Group Blog
 
All Blogs
 

ดักฟังนักเรียนป้อมอัศวินคุยกัน#4 : เมื่อซาตานแห่งป้อมอัศวินเป็นหวัด.....((นอกแผน))

หมายเหตุ : เขียนออกมาจนตอนกลับมาแก้อีกรอบเป็นช่วง"ไข้หวัดนก"ระบาดพอดีเลยอ่า เหอเหอเหอ อะไรมันจะเหมาะเหม็งขนาดนี้ฟร่ะ (แล้วดีตรงไหนเนี้ย??)
ตอนนี้ที่จริงแต่งเสร็จเร็วแหละ ....แต่ตอนแรกกะจะเอามาลงพร้อมตอนที่ 5 เพื่อความต่อเนื่อง.....ไปๆมาๆตอน 5 มันก็ยังไม่ยอมคลอดซะที ก็เลยเอามาลงก่อนดีกั่ว.....
ไม่มีอะไรแล้ว ไปอ่านเองเหอะ....

==============================
ดักฟังนักเรียนป้อมอัศวินคุยกัน#4 : เมื่อซาตานแห่งป้อมอัศวินเป็นหวัด.....((นอกแผน)) ==============================

ผ่านไปกว่าสัปดาห์.....หลังจากลูคัสได้ 'กระทำการ' อันกระตุ้นต่อมโทสะของทั้งนักบวชหมอมีดและหมาป่าตัวหนึ่งจนแตกระเบิด....

คนหาเหา(อาจรวมถึง เห็บ ริ้น ไร)ใส่หัวก็ได้รับคำตัดสินบทลงโทษจากศาล...ถูกเนรเทศออกไปนอกห้อง......โดยไม่มีโอกาสได้ร้องอุทธรณ์ ฏีกาใดๆทั้งสิ้น
และเนื่องจากลอเรนส์หัวเสียขนาดที่แม้แต่เจ้าชายนักการฑูตคนเก่งแห่งเจมิไนอย่างโรเวนยังเข้าหน้าไม่ติด.....
พื้นโล่งทางเดินหน้าห้องจึงได้ถูกยกระดับเป็นที่ซุกหัวนอนจำเป็นของผู้คุมกฎคนสำคัญของป้อมอัศวินไปทั้งอาทิตย์.....

และเมื่อ ลอเรนส์ ดอว์น เดอะคิงออฟรูม เริ่มใจเย็นลงและปลงได้ นักโทษจึงได้รับการอภัยโทษให้ซมซานกลับเข้ามาในห้อง.....
เรื่องราวมันก็น่าจะจบแค่นั้นถ้าเหตุบางอย่างมันไม่เกิด....
ถ้าลูคัสไม่ได้กลับมาพร้อมใบหน้าซึ่งแดงเรื่อด้วยพิษไข้ และอุณหภูมิที่วัดได้จากปรอท ( ซึ่งหมานำเข้าอีกนั่นแหละ ) ......

39 องศา....!!!!

หมาเลยต้องมาทำหน้าที่ไม่สมหมา แถมไม่สมความตั้งใจตอนมาเพราะจากคน(หมา)หาข่าวกลับต้องมานั่งเฝ้าคนป่วยเป็นนางพยาบาล.......

แต่ความลำบากของหมายังไงๆมันก็ดูจะไม่เท่ากับคน.......

"กินซะ....ลูคัส" พูดอย่างสกัดกั้นอารมณ์เต็มที่ เมื่อคนที่ปรกติจับมีดต้องจำใจเปลี่ยนมาจับช้อนป้อนข้าวคนนอนซม.....

"ม่ายอาววว ม่ายอยากกิน" พฤติกรรม 'งอแงเหมือนเด็ก' น่าหมั่นไส้จนคนรับหน้าที่ป้อนข้าวป้อนน้ำแทบอยากคว่ำจานลงกบาลถ้าไม่ติดว่ามันเป็นคนป่วย....

ไอ้ลูคัส....แกหายเมื่อไหร่ล่ะน่าดู!!!!

กว่าจะจัดการป้อน ( ยัด ) ข้าวใส่ปากคนป่วยดื้อด้านได้สำเร็จก็ปาเข้าไปกว่า 3 ทุ่ม ให้ทั้งคนและหมาเหนื่อยจนแทบลากเลือด แต่ตัวต้นเหตุกลับได้สิทธิพิเศษถอดจิตไปเฝ้าพระอินทร์สบายใจเฉิบ....

"สรุปว่ามันเป็นอะไร..." คำถามจากลอเรนส์ที่การ์ดแข็งๆดูจะอ่อนลงหน่อยเมื่อมองเห็นคนไม่สบายเบื้องหน้า

"ไข้หวัดใหญ่" คำตอบจากหมาล่าข่าวพยาบาลจำเป็นที่บัดนี้ควบตำแหน่งแพทย์อีกตำแหน่ง

"โรคอะไร??" คิ้วเข้มขมวดอย่างสงสัยเมื่อชื่อที่ได้ฟังไม่คุ้นหู....

"ก็โรคชนิดนึง...มาจากแถวๆที่อยู่ของชั้น.....แต่ไม่รู้ทำไมลูคัสถึงเป็นได้" คำเปรยอย่างสงสัยจากสัตว์หน้าขนที่ลอเรนส์หรี่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ

"ไม่ใช่ว่าเธอเอามาแพร่...."

"ชั้นสบายดี...จะแพร่เชื้อได้ไง" คำตอบกลับไม่มั่นใจนัก....

หมาหันควับไปมองคนนอนซมที่นอนอยู่บนเตียงของตัวเองก่อนฉุกคิดถึงอะไรบางอย่าง...

คงไม่น่ะลูคัส แต่นายมันมือบอนเหลือเกิน........
ความรู้สึกสงสัยที่เกิดขึ้นในใจมันทำให้หนาวๆร้อนๆจนต้องรีบวิ่งไป 'ตรวจสอบ' ให้แน่ชัดในห่อสัมภาระของตัวเอง.....

ภาพที่ปรากฏต่อหน้า...คือกล่องเพาะเชื้อสีเทาหม่นที่ถูกเก็บไว้อย่างมิดชิดในส่วนลึกสุดมีร่องรอยของการถูกงัดแงะแม้คนแอบเปิดดูจะบรรจงปิดใว้เนียนที่สุด.....

ให้หมาที่มองเห็นต้องสบถอย่างหัวเสีย......
"ไอ้บ้าลูคัส!! ( พูดคำนี้กี่ครั้งแล้วตั้งแต่มาอยู่ที่เนี้ย...... ) มันเปิดกล่องเพาะเชื้อของชั้น!!"

"กล่องเพาะเชื้อ...?"

"ก็...เป็นที่เก็บเชื้อโรคที่กำลังเล่นงานคนงี่เง่าที่นอนพะงาบๆอยู่นั่นแหละ" ตอบกลับอย่างหงุดหงิด....

"โรคนี้มันร้ายแรงมากถึงขนาดคนอึดอย่างหมอนี้ยังต้องนอนซมเลยเหรอ...."

"ก็พอดู....ไข้หวัดใหญ่ที่จริงเป็นโรคติดต่อ แต่นี่เป็นเชื้อกลายพันธุ์ที่ชั้นเพิ่งได้มา...ไม่ติดต่อ แต่ของแถมคือเชื้อมันแรงกว่าเดิม...แถมลูคัสถูกไล่ออกไปนอนนอกห้องอยู่ตั้งอาทิตย์ ภูมิคุ้มกันมันก็คงอ่อนลง...."

"แล้วจะหายเมื่อไหร่...?" ถามถึงเรื่องสำคัญ

"ถ้าให้หายเองก็เป็นเดือน....." คำตอบที่คนรับฟังสะดุ้งเฮือก

ปรกติมันก็งี่เง่าอยู่แล้ว....ยิ่งป่วยก็ยิ่งรั้นเข้าไปอีก....
ถ้าต้องคอยดูแลหมอนี่เป็นเดือน.....
เขาคงต้องป่วยแทนมัน....

"แต่ถ้าใช้ยา...3 วันก็หาย...." ต่อพลางยักคิ้วแผล่บ ให้อีกฝ่ายฟังแล้วถอนหายใจโล่งอก...ก่อนหันมาแยกเขี้ยวใส่เพราะรู้ว่าหมามันจงใจแกล้ง.....

"แล้วยา.....?"

"จะมาพรุ่งนี้เช้า....ที่จริงจะมาคืนนี้ด้วยซ้ำ แต่ตอนแรกเห็นลูคัสป่วย...ชั้นก็เลยคิดว่าคงจะยุ่ง...ไม่นึกว่าจะต้องมาใช้กับมัน" คำตอบที่ลอเรนส์พยักหน้าอย่างเข้าใจ

แต่ก่อนจะแยกย้ายกันพักผ่อน คำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัวของนักบวชแห่งป้อมอัศวิน.....ความสงสัยที่ทำให้ต้องปรายตามองเจ้าหมาตัวเดียวในห้องก่อนออกปากถามคำถามสุดท้ายของวัน....
"แล้วเธอเอาเชื้อนั่นมาด้วยทำไม....?"

แล้วนั่นก็เป็นคำถามที่หมาปากไวได้แต่อ้าปากค้างก่อนหัวเราะแห้งอย่างไม่สามารถให้คำตอบได้......

++++++++++

เช้าวันต่อมา เหยี่ยวสีน้ำตาลดำตัวนึงก็บินร่อนจากฟากฟ้าเข้ามาในห้อง....ที่ขาของมันมีห่อผ้าสีขาวขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กถูกผูกไว้อย่างดิบดี

หมาค่อยๆเอื้อมขาหน้าไปแกะห่อผ้า....แต่คงจะใช้เวลามากไปนิด ( ก็มันเป็นขาหมานี่หว่า...แต่คิดดูซิว่าเหยี่ยวมันจะไปเข้าใจอะไร... ) เจ้าเหยี่ยวที่ดูอารมณ์จะไม่โสภาจึงเริ่มใช่จงอยปากจิก 'ลูกค้า' เบื้องหน้าอย่างหงุดหงิด

"เฮ้...เจ็บน่ะ อย่าจิกเซ่!!" คำบ่นจากหมาที่ทำได้แต่เป็นเป้านิ่งเพราะมือมันดันไม่ว่าง และเมื่อหมามันเตรียมจะฝากรอยเล็บขย้ำคอเจ้าตัวร้ายหลังแกะห่อผ้าจนหลุดออกจากขาเหยี่ยวสำเร็จ มันก็เชิดหน้าหนีพลางสะบัดปีกให้อย่างน่าหมั่นไส้ก่อนเผ่นออกไปนอกหน้าต่างอย่างรวดเร็ว....

"น่าจับไปถอนขนย่างไฟ...." คำพูดจากคนเห็นเหตุการณ์อย่างลอเรนส์....ที่เธอพยักหน้าอย่างเห็นด้วยเป็นที่สุด

"คราวหน้าจะไม่ใช้บริการมันอีกเลยให้ตายเหอะ เป็นแค่เหยี่ยวส่งของยังมาทำหยิ่ง"
บ่นอุบอิบพลางลากสิ่งที่เพิ่งถูกส่งมามาวางไว้กลางห้องเพื่อให้เพื่อนร่วมชะตากรรมอีกคนได้เห็นถนัดชัดตา ก่อนมืออันไม่ค่อยสันทัดงานของหมาจะถูกใช้อีกครั้งเพื่อเปิดดูของในห่อผ้า....

และไม่นานนัก ( หมามันเริ่มใช้ขาหน้าเก่ง ) สิ่งที่อยู่ในห่อผ้าก็ถูกเผยออก...ให้กล่องสีขาวที่บรรจุของแปลกประหลาด 4 ชิ้น ปรากฎขึ้นสู่สายตาของนักบวชแห่งแอเรียส.....

ลอเรนส์ค่อยๆปรายสายตามองของต่างๆอย่างพิจารณา....

อย่างแรกวางอยู่ซ้ายสุด...เป็นขวดเล็กสีชา ของข้างในเป็นผงที่เขาไม่แน่ใจว่าสีอะไร...
อย่างที่สองเป็นเหมือนหลอด....หลอดแบบแปลกๆที่มีก้านอะไรสักอย่างอยู่ด้วย ตัวหลอดใส...มีเลขสีดำเป็นขีดๆ ที่ปลายด้านหนึ่งเหมือนเป็นเข็มที่ทำจากโลหะ
อย่างที่สามเป็นขวด...เหมือนแบบแรกนั่นแหละ แต่ของข้างในเป็นของเหลว
อย่างที่สามเป็นถุงอะไรสักอย่าง สีใส....มองเห็นเม็ดกลมสีขาว 3-4 เม็ดบรรจุอยู่ภายใน....

"ไอ้นี่...." พูดพลางชี้มือ(ขาหน้า)ไปที่หลอดรูปร่างแปลกประหลาด "หลอดฉีดยา"

"แล้วนี่ก็....ยาที่ใช้ฉีด" มือชี้ไปยังขวดที่บรรจุของเหลวประกอบคำอธิบาย.....

ลอเรนส์พยักหน้าเป็นเชิงบอกอีกฝ่ายว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่มันพูด....

"แล้วไง"

"แล้วไงอะไร...?" ตีหน้างงแล้วถามกลับ

"ถ้านี่มันเป็นยาที่เธอว่า....เธอก็ทำไปอย่างที่เธอรู้ว่ามันควรจะทำนั่นแหละ" เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจแล้วลุกเดินไปหยิบหนังสือมานอนอ่านบนเตียงตัวเอง

พฤติกรรมที่แสดงเจตนาชัดเจน...
'แกจะทำอะไรก็ทำไป แต่อย่าสะเออะมายุ่งกับชั้น.....'

แต่งานที่อยู่ตรงหน้ามันก็ไม่ใช่งานสำหรับหมาเหมือนกัน....

ทั้งเปิดขวด แกะปลอกเข็ม ดูดยาใส่หลอด แล้วยังต้องเอาไปฉีดให้กับไอ้คนป่วยที่น่าจับโยนทิ้งให้ไปตายนอกหน้าต่างให้รู้แล้วรู้รอด.....
ถึงหมามันจะแสนรู้แค่ไหน....สำหรับงานละเอียดอย่างนี้....มันก็ยังยากเกินไป
วิธีที่จะทำให้สามารถปฏิบัติตามรายการทั้งหมดได้มันก็มีหรอก.....
แต่ไม่อยากทำนี่หว่า.....

เปรยสายตาไปยังคนขี้เก๊กเจ้าอารมณ์บ่นเตียงก่อนนึกขอโทษขอโพยมันในใจ....
แต่ไหนๆก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว (ถึงแม้จะถูกลากลงมาก็เหอะ) ก็ช่วยๆพายๆกันหน่อยล่ะกันเนอะ.....

"ลอเรนส์ ลงมาช่วยกันหน่อยน่า....ไอ้พวกเนี้ย...บอกตรงๆชั้นทำเองไม่ได้" ออดอ้อนก่อนเป็นอันดับแรกถึงแม้จะรู้ดีว่าไม่มีทางได้ผล แต่ทดลองก่อนก็ไม่มีอะไรเสียหาย.....

ปฏิกริยาที่ตอบกลับมาก็คือไร้ปฏิกริยา.....

"น่าๆ ลอเรนส์ มาช่วยกัน" พูดไม่พูดปล่าว คราวนี้ขาหมามันก็พาดไปบนแขนคนถูกอ้อนก่อนเขย่าอย่างถือดี ให้ผู้ถูกกระทำปรายสายตาอาฆาตมาให้ แต่คนเคยชินมันก็ยังคงฉีกยิ้มส่งให้อย่างหน้าชื่นตาบาน.....

"ไม่!!" ตอบกลับด้วยเสียงเฉียบขาด "ปัญหาใครก่อ ก็ควรจะรู้จักแก้"

"ตามใจๆ ชั้นไม่รู้หรอกน่ะว่านายอยากฝึกเพิ่มจุดเดือดหรืออยากทำหน้าที่ในฐานะเพื่อนที่แสนดีให้ลูคัสโดยการนั่งพยาบาลมันสักเดือน...แต่ขอให้ความพยายามมันสัมฤทธิ์ผลล่ะกัน"
คำย้อนกลับพร้อมสีหน้าที่หมามันเสแสร้งตีให้ดูว่าพยายามเอาใจช่วยเต็มที่....

ให้คนถูกขู่ได้แต่กัดฟันกรอดก่อนต้องจำใจยอมลุกขึ้นมาทำงานที่ ( ถูกยัดเยียดให้ ) ต้องทำ.....

แล้วหมากวนประสาทมันก็ชนะพนันอีกตามเคย......

++++++++++

"เข้าใจแล้วใช่มั้ย? ดูเส้นเลือด...จิ้มเข็มลงไปเบาๆ อย่าแทงจนทะลุแขนล่ะ" คำพูดที่หมามันนั่งกรอกหูอยู่เกือบชั่วโมงด้วยความกลัวว่าเขาจะใช้งานนี้บังหน้าเป็นหนทางลัดกำจัดคนกวนบาทา

มันน่าจะทำเองให้รู้แล้วรู้รอด ในเมื่อมันรู้ดีนัก....

"ชั้นรู้แล้ว....และถ้าเธอไม่รู้....จะบอกให้ว่าเข็มนี่มันไม่ยาวพอทะลุแขนคนได้ แต่มันอาจจะทะลุปากหมาบางตัวได้ถ้ามันยังไม่หยุดพล่าม" นั่นแหละมันถึงได้หุบปาก....

และหยิบกระดาษกับปากกาออกมาใช้แทน.....-_-##

ตัวอักษรหวัดๆลายมือหมาแสดงข้อความสีน้ำเงินตวัดบนกระดาษสีขาวให้ใจความว่า "งั้นก็รีบจัดการเถอะ"

ภาพที่นักบวชแห่งป้อมอัศวินเห็นแล้วต้องกุมขมับก่อนคิดว่าควรจะรีบทำงานให้จบก่อนที่การต่อกรกับหมาตรงหน้าจะทำให้เขาเป็นบ้า......

"อรุณสวัสดิ์ลอรี่ แอล" เสียงทักทายอย่างอารมณ์ดีดังมาจากคนที่อยู่บนเตียงเป็นสัญญาณบอกว่ามันตื่นขึ้นมาแล้ว ดูๆไปก็ยังคงกวนประสาทไม่ต่างไปจากเดิมเท่าไหร่ถ้าไม่นับว่าเสียงมันแหบลงไปจนน่าสงสาร

"ตื่นก็ดีแล้ว...เพราะพวกเราไม่นิยมทำร้ายคนกำลังหลับ" คำทักทายยิ้มแย้มจากหมาผู้มีน้ำใจนักกีฬาที่คนป่วยตีหน้าฉงนสงสัยก่อนหันมาขอคำตอบจากอีกคนที่ดูจะพูดรู้เรื่องกว่า...

"ชั้นจะฉีดยาให้นาย" เฉลยด้วยน้ำเสียงเนือยๆ หากแต่ปฏิกริยาของคนตรงหน้ากลับเป็นอะไรที่เขาคาดๆไม่ถึง......

ดวงหน้าที่เคยแดงก่ำด้วยพิษไข้ซีดเผือดลงจนน่ากลัว มือโบกปฏิเสธเป็นระวิง ขณะที่ปากละล่ำละลักพูดเป็นอยู่คำเดียว
"ม่ายๆๆๆๆๆๆๆๆ "

ข่าวใหญ่พิเศษพาดหัวประจำสัปดาห์.....
ลูคัส ซาโดเรีย ผู้คุมกฏคนเก่ง.....ซาตานแห่งป้อมอัศวิน....
กลัวเข็มฉีดยา.....
รู้เข้าถึงไหนอายเข้าถึงนั้น.....

"ไม่อาวน้าลอรี่.....ชั้นจะนอนเฉยๆทำตัวดีๆ อย่าเอาไอ้นั่นเข้ามาใกล้ช้านน้าาาาา T-T " คำเว้าวอนอย่างน่าสมเพชจากคนป่วยที่น่าสงสาร หากแต่นักบวชที่ใจดำยิ่งกว่าซาตานก็ยังคงตีหน้าเฉยก่อนจัดเตรียมของตามที่หมาบอกอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

"ชั้นจะไม่เรียกนายว่าลอรี่อีกก็ด้ายน้า....อย่าเอาไอ้หลอดนั่นมาใกล้ๆชั้นเลยน้า....." การเจรจายังคงไร้ผลเมื่ออีกฝ่ายยังคงทำหน้าไม่สนใจ.....

"นะน้า......ลอเรนส์น่ะ"

"เงียบ!! แล้วนอนอยู่เฉยๆ.....อย่าคิดว่าชั้นจะปล่อยนายให้นอนกวนประสาทชั้นอีกเดือน แค่เมื่อวานวันเดียวชั้นก็จะจับไข้แทนอยู่แล้ว" ตวาดกลับพร้อมส่งสายตาปรามดุเดือดก่อนจะหันไปหยิบเข็มมาใส่กับตัวหลอด......

สถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิตของ ลูคัส ซาโดเรีย เดอะ ซอเซอร์เรอร์ ออฟ ทริสทอร์...........

เมื่อนายไม่ฟังคำขอร้อง ชั้นก็ขอลา........
คนป่วยที่เคยไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะขยับตัวลุก แต่เพื่อเอาชีวิตรอดตอนนี้ก็กระโดดเหยงออกจากเตียงก่อนค่อยๆย่องอย่างเงียบกริบไปทางประตู.......

แต่ทว่า.....คนมันเกิดจะซวยมันก็ต้องซวยนั่นแหละ ^^

ฟรึ่บ...!!
ของสิ่งหนึ่งถูกโยนมาจากหมาที่บัดนี้ส่งสายตาเจ้าเล่ห์รู้ทัน.....ไม่ต่างกับที่เขาชอบใช้บ่อยๆ
มันเป็นบ่วงเชือกขนาดที่พันธนาการซาตานแห่งป้อมอัศวินได้อย่างเหมาะเจาะลงตัวเป็นที่สุด.......!!!

"ขอบใจ แอลเมท" เสียงเย็นยะเยือกดังมาจากลอเรนส์ที่บัดนี้ "เตรียมการ" เสร็จเรียบร้อยแล้ว......

เข็มฉีดยาสะท้อนวิบวับกับเงาแดดอยู่ในมือนักบวชผู้กำราบซาตาน....

เสียงร้องฟังไม่ได้ศัพท์จึงดังขึ้นจากคนชอบแกล้งที่บัดนี้เป็นฝ่ายถูกรังแก......ก่อนที่เสียงการออกกำลังกายจากกีฬาชักกะเย่อกับวิ่งไล่จับจะดั่งลั่นไปทั่วทั้งชั้น........

===================
13-26 /5-6/04

Author's note : บทนี้เราก็ยังคงไม่ได้ออกไปไหนอยู่ดี....ใครใช้ให้ลูคัสดันมาป่วยล่ะ ชริๆ ( ก็แกแต่งมาอย่างงั้นเองง่ะ จะโทษใคร... )
แต่ก็ทำให้เราได้รู้ความลับอะไรบางอย่างของเขาละเน้อ.....หุหุหุ
หลังจากการเปิดเผย ( ใส่ไฟ/นั่งเทียน ) ถึง "ความเค็ม" ของพี่แก..คราวนี้ก็มาถึงเรื่อง "เข็มฉีดยา" นี่อีก.....
เลยกลายเป็นว่าตอนนี้ลูคี่เป็นคนที่ถูกเรายำมากที่สุด ยำจนเละไม่เหลือชิ้นดีซะแหล่ว เหอเหอ
((สาวกลูคัสอย่ามาฆ่าชั้นเลย))
แกล้งลูคัสเป็นอะไรที่หนุกดี (พอๆกับแกล้งลอรี่น่ะแหละ) ชอบอยู่กับสองคนนี้เพราะดูจะทำให้เรามีอะไรทำอย่าง 'หนุกหนาน' ไปได้เรื่อยๆ...(รวมถึงการเอื่อยเฉื่อยและงานไม่เดินด้วย :p)

ลอยละล่องมานาน....คราวหน้าเราจะพาไปดูฉากหวานๆ ( แบบมีการจัดฉากนิดหน่อย ) ที่ไม่หลุดออกนอกแผนเหมือนคราวนี้.....
((แต่หลังจากคราวหน้าเราอาจโดนสาวกใครบางคนหมายหัวจนถูกลอบสังหารได้.....งานนี้คงต้องไปติดสินบนใครบางคนแถวๆซาเรสก่อนดีกั่ว ))




 

Create Date : 29 มกราคม 2548    
Last Update : 29 มกราคม 2548 0:37:47 น.
Counter : 606 Pageviews.  

ดักฟังนักเรียนป้อมอัศวินคุยกัน#3 : บุกถ้ำเสือ( เพื่ออะไรก๊านนนนนน)

หมายเหตุ : A.A the wolf ที่เป็นนามแฝงของเรา A นั้นย่อมาจาก Anlmate ( แอลเมท) ซึ่งเป็นชื่อนามแฝงที่เราใช้อีกชื่อหนึ่งอับ
แล้วทำไมต้องบอกน่ะเหรอ? ที่มาบอกตรงนี้เพราะมันมีในเรื่องน่ะจิ.....( ถึงไอ้พวกนั้นจะไม่ค่อยเรียกก็เถอะน่ะ)

==============================
ดักฟังนักเรียนป้อมอัศวินคุยกัน#3 : บุกถ้ำเสือ( เพื่ออะไรก๊านนนนนน) ==============================

"ครบอาทิตย์แล้วน่ะ..." เป็นคำพูดเปรยจากลอเรนส์ ขณะที่เขาต้องจำใจนั่งมองหมาตัวหนึ่งเขมือบอาหารเย็นอย่างเอร็ดอร่อยซึ่งเขาเองนั่นแหละที่(ถูกยัดเยียดให้)รับอาสาเป็นคนแบกมาให้
"แล้วไง?" คำถามกลับจากเจ้าขนปุยทั้งๆที่ปากยังเคี้ยวหยับๆ

คิ้วเข้มของนักบวชแห่งป้อมอัศวินขมวดมุ่นขึ้นอย่างสงสัย
"ก็เธอบอกว่าจะมาหาข่าวไม่ใช่เหรอ?"
คำถามที่มาคิดได้ทีหลังว่าไม่น่าถาม เพราะเจ้าหมางี่เง่าหันฉับมามองเขาอย่างปรามาสก่อนจะตั้งท่าเป็นอาจารย์เทศน์ซะยืดยาว.....

"นายคิดว่างานหาข่าวมันเป็นงานง่ายๆรึไง แค่ออกไปเดินฉวัดเฉวียนเล่นน่ะมันไม่ทำให้รู้อะไรขึ้นมาหรอกน่ะ การจะทำอะไรน่ะมันต้องมีการวางแผนให้รอบคอบ ที่สำคัญที่ๆเราอยู่ตอนนี้น่ะมันคือป้อมอัศวินแห่งเอดินเบิร์กน่ะไม่ใช่ตลาดกลางเมือง ไอ้เรื่องที่ต้องระวังน่ะมีเป็นกุรุฏ ไม่งั้นชั้นคงไม่ต้องขอให้นายลำบากถ่อเอาอาหารมาส่งให้ถึงที่หรอก แล้วนายลืมไปรึเปล่าว่าโรเวนกับไธนอสน่ะยังอยู่ในป้อม นี่ชั้นยังไม่ได้พูดถึงผู้คุมกฎที่เหลืออีกตั้งสอง สามขุนพลกับสิบสองผู้พิทักษ์ป้อมเลยน่ะ....."

"พอๆ เรื่องนั้นเอาเป็นว่าชั้นรู้...." คำขัดจากคนถูกยัดเยียดให้เป็นลูกศิษย์ก่อนที่อาจารย์ปากดีจะทำหูของเขาชาจนฟังคนอื่นต่อไม่รู้เรื่อง

ได้แต่ถอนหายใจขณะที่อีกฝ่ายกลับไปสนใจกับอาหารเบื้องหน้า
สายตาเย็นๆกับมีดคมๆของเขาทำอะไรหมาตรงหน้าไม่ได้พอๆกับที่ทำกับเพื่อนร่วมห้องอีกคนไม่ได้.........
ดวงเขามันซวยสนิทแท้ๆที่ต้องมาผูกติดกับไอ้พวกนี้..........

"แต่ถ้าไม่คิดจะทำอะไร นั่งกินนอนกิน เมื่อไหร่จะได้งาน" อดไม่ได้ที่จะออกปากถาม

"ชั้นทำอะไรๆไปมากกว่าที่นายคิด" คำตอบพร้อมรอยยิ้มแสยะแยกเขี้ยวจากหมา

เสียงเปิดประตูดังขึ้นขัดจังหวะก่อนเพื่อนร่วมห้องอีกคนจะปรากฎตัวขึ้นมา......

"ลอรี่ แอล เป็นไงบ้าง" คำถามจากผู้มาใหม่ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินไปนั่งลงบนเตียงของตัวเอง

"ก็ไม่เป็นไง" คำตอบจากหนึ่งบุรุษหนึ่งหมา

"วันนี้นายไม่สบายเหรอ ลอรี่?" ลูคัสเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ

"ชั้นสบายดี ถามทำไม?"

"ฮ้า....ก็ชั้นเรียกนายว่าลอรี่ไปตั้งสองครั้ง นับครั้งนี้ครั้งที่สาม นายยังไม่ขว้างมีดขู่ฆ่าชั้น....." เจ้าตัวพูดก่อนจะทำท่าช็อกเหลือหลายก่อนเอ่ยสำทับด้วยน้ำเสียงจริงจังจนน่าถีบตกเตียง
"นายแน่ใจน่ะว่าไม่เป็นไร ชั้นว่านายป่วยแหงมๆ"

"ชั้นไม่เป็นไร" ยืนยันหนักแน่นอย่างพยายามข่มอารมณ์ก่อนจะหันไปเอ่ยปากถามอีกเรื่องที่น่าสนใจกว่า "แล้วว่าไง"

"โรเวนนัดประชุมสองทุ่ม"

++++++++++
[ 19:20 น.]

"เธอจะไปด้วย? ไปทำไม?" คำถามจากลูคัสที่อ้าปากค้างไปเรียบร้อยหลังได้ฟังคำประกาศขอติดตามจากหมาป่าเบื้องหน้า

"ไปหาข่าว" หมาพูดพลางกระดิกหางอย่างไม่สนใจอาการของคนตรงหน้า

"เธอจะหาข่าวอะไรชั้นไม่เคยว่า....แต่อย่าสอดรู้เข้ามาในกิจการภายในป้อมอัศวิน" คำเตือนเยียบเย็นจากลอเรนส์ ดอว์น ที่บัดนี้ชักจะตาลุกวาวด้วยอารมณ์ที่เริ่มคุกรุ่น

คำเตือนที่เจ้าหล่อนหันไปเผชิญหน้าคนส่งวาจาน้ำแข็งก่อนตอบกลับอย่างถือดีไม่สมตัว.....
"ชั้นไม่เคยใส่ใจกิจการของใคร แล้วที่ชั้นจะไปก็ไม่ใช่เพื่อฟังการหารือของสภาสูงป้อมอัศวิน"

"แล้วจะไปทำไม" คนถามๆด้วยน้ำเสียงเย็นชาจนหมาชักจะยกย่องให้เป็นน้ำแข็งเดินได้ก้อนที่สองถัดจากเจ้าชายคาโนวาล

"เตรียมตัวเกาะติด" คำพูดที่คนฟังยิ่งฟังก็ยิ่งงง คนพูดเลยขยายความให้อีกนิด "หลังการประชุมป้อมอัศวิน....ยังมีประชุมลับ"

"ประชุมลับ? ใครกับใคร?" คำถามอย่างสนใจใคร่รู้จากลูคัสที่บัดนี้ความอยากรู้อยากเห็นมันเริ่มเสนอจนออกนอกหน้า ขณะที่ลอเรนส์เองก็แสดงท่าทางว่าสนใจแม้จะเก็บอาการไว้ก็ตาม

"โรเวน และไธนอส เสธคนสำคัญของป้อมอัศวิน กับอาเธอร์ บริสตั้น หัวหน้าปราสาทขุนนาง" คำเฉลยที่จับแช่แข็งบุรุษอีกสองคนที่ได้ฟังก่อนที่คนสติดีกว่าอย่างลอเรนส์จะเอ่ยปากซักเพื่อความมั่นใจ

"รู้ได้ไง"

"ชั้นบอกแล้วไงว่าชั้นทำอะไรๆไปมากกว่าที่นายคิด" เป็นคำพูดพร้อมรอยกระหยิ่มยิ้มย่องบนใบหน้าอย่างผู้ชนะ

++++++++++
[ 19:50 น.]

"ชั้นสัญญาจะไม่แหย่แม้แต่หนึ่งในสัมผัสทั้งหกทั้งห้าเข้าไปในการประชุมของพวกนาย"

คำสัญญาจากหมาที่ยังไงลอเรนส์ก็ยังเห็นว่าเชื่อถือไม่ได้ แต่การจะหยุดเจ้าหล่อนไม่ให้ไปคงเป็นไปไม่ได้ยิ่งกว่า โดยเฉพาะเมื่อมันถึงเวลาที่พวกเขาต้องรีบไปแล้ว.....

"นายคิดว่ามันจะมีปัญหามั๊ย ลอรี่" คำถามกระซิบจากเพื่อนข้างตัวที่ลอเรนส์คาดโทษว่าเพราะไอ้บ้านี่แหละที่ทำให้มันเกิดเรื่องทั้งยากทั้งยุ่ง

"ถ้ามันเกิดมี....คนของนาย....นายก็รับผิดชอบไปแล้วกัน"

พูดไปอย่างนั้น แต่เขาก็รู้ดีว่าถ้าเกิดมันเป็นเรื่องขึ้นมา ไอ้การจะปัดความรับผิดชอบให้ลูคัสคนเดียวมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ในเมื่อคนสร้างปัญหามันอาศัยอยู่ในห้องนอนของเขา สถานะเขาเองก็คงไม่ต่างไปจากผู้สมรู้ร่วมคิด
ความคิดที่ยิ่งคิดยิ่งปวดหัวจนอยากเอาไอ้ตัวต้นเหตุมาผ่ากบาลดูซิว่าในหัวมันจะยังมีสมองอยู่บ้างไหม......

"แม้แต่เด็กๆอย่างกัส โทนีย่า ยังจับได้ว่าเธอแอบฟังอยู่ นับประสาอะไรกับโรเวน" คำพูดเตือนสติที่เขาพยายามส่งให้ แต่หมาตรงหน้ามันก็ทำปิดหูปิดตาไม่รับรู้ได้อย่างน่าหมั่นไส้เป็นที่สุดก่อนออกปากแก้ตัวน้ำขุ่นคลั่ก

"ก็ตอนนั้นชั้นประมาทไป คิดว่ายังไงไอ้พวกนี้มันก็เด็ก ก็เลยถูกจับได้ แต่คราวนี้รู้แน่ๆว่าจะไปกระตุกหนวดเสือ.......ความระมัดระวังมันก็ต้องผิดกัน"

ก็ได้แต่หวังว่าคำโม้ของยัยบ้านั่นมันจะเป็นจริงแค่สัก 1 ใน 10 ก็ยังดี.....

++++++++++
[ 22:00 น. : ด้านลูคัสกับลอเรนส์]

"จบการประชุม แยกย้ายได้แล้วล่ะ" คำประกาศจากโรเวนหลังสรุปรายงานการประชุมเสร็จสิ้น ให้ทั้งลูคัสและลอเรนซ์แทบจะอยากวิ่งกลับห้องโดยเร็ว ถ้าไม่ติดว่าสายตาแหลมคมของคนรอบตัวจะสังเกตเห็นความผิดปรกติ

ก็ความรู้สึกหนาวๆร้อนๆเพราะชนักติดหลังมันรบกวนจิตใจมาตั้งแต่เริ่มประชุม ให้รู้ซึ้งถึงความยากเย็นและประโยชน์ของวิชาหน้ากากฟาโรห์ที่นำมาใช้จริงๆจังๆก็วันนี้.....
(ถึงแม้ลอเรนส์จะมีหน้ากากน้ำแข็งติดตัว ส่วนลูคัสก็มีหน้ากากยิ้มแย้มโปะหน้าไว้อยู่เป็นกิจวัตรแล้วก็ตาม.... )

นึกขอบคุณพระเจ้าเหลือหลายที่คำพูดพล่อยๆของหมาไม่ใช่แค่คำโม้ เพราะหางแม้แต่นิดของมันก็ไม่โผล่มาให้เห็นในการประชุม......
แม้จะยังไม่ค่อยแน่ใจว่า โรเวนกับไธนอสจะ "รู้สึก" อะไรบ้างรึเปล่า....

บุรุษทั้งสองค่อยๆเดินกลับมาห้องอย่างพยายามข่มใจก่อนรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอกเมื่อเข้าสู่อาณาเขตส่วนตัว.......

[ 22:00 น. : ด้านหมา]

ไม่เข้าถ้ำเสือไยเลยจะได้ลูกเสือ แล้วเข้าถ้ำครั้งนี้ถ้ารอดกลับมาได้ สิ่งที่ได้อาจไม่ใช่แค่ลูกเสือ
ความคิดที่ทำให้ขยับรอยยิ้มก่อนใช้คาถาล่องหน ตามด้วยการอำพรางจิตแล้วเดินเข้าหาสถานที่เป้าหมายอย่างระมัดระวัง........

"ลานตะวัน" ของป้อมอัศวินที่น่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น "ลานจันทรา" เพราะในยามนี้มีแต่แสงจันทร์นวลขาวที่ส่องลงมาให้ความสว่างนุ่มนวลบนพื้นหินโล่งกว้าง....

ความรู้สึกที่ทำให้อดไม่ได้ที่จะชื่นชมคนตรงหน้า......
เข้าใจเลือกสถานที่นักน่ะ ปริ๊นซ์โรเวน.....

ลานกว้างโล่งที่ไม่มีกำแพงให้หลบซ่อนในระยะได้ยินเนื้อหาการสนทนา เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการแอบซ่อนดักฟัง และถ้าขืนงี่เง่าโผล่หางเข้าไปใกล้ก็จะอยู่ในรัศมีระแวดระวังของกลุ่มคนตรงหน้าทันที.....

ถ้าเป็นคนอื่นคงถอดใจไปแล้ว......
มาวัดกันซิว่าสมองของท่านกับความสามารถของชั้นใครมันจะเหนือกว่า......

ความคิดที่หมาหัวเราะหึหึในลำคอก่อนจะค่อยๆขยับตัวแว่บเข้าไปยังห้องๆหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยอุปกรณ์แปลกประหลาด......

ทุกอย่างพร้อม.........

[target log]

++++++++++
[ 01:15 น.]

เสียงเปิดประตูดังขึ้นปลุกบุรุษสองคนที่นอนอยู่ให้รู้สึกตัว มองต้นเสียงซึ่งก็คือร่างเจ้าขนปุยที่ค่อยๆลากตัวเองกลับเข้ามาในห้องพร้อมข้าวของแปลกประหลาดพะรุงพะรังเต็มตัว

ใบหน้ามันดูเนือยๆบอกเป็นนัยว่าง่วงจนแทบสลบแต่รอยยิ้มที่ระบายบนใบหน้าหมาก็เฉลยบทสรุปที่เป็นไปได้แค่หนึ่งเดียว.....

การประชุมลับของโรเวนพ่ายแพ้ความสอดรู้สอดเห็นของเจ้าหล่อน......

และมันก็กระตุ้นแม้แต่ต่อมอยากรู้อยากเห็นของคนเคยมีมาดจนตอนนี้ถอดหน้ากากน้ำแข็งขว้างทิ้งไว้เบื้องหลังอย่างไม่ไยดีและกล่าวถามอย่างสนอกสนใจเป็นคนแรก
"ว่าไง เป็นไงบ้าง"

"ไม่รู้" คำตอบจากปากหมาที่ค่อยๆถอดอุปกรณ์ประหลาดที่เริ่มพันแข้งพันขาเรียงรายไว้บนโต๊ะ

"ไม่รู้?" คำถามอย่างงงจังงังจากลูคัสที่บัดนี้ตาโตเท่าไข่ห่าน

"ไว้.....พรุ่งนี้" เป็นคำพูดสุดท้ายจากปากหมาก่อนที่มันจะฟุบหลับลงไปตรงนั้นหลังจากของชิ้นสุดท้ายถูกวางอย่างบรรจง.....

สภาพที่ผู้คุมกฎคนสำคัญของป้อมอัศวินทั้งสองต้องหันมามองหน้ากันก่อนถอนหายใจปลงตก โยนผ้าห่มไปคลุมตัวหมางี่เง่าตรงหน้าแล้วกลับขึ้นเตียงไปพยายามข่มตานอน............

++++++++++
[ 08:32 น. วันถัดมา]

ยามเช้าแสนสดชื่นของหมาที่ตื่นนอนด้วยอาการร่าเริงแจ่มใส ต่างกับอีกสองคนที่ใต้ขอบตามันคล้ำจัดอย่างกับหมีแพนด้า.....

"พวกนายไปอดนอนที่ไหนกันมา" คำถามจากหมาที่นักบวชฟังแล้วรู้สึกว่ามันกวนประสาทจนอยากเปลี่ยนอาชีพเป็นนักฆ่ากะทันหัน

"ก็เพราะเธอเมื่อวานกลับมาถึงก็นอนสลบ ทิ้งให้พวกชั้นอยากรู้จนนอนไม่หลับ" คำเฉลยยากเย็นจากลูคัสขณะที่พยายามรั้งไม่ให้เพื่อนร่วมห้องอีกคนขว้างอาวุธถนัดประจำตัว

"ว่าแต่เธอไปแอบฟังมาได้ไง ถึงไม่ถูกโรเวน ไธนอส กับอาเธอร์จับได้" ลอเรนส์เอ่ยถามขึ้นหลังจากที่เจ้าตัวเริ่มควบคุมสติตัวเองได้อีกครั้ง

คนถูกตั้งคำถามค่อยๆเดินไปหยิบข้าวของแปลกๆที่เจ้าตัววางไว้ตั้งแต่เมื่อคืนก่อนหันมาชูขึ้นไว้อย่างบ่งบอกว่ามันคือคำตอบ.....

"มันคืออะไร?" คำถามจากบุรุษผมทองที่ขณะนี้คิ้วเข้มขมวดผูกโบว์

"เขาเรียกว่ากล้องวีดีโอ"

"กล้องวีดีโอ?" ลูคัสทวนด้วยสีหน้าบ่งบอกว่าไม่เข้าใจ

"อาฮะ....ก็โรเวนไปนัดประชุมกันที่ลานตะวัน ไอ้จะเข้าไปแอบฟังแบบปรกติมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วใช่มั๊ยล่า....ไหนจะมีข่ายมนตร์อีก......" คำเฉลยที่สีหน้าคนรับฟังบ่งบอกว่าไม่ได้ทำให้กระจ่างขึ้นเลย คนอธิบายเลยต้องพยายามพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นอีกนิด

"ก็ไธนอสเข้าสร้างข่ายมนตร์ ระวัง'คน' แต่ไม่ได้ระวัง'ของ'......ที่นี้ชั้นก็เลยไปติดตั้งไอ้พวกนี้ไว้ก่อน...." พูดพลางเปรยสายตาไปยังข้าวของแปลกประหลาดที่ดูจะมีค่าขึ้นกะทันหันในสายตาของอีกสองคนที่เหลือในห้อง

"แล้วมันทำอะไรได้" คำถามต้องการบทสรุปจากลอเรนส์

"จะแสดงให้ดู" เจ้าขนปุยพูดพลางยิ้มกว้างก่อนจะลากของประหลาดๆอีกส่วนหนึ่งออกมาจากกระเป๋าที่วางอยู่มุมห้อง จัดโน่นวางนี้พลางเอาสายสีฟ้าสีแดงมาต่อสลับไปสลับมาอยู่หลายนาที.....

"เสร็จแล้ว" พูดพลางหอบแฮ่กๆ ก็ไอ้รายการที่ต้องทำมันคงไม่ยากถ้ามือกับเท้ามันเป็นของมนุษย์ แต่ตอนนี้คนทำดันเป็นหมา......

หันไปสบตากับอีกสองคนที่กำลังรอดูผลการทำงาน ขาหน้าหมาก็ค่อยๆบรรจงกดลงบนปุ่มประหลาดรูปสามเหลี่ยมที่ติดอยู่บนวัตถุสีดำรูปทรงแปลกตา......

ก่อให้เกิดเป็นภาพและเสียงดังขึ้นมาจากกล่องสีดำเล็กๆอีกอันหนึ่ง......
ภาพที่พวกเขาได้แต่มองพลางอ้าปากค้าง.....
ภาพอันแจ่มชัดของเจ้าชายโรเวน ฮาร์เวิร์ด ยอดนักรบไธนอส และอาเธอร์ เจ้าชายใจสิงห์ แถมด้วยเสียงที่พวกเขาจำได้ไม่ผิดเพี้ยนว่าเป็นของสามคนในภาพแน่นอน.....

"ถ้าจะเล่นกับคนพวกนี้ เอาแบบง่ายๆไม่ได้ร้อก มันต้องใช้ของพวกนี้นี่แหละ"

และนี่ก็เป็นชัยชนะของวิทยาการสมัยใหม่ ที่เวทมนตร์ยังต้องยอมศิโรราบให้อย่างพ่ายแพ้ยับเยิน

++++++++++
ผ่านมาเกือบชั่วโมง บทสนทนาของบุคคลสำคัญทั้งสามในจอภาพยังคงเป็นการหารือที่พัวพันอยู่กับสงครามที่เกิดขึ้นของเอเดน ให้หมาและคนบ้าสวมแว่นอีกคนอ้าปากหาวหวอดๆ ขณะที่แม้แต่ลอเรนส์เองก็อดที่จะรู้สึกเบื่อไปด้วยไม่ได้....

แต่แล้วในที่สุด........

"ชั้นสงสัย.....ราชินีจันทราเคยพูดถึงเรื่องบางเรื่องที่แกจะต้องฝ่าฟันวางแผนอย่างยากลำบากกว่าจะสำเร็จ.......มันหมายถึงอะไร" เป็นการยิงคำถามจากเจ้าชายแห่งซาเรสที่หมาอยากกระโจนไปกราบงามๆให้รู้แล้วรู้รอดซะตอนนี้

"เรื่องนั้น......" น้ำเสียงอึกอักพร้อมใบหน้าแดงจนก่ำสุกอันหาดูได้ยากของเจ้าชายคนสำคัญแห่งเจมิไนปรากฎขึ้นในภาพ ให้สองคนหนึ่งหมาลุ้นกับคำตอบจนตัวโก่ง.....

ฉับ!!.....
ภาพถูกตัดขณะที่หมาเอามือของมันไปสะกิดปุ่มๆหนึ่งบนกล้องวิดีโอ....

"เออ......ชั้นขอตัวไปล้างหน้า แป๊บเดียวน่า...." พูดด้วยน้ำเสียงแห้งๆเพราะสายตาถมึงทึงของลอเรนส์มันตวัดมา ให้หมาต้องรีบวิ่งไปทำธุระอย่างด๋วนจี๋ก่อนจะถูกฆ่าเพราะสะเออะไปขัดจังหวะนักบวชแห่งป้อมอัศวิน.....

ลูคัสค่อยๆเขยิบตัวเข้าหากล้องวิดีโอที่ถูกวางนิ่งอยู่อย่างสนใจ........

"มันจะเป็นอะไรไหม ถ้าพวกเราจะขอดูก่อนยัยนั่นหน่อย"

"นี่....ทำอะไรโดยที่เราไม่รู้น่ะมันจะ......."
แต่คำห้ามปรามมันส่งไปไม่ทัน เพราะมือไวๆของลูคัสกดไปยังปุ่มแปลกๆสีแดงปุ่มหนึ่งซะแล้ว....

เมื่อเห็นว่าที่จอไม่ได้ภาพติดขึ้นเหมือนเดิม แต่กลับเกิดเสียงแปลกๆดังขึ้นที่กล้องในมือแทน....ลูคัสก็ส่งรอยยิ้มแหยๆไปให้บุรุษข้างตัว

ลอเรนส์ตอบกลับด้วยสายตาปรามคนมือบอนก่อนตะโกนถามผู้ที่น่าจะรู้อะไรๆดีที่สุด....
"ปุ่มกลมๆสีแดงๆนี่ใช้ทำอะไร แอล"

"ออ.....เป็นปุ่มอัดทับน่ะ อย่าเผลอไปกดเข้าเชียวน่ะ ไม่งั้นที่ชั้นอุตส่าห์ทำมาทั้งหมดเมื่อคืนมันจะกลายเป็นศูนย์......"

คนพูดๆพลางเดินออกมาจากห้องน้ำอย่างสบายอารมณ์ก่อนที่สีหน้าจะบิดเบี้ยวเป็นแดงก่ำด้วยความโกรธเมื่อผลของการกระทำบางอย่างเข้าคลองจักษุ........

"ไอ้บ้าลูคัส!!!!!"

และนี่ก็เป็นชัยชนะของซาตานแห่งป้อมอัศวิน ที่วิทยาการสมัยใหม่ต้องยอมศิโรราบให้อย่างพ่ายแพ้ยับเยิน

===================
27-28/4/04

Author's note : ยาว....บทนี้ยาวมากกกกก.....เลยใช้เวลาแต่งตั้ง 2 วัน แต่ว่าเราแต่งแฟนฟิคได้ติดๆกันอย่างนี้มันเหมือนช่วงนี้เป็นช่วงแต่งฟิคประจำปีเลยแหะ ( ปีที่แล้วก็แต่งจบช่วงนี้แหละ)
คราวนี้เราบุกถ้ำเสือ แม้จะดูไม่ค่อยเหมือนบุกอะไรเท่าไหร่ก็เหอะ ก็ใครจะอยากไปลุยซึ่งๆหน้ากับ 3 คนนั้นหล่ะ เอาชีวิตไปทิ้งดีๆนี่เอง....
แต่สุดท้ายเจ้าคน(ที่ถูกเราจับยำให้กลายเป็นคน)งี่เง่าอย่างลูคัสก็มาทำลายความฝันในการเก็บข่าวของเราไปซะแหล่ว.....
( ถ้าพูดให้ถูกมันก็เป็นการตัดปัญหาที่คนเขียนจะต้องเขียนล่วงเกินทั่นโรเวนอ่ะน่ะ.....ก็ไม่รู้จะเขียนอะไรนี่นา พี่แรบบิทเองก็ยังไม่เฉลย เราไม่ค่อยอยากเดามั่วสั่ว ....อุ๊บ! ลืมปิดไมค์ ....รู้เป้าหมายเรากันหมดเลยสิเนี้ย)
เอ๊ะ....หรือลูคัสมันจะรับค่าจ้างจากพี่แรบบิทให้คอยมาขัดขวางการทำงานของเราหว่า.....( เริ่มใส่ความไปทั่วน่ะเอ็ง)

พบกันใหม่คราวหน้า( ถ้าคนเขียนไม่ขี้เกียจซะก่อน) หวังว่าคราวหน้าหมาจะหาข่าวได้น่ะ ( รู้สึกจะไร้สาระ ไม่ได้อะไรเพิ่มเติมเลยทั้ง 3 ตอนที่ผ่านมา <= แต่ก็นี่แหละที่คนเขียนต้องการ เหอเหอเหอ)




 

Create Date : 29 มกราคม 2548    
Last Update : 29 มกราคม 2548 0:36:10 น.
Counter : 450 Pageviews.  

ดักฟังนักเรียนป้อมอัศวินคุยกัน#2 : เจรจาห้องพัก

หมายเหตุ : มี#2 ก็แสดงว่าต้องมี #1 ขอแนะนำให้อ่าน #1ก่อน #2 น่ะเคอะ ไม่งั้นจะไม่รู้เรื่องเอาน่ะ เดี๋ยวจะหาว่าหมาไม่เตือน.....

==============================
ดักฟังนักเรียนป้อมอัศวินคุยกัน#2 : เจรจาห้องพัก
==============================

ขาหมาค่อยๆลากพาร่างอันเหนื่อยอ่อนของเจ้าตัวตามทางเดินก่อนจะมาหยุดอยู่หน้าห้องนอนห้องหนึ่งของนักเรียนชั้นปีที่หก.....
.....ห้องพักของนักบวชกับซาตานแห่งป้อมอัศวิน

เมื่อมั่นใจว่าตัวเองคงไม่ทะเล่อทะล่างี่เง่าจนเข้าผิดห้อง ขาหน้าหมาก็ยื่นออกหมายจะจับลูกบิดประตู.........

ปัง!!!
เสียงกระแทกโครมก่อนที่ตัวหมาจะกลิ้งหลุนๆไปอีกทาง
คนประทุษร้ายหลังประตูโผล่หน้ามายิ้มเผล่อย่างชวนให้กระโดดกัดเป็นที่สุด....
"เข้ามาซิ" คำชวนที่หมาทำตามขณะถลึงตาจ้องมองอย่างกินเลือดกินเนื้อ....

"ชั้นไม่เคยสนใจเรื่องแกจะเลี้ยงหมา แต่เอาตัวมันไปไว้ที่ของมัน" น้ำคำเย็นเยียบจากชายผมทองเจ้าของฉายานักบวชแห่งป้อมอัศวินหลังได้รับคำอธิบายงี่เง่าจากเพื่อนร่วมห้อง

"ให้มันอยู่ในห้องด้วยเถอะ หมาตัวนี้มันสุขภาพไม่ค่อยดี งี่เง่า ดื้อด้าน อยู่อากาศข้างนอกร้อนๆหนาวๆมันจะไม่สบาย"
คำอ้อนจากลูคัส ซาโดเรียที่หมาฟังแล้วแยกเขี้ยวงุด รู้สึกเหมือนถูกด่าทางอ้อมตะหงิดๆ....

"ไม่" คำยืนกรานหนักแน่น

"น่านะ ลอรี่ นาย...." คนพูดยังไม่ทันได้พูดจบ มีดเล่มหนึ่งก็พุ่งเฉียดใบหน้าไปปักที่กำแพงด้านหลัง เรียกรอยแผลเล็กๆบนใบหน้าคนปากมาก....

มองกำแพงที่มีมีดปักอยู่สลับกับคนตรงหน้าแล้วก็ทำให้เข้าใจอย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมกำแพงห้องมันถึงเป็นรูได้มากมายขนาดนั้น.....

"ชั้นเตือนกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกชั้นอย่างนั้น!"

"ก็ได้ๆ ลอเรนซ์ แล้วเรื่องหมาชั้นล่ะ" คนพูดว่าง่ายอย่างพยายามเอาใจอีกฝ่ายแต่มันคงไม่ได้ผล....

"ถ้าแกจะเอามันนอนในห้อง แกก็ไปนอนข้างนอก....!!" เป็นคำตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นๆประจำตัวก่อนที่คนพูดจะเดินไปอาบน้ำและล้มตัวลงนอนอย่างไม่อยากจะสนใจอะไรอีก.....

++++++
"ใจร้ายๆ ทั้งเธอทั้งลอรี่" คำบ่นที่มาพร้อมแสงแดดยามเช้าจากลูคัส ซาโดเรีย ส่งตรงให้กับหมาตัวหนึ่งที่บัดนี้กระดิกหางนอนสบายอยู่บนเตียงซึ่งเคยเป็นของเขา.......

"ก็นายบอกเองนี่.....ลอเรนส์ไม่เรื่องมากหรอกถ้าจะมีหมาป่าอีกสักตัวมาอยู่ในห้อง" คำแขวะอย่างได้ทีจากเจ้าหมาป่าตรงหน้าที่ดูจะมีความสุขอยู่บนความทุกข์ของเขาได้อย่างเต็มภาคภูมิ

"ก็ใครมันจะไปรู้ว่ามันจะถือสิทธิขนาดไล่ชั้นออกไปนอนนอกห้อง...."

"แล้วนายก็ออกไปนอนนอกห้องจริงๆ จนโรเวนเห็นเข้าแล้วอดสงสารไม่ได้เลยต้องถ่อมาช่วยขอร้องลอเรนซ์ให้....." พูดพลางกลั้นหัวเราะจนตัวโยน ก่อนออกปากสำทับ "งี่เง่า"

"ถ้าไม่ใช่เพราะเธอชั้นก็ไม่ลำบากขนาดนี้" โยนความผิดให้กับสิ่งมีชีวิตตรงหน้า แต่เจ้าหล่อนกลับกระดิกหางถูกใจ ก่อนเอ่ยปากพลางหัวเราะหึหึอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า

"นายรับคำเองน่ะ แล้วชั้นก็อุตส่าห์จะจ่ายให้ อย่าลืมซิว่าของฟรีไม่มีในโลก"

คำพูดที่ทำให้ชายผมดำอยากย้อนเวลากลับมาพิจารณาการตัดสินใจของตัวเองซะใหม่......
ที่เคยคิดว่างานนี้จะคุ้ม เพราะนอกจากน่าสนุกแล้วยังเพิ่มรายรับ.....แต่ที่ลืมนึกไปสนิทก็นิสัยของไอ้คนที่อยู่ตรงหน้า.......
นิสัยมันเสียไม่ต่างกันกับเขาเลยสักนิด........

"จบงานนี้แล้วเรื่องร่วมมือกับเธออีกเห็นทีจะต้องลาขาด"

"อีกไม่นานนายจะถอนคำพูดนี้" คำประกาศพร้อมแววตามากเล่ห์จากหมาที่ถูกขัดด้วยเสียงเปิดประตูพร้อมกับการกลับมาของลอเรนส์ ดอว์น

"ว่าไงลอรี่" คำทักทายชวนประสาทเสียจากคนจอมหาเรื่องข้างตัว แต่อีกฝ่ายกลับไม่ขยับมือขว้างอาวุธอย่างปรกติวิสัย กลับหันกลับมามองก่อนเอ่ยปากตั้งคำถามที่ทำให้ทั้งหมาทั้งคนขนลุกชัน

"ที่คุยกันเมื่อกี้หมายความว่าไง"

จำเลยทั้งคู่ได้แต่ช็อกค้างนิ่งเงียบกันไปคนละหลายวิฯก่อนหันกลับมามองหน้ากันอย่างพยายามโทษว่าเป็นความผิดของอีกฝ่าย.....
พฤติกรรมที่ชวนให้เส้นอารมณ์ขาดผึ่ง....

"ตกลงจะบอกดีๆหรือต้องให้ชั้นไปเชิญโรเวนมาเป็นคนไต่สวน" คำพูดพาดพิงถึงเสธคนสำคัญของป้อมอัศวินที่ทั้งสองพร้อมใจส่ายหน้าจนหัวแทบหลุด

นักโทษงี่เง่าสองคนเลยจำต้องเอ่ยคำสารภาพยืดยาวต่อหน้าผู้คุมที่ไม่น่าเป็นศัตรูด้วย.....

++++++
"ชั้นคิดอยู่แล้วว่าเธอไม่ใช่หมาธรรมดา" พูดพลางเปรยสายตาไปยังจำเลยขนปุยที่นั่งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยม
"แต่ก็ไม่นึกว่าพวกแกจะหาเรื่องกันขนาดนี้"

"แล้วสรุปนายจะให้ยัยนี่อยู่ต่อรึเปล่า" คำถามจากลูคัสวกเข้าประเด็น

"ยิ่งรู้ว่ามาทำอะไรอย่างนี้...ไม่มีทาง" คำประกาศเสียงแข็งจากลอเรนส์

คำพูดที่ทำให้หมาต้องรีบขุดเอาสมองที่ไม่ค่อยจะได้ใช้มาใช้คิดแก้ปัญหา....
ซวยชิบเป๋ง.....
ยังไงก็ต้องลองพึ่งไม้นี้แล้ว.......ถึงจะไม่ค่อยชัวร์นักก็เหอะ....

"ชั้นคงไม่มีปัญหา ที่มีปัญหาน่ะมันคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความลับลับๆของนาย ชั้นเองมันก็ปากไม่อยู่สุข" คำกล่าวลอยๆจากสิ่งมีชีวิตคนปุยตัวเดียวในห้องที่เรียกความสนใจจากอีกสองบุรุษชะงัด

"เธอรู้?" คำถามฟังดูเย็นชาไม่เปลี่ยน หากแต่มันมีสัญญาณของความหวาดหวั่นปะปน ถึงแม้เจ้าตัวจะเพียรสะกดกลั้นจนสัมผัสได้เพียงชั่วลมหายใจยุง แต่กลับไม่รอดพ้นความรู้สึกอันเฉียบคมของซาตานแห่งป้อมอัศวินที่บัดนี้ตาลุกวาวด้วยความสงสัย
ขณะที่หมาอีกตัวยิ้มกริ่มอย่างพึงใจก่อนจะพยักหน้าช้าๆเป็นเชิงยอมรับ....

ดวงหน้าติดจะดูดีของลอเรนส์ซีดไปถนัดก่อนที่เจ้าตัวจะกระแอมเบาๆเอ่ยปากอย่างไว้ตัว "ถ้าเธอจะไม่วุ่นวาย ชั้นก็ไม่มีปัญหา"

คำพูดเรียกรอยยิ้มจากเจ้าขนปุย ขณะที่คนพูดรีบขอปลีกตัวออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว....

สำเร็จอย่างงดงาม........

เพราะแบบนี้เองลูคัสถึงอดจะแหย่ไม่ได้ ก็แกล้งคนแบบนี้มันสนุกจะตาย....

"นี่ๆ สรุปว่าไอ้ความลับลับๆของลอรี่นี่มันคืออะไร" เสียงถามคาดคั้นจากอีกบุรุษที่อยู่ในห้อง

"ไม่บอก" คำตอบที่ลูคัสอยากเปลี่ยนสายพันธุ์เป็นหมากะทันหันจะได้กระโดดกัดคนตรงหน้าให้รู้แล้วรู้รอด

ความลับลับๆของลอเรนส์ ดอว์น นักบวชแห่งป้อมอัศวิน....
มันคืออะไรกันน่ะ....?

===================
26/4/04

Author's note : จบ...ภายใน 1 วัน ติดต่อกันถึง 2 ฟิค ( ช็อกในความสามารถของตัวเอง) ตอนที่ 2 นี่ไม่ได้ออกไปดักฟังใครที่ไหนเลยแหะ มัวแต่นั่งเถียงกับลูคัส แต่ได้แกล้งลอเรนส์มันก็เป็นอะไรที่สนุกดี ( ในที่สุดเราก็จับมายำๆๆอย่างสนุกสนานซะแล้ว)
ตอนแรกกะจะแอบดอดออกไปหาเรื่องเหมือนกัน แต่มันจะทำให้ตอนนี้มันยาวไปซักหน่อย ( แล้วก็จะไม่มีอะไรเขียนตอนหน้า) ก็เลยยกรายการสอดรู้สอดเห็นไปไว้ตอนที่ 3.....
ไปๆมาๆเริ่มรู้สึกว่าเอาตัวเองไปเป็นเมนหลักในเรื่องซะแล้ว แต่แต่งไปแล้วก็ไม่มีใจจะแก้ ( หนุกดีด้วย เอิ้กๆ)
ติดตามตอนต่อไป ( ตอนที่ 3 ) เราจะพาท่านบุกถ้ำเสือ............เหอเหอเหอ




 

Create Date : 29 มกราคม 2548    
Last Update : 29 มกราคม 2548 0:35:12 น.
Counter : 539 Pageviews.  

ดักฟังนักเรียนป้อมอัศวินคุยกัน#1 : บทสนทนา(นินทา)ในห้องนั่งเล่น

หมายเหตุ : ขอให้คิดว่าช่วงเวลาที่เหตุการณ์ในฟิคนี้เกิดขึ้นมันเป็นช่วงปี 2 ของเฟรินหรือพูดง่ายๆก็ภาค 3 อ่าน่ะ....แน่นอนว่าต้องเป็นช่วงที่ยัง "ไม่เกิดเรื่องเกิดราว"

* ฟิคเรื่องนี้เป็นการแต่งโดยผู้เขียนเป็นหนึ่งในตัวละครดำเนินเรื่อง...เพราะฉะนั้นบางคนอาจไม่ชอบการเขียนแนวนี้ที่เหมือนเราเข้าไปยุ่งอะไรกับคนในเรื่องหว่า....อืม...ใครที่รู้สึกอย่างนั้นเราก็ขออำภัยด้วยน่ะค่ะ...

==============================
ดักฟังนักเรียนป้อมอัศวินคุยกัน#1 : บทสนทนา(นินทา)ในห้องนั่งเล่น ==============================

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาโรงเรียนพระราชาเอดินเบิร์กก็ถูกจัดให้เป็นโรงเรียนที่มีการป้องกันเข้มงวดที่สุดในบรรดาโรงเรียนทั้งหมดของเอเดน สาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นเพราะที่โรงเรียนแห่งนี้เป็นสถานที่พำนักของเจ้าชายเจ้าหญิง รัชทายาทที่ไม่มีสิทธ์ขึ้นหน้าด้วยยศทั้งหลาย และอาจรวมถึงเจ้าหญิงที่ต้องคำสาปให้กลายเป็นชายบ้างหมาบ้างบางพระองค์ ส่วนอีกหลายๆสาเหตุก็คงมาจากอีกหลายๆปัจจัยซึ่งเป็นเรื่องภายใน.....
ไม่ว่าอย่างไร....การที่จะแทรกตัวเข้าไปในโรงเรียนนั้นทำได้ไม่ง่ายเลย

แต่ตอนนี้ก็สิ่งมีชีวิตบางสิ่งแอบเข้ามาแล้วนี่นา.....

หมาป่าตัวหนึ่งค่อยๆย่องอย่างเงียบกริบผ่านประตูจากฟากหนึ่งไปยังอีกฟากหนึ่ง จากตึกหนึ่งไปยังอีกตึกหนึ่ง
ดวงตาคอยสอดส่องสิบสองผู้พิทักษ์ป้อม ระแวดระวังสามในสี่ผู้คุมกฏ
สำหรับสามขุนพล กับเสธคนสำคัญทั้งสอง...
กลายเป็นบัญชีดำ....
เป็นพวกที่เห็นแล้วต้องรีบเผ่น ก่อนที่ฝ่ายเห็นจะเป็นอีกฝ่าย...
แล้วคราวนี้จะได้สลับฝ่ายขึ้นบัญชีดำกันอีก....

"เฮ้!!"
เสียงเรียกดังขึ้นก่อนให้หมาสะดุ้งโหยงก่อนจะหันขวับกลับไปแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก....

"ไหนบอกจะรอที่หน้าประตู" เจ้าหมาตรงหน้าบ่นอุบให้คนในเงามืดขยับรอยยิ้มขันกับสีหน้าหงุดหงิดไม่สมหมา...

"จะให้ยืนรอปูพรมรับเสด็จรึไง นี่ก็อุตส่าห์เบิกทางให้เข้าได้ง่ายๆแล้ว" คำแก้ตัวฟังดูมีเหตุผล และก็คงเพราะคนตรงหน้าที่ทำให้ประตูทางเข้าเปิดโล่งหยั่งกะจะเชิญชวนให้ชาวเมืองพาสัตว์เลี้ยงเข้าไปเดินเล่น ถึงแม้จะเพียงชั่วแว่บเดียวก็เหอะ

"คนน่าสงสัยที่พวกยามตามไปเมื่อกี้ก็นายสิน่ะ"

"ของตาย" คำตอบกลับพร้อมรอยยิ้มสบายๆประจำตัวที่มองแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีเหลือหลายที่ไม่ต้องมาเห็นรอยยิ้มอีกลักษณะของคนๆนี้

"ขอบใจมากที่ช่วย"

"เก็บคำขอบใจไว้ แล้วเอาเป็นว่าชั้นขอ 20 เปอร์เซนต์" คำตอบกลับที่ทำให้หมาที่เริ่มสำนึกในบุญคุณได้สำนึกถึงข้อเท็จจริง....

ซาตานยังไงก็ยังเป็นซาตาน......

"ที่ตกลงกันไว้ตอนแรกคือ 10 เปอร์เซนต์" เสียงท้วงออดๆแอดๆที่อีกฝ่ายขยับรอยยิ้ม

"ข้าวยากหมากแพง ราคาของอะไรก็ขึ้น...."
คำค้านจากคนตรงหน้าฟังดูไร้เหตุผล แต่ทำไงได้นอกจากต้องยอมรับอย่างจนปัญญาเพราะหากขาดความช่วยเหลือจากคนตรงหน้างานนี้ก็คงเหลวเป๋ว.....

ยังไง 80 ก็ยังดีกว่า 0 ล่ะฟร่ะ....

"ตกลงๆชั้นให้นาย" ตอบกลับอย่างเสียมิได้

"ยินดีที่ได้ทำธุรกิจด้วย"

"แล้วที่พักชั้นล่ะ"
รีบถามก่อนที่ทั้งตัวเองและอีกฝ่ายจะลืม แต่คำตอบกลับมันชวนให้เวียนหัวสิ้นดี....

"ลอเรนส์ไม่เรื่องมากหรอกถ้าจะมีหมาป่าอีกสักตัวมาอยู่ในห้อง"
คนพูดพูดพลางขยับแว่นตาอย่างชินนิสัยก่อนที่จะหันหลังกลับสาวเท้าไปตามทางเดิน

ทิ้งให้หมาป่าตัวหนึ่งยืนอ้าปากค้างอยู่บนทางเดินท่ามกลางความมืดที่โรยตัวและแสงจันทร์คืนแรม.......

+++++++

ที่พักสุดประเสริฐที่พอคิดถึงทีไรก็อยากจะเอาหัวเจ้าคนช่างจัดหาไปวัดความแข็งแกร่งกะฝาผนังเสียให้เข็ด งานที่ตอนแรกดูจะสบายๆเพราะได้ผู้ช่วยเหลือมือดี กลับกลายเป็นยุ่งยากจนอยากยกเลิกเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะลืม....ลืมไปแท้ๆว่านิสัยไอ้บ้านั่นมันเป็นยังไง
แต่ลุยมาขนาดนี้ จะถอยก็ถอยไม่ได้เสียแล้ว........
ก็ได้แต่พยายามทำให้จบให้เร็วที่สุดโดยไม่ให้มีปัญหานั่นแหละ...

คิดพลางถอนหายใจพลางขณะที่ตัวก็ค่อยๆลากขาทั้งสี่ไปตามทางเดินในป้อมก่อนที่จะค่อยๆเปลี่ยนจากตีนหมาเป็นตีนแมวเมื่อใกล้ถึงห้องนั่งเล่นของชั้นปีที่สองแห่งป้อมอัศวิน....

แหล่งข่าวที่หนึ่ง....ที่จะพลาดเสียมิได้

[target log]

"นายว่าไหมว่าเดี๋ยวนี้ป้อมเรามันมีอะไรแปลกๆ" เสียงจากครี๊ด ธันเดอร์ ดังขึ้นกระตุ้นความสนใจของเพื่อนร่วมรุ่นทั้งเก้าที่อยู่ในห้องให้หันมามองคนพูดเปิดประเด็นอย่างสนอกสนใจ

"อะไรที่ว่าแปลกล่ะครับ" คำถามกลับจาก ซีบิล สเวน ผู้เรียบร้อยสมฉายาเดอะพรีสต์

"ถ้าจะว่าถึงเรื่องแปลกมากที่สุด ก็นั่นไง พวกเฟริน" คำพูดจากโคลร์ อาร์มสตรองที่ทุกคนพยักหน้าหงึกๆอย่างเห็นด้วย

"นายว่าไงล่ะโร"
คำถามถูกส่งต่อให้ห้องสมุดเคลื่อนที่แห่งป้อมอัศวิน ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องจากเพื่อนร่วมชั้นปีทุกคนว่า...ถ้ามันยังไม่รู้ ก็คงไม่มีใครรู้มากไปกว่ามันอีกแล้ว

"ไม่ว่าไง" คำตอบง่ายๆที่ทำให้คนอื่นที่กำลังรอฟังหงุดหงิด.......ก็มันเห็นกันจะๆว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ว่าจะไม่รู้ เพียงแต่รู้แล้วมันไม่ยอมบอก.....

"แกจะเก็บความลับอะไรนักหนา พวกเรามันก็เพื่อนป้อมเดียวกัน จะเล่าสู่กันฟังบ้างไม่ได้เหรอ" เสียงทักท้วงจากซอร์โร วันวิล ที่โรขยับรอยยิ้มรับก่อนตอบกลับอย่างมากเล่ห์

"ชั้นก็ใช่ว่าไม่อยากบอก แต่ไม่มีอะไรจะบอก"

ไม่มีอะไรจะบอกก็ใช่ว่าจะไม่รู้ แต่ที่รู้นั้นไม่จำเป็นจะต้องบอก......
ความจริงที่"ทุกคน"ในห้องรับรู้ขณะที่"ทุกตัว"ก็ซึ้งจนขึ้นใจ....
.....นายจะปิดอะไรกันนักกันหนาฟร่ะ โร เซวาเรส ไอ้ขอทานบ้า!!!
อารมณ์หงุดหงิดของหมาตัวหนึ่งมันพลุ่งพล่านก่อนที่เจ้าตัวจะรู้สึกตัวแล้วรีบเก็บไอพยาบาทก่อนที่จะเป็นที่สังเกต.....
....ยังไม่รู้ตัว ความคิดที่ทำให้หมาโล่งอกเหลือหลาย

"แล้วนายล่ะว่าไง กัส" เมื่อเห็นว่าแหล่งข่าวคนสำคัญท่าทางจะใช้การไม่ได้ คำถามจึงถูกส่งมาให้อีกคนที่ดูน่าจะพูดกันรู้เรื่องมากกว่า

"ถ้าขนาดโรยังไม่มีอะไรจะบอก แล้วชั้นจะไปหาอะไรที่ไหนมาเล่า" คำตอบกลับจากกัส โทนีย่าที่ไม่ได้ทำให้อารมณ์คนอื่นรวมถึงหมาอีกตัวหนึ่งดีขึ้นเลย...

และบรรยากาศมันชักจะคุกรุ่นจนหมาที่ซ่อนอยู่หนักใจ...
ผู้ชายเลือดร้อน....และยิ่งเป็น"ป้อมอัศวิน"
ก็ถ้าเกิดใครสักคนมันจะเกิดทนไม่ไหว.....

"ถ้ามานั่งไล่กันอย่างนี้ก็คงไม่รู้เรื่องกันหรอกครับ ลองมาช่วยกันสรุปและช่วยกันคิดดีกว่าว่าเกิดอะไรขึ้นกันบ้าง"
เป็นเสียงสวรรค์ห้ามทัพจากซีบิลที่ทุกคนยอมรับอย่างเห็นด้วย และหมารู้สึกขอบใจอย่างเหลือหลาย...ก็ถ้าต้องมานั่งดูคนทดสอบความคมของดาบในฝัก ถึงแม้ว่ามันจะน่าดู....แต่มันไม่ใช่ความบันเทิงที่ดีเอาเสียเลยสำหรับเวลาอย่างนี้.....

"ถ้าเป็นเรื่องของเฟรินกับคาโล ก็มีหลายเรื่องอยู่....." คำพูดจากเจคเรียกความสนใจของทุกคน พลางแต่ละคนก็คิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นมากมายตั้งแต่ตอนอยู่ปีหนึ่ง

"เรื่องที่นายเห็นเฟรินกะคาโลมีอะไรอะไรกันน่ะ โร สรุปว่ามันเป็นยังไง" คำถามตรงไปตรงมาจากอาชูร่าก่อนที่โรจะเริ่มสาธยายให้ฟังและได้คำตอบรับอย่างดีเยี่ยมด้วยสีหน้าเหยเกของเพื่อนทุกคน

"ชั้นเข้าใจแล้วว่าทำไมเฟรินถึงโกรธนายเป็นฟืนเป็นไฟตอนนั้น"

"อย่าบอกน่ะว่า....เฟรินกะคาโลนี่เป็น......." เสียงถามกระท่อนกระแท่นจากเอ็ดเวิร์ด

"แต่เฟรินก็เป็นผู้หญิงด้วยไม่ใช่เหรอ" คำพูดเรียบๆเจาะตรงประเด็นจากกัส โทนีย่าที่ทุกคนคล้อยตามไปด้วยในทันที เว้นก็แต่โรที่หันมามองนักบวชจากกิลดิเรกด้วยสายตาพินิจพิจารณา

.....ไอ้หมอนี่มันก็เสือดีๆนี่เอง เหมือนจะไม่รู้ แต่ที่จริงอาจจะรู้มากกว่าที่คิด
ความคิดของเจ้าของฉายาขอทานแห่งทริสทอร์ที่บังเอิญไปตรงกับหมาป่าผู้บุกรุกโดยไม่รู้ตัว....

"สรุปว่าเฟรินมันเป็นอะไรกันแน่ ผู้ชาย ผู้หญิงหรือหมา" เสียงห้าวบ่นอย่างคนไม่ชอบเรื่องซับซ้อนจากครี๊ด

"ก็ครึ่งหญิงครึ่งชายค่อนหมา" คำสรุปเองง่ายๆดื้อๆจากเดท ไฟเออร์ที่ฟังแล้วยิ่งปวดขมับ

"แต่ได้ข่าวว่าเฟรินไปถอนคำสาปมาแล้วตอนปิดเทอมไม่ใช่เหรอ?"

"ก็ได้ยินมางั้นเหมือนกัน และก็เพราะงั้นแหละเลยไม่มีหมามาให้เล่นเลย...." คำพูดติดจะเสียดายจากซอร์โรที่หมาอีกตัวแอบขยับรอยยิ้ม

"หรือคาโลมันจะหลงเสน่ห์ตอนเฟรินเป็นผู้หญิงว่ะ?"
คำถามเปิดประเด็นจากโคลร์ที่นั่งเงียบอยู่นาน ชวนให้คนฟังแต่ละคนต้องนิ่งค้างนึกไปถึงเรื่องไม่เป็นเรื่องที่ลืมไปนาน....ตอนที่คาโลถอดไข่มุกแสงจันทร์ของโรออกจากคอเฟรินภาคหญิงแล้วเอาของตัวเองใส่ให้แทน.....

.......นั่นเป็นการประกาศสิทธิอย่างเป็นทางการของเจ้าชายน้ำแข็งแห่งคาโนวาลรึเปล่า?

"แต่ตอนนี้เฟรินเป็นผู้ชายไม่ใช่เหรอครับ" คำถามแผ่วเบาจากซีบิลที่ชักไม่มั่นใจว่าควรจะออกปากไปรึเปล่าเรียกสีหน้ากระอั่กกระอ่วนจากเพื่อนๆอีกครา

"แล้วก็เรื่องแองจี้ กับเรนอน"

...รักสี่เส้า?..... คำถามในใจทุกคนที่แม้แต่คนที่ดูจะรู้อะไรๆดีที่สุดอย่างโรก็อดจะหลุดคิดตามไปด้วยไม่ได้

....ก็ถ้าป้อมอัศวินจะมีข่าวดีหายาก มันก็ควรจะเป็นชายกับหญิง ไม่ใช่ชายกับชาย.....!!!!

"เดี๋ยวก่อน พวกนายคงไม่คิดว่าคนอย่างคาโลมันจะเป็น...... หรอกน่ะ" คำถามจากอาชูร่าที่ถามไปเพื่อเรียกสติสตังของตัวเองคืนมา หากแต่แม้ตัวเองก็ยังไม่มั่นใจว่าคำตอบที่ได้จะเป็นยังไง

"ก็ไม่อยากจะขัดหรอกน่ะ....แต่จากที่พวกเราเห็นน่ะ...คาโลออกจะ"อ่อน"ให้กับเฟรินมากเป็นพิเศษไม่ใช่เหรอ"

"ตอนเฟรินไปคลายคำสาปที่เดมอสก็เห็นว่าไปด้วยกัน...."

"แล้วสายตาของคาโลเวลามองเฟรินน่ะมันก็..... " คำสนับสนุนจากเดทที่พาเอาทุกคนจมลงสู่โลกอันมืดมิดไปเรียบร้อย...

แม้แต่กัสเองก็ยังต้องคว้าน้ำขึ้นมาดื่มดับเครียดแล้วชักนึกอยากได้เหล้าแรงๆสักขวดมาหยุดความคิด ถึงแม้มันจะขัดกับภาพพจน์เดอะพรีสต์ของตัวเองไปหน่อยก็ตาม......

"เอาเป็นว่า....เราอย่าไปพยายามสงสัยอะไรให้มากเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยดีกว่า...." โรพูดอย่างพยายามไล่ความงุ่นง่านในใจตัวเองหลังหลุดจากภวังค์ความคิดอย่างยากเย็น.....

ทุกคนร่วมใจกันพยักหน้าพร้อมเพรียงเป็นคำตอบอย่างไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน......

หัวข้อสนทนาจึงเปลี่ยนไปยังเรื่องอื่นซึ่งหมาป่าไม่คิดจะสนใจ แต่เรื่องที่คุยกันตอนแรกมันคงมีผลบ่อนทำลายความสามารถทางความคิดมากกว่าที่ใครๆคาด ไม่นานนักทุกคนจึงพร้อมใจสลายตัวแยกย้ายกันไปนอน.....

แล้วหมาตัวหนึ่งก็คงกลับไปพักผ่อนได้บ้างโดยไม่ต้องช็อกค้าง หากเพียงแต่ว่าหูหมามันจะไม่ดีจนได้ยินคำเปรยแผ่วเบาจาก กัส โทนีย่า ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินออกจากห้องเป็นคนสุดท้าย.....

"แอบฟังคนอื่นพูดมันเสียมารยาทน่ะ....."

===================
25/4/04

Author's note : จบ....ภายในหนึ่งวัน ไม่อยากจะเชื่อว่าคนที่ดองเค็มฟิคเป็นชีวิตอย่างเราจะจบฟิคได้ภายในหนึ่งวัน.... ( อัตราการแต่งฟิคให้จบเป็น 1/1000 อัตราการแต่งให้จบในวันเดียวเป็น 1/10000 )
แต่ก็อย่างว่า....เรื่องที่แต่งมันกะเลยออกมางี่เง่าสิ้นดีแปรผันตรงกับเวลาที่แต่งนั่นแหละ ( ถ้ามีเวลามากๆ ฟิคจะไม่งี่เง่า แต่บางครั้งแต่งงี่เง่าอาจจะดีกว่าแต่งหลอนๆแบบที่เคยแต่งก็ได้เนอะ)
เป็นแฟนฟิคเฟรินเรื่องแรก ก็เลยค่อนข้างจะดีใจมากเป็นพิเศษ เหอเหอ ซาตานแห่งป้อมอัศวินถูกเราเปลี่ยนเป็นคนหน้าเงินไปซะแล้ว แต่เวลาจิ้นถึงตานี่ภาพพจน์มันออกมาเป็นแบบนี้ทุกทีเลยง่ะ
( ขออภัยสาวกลูคัสด้วยล่ะกัน <= ที่จริงเราก็เป็นด้วยอ่าน่ะ )

ขออภัยพี่แรบบิทกับพี่กบ...เราหยุดมันไม่ได้แล้วกับอาการ Y ....( ที่จริงไม่ได้ Y สักหน่อย ไม่ใช่ความผิดนู๋น้า ความผิดเฟรินกะคาโลที่ชอบทำตัวลึกลับจนคนอื่นเขาเข้าใจผิดตะหากต่างหาก <= โทษไปถึงตัวละครอีก...เลวจริงเรา....)

ป.ล. อย่าลืมล่ะว่านี่มันยังเป็นแค่ตอนที่ 1 และก็อย่าลืมว่าหมาป่าตัวนี้ ( รู้ยังว่าหมาป่าตัวนั้นมันใคร...) ยังคงสิงอยู่ในเอดินเบิร์ก.....( ถ้าไม่โดนจับได้หรือลอเรนซ์ฆ่าตายด้วยความรำคาญของพี่แกซะก่อน <= ไม่มีทางร้อก เหอเหอ)

Special Thanks : พี่ rabbit ที่แต่งเฟรินให้อ่าน / พี่กบที่เอามา post ให้ได้ติดตาม / พ่อกะแม่ที่ซื้อคอมฯให้เอามาถลุงเน็ต ( พร้อมกับแต่งฟิคและทำ art ) /
ทั่นลูมิน...ที่แม้ตัวทั่นจะไม่ได้อ่านเฟริน(หรืออ่าน? ยังไม่ได้ถาม)...แต่ฟิคของทั่นก็ทำให้เราคิดมุขแต่งฟิคออก

แล้วก็ขอขอบคุณคนอ่านและคนเมนท์ทุกคนด้วยค่า....^^




 

Create Date : 29 มกราคม 2548    
Last Update : 29 มกราคม 2548 0:20:50 น.
Counter : 762 Pageviews.  

1  2  

A.A the wolf
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add A.A the wolf's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.