาอ่านต่อค่ะ

เออ อ่านไปครึ่งนึงละ

ต๊ะไว้อีกครึ่ง

เรื่องหนังสือหน่ะ อยากยืมจิงป่าว


โดย: BeCoffee วันที่: 7 ธันวาคม 2550 เวลา:20:16:15 น.  

 
สวัสดีครับ ขอบคุณที่แวะเข้ามาที่ blog ผมหวังว่าคุณน่าจะชอบและในโอกาสหน้าคุณคงจะแวะเข้ามาอีกครั้งหรือหลายๆครั้งนะครับ (เรื่องเบียร์เดี๋ยวจะลองหามาลงให้นะครับ แต่รู้สึกว่ารสชาดดั้งเดิมของเบียร์จะอร่อยมากกว่านะครับ เพราะผมเคยปรุงให้ลูกค้าดื่ม เขาจะไม่ค่อยชอบเท่าไรน่ะครับ แต่รับรองว่ามีเบียร์รสแปลกแน่ครับ กรุณาติดตามนะครับ)


โดย: veerar วันที่: 7 ธันวาคม 2550 เวลา:21:16:28 น.  

 
ยาวมากเลย อิอิ หวัดดีวันเสาร์ครับ


โดย: boatboat วันที่: 8 ธันวาคม 2550 เวลา:10:49:57 น.  

 
ถึงBeCoffee - จริงครับ


โดย: โฉมสมัย วันที่: 9 ธันวาคม 2550 เวลา:1:08:05 น.  

 
อ่านแล้วจิงจิ้งง นะ
แต่อ่านไม่จบมันเยอะง่ะ...โอ้ยๆ แสบตา แสบตา


โดย: ม่ะมิน IP: 124.120.174.103 วันที่: 10 ธันวาคม 2550 เวลา:20:34:04 น.  

 
ดีแล้วม่ะมิน
อ่านต่อไป..


โดย: โฉมสมัย วันที่: 11 ธันวาคม 2550 เวลา:16:36:59 น.  

 
โห...จั บ ใ จ ม า ก




โดย: เ กี ย ง IP: 58.8.157.91 วันที่: 11 ธันวาคม 2550 เวลา:20:06:32 น.  

 
Have a nice day .. นะคะ



โดย: เอื้อมดาว วันที่: 13 ธันวาคม 2550 เวลา:10:50:57 น.  

 
โหยกินใจ


ม่าคิดว่าเพื่อนฉ้านจะมีคารมคมคายงี้

เหมาะสมที่จะเป็นเด็ก JR

555


โดย: -tama- IP: 125.24.218.236 วันที่: 13 ธันวาคม 2550 เวลา:21:01:04 น.  

 
ก็ว่ากัน(เกิน)ไป.. 555
ช่วยอ่านอันก่อนน่านี้แล้ววิพากษ์ด้วยสิ
จักเป็นพระคุณสุดสูง




โดย: โฉมสมัย วันที่: 14 ธันวาคม 2550 เวลา:14:38:29 น.  

 



Happy New Year นะฮับ



โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 2 มกราคม 2551 เวลา:16:57:56 น.  

 
ชอบนะ ข้อมูลเยอะดีจังเลยแหละ แต่เราอยากได้ที่อ้างอิงหน่อยน่ะ จะได้นำไปหาหนังสือมาอ่านต่อยอดทองน่ะ


โดย: dl IP: 58.64.75.138 วันที่: 3 มกราคม 2551 เวลา:23:53:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

โฉมสมัย
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add โฉมสมัย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.