เที่ยวแล้วสบายใจ...ไม่เน้นรายได้จากงานประจำ

อาลัยรัก..อาหมู xebec

ไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นครั้งที่สอง ที่ต้องเขียนถึงคนบนฟ้า ที่จากลาไปแบบน่าใจหาย

อาหมู หรือคุณธเนศร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ปรมาจารย์ด้านเครื่องยนต์ หรือที่พวกเราชาวบลูแพลนเนทคุ้นเคยกันดี ด้วยบุคลิกปากร้ายใจดี และมีความรู้มาแบ่งปันให้ลูกหลานเสมอ จำไม่ได้แล้วว่ารู้จักกับคุณอาตั้งแต่เมื่อไหร่ วันไหน รู้แต่เพียงเมื่อเข้ามามีล๊อคอินในพันทิปไม่นาน น่าจะซักราวๆ 5-6 ปีก่อน เราก็มีโอกาสได้รู้จักและพบกับท่าน

รู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสสนทนาและได้ความรู้ ได้ข้อคิด ได้แบบอย่างในการดำเนินชีวิตจากท่านมากมายมหาศาล ดีใจที่ได้พบกับท่านทั้งที่จันทบุรี ที่บ้านสวนสยาม ที่ซับเศรษฐี และทั้งที่ตามงานเลี้ยงต่างๆ

มีโอกาสได้พบอาหมูเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 54 เมื่อท่านเรียกให้ไปพบที่บ้านสวนสยาม ในช่วงเวลาเย็น เรายังนำพระพุทธรูปองค์หลวงพ่อโสธร ที่ทำจากพลอยไปมอบให้ท่าน เนื่องในวันเกิดครบรอบ 66 ปี ที่เพิ่งผ่านมาได้เพียงสองวัน วันนั้นอาลอง ภริยาของท่านเพิ่งพาท่านกลับมากจากโรงพยาบาล เราถามท่านว่าท่านป่วยเป็นอะไร ท่านบอกว่าพบก้อนเนื้อ หมอจึงให้ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ แต่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่เราก็ยังอดห่วงใยท่านไม่ได้

หลังจากนั้น เราเฝ้าติดตามการรายงานสุขภาพของท่านอยู่เสมอทางหน้าเฟสบุค แต่ไม่เคยทราบว่าท่านป่วยเป็นอะไร จนเมื่อประมาณกลางเดือนพฤษภาคม ได้พบกับพี่ใช่ จึงได้ไต่ถามว่าตกลงอาหมูป่วยเป็นดรคอะไร พี่ใช่ให้ความกระจ่างว่าท่านเป็นมะเร็ง แต่ไม่ทราบว่าจุดไหน จากวันนั้นเรายิ่งเฝ้าติดตามอาการป่วยของอาหมูทุกวันทางหน้าเฟสบุค หากวันไหนท่านไม่มี
าอัพเดท เราจะรู้สึกกระวนกระวายใจมากช่วงราวๆปลายเดือนมิถุนา อาหมูหายไปนานมาก จนเราไม่สบายใจคิดว่าท่านน่าจะเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลแน่ๆ ซึ่งก้เป็นจริงตามนั้น เพราะในวันที่ 8 หรือ 9 กรกฎา ถ้าจำไม่ผิด ท่านเข้ามาอัพเดทสถานะว่าเพิ่งออกจากโรงพยาบาลและจะเดินทางมาจันทบุรี วันที่ท่านเดินทางมาถึงจันท์ เรางานค่อนข้างเยอะกว่าจะมีเวลาได้เข้าไปอ่านเฟสบุคก็ค่ำมากแล้ว รีบโทรสัพท์ไปหาอาลอง ทราบว่าท่านกำลังรับประทานอาหารเย็นอยู่บนห้องพัก จึงไม่ได้รบกวนท่าน ตั้งใจว่าเช้าจะรีบเข้าไปดักพบท่านที่โรงแรม แต่เหมือนแกล้ง มีงานด่วนเข้ามาที่เราต้องไปจัดการแต่เช้า ซึ่งท่านยังไม่ตื่นแน่ๆ เราจึงตัดสินใจขับรถไปที่โรงแรมกลางดึกคืนนั้นเพื่อไปกำชับให้ทางโรงแรมดูแลท่านและขอเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ เนื่องจากเป็นโรงแรมของเพื่อนกันไม่มีปัญหาอะไร มาถึงวันนี้เสียใจมาก ที่เช้าวันนั้นไม่ทิ้งงานไปพบหน้าท่านซักช่วงเวลาสั้นๆก็ยังดี

เมื่อท่านเดินทางกลับจากจันทบุรี ข่าวของท่านก็เงียบหายไปอีก บอกตามตรงว่าไม่สบายใจมาก เพราะรู้สึกว่าอาการของท่านน่าจะค่อนข้างหนักหนาพอสมควร ยังคุยกันกับแฟนว่าวันที่ 22 นี้ก่อนไปธุระที่พัทยาจะแวะไปเยี่ยมหาท่านซักครั้ง แต่ไม่ทันเสียแล้ว ..

วันที่ 17 ก.ค. เวลาราวๆห้าโมงครึ่ง ได้รับทราบข่าวร้ายจากคุณหวั่น ทาง BB. ว่าท่านได้จากไปแล้วเมื่อเวลา 17.10 นาที ใจหายเป็นที่สุด ถึงแม้จะเตรียมทำใจไว้บ้างแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าท่านจะจากไปเร็วขนาดนี้

ตำนาน ฮก ลก ซิ่ว แห่งบอร์ดบลูแพลนเนท คงถึงเวลาปิดฉากลง เพราะสองท่านด่วนมาจากลาไปแล้ว เหลือเพียงพี่หนุ่ย เลจาย ที่เราโทร.แจ้งข่าวร้ายแบบนี้มาสองคราแล้ว

อาหมูคงได้ทักทายกับพี่จร อยู่บนฟ้า คงสุขสบาย และขอได้อย่ากังวลใจใดๆ อาลองที่อยู่ทางนี้ อาหมูไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ พวกหนูจะอยู่เป็นกำลังใจและให้อาลองเรียกใช้ได้ตลอดเวลาค่ะ

หนูจะระลึกถึงคำสอนและถือเอาแบบอย่างในการดำเนินชีวิตของอามาเป็นแนวปฏิบัติตลอดไปค่ะ

ด้วยความรักและอาลัย จากไอ้นุศ ไอ้หมูน้อยของคุณอาค่ะ




 

Create Date : 18 กรกฎาคม 2554   
Last Update : 18 กรกฎาคม 2554 20:11:26 น.   
Counter : 1124 Pageviews.  

สำนึกในพระกรุณาธิคุณ

12 กรกฎาคม 2553

::>> วันนี้พาคุณพ่อไปเข้าโครงการฯ ของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์มา ทางสถาบันรับคุณพ่อเป็นคนไข้ในโครงการแล้ว ก็เลยคิดว่า.. จะเขียนบันทึกไว้ เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้สนใจ บันทึกนี้อาจจะยาวไปหน่อย แต่สาระล้วนๆนะ


ก่อนจะ เล่าเหตุการณ์ มาดูที่มา ที่ไป ของโครงการนี้กันก่อนดีกว่าค่ะ << ::



“โครงการเฝ้าระวังและคัดกรองโรคมะเร็งเซลล์ตับในผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง”

ในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2553 นี้ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ จัด “โครงการเฝ้าระวังและคัดกรองโรคมะเร็งเซลล์ตับในผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง” ซึ่งเป็น โครงการบำเพ็ญพระกุศล โครงการที่ 2 ต่อจาก “โครงการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่” มะเร็งตับส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ในปัจจุบันการเฝ้าระวังและคัดกรองการเกิดมะเร็งเซลล์ตับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง จะสามารถตรวจพบได้ในระยะเริ่มแรก นอกจากนั้นประโยชน์ที่ได้รับจากการตรวจคัดกรองสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเซลล์ตับได้ และลดปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการทำให้เกิดภาวะตับแข็งและเป็นมะเร็งตับในที่สุดอีกทั้งเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายของโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งตับ รวมทั้งให้เห็นความสำคัญในการตรวจคัดกรองในผู้ป่วย อันจะส่งผลให้ สามารถตรวจพบผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งได้ตั้งแต่ระยะที่ยังไม่แสดงอาการ เพื่อผลการรักษาที่ดีกว่า และมีโอกาสการหายมากที่สุด



วัตถุประสงค์ของโครงการฯ เพื่อให้บริการประชาชนในการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งตับ โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการตรวจร่างกาย ตรวจเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็งเซลล์ตับ Alpha-fetoprein (อัล-ฟ่า-ฟี-โต-โปร-ตีน) และตรวจอัลตราซาวนด์ตับ ซึ่งต้องทำเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่องตามความจำเป็น เป็นเวลา 5 ปี เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและตรวจหามะเร็งเซลล์ตับตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ในกรณีที่ตรวจพบความผิดปกติจะได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มและให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป


ผู้เข้าสนใจร่วมโครงการฯจะต้องเป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 20–65 ปีและที่มีประวัติตรวจพบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ที่ยังไม่เคยรับการรักษาที่ใดมาก่อน โดย รับจำนวน 2,000 ราย ณ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 ถึง 16 กรกฎาคม 2553 สอบถามรายละเอียด และนัดหมายล่วงหน้า ได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 0-2576-6430-5 //www.cccthai.org



วันนี้ ออกจากบ้านตั้งแต่ตีสี่ สี่สิบห้า
ความจริงอยากออกเร็วกว่านี้ แต่ไม่กล้าปลุกคุณพ่อ เป็นธรรมดาของเช้าวันจันทร์ ที่รถติด
แต่ยังนับว่าโชคดี ที่วันนี้ไม่ถึงกับสาหัส คาดว่า..คนส่วนใหญ่ ยังไม่ตื่น เพราะบอลคู่ชิง เมื่อคืนที่ผ่านมา

ไปถึงโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ประมาณแปดโมงครึ่ง ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ มากันเรื่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นคนที่อยู่ต่างจังหวัดไกลๆ ทั้งนั้น จนท.โรงพยาบาล ต้อนรับดูแลดีมากๆ ดียิ่งกว่าโรงพยาบาลเอกชนราคาแสนแพงบางแห่งเสียอีก ส่งคุณพ่อลงที่หน้าตึก OPD. แล้วเราก็เวียนรถไปจอดที่ลานจอด

จุดรีบลงทะเบียน อยู่ที่ชั้นสอง ค่ะ คุณพ่อได้คิวที่ 89 (ไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า) เหลือบมองลำดับของผู้นัดหมายล่วงหน้าอยู่ที่ 68 นั่นก็หมายความว่า เพิ่งเปิดทำการ ก็มีคนมารับบัตรคิวแล้ว 157 คน

ทราบจากข่าวประชาสัมพันธ์ว่า แค่วันแรก (5 ก.ค.) มีผู้มาลงทะเบียนทั้งสิ้น เกือบ 300 คน



รับคิวแล้ว ก็เดินไปแจ้งชื่อ แสดงบัตรกับคุณพยาบาลท่านแรกค่ะ เป็นการคัดกรองลำดับแรก
แล้วจะส่งเราไปที่ โต๊ะด้านใน เพื่อลงหมายเลขผู้เข้าโครงการ ของคุณพ่อเป็นผู้เข้าโครงการลำดับที่ 1647 ค่ะ
แอบนึกเป็นห่วง เปิดโครงการมาครึ่งทาง แต่ยอดผู้ป่วยเกือบ 80% ไปแล้ว



ตรวจสอบ การสะกดชื่อตัว-ชื่อสกุล และอายุ ให้ถูกต้อง ถ้าพบว่าผิดรีบแจ้ง จนท.แก้ไขให้เลยค่ะ
จากนั้นก็เข้ามานั่งรอ คุณพยาบาลจะมาให้คำแนะนำ และแจ้งหมายเลขกลุ่มของผู้ป่วย ซึ่งเค้าจะแยกเป็นกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 25 ท่าน คุณพ่ออยู่กลุ่มที่ 5 ของวันนี้ค่ะ จากนั้นคุณพยาบาลก็จะมอบแฟ้มสีฟ้า ภายในจะมีรายละเอียดโครงการ และแบบสอบถามข้อมูลของผู้ป่วยให้ผู้ป่วยกรอก





ขั้นตอนต่อไป จะมีคุณหมอ และพยาบาล ให้ความรู้เกี่ยวกับที่มาของโครงการ และฉายวิดิทัศน์เรื่องของโรคมะเร็งเซลล์ตับ และความสัมพันธุ์กับโรค ของผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ จบแล้วคุณพยาบาลจะให้คำแนะนำเรื่องการตอบแบบสอบถามอีกครั้ง เมื่อประเมิณแบบสอบถามเสร็จ ก็เป็นขั้นตอนต่อไปค่ะ



ผู้ป่วยที่ผ่านการประเมิณจะต้องขึ้นไปเจาะเลือดเพื่อตรวจเชื้อไวรัสบี อีกครั้งที่ชั้น 5 เจาะเลือดเสร็จ นำคูปองมารับขนมของว่าง-ไมโล-กาแฟ ได้นะคะ หลังจากนั้นก็ต้องรอผลค่ะ



ขั้นตอนนี้จะค่อนข้างนาน เพราะมีผู้ป่วยจำนวนมาก ของคุณพ่อใช้เวลารอผลประมาณ 2 ชม.ค่ะ ภายในอาคารของโรงพยาบาลมีร้านอาหาร ร้านกาแฟ บริการ เมื่อผลเลือดออกมา จนท.จะเรียกผู้ป่วยเข้าไปอธิบายผลเลือด หากใครไม่พบเชื้อไวรัสบี ก็สามารถกลับบ้านได้เลย ไม่ต้องเข้าโครงการ แต่ถ้าใครพบเชื้อ ทาง จนท.จะอธิบายการปฏิบัติตัวหลังจากนี้ และนัดหมายให้มาพบอพทย์เพื่อตรวจโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง



ทางโรงพยาบาลนัดคุณพ่ออีกครั้งในวันที่ 9 กันยายน ค่ะ
เพื่อ พบทีมแพทย์-พยาบาล เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค ตรวจร่างกายโดยแพทย์ และเจาะเลือดตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเซลล์ตับ รวมไปถึงการตรวจอัลตราซาวนด์ตับ ด้วย

ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณ ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บันทึกนี้ อาจจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ เพื่อนำไปเผยแพร่แก่ผู้สนใจค่ะ

วันที่ 9 ก.ย. หลังจากไปส่งคุณพ่อกลับบมาแล้ว จะมาบันทึกเหตุการณ์ต่อค่ะ




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2553   
Last Update : 17 กรกฎาคม 2553 21:40:46 น.   
Counter : 1186 Pageviews.  

PostcardLoversTrip : "กระบี่ อยู่ที่ ตรัง" : ตอน 1

สวัสดีค่ะ

ทริปนี้ เป็นทริปเที่ยวกับเพื่อนฝูง (ฝูงใหญ่เลย) จากห้องโปสการ์ดค่ะ คนคลับนี้เค้าเที่ยวเป็นกิจวัตร เป็นการเที่ยวทะเลกระบี่ และทัวร์กินที่ จ.ตรัง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อกลางเดือนมีนา ที่ผ่านมาค่ะ

การเดินทางเริ่มต้นที่สายใต้ใหม่ ไปเช้าตรู่ที่จ.กระบี่ เข้าพักที่บ้านอันดามัน วันแรกเป็นการทัวร์ 4 เกาะ วันที่สองไปพีพี วันที่สามข้ามไปตรัง วันที่สี่ ก็เตรียมแยกย้ายกลับบ้าน โปรดติดตามชมกันได้เลยค่ะ



ทริปนี้ วางแผนการเดินทางมาเป็นเดือนค่ะ
เพราะเป็นทริปใหญ่ และเดินทางวันธรรมดา เนื่องจากว่าต้องการหลีกเลี่ยงฝูงชน

จึงต้องรอสมาชิกเคลียร์คิว ลางาน รวมถึงการจองตั๋วเที่ยวกลับกันวุ่นวาย บางส่วนจองตั๋วกลับได้ บางส่วนกลับไม่ได้

ตัวอิชั้นเอง คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร สุดท้ายก็มีปัญหาจนได้
เพราะวันที่คิดว่าปลอดโปร่ง กลับมาคิวสัมมนามาแทรกซะงั้น ทำให้การเดินทางครั้งนี้ ต้องขึ้นรถจากตราด เพื่อมาสมทบกับชาวคณะที่สายใต้ใม่ เพราะต้องไปสัมมนาที่เกาะช้าง โชคดี.. ที่สมาชิกทริปท่านหนึ่งเป็นคนตราด ก็เลยได้เดินทางจากตราดมาพร้อมกัน โดยการโดยสารรถตู้ค่ะ

คิวรถตู้ ตราด-อนุเสาวรีย์ จอดหน้าโรงพยาบาลราชวิถี นะคะ
พอลงจากรถตู้ปุ๊บ ก็ขึ้นรถตู้ต่อไปสายใต้ได้เลยค่ะ ค่ารถคนละ 30 บาท



ช่วงบ่ายแก่ๆ วันธรรมดา เราใช้เวลาเดินทางจากอนุเสาวรีย์ มาถึงสายใต้ใหม่ ประมาณ 30 นาที ค่ะ ถ้าออกช้ากว่านี้ อาจจะต้องใช้เวลามากกว่านี้ เพราะติดช่วงเวลาเลิกงาน เรานัดรวมพลกันที่นี่ ตัวแทนคณะทำการจองตั๋วมาแล้วทั้งสิ้น 18 ที่นั่ง ที่เดินทางจากกรุงเทพฯ เนื่องจากเป็นคณะค่อนข้างใหญ่ ต้องเผื่อเวลาไว้มากๆ ป้องกันความผิดพลาด ที่จะเกิดขึ้นได้



จองตั๋วรถทัวร์ของ บริษัทขนส่งจำกัด รถมาตรฐาน 1 ก (VIP) 24 ที่นั่ง
กรุงเทพฯ - กระบี่ ราคาค่าตั๋ว 921 บาทค่ะ รถออกเวลา 19.00 น.

รถออกตรงเวลา เบาะกว้างขวาง นั่งสบาย ปรับเอนนอนได้



ขนม และน้ำดื่ม มีบริการทุกที่นั่ง ตามมาตรฐาน บขส. เบาะกว้างขวางนั่งสบาย สามารถวางเป้อ้วนๆได้ 1 ใบ แล้วยังเอนเบาะได้ค่ะ



ประมาณห้าทุ่มครึ่ง กำลังหลับสบาย
เค้าจอดให้กินข้าวต้ม ที่ทับสะแก แวะที่นี่กี่ที กี่ที ก็ได้กินกับข้าวเหมือนเดิม รสชาติเหมือนเดิม



พอขึ้นรถต่อ ก็หลับๆ ตื่นๆ มาตลอดทาง
มีความรู้สึกว่ารถทำเวลาค่อนข้างดีนะคะ ถึงกระบี่เร็วกว่าที่หลายๆคนคาดเดาเวลา เพราะประมาณ ตีห้า สี่สิบห้า รถก็พาเรามาถึงสถานีขนส่งกระบี่แล้วค่ะ

ยังเช้าอยู่มากๆ ยังไม่ถึงเวลาที่รถจากที่พักจะมารับ ก็นั่งรอกันต่อไป



รอเวลาให้มันสายกว่านี้อีกนิด ซักหกโมงเช้าโทร.เข้าไปที่ โรงแรมบ้านอันดามัน ที่พักที่เราจองไว้ล่วงหน้า พนง.ที่รับสายบริการรวดเร็วทันใจ โทร.ตามพนักงานขับรถให้ทันที (ทั้งๆที่มันยังไม่ถึงเวลาทำงาน)

ไม่นานนัก รถตู้ 2 คัน จากโรงแรมบ้านอันดามัน ก็เดินทางมารับค่ะ



มาตรฐานการบริการยอดเยี่ยมเหมือนเดิมค่ะ ขนาดเราเข้าเช็คอินแต่เช้า(ตรู่) พนักงานก็พร้อมต้อนรับ มีเวลคัมดริ๊งเป็นน้ำส้มคั้นสดๆบริการเหมือนเช่นเคย ห้องพักที่จองมา ยังไม่สามารถเข้าได้ทั้งหมด เนื่องจากแขกเก่ายังไม่ออก สัมภาระทั้งหมดจึงรวมไว้ที่ห้องที่เข้าได้เลย รายละเอียดที่พักเคยลงไว้ที่หมวด "รีวิวที่พัก" แล้วนะคะ คลิ๊กเข้าไปชมได้เลย



แยกย้ายกันไปอาบน้ำ,แปรงฟัน
แล้วก็ลงมารวมตัวกันที่ล๊อบบี้ค่ะ เตรียมตัวออกเดินทาง ไปทานมื้อเช้า และเที่ยวเกาะ ถ่ายรูปนี้ระหว่างรอชาวคณะ ที่ล๊อบบี้ค่ะ



มื้อเช้าวันนี้ ..

เจ้าของโรงแรมบ้านอันดามัน ขับรถพาพวกเราไปลิ้มชิมรสติมซำกันด้วยตัวเอง ที่ร้านกิมง้วน ค่ะ

ขอบคุณเสี่ยฯมากคร๊าบ





นั่งสองโต๊ะ ทั้งสองโต๊ะ ปริมาณไม่ต่างค่ะ
ได้ยินแว่วๆ ตอนอาหารลงโต๊ะ เหมือนใครบางคนบอกว่า..เยอะจัง จะกินไหวเหรอ ?? ใช้เวลาไม่นาน ก็หมดเรียบไม่เหลือ คนที่บอกว่า "จะกินไหวเหรอ ??" น่ะ สั่งเพิ่มอีกด้วยนะ

ค่าอาหารมื้อนี้ทั้งหมด 2,250 บาทค่ะ กับสมาชิกจำนวน 20 คน



กินเสร็จ เราแวะไปรับข้าวกล่อง ที่สั่งไว้ล่วงหน้าแล้วจากร้าน ครัวนาวี
สำหรับนำลงไปกินที่เกาะ เราใชข้บริการทัวร์ของบาราคูดัสทัวร์ค่ะ ค่าเรือพร้อมอุปกรณ์ดำน้ำตื้น ทัวร์ 4 เกาะ วันนี้ 9,000 บาทค่ะ เหมาเรือสปีดโบ๊ดขนาดใหญ่ไป



เนื่องจากคนจองเรือ ไม่มาตามนัด(ต้องโทษชื่อทริป เจ้าภาพหลักเลยนอนรออยู่ที่ตรัง ไม่มากระบี่ซะงั้น) เราก็เลยไม่รู้รายละเอียดว่าเรือเตรียมอะไรไว้ให้บ้าง หอบหิ้วน้ำมาเพียบ ปรากฏว่าในเรือมีให้นะคะ เพื่อนๆไม่ต้องเตรียมไปนะคะ

ข้าวกล่องที่ร้านครัวนาวีนี้เราเตรียมมาเองค่ะ ทั้งหมด 25 กล่อง 1,125 บาท พร้อมน้ำดื่ม



เกาะแรกที่เราไป คือ "เกาะปอดะ" ค่ะ



คลื่นแรง น้ำใส ทรายละเอียด
เกาะไหนๆ ก็ไม่พ้นเรือเซเว่น นักท่องเที่ยวชอบนะ กับเรือขายของแบบนี้



ใครๆ เค้าก็มากันเป็นคู่

แต่(พวก)เรา มากันเป็นฝูง(ชน) คนไทยอย่างเราๆ วิ่งหลบแดดกันเป็นแถว
แต่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ นอนอาบแดดกันเป็นว่าเล่น เล่นน้ำ,ถ่ายรูป กันพักนึง ก็เคลื่อนทัพ ไปเกาะต่อไปค่ะ





จุดต่อไป

เรือจะส่งเราลงดำน้ำ ที่หลังเกาะไก่ค่ะ
คนเรือนี่แหละเป็นคนแนะนำให้เราโปรยขนมปังให้ปลา

แต่ว่า..กลุ่มเรา ไม่เอาดีกว่าค่ะ

มีเรือมาจอดดำ อยู่หลายลำเหมือนกันค่ะ
เวลาเรือเข้าจอดหวาดเสียวจะไปโดนนักท่องเที่ยว ที่ดำอยู่ในน้ำ ไม่ทันระวังจริงๆเลย



ระหว่างนี้ คนเรือก็เตรียมผลไม้ให้พวกเราค่ะ
จุดต่อไปเราจะไปแวะทานข้าว(กล่อง) กันที่ทะเลแหวก ทะเลแหวก.. ยังไม่ค่อยแหวก
เพราะเรามาเร็วไป เค้าบอกว่ากว่าจะแหวกก็น่าจะบ่ายแก่ๆ

ไม่เป็นไร แวะกินข้าว แล้วเล่นน้ำไปพลางๆ เพราะตามโปรแกรม
วันพรุ่งนี้เราแวะมาดูใหม่ได้ค่ะ



กินข้าวเสร็จ อย่าลืมเก็บขยะกลับเข้าไปทิ้งที่ฝั่งกันด้วยนะคะ นักท่องเที่ยวทั้งหลาย เราใช้เวลาถ่ายรูปกันที่ทะเลแหวกนานพอสมควร ค่ะ

เกาะที่ 4 เค้าพาเราไปที่ไร่เลค่ะ

จอดเรือที่หาดถ้ำพระนาง ผู้คนมากมายเหมือนทุกเกาะที่ผ่านมา
และแน่นอน ..ทุกหาดต้องมี เรือขายขนม

สักการะศาลถ้ำพระนาง เพื่อความเป็นสิริมลคลกันก่อนค่ะ



จากหน้าหาด เดินเลาะไปอ่าวไร่เล ไปดูเค้าปีนเขากันค่ะ
ผ่านร้านขายของเยอะแยะมากมาย ไก่ย่างน่ากินมาก เสียดายยังอื่มอยู่ เลยไม่ได้ลองชิม ร้านขายของที่ระลึกก็มีค่ะ ไม่ได้สอบถามราคามาว่าแพงกว่าบนฝั่งเท่าไหร่



ระยะทางไม่ใกล้ ไม่ไกล
ระหว่างทางจะมีหินงอก หินย้อยให้แวะถ่ายรูปเป็นระยะ ๆ แวะไปดูหนุ่มๆ ล่ำๆ ไต่หน้าผากันให้พอกระชุ่มกระชวย

ได้แค่ดูค่ะ จะให้ไต่ขึ้นไปเองคงไม่ไหว กลังเชือกเค้ารับน้ำหนักเราไม่ได้ ด้านนี้มีร้านค้าให้นั่งพักดื่มน้ำ จิบกาแฟ และเข้าห้องน้ำด้วยนะคะ



ได้เวลาตามนัดหมาย เราก็ออกเดินทางกลับเข้าฝั่งค่ะ
จากถ้ำพระนาง มาถึงฝั่งที่อ่าวนาง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที

มาถึงที่นี่ รถจากบ้านอันดามัน ก็มารับเราเหมือนเดิม บริการประทับใจมากๆ
สำหรับตอน 2 จะเป็นเรื่องราวอาหารมื้อค่ำที่บ้านอันดามัน และทัวร์เกาะวันที่สอง ของทะเลกระบี่ค่ะ

ขอบคุณเพื่อนๆทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยือนลงชื่อทักทาย และลงชื่อให้กำลังใจ นะคะ สวัสดีค่ะ



รีวิวฉบับเต็ม ชมได้จากลิงค์นะคะ

//www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E9082990/E9082990.html




 

Create Date : 28 เมษายน 2553   
Last Update : 28 เมษายน 2553 16:20:05 น.   
Counter : 1572 Pageviews.  

PostcardLoversTrip : "กระบี่ อยู่ที่ ตรัง" : ตอน 2

สวัสดี ตอนที่ 2 ค่ะ

ในตอนที่สองนี้ จะเล่าต่อเมื่อเรากลับเข้ามาถึงฝั่ง การเลี้ยงต้อนรับของเจ้าบ้านเมืองกระบี่ และโปรแกรมทัวร์วันที่สองของทริปนี้ โปรดติดตามค่ะ



เรือพาเรากลับเข้าฝั่งที่อ่าวนางประมาณสี่โมงเย็น มาถึงที่นี่เราโทร.ไปที่บ้านอันดามัน ให้มารับ (นอกเหนือพื้นฐานการบริการปกตินะคะ แต่เจ้าของที่นี่ให้ความอนุเคราะห์กลุ่มของเราเป็นพิเศษค่ะ)

โดยปกติแล้วถ้าเราซื้อทัวร์ของบาราคูดัส ที่เป็นวันเดย์ทริป เค้าจะมีรถรับ-ส่ง ค่ะ แต่เราเหมาทัวร์ จะไม่มีบริการรับ-ส่ง ถ้าให้ทางบริษัทเรียกรถให้ เค้าคิดเที่ยวละ 500 บาทค่ะ



กลับมาถึงที่พัก แยกย้ายกันไปอาบน้ำ จัดการภารกิจส่วนตัว
ก่อนจะมาพร้อมกันที่โต๊ะอาหาร ซึ่งวันนี้เราได้รับความอนุเคราะห์จากเจ้าของที่พัก เลี้ยงต้อนรับคณะของเราด้วยซีฟู๊ดบาร์บีคิว มื้อใหญ่ค่ะ



แอบนึกเป็นห่วง มื้อนี้จะแพงกว่าค่าที่พักซะละมั้งงงงง
ขอบคุณเจ้าของบ้านอันดามันมากๆค่ะ เรื่อง"ใจ" นี่สุดยอดเลย ของสดๆทั้งนั้น ทั้งปลาเผาตัวใหญ่ๆ ปูม้าเนื้อแน่นๆ สดๆ (มีปูทะเลด้วย) หมึกส๊ดสด กับกุ้งเหยียดเนื้อแน่น หวาน อร่อย



มากระบี่ห้ามพลาดเมนูนี้ "หอยชักตีน" เนื้อแน่น หวานหนึบ ปอเปี๊ยะสูตรเด็ด มาพักที่นี่ทีไร เจ้าของบ้านทำให้ชิมทุกครั้ง อร่อยมากๆค่ะ กุ้งแช่น้ำปลา กับแกล้มรสเด็ด และเครื่องดื่ม ไม่อั้น



บรรยากาศเฮฮา สนุกสนาน และอิ่มอร่อย กินยังไง ก็ไม่หมดซักที เจ้าของบ้านเตรียมอาหารไว้เยอะมากๆ ตอนดึกๆ ยังมีการออกไปซื้อโรตีมาให้กินอีกด้วยนะคะ แยกย้ายไปนอน ตอนกี่โมงจำไม่ได้แล้วค่ะ เพราะเมา



เช้าวันรุ่งขึ้น..

ทานอาหารเช้าที่บ้านอันดามัน มีให้เลือกค่ะจะเป็น ABF หรือ ข้าวต้มก็ได้ พร้อมกาแฟ,ขนมปัง โฮลวีด,ผลไม้

วันนี้เรามีโปรแกรมไปทัวร์เกาะพีพี อ่ามหยา ถ้าไวกิ้ง เกาะไผ่ และทะเลแหวก แต่..อิชั้นไม่ค่อยสบาย ขอนอนพักอยู่ที่บ้านอันดามัน รูปที่เกาะในวันนี้ ขอยืมรูปมาจากชาวคณะค่ะ



ใช้บริการเรือของบาราคูดัส เหมือนเดิมค่ะ
แวะรับข้าวกล่องที่ครัวนาวีเหมือนเดิม ขึ้นเรือที่อ่าวนางเวลา 09.00 น.

ค่าเรือวันนี้ 13,000 บาทค่ะ

จุดแรก เพื่อนๆบอกว่า เรือพาไปอ่าวมาหยา เราเลือกเดินทางวันธรรมดา
เพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชน ปรากฏว่ามาหยาในวันธรรมดาวันนั้น คนเยอะมาก



น้ำใสๆ เกินห้ามใจ (ดูจากรูป เพราะไม่ได้ไปเอง) มีแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งนั้น เราเป็นคนไทยกลุ่มเดียวในวันนั้น จึงดูแปลกและแตกต่างโดยสิ้นเชิง ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม และพฤติกรรม



รูปที่อ่าวมาหยาเยอะมากๆค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นรูปพวกเราลั้นลา เฮฮา อยู่ในทะเล ที่เหลือก็เป็นวิวประมาณนี้ หลีกเลี่ยงฝูงชนไม่ได้เลยจริงๆค่ะ เพราะอย่างที่บอกคนเยอะมาก



จากอ่าวมาหยา ผ่านถ้ำไวกิ้ง แค่ผ่านไกลๆค่ะ แล้วก็ไปที่เกาะพีพี



จุดประสงค์หลักของที่นี่ คงไม่พ้นการตามล่าตราประทับ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ค่ะ



และการหย่อนโปสการ์ดผ่านตู้นี้.. Smiley



จากเกาะพีพี เรือพาเราไปแวะทานข้าว(กล่อง)ที่เกาะไผ่ค่ะ ลงเล่นน้ำกันอีกรอบที่เกาะนี้ หลังจากเสื้อผ้าเริ่มแห้งกันไปแล้ว 1 รอบ



และจุดสุดท้ายของวันนี้ เรือพาไปทะเลแหวกอีกครั้ง
หลังจากที่มาเมื่อวานมันยังไม่แหวก รอจนเราสามารถเดินข้ามสันทรายไปยังอีกเกาะได้ ถ่ายรูปแล้วก็กลับเข้าฝั่งค่ะ



เรือกลับมาถึงฝั่งประมาณห้าโมงเย็นค่ะ รถจากบ้านอันดามันไปรับคณะเราเหมือนเดิม ขอบคุณมากๆ

วันนี้เรามีนัด จะไปเดินถนนคนเดินกันค่ะ



กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ยังไม่แวะช๊อป เราเดินทะลุถนนคนเดินไปที่หน้าโรงแรมเวียงทอง เพื่อทานมื้อเย็นกันที่ร้านข้าวต้มพุ้ย



ค่าอาหารที่ร้านข้าวต้ม 1,950 บาทค่ะ สำหรับสมาชิกทริป 24 คน อิ่มมากๆ
ต้องเดินย่อยกันหน่อย ตรงนี้แยกย้ายกันช๊อปตามอัธยาศรัยค่ะ ถนนคนเดินจะเริ่มต้นที่ซอยมหาราช 8 ปิดถนนทั้งซอยค่ะ



เปิดพื้นที่ให้น้องๆได้แสดงออกทางความสามารถ หารายได้ด้วยตัวเอง



ตรงลานนี้ ผู้คนให้ความสนใจค่อนข้างเยอะ เป็นการแสดงดนตรีของน้องๆนักเรียนค่ะ สลับกันไปเรื่อยๆ ทั้งวงเครื่องสายไทย และวงดนตรีสากล



อาหารการกิน ขจองที่ระลึก มีให้เลือกซื้อเพียบค่ะ
และที่เห็นอยู่ด้านในนั้นมีร้านอาหาร,ร้านเหล้าปั่น อยู่สอง-สามร้าน
สมาชิกส่วนใหญ่ ก็นั่งยาวกันอยู่แถวนี้ล่ะค่ะ



ขากลับค่อยๆเดินกันไปเรื่อยๆ ยังไม่ทันเมื่อยก็ถึงค่ะ
ผ่านศาลหลักเมือง เก็บภาพมาด้วย 1 ภาพ



คืนวันสุดท้ายที่กระบี่ ไม่ค่อยราบรื่นนัก เนื่องจากมีน้องคนหนึ่งต้องเดินทางกลับก่อนกระทันหัน ในเวลาสี่ทุมคืนนั้นเหล่าสมาชิกทริปจึงต้องวิ่งหาตั๋วเครื่องบินให้น้องได้กลับให้ได้ในรุ่งเช้า เล่นเอาเครียดไปตามๆกัน

เช้ารีบออกไปส่งน้องที่สนามบินแต่เช้าตรู่ เพราะยังไม่ได้ตั๋ว ไปรอสนามบินเปิด สุดท้ายก็ได้ตั๋วใบสุดท้ายของเที่ยวบินนั้น ชั้นบิสสิเนสให้น้องสาวคนสำคัญได้บินกลับก่อน



ส่งน้องขึ้นเครื่องเสร็จสรรพ เรียบร้อย รถตู้จากบ้านอันดามันก็พาเรากลับมาทานมื้อเช้า ก่อนเช็คเอ้าท์แล้วไปเที่ยวกันต่อค่ะ



อิ่มมื้อเช้า รถตู้ที่เราเช่าไว้จากตรังก็มารับค่ะ
เราเช่ารถตู้ที่ตรัง 2 คัน 2 วัน โดยให้มารับเราที่กระบี่ ไปตรัง พาเราเที่ยวทั้งสองวัน ราคาคันละ 3600 บาท ค่ะ

จากบ้านอันดามันด้วยใจอาวรณ์ เรามุ่งหน้าไปว่ายพระที่วัดแก้วโกรวารามกันก่อนค่ะ เหตุการณ์ต่อไปจะไปที่ไหนบ้างนั้น จะมาต่อในตอน 3 นะคะ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาทักทาย ลงชื่อให้กำลังใจ ด้วยนะคะ


พบกับตอนต่อไป ที่วัดแก้วฯ ,วัดถ้ำเสือ ,สระมรกต และเข้าสู่ตรัง สนุกสนานตื่นเต้นเร้าใจ ในการลอดท้องมังกรที่ถ้ำเลเขากอบ ในตอนต่อไปด้วยกันค่ะ



รีวิวฉบับเต็ม ชมได้จากลิ๊งค์นี้นะคะ

 //www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E9087355/E9087355.html




 

Create Date : 28 เมษายน 2553   
Last Update : 28 เมษายน 2553 15:33:45 น.   
Counter : 1207 Pageviews.  

PostcardLoversTrip : "กระบี่ อยู่ที่ ตรัง" : ตอน 3

มาต่อตอน 3 กันเลยค่ะ

ทริป "กระบี่ อยู่ที่ ตรัง" กับพลรักรักการท่องเที่ยว สมาชิกคลับเรารักโปสการ์ด สำหรับตอนนี้ หลังจากออกเดินทางจากบ้านอันดามัน เราแวะไปไหว้พระที่วัดแก้วโกรวาราม ก่อนจะไปที่วัดถ้ำเสือค่ะ



สมาชิกทริป 2 คันรถตู้ เคลื่อนขบวนจากบ้านอันดามัน ไปยังวัดแก้วโกรวาราม กลางเมืองกระบี่ วัดแห่งนี้เป็นพระอารามหลวง มีพระอุโบสถที่สวยงามมากค่ะ

ประวัติความเป็นมา
ประมาณ ปี พ.ศ. 2430 มีชาวพุธประมาณ 200 ครัวเรือน เข้าไปตั้งถิ่นฐาน
ณ บ้านปากน้ำ(ตลาดเมืองกระบี่แถวถนนคงคาหรือตลาดล่างปัจจุบัน) เมื่อถึงวันพระ
หรือวันสำคัญทางศาสนาทางราชการและประชาชนจะไปนิมนต์พระจากวัดบ่อพอ วัดท่านุ่น ไปทำบุญหรือประกอบพิธีทางศาสนา ต่อมาประชาชนได้ร่วมกันสร้างพำนักสงฆ์ขึ้นบริเวณบ้านปากน้ำ (พื้นที่บริเวณต้นสะเดาใหญ่ หน้าซุ้มประตูแก้วโกรพปัจจุบัน) เพื่อให้พระสงฆ์ได้พักแรม เมื่อมีพระบางรูปเข้าไปอยู่ประมาณ 3-4 เดือน ทางราชการและประชาชนจึงร่วมกันสร้างศาลา และกุฎีเพิ่มขึ้น แล้วเรียกขานพำนักสงฆ์วัดปากน้ำ เนื่องจากหมู่บ้านปากน้ำ ได้เลื่อนฐานะเป็นตำบล เพราะทางราชการได้ย้ายเมืองกระบี่ (ศาลากลาง) จากตำบลกระบี่ใหญ่(ตลาดเก่า) เข้าไปตั้ง ณ ตำบลปากน้ำ(บริเวณที่ตั้งศาลากลาง ,ศาล , ศาลหลักเมือง , และส่วนราชการอื่นๆในปัจจุบัน)ประมาณ พ.ศ.2440 ทางราชการ พ่อค้า ประชาชน ต่างก็ร่วมกันบูรณะและสร้างวัดปากน้ำให้เป็นวัดสมบูรณ์แบบ สมเป็นอารามประจำจังหวัด เพื่อใช้เป็นที่ถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของเหล่าข้าราชการด้วย เมืองกระบี่ขณะนั้นยังทุรกันดารยิ่ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2430-2450 หาพระไปอยู่ประจำยากพระภิกษุที่ไปอยู่ที่วัดประจำเป็นไข่ป่ามรณภาพถึง 2 รูป ในช่วง 20 ปี แรกของการก่อตั้งวัด มีพระหลายรูปที่ตั้งใจไปอยู่อย่างถาวร แต่เมื่อเข้าไปอยู่ประจำเป็นไข้ป่าแทบจะเอาชีวิตไม่รอด ต้องลากลับวัดเดิมหลายรูป นับตั้งแต่ก่อตั้งวัดปากน้ำ จนถึงพ.ศ.2450 มีพระไปอยู่เป็นเจ้าอาวาสประมาณ 5-7 รูป คือ พระอุปัชฌาย์ จากจังหวัดตรัง(ไม่ปรากฏชื่อ),พ่อท่านวัดท่านุ่นจังหวัดกระบี่,พ่อท่านหอมแก้ว ยนยาน จากเมืองสงขลา, พระบริสุทธิสีลาจารย์ (ลภ) จากจังหวัดตรัง, พระครูสตูลสมันตสมณมุนี (สมุทร) จากจังหวัดสตูล พระเถระเหล่านี้เจ้าเมืองสมัยนั้นเป็นผู้อาราธนาไปอยู่ แต่ก็อยู่ได้รูปละ 1-3 ปี ต้องลากลับถิ่นเดิม

ที่มาจาก : //www.watkaewkrabi.com/ ค่ะ



พ.ศ.2509 กรมการศาสนา ได้ประกาศให้วัดแก้วโกรวาราม เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างระดับจังหวัด พ.ศ.2513 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันและพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา ณ วัดแก้วโกรวาราม วัดนี้จึงได้รับการพัฒนาอย่างขนาดใหญ่จากทางราชการ และประชาชนอีกวาระหนึ่ง เมื่อพระสมุห์กิ่มเดินทางจากจังหวัดภูเก็ตมาจังหวัดกระบี่ ท่านนำกิ่งพันธุ์สะเดาไปปลูกที่วัดแก้วโกรวาราม 2 ต้น ที่ท่าเรือหน้าวัด (เชิงเนินหลังโรงภาพยนตร์มหาราชปัจจุบัน) 1 ต้น ด้านเหนือโรงธรรม (ตรงหน้าซุ้มประตูพระแก้วโกรพปัจจุบัน) 1 ต้น ฉะนั้นสะเดาต้นนี้จึงมีอายุไม่น้อยกว่า 80 ปี เพื่อรักษาไข้ป่า หรือไข้มาลาเรีย ให้แก่ชาวบ้าน และพระภิกษุสามเณร


ที่มาจาก : //www.watkaewkrabi.com/ ค่ะ



พื้นที่ตั้งวัดแก้วโกรวาราม เมื่อ พ.ศ.2451 มีประมาณ 50 ไร่ พระสมุห์กิ่มจึงขออนุญาตพระแก้วโกรพขยายพื้นที่วัดออกไป 3 ด้านด้วยกัน คือ ด้านทิศตะวันออก, ทิศตะวันตก และทิศเหนือ โดยขอความร่วมมือจากประชาชน ในการบุกเบิกพื้นที่ ระยะเวลาที่พระครูธรรมาวุธวิศษฐ์ (พระสมุห์กิ่ม) เป็นเจ้าอาวาสอยู่กว่า 20 ปี พื้นที่วัดแก้วโกรวาราม ได้ขยายออกไปปีละประมาณ 20-30 ไร่ ต่อมาในสมัยพระราชสุตกวี (สิงห์) ปกครองวัดแก้วโกรวาราม เมื่อ พ.ศ.2490-2495 ได้มีข้าราชการและราษฎรบางคน เรียนท่านว่า ที่ดินส่วนที่เป็นสวนจากด้านทิศตะวันออกจดถนนอุตรกิจ ทิศเหนือจดคลองท่าแดง ทิศใต้จดที่ดินวัด (แปลงปัจจุบัน) สภาพเป็นป่าชายเลน เป็นที่สาธารณะ วัดไม่ควรเข้าไปทำประโยชน์ หรือใช่ในกิจการใด ๆ เพราะผิดกฎหมาย พระราชสุตกวีจึงสละสิทธิ์ที่เดินแปลงดังกล่าวไป รวมพื้นที่ประมาณ 300 ไร่เศษ แต่ยังคงให้ศิษย์วัดเข้าไปตัดใบจากที่วัดได้ปลูกไว้หลายร้อยกอ เพื่นนำมามุงและซ่อมแซมหลังคาเสนาสนะอยู่ทุก ๆ ปี หลังจากนั้นประมาณ 20 ปีเศษ ประชาชนได้เข้าไปแย่งจับจองที่ดินแปลงนี้กัน จนหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่า ข้าราชการกับประชาชนร่วมกันบุกรุกป่าชายเลน เป็นข่าวใหญ่อยู่หลายวัน มีผู้นำหนังสือไปถวายพระราชสุตกวี(สิงห์) เมื่อท่านได้อ่านข่าว ท่านจึงสั่งระงับไม่ให้ พระ – เณร หรือคนวัด เข้าไปตัดใบจากมาใช้ตั้งแต่บัดนั้น

ที่มาจาก : //www.watkaewkrabi.com/ ค่ะ



ใช้เวลาอยู่ที่วัดกันพอสมควร เราก็เคลื่อนย้ายไปยังจุดต่อไปค่ะ ฟ้าใสแดดแรงมาก วันนั้น



จากนั้นเราเดินทางกันต่อไปที่ "วัดถ้ำเสือ" ค่ะ
คนค่อนข้างเยอะ ทั้งผู้มาแสวงบุญ ถือศีล บวชชีพราห์ม และนักท่องเที่ยวแบบพวกเรา



คนที่มาที่นี่ ไฮไลท์คงเป็นการขึ้นบันไดกว่า 1200 ขั้นขึ้นไปบนยอดเขา แต่สำหรับเรา..

ขอส่งตัวแทนขึ้นไปก็พอแล้วมั้ง
จากจำนวนสมาชิกกว่า 20 ชีวิต มีผู้กล้ามุ่งหน้าขึ้นบันไดไปประมาณ 8 คนค่ะ และที่ร้ายไปกว่านั้น... 6 คนที่ขึ้นไป ทะยอยกันเดินลงมา ตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งทาง 55+



กองเชียร์ที่เหลือพากันไปสักการะขอพรเจ้าแม่กวนอิมกันค่ะ ไหว้พระ ขอพร ให้เดินทางปลอดภัย รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม" สูงราวๆ 5 เมตร ในแต่ละวันจะมีผู้คนมาบูชาไม่ขาดสาย จุดธูปจุดเทียนกันจนควันโขมง และเป็นจุดเด่นที่ใครมาวัดนี้แล้วคงต้องเจอค่ะ



ไม่ต้องรีบร้อบเพราะสมาชิก 2 คนที่เหลือ คงจะยังไม่ลงมาง่ายๆ ตั้งใจไว้เหมือนกันว่าปลายเดือนนี้ หากได้ไปกระบี่อีกครั้งจะพยายามหาโอกาสพิชิตบันได 1,238 ขี้นให้ได้



ที่วัดนี้มีลิงเยอะเลยค่ะ มีป้ายให้ระวังของ เพราะลิงจะมาแย่ง
แต่เท่าทีสังเกตดู ลิงที่นี่ส่วนใหญ่ไม่ซนนะคะ ถ้าเราไม่ไปแหย่เค้า



ระหว่างรอ เราเดินเก็บภาพไปเรื่อยๆ เป็นที่สนุกสนาน เพลิดเพลิน





รอจนกระทั่ง ผู้กล้าทั้ง 2 ของคณะลงมาจากยอดเขา นั่งพักเหนื่อยกันพอสมควรก็ออกเดินทางต่อค่ะ ภาพถ่ายที่เพื่อนทั้งสองคนถ่ายไว้ ใครเป็นแฟน FB คงได้เห็นในเร็วๆวันนี้แน่นอนค่ะ

ได้เวลาอาหารเที่ยง ตามโปรแกรม เราไปกันที่ร้านเด็ดเมืองกระบี่ "ขนมจีนไก่ทอด โกจ้อย" เราไม่ได้จองไปล่วงหน้า คิดว่าไม่จำเป็น
แต่ปรากฏว่าเมื่อเราไปถึง ไม่มีโต๊ะนั่งค่ะ ทัวร์ลง 1 คันรสบัส

เล่นเก้าอี้ดนตรีกันเป็นที่สนุกสนาน 55+ เพราะคนเยอะ กว่าไก่ทอดจะมา ขนมจีนก็หมดไป 2 จานแล้วค่ะ
แต่ก็ไม่ผิดหวัง ไก่ทอดร้านนี้อร่อยจริงๆค่ะ

มื้อนี้ค่าเสียหายทั้งสิ้น 1,380 บาทค่ะ



ท้องอิ่ม ก็ออกเดินทางต่อค่ะ จุดหมายต่อไปคือ "สระมรกต"
สระมรกตวันนี้คนเอยะ อากาศร้อน และฝุ่นเยอะจากการทำถนน

เราเคยมาที่นี่แล้ว ก็เลยสมัครใจหาอะไรดื่ม ที่ร้านกาแฟด้านนอกค่ะ

จากรีวิวนี้ :

//topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2009/03/E7578675/E7578675.html





นั่งดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ ที่ร้านนี้ค่ะ ก็เลยรู้ว่าที่นี่เป็นรีสอร์ทแนวสุขภาพด้วย
"เดอะ เมดิเตชั่น รีสอร์ท แอนด์ สปา" สระมรกต



แล้วก็ได้เวลา ชาวคณะออกมาจากสระมรกต
ข่าวว่าผิดหวังเล็กน้อย เพราะสระมรกตคนเยอะจนไม่มีที่ว่าง

ส่วรสระแก้วที่สวยงาม วันนี้ก็ไม่สวยเหมือนปกติ เพราะอากาศร้อน มีขี้แดดลอยเต็มพื้นที่


จากสระมรกต มุ่งหน้าจังหวัดตรัง เราแวะไปสัมผัสความสนุกสนานตื่นเต้นกันที่นี่ค่ะ "ถ้ำเลเขากอบ" ค่าเรือลำละ 200 บาท
นั่งได้ 5 คน คนพายเรือจะเป็นไกด์ พาเราไปชมถ้ำต่างๆ



จุดแรกๆ ยังไม่ค่อยหวาดเสียวเท่าไหร่ ยังชิล ๆชมหินงอก หินย้อย ในแต่ละถ้ำ ตามที่ไกด์แนะนำ ใช้เวลาในการชมถ้ำ แต่ละห้องไม่นานค่ะ





ไฮไลท์ ที่ลืมไม่ลง "ลอดท้องมังกร" แทบไม่หายใจ สนุกมากๆค่ะ ต้องลอง !!!



พอมาถึงตรงนี้ ...

เสียงถอนหายใจดังเฮือกกกกกกกกกกกกกกกก ใช้เวลาในการเที่ยวชมประมาณ ครึ่งชั่วโมงค่ะ สำหรับการชมถ้ำเลเขากอบ







จากถ้ำเลเขากอบ เรามุ่งหน้าเข้าเมืองตรัง ยังไม่เข้าที่พักค่ะ เพราะเราจะไปทานมื้อค่ำกันก่อน ส่วนจะเป็นที่ไหนนั้น ตามชมได้ในตอนต่อไปนะคะ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาทักทาย ลงชื่อให้กำลังใจ รีวิวฉบับเต็มเชิญชมได้จากลิงค์นะคะ

//www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E9088978/E9088978.html






 

Create Date : 22 เมษายน 2553   
Last Update : 30 ตุลาคม 2553 14:44:18 น.   
Counter : 1579 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

prettyguide
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




สวัสดีค่ะ

ยินดีต้อนรับสู่ prettyguide's blog ค่ะ

สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องอัญมณี และของดีเมืองจันท์ เชิญลงชื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนได้ค่ะ prettyguide จะขออาสาพาเพื่อนๆเที่ยวเมืองจันท์ให้ครบทุกซอกทุกมุม ใครอยากไปไหน หรืออยากได้ข้อมูลของจันทบุรี ก็บอกมาได้เลยค่ะ

================================

ภาพถ่ายทั้งหมด
ภายใน blog นี้สงวนลิขสิทธิ์
ตามพระราชบัิญญัติสิขสิทธิ์ พ.ศ.2537
ห้ามทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาิิต
New Comments
[Add prettyguide's blog to your web]