,,,ต....
.....
Group Blog
 
All Blogs
 

รูปที่ชอบ

ชอบรูปนี้มาก




 

Create Date : 09 ธันวาคม 2549    
Last Update : 9 ธันวาคม 2549 21:28:18 น.
Counter : 214 Pageviews.  

"หัวใจ"....หมู่บ้านชมจันทร์

05年0

星期五

天氣
:陰

 

 

 
 
 

"หัวใจ"…หมู่บ้านชมจันทร์

ตอนที่หนึ่ง
หมู่บ้านชมจันทร์

ฝนพรมสายพร่างจนริ้วใบคาพริ้วไหว ทุกคนต่างนิ่งเงียบ ฉันนั่งกอดเข่ามองหยดน้ำที่พรากสายริมชายคา ปล่อยหัวใจไหลตามลงไป กลิ่นดินกลิ่นกอข้าวโพดหอมละมุน ฉันรู้สึกเหมือนร่างถูกตรึงนิ่งอยู่ตรงนั้น ขณะที่หัวใจจมดิ่งลงไปสู่พื้นดิน ซึมซาบความเกรียมกร้านของซากหญ้า แล้วปล่อยให้มันบาดลึกเข้ามาถึงเนื้อใน ปวดแสบปวดร้อนสาหัส ไม่ต้องโทษใครได้ นอกจากตัวเอง

ไร่ข้าวโพดที่สุกแห้งกรอบดูเหลืองไปทั้งหุบเขา น่าอิ่มเอิบใจไม่น้อย ที่ได้ข้าวโพดฝักงามๆ แต่มันจะมีความหมายอะไร ในเมื่อราคาถูกยิ่งกว่าราคาขี้ควาย ที่เขาซื้อขายไปทำปุ๋ย

พี่จ๋ำมาเรียกตั้งแต่เช้า เพราะฉันบอกไว้ว่า ถ้าไปเก็บข้าวโพดให้มาชวนฉันไปด้วย ฉันอยากทำงานตากแดดบ้างหลังจากที่ไปสอนหนังสือเด็กๆในโรงเรียนหลายวันแล้ว อีกอย่างฉันติดใจการขับเกวียน เพราะพี่จ๋ำจะมอบหน้าที่สารถีให้ฉันเสมอ เมื่อเราออกไปไร่กัน แรกๆเจ้าควายคู่นั้นจะดื้อดึงกับฉัน มันแวะทึ้งหญ้าริมทางกินอยู่บ่อยๆ พี่จ๋ำบอกให้ฉันหวดมันแรงๆ ฉันทดลองดูแล้ว ผลก็คือฉันเจ็บปวดเสียเอง ต่อมาฉันทดลองใช้วิธีพูดกับมันแล้วฟาดไม้เรียวเบาๆ วิธีนี้อาจดูตลกไร้สาระสำหรับชาวบ้านแบบพี่จ๋ำ แต่สำหรับฉัน มันได้ผลจริงๆ ควายสองตัวยอมให้ฉันบังคับจนกระทั่งถึงบ้าน พอเข้าเขตหมู่บ้าน ลูกเล็กเด็กแดง คนเฒ่าคนแก่ ปรบมือชมฉันกันใหญ่ ดูราวกับเป็นดาราหนังมิปาน

ฝนขาดสายแล้วทุกคนลุกขึ้นมาทำงาน ฉันแยกออกมาห่างๆ เพื่อที่ได้คิดอะไรเงียบๆ
เมื่อคืนนี้ เสียงระเบิดดังตูมใหญ่ ตามมาด้วยเสียงปืนกลที่รัวถี่ยิบ ฉันตกใจ แต่ไม่รู้จะถามใคร เพราะกลางคืนฉันอยู่คนเดียวที่บ้านพัก แต่ฉันรู้ว่ามันเกิดขึ้นที่เทือกเขาข้างหน้า และตรงนั้นคือชายแดน

ฉันเลือกมาทำงานที่นี่ทั้งๆที่รู้ว่าสงครามยังกรุ่นอยู่ เมืองนี้เป็นเมืองทหาร ฉันได้รับการต้อนรับอย่างหยาบคายจากนายทหารคนหนึ่ง ในคืนที่ฉันเข้าเมืองไปเยี่ยมรุ่นพี่ที่เป็นครูอยู่ที่โรงเรียนประจำอำเภอ แล้วเราก็ชวนกันไปกินข้าวที่ร้านอาหาร ขณะที่นั่งคุยกันอย่างเพลิดเพลิน พลทหารเดินมาบอกว่า เจ้านายขอเชิญไปที่โต๊ะ เขาอยากคุยด้วย ตอนนั้นหน้าฉันคงแดงไปถึงหูด้วยความโกรธ แต่ก็บอกพลทหารที่สุภาพคนนั้น ไปอย่างสุภาพเช่นกันว่า “ถ้าอยากจะคุย ก็ขอเชิญมาที่โต๊ะนี้เองก็แล้วกัน” ไม่รู้ว่าผู้สื่อข่าวจะบอกต่ออย่างไร แต่ไม่เห็นมีใครกล้าเดินเข้ามาสักคนเดียว…

ฝักข้าวโพดที่ถูกหักจากต้นถูกโยนลงตะกร้า เมื่อเต็มแล้วผู้ชายจะแบกไปใส่เกวียน ฉันทำงานช้ากว่าคนอื่น เพราะต้องคอยระวังไม่ให้ใบข้าวโพดบาดแขนบาดขา แค่ตากแดดก็แสบผิวพอแล้ว

การบาดเจ็บที่เนื้อตัวฉันยังทนได้ แต่บาดเจ็บที่หัวใจนี่สิ สุดทน


ที่นี่มีเงินก็ไม่มีความหมาย ไม่มีอะไรให้ซื้อกิน ถ้าต้องการซื้อต้องอาศัยรถมอเตอร๋ไซด์ชาวบ้านออกไปหลายสิบกิโล น่าขันเสียจริง เงินเดือนพันกว่าบาทของฉันขาดหายไปสามเดือนแล้ว ทางหน่วยเหนือจะรู้ไหมหนอ ว่าเงินติดตัวฉันตอนนี้มีแค่หกสลึงมาหลายวันแล้ว บอกใครไม่ได้ ไม่อยากให้พี่จ๋ำกังวลใจ ไม่อยากให้ใครๆสงสาร เพราะการที่เขาดูแลขนาดนี้ ก็นับว่าดีโขตาย มีข้าวกินทุกมื้อ แม้จะมีแค่น้ำพริกน้ำปูกับหน่อไม้ต้มและข้าวเหนียวก็เถอะ

ที่ปวดร้าวใจ ไม่ใช่เรื่องเงิน แต่บาดเจ็บเพราะอุดมการณ์เรามันต่างกัน สมแล้วที่เขาตัดหางปล่อยป่า ถ้าฉันตายอยู่ที่นี่ พวกเขาจะบอกกับที่บ้านฉันว่าอย่างไร…

พ่อแม่ไม่รู้หรอกว่าฉันมาอยู่ที่นี่มีสภาพอย่างไร ถ้าได้มาเห็นตอนที่ฉันแพ้สารเคมีในนาข้าว เพราะไปมุดหาปูหาปลากับเด็กๆ เด็กไม่เป็นอะไรสักนิด ฉันสิ หน้าตาบวมเบ่ง หัวปูดเป็นลูกมะกรูด กลืนอะไรไม่ได้ไปหลายวัน สงสารตัวเองจนร้องไห้ไม่ออก นี่มันกรรมเวรอะไรนักหนา เดือนแรกที่เข้ามาก็ล้มจักรยานซะขาเคล็ด เพราะทางมันชัน ไม่รู้นี่ว่ารถถีบที่ยืมเขามาเบรคไม่ดี

แต่ก็นั่นแหละไม่มีอะไรร้ายกาจเท่าคำพูดของใครบางคน ที่บาดใจฉันนักในวันที่ออกเดินทาง….ฉันสาบานในเดี๋ยวนั้น "ฉันจะไม่ยอมให้เขาจูงจมูกฉันเป็นอันขาด"

หมู่บ้านที่ฉันเลือก เลือกเพราะมีชื่อไพเราะเพราะพริ้งว่า หมู่บ้านชมจันทร์ แต่ก็รู้ว่าเป็นหมู่บ้านยากจน เพราะเป้าหมายของเราคือทำงานในหมู่บ้านยากจน แต่จะจนขนาดไหนไม่อาจรู้ได้ ไม่เคยมาคลุกคลีที่ภาคนี้มาก่อน
หมู่บ้านชมจันทร์ในความฝันกับความจริงต่างกันลิบลับ หมู่บ้านเพียงห้าสิบหลังคา มีวัดเล็กๆ มีอนามัยเล็กๆ มีโรงเรียนเล็กๆ มีทุ่งนาล้อมรอบ ถัดไปประมาณสามกิโลเมตรเป็นภูเขายาวเหยียด โอบล้อมครึ่งหมู่บ้าน และมีตำนานเรื่องปอบ ที่เห็นคนเป็นปอบเดินไปเดินมาหลังงอคู้ มีเรื่องราวหญิงสาวล่องใต้ มีเรื่องราวนิยายรักสาวเมืองกับหนุ่มดอย ที่เกิดขึ้น และกำลังดำเนินอยู่ และเริ่มเข้มข้น เมื่อฉันเข้ามาอยู่นั่นเอง

ความรักที่ไม่อาจสมรักของหนุ่มดอย ฟังแล้วน่าเศร้า แต่ที่สุดเรื่องของฉันกลับเศร้ามากกว่า
เพราะฉันไม่อาจทำให้คนที่ฉันรัก งานที่ฉันรัก ดำเนินไปอย่างราบรื่นได้
ฉันจึงกลายเป็นมนุษย์หุ่นยนต์ เดินได้ พูดได้ แต่ไม่รู้สึกตัว….

ตอนที่สอง
หัวใจสลาย แต่ร่างกายยังอยู่

ฉันมาอยู่ที่นี่นานหลายเดือน จึงได้เขียนจดหมายบอกที่บ้านว่าฉันอยู่ที่ไหน และบอกเขาว่าสบายดี จดหมายตอบรับเป็นลายมือแม่ ที่เขียนแทนพ่อ ความว่า”อายุเราก็มากแล้ว ทำอะไรให้คิดถึงหัวอกของพ่อแม่บ้าง พ่อและแม่อายุมากขึ้นทุกวัน อยากเห็นลูกมีความเป็นอยู่ที่มั่นคง อย่าให้ใครมาว่าได้ว่าเราเป็นคนไม่มีความคิด ไม่รู้จักสร้างอนาคตของตัวเองเหมือนลูกคนอื่นๆเขา” ฉันซึมไปหลายวันกับจดหมายนั้น ซึม สับสน ยุ่งเหยิงไปหมด

ฉันหลบปัญหาภายในใจตัวเอง ด้วยการขึ้นไปบนดอย ไปเยี่ยมหนุ่มดอยของพี่จ๋ำ ท่าทางเขาดีใจที่เห็นเรามา รีบกุลีกุจอจัดแจ้งให้กินข้าว คืนนั้นเรานอนค้างกันที่นั่น ฉันสังเกตเห็นท่าทางซึมๆของหนุ่มดอย จึงถามพี่จ๋ำว่าเกิดอะไรขึ้น พี่จ๋ำบอกว่า เขาขอพี่จ๋ำแต่งงาน แต่พี่จ๋ำปฏิเสธไป แม้เขาจะเสนอสินสอดมากโขอยู่ พี่จ๋ำทำใจไม่ได้ ที่จะโดนเพื่อนบ้านดูถูกว่ามาเอาคนดอยทำผัว ที่จริงพี่จ๋ำเป็นแม่ม่าย แต่ยังสาวสวยและขยัน หนุ่มดอยก็ทำงานเก่ง มีเงินมากกว่าพี่จ๋ำแน่นอน แต่ฉันเห็นพี่จ๋ำทำหน้าตูมๆ เขินๆ หลังจากที่นั่งคุยกันแล้ว จึงถามว่า แล้วเขาพูดอะไรอีก พี่จ๋ำบอกว่า
“เขาขอให้พี่ลองนอนกับเขาก่อนก็ได้ แล้วค่อยให้คำตอบ จะบ้าเหรอ ใครจะไปยอม”
ฉันล่ะทั้งขำทั้งเศร้า หนุ่มดอยเอ๋ย....

รุ่งเช้าเรากลับลงมาจากดอย ที่จริงต้องใช้เวลาเดินหนึ่งวันเต็มๆก็ถึงหมู่บ้านชมจันทร์ แต่เพราะยังไม่อยากกลับหมู่บ้าน ฉันและพี่จ๋ำจึงแวะนอนที่ปางเมี่ยง ซึ่งมีชาวบ้านเก็บเมี่ยงอยู่หลายคน มีกระท่อมอยู่สามหลัง เราเลยนอนที่นั่นอีกคืนหนึ่ง ฉันชอบที่นี่มาก ในเวลากลางคืนชาวบ้านเอาเมี่ยงมานึ่งรวมกันในถังไม้ใหญ่ๆ แล้วนั่งล้อมวงรอบกองไฟคุยกันจิปาถะ แล้วฉันก็โดนชาวบ้านหลอก บอกว่าพรุ่งนี้จะไปเก็บไข่เป็ดป่ามาต้มให้ฉันกิน ฉันรึแสนจะดีใจ ที่ไหนได้ หลังจากพวกเขาหัวเราะจนพอใจกันแล้ว จึงเฉลยว่า นั่นมันเสียง “เขียดแหลว” หรือ”กบภูเขา” ไม่ใช่เป็ด ฉันถอนหายใจ กลบเกลื่อนความเขินอาย โธ่…เสียงเหมือนเป็ดเด๊ะเลย
และที่นี่ สภาพป่ามันสมบูรณ์ซะจนฉันเชื่อว่าอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้
แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ….แต่ไม่ใช่เรื่องที่ฉันคาดคิดไว้
เช้าตรู่...
หนุ่มดอยแบกปืนลูกซอง ตามลงมาหาฉันที่ปางเมี่ยงตั้งแต่ยังไม่สว่าง เขาคงนอนไม่หลับเป็นแน่ มาถึงก็พูดกับฉันด้วยน้ำเสียงเข้มสีหน้าถมึงทึง ราวกับไม่เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน
“ต่อไปนี้ มึงไม่ต้องไปเยี่ยมบ้านกูอีกแล้วนะ มึงทำให้กูเดือดร้อน ชาวบ้านเขาจะไม่ให้กูอยู่ในหมู่บ้านอีก ถ้ายังคบกับมึง” ฉันตกใจ อึ้ง…เงียบ กลัวปืนกระบอกนั้นจะหันมาเปรี้ยงปร้างใส่ฉัน ซึ่งก็ไม่แน่ถ้าไม่มีชาวบ้านอยู่ด้วย
“เป็นอะไรล่ะอ้าย ทำไมว่าอย่างนั้น” ฉันได้ยินเสียงพี่จ๋ำเอ่ย จึงค่อยหายเครียด
“มีคนบอกข้าว่า มันเป็นพวกนักศึกษามาปลุกระดม มันเป็นคอมมิวนิสต์” น้ำเสียงหนุ่มดอย ผ่อนคลายลง
“คนไหนล่ะอ้าย คนนั้นใช่ไหม คนที่เป็นผู้สอนศาสนาใช่ไหม” ฉันถาม
“อือ”
“ฉันล่ะนึกแล้วแหละ เมื่อวานสวนทางกัน ฉันทักทายเขาดีๆ แต่เขากลับพูดแขวะ วางโต ทำท่าราวกับเป็นเจ้าของภูเขาทั้งเทือกนี้ มิน่าล่ะ ….แล้วเขาฟังมาจากใครล่ะอ้าย”
“มันว่าทหารที่ด่าน เขาสั่งมาว่า ถ้าเจอผู้หญิงที่เป็นนักศึกษา อย่าให้มันมาเข้าใกล้”
แน่ล่ะซี ทั้งอำเภอ มีฉันคนเดียวเท่านั้น ที่เข้ามาในนามนักศึกษา แม้ว่าจะเข้ามาทำงานก็ตาม แต่ภายใต้ชื่อสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ยังไงๆ ก็ฟอกล้างภาพพจน์ไม่ได้

ด้วยความโกรธ….ฉันกลับลงไปที่หมู่บ้านในทันที แล้วยืมรถมอเตอร์ไซด์ของผู้ใหญ่บ้าน ขับออกไปที่ด่านปากทางเข้าหมู่บ้าน ที่มีทหารประจำการอยู่ ด้วยความโกรธสุดขีด ฉันไม่ควบคุมอารมณ์ตัวเองอีกแล้ว
“ใครเป็นคนปล่อยข่าวให้ชาวบ้านระแวงฉัน….หา” ทันทีที่ฉันเห็นหน้าเขาคนนั้น คนที่ให้ลูกน้องมาเรียกฉันไปนั่งด้วย ฉันรู้สึกอยากจะฆ่าเขาเสียนัก ยิ่งท่าทีแข็งกร้าวไม่สำนึกผิดด้วยแล้ว
“หรือคุณไม่ได้เป็น พวกนักศึกษาเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น ที่ยังอยู่ในป่าไม่ใช่พวกคุณหรอกหรือ วันก่อนดักยิงพวกเราจนบาดเจ็บ” เขาจ้องตาฉันเหมือนสัตว์ดุร้าย
“ฉันจะบอกให้รู้นะ ฉันเข้ามาทำงาน ผู้ว่าราชการรับรอง นายอำเภอก็รับรู้ คุณไม่มีสิทธิ์ป้ายสีใส่ใคร”
“ก็คุณอยู่ให้ห่างๆ ชาวบ้านซี” เขาไม่ลดละ
“อยู่ห่างๆได้ไง งานฉันนะ”
“สอนเด็กๆ ของคุณไป อย่าไปยุ่งกับพวกผู้ใหญ่” ช่างเป็นคำแนะนำที่โง่บัดซบที่สุดที่ฉันเคยได้ยินมา
หมดคำโต้เถียง ฉันคงต้องยอมแพ้ เพราะเขาถือว่า เขาดูแลความปลอดภัยให้ฉันด้วย มิน่าล่ะ เมื่อวันก่อนมีผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่ง เข้ามาสอบถามเรื่องของฉันจากชาวบ้าน จนชาวบ้านบางคนระแวงฉันไปแล้ว
ไม่ได้ช่วยอะไรฉันเลยจริงๆ เท่ากับฆ่าฉันให้ตายเร็วขึ้นมากกว่า….
ป่วยการที่จะโวยวาย ฉันกลับมาที่หมู่บ้าน นอนซมในบ้านพักที่สถานีอนามัย ไม่ออกไปไหน ไม่กินข้าวสามวันเพราะไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับตัวเอง และฉันก็ยังไม่อยากออกไปจากที่นี่
ในที่สุด จึงต้องเอ่ยปากขอยืมเงินเจ้าหน้าที่อนามัยมาก่อน ห้าร้อยบาท พอประทัง แล้วส่งข่าวให้เพื่อนรักส่งเงินมาให้ใช้ด้วย
นอกนั้นฉันไม่ได้ติดต่อกับใครอีก ไม่ แม้แต่ทางต้นสังกัด เพราะเขาบอกว่า ฉันทำงานเกินหน้าที่ หน้าที่ฉันที่ต้องทำคือ เก็บข้อมูล เขียนรายงาน และทำตัวเป็นชาวบ้านให้มากที่สุด ไม่ใช่ไปยุ่งกับเรื่องอื่นๆ ข้อสุดท้ายน่ะแน่นอนทีเดียว ฉันเป็นชาวบ้านได้อย่างกลมกลืน เลิกเก็บข้อมูล เลิกเขียนรายงาน ไม่ไปสอนหนังสือ ไม่ไปช่วยงานหน่วยงานไหน ไปป่า ไปดอยกับชาวบ้านแทน

ฉันกลับออกมามือเปล่า ไม่ได้เอาอะไรของชาวบ้านมาเลยแม้แต่นิดเดียว
เพราะก่อนวันเดินทาง เขา….คนที่เป็นหัวหน้า สั่งเสียฉันว่า
“เก็บข้อมูลให้ละเอียดนะ อย่าเมคข้อมูล ถ้าคุณโกหกผมก็รู้ เพื่อประโยชน์ของคุณด้วยนะ คุณก็จะเรียนจบ ถ้างานคุณดีพอ เราจะขายข้อมูลให้กับมหาวิทยาลัยคอลแนล”

“โธ่….ไม่มีวันซะหรอก ไอ้ควายในห้องแอร์เอ๋ย”….ฉันคำรามในใจ แล้วเดินจากมา

สิ่งที่ฉันเก็บได้มา และรักษาไว้ จนถึงทุกวันนี้ ไม่มีใครหน้าไหน มาซื้อเอาไปได้ ไม่มีวัน...
เพราะมันคือ“หัวใจ” ของ หมู่บ้านชมจันทร์ นั่นเอง


 




 

Create Date : 21 กันยายน 2548    
Last Update : 25 กันยายน 2548 1:11:58 น.
Counter : 193 Pageviews.  

ความตั้งใจ....(คลิกที่รูป)

05年0

星期五

天氣
:陰

 

 

 






 

Create Date : 16 กันยายน 2548    
Last Update : 25 กันยายน 2548 0:18:10 น.
Counter : 134 Pageviews.  


shadow-of-art
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




............ เร่ร่อน...
............. ตามแรงสั่นสะเทือนของโลก
............. ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดได้
............. เพราะไฝที่เท้าเม็ดนั้น นั่นเทียว
Friends' blogs
[Add shadow-of-art's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.