Group Blog
 
All blogs
 

ศาสนาประจำชาติ.. ศาสนาประจำใจ..

จากเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมาที่มีแต่ความขัดแย้งไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางการเมือง สังคม และอีกหลายๆปัญหา แต่มีอีกหนึ่งความขัดแย้งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในสังคมไทยบ่อยนักนั่นคือเรื่องของศาสนา

เมื่อประมาณ10ปีที่แล้วได้มีการถกเถียงปัญหาหรือเรื่องราวอยู่เรื่องหนึ่ง ที่ยังคงหวนกลับมาอีกครั้งในช่วงที่บ้านเมืองกำลังสับสนวุ่นวาย ซึ่งปัญหาที่ว่านี้คือเรื่องของ “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” เป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนมาก มีหลากหลายความคิด หลากหลายเหตุผลของแต่ละฝั่งของแต่ละฝ่ายที่มาสนับสนุนแนวความคิดนั้น และนี่คืออีกนึงความคิดที่ผ่านมุมมองของภิกษุหนุ่มผู้นี้ – ‘พระมหาไมตรี กองแสง’

ผู้สัมภาษณ์ :หลวงพี่เห็นด้วยหรือไม่กับการให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ

พระมหาไมตรี:เห็นด้วย เพราะอยากให้มีการทำไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เหมือนที่พระพยอมเคยพูดไว้ว่ามีกระดาษแปะเตือนไว้ดีกว่าไม่มี คนจะได้มีตัวอย่างไว้ดู มีข้อเตือนใจไว้อ่าน

ผู้สัมภาษณ์ :แล้วช่วงแรก มีการรวมตัวของกลุ่มพระภิกษุสงฆ์อย่างไรครับ

พระมหาไมตรี: คณะสงฆ์ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นพระเถระ และพระที่ออกไปก็ยังอยู่ในการควบคุม ยังอยู่ในอำนาจ ท่านยังมีการวางแผนการประชุมกันก่อนที่จะออกไปเรียกร้องกันด้วยสันติวิธี และช่วงแรกในสัปดาห์สองสัปดาห์แรก ไม่รู้เค้าประชุมกันนานเท่าไหร่นะ นี่ตามที่ท่านเจ้าคุณที่วัดนี้ท่านเป็น กรรมการเถระสมาคมท่านพูดว่า เริ่มแรกเดิมทีมีการประชุม คือท่านเจ้าคุณที่วัดมหาธาตุ ท่านเจ้าคุณเทพวิสุทธิกวีที่วัดราชาที่เป็นตัวตั้งตัวตี มีการประชุมกันก่อน และก็วางแผนที่จะทำอะไรยังไงกัน และก็จะพาพระที่เห็นด้วยเนี่ยไปประท้วงแบบสันติวิธี

ผู้สัมภาษณ์ :ตอนแรกมีพระที่เป็นแกนนำไปกันกี่คนครับ

พระมหาไมตรี:หลายรูป เป็นทั้งระดับมหาเถระสมาคมด้วย ก็เป็นกรรมการ เหมือนเป็นรัฐมนตรีของพระน่ะ

ผู้สัมภาษณ์ :ถ้าสมมติมีเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับทางศาสนาก็จะมีเหมือนมหาเถระเป็นกรรมการอะไรประมาณนี้หรอครับ

พระมหาไมตรี:ใช่ กรรมการมหาเถระสมาคม เป็นสมาคมที่ดูแลพระสงฆ์ทั้งหมด และก็สูงสุด

ผู้สัมภาษณ์ :มีประมาณกี่รูปครับ ที่เป็นกรรมการ

พระมหาไมตรี:จำไม่ได้ ประมาณ 20 มั้ง

ผู้สัมภาษณ์ :ทั้งประเทศนี่มีแค่20เองหรอครับ

พระมหาไมตรี:ใช่

ผู้สัมภาษณ์ :งั้นแสดงว่าเป็นตำแหน่งที่ใหญ่?

พระมหาไมตรี:ใหญ่มาก

ผู้สัมภาษณ์ :แล้ววัดไหนที่มีบ้างครับ

พระมหาไมตรี:วัดเรานี่มีสามองค์ คนที่เป็นสมเด็จนี่คือเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ในคณะกรรมการจะมีสมเด็จ อยู่แปดรูป สมเด็จเจ้าอาวาสวัดนี้หนึ่งรูป มีท่านเจ้าคุณพระศาสนโสภณ แล้วก็ท่านเจ้าคุณพระธรรมวรเมธีอีกสองรูปนี้เป็นกรรมการโดยแต่งตั้ง

ผู้สัมภาษณ์ :แล้วใครเป็นคนแต่งตั้งครับ
พระมหาไมตรี:ก็จะประชุมกัน แล้วเสนอให้สมเด็จพระสังฆราชประทับ ก็เสมือนพระสังฆราชแต่งตั้งกระมัง อันนี้ไม่ทราบ ไม่ค่อยแน่ใจ

ผู้สัมภาษณ์ :แล้วอย่างนี้คนที่มาประชุมกันในเรื่องนี้คือใครบ้างครับ มหาเถระทุกรูปหรือเปล่า

พระมหาไมตรี:ไม่ๆ จะมีแค่บางรูปที่ประชุม

ผู้สัมภาษณ์ :อ้าว แล้วอย่างนี้จะมีพระมหาเถระที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้บ้างรึเปล่าครับ

พระมหาไมตรี:อันนี้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ไม่อาจทราบได้ ส่วนมากเค้าก็เห็นด้วย แต่ช่วงหลังๆมา ที่เกิดประท้วงเนี่ย เริ่มรุนแรงมากเกินไปและไม่อยู่ในความควบคุมแล้วผู้ที่เข้ามาเนี่ยไม่รู้ว่าป็นพระที่มาจากไหนด้วย มีการกรวดน้ำคว่ำบาตรใหญ่ๆที่หน้ารัฐสภานั่นน่ะ

ผู้สัมภาษณ์ :อ๋อ อันนั้นไม่เกี่ยวกับมหาเถระแล้วหรอครับ
พระมหาไมตรี:ใช่ อันนั้นเราเริ่มไม่รู้แล้วว่าเป็นพระจริง พระปลอม พระมาจากไหน พระมือที่สามหรือเปล่าไม่รู้ อันนี้เห็นท่านพูดมานะ ท่านเจ้าคุณ(วัดราชบพิตร)ท่านพูดให้ฟังตอนสวดมนต์ ท่านก็บอกว่าท่านเห็นด้วยให้ระบุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่เรื่องความรุนแรงท่านว่าเห็นไม่สมควร

ผู้สัมภาษณ์ :ท่านมหาเถระที่อยู่ที่นี่ท่านได้ไปประชุมกับเค้าด้วยหรือเปล่า หรือว่าไม่ได้ไป

พระมหาไมตรี:ไม่ได้ไป ส่วนมากจะเป็นคณะมหานิกายที่ไปประชุม ที่ไปพูดคุยกันแบบตั้งโต๊ะที่วัดมหาธาตุ อะไรแบบนี้ ส่วนของเราเป็นคณะธรรมยุตส่วนมากคณะธรรมยุตจะอยู่ฉากหลัง มันจะมีคณะ ธรรมยุตกับมหานิกาย ธรรมยุตจะใส่ผ้าสีนี้(สีเข้ม) มหานิกายก็จะใส่ผ้าสีเหลือง(อ่อน)

ผู้สัมภาษณ์ :แล้วหลังจากนั้นที่มันมีคว่ำบาตร ที่มันเริ่มรุนแรงเนี่ย แล้วมหาเถระที่เค้าไปประชุมกัน เค้าทำยังไง

พระมหาไมตรี:เค้าก็ มีมาถามท่านนะว่า อ้าวแล้วกรรมการมหาเถระสมาคมไม่ได้ลงมาจัดการกับพระเหล่านั้นเหรอ.. ท่านก็บอกว่ามันไม่ได้อยู่ในอำนาจของมหาเถระสมาคม เพราะว่าเหมือนว่านายกรัฐมนตรีจะไปจัดการกับทุกเรื่องมันก็ไม่ใช่ มันก็มีนายอำเภอที่อยู่ในบริเวณเขตแถวนั้น มีผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะดูแลในส่วนของจังหวัดตัวเอง อย่างเจ้าคณะอำเภอ ก็เหมือนเป็นนายอำเภอของพระวัดนั้น เจ้าคณะจังหวัดก็มี มีหมด ไล่ไปตั้งแต่ เจ้าอาวาสก็เหมือนกับผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็มาเป็นเจ้าคณะตำบล ก็เหมือนเป็นกำนัน

ผู้สัมภาษณ์ :แต่ก็คือไม่มีใครออกมาพูดอะไร
พระมหาไมตรี:ก็นั่นแหละ ต้องดูแลกันไป ใครอยู่ในส่วนของใครก็ต้องดูแล ท่านก็พูดเหมือนสงวนท่าที แต่ก็ไม่ได้อะไร เราก็ไม่ได้สนใจ เพราะช่วงหลังเราเริ่มรู้สึกว่ามีความรุนแรงเข้ามาที่เราเห็นแล้วไม่สมควร

ผู้สัมภาษณ์ :แต่สรุปแล้วหลวงพี่เณรก็ไม่เห็นด้วยที่ไปทำรุนแรงกันขนาดนี้
พระมหาไมตรี:อืมม เค้าควรจะเรียกร้องกันด้วยสันติวิธี

ผู้สัมภาษณ์ :ดูแล้วรู้สึกยังไงที่ไปพังรั้ว อะไรแบบนั้น ไปคว่ำบาตร
พระมหาไมตรี:ก็มันก็ สลดหดหู่จิตใจ เราควรจะมี ขันติธรรมอะไรพวกนี้ ที่เราศึกษาเล่าเรียนมา แหมอันนั้นมันเป็นกิริยาของชาวโลกน่ะ

ผู้สัมภาษณ์ :แล้วหลวงพี่เณรดูแล้วรู้สึกว่า เสื่อมเสียถึงตัวเองบ้างมั้ย

พระมหาไมตรี:มันก็ไม่ถึงตัวเองหรอก มันจะเสียก็เสียที่ตัวบุคคลหรือของกลุ่มนั้นๆ แต่ถ้ามองในมุมกว้างมันก็จะเสื่อมเสียถึงภาคโดยรวมของคณะสงฆ์ด้วยเพราะว่าภาพมันออกไปอย่างนั้นออกทางสื่อต่างๆเหมือนเวลามีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับพระออกไปบ่อยๆ คนทั่วไปก็จะมองว่าพระเดี๋ยวนี้ไม่ดี คือส่วนมากเค้าจะมองเป็นกลุ่มไม่ได้ดูที่ตัวบุคคล พอภาพเสียๆออกไป คนก็เลยคิดไปตามนั้นว่าพระไม่ดี แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ มันเป็นแค่คนบางคนคนบางกลุ่ม เหมือนในทุกๆสังคมทุกๆอาชีพที่ไม่ได้มีแต่คนไม่ดี คนดีๆเค้าก็มีอยู่ แค่อยากให้แยกแยะ อย่าเหมารวม แต่ญาติโยมบางคนเค้าก็รับได้ ในฐานะที่เค้าก็อยากจะให้มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ว่าญาติโยมบางคนเค้าก็ไม่เห็นด้วยที่พระไปทำอย่างนั้น และเค้าก็อยากที่จะให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ คือพอพระไปทำอย่างนั้นน่ะ คนเลยไม่ไปยุ่งดีกว่า กิริยาอย่างนั้นน่ะ มันไม่เหมาะสมกับเป็นสมณะ คนบางคนเค้าก็เสื่อมศรัทธา เค้าก็ไม่ร่วมด้วยแม้จะคิดตรงกัน แต่ด้วยวิธีการนี้เค้าไม่ชอบ

ผู้สัมภาษณ์ :แล้วมีการจัดการกันภายในคณะสงฆ์รึเปล่าครับ เกี่ยวกับเรื่องความรุนแรงของพระ

พระมหาไมตรี:เรื่องมันก็เงียบๆไป มันก็ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้นก็มาเรื่องที่ว่าผ่านไม่ผ่าน

ผู้สัมภาษณ์ :สรุปตอนหลังก็คือก็ไม่ผ่าน..

พระมหาไมตรี:ใช่ตอนหลังก็ไม่ผ่าน

ผู้สัมภาษณ์ :ก็จบแค่นั้น เค้าก็ไม่ได้เพิ่มเติมอะไรใช่มั้ยครับหลวงพี่

พระมหาไมตรี:คือ เดิมมันจะมี คือพระเจ้าแผ่นดินเนี่ยต้องเป็นพุทธมามกะ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเนี่ยซึ่งเราอยากจะให้เพิ่มใช่มั้ย เพิ่มมาตราที่มันเกี่ยวกับพุทธศาสนา ให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ หรือจะเพิ่มที่มาตรา 2 น่ะว่าประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและมีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ คือจะเพิ่มห้อยท้ายในมาตรา 2 ก็ได้

ผู้สัมภาษณ์ :แล้วถ้าคนเค้าถามว่าจะเพิ่มไปทำไม? เพิ่มเพื่อแค่ให้แบบว่ามันเป็นสัญลักษณ์เฉยๆหรอ? หรือว่าเพิ่มให้มันมีข้อดียังไงหรอครับ?

พระมหาไมตรี:มีข้อดีหลายข้อยกตัวอย่างเช่นเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในการทำหลักสูตรของโรงเรียนเนี่ย หลักสูตรพระพุทธศาสนาของโรงเรียนเนี่ยก็มีนักวิชาการชาวพุทธที่เขียนลงไปว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ก็มีนักวิชาการต่างศาสนาเค้าส่งหนังสือร้องเรียนมาที่กระทรวงว่าคำนี้มันไม่มีในรัฐธรรมนูญ แล้วไปเขียนได้ยังไงอะไรประมาณนี้ ศาสนาอื่นเค้าก็มาแย้ง และอีกเรื่องที่เราคิดว่าสำคัญมากคือเรื่องของกระแสภายนอก อย่างกระแสตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัฒนธรรม หรือการแข่งขันที่รุนแรงที่ถ่าโถมเข้ามาในสังคมไทยมากมาย คือถ้าเราไม่บัญญัติไว้ก็เหมือนมีอะไรมายึดเหนี่ยว มีอะไรมาเตือนใจเรา ไม่ให้หลงไปตามกระแสสังคม อีกทั้งยังเป็นหลักที่ดีที่ต่อไปในภายพากหน้าก็จะได้มีโอกาสในการออกกฎหมายลูกเพื่อใช่เป็นข้อบังคับต่อไป

ผู้สัมภาษณ์ :จากเรื่องราวพวกนี้ เราก็เลยอยากเรียกร้องให้มันเป็นสัญลักษณ์ขึ้นมา เป็นบรรทัดฐานเลย จะได้ไม่มีการโต้แย้ง?

พระมหาไมตรี:ใช่ เขียนไปเลยอะไรอย่างงี้ แต่ว่าเรื่องก็ได้ยุติลงเมื่อนักวิชาการชาวพุทธคนนั้นได้อ้างพระราชนิพนธ์หรือพระราชดำรัสของพระมหากษัตริย์หลายองค์ เช่นร.5 พระนารายณ์ หรือของพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน เนี่ย “ เมื่อข้าพเจ้าได้ไปเยือนสำนักวาติกันเมื่อปีคริสตศักราช 1860 สมเด็จพระสันตปาปาจอห์นปอลด์ที่2มาถามถึงคนไทยนับถือศาสนามากน้อยเพียงใด..ข้าพเจ้าทูลตอบว่าคนไทยเป็นศาสนิกชนที่ดีทั่วกันส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติ อย่างในหลวง(ร.9)ตอนที่ท่านออกบวชท่านก็พูดอย่างงี้ ร.1 ก็พูดใช่มั้ยล่ะ? “ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา จะป้องกันขอบขันฑสีมา จะรักษาประชาชนและมนตรี” ที่ท่านพูดประมาณ แบบว่าจะถวายแผ่นดินเป็นพุทธบูชา แล้วก็แผ่นนี้เป็นของชาวพุทธ

ผู้สัมภาษณ์ :แล้วอย่างบางคนเค้าบอกว่า ก็นับถือที่ใจก็ได้ ทำไมต้องบัญญัติเป็นตัวอักษรด้วยล่ะ? เป็นการเหลื่อมล้ำศาสนาอื่น หรือจะก็ให้เกิดข้อจำกัดต่อศาสนาอื่นรึเปล่า

พระมหาไมตรี:อย่างในทรรศนะของท่านเจ้าคุณหรือว่าของเราเนี่ยนะก็คือเห็นด้วยที่จะให้มี แต่ว่าจะไม่ให้มีได้มั้ย ก็ได้ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามาดูในความเป็นจริงแล้วในตัวบทกฎหมายอย่างมาตรา30ก็ระบุชัดอยู่แล้วในเรื่องความเท่าเทียมกันในกฎหมาย เสมอภาคกัน ไม่ว่าจะชายหรือหญิงทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน
ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะศาสนาใดหรือวความชื่อใดก็ตาม ส่วนอีกมาตราหนึ่งก็มีมาตรา37ที่ระบุไว้ว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา มีเสรีภาพในการปฏิบัติตามหลักคำสอน มีเสรีภาพในการประกอบพิธีกรรม ที่ไม่เกิดผลเสียต่อความสงบเรียบร้อย ซึ่งก็เป็นข้อยืนยันอยู่แล้วถึงสิทธิและเสรีภาพต่างๆ ไม่เหมือนประเทศอื่นอย่างที่เคยได้ยินมา อย่างชาวอัฟกานิสสถานถูกจับข้อหาเลิกนับถือศาสนาอิสลาม คือชายคนนี้จะหันไปนับถือศาสนาคริสต์แทน แล้วประมาณว่าทางรัฐบาลเค้าจะนำตัวไปประหารชีวิต อย่างพม่าก็เป็นคือเค้าจะไม่ให้คนที่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธมียศทางทหารสูงกว่าพันเอก ซึ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็สุดโต่งจนเกินไป เราก็ไม่เห็นด้วย แต่เราก็เชื่อว่าประเทศไทยจะไม่เป็นอย่างนี้แน่นอน ดูได้จากที่ผ่านๆมาศาสนาพุทธในเมืองไทยตั้งแต่ไหนแต่ไรเป็นศาสนาที่ประนีประนอมกับศาสนาอื่นมาตลอด ไม่เคยบังคับให้ใครมานับถือพระพุทธศาสนา และก็ไม่เคยกีดกันศาสนาอื่นที่เข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทย ดูอย่างตอนนี้ก็ได้คนที่ใหญ่ที่สุดในคมช.อย่างสนธิก็เป็นมุสลิม

ผู้สัมภาษณ์ : แต่ถ้าสมมติว่าศาสนาอื่นเค้าเอามาเป็นข้ออ้างในการสร้างปัญหาล่ะครับ จากจุดแข็งจะกลายเป็นจุดอ่อนรึเปล่าครับ

พระมหาไมตรี:มันก็อาจจะเป็นได้อีกนั่นล่ะ ที่เค้าอาจจะเอาตรงนี้มาเป็นข้ออ้าง มาสร้างปัญหา แต่ถ้าจะพูดกันจริงๆแล้วอย่างเช่นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราก็เห็นว่าจริงๆแล้วมันไม่ใช่เรื่องของศาสนามันเป็นเรื่องของคน ของกลุ่มคนที่อยากแบ่งแยกดินแดน แล้วสาเหตุที่เกิดเรื่องนี้ขึ้นมาจริงๆก็ไม่ได้อยู่ที่เรื่องของศาสนาแต่มันเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความไม่เท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติ หรือแม้แต่เรื่องของการเมือง ซึ่งพอมาดูกันจริงๆแล้วไม่ว่าจะไทยพุทธหรือไทยมุสลิมก็ถูกฆ่าตายทั้งนั้นไม่มีเรื่องของศาสนาแน่นอน หรือถ้ามองย้อนไปก็จะเห็นว่าไม่เคยมีการสู้รบหรือทำสงครามในนามศาสนาพุทธด้วยซ้ำ มีแต่ศาสนาพุทธที่จะโดนเบียดเบียนอยู่ตลอด ดูอย่างอินเดียหรือปากีสถานก็ได้ ตอนนี้เป็นไง.. แทบจะไม่มีชาวพุทธเลย แล้วจำได้มั้ยที่พวกตาลีบันเอาระเบิดมาทำลายพระพุทธรูปโบราณของชาวพุทธ เราเห็นก็งงๆ ว่าถ้าไม่เคารพในแง่ศาสนาแต่เคารพในแง่ศิลปะหรือโบราณวัตถุก็ได้เพราะทำลายไปแล้วจะเกิดประโยชน์อะไร ชาวพุทธก็ไม่ได้ไปทำอะไรหรือไปขัดแย้งด้วยเลย เปลืองระเบิดเปล่าๆ

ผู้สัมภาษณ์ :ก็จริงนะครับ แต่หลังจากนั้นไม่นานตาลีบันก็โดนอเมริกาบอมบ์ราบเลยไม่รู้เกี่ยวกับกรรมตามทันรึเปล่า

พระมหาไมตรี:ก็ไม่แน่นะ..

ผู้สัมภาษณ์ :แล้วถ้าสมมติว่าได้มีการบัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว หลวงพี่อยากให้แก้เรื่องไหนหรืออยากให้พัฒนาเรื่องไหนมากที่สุด
พระมหาไมตรี:เราอยากให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนจริงจังมากกว่านี้ ไม่ใช่มาทำให้เราอยู่ดีกินดีหรืออยู่สะดวกสบายขึ้นนะ แต่อยากให้มีการสนับสนุนในเรื่องของการสงเสริมคุณธรรมและจริยธรรมในสังคมโดยสร้างโอกาสให้พระทั้งหลายเข้าถึงประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะวัยรุ่น เพราะเดี๋ยวนี้คนเข้าวัดด้วยจุดประสงค์ไม่เหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนวัดเป็นสถานที่ที่ใกล้ชิดกับสังคมมาก แต่เดี๋ยวนี้คนเข้าวัดไม่มาเช่าพระบ้าง ก็มาดูดวง คือเอาไปแต่เปลือกไม่ได้ต้องการหลักธรรมจริงๆ วันนั้นเราดูรายการหน้าหนึ่งที่มีหมอจำเชื่อไม่ได้หัวล้านๆออกช่อง5ตอนกลางคืน หมอคนนั้นพูดบรรยายสอนเยาวชนได้ดีมากโดยหลักธรรมต่างๆมาสอน เราดูเราก็ดีใจว่ายังมีธรรมมะอยู่บนจอทีวีบ้าง

ผู้สัมภาษณ์ :ช่วงหลังๆมานี้ก็มีเห็นบ้างนะครับ อย่างธรรมมะเดลิเวอรี แล้วก็ท่านว.วชิรเมธี

พระมหาไมตรี:อืม ใช่นั่นเราก็ชอบ ดูแล้วก็สบายใจว่าไม่ใช่มีแต่ละครน้ำเน่า คือถ้ามีการบัญญัติเป็นรายลักษณ์อักษรเราว่ามันจะเป็นจุดเริ่มสำคัญของการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี คืออย่างน้อยก็มีธรรมในการคอยเตือน คอยกำกับดูแล ไม่ให้สังคมนอกลู่นอกทางไปมากกว่านี้


...และจากเหตุผลต่างๆ ที่ผ่านความคิดและมุมมองของภิกษุรูปนี้ ทำให้เราเห็นเหตุ และปัจจัยต่างๆที่ทำให้เรารู้ว่าสำคัญไฉนกับการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
...และที่สำคัญก็ทำให้เรารู้อีกว่าสำคัญไฉนที่เราทุกคนต้องมีธรรมไว้คอยเตือน คอยนำ คอยป้องกันและคอยกำกับสิ่งต่างๆให้พัฒนาไปสู่สิ่งที่เรียกว่า ‘ศาสนาประจำใจ’




 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2550 14:08:54 น.
Counter : 280 Pageviews.  

หนังสือ..ในทัศนะของกษัตริย์

"....หนังสือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาทั้งกายทั้งอาชีพทั้งความรู้วิชาการ
ทั้งการค้นคว้าและในที่สุดในความพอใจในทางจิตใจของมนุษย์ชั้นสูงที่สุด
จนกระทั่งถ้าคนใดอยากมีความรู้ในด้านจิตวิทยาหรือในด้านปรัชญา
จนกระทั่งอาจอยากที่จะเรียนทางธรรมมะหรือศาสนา
จนกระทั่งเป็นคนที่สามารถไปสู่ความสุขที่แท้จริง
...คือความนิ่งในจิตใจ
เป็นผู้รอบรู้แท้ๆก็ย่อมต้องอาศัยหนังสือ
เพราะหนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมาทำมา คิดมาแต่โบราณกาลจนทุกวันนี้
หนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
เป็นคล้ายๆธนาคารความรู้และเป็นออมสิน
เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้..."

พระบรมราโชวาท
พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ
ในโอกาสที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา
วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน 2514

อ้างอิงจากหนังสือลัทธิเศรษฐกิจการเมือง
ของ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา





 

Create Date : 01 สิงหาคม 2550    
Last Update : 1 สิงหาคม 2550 23:00:16 น.
Counter : 203 Pageviews.  


Valentine's Month


 
โฉมสมัย
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add โฉมสมัย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.