joyka
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add joyka's blog to your web]
Links
 

 

Nephilim's tale ตอนที่ 4

Back to Chapter 1

Back to Chapter 2

Back to Chapter 3


----------------------------------
[b]Chapter 4[/b]

เหล่าหญิงสาวจากหลายหมู่บ้านในดินแดนเฟรโดน่ามารวมตัวกัน ณ เขตพระราชฐานแห่งปราสาทเฟรโดน่า
วันนี้เป็นวันที่ทางปราสาทเปิดรับให้มีการรับสาวใช้ เพื่อเข้ามาทำงานในวัง ซึ่งแม้ตำแหน่งนี้จะเป็นเพียง “คนใช้”
หากแต่กฏระเบียบทางวังให้สิทธ์สาวใช้ที่มีผลงาน และเป็นที่ถูกใจเจ้านายในวังสามารถเลื่อนชั้นไปเป็นถึงนางกำนัลได้

นอกจากนี้การเป็นสาวใช้ คอยรับใช้เหล่าขุนนาง และราชวงศ์ก็เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนมองว่าเป็นเกียรติ์อย่างยิ่ง
จึงทำให้ทุกปี มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยมาร่วมในการรับสมัครนี้

แม้จะบอกว่ารับสมัคร แต่ในความเป็นจริง มันคือการสอบเพื่อคัดเลือกเข้าไปทำหน้าที่ซะมากกว่า
โดยการสอบจะมีทั้งข้อเขียนและปฏิบัติ ซึ่งจะทดสอบในหลาย ๆ ด้านตั้งแต่ความรู้ ศิลปะ การร้องการรำ ความสามารถในเชิงการรับใช้ การบ้านการเรือน แม้แต่ในเรื่องอาหาร ซึ่งผู้เข้าสอบมีสิทธิ์ที่จะเลือกทดสอบได้ตามอัธยาศัย
แต่คะแนนจะรวมแล้วให้คณะกรรมการซึ่งเป็นนางกำนัลฝ่ายในเป็นผู้ตัดสิน

ในบางครั้งจะมีบ้างที่ขุนนางผู้ใหญ่ในพระราชวังออกมารับหน้าที่เป็นกรรมการเฟ้นหาด้วยตนเองและน้อยครั้งที่
ผู้ที่มาควบคุมการคัดเลือกคือ องค์ราชินี

อนาคิมและเรโนอายืนอยู่ท่ามกลางหมู่สาว ๆ จากหมู่บ้านต่าง ๆ แต่ละคนช่างงดงามนัก จนเรโนอาแทบคิดไปว่านี่เธอกำลังมาเพื่อสอบเป็นสาวใช้ หรือมาประกวดประขันความงามเพื่อเป็นสาวงามประจำเมืองกันแน่

หากแต่หญิงสาวจากหลายหมู่บ้านล้วนจับจ้องมาที่อนาคิม เนื่องจากชุดที่นางใส่นั้นงดงามมาก ๆ
รวมทั้งกิริยาท่าทางของอนาคิมนั้นวางเฉยต่อสิ่งรอบข้างราวกับว่าหาได้หวั่น เกรงสิ่งใดไม่ จนบางคนถึงกับกล่าวว่าเธอน่าจะเป็นบุตรสาวของขุนนาง หรือข้าราชการชั้นสูงเก่ามาร่วมในงานนี้ด้วย

ทว่าในความเป็นจริงแล้ว
“เรโนอา...” อนาคิมเรียกเพื่อนสาวด้วยใบหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงของนางนิ่งเย็นชา

“หืม? มีอะไรรึอนาคิม” เรโนอาหันไปมองอนาคิมที่วางสีหน้าสงบนิ่ง
อนาคิมยังคงวางสีหน้าเรียบเฉย จนดูสง่างามจริง ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ข...ข้ากลัวจนไม่กล้าขยับไปใหนแล้ว มีคนสวย ๆ ท่าทางเก่ง ๆ เต็มไปหมดเลย นี่ข้าจะรอดพ้นการสอบครั้งนี้ไปได้งั้นรึ”
เรโนอาตีหน้าเรียบเฉยบ้าง พลางกระซิบเบาไปที่ข้างหูอนาคิม
“เจ้าน่ะ กำลังข่มคนอื่นอยู่นะ อย่าแสดงความอ่อนแอออกมาล่ะ ไม่งั้นทุกคนจะรู้ว่า จริง ๆ เบื้องหลังความสงบนิ่งของเจ้ามันคือ ความเกร็งจนไม่กล้าทำอะไรต่างหาก”

แม้เรโนอาจะบอกอนาคิมไปเช่นในนั้น แต่ภายในใจของนางแทบจะอยากลงไปขำกลิ้งกับพื้นกับความเกร็งของ
อนาคิม และต่อสถานการณ์รอบ ๆ ตัวที่คนส่วนใหญ่คิดว่าอนาคิมนั้นดูเรียบเฉยไม่หวั่นเกรงสิ่งใด

“ผู้เข้าสอบทุกท่าน โปรดมาลงชื่อเพื่อเข้ารับการทดสอบที่พวกเจ้าต้องการได้ที่เจ้าหน้าที่ ประจำแต่ละฐานได้แล้ว”
เจ้าหน้าควบคุมการสมัครตะโกนเสียงดังออกมา

เหล่าผู้เข้าสอบทะยอยเดินไปลงทะเบียนเพื่อเข้าสอบในส่วนที่ตัวเองต้องการ

“อนาคิมเจ้าเลือกสอบอะไรบ้างน่ะ” เรโนอาเดินไปถามอนาคิมไป อนาคิมเอามือแตะริมฝีปากตัวเองก่อนจะตอบ

“อืม ข้าว่าจะเป็นความรู้กับ การทำอาหารน่ะ”

“เจ้ากะไปอยู่ในครัวจริง ๆ สินะ” เรโนอาเบ้ปาก แน่ล่ะเธอไม่คิดว่าเพื่อนสาวของเธอคิดจะไปอยู่ในครัวจริง ๆ

“ก็ร้องรำทำเพลงศิลปะ ข้าไม่เก่งเอาซะเลย แถมงานบ้านงานเรือนข้าคงไม่ไหว เพราะข้าไม่ถนัดการรับใช้ใคร”
อนาคิมกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เรโนอายิ้มเล็ก ๆ ให้กับคำตอบของอนาคิม เพราะแม้ว่าอนาคิมจะบอกเช่นนั้นแต่จริง ๆ แล้วเธอไม่ใช่ไม่เก่ง เพียงแต่เธอดูจะไม่ชอบซะมากกว่า

“ข้าจะไปทดสอบเรื่องงานบ้านงานเรือน กับมารยาท คงต้องแยกกันตรงนี้แล้ว พยายามเข้านะแม่ลิงสาว”
เรโนอากล่าวก่อนจะโบกมือแล้วแยกไปคนละทิศกับที่ทางอนาคิมจะต้องไป

“งื่อ~~~” อนาคิมครางออกมา มองเพื่อนสาวค่อย ๆ เดินหายไปในฝูงชน

อนาคิมนั้นตัดสินใจแล้วว่าจะทดสอบสิ่งใดบ้าง เธอจึงไปยังจุดลงชื่อพร้อมแจ้งความประสงค์
การทดสอบในส่วนที่อนาคิมเลือกในช่วงแรกนั้น เริ่มต้นคือ ทดสอบความรู้

ซึ่งที่หน้าห้องสอบมีหญิงสาวมารอสอบจำนวนมากทีเดียว ส่วนใหญ่ที่มาทดสอบความรู้เพราะมักจะหวังเพื่อไปรับใช้เหล่าข้าราชการในวัง ซึ่งถ้ามีความรู้มากพอก็อาจจะได้รับการไว้วางใจให้เป็นผู้ติดตาม หรือ ผู้ช่วยในการทำงานทีเดียว หากแต่สำหรับอนาคิมเธอหวังแค่อยากจะทดสอบระดับความรู้ของเธอเองเฉย ๆ เท่านั้นเอง

การสอบให้เวลาในการทดสอบเพียง 2 ชั่วโมง ข้อสอบที่ออกมาเป็นข้อเขียนที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์
การเมืองการปกครอง และเรื่องเกี่ยวข้องความรู้ทั่วไป

ภายในห้องสอบ คนส่วนใหญ่สีหน้าค่อนข้างเคร่งเครียด ด้วยดีกรีความยากของข้อสอบ
หากแต่สำหรับอนาคิมแล้วมันค่อนข้างเป็นเรื่องง่ายมาก ๆ โดยเฉพาะข้อสอบที่เน้นความจำ คงเพราะสำหรับ
อนาคิมนั้นเธอมีลักษณะเด่นในเรื่องการพัฒนาความรู้ความสามารถได้อย่างรวด เร็วผิดคนปกติมาก ๆ แต่เพราะเธอมักจะเอาความสามารถทางด้านนี้ไปลงเอากับเรื่องการต่อสู้ซะจนหมด จึงแทบไม่ได้ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาสักเท่าใดเลย

หลังจากหมดเวลาสอบคนในห้องสอบค่อย ๆ ทะยอยออกมา ที่หน้าห้องเสียงผู้ที่สอบเสร็จแล้วเซ็งแซ่พอสมควร บ้างก็บ่นในเรื่องความยากของข้อสอบ ผู้เข้าสอบบางส่วนที่ค่อนข้างมั่นใจ ก็จะไม่ค่อยกล่าวอะไรมาก อนาคิมนั้นเมื่ออกจากห้องสอบแล้วเธอก็เดินไปยังที่หมายถัดไป คือ การสอบทำอาหาร ซึ่งจะมีการทดสอบ 2 ช่วงคือ ช่วงใกล้เที่ยง และ ช่วงบ่าย

ที่ห้องทดสอบการทำอาหารมีเหล่านางกำนัลที่ดูแลพื้นที่ในครัวมาเตรียมพร้อม อยู่ก่อนแล้ว ผู้เข้าทดสอบบางส่วนมารับโจทย์ในการเข้าสอบ อนาคิมนั้นมาช้านิดหน่อยเพราะเธองงทิศทางในวัง แต่ก็ได้ผู้คุมสอบแนะทางให้จนมาถึงในที่สุด อนาคิมเข้าไปรับโจทย์ในการสอบจากกรรมการคุมสอบซึ่งเป็นโจทย์รวมที่ผู้เข้า สอบทุกคนต้องทำในลักษณะคล้าย ๆ กัน จริง ๆ แล้วโจทย์ของแต่ละคนนั้นไม่ต่างกันเลยเพราะแบบทดสอบมุ่งเน้นให้ง่ายต่อการ ให้คะแนนเท่านั้นเองเอง โจทย์ที่ได้คือ อาหารมื้อกลางวัน ซึ่งเธอมีเวลาทำเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น

อุปกรณ์ต่าง ๆ มีจัดเตรียมให้ผู้ทดสอบเลือกได้ตามความต้องการ อนาคิมนั้นเลือกที่จะทำอาหารที่ใช้จากเนื้อสัตว์นานาชนิดมาผสมผสานกัน เธอตัดชิ้นเนื้อที่ทางครัวเตรียมไว้ อย่างละไม่มากนักนำมาหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ
แล้วนำไปอบภายในหม้อที่ใส่ไว้ด้วยสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ซึ่งให้กลิ่นที่หอม ใบหน้าของอนาคิมยามทำอาหารนั้นสนุกสนานมาก แม้ว่าในชีวิตจริงเธอเข้าครัวน้อยมาก เพราะเคย์ซ่าไม่ค่อยชอบอาหารที่อนาคิมทำซักเท่าไหร่ เธอชอบบ่นว่า
‘มันไม่อิ่ม’ และ ‘มันดูผู้ดีเกินไป’

เนื้อสัตว์ที่ผ่านการอบแล้วเธอนำมันมาตกแต่งเข้ากับผัก และจัดรวมกับน้ำซุปที่เธอไปทำระหว่างรออบเนื้อ เธอใช้เวลาในการทำไม่ถึง 2 ชั่วโมง ก็นำอาหารที่ทำเสร็จส่งกรรมการ เหลือเพียงรอผลเท่านั้น

หลังจากส่งอาหารแล้ว อนาคิมออกจากห้องสอบไปรอผลสอบทั้ง 2 อย่างที่จุดเริ่มก่อนเข้าลงทะเบียน
ที่นั่นเธอได้พบกับเรโนอาที่เพิ่งออกจากห้องทดสอบเช่นกัน เรโนอานั้นดูเหนื่อยอย่างมาก เธอคงไปเจออะไรยุ่งยากเป็นแน่

“เป็นยังไงบ้างเรโนอา” อนาคิมกล่าวถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ข้าจะตายเอา การรักษามารยาทของชาววังมันดูยุ่งยากวุ่นวายกว่าที่เรียนจากอาจารย์ซะอีก” เรโนอาบ่นกระปอดกระแปด ด้วยเธอไม่คิดว่าสิ่งที่พบมันจะเข้มข้นกว่าที่ร่ำเรียนมามาก
อนาคิมที่ฟังอยู่ได้แต่เพียงหัวเราะเบา ๆ เธอคิดถูกที่ไม่ทดสอบเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นเธออาจจะเป็นยิ่งกว่าเรโนอาอีก

บนปราสาทสูงขึ้นไปบนทางเดินปราสาท เลออส และเซคิน่ายืนมองผู้เข้าทดสอบไม่ไกลนัก ระยะเรียกว่าสามารถยืนมองลงมาเห็นผู้เข้าสอบเกือบทุกคนได้สบาย ๆ ทีเดียว

“ปีนี้คนก็มาแยะอีกแล้ว” เซคิน่าขึ้นไปนั่งบนกำแพง ใช้มือป้องเหนือตาเพื่อบังแสงแดดแล้วส่องมาทางด้านล่าง

“ก็มาแยะทุกปี แล้วก็หลุดไปกันมากมายทุกที” เลออสกล่าว น้ำเสียงไม่ได้รู้สึกแปลกประหลาดใจหรือตื่นเต้นแบบเซคิน่านัก คงเพราะเขาเห็นภาพแบบนี้บ่อย ๆ ซึ่งต่างจากเซคิน่าที่ต้องไปปฏิบัติภารกิจจึงทำให้เธอไม่ได้มาเห็นภาพเช่น นี้บ่อยนัก

“เอ ชไนเดอร์หายไปใหนน่ะ ข้าไม่เห็นเลยตั้งแต่เช้า” เซคิน่าหันมาถามเลออส ด้วยเพราะปกติชไนเดอร์น่าจะมาร่วมก๊วนกับพวกเธอด้วย การที่อยู่ ๆ หายไปจึงทำให้เธอสงสัยพอสมควรทีเดียว

“เห็นว่าโดนจับไปเป็นกรรมการน่ะนะ แต่ข้าไม่รู้หรอกว่าอยู่ที่ใหน”
เลออสเบ๊ปากนิดหน่อย ก่อนตอบออกไป พลางมองลงไปยังเบื้องล่าง

ทันใดนั้นเลออสเลิกคิ้วและยิ้มออกมา ก่อนที่จะอุทานเสียงดัง
“เจอแล้ว!! มาจริง ๆ ด้วยสิ” เลออสกล่าวด้วยน้ำเสียงดีใจต่อภาพที่เขาเห็นอยู่เบื้องล่าง

“เห อะไรๆ” เซคิน่าหันไปหาเลออสด้วยสีหน้าสงสัยต่อสิ่งที่เลออสกล่าวทันที

เลออสฉีกยิ้มกว้างก่อนชี้ลงไปยังเบื้องล่าง พลางกล่าว
“นั้นไง แม่ลิงสาวของชไนเดอร์ไงล่ะ”

วิ้ดวิ้ว~

เสียงเลออสผิวปากลอยไปตามลม
“ใส่ชุดที่ชไนเดอร์ซื้อให้มาซะด้วย ถ้าเจ้านั้นมาเห็นคงยิ้มไม่หุบเป็นแน่”

“ใหน ๆ คนใหน” เซคิน่าคะยั้นคะยอให้เลออสชี้ไปยังที่หมาย เพราะนางไม่เคยเจออนาคิมมาก่อนเธอจึงไม่รู้จักหน้าตาของหญิงสาวที่เลออสกล่า วถึงผู้นี้

“นั้นไง แม่สาวเสื้อฟ้าที่ยืนท่าทางสง่า ใต้ร่มไม้ใกล้ ๆ กำแพงนั่นไง” เลออสชี้ไปยังที่หมายซึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมกำแพงพระราชวัง

เซคิน่ามองตามทันที เธออยากเห็นเหลือเกินว่า แม่ลิงสาว ที่เลออสและชไนเดอร์กล่าวถึงเป็นเช่นไร
เธอจับจ้องไปยังที่หมาย หากแต่ทันทีที่พบ เซคิน่ากลับนิ่งเงียบ ไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดออกมาเลย จนทำให้เลออสที่มองดูอยู่สงสัยในกิริยาที่เปลี่ยนไปของเซคิน่า

“มีอะไรรึ เซคิน่า ทำไมเงียบไป?” เลออสซักเพราะท่าทีที่แปลกไปของเซคิน่านั้น ไม่ใช่อาการปกติที่เธอเป็นเลย

เซคิน่ายังคงนิ่ง สายตาของเธอไม่เหมือนเมื่อตอนที่ดูหญิงสาวคนอื่น ๆ ที่มาทดสอบ สายตาของเธอในยามนี้ดูตื่นตระหนกราวกับว่าเธอได้พบกับสิ่งที่ไม่คาดฝันมา ก่อน เธอค่อย ๆ พูดออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา หากแต่เลออสก็พอที่จะได้ยินคำที่เธอกล่าวออกมา

“เรฟาอิม...”

“เรฟาอิม??” เลออสทวนคำด้วยความสงสัย
เซคิน่ากลับมามีสีหน้านิ่งสงบอีกครั้ง เธอหันมาทางเลออส

“ข้าอยากจะทานมื้อเย็นแล้วพูดคุยกับนางซะแล้วสิ เจ้าช่วยจัดการให้ข้าทีนะ ตอนนี้ข้าคิดว่า ข้าคงมีธุระนิดหน่อยที่ต้องจัดการให้เสร็จซะแล้วสิ”
เซคิน่ากล่าวฝากกับเลออส แล้วกระโดดจากเขาไปทันที ปล่อยให้เลออสงุงนงงพลางบ่นด้วยสีหน้าเซ็ง ๆ

“เอ้า เอะอะอะไรก็ให้ข้าจัดการเรอะ”

ด้านอนาคิมและเรโนอานั่งทานอาหารกลางวันที่เตรียมมาท่ามกลางต้นแอปเปิ้ลที่ รายล้อมพวกเธออยู่ อีกไม่นานผลสอบก็คงจะประกาศแล้ว ทั้งสองค่อนข้างตื่นเต้นอย่างมาก ผู้เข้าทดสอบหลายคนนั่งพักและรอคอยผลรอบ ๆ ปราสาท

“อืม ถ้าข้าสอบผ่าน ไม่รู้ข้าจะต้องไปอยู่รับใช้ใครล่ะ” เรโนอาเอ่ยขึ้น
อนาคิมแสดงอาการสงสัยนิดหน่อย เพราะนางคิดว่ามันได้เจาะจงลงไปว่าต้องไปอยู่กับผู้ใด

“ไม่ใช่ว่าทำงานที่ปราสาทกลางรึ?” อนาคิมถามทันที

“ไม่หรอก ขืนให้สาวใช้มานั่ง ๆ นอน ๆ ในปราสาทกลาง คงได้มีการสถาปนาดินแดนสาวใช้แน่ ๆ” เรโนอาตอบกวนนิด ๆ เพราะด้วยจำนวนสาวใช้ที่ได้รับคัดเลือกในแต่ละปี และในปีก่อน ๆ รวมกันห็หลายร้อยคนอยู่ ถ้ามาอยู่ในปราสาทกลาง ทั้งพระราชวังคงมีแต่สาวใช้เดินกันไปมาเต็มวังจนบอกไม่ได้ว่า ตกลงพระราชวังสร้างขึ้นมาให้ใครอยู่กันแน่

“ว่าแต่เจ้าเถอะ ถ้าสอบผ่านความรู้ก็คงต้องไปทำงานหน้าห้อง หรือไม่ก็ไปอยู่กับพวกห้องสมุดแน่นอน เจ้าไม่กลัวบ้างรึ” เรโนอาถามกลับ

“ทำไมล่ะ งานห้องสมุดก็ดีนะ” อนาคิมถามกลับ

“ดีน่ะดี แต่เจ้าที่ไม่ได้ยืดเส้นยืดสายไม่กลัวเส้นจะตึงหมดบ้างรึ” เรโนอาแหย่อนาคิมเพราะรู้ดีว่า งานที่เป็นพวกเอกสาร ให้คำปรึกษา มันนั่งอยู่แต่กับที่ อนาคิมซึ่งเป็นพวกชอบออกแรง และมีความสุขกับการหยิบนู้นทำนี้คงเบื่อเป็นแน่

อนาคิมที่ไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้มาก่อนถึงกับเบ้หน้าทันที เพราะชีวิตเช่นนั้นเธอคงเบื่อมากจริงแท้แน่นอน

“งั้นข้าจะไปอยู่ในครัว” อนาคิมพูดขึ้นมาทันที

“เจ้ารอผลสอบก่อนดีกว่าว่าเจ้าได้ทั้ง 2 ที่รึไม่” เรโนอาตอบอนาคิมด้วยสีหน้าเอือมนิด ๆ กับความใจเร็วได้ของ
อนาคิม

“แต่ข้าว่าอย่างเจ้าไม่สมควรอยู่ที่ใดทั้งนั้นแหละ นังบ้านนอก” เสียง ๆ หนึ่งกล่าวว่าทั้งสอง

อนาคิม และเรโนอาเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่สบประมาทพวกตนทันที กลุ่มหญิงสาวนั้นมีอยู่ 4 คน แต่ละคนเมื่อดูจากเครื่องแต่งกายพวกนางดูเป็นหญิงสาวที่ดูสูงศักดิ์ หรือถ้าหากเป็นชาวบ้านก็คงเป็นบุตรสาวจากพวกพ่อค้าซึ่งมีฐานะร่ำรวยมาก ๆ เป็นแน่

“เป็นพวกลูกสาวของพวกพ่อค้าห่างไกลเมืองหลวงแท้ ๆ กระแดะวางตัวเทียบชั้นผู้ดีมีสกุลงั้นรึ”

สาว ๆ กลุ่มนี้ยังคงค่อนขอดต่อ พวกนางคงไม่ค่อยพอใจที่อนาคิมนั้นวางท่าทาง และแต่งกายได้ราวกับผู้ดีมีชาติตระกูล ทั้ง ๆ ที่เป็นเพียงบุตรสาวของพ่อค้าเหล็กนอกเมืองเท่านั้น จึงได้เข้ามาหาเรื่อง

อนาคิมได้แต่นั่งฟังนิ่ง ๆ นางจิ้มเนื้อทอดที่เคย์ซ่าทำมาให้เข้าปาก ราวกับว่า ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย
เรโนอาแม้จะไม่ค่อยพอใจ แต่ก็ไม่อยากมีเรื่องก็เลยพยายามระงับอารมณ์ไว้

“หึ ชุดนั้นก็เหมือนกัน คงขายของมีค่าในบ้าน ไม่ก็ไปเกาะพวกเศรษฐีหน้าโง่สินะ ถึงได้มา” พวกนางยังคงไม่หยุด ราวกับพยายามยั่วโมโหให้อนาคิมแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมออกมา

หากแต่อนาคิมกลับวางเฉยได้อย่างไม่น่าเชื่อ จนเรโนอาเองยังประหลาดใจ เพราะแม้แต่เธอซึ่งไม่ใช่คนที่โดนค่อนขอดยังรู้สึกโมโหขึ้นมาตะหงิด ๆ แต่อนาคิมกลับสงบเยือกเย็นมาก

“ผลสอบประกาศแล้ว!!!” เสียงอันดังก้องลอยออกมา
อนาคิมเงยหน้าหันไปทางเสียงนั่น นางค่อย ๆ ลุกขึ้น

“เรโนอา ไปดูผลสอบกันเถอะ” เธอกล่าวเรียบ ๆ
เรโนอารีบลุกขึ้น และตามอนาคิมไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่กลุ่มผู้หญิงที่ค่อนขอดอนาคิมก็เดินไล่ตามไปติด ๆ

ที่ลานประกาศผลสอบผู้หญิงจำนวนมากมาดูผลกัน
บ้างก็ดีใจที่ตนผ่านการทดสอบ บ้างก็เสียใจก็มี เรโนอานั้นวิ่งไปดูอีกทาง นางนั้นได้ตำแหน่งสาวใช้ในพระราชวังสมใจ แม้ว่าคะแนนของเธอจะอยู่ในระดับกลาง ๆ ซึ่งหมายความว่าเธออาจจะต้องไปทำงานรับใช้เหล่าขุนนางในวังคนใดคนหนึ่ง

หลังจากที่เธอรู้ผลของตัวเอง เธอรีบวิ่งกลับไป บอกข่าวดีของนางกับหาอนาคิมทันที

หากแต่อนาคิมนั้นมีสีหน้าดูเศร้าสร้อย เรโนอารีบถามทันที
“อนาคิม เจ้าผ่านรึไม่?” น้ำเสียงเธอนั้นยังคงหวังว่าอนาคิมจะไม่พูดในสิ่งที่เธอคิดออกมา

อนาคิมส่ายหัวช้า ๆ เธอดูหงอยไปอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่มีชื่อข้าในผลประกาศทั้งสองที่เลย” อนาคิมเอามือปิดปาก เธอคงอยากจะร้องไห้ออกมา

“เชอะ พวกบ้านนอกความรู้น้อย ก็เช่นนี้ล่ะ ไม่มีทางได้ทำงานในวังหรอก ฮะฮะฮะ”
พวกผู้หญิงกลุ่มเดิมเย้ยหยั่นอนาคิม

จนเรโนอารู้สึกอยากจะเข้าไปตบในทันที แต่อนาคิมจับมือของเรโนอาไว้พร้อมกับส่ายหัวช้า ๆ
“ผลเป็นเช่นไร ข้าควรยอมรับเช่นนั้นนะ เรโนอา” อนาคิมกล่าวด้วยรอยยิ้มหากแต่นัยน์ตาของเธอแฝงความผิดหวังไว้
พวกผู้หญิงกลุ่มนั้นยังคงหัวเราะไม่หยุด ราวกับสมใจพวกนางที่อนาคิมไม่ผ่านการทดสอบ
“ข้าจะไปดูผลอีกที ข้าไม่เชื่อว่าจะไม่มีชื่อเจ้าเลย” เรโนอากล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนใจ เธอรู้ดีว่าอนาคิมมีความสามารถขนาดใหน การที่ไม่มีชื่ออนาคิมเลยมันช่างดูแปลกประหลาดอย่างยิ่ง

“เจ้าไม่ต้องไปดูหรอก!!!” เสียงหนึ่งเอ่ยดังขึ้นทันที

“ไม่มีชื่อนางอยู่ในผลประกาศใด ๆ ณ ที่นี้ทั้งนั้นล่ะ” ผู้ที่พูดคือเซคิน่านั่นเอง เธอค่อย ๆ เดินก้าวออกจากฝูงชนมาหาอนาคิมอย่างช้า ๆ
“คงไปทำอะไรไม่เหมาะสมและขาดคุณสมบัติอย่างแรงเลยโดนเขี่ยออกเป็นแน่” ผู้หญิงกลุ่มเดิมค่อนขอดต่อด้วย ณ ที่นั้นไม่มีผู้ใดรู้จักเซคิน่า จึงคิดกันว่าน่าจะเป็นกรรมการคุมสอบจากจุดใดจุดหนึ่งมากกว่า

หากแต่เรโนอาไม่สนใจสิ่งที่อยู่รอบ ๆ หรือหญิงสาวกลุ่มนั้นแล้ว เธอสนใจสตรีที่อยู่ตรงหน้าเธอมากกว่า

“ที่เจ้ากล่าวนั่นหมายความว่าอย่างไรกัน!?!” เรโนอาแทบจะตวาดใส่เซคิน่ากลับไป

“ก็ตามที่ข้าพูด ไม่มีชื่อนางในผลประกาศใด ๆ ทั้งสิ้น” เซคิน่าตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

อนาคิมได้แต่ยืนงงต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ทำไมล่ะ? เธอทำสิ่งใดผิดงั้นรึ?

“เพื่อนของข้าทำสิ่งใดผิดไปจึงได้ถูกกระทำเยี่ยงนี้!!” เรโนอาร้อนใจมากขึ้น เธอแสดงกิริยาแทบจะขย้ำเซคิน่าได้

“...” เซคิน่านิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

ชไนเดอร์ที่เพิ่งกลับออกมาจากในปราสาท และเลออสที่ดูเหตุการณ์อยู่คนละมุมของทางเดินบนปราสาท ต่างประหลาดใจกับการที่เซคิน่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องของทางฝ่ายในอย่างมากทั้ง สองรีบลงไปยังที่เซคิน่าอยู่ทันที

“ข้าคิดว่า การที่ต้องเอาชื่อนางออกภายหลัง แล้วต้องให้ฝ่ายที่ได้นางไป หาคนมาทดแทน มันเสียเวลาน่ะสิ”
เซคิน่าตอบเรียบ ๆ แต่นั้นหาใช่คนตอบที่เรโนอาต้องการไม่ สีหน้าของเรโนอาเดือดดาลอย่างมาก

แม้ว่าอนาคิมจะพยายามดึงแขนของเรโนอาเพื่อยั้ง ๆ ไว้ด้วยไม่ต้องการให้เกิดเรื่องในเขตพระราชฐาน

เซคิน่าเดินไปหาอนาคิมช้า ๆ เธอชี้ไปยังใบหน้าของอนาคิม

“เจ้าไม่มีชื่อในฝ่ายใดในฝ่ายใน เพราะ นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป เจ้าต้องมาอยู่กับกรมการทหาร ในฐานะเลขานุการกองทัพแห่งเฟรโดน่า” เซคิน่ากล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่ยังสงบเยือกเย็น

แต่เรโนอา กับอนาคิม และเหล่าผู้อยู่ในพื้นที่โดยรอบนั้นต่างตกตะลึงอย่างมาก เพราะตำแหน่ง เลขานุการกองทัพนั้น หาใช่ตำแหน่งเล็ก ๆ ไม่ หากแต่เทียบชั้นได้เท่ากับขุนนางในวังทีเดียว

“เป็นไปได้อย่างไร ที่นางผู้นี้ได้สิทธิ์ถึงขั้นนั้น”

“ติดสินบน นางต้องติดสินบนเป็นแน่” เสียงกลุ่มผู้หญิงที่ค่อนขอดอนาคิมแสดงความไม่พอใจออกมา

เหล่าผู้คนรอบ ๆ เซ็งแซ่ด้วยความสงสัยมากขึ้น อนาคิมและเรโนอาเองก็ยังตกตะลึงอยู่ ไม่สามารถอธิบายสิ่งใดได้
แม้แต่เลออสและชไนเดอร์ที่ตามลงมาถึงที่เซคิน่า อนาคิมและเรโนอายืนอยู่ ยังรู้สึกอึ้งกับคำตอบของเซคิน่าอย่างมาก เพราะทั้งสองไม่ได้รับรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย

เซคิน่า ชำเลืองมองเลออสและชไนเดอร์ แล้วเดินผ่านตัวอนาคิมไปเล็กน้อย เธอค่อย ๆ รวบรวมลมหายใจก่อนที่จะประกาศด้วยเสียงกึกก้อง

“ท่านทั้งหลายเอ๋ย หญิงสาวผู้นี้ ผู้ที่ยืน ณ ทีนี้ นางคือผู้ที่มีฝีมือถึงขั้นสามารถประมือกับรองแม่ทัพเกราะแดงผู้เก่งกาจแห่ง เฟรโดน่าได้ และมีความสามารถในการทดสอบปัญญาอยู่ในระดับที่สองของผู้เข้ารับการทดสอบทั้ง หมด
ผู้ที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ ควรเช่นนั้นหรือที่ต้องไปทำงานในครัว หากเจ้าคนใดมีข้อกังขาล่ะก็ เชิญก้าวออกมาและพิสูจน์ฝีมือกับรองแม่ทัพแห่งเฟรโดน่า เลออสที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ให้เป็นที่ประจักษ์ได้เลย”

คำประกาศของเซคิน่าดังกึกก้อง และสิ่งที่นางท้าทายนั้น เป็นสิ่งที่หามีหญิงผู้ใดกล้ารับแน่นอน เพราะแทบทั้งหมดเป็นผู้ที่ฝึกฝนด้านการบ้านการเรือน หาใช่การต่อสู้ไม่

เซคิน่าหยุดเงียบ เหล่าผู้คนที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้นยังคงมีเสียงเซ็งแซ่อยู่บ้าง แต่หามีผู้ใดกล้าออกมาไม่

“หากไม่มีผู้ใด กล้าออกมาแสดงความสามารถที่เหมาะสมคู่ควร ข้าจักถือว่า หญิงสาวผู้นี้ได้รับการยอมรับให้อยู่ในตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้แล้ว” เซคิน่าประกาศกึกก้องอีกครั้ง

อนาคิมและเรโนอายังคงตกตะลึงอยู่ ด้วยไม่คิดว่าการได้มาซึ่งตำแหน่งในวังนั้นจะได้มาเพราะเรื่องอะไรเช่นนี้

“หึหึหึ....ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า....” เลออสหัวเราะด้วยเสียงอันดังขึ้นมา จนคนในที่แห่งนั้นขึ้นไปมองเป็นตาเดียวกัน เลออสยกนิ้วโป้งให้เซคิน่าทันที พร้อมกล่าวขึ้น

“ให้ตายสิ เจ้านี่มัน.....ยอดเยี่ยมจริง ๆ เลย หัวหน้าสอดแนมและลอบสังหารแห่งเฟรโดน่า เซคิน่า ไอส์สเวล”

เซคิน่ายกนิ้วโป้งตอบกลับทันที สายตาส่องประกายวิ้ง ๆ ให้กันและกันจนชไนเดอร์รู้สึกหนักใจกับคนทั้งสอง

“พวกเจ้านี่น้า วุ่นวายอะไรไม่เป็นเรื่องจริง ๆ” ชไนเดอร์บ่นเบา ๆ หากแต่ในใจของเขากลับรู้สึกชื่นชมอยู่ไม่น้อย

อนาคิมนั้นเมื่อสังเกตเห็นชไนเดอร์ก็ถึงกับยืนตัวแข็งทื่อ จากที่ทำอะไรไม่ถูกอยู่แล้ว คราวนี้ถึงกับแข็งเป็นหินไปเลยทีเดียว

เหล่าผู้คนรอบ ๆ ตัวอนาคิมต่างนิ่งเงียบ ด้วยเมื่อทราบว่าผู้ที่รับรองความสามารถของอนาคิมนั้นเป็นถึงหัวหน้ากองรบ และรองแม่ทัพแห่งเฟรโดน่า และยังมีเงื่อนไขในการคัดค้านที่ยากเย็น จึงไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านการได้ตำแหน่งของ
อนาคิมเลย

เลออสเดินไปหาอนาคิม และยิ้มให้เล็กน้อย

“ดูสิ ๆ แม่ลิงสาวของเราวันนี้สวมใส่อาภรณ์ที่องค์ชายรูปงามของเรามอบให้ด้วยล่ะ” เลออสแหย่อนาคิมทันที

เล่นเอาอนาคิมหน้าแดงอย่างมาก แม้แต่ชไนเดอร์ก็ยังกระแอ่มด้วยความเขิน

เซคิน่ามองผู้คนที่รายล้อมไปมา เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดคัดค้าน ก็เดินไปหาอนาคิม เรโนอา และเลออส
“คิดว่าคงไม่มีปัญหาแล้วกระมัง ฝากเจ้าพา แม่ลิงกับแม่แรคคูนนี่ ไปหาอะไรกินกันตอนเย็นด้วยล่ะ” เซคิน่ากล่าวฝากเลออส

เลออสยักไหล่เป็นเชิงยอมรับ ในขณะที่เรโนอาได้แต่อ้าปากค้างและคิดในใจ

‘ข...ข้าเป็นแรคคูนตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย’

ชไนเดอร์ที่สังเกตทีท่าของเซคิน่าจึงเดินเข้ามาไปถามว่า
“แล้วเจ้าจะไปใหนงั้นรึ?”

“ข้ามีเรื่องที่ต้องจัดการอีกนิดหน่อยน่ะ” เซคิน่ากล่าวแล้วผละออกไปจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว จนชไนเดอร์และเลออสไม่ทันที่จะได้ถาม หรือกล่าวสิ่งใดออกไปได้ทัน

“เซคิน่านี่วันนี้ดูแปลก ๆ จริง” เลออสพูดพลางเกาหัวตัวเอง

ชไนเดอร์มองตามเซคิน่า สายตาแฝงไว้ด้วยความสงสัย แต่เขาก็ไม่ได้กังวลมาก เพราะการที่เซคิน่าเชิญอนาคิมและเรโนอาไปร่วมรับประทานอาหาร คงจะมีคำตอบในสิ่งที่เขาสงสัยเป็นแน่ เขาจึงหันกลับมามองที่อนาคิมแล้วยิ้มให้

“เจ้าในชุดสีฟ้าเช่นนี้งดงามกว่าที่ข้าคาดคิดไว้มากนัก” ชไนเดอร์เข้าจู่โจมอนาคิมตรง ๆ มันทำให้นางพูดอะไรไม่ออกเลย

“เฮ้ย ๆ จะมาเกี้ยวพาราสีกัน ก็ดูสถานที่บ้างท่านแม่ทัพ” เลออสหยอกชไนเดอร์เข้าไป
ชไนเดอร์หัวเราะเบา ๆ ออกมานิดหน่อย แล้วก็ยังส่งยิ้มให้อนาคิม

อนาคิมพยายามตั้งสติตัวเอง นางย่อตัวเล็กน้อย เป็นการตอบรับน้ำใจของชไนเดอร์
“เออ หม่อมฉันขอขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตาเพคะ”

“ไม่ต้องใช้ราชาศัพท์ก็ได้ ข้ายังไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทแต่อย่างใด” ชไนเดอร์กล่าวตอบอนาคิม

“แต่ว่า...” อนาคิมพยายามจะขัด

“เอานา เจ้าตัวบอกแบบนี้เจ้าก็ทำไปเถอะ เดี๋ยวโดนสั่งลงโทษนะ” เลออสกล่าวเสริมออกไป

อนาคิมและเรโนอา ย่อตัวตอบรับคำของเลออส

“ว่าแต่ พวกเจ้าจะเข้ามารับงานเมื่อไหร่กัน” ชไนเดอร์กล่าวถาม

“ของหม่อมฉันก็คงจะอีก 2 วันเพคะ” เรโนอาตอบก่อน

“ของหม่อมฉัน เมื่อเรื่องเป็นเช่นนี้ก็คงต้องแล้วแต่ท่านจะมีรับสั่งเพคะ”อนาคิมตอบต่อทันที

“ไม่ต้องมาราชาศัพท์อะไรนั่นก็ได้ ไว้เจ้าไปพูดกับพวกขุนนางระดับสูง หรือองค์ราชา ราชินีเถอะ”
ชไนเดอร์กล่าวปรามสองสาวอีกครั้ง เพราะเขาไม่ค่อยชอบเท่าไหร่กับการที่ต้องมาคอยฟังคำราชาศัพท์ ซึ่งเขารู้สึกว่ามันต้องมานั่งแปลให้เป็นภาษาที่เขาใช้ในยามปกติอีกทีหนึ่ง

“ฮะฮะฮะ เจ้านี่นา มีคนนบน้อบก็ไม่ค่อยชอบ ใช้ไม่ได้เลย” เลออสแหย่ชไนเดอร์ที่ปั้นหน้าหนักใจอยู่

“เอาเถอะ งั้นวันนี้พวกเจ้าคงต้องค้างก่อนล่ะ เพราะกว่าจะกลับคงดึกเป็นแน่”
ชไนเดอร์กล่าวพร้อมกับครุ่นคิดว่าจะให้พวกนางพักที่ใดดี เพราะการที่เซคิน่าชวนทานมื้อเย็นนั้น กว่าจะทานเสร็จ และอาจจะมีการอธิบายเหตุการณ์อะไรกันอีก คงจะเย็นพอสมควร การที่ปล่อยให้พวกนางกลับบ้านในช่วงเวลาเช่นนั้นอาจจะไม่ปลอดภัยก็เป็นได้

“งั้นก็ให้พวกนางไปอยู่กับเซคิน่าก็ได้นี่นา” เลออสเสนอ เพราะยังไงเสียเซคิน่าก็เป็นสตรีเหมือนกัน แม้ว่าจะต่างเผ่าแต่ก็คงไม่มีปัญหาอะไร และนางยังอยู่ในที่พักเพียงลำพังอีกด้วย

“อืม เป็นความคิดที่ใช้ได้ทีเดียว ถ้าเซคิน่าไม่มีปัญหาอะไรน่ะนะ” ชไนเดอร์สนับสนุนความเห็นเลออส

“เออ แต่ว่าพวกหม่อมฉัน...” เรโอนาเอ่ยขึ้นเหมือนมีเรื่องอยากกล่าว

“ไม่เป็นไร ๆ ตอนนี้พวกเจ้าเป็นแขกของเซคิน่านะ ไม่มีปัญหาหรอก” ชไนเดอร์ชิงตอบเรโนอาก่อน

อนาคิมและเรโนอาได้แต่เพียงก้มหน้ารับไป เนื่องจากเป็นคำสั่งของผู้ที่เป็นผู้มีศักดิ์เหนือกว่าพวกเธอ

“ว่าแต่ เซคิน่าจะไปถึงใหนเนี่ย” เลออสกล่าวพร้อมกับเกาหัวอีกครั้ง
เขาค่อนข้างงุนงงต่ออาการของเซคิน่าในวันนี้มากพอควรทีเดียว ในขณะที่ชไนเดอร์เองก็งุนงงไม่แพ้กัน แต่ก็เลยตามเลยไป

“ข้าว่านะ...” ชไนเดอร์ค้างคำไว้แล้วนิ่งไป
อนาคิมกับเรโนอาตั้งใจจดจ่อต่อสิ่งที่ชไนเดอร์จะกล่าวออกมาอย่างมาก จนชไนเดอร์ไม่กล้าพูดออกมาเพราะนางทั้งสองจ้องเขม็งเขาอย่างไม่วางตา

“ข้าเบื่อเนื้อย่างแล้ว วันนี้กินอะไรง่าย ๆ ในกองทัพก็แล้วกัน” เลออสชิงพูดก่อน

“แต่ข้าว่ามันจะไม่ค่อยดีนะ” ชไนเดอร์ขัดขึ้น

“ใช่...มัน...ไม่ค่อยดี ฉะนั้นข้าจึงคิดว่าไปนั่งกินในที่พักของเจ้าจะดีกว่า” เลออสแนะต่อพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก

“ที่บ้านของข้าน่ะรึ” ชไนเนอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักใจเล็กน้อย เพราะการพานางทั้งสองไปยังที่พำนักซึ่งอยู่ในเขตพระราชฐานอาจจะเป็นการทำให้ พวกนางอึดอัดได้

“อืม นั่งกินมันในสวนก็ได้ ไม่เห็นมีปัญหาอะไรซักหน่อย” เลออสกล่าวแนะต่อไปราวกับว่าในใจของเขาได้วางแผนสิ่งใดไว้

“โฮ้ รึเจ้ากลัวจะเป็นการเปิดเผยคู่ครองในอนาคตให้มารดาของเจ้ารู้” เลออสยิ้มจนเห็นฟัน เขารู้สึกสนุกอย่างยิ่ง
ที่ได้แหย่ชไนเดอร์ให้อายหน้าแดงได้

“ไม่ใช่สักหน่อย จะจัดที่บ้านของข้ามันก็ได้อยู่ เดี๋ยวจะได้ไปสั่งคนในครัวให้จัดเตรียมอาหารไป” ชไนเดอร์รับคำของเลออสอย่างเสียไม่ได้ เขาถอนหายใจออกมา แล้วเดินไปหาอนาคิม

“เนื้ออบของเจ้าที่ทำการทดสอบนั่น รสชาดดีทีเดียวล่ะ ไว้เจ้าอาจจะต้องทำเลี้ยงกองทัพบ้างซะแล้ว แต่...ขอให้มันมีปริมาณที่กินแล้วอิ่มท้องกว่านี้นะ”
เขากล่าวก่อนที่จะเดินแยกไปทางครัว ปล่อยให้อนาคิมยืนหน้าแดงอยู่ทั้งอย่างนั้น

เลออสเดินไปประชิดตัวอนาคิม เขามองอนาคิมด้วยสีหน้าหนักใจนิด ๆ กับท่าทางที่เขินอายจนไม่พูดหรือแสดงอาการใด ๆ ออกมาเลยทั้ง ๆ ที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับชไนเดอร์แล้ว
“เจ้านี่นะ ขี้อายซะจนข้าไม่รู้บรรยายยังไงจริงๆ”

“เออ ข้า...” อนาคิมอ้ำอึ้ง เธอเองก็ไม่อาจปฎิเสธได้เพราะแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังรู้สึกหงุดหงิดตัวเองที่ เขินอายเสียจนไม่เป็นอันทำสิ่งใดเลย

เลออสถอนหายใจแล้วยิ้มออกมา
“เอาเถอะ พวกเจ้าตามข้ามาก็แล้วกัน ข้าจะนำพวกเจ้าไปยังที่พำนักของชไนเดอร์” เขากล่าวแล้วเดินนำพวก
อนาคิมไปทันที

ที่พำนักของชไนเดอร์นั้น เป็นตำหนักขนาดไม่ใหญ่นัก เพราะชไนเดอร์นั้นมิใด้เป็นรัชทายาทโดยตรง บิดาของเขาสถานะเป็นเพียงพระอนุชาต่างพระมารดาขององค์ราชา อีกทั้งมารดายังเป็นเพียงสามัญชนเท่านั้น ตำหนักแห่งนี้แม้ไม่ได้ใหญ่โต แต่บรรยากาศรอบ ๆ ตำหนักที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้จำนวนมากทำให้บรรยากาศน่ารื่นรมอย่างยิ่ง จนรู้สึกเย็นสบายทีเดียว

ณ ที่ทางเข้าไปสวน เซคิน่ามายืนรออยู่ก่อนแล้ว ท่าทางของเธอดูเหมือนคนที่ยืนคอยมายาวนานแล้วอย่างนั้น
“เจ้าหมีขนแดง เจ้ามาช้ากว่าข้านะ” เซคิน่าหยอกเลออส

“เจ้ารู้ได้ไงว่าจะมากินกันที่นี่ล่ะเนี่ย” เลออสถามด้วยความสงสัย

“ชไนเดอร์บอกข้าน่ะ ข้าเจอเขาที่ห้องครัวพอดี” เซคิน่าตอบพลางบุ้ยปากไปมา

“ไปแอบหาอะไรกินในครัวแน่ ๆ เลยเจ้า” เลออสกล่าวน้ำเสียงทีเล่นทีจริง เมื่อทราบว่าเซคิน่าไปเจอชไนเดอร์ในห้องครัว

“บ้าสิ ข้าแค่ผ่านไป เอ้า! ไป ไป หาที่นั่งในสวน รออาหารมาได้แล้ว” เซคิน่าไล่ทุกคนให้ไปนั่งในสวน

เลออส และ เซคิน่า พากันไปนั่งที่โต๊ะหินอ่อนขนาดใหญ่ หากแต่อนาคิมกับเรโนอา ยังคงยืนนิ่งอยู่ห่าง ๆ ไม่กล้าไปนั่งเพราะกลัวเป็นการเสียมารยาท จนเซคิน่าต้องเอ่ยขึ้น
“พวกเจ้าทั้งสองมานั่งเถอะ พวกข้าไม่ใช้พวกเจ้ายศเจ้าอย่างอะไรหรอก”
เซคิน่ากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ สบาย ๆจนอนาคิมและเรโนอายอมมานั่งที่ฝั่งตรงข้ามของเลออสและเซคิน่า

“เจ้าแรคคูนสาว” เซคิน่าเอ่ยขึ้น ทำเอาเรโนอาสะดุ้งและคิดในใจ

‘ทำไมข้าเป็นแรคคูน’

“เจ้าน่ะ ก็เข้ามาสังกัดในกรมทหารนะ” เซคิน่ากล่าวขึ้นซึ่งมันทำให้เรโนอาแปลกประหลาดใจอย่างมาก

“ข...ข้างั้นรึ แต่ว่าข้า...” เรโนอาพยายามจะกล่าวถาม แต่เธอดูไม่ค่อยกล้า

“ข้าไปเดินเรื่องขอตัวเจ้ามาทำงานที่กรมแล้วน่ะ ก็เจ้าผ่านการทดสอบในการเป็นสาวใช้นี่นา” เซคิน่าตอบอย่างเรียบ ๆ

เรโนอาทำได้เพียงยอมรับ เพราะนี่ก็เป็นการตัดสินในขั้นสูงที่จะมอบหมายงานอะไรให้ผู้ใด
“ข้าว่าวันนี้เจ้ายุ่งกับเรื่องฝ่ายในมากเหลือเกินนะ” ชไนเดอร์กล่าวในขณะที่เดินเข้ามาสมทบพวกของเซคิน่า

“นั่นสินะ แต่ข้าก็อดยุ่งไม่ได้จริง ๆ” เซคิน่ากล่าว เธอหลับตาลงพลางถอนหายใจออกมา เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา
เธอจับจ้องไปยังอนาคิม สายตาที่มองนั้นเต็มไปด้วยความสงสัยในบางสิ่งอย่างมาก

“อืม...ข้าก็สงสัยจริง ๆ วันนี้เจ้าเป็นอะไรน่ะ” เลออสถามเซคิน่าด้วยความสงสัยต่อการกระทำตลอดทั้งวันของเซคิน่า
เซคิน่านั้นยังคงจับจ้องอนาคิมอย่างไม่วางตา เธอยิ้มให้กับอนาคิม แล้วลุกขึ้นพลางใช้นิ้วกดไปที่หน้าอกของอนาคิมอย่างช้า ๆ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น

“นั้นสินะ... ข้า...คงต้องขอคำตอบจากเจ้าแล้วล่ะ ‘เรฟาอิม’ ”

น้ำเสียงขอเธอเน้นลงที่คำว่าเรฟาอิม อนาคิมได้แต่แปลกใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น คำถามผุดขึ้นมาในหัวของอนาคิมทันที

ใครกัน เรฟาอิม? แล้ว ทำไมนางถึงต้องชี้มาที่ข้า?
---------------------------------Next to Chapter5




 

Create Date : 27 มกราคม 2553    
Last Update : 27 มกราคม 2553 9:52:03 น.
Counter : 611 Pageviews.  

Angel Caido Luci ตอนที่ 3

Back to Chapter 1

Back to Chapter 2

--------------------------------------------
Chapter3

“ทำไม ท่านจึงเลือกเส้นทางนี้” เสียงชายผู้หนึ่งแว่วดังออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“เพียงเพราะท่านต้องการพิสูจน์ความจริง แม้ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตของท่านเองกระนั้นหรือ” เสียงชายคนเดิมกล่าว

รอบ ๆ มีเพียงพื้นที่สีขาวเท่านั้น
ขนนกลอยกระจายไปทั่วทั้งบริเวณ
มีละอองน้ำสีแดงกระเซ็นออกมา

“ได้โปรด!!! ข้าหวังเพื่อให้ท่านคงอยู่!” ชายคนเดิมกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก

“ได้โปรด!! ท่านลู......”

ตึก.....
......ปิ้บๆ ปิ้บๆ ปิ้บๆ ปิ้บๆ

คาเรนลืมตาขึ้นมาทันทีที่เสียงดังกล่าวดังขึ้น ดวงตาสีฟ้าของเธอเบิกกว้าง เธอค่อย ๆ พลิกตัวเพื่อควานหาที่มาของเสียง
เธอพยายามเอื้อมมือไปข้าง ๆ เต็มที่

“ว...ว้าย!!!”

ตึง!!!

ปิ้บ ปิ้บ....

เสียงนั้นหยุดแล้ว พร้อมกับคาเรนที่ตกจากเตียงเช่นเคย

เธอนอนกับพื้นไม่ไหวติง เช้าวันนี้เธอช่างรู้สึกขี้เกียจซะจนไม่อยากลุกไปใหนเลย เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นเอาผ้าห่มออกจากตัว
นาฬิกาปลุกที่ดังอยู่เมื่อครู่ มันหล่นลงมาอยู่ที่พื้นคงเพราะเธอนอนดิ้นมากไป เธอหยิบมันขึ้นมาดู ตัวเลขบนนาฬิกาบอกเวลา 8.34 น. สำหรับเธอเป็นเวลาที่ค่อนข้างสายแล้ว เธอจึงลุกขึ้นเก็บผ้าห่ม แล้วจัดแจงเข้าห้องน้ำทันที

มันช่างว่างอะไรเช่นนี้ ว่างมาก ๆ ชีวิตของคนที่เคยตื่นเช้าก็มีงานให้ทำ มา ณ เวลานี้มันกลับว่าง เพราะไม่มีงานที่เธอทำประจำเช่นเคย

เธอออกจากห้องน้ำ มานั่งเปิดทีวีเพื่อดูข่าวอยู่ครู่ใหญ่ ไม่มีข่าวอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ มันก็มีแต่เรื่องเดิม ๆ
เศรษฐกิจโลกตกต่ำ สงครามภายในประเทศต่าง ๆ ข้อขัดแย้งระหว่างสองประเทศ สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม

บางทีเธอก็เผลอคิดไปว่า ถ้ามันมีอุกกาบาตพุ่งเข้าชนโลกซักที แล้วรีเซ็ททุกอย่างใหม่ อะไรอะไรบนโลกคงดีขึ้นล่ะมั้ง
เธอนั่งกดรีโมทเปลี่ยนช่องไปมา แต่มันไม่มีอะไรดีเลยซักอย่าง เธอจึงปิดทีวีแล้วไปเปิดหน้าต่างดูผู้คนไปมา
จริง ๆ แล้วเธอเองก็รู้ว่า วันนี้เธอค่อนข้างหงุดหงิดพอสมควร มันไม่ใช่วันที่สดใสซักเท่าไหร่ ไม่ใช่เพราะเธอตื่นสาย
หากแต่เพราะเรื่องที่คุยกับมอเฟียชมันรบกวนจิตใจเธอมาก ๆ

เธอน่าจะพูดคุยกับใครซักคน เผื่อมันจะได้ระบายออกไปบ้าง ว่าแต่ใครกันล่ะ เธอไม่อยากเอาเรื่องแบบนี้ไปโยนใส่คนที่สำนักงาน ฉะนั้นเธอจึงเลือกที่จะไม่ติดต่อคนที่สำนักงาน เพื่อน ๆ ที่รู้จักกัน สำหรับคาเรนแล้วเพื่อน ๆ ของเธอมีครอบครัวไปแล้วหลายคน แน่นอนว่าเธอก็ไม่คิดว่าใครจะว่างมาคุยกับคนว่างงานอย่างเธอซักเท่าไหร่
เธอนั่งบนโซฟาคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ

กริ้งงงงงงง~~

เสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น คาเรนแปลกใจเล็กน้อย ที่จะมีใครโทรมาหาเธอในเวลาเช่นนี้ แต่อีกใจเธอก็พาลคิดว่าคงเป็นพวกขายของผ่านโทรศัพท์ เธอค่อย ๆ เขยิบตัวไปรับโทรศัพท์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ โซฟาที่เธอนั่งอยู่

“ฮัลโหล คาเรนพูดสายค่า”

“ฮัลโหล คาเรน นี่ลิซนะ” เสียงปลายทางกล่าวมาด้วยความตื่นเต้นดีใจ

คาเรนนิ่งไปครู่หนึ่ง ลิซ... อ๋อ....อลิซนั่นเอง เพื่อนสนิทของเธอคนหนึ่งที่แต่งงานไปแล้ว
เธอไม่ได้พบเจ้าหล่อนเกือบจะ 1 ปีได้แล้ว เพราะระยะหลังคาเรนไม่ได้กลับบ้านที่นิวยอร์คเลย และการที่ต้องอยู่ทำงานแต่ในป่า ก็แทบจะทำให้เธอไม่ได้ติดต่อกับเพื่อน ๆ เลยด้วย

“อลิซ อลิซ ฟรอเรนรึ” คาเรนรีบตอบกลับไป

“อืม ฉันได้ข่าวของเธอตั้งแต่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เป็นยังไงบ้างน่ะคาเรน” เสียงของอลิซค่อนข้างห่วงใยเพื่อนของเธออย่างมากเพราะข่าวที่ออกมาดูจะเป็น เรื่องที่น่ากลัวพอสมควร อลิซจึงไม่คิดว่าคาเรนจะรับกับเหตุการณ์ดังกล่าวได้

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นอะไรมากหรอกจ้า” คาเรนตอบน้ำเสียงสบาย ๆ เธอค่อนข้างดีใจที่ได้พุดคุยกับเพื่อนในเวลาที่เธออยากจะได้ใครซักคนมาคยอ ยู่พอดิบพอดีเช่นนี้

อลิซที่ฟังคำของคาเรนแล้วรู้สึกได้ในน้ำเสียงและคำพูดที่ดูสบายเกินเหตุ เธอจึงจับผิดกลับไป
“แสดงว่าเป็น...”

“ก็มีเรื่องให้คิดนิดหน่อยน่ะนะ” คาเรนตอบ เธอรู้สึกว่าคงเผลอปล่อยคำพูดอะไรออกไปจึงโดนเพื่อนสาวไล่หาความผิดซะอย่างนั้น

“ก็คิดอยู่แล้วว่าเธอต้องคิดมาก เพราะฉันโทรไปที่สำนักงานแล้ว ทางนั้นเขาบอกว่าเธอลาพักร้อน ฉันก็เลยถึงได้โทรมาหาเธอที่บ้านนี่ล่ะ” อลิซอธิบาย

คาเรนที่ฟังอลิซเล่า ก็นิ่งเงียบพลางคิดในใจ

‘ชั้นเนี้ยนะ... ขอลาพักร้อน... เอาเข้าไป’

“คาเรน คาเรน ยังอยู่รึเปล่า?” อลิซร้องทักเพราะเห็นคาเรนเงียบไป

“ยังอยู่” คาเรนตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเหมือนคนถูกทักในตื่นจากภวังค์

“งั้น เดี๋ยวชั้นไปหาเธอที่บ้านนะ” อลิซกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ห่วงใยมากกว่าเดิม

“ม...ไม่เป็นไรหรอก ชั้นไม่เป็นอะไร” คาเรนปฎิเสธออกไปเพราะเกรงใจเพื่อนของเธอเอง แม้ว่าในใจเธอก็อยากให้อลิซมาที่บ้านเธอเหมือนกัน

“ไม่เอาล่ะ ชั้นว่าชั้นไปหาเธอซักหน่อยดีกว่า” อลิซยังคงยืนยันความตั้งใจ ด้วยความห่วงใยที่มีให้

คาเรนนิ่งคิด ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากพบเพื่อน แต่เธอก็รู้สึกว่ามันเป็นการรบกวนมากไปรึเปล่าที่ต้องให้คนอื่น ๆ มาพลอยวุ่นวายไปด้วยกับปัญหาของเธอเอง คาเรนอยากจะปฎิเสธกลับไปอีกรอบ แต่ก็กลัวจะขัดใจเพื่อน เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงจัดการปัญหาตรงหน้าด้วยการ...

“อลิซ อลิซ เดี๋ยว ๆ เอาแบบนี้ดีกว่า เดี๋ยวฉันไปหาเธอที่บ้านดีกว่า” คาเรนบอกออกไป

“เห?” อลิซแปลกใจกับการตัดสินใจของคาเรน

“เธอต้องดูแลบ้านนี่นา อีกอย่างฉันเองก็อยากออกไปเดินเที่ยวดูโลกภายนอกบ้าง แบบนี้ท่าทางจะดีกว่านะ” คาเรนกล่าว

“จ๋ะ แบบนั้นก็ได้ แล้วฉันจะรอก็แล้วกัน จำบ้านฉันได้รึเปล่าน่ะ” อลิซย้ำ

“จำได้สิ คงไปถึงนั่นใกล้ ๆ เที่ยงจะได้ไปหาอะไรกินกันด้วย” คาเรนกล่าว

“อืม เดี๋ยวฉันจะทำให้เธอกินเอง แล้วเจอกันจ๋ะ” อลิซเสนอตัว

“แล้วเจอกัน” คาเรนวางโทรศัพท์ลง สีหน้าเธอดูสดชื่นกว่าเมื่อครู่มากนัก เธอรีบลุกไปแต่งตัวทันที

นาน ๆ ทีที่เธอจะได้พบเพื่อนสมัยเรียน เพราะตั้งแต่เธอเรียนจบ การที่เธอเลือกงานในกองอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า ทำให้เหมือนเธอปลีกตัวออกจากกลุ่มเพื่อนไป แม้ว่าเวลามีข่าวคราว หรืองานใด ๆ เธอจะไปร่วมด้วยทุกครั้ง
แต่มันก็ไม่ได้พบเจอกันได้บ่อย ๆ การได้ไปหาเพื่อนเช่นนี้จึงทำให้เธอรู้สึกดีมากขึ้น แต่กระนั้นเธอก็ยังกังวลนิด ๆ ว่าเธออาจจะนำเรื่องหนักใจไปให้อลิซรึเปล่า แต่ทำยังไงได้ถ้าเธอไม่ไป อลิซคงบุกมาหาเธอแน่ ๆ คาเรนใช้เวลาแต่งตัวไม่นานเธอก็ขับรถตรงไปที่บ้านของอลิซทันที
----------------------------------

บ้านของอลิซนั้นอยู่ห่างจากบ้านของคาเรนพอตัว เพราะค่อนข้างอยู่ในตัวเมือง คาเรนต้องเจอสภาพการจราจรที่วุ่นวายพอควรกว่าจะไปถึงที่หมาย บ้านของอลิซเป็นบ้านชั้นเดียว แต่ก็มีพื้นที่พอสมควรสำหรับเธอและสามี อลิซนั้นเป็นแม่บ้านเพราะสามีเธออยากให้อลิซอยู่ดูแลบ้านซะมากกว่าออกไปทำ งาน คาเรนที่มาถึงเธอจอดรถไว้ตรงจุดจอด

ปิ้งป่อง~

กริ่งในบ้านดังขึ้น ผู้หญิงผมสีทองดัดเป็นลอน รูปร่างค่อนข้างผอมบางวิ่งออกมาจากบ้าน เธอแทบจะอ้าแขนแล้วกระโดดใส่คาเรน
“คาเรน ไม่พบกันซะนานเลย เชิญจ๋ะ” เธอทักคาเรนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

คาเรนยกมือเป็นเชิงทักทายพร้อมกับรอยยิ้ม “เช่นกันจ๋ะ อลิซ”

อลิซจับมือคาเรนแล้วพาเดินเข้าบ้านไป เมื่อครั้งที่อลิซแต่งงานคาเรนเคยมาที่นี่ครั้งนึง แต่ ณ วันนี้ที่นี่เปลี่ยนไปพอควร
ข้าวของในบ้านจัดวางใหม่ดูสวยงามมีสไตล์ คงเพราะสามีของอลิซเป็นสถาปนิกออกแบบภายใน
และตัวของอลิซเองก็เก่งด้านศิลปะพอตัวทีเดียว

“เอากาแฟ หรือ ชา ดีจ้ะคาเรน” อลิซเดินมาถามทั้งชุดผ้ากันเปื้อน

“ชาก็ได้จ๋ะ” คาเรนกล่าวตอบ แล้วมองภายในบ้านอย่างสนใจ

“แต่งบ้านซะสวยกว่าครั้งก่อนมากเลยนะลิซ” คาเรนกล่าวชม เสียงของเธอค่อนข้างดังเพื่อให้อลิซที่อยู่ในครัวได้ยิน

“อืม บ้านฉันเนี่ย แทบจะแต่งใหม่กันทุก 4 เดือนเลยล่ะ” เธอตอบกลับมา

“ขยันไปรึเปล่า” คาเรนพูดด้วยสีหน้าทึ่งในความขยันของสองสามีภรรยาคู่นี้

“ไม่หรอก เฮาท์เขาลองทดสอบแบบการจัดห้องที่บ้านเราก่อน ออกแบบอะไรใหม่ ๆ น่ะ” อลิซอธิบายถึงเหตุผลที่จัดบ้านบ่อย ๆ พร้อมกับยกชาและคุกกี้ 2 ชุดออกมาจากในครัว

“นี่จ๋ะ เพิ่งอบเสร็จเมื่อเช้านี่เอง ลองดูนะ” อลิซกล่าวพร้อมยกถ้วยชาขึ้นมานิดหน่อย ก่อนวางลงไปที่เดิม
คาเรนหยิบคุกกี้ขึ้นทาน ฝีมือของอลิซอร่อยกว่าที่เธอคิดซะอีก เธอเคี้ยวตุ้ย ๆ ด้วยความอร่อย

“เป็นแม่บ้านเต็มตัวไปแล้วนะลิซ” คาเรนเย้าอลิซเล็กน้อย

“ฮะฮะ ก็อยู่บ้านนี่นา พอไม่มีงานทำความสะอาด มันก็เลยฝึกทำอะไรแบบนี้ ไว้เผื่อตอนที่มีงานเทศกาลก็ทำไปร่วมกับคนในหมู่บ้านได้” อลิซหัวเราะเบา ๆ คาเรนยกถ้วยชาขึ้นดื่มอย่างช้า ๆ ก่อนที่จะยิ้มและกล่าวออกมา

“ชีวิตแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ”

“งั้นก็หาผู้ชายดี ๆ ซักคนแล้วแต่งซะสิ” อลิซพูดน้ำเสียงติดตลก เธอเองก็รู้ดีว่าคาเรนนั้นเป็นพวกบ้างาน ชีวิตแบบเฮฮาปาร์ตี้ที่จะมีแฟนเป็นตัวเป็นตนดูเลือนลางมาก แต่เธอก็แย่บ ๆ ออกไป

ด้านคาเรนที่ได้ยินคำของอลิซก็แทบสำลักชาออกมา เธอไม่เคยคิดถึงเรื่องแบบนี้เลยจริง ๆ เพราะเธอยังไม่เจอคนที่เธอคิดว่าใช่ด้วยล่ะ
“พูดเป็นเล่นไป ทำยังกับว่าเดินเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วไปหยิบมาได้เลยงั้นล่ะ” คาเรนยิ้มแหย ๆ ออกมา

อลิซได้แต่หัวเราะเบา ๆ พลางมองหน้าของคาเรน

“เธอไม่เป็นอะไรนะคาเรน” เธอถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย คาเรนยิ้ม ก่อนตอบออกมา

“ไม่เป็นอะไรมากหรอก มันแค่มีอะไรต้องคิดมากหน่อยเท่านั้นเอง”

“ตอนที่ข่าวออกทีวีน่ะ ชั้นเป็นห่วงเธอมากเลยนะ ยิ่งตอนในข่าวบอกว่ามีคนตายด้วยยิ่งตกใจมากเลย” น้ำเสียงอลิซดูตื่นเต้น

‘ข่าวทางทีวีงั้นรึ เรื่องแบบนี้ออกข่าวทางทีวีเนี้ยนะ’
คาเรนคิดพลางฟังที่อลิซพูด

“ไม่คิดเลยนะว่าจะมีคนโรคจิตไปอาระวาดถึงในที่แบบนั้น” อลิซกล่าว

“คนโรคจิต?” คาเรนเอ่ยด้วยความประหลาดใจ เพราะนั่นมันไม่ใช่สิ่งที่เธอประสพมาเลย

“อืม มันทำอะไรพวกเธอน่ะ ชั้นอยากรู้จังเลย” อลิซถามเหมือนว่าไม่รู้จริง ๆ ถึงตัวตนของคนร้าย

“...” คาเรนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เธอเอามือลูบปอยผมตัวเอง
“ลืม มันดีกว่านะลิซ” เธอหลับตาพูด ซึ่งมันทำให้อลิซรู้สึกตัวว่าไม่ควรพูดอะไรที่เป็นการรื้อฟื้นสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้น

“จริงสินะ ขอโทษนะคาเรนที่ทำให้นึกถึงเรื่องแบบนั้นอีก” เธอกล่าวขอโทษ คาเรนจึงส่ายหน้าพร้อมกับส่งยิ้มให้

“ไม่เป็นไรหรอก เรื่องแค่นี้เอง”

“ว่าแต่ ช่วงประมาณ 1 เดือนมานี่เธอได้ข่าวเหตุฆาตรกรรมต่อเนื่องที่วอชิงตันบ้างไหม?” คาเรนถามขึ้นมาดื้อ ๆ ที่เธอถามเรื่องนี้เพราะอยากรู้ว่าคนทั่วไปได้รับข่าวสารมาอย่างไร จะเหมือนกรณีของเธอหรือไม่

“อืม ข่าวใหญ่พอตัวเลยนะ เธอไม่รู้เรื่องเลยรี?” อลิซซึ่งติดตามข่าวสารต่าง ๆ ถามคาเรนกลับไป

“ไม่เลย สงสัยชั้นจะอยู่แต่ในป่าเลยไม่ได้รับรู้ข่าวสารบ้านเมืองเท่าไหร่” คาเรนตอบถึงเหตุที่เธอไม่ทราบข่าว

“อินเตอร์เน็ตล่ะ? อย่าบอกนะว่าเธอก็ไม่มี” อลิซซักต่อ

คาเรนทำหน้าตาบ๊องแบ้วใส่อลิซ “ฉันไม่มีคอมพิวเตอร์ประจำตัวล่ะ”

“ไปหาซื้อมาใช้ซะ ทำเป็นพวกคนป่าไม่สนใจโลกภายนอกได้ยังไงกัน” อลิซสั่งสอนคาเรนด้วยสีหน้าหนักใจ

“จ้า ๆ ก็ฉันได้ข่าวจากพวกตำรวจบ้าง แต่ไม่รู้รายละเอียดเท่าไหร่ เธอช่วยเล่าให้ฟังหน่อยสิ” น้ำเสียงคาเรนออดอ้อนแบบเด็ก ๆ แต่อลิซนั่นเคยชินแล้วกับนิสัยของคาเรนที่เวลาอยากได้ อยากรู้อะไรจะอ้อนเอาให้ได้แบบเด็ก ๆ

“อืม ในข่าวมีผู้เสียชีวิต 4 คน คนแรกน่ะเป็นเด็ก อายุแค่ 10 ขวบเองนะ อีกรายทิ้งระยะห่างกัน 2 วันได้ รู้สึกจะเป็นนักกีฬาซะด้วย อีก 2 รายเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเอง สภาพศพดูไม่ได้เลยล่ะ ทุกวันนี้ยังตามล่าตัวกันอยู่เลยด้วย” อลิซเล่าออกรสออกชาดเมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงในเวลานี้

“ที่นิวยอร์คไม่มีเลยสินะ” คาเรนกล่าวขึ้นมาลอย ๆ

“เอ นิวยอร์ค? ทำไมรึ?” อลิซสงสัยในสิ่งที่คาเรนกล่าว

“ไม่มีอะไรหรอก แต่ยังไงซะ ตอนดีก ๆ อย่าออกไปใหนนะลิซ ปลอดภัยไว้ก่อน” คาเรนกล่าวเตือน น้ำเสียงห่วงใยไม่แพ้ที่อลิซห่วงเธอ

“คาเรนจะเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้เหรอ?” เธอถามเพราะไม่เข้าใจสิ่งที่คาเรนสนใจอยู่ บางทีเพื่อนของเธออาจจะพยายามทำอะไรซักอย่างในอนาคตที่เป้นเรื่องเสียง อันตรายก็เป็นได้

“บางที น่ะ...นะ” คาเรนตอบช้า ๆ ก่อนยกชามาดื่ม สายตาของเธอมีความกังวลถึงอนาคตของตัวเองอย่างมากทีเดียว

อลิซหลับตาแล้วค่อย ๆ ลุกขึ้น เธอคงทำได้เพียงแค่รับรู้ และให้คำปรึกษาในบางครั้ง เพราะถ้าเป็นสิ่งที่คาเรนตัดสินใจทำ เธอก็คงไม่สามารถเข้าไปห้ามได้เป็นแน่

“จะเที่ยงแล้ว เดี๋ยวทานอะไรด้วยกันนะคาเรน” อลิซกล่าวชวนเพราะนี่เป็นความตั้งใจของเธอที่อยากจะทำอะไรเลี้ยงเพื่อนที่ ไม่ได้เจอกันนานแล้วซักนิด

“อืม” คาเรนยิ้มรับ เพราะเธอเองก็อยากที่จะได้กินข้าวร่วมกับเพื่อน และได้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่เป็นกันเองแบบนี้บ้าง
-----------------------------------

หลังจากคาเรนทานอาหาร และพูดคุยเรื่องต่าง ๆ กับอลิซจนถึงบ่าย เพราะเธอมีเรื่องต่าง ๆ ให้เล่ามากมายเหลือเกิน
คาเรนจึงขอตัวกลับบ้าน เธอออกจากบ้านของอลิซมุ่งตรงไปยังร้านคอมพิวเตอร์ เพื่อซื้อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆเพื่อใช้หาข่าวสารบ้าง เธอเลือกอยู่นานจึงได้โน๊ตบุ๊คกลับบ้าน 1 เครื่อง

ไม่ใช่ว่าคาเรนใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น แต่เวลาอยู่ในสำนักงานเธอใช้แต่เครื่องประจำหน่วยงาน เธอจึงไม่ได้ซื้อเครื่องส่วนตัวเลยตั้งแต่เรียนจบมา เธอหิ้วโน๊ตบุ๊คไปไว้ที่รถพลางคิดว่าคืนนี้คงได้หาข้อมูลกันนานแน่ ๆ

ระหว่างทางเธอจึงแวะซื้อทำอาหารอื่น ๆ เพื่อที่ว่าคืนนี้เธอจะได้ไม่ต้องออกไปทานที่ใหน
คาเรนกลับมาถึงบ้านก็เย็นพอสมควร เธอเอาของต่าง ๆ ไปจัดวางไว้เรียบร้อย แล้วเข้าครัวทำอาหารทันที
เธอก็ยังคงทำสปาร์เก็ตตี้ง่าย ๆ ทานเช่นเคย ทานไปเปิดข่าวดูไป ซึ่งมันก็มีแต่ข่าวเดิม ๆ หากแต่เธอดูไม่เบื่อเหมือนช่วงเช้า นั้นคงเพราะเธออารมณ์ดีขึ้นมากแล้ว
--------------------------

อาหารถูกทานจนหมดและทำความสะอาดในครัวแล้ว เธอจึงอาบน้ำให้ร่างกายสดชื่นขึ้นหลังจากไปตระเวนมาเกือบทั้งวัน
จากนั้นเธอจึงไปจัดการติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ของเจ้าคอมพิวเตอร์ที่เธอซื้อมาเพื่อให้ใช้งานอินเตอร์เน็ตได้
เธอยกมันไปใช้ในห้องนอน ท่าทางของเธอเหมือนจะสนุกกับเจ้าของเล่นชิ้นใหม่นี่น่าดู

เธอค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ที่เธอต้องการ ณ เวลานี้ แม้ว่ามันจะไม่ได้รายละเอียดมากนัก แต่ก็พอที่เธอจะเห็นอะไรแปลก ๆ
เธอนั่งเปิดคลิปวีดิโอภาพข่าวย้อนหลัง อย่างละเอียด

ตามที่อลิซถามเธอ โทรทัศน์นำเสนอข่าวโดยบอกว่า คนร้ายในคดีที่เพนซิลวาเนียเป็นคนโรคจิต
ในส่วยรายละเอียดการเสียชีวิตของฟิลลิปนั้นไม่ได้กล่าวมากนัก และเรื่องการวิสามัญคนร้ายด้วยฝีมือของเธอก็
กล่าวเพียงสั้น ๆ จนคาเรนทึ่งในความสามารถปิดข่าวของ FBI อย่างมาก ไม่สิ บางทีหน่วยงาน หรือ องค์กรที่มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อาจจะใหญ่โตกว่า FBI ก็เป็นได้ แต่เธอไม่อยากคาดเดาอะไรมากให้เปลืองหัวสมอง เพราะเรื่องของเธอจะว่าจบลงไปแล้วก็ได้ เธอหันมาสนใจในเรื่องของพวก ‘มัน’ ที่ยังมีหลงเหลืออยู่

เธอนั่งหาข่าวและภาพข่าวต่าง ๆ จนได้รายละเอียดพอสมควรทีเดียว
“....เหตุการณ์แรกเกิดเมื่อวันที่ 18 ตุลา งั้นรึ” คาเรนพึมพำออกมาเบา ๆ
ช่วงเวลาของเหตุการณ์แรกที่วอชิงตันดีซี กับ ที่เพนซิลวาเนีย ไล่เลี่ยกันมาก แทบจะห่างกันแค่หลักชั่วโมง
เพียงแต่ในเพนซิลวาเนียร์นั้นเกิดในพื้นที่อุทยานจึงไม่มีมนุษย์เสียชีวิต มีเพียงสัตว์ป่าเท่านั้น

คาเรนยังคงไล่ดูคลิปข่าวต่อไปเรื่อย ๆ
ครั้งที่สองเป็นนักกีฬา เป็นนักวิ่งซึ่งเสียชีวิตในช่วงเช้า
“เสียชีวิตในเมือง....” คาเรนหรี่ตาพลางเอามือลูบปอยผมของเธอ สีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก

‘ในเมืองที่ผู้คนพลุกพล่าน แม้จะบอกว่ามันเป็นตอนเช้าที่คนไม่มากนัก หากแต่ที่เกิดเหตุเป็นสวนสาธารณะ คนก็ไม่น่าจะน้อยมากไป แถมยังเกิดในพื้นที่ ๆ น่าจะมีการตรวจสอบแน่นหนาซะด้วย หมายความว่า เจ้านั้นมันว่องไวมาก อาจจะไวกว่าเจ้าตัวที่เราเคยเจออีก’

คาเรนคิดในใจเรื่อย ๆ

เธอค่อย ๆนั่งดูเคสที่สามและสี่ ซึ่งเกิดไล่เลี่ยกัน เธอหยิบเอาคุกกี้ที่อลิซทำเผื่อไว้มาเคี้ยวไปดูข้อมูลไป

‘อืม เจ้าหน้าที่ของ FBI ทั้งคู่เลยแฮะ แสดงว่า FBI รู้ตัวบ้างแล้ว ถึงได้มีการตั้งหน่วยไล่ล่า แต่ดันเสียท่าไปซะก่อน’

เธอกลิ้งไปมาบนเตียง พลางคิดทบทวนเหตุการณ์ต่าง ๆ อีกครั้ง

จู่ ๆ เธอก็ลุกขึ้นอย่างกระทันหัน ราวกับว่านึกอะไรบางอย่างได้
เธอนั่งหาข้อมูลต่อทันที

เหตุการณ์เกี่ยวกับเจ้านั่นในนิวยอร์ค เธอใช้เวลาหาอยู่นาน สิ่งที่ได้มีเพียงภาพถ่ายที่ไม่ชัดเจนของสิ่งมีชีวิตประหลาดที่โผล่ในยาม ราตรี ซึ่งทางรัฐในข่าวกับประชาชนว่า เป็นลิงกอริล่าที่หนีออกมาจากสวนสัตว์

“มีคนเชื่อด้วยรึเนี้ย...” คาเรนบ่นต่อการให้ข่าวของทางรัฐ

หากแต่เธออ่านความเห็นข่าวในเว็บต่าง ๆ เธอถึงกับทำหน้าเซ็ง ๆ
“เอ ประชาชนเชื่อจริง ๆ แฮะ” เธอพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มแหย ๆ

เธอพยายามไล่ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 18 ตุลา จนกระทั้งถึงวันที่ 25 พฤศจิกา ซึ่งก็คือวันที่เธอนั่งหาข้อมูลนี่เอง
“ไม่มีผู้เสียชีวิตเลย” คาเรนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

หมายความว่ายังไง?

ไอ้ตัวประหลาดที่ไล่ฆ่าคน ฆ่าสัตว์ อยู่ในเมืองแท้ ๆ
หากแต่ไม่มีสัตว์ หรือ มนุษย์เสียชีวิตแบบประหลาด ๆ เลยแม้แต่นิดเดียว
มันทำให้เธองงต่อเหตุการณ์มากขึ้น จะบอกว่าเจ้าตัวที่อยู่ในนิวยอร์คนี่มีคนจัดการไปแล้วยังงั้นรึ
รึใครจะมาบอกว่า ไอ้ตัวที่อยู่ในนิวยอร์คนี่เป็นพวกรักสงบ เธอคงไม่ค่อยอยากเชื่อซักเท่าไหร่
เธอนั่ง ๆ นอน ๆ หาข้อมูลต่อไปเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่อาจะตอบข้อสงสัยเธอได้มากนัก

คาเรนเอามือลูบปอยผมเธออีกครั้ง
เวลาเธอเธอคิดมาก หรือจะตัดสินใจอะไร เธอมักจะทำเช่นนี้เสมอจนติดเป็นนิสัยไปแล้ว

‘รึจะตอบตกลงทาง FBI ไปดีหว่า?’ เธอคิดถึงข้อตกลงที่ทาง FBI เสนอมา

เธอลุกขึ้นมาเกาหัวตัวเอง ก่อนที่จะเดินไปยังตู้เสื้อผ้าของเธอ

สิ่งที่อยู่ในตู้นอกจากเสื้อผ้าของเธอแล้ว ยังมีตู้เหล็กใบหนึ่งซึ่งเป็นตู้นิรภัย
เธอนั่งกดรหัสเพื่อเปิดตู้ออกมา ของภายในไม่มีอะไร นอกจากกล้องไม้มะค่าสีดำกล่องหนึ่ง ขนาดของมันใหญ่พอดูทีเดียว

เธออุ้มมันออกมา วางไว้ที่เตียงของเธอ จากนั้นเธอเดินไปที่กระเป๋าของเธอ หยิบจี้ห้อยคออออกมา จี้รูปดาวซึ่งสามารถเปิดภายในได้ ในจี้มีกุญแจอันเล็ก ๆ เธอนำมันมาไขแม่กุญแจที่ล็อคกล่องไม้มะค่าออก

“นี่ต้องงัดมันเอามาใช้จริง ๆ รึนี่เรา” เธอบ่นพึมพำแล้วเปิดกล่องขึ้น

สิ่งที่อยู่ในกล่องเป็นปืนสองกระบอก กระบอกหนึ่งมีสีแดงเลือดหมู อีกกระบอกมีสีดำสนิท ทั้งสองกระบอกมีปากกระบอกแบบคู่แนวตั้ง และมีอัญมณีที่ส่องประกายสีรุ่งติดไว้เหนือด้ามปืน ดู ๆ ไปมันคล้ายปืนเด็กเล่น

คาเรนหยิบมันออกมาจากกล่อง สภาพของมันยังดูเหมือนของใหม่ หากแต่มันอยู่ในกล่องนี้มานานหลายสิบปีแล้วก็ว่าได้
เธอลองเปิดส่วนของรังเพลิงออกมาดูความเรียบร้อย หากแต่เจ้าปืนสองกระบอกนี้กลับไม่มีส่วนที่ให้ใส่กระสุนเลย ภายในรังเพลิงเหมือนแค่เป็นส่วนว่าง ๆ เพื่อให้อะไรบางอย่างที่ไม่ใช่กระสุนปืนอยู่

“อืม สภาพดีอยู่แฮะ” คาเรนที่ตรวจดูปืนทั้งสองกระบอกแล้วเอ่ยขึ้น

เธอเก็บมันเข้ากล่องตามเดิม หากแต่เธอไม่ได้ล็อคกุญแจกล่องแล้ว เธอเดินไปปิดตู้นิรภัย และตู้เสื้อผ้า
จากนั้นเธอถือกล่องลงไปที่ชั้นล่างของบ้านเธอเอง

ที่ห้องครัว เธอเดินไปตรงพื้นใกล้ ๆ ตู้เย็นมีลักษณะเป็นเหมือนบานพับ เธอเปิดมันขึ้นมา ปรากฏทางเดินลงไปยังใต้ดินได้
เธอหยิบไฟฉายมาส่องแล้วค่อย ๆ ลงไปตามบันไดอย่างช้า ๆ

แม้ว่าห้องใต้ดินนี้จะถูกปิดมานานหลายปีแล้ว แต่มันก็ยังดูไม่ได้โทรมมากนัก
คาเรนเดินไปเปิดสวิตซ์ไฟห้องใต้ดิน ที่ติดไว้ที่พนังห้อง ดวงไฟค่อย ๆ สว่างขึ้น แต่มันก็ไม่ได้สว่างอย่างที่ควรจะเป็น
คงเพราะหลอดไฟเก่ามากแล้ว

ในห้องใต้ดิน ที่ไฟเปิดแล้วนั้นมันคือ ห้องซ้อมยิงปืนนั่นเอง มีข้าวของวางอยู่บ้างพอควรคงเพราะป้าของเธอก่อนที่จะเสียได้เอาห้องนี้มาใช้ เก็บของต่าง ๆ ที่รก ๆ จากชั้นบน

คาเรนไปยังสวิตซ์ควบคุมเป้ายิง เธอลองกดแล้วดูการเคลื่อนไหวของมันหลังการกด เป้าเคลื่อนตัวไปมาได้ค่อนข้างราบรื่น แม้จะมีบางตัวที่เหมือนจะติดขัดบ้าง

“ท่าจะต้องซื้อน้ำมันมาหยอดซักหน่อยแฮะ” คาเรนบ่นขึ้น

เธอค่อย ๆ ควบคุมเป้าต่าง ๆ ให้กลับเข้าที่ ยกเว้นตัวนึง เธอขยับมันออกไปจากจุดยิงประมาณ 20 เมตรเศษ ๆ
เธอเปิดกระเป๋าที่ใส่ปืน คาเรนหยิบทั้งสองกระบอกออกมาแล้วจึงเดินไปยังจุดยิงปืน

เธอเล็งอยู่ครู่หนึ่ง

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

ทั้งหมด 6 นัดที่เธอยิงมันออกไป ทั้ง ๆ ที่ไม่มีกระสุนปืน ไม่มีเศษปลอกกระสุน หรือสิ่งอื่นใดที่เป็นวัตถุว่าเป็นกระสุนเลย
แต่เป้าก็ยังทะลุออกไปอย่างเห็นได้ชัดเจน

เธอเดินไปกดสวิตซ์ควบคุมเป้าให้ขยับเข้ามาหาเธอ
รอยกระสุนที่ปรากฏที่เป้าทั้งหมด มีเพียงแค่จุดเดียว คือกึ่งกลางส่วนหัวของเป้า รูของมันมีขนาดใหญ่ซึ่งเป็นลักษณะของการถูกกระหน่ำยิงไปที่จุดเดียว

“ยังใช้ได้ดีแฮะ” คาเรนกล่าวพลาง เอามือลูบปืนทั้ง 2 กระบอกช้า ๆ

“กาลิอ้อน เบลิอ้อน ชั้นต้องพึ่งพวกเจ้าอีกครั้งแล้วนะ” คาเรนกล่าวขึ้นมาในระหว่างที่ลูบปืนทั้ง 2 กระบอกแล้วเก็บมันเข้ากระเป๋าตามเดิม

เธอหันไปสำรวจความเรียบร้อยภายในห้องก่อนเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงเบื่อ ๆ
“นี่ต้องทำความสะอาดกันพอดูเลยนะเนี่ย”
หลังจากนั้นเธอเดินไปปิดไฟห้องใต้ดิน แล้วเดินกลับขึ้นไปยังห้องนอน

หลังจากนั้นเธอเดินไปยังหน้าต่างห้องนอน มองไปยังเมืองที่เธออาศัยอยู่
แสงไฟยามราตรีทำให้ทั้งเมืองส่องสว่างอยู่ ผนวกกับในคืนนี้ท้องฟ้าเปิด เผยให้เห็นดาวเต็มท้องฟ้าไปหมด
สีหน้าของเธอดูเป็นกังวล กับเส้นทางที่เธอต้องเลือกเดิน

เธอเดินกลับไปปิดคอมพิวเตอร์ที่เปิดทิ้งไว้ และเก็บของกินที่วางไว้ข้าง ๆ คอมพิวเตอร์ไปไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง
แล้วจัดที่นอนเพื่อเตรียมเข้านอน ก่อนเอานิ้วมาขยี้ตานิดหน่อย แล้วพูดขึ้นอย่างเรียบ ๆ

“ราตรีสวัสดิ์นะ มิคาเอล”

หลังจากปิดไฟ ทุกอย่างเข้าสู่ความมืดมิด เสียงภายในบ้านเธอเงียบสงบ หากแต่เสียงภายนอกยังคงอึกทึก ซึ่งคาเรนก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติของเมืองใหญ่

‘มันไม่ได้มีอะไรแปลกประหลาดหรอก’

เธอคิดก่อนที่จะหลับตาลงนอน..............

--------------------------------------Next to Chapter 4




 

Create Date : 24 มกราคม 2553    
Last Update : 24 มกราคม 2553 9:45:39 น.
Counter : 679 Pageviews.  

Nephilim's tale ตอนที่ 3

Back to Chapter 1

Back to Chapter 2

----------------------------------
Chapter3

แสงอาทิตย์ในยามบ่ายมันช่างร้อนแรงมาก ๆ แม้แต่ในที่ร่มก็ยังมีไอแดดจนอากาศร้อนอบอ้าว
อนาคิมเอาถาดสำหรับใส่อาหารขึ้นมาโบกไปมาเพื่อสร้างลม ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เธอกำลังพัดให้เรโนอาที่นอน
ฟุ้บอยู่บนโต๊ะ

จริง ๆ เวลานี้เป็นเวลาที่อาจารย์มีอาน่าเลิกสอนแล้ว ทุกคนล้วนกลับบ้านไปจนหมด แต่เพราะความร้อน
ทำให้เรโนอาไม่อยากออกไปเผชิญแสงแดดภายนอก เดี๋ยวเธอจะได้เป็นลมซะอีกรอบ

“ร้อนจริง ๆ ไอ้ ‘วันนี้ของปี’ นี่มันร้อนอะไรเช่นนี้”
เรโนอาโอดครวญ โดยมีอนาคิมโบกถาดใส่อาหารสร้างลมให้อย่างต่อเนื่อง

‘วันนี้ของปี’ กล่าวกันว่าเป็นวันที่พระอาทิตย์เข้ามาใกล้คานานมากกว่าวันอื่น จึงทำให้อากาศในวันนี้ร้อนมากกว่าปกติ ไม่มีใครบอกได้ว่าเพราะสาเหตุใด หากแต่หลายคนจะยึดเอาวันนี้เป็นวันสิ้นสุดของรอบ 6 เดือน ความร้อนของ ‘วันนี้ของปี’ นั้นค่อนข้างร้อนมากจริง ๆ เพราะแม้แต่อาจารน์มีอาน่าผู้ซึ่งเป็นเอล์ฟเผ่าน้ำที่สามารถสร้างอากาศเย็น รอบ ๆ ตัวได้ ยังแสดงอาการอ่อนเพลียออกมากจนเธอเลิกชั้นเรียนไวกว่าปกติ

หากแต่อนาคิมกลับไม่ค่อยรู้สึกว่ามันร้อนซักเท่าไหร่ เธอรู้สึกว่าอุณหภูมิเวลาอยู่หน้าเตาหลอม หรือตอนเธอช่วยพ่อตีโลหะ มันยังร้อนซะยิ่งกว่า แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกแปลกอะไรที่ใคร ๆ จะร้อนเพราะคนอื่นนั้นไม่ได้เหมือนเธอ

“เน่~~ อนาคิม เจ้าไม่ร้อนบ้างเลยเหรอ” เรโนอาถามลากเสียงแบบคนหมดแรง

“ไม่เลย ข้ารู้สึกว่าที่โรงหลอมข้าร้อนกว่าอีกนะ” อนาคิมตอบอย่างเรียบเฉย

“ข้าล่ะอิจฉาความอึดของเจ้าจริง ๆ แบบนี้ตอนเข้าวังไปไม่ว่าจะถูกโยนไปอยู่ตำแหน่งที่อยู่ท้ายครัวขนาดใหน
เจ้าก็แทบจะไม่มีปัญหาเลยล่ะมั้งนี่” เรโนอาตะแคงหัวพูด

อนาคิมกระพริบตาปริบๆ เธอเอียงหัวไปมาช้า ๆ
“นี่เราเรียนอะไร ๆ มากมายเพื่อไปเป็นคนครัวรึ?” อนาคิมถามเรโนอา

เรโนอาทำหน้าเบ้ ใส่อนาคิมทันที
“เห เจ้านี่ วิชาที่เราร่ำเรียนกันมันก็มีเกี่ยวกับห้องครัวนะ ถ้าชำนาญเรื่องในครัวก็อยู่ในครัวล่ะ แต่ถ้าเก่งอย่างอื่น
ก็คงได้อยู่ในตำหนักอื่น ทำงานแบบอื่นนั่นล่ะ” เรโนอาตอบ ทีท่าเธอเหมือนอยากจะตวาดใส่อนาคิม
ทว่าเธอได้แต่พูดเสียงเหมือนคนหมดแรงเท่านั้น

“ยังงั้นรึ...” อนาคิมตอบรับด้วยสีหน้าที่หวั่นวิตก เธอกลัวว่าที่ ๆ เธอจะไปอยู่มันจะมีอะไรยุ่งยากมาก
เรโนอามองอนาคิมที่มีสีหน้าวิตกด้วยความห่วงใย

“ถ้าเจ้าคาดหวังว่าจะพบท่านแม่ทัพ ข้าคิดว่ามันไม่ได้ไร้ความหวังซะทีเดียวหรอกนะ” เรโนอากล่าวพร้อมรอยยิ้ม

หากแต่เนื้อความเหมือนแหย่อนาคิมนิด ๆ ซึ่งอนาคิมเองก็หน้าแดงจนเห็นได้ชัด ความจริงแล้วเธอไม่ได้คาดฝันให้เรื่องของเธอและแม่ทัพไปไกลมากนัก เธอคิดอยู่เสมอว่าการที่แม่ทัพซื้อชุดนั้นให้ เพียงเพราะต้องการชดเชยชุดเก่าที่โดนเพื่อนของเขาทำขาดก็เท่านั้น

แต่เธอก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า ลึกๆในใจของเธอนั้น คาดหวังว่าจะได้พบท่านแม่ทัพอีกซักครั้ง เรโนอายังคงมองอนาคิมที่เหม่อลอยมองไปทางปราสาทเฟรโดน่า

แม่ลิงสาวเป็นเอามากเลยแฮะ

เรโนอาคิดพลางถอนหายใจให้กับอาการของเพื่อนสาว
อนาคิมพัดให้เรโนอาจนตะวันเริ่มลดแสงลง เธอจึงได้แบกเรโนอาไปส่งที่บ้าน
--------------------------

ด้านนอกเขตพระราชฐานปราสาทเฟรโดน่า ภายในศาลาที่พักซึ่งเหล่าทหารที่ทำการฝึกซ้อมได้แยกย้ายไปพักผ่อนกันหมดแล้วนั้น

ชไนเดอร์ เลออส และเซคิน่า ยังคงปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียดเกี่ยวกับข้อมูลที่เซคิน่าไปสืบมาได้

ชไนเดอร์นั่งกอดอกมองแผนที่ซึ่งมีสัญลักษณ์กากบาทไว้ตามจุดต่าง ๆ แววตาของเขาดูเป็นกังวลอย่างมาก
ในขณะที่เลออสนั้นเองก็มองแผนที่ดังกล่าวไม่วางตา พลางเอามือลูบคางตัวเองอยู่เนือง ๆ ด้วยความกังวลไม่แพ้กัน

มีเพียงความเงียบ ไม่มีใครพูดสิ่งใดออกมาล้วนแต่จับจ้องที่แผนที่ดังกล่าว
เซคิน่า มองเลออสและชไนเดอร์ ก่อนที่จะเอานิ้วที่เรียวยาวของเธอ ชี้จากจุดๆ หนึ่งในแผนที่
แล้วค่อย ๆ ลากเรื่อย ๆ จนมาถึงจุดในเมือง ทั้งเลออส และชไนเดอร์จับจ้องที่ปลายนิ้วของเธอ ว่าเธอต้องการบอกสิ่งใดแน่

“จริง ๆ แล้ว....” เธอหยุดคำ พลางหลับตา แล้วเอามือทั้งสองกอดอกตัวเอง

เธอหยุดเงียบไปชั่วครู่ แล้วลืมตากล่าวขึ้น
“ข้าว่าเนื้อย่างที่ร้านคุณโอโบล่าอร่อยมาก ๆ เลยล่ะ” เชคิน่ากล่าวด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่จริงจัง

ทำเอาสองหนุ่มที่ใจจดใจจ่อรอฟังที่เซคิน่าจะกล่าวถึงกับเหงื่อตก
ทั้งสองจ้องเขม็งไปที่เซคิน่า สีหน้าจริงจัง ดูเครียดมาก ๆ จนเซคิน่ารู้สึกกลัว

ที่ข้าทำนี่ไม่ขำเลยรึ? เธอคิดในใจ

เลออสถอนหายใจเฮือกใหญ่ เอามือจับที่หัวตัวเองแล้วส่ายหน้า จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองเซคิน่า

“อ่อนหัดนักเซคิน่า มันต้องไก่ย่างของคุณเดนิมสิถึงจะดูเข้าท่ากว่า ทั้งปริมาณ รสชาด และที่สำคัญบรรยากาศด้วย” เลออสกล่าวพร้อมฉีกยิ้ม น้ำเสียงของเขาจริงจังมาก ๆ

ชไนเดอร์คลายมือที่กอดอกออก เขาก้มหน้ามองที่แผนที่มือทั้งสองยันไว้ที่ต้นขาทั้งสองข้าง
เขาเงยหน้าขึ้นสายตาจดจ้องเลออสและเซคิน่า

“แต่ข้าว่า สเต็ก ที่ร้านคุณโยวน่าต่างหากที่ดีกว่า ที่นั่นมีเบียร์รสเลิศด้วยนะ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังไม่แพ้เลออส
ชไนเดอร์และเลออสหันมาจ้องกันตาไม่กระพริบ ทั้งคู่แทบจะประจันหน้ากันเหมือนจะมีเรื่อง

“ข้าไม่คิดว่าเราทั้งสองต้องมาแตกกันด้วยเรื่องเช่นนี้เลยนะชไนเดอร์” เลออสกล่าว

“หึ ข้าก็ไม่คิดว่าเจ้าจะมีรสนิยมชอบกินแต่ไก่ย่างนะเลออส”ชไนเดอร์ตอบกลับ

เซคิน่าได้แต่ทำหน้างง ก่อนจะเอ่ยขึ้นมา

“ขณะนี้มุมเหลือง และ มุมแดงกำลังจะเตรียมเข้าประหัตประหารกัน ขอท่านผู้ชมทุกท่านอย่าได้กระพริบตาเชียว”

“แล้วมันเพราะเจ้าไม่ใช่รึเจ้ามุมน้ำเงิน!!!!”
สองหนุ่มหันกลับไปตวาดใส่เซคิน่าที่ทำท่าทำทางสนุกสนานกับเหตุการณ์ตรงหน้า

ชไนเดอร์ส่ายหัวนิดหน่อย แล้วนั่งลง
“ข้าว่าถ้าเราคุยกันต่อเรื่องเจ้าสิ่งที่ปรากฏในดินแดนเรานี่ คงได้ถกเครียกกันจนถึงรุ่งสางเป็นแน่”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายต่อข้อมูลที่ได้รับรู้มาจากเซคิน่า

“ก็อย่างว่าล่ะ ฉะนั้นพวกเราไปหาอะไรกินกันเถอะ” เซคิน่าพากลับมาที่เรื่องของกิน

เลออสมองหน้าเซคิน่าด้วยสีหน้าเอือมระอา ก่อนจะกล่าวขึ้น
“เจ้านี่ไปตายอดตายอยาก จากที่ใหนมาเซคิน่า”

ทันทีที่เลออสพูดจบ เซคิน่าลุกพรวดขึ้นมาทันที เธอเดินไปยืนข้าง ๆ เลออส แล้วเอามือทั้งสองข้างจับบ่าของเลออสไว้

“หืม??” เลออสงงต่อกิริยาของเซคิน่า

เซคิน่าค่อย ๆ ก้มลงมามองเลออส ใบหน้าที่ย้อนแสงมันทำให้ดูมืดมน ตัดกับแววตาที่ส่องประกายสีน้ำเงินเข้ม

“ใช่ซี้... ข้ามันตายอดตายอยากนี่” เธอพูดพร้อม ๆ กับบีบไหล่เลออส สีหน้าของเธอเหมือนเก็บกดอะไรบางสิ่ง

“เจ้ารู้มั้ย ว่าจากชายแดนเฟรโดน่าข้าต้องเจออะไรบ้าง” เธอบีบไหล่ของเลออสแรงขึ้นไปอีก
“เจ้ารู้ม้าย~~~~~~!!!” เธอตะโกนใส่เลออสพลางเขย่าตัวเขาอย่างรุนแรงนับครั้งไม่ถ้วน

จนเลออสนั้นแทบจะลงไปนอนกองกับพื้นด้วยความมึนงง แม้กระนั้นเซคิน่าก็ยังเขย่าอยู่อย่างนั้น จากความคับแค้นใจ เป็นความสนุกสนานที่ได้แกล้งท่านรองแม่ทัพเกราะแดงผู้เก่งกาจ

ชไนเดอร์ที่เห็นภาพดังกล่าวก็อดขำไม่ได้ เขาคิดว่าบางทีเรื่องเครียดนี้ควรจะพักไว้ก่อน แล้วพาเซคิน่าไปจัดการเรื่องอาหารซะให้เรียบร้อย เผื่อการประชุมครั้งหน้าจะได้ไม่มีเรื่องมุกตลกของกินมาขั้นเช่นนี้

“เจ้าอยากทานอะไรก็บอกมาละกัน พวกข้าน่ะยังไงก็ได้” ชไนเดอร์กล่าวต่อเซคิน่า ซึ่งเมื่อเซคิน่าที่ได้ยินเช่นนั้นก็หันมายิ้มทันที
---------------------------------

ในช่วงเย็น อุณหภูมิเริ่มลดต่ำลง อากาศเริ่มหนาวเย็น

หากแต่ดูท่าทางอุณหภูมิที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่อาจจะทำอะไรอนาคิมได้เลย เธอใส่เสื้อแขนกุด กระโปร่งสั้น ในมือถือหอกออกซ้อมการต่อสู้อยู่บริเวณหลังบ้านของเธอเอง

ซึ่งเธอได้สร้างสิ่งที่ใช้ในการฝึกซ้อมตั้งแต่หุ่นไว้ซ้อม และท่อนไม่ฝึกการเคลื่นไหว เธอกวัดแกว่งหอกที่ทำจากโลหะ ได้รวดเร็วคล่องแคล้วราวกับว่าเจ้าหอกนี้เบาดุจปุยนุ่น นี่เป็นผลจากที่เธอฝึกซ้อมเป็นประจำทุกวัน

แม้ว่าในช่วงเกือบ 1 เดือนมานี่เธอเข้าเรียนวิชาเกี่ยวกับระเบียบมารยาทในวังมาตลอด แต่เธอก็ใช้เวลาในช่วงเย็นใกล้ค่ำในการฝึกวิชาการต่อสู้แทน

ฉึก!!!

อนาคิมใช้หอกพุ่งเสียบท่อนไม้ขนาดใหญ่อย่างแรง เธอหมุนมือข้างที่จับหอกเข้าเสียบท่อนไม้ มืออีกข้างกางฝ่ามือออกแล้วสัมผัสที่ช่วงกึ่งกลางของหอก เธอดันมือที่จับหอกไว้ ทันใดนั้นท่อนไม้ขนาดใหญ่ก็มีรอยปริแตกออก

ตูม!!!

ท่อนไม้แตกหักออกเป็นสองซีกทันที มีเศษไม้กระเด็นออกมาบ้างนิดหน่อย แต่อนาคิมก็กระโดดหลบได้หมด
เธอเดินไปดู พลางสำรวจท่อนไม้ที่แตกเป็นสองซีกพลางคิดในใจ

ความรุนแรงคงใช้ได้แล้วล่ะมั้ง

“แต่ยังไม่ไวพอที่จะพุ่งเข้าเสียบเป้าหมายที่ว่องไวได้หรอกนะ”
อนาคิมตกใจหันไปยังต้นเสียงทันที ครูทัสนั่นเอง เขาค่อย ๆ เดินมาหาอนาคิม

“ต่อให้มีพลังทำลายสูงขนาดใหน แต่ถ้าไม่โดนเป้าหมาย มันก็ไร้ประโยชน์ และยิ่งถ้าไม่สามารถใช้อาวุธที่มีป้องกันการโจมตีสวนกลับได้ มันอาจจะทำให้เจ้าต้องพบจุดจบก็ได้” ครูทัสอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ

อนาคิมเงยหน้าขึ้นมองครูทัส ด้วยสีหน้าแปลกใจ

“ท่านพ่อ?” น้ำเสียงของเธอฟังดูสงสัยต่อกิริยาที่ครูทัสแสดง เพราะตลอดเวลาครูทัสไม่เคยแนะนำเธอเรื่องการต่อสู้เลย มีแต่เธอที่อาศัยครูพักลักจำวิชาของคนอื่น ๆ มาแล้วประยุกต์เป็นของตัวเอง การที่ครูทัสมาแนะนำอะไรเช่นนี้จึงเป็นเรื่องน่าแปลกประหลาดอย่างยิ่ง

“ท่านพ่อ ดื่มเหล้ามากไปรึเปล่าน่ะ” อนาคิมพูดด้วยสีหน้าสงสัย

“นี่ข้าพูดอะไรเป็นการเป็นงานได้เพราะดื่มเหล้าเรอะเจ้าลูกคนนี้” ครูทัสตอบด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนิด ๆ

อนาคิมทำตาปริบ ๆ เธอเอานิ้วชี้เขี่ยแก้มตัวเองนิดหน่อย
“ก็ท่านพ่อไม่เคยสอนข้าเลยนี่นา” เธอตอบด้วยน้ำเสียงแปลกใจอยู่ดี

“ก็ข้ากำลังแนะนำเจ้าอยู่นี่ไง” ครูทัสตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“งื่อ~~~” อนาคิมครางขึ้น ก่อนที่จะโดนครูทัสเขกหัวเข้าให้

“เอาอีกแล้วไอ้ลูกคนนี้ มา งื่อ ง่า อะไร” ครูทัสดุอนาคิมเข้าให้

เขาถอนหายใจเล็กน้อยแล้วลูบหัวของอนาคิมด้วยความอ่อนโยน
“ข้าก็แค่คิดว่า การปล่อยให้เจ้าเดินไปยังเส้นทางที่เจ้าใฝ่ฝันเพียงลำพัง มันคงไม่ดีแน่ ๆ แม้ข้าเองไม่อยากขขัดใจเคย์ซ่านัก แต่ข้าก็ว่าการสอนให้เจ้ารู้จักสิ่งต่าง ๆ ที่เจ้าชอบบ้างก็ไม่เสียหายอะไร”

เขาพูดพร้อมกับนั่งลงที่ตอไม้ใหญ่ ใกล้ ๆ ที่อนาคิมซ้อมอยู่
“แต่กระนั้น แม้ข้าจะมาให้คำแนะนำเจ้า แต่ข้าไม่คิดว่าเคย์ซ่าจะหันมาเห็นด้วยกับข้าหรอกนะ” ครูทัสกล่าวโดยมองอนาคิมด้วยสายตาที่อ่อนโยน

อนาคิมปักหอกลงที่พื้น เธอดูเหมือนมีเรื่องทุกข์ใจที่เธอไม่ค่อยอยากพูดเท่าไหร่
“ก็ท่านแม่อยากให้ข้าเป็นกุลสตรี สมเป็นผู้หญิงมาก ๆ เลยนี่นา บางทีข้าก็ไม่เข้าใจว่าการที่ข้าชอบเรื่องต่อสู้อะไรแบบนี้ มันไม่ดียังไง” อนาคิมพ้อผู้เป็นมารดา

“เจ้าผิดแล้วล่ะ อนาคิม” ครูทัสตอบอนาคิมด้วยน้ำเสียงที่จริงจังมากขึ้น

อนาคิมไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่ครูทัสเอ่ยขึ้น เธอผิด ผิดอย่างไรงั้นรึ???

สีหน้าของครูทัสดูแล้วเศร้าลงเล็กน้อย เขามองที่อนาคิมอย่างไม่วางตา
“เคย์ซ่า ไม่เคยสนใจว่าเจ้าจะเป็นกุลสตรีที่งดงามหรือไม่ นางไม่เคยสนใจว่าเจ้าจะกระโดกกระเดก
แล้วเอาแต่ล่าสัตว์ นางไม่เคยเรียกร้องให้เจ้าต้องไปทำงานในวัง ไม่ได้คาดหวังแม้แต่ว่าเจ้าจะมีชายที่มีศักดิ์มีตระกูลมาหลงไหล นางกลับพอใจที่เจ้า ยังคงเป็นเจ้า หากแต่นางไม่พอใจที่เจ้ากำลังไปในเส้นทางซึ่งอาจจะต้องพลัดพรากจากนางต่าง หาก”

ครูทัสอธิบายความรู้สึกของเคย์ซ่าราวกับว่าเขาเก็บงำมันไว้อย่างยาวนาน
“หนทางที่เจ้าชอบนั้น มันไม่ต่างจากฐานะนักรบเลย มันเต็มไปด้วยอันตรายและพร้อมที่จะชิงชีวิตเจ้าไปเสมอ
นั้นล่ะสิ่งที่นางทำใจไม่ได้ เลยกกลายเป็นว่านางพยายามเข้มงวดให้เจ้าเป็นกุลสตรีให้มากที่สุด เพื่อที่เจ้าจะได้ไม่ต้องเลือกเดินในเส้นทางของนักรบ”

อนาคิมได้แต่ฟังนิ่งเงียบ ด้วยตัวเธอไม่เคยคิดในเรื่องที่ครูทัสเล่าเลยซักนิด เธอคิดเพียงแค่เธอชอบ และเธอไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนเท่านั้นเอง

ครูทัสถอนหายใจออกมา สีหน้าของเขาเหมือนจะต้องพูดอะไรบางอย่างที่เขาเองก็ไม่ค่อยอยากพูดนัก

“อนาคิม เจ้าก็รู้ ว่าเจ้าน่ะไม่เหมือนพวกข้า” อนาคิมก้มหน้ายืนฟังเงียบ ๆ

“เจ้ามีหลาย ๆ สิ่งที่แตกต่างจากพวกข้า เจ้ารู้ดี บ่อยครั้งเจ้าจึงเลือกที่จะปลีกตัวไปจากคนอื่น ๆ และอยู่เพียงลำพัง แต่กระนั้นไม่ว่าจะยังไงทั้งข้าและเคย์ซ่า ก็ไม่เคยนึกรังเกียจเจ้า พวกข้ายังคงรักเจ้าและมองเจ้าเฉกเช่นวันที่พวกข้าพบเจ้าครั้งแรก” ครูทัสกล่าวด้วยสีหน้าที่ดูเศร้าสร้อย

“ข้า...” อนาคิมค้างคำไว้ เธอพูดอะไรไม่ออก เธอไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อไปดี


ครูทัสลุกขึ้นเดินไปหาอนาคิมที่ยืนตัวสั่นเทิ้ม ท่าทางของอนาคิมพร้อมที่จะร้องไห้ออกมา
“ข้าคงไม่ฉุดรั้งเจ้าไว้ หากสิ่งที่เจ้าเลือก เป็นสิ่งที่เจ้าคิดว่าดีแล้ว ข้าเพียงแค่อยากให้เจ้าเข้าใจในตัวเคย์ซ่าให้มากขึ้นก็เท่านั้น”
ครูทัสสวมกอดลูกสาวไว้แน่น พลางลูบหัวไปด้วย
“ท่านพ่อ...” อนาคิมไม่สามารถกล่าวสิ่งใดได้ น้ำตาอาบไหลอาบแก้มทั้ง 2 ของเธอ

ในเงามืดใต้ต้นไม้ใหญ่ ไม่ไกลจากคนทั้งสองนัก เคย์ซ่ายืนฟังอยู่เงียบ ๆ
บนใบหน้ามีน้ำตาไหลออกมา หากแต่เธอไม่ได้ร้องจนมีเสียงให้ผู้ใดได้ยิน เธอเองก็รู้ดีว่าอนาคิมนั้นชอบสิ่งใด แต่อย่างที่ครูทัสกล่าว เธอกลัวที่จะต้องเสียลูกสาวคนนี้ไป เธอได้แต่เช็ดน้ำตา และยิ้มออกไป

เธอเดินออกจากใต้ต้นไม้ แล้วเดินไปหาทั้งสองคนพร้อมตะโกนออกไป
“เอ้า สองพ่อลูกทำอะไรกันอยู่ อาหารจะเย็นหมดแล้วนะ”

ครูทัสและอนาคิมหันไปมองเคย์ซ่าที่ยืนทำหน้าไม่ค่อยพอใจที่ทั้งสองไม่มาทานข้าวซักทีอยู่
ครูทัสยิ้มที่มุมปากเอามือกดหัวอนาคิม
“ไปกินข้าวกันได้แล้วไอ้ลูกลิงเอ้ย ก่อนที่เจ้าจะโดนเคย์ซ่ากินเอา”

“งื่อ~~~” อนาคิมครางออกมา เธอเช็ดน้ำตาที่แก้มทั้งสอง

“ถ้าเจ้าไม่เลิกครางแบบนี้ ข้าจะหาอะไรมาปิดปากเจ้าไว้” ครูทัสบ่นพลางช่วยเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของอนาคิม

“ท่านพ่ออ่า” อนาคิมค้อนนิดหน่อย น้ำตาบนใบหน้าเธอแห้งแล้ว เหลือไว้เพียงขอบตาที่ยังแดงอยู่ แต่เธอคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะเธอมีข้อแก้ตัวร้อยแปดที่จะอธิบายว่าทำไมดวงตาของเธอถึงได้แดง
ทั้งสองเดินไปหาเคย์ซ่าและพอกันเข้าบ้านไป
-------------------------------------------------

ในเมืองเฟรโดน่า ร้านอาหารยามค่ำคืนมีหลายร้านที่สนุกสนานเฮฮา เพราะเฟรโดน่าเป็นเมืองการค้าที่ผู้คนคับคั่งอยู่แล้วร้านเนื้อย่างแห่งนี้ ก็เช่นกัน ผู้มากมายหลายเผ่าก็มาแวะลิ้มลองเนื้อสัตว์แบบต่าง ๆ

กรุบ กรุบ
งั่ม...
กรุบ…

เสียงกินและเคี้ยวอาหารของเลออส ที่กำลังเอร็ดอร่อยกับหมูย่างอย่างออกรสออกชาด แต่ด้วยกิริยาเช่นนั้นทำให้ความอยากอาหารของเซคิน่าลดลงไป จนเธอแทบจะทานอะไรไม่ลง
“เจ้านี่นะ กินซะยังกับไปตายอดตายอยากมาจากที่ใหนงั้นล่ะ” เซคิน่าคืนคำที่เลออสว่าเธอเมื่ออยู่ที่ค่ายทหาร

“งึม ก็เวลาอยู่ในวังข้ากินไม่หน่ำใจนี่นา” เลออสพูดไปกินไป

“ฮ่าฮ่าฮ่า มันก็น่าอยู่หรอก วิถีการกินมันต่างกันนี่นา” ชไนเดอร์กล่าวพร้อมหัวเราะออกมา เพราะแม้แต่ในค่ายทหารการกินแบบได้อารมณ์เช่นนี้ก็ดูเป็นการที่ไม่มีมารยาท มันคงทำให้เลออสอึดอัดพอสมควรทีเดียว

“จะว่าไปแล้ว ข้าก็ไม่คิดว่าท่านจะมากินด้วยกันนะ” เซคิน่าปรายตามองที่ชไนเดอร์ซึ่งติดตามคนทั้งสองมาด้วย

ชไนเดอร์ยกถ้วยไม้ที่ใส่เบียร์ยกขึ้นดื่ม
“ฮ้า~ นาน ๆ ออกมาข้างนอกบ้าง ข้าว่าก็ดีเหมือนกันล่ะ” ชไนเดอร์กล่าวตอบเซคิน่า และกล่าวต่อไป
“บรรยากาศในเมืองยามที่มันสงบสุขนี่ดีจริง ๆ นะ ข้าชอบให้มันเป็นแบบนี้จริง ๆ”

“อืม อ้าเอ็นอ้วยอ้ะ” เลออสพูดทั้ง ๆ ที่ของกินเต็มปาก

เซคิน่ามองกิริยาของเลออสด้วยหางตา
“เจ้านี่นะ ซกมกกว่าที่ข้าคิดจริง ๆ” เซคิน่ากล่าวสีหน้าเอือมระอาต่อมารยาทของเลออสในยามนี้จริง ๆ

เลออสกลืนหมูย่างที่เคี้ยวอยู่ลงไปจนหมด
“ถึงซกมก แต่ก็ทำให้เจ้ามาหลงชอบได้ก็แล้วกัน”
เลออสยกนิ้วโป้งให้เชคิน่าพลางยิ้มจนเห็นเศษอาหารที่ติดตามฟัน

“นั่นมันเป็นความผิดพลาดอันยิ่งใหญ่ในชีวิตข้าต่างหาก ใครจะคาดคิดว่าเจ้าจะเป็นได้ถึงเพียงนี้”
เซคิน่าแหย่เลออสกลับไป เล่นเอาเลออสอ้าปากค้างไปเลยทีเดียว แต่ในใจก็ยอมรับว่าสำหรับเธอแล้วชายผู้นี้ ผู้ซึ่งมีฝีมือเก่งฉกาจ อารมณ์ดี และค่อนข้างสนุกสนานเช่นเลออสนั้นเป็นที่พอใจของเธอมากทีเดียว

“ว่าแต่ท่านเถอะ ชไนเดอร์ยังไม่ต้องใจสาวใดบ้างรึ” เธอพูดพร้อมขยิบตาใส่เพื่อหยอกชไนเดอร์

“ข้าน่ะรึ?” ชไนเดอร์แสดงสีหน้าเป็นเชิงสงสัยในคำถาม

“เจ้านี่น่ะชอบลิงอยู่ตัวล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า” เลออสชิงตัดหน้าตอบพร้อมทั้งระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

ชไนเดอร์ดูหน้าแดงเล็กน้อย มันเป็นกิริยาที่แปลกตาสำหรับเซคิน่า เพราะอัศวินผู้ห้าวหาญ และเก่งกาจผู้นี้ไม่เคยแสดงอาการเคอะเขินให้เธอเห็นเลย จนเธอติดใจในคำของเลออส มันต้องมีความหมายอะไรลึกซึ้งกว่านั้นเป็นแน่

“ลิง...เรอะ” เธอทำหน้าเบ้ใส่เลออส แน่ล่ะ ใครจะคิดว่าแม่ทัพแห่งเฟรโดน่าจะพิศมัยใน ‘ลิง’
“อืม ลิง” เลออสตอบด้วยสีหน้าปกติเหมือนไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

“เจ้าก็ไปเรียกนางว่าลิง นางชื่อ อนาคิม ต่างหาก”
ชไนเดอร์พูดค้อนเลออส จนเลออสทำหน้ายียวนแล้วกล่าวออกมา

“โอ้ ๆ เดี๋ยวนี้เจ้าออกรับแทนแม่ลิงนั่นแล้วรึ”

“เอ้า ๆ เล่าให้ข้าฟังบ้างสิ” เซคิน่าเร่งเร้าเลออส ด้วยความสงสัยในรายละเอียดอย่างยิ่ง

“เจ้ามันนักสอดแนมหาข่าวอันดับหนึ่งไม่ใช่เรอะ เรื่องแบบนี้ไม่รู้เสียชื่อเสียงแย่เลย” เลออสได้ทีก็กวนเซคิน่าบ้าง

แต่เซคิน่าดูจะไม่อยากเล่นด้วย เธอเอาถ้วยไม้ตีเข้าที่หัวของเลออส
“โอ้ย!! เจ้าทำอะไร ข้าเจ็บนะ” เลออสบ่น ส่วนชไนเดอร์ก็หัวเราะออกมาเบา ๆ

“ก็เล่ามาสิ” เชคิน่าพูดเสียงแข็งสายตาดุดัน เลออสวางหมูย่างลงคว้าถ้วยเบียร์มาซด

“เมื่อประมาณซักต้นเดือนที่ผ่านมา ข้าประมือกับสตรีผู้หนึ่ง นางเป็นผู้ที่เข้าช่วยพ่อค้าจากพวกทหารนอกรีตที่ไปอ้างชื่อกองทัพรีดไถชาว บ้านน่ะ ข้าสนใจในฝีมือของนางก็เลยประมือกันนิดหน่อย ตอนที่นางกำลังพลาดท่าให้กับข้า
พ่อพระเอกสุดหล่อของเรานี่ล่ะที่โผล่มาช่วยนางไว้” เลออสร่ายเหตุการณ์ในตอนที่เขาสู้กับอนาคิม

“โฮ้~~ มีเรื่องน่าสนใจเช่นนี้ด้วย” เซคิน่ามองที่ชไนเดอร์ที่ซดเบียร์อยู่ ใบหน้าของเขาดูแดง ๆ หาใช่เพราะฤทธิ์เบียร์ไม่ แต่คงเพราะเขาเขินซะมากกว่า

“แล้วทำไมไปเรียกผู้หญิงว่า ‘ลิง’ ล่ะ” เซคิน่าหันมาถามเลออสต่อ

“ก็นางผู้นั้นน่ะ ไวมาก ๆ การจู่โจมของข้าเรียกว่าไม่ได้สะกิดแม้แต่เส้นผมของนางเลย” เลออสอธิบาย

“ฮู้ววว ฝีมือดีมาก ๆ เลยนี่นา” เซคิน่าถึงกับเอ่ยปากชม เพราะรู้กันดีว่าเลออสเองก็เป็นนักรบที่มีฝีมือสูงมาก
การที่เขาไม่สามารถสร้างบาดแผลให้คู่ต่อสู้ได้เลย ย่อมแสดงว่าคู่มือมีฝีมือที่ไม่ธรรมดา

“ที่น่าสนใจคือ เจ้าพระเอกของเรามันซื้อชุดส่งไปให้นางด้วยล่ะ” เลออสพูดพลางยิ้มกว้างจนเห็นฟัน

จนชไนเดอร์สำลักเบียร์ออกมา เซคิน่าค่อย ๆ เหลียวไปมองชไนเดอร์ สายตาช่างเต็มไปด้วยความรู้สึกสนใจต่อเรื่องดังกล่าวอย่างยิ่ง แน่ล่ะสำหรับชไนเดอร์ที่มุทำแต่งานไม่เคยมองหญิงใดเลย กลับทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนเช่นนี้ แสดงว่าชไนเดอร์ให้ความสำคัญต่อสตรีผู้นั้นอย่างมากเป็นแน่

“ข้าก็แค่ซื้อชุดชดใช้ให้นาง ที่เจ้าทำชุดนางขาดก็เท่านั้นเอง” ชไนเดอร์แก้ตัวออกมา แต่มันดูไร้ผล

“แต่ถึงขนาดไปสั่งทำด้วยผ้าชั้นดี แถมลงไปสั่งการด้วยตัวเอง ข้าว่าไม่ธรรมดาแล้วล่ะ”
เลออสแหย่ชไนเดอร์อย่างเมามันส์

“ข้าอยากเจอนางซะแล้วสิ” เซคิน่ากล่าวขึ้น

“อีกไม่นาน คงได้เจอ” เลออสกล่าวพร้อมกับวางถ้วยเบียร์ลง

“เจ้าหมายความว่ายังไงเลออส?” ชไนเดอร์สงสัยในสิ่งที่เลออสกล่าวทันที

“ก็เพื่อนรักของข้าหลงรักสาวทั้งทีจะให้ข้านอนกลิ้งไปมาในค่ายทหารไปวัน ๆ ทำไมล่ะ”

“ข้าน่ะให้คนไปสืบมาบ้างแล้วนะ อนาคิมน่ะเป็นลูกสาวของช่างตีอาวุธโครทัส ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านเอเวี่ยม
ใกล้ ๆ เมืองนี่เอง คนที่ข้าส่งไป บอกว่า นางจะมาเข้ามาถวายตัวเป็นสาวใช้ในวังเร็ว ๆ นี้ล่ะ” เลออสอธิบาย

ชไนเดอร์ตาโต ไม่คิดว่าเพื่อนของเขาจะหาข้อมูลได้ถึงเพียงนี้

เลออสใช้มือลูบคางเบา ๆ
“ข้าเก่งด้านนี้เหมือนกันใช่มั้ยล่ะ” เลออสชมตัวเอง

“ใช้ได้นี่นา” เซคิน่ากล่าวชมอย่างจริงใจ เพราะเธอเองก็ไม่เคยเห็นเลออสสนใจที่จะสืบข่าวอะไรเลยซักครั้ง เห็นแต่เลออสเป็นกองหน้าบุกทะลวงข้าศึกตามคำสั่งเสียเป็นส่วนใหญ่

“ยังงั้นรึ นางจะมาอยู่ในปราสาทงั้นรึ” ชไนเดอร์ยิ้มพลางดื่มเบียร์ลงไป

ระหว่างที่คนทั้งสามกำลังพูดคุยเรื่องต่าง ๆ กันอยู่นั้น

เพล้ง!!!

โต๊ะอาหารที่ไม่ห่างจากเขานั้นมีเรื่องขึ้น บริกรสาวที่เข้าไปเสิร์ฟเหล้าถูกชายที่โต๊ะนั้นพยายามลวนลาม
“ไม่นะ อย่านะเจ้าคะ” หญิงสาวพยายามปัดป้องตัวเอง

“โอ๋ ๆ อย่าอายไปเลยนา แค่นิด ๆ หน่อย ๆ เอง” ชายที่พยายามลวนลามกล่าว ท่ามกลางเสียงหัวเราะของคนที่นั่งที่โต๊ะนั้น

“ไม่นะ!!!” หญิงสาวร้องสุดเสียง

ทันใดนั้นหญิงสาวที่กำลังถูกลวนลามพลันหลุดไปจากมือของชายที่ลวนลามไปอยู่ในอ้อมกอดของเซคิน่าทันที

“เอ้า เจ้าไปหลบก่อนไป๊” เซคิน่าบอกกับบริกรสาว

“โอ้ว ๆ เจ้าจะมาแทนนางรึ ดาร์คเอล์ฟสาวสุดสวย” ชายผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงหมายจะลวนลามเซคิน่า

“ต๊าย~ ท่านทำได้ คืนนี้ข้าให้ท่านทั้งคืนเลย” เซคิน่ายั่ว จนเลออสสำลักเบียร์ นางปรายตาไปยังชไนเดอร์เล็กน้อย

ชไนเดอร์ที่มองเหตุการณ์อยู่ ยกถ้วยเบียร์ขึ้นเป็นเชิงว่า จัดการตามสบาย

ชายที่ลวนลามบริกรสาวพุ่งเข้ากอดเซคิน่า นางมิได้หลบแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับพุ่งเข้าหาอย่างรวดเร็ว

ปึก!!!

นางใช้ฝ่ามือกระแทกเข้าที่หน้าของชายผู้นั้นจนเขาล้มลงไปทันที

กลุ่มผู้ชายที่นั่งที่โต๊ะนั้น เมื่อเห็นเพื่อนโดนทำร้ายก็ลุกขึ้นมาทันที

“หึย นังผู้หญิงคนนี้!!!” ชายคนหนึ่งตะโกนออกมาออกมา

“มาว่ากุลสตรีแบบนี้ได้ ยังไง!!” เซคิน่าพูดพร้อม ๆ กับกระโดดเตะชายที่พูดทันที

เหล่าผู้ชายที่เหลือตรงเข้ารุมเซคิน่าทันที
หากแต่เธอว่องไวมาก เธอหลบการจู่โจมของชายแต่ละคนได้อย่างสบาย ๆ

“เฮ้ ๆ พวกเจ้านี่ใช้ไม่ได้เลยนะ คืนนี้ไม่มีใครได้ไปกับข้าแน่ ๆ เลย” เซคิน่ายังคงพูดแหย่ต่อไป

ชายคนหนึ่งตรงเข้ากอดเซคิน่าจากข้างหลัง
“เสร็จล่ะ แม่สาวสวย” ชายผู้นั้นกล่าวขึ้น แต่ไม่ทันไร เซคิน่าเอาหัวโขกชายคนนั้นเต็มแรง จนมือของเขาคลายออก เซคิน่าอ้อมไปด้านหลังแล้วกอดเขาพร้อมกับจับเข้าที่เอวและสะพานโค้งจนหัวของ เขากระแทกลงที่พื้น

เธอผละออกจากชายคนนั้นทันที กลุ่มชายที่เหลืออีก 4 คนตรงเข้าไปพร้อม ๆ กัน
เซคิน่าเธอกระโดดใช้ขาหนีบคอชายอีกคนในกลุ่ม พลางหมุนบิดคอชายผู้นั้นอย่างรวดเร็ว

กร๊อบ!!

เสียงกระดูกของชายที่โดนเซคิน่าหนีบคอไว้ดังขึ้น เขาสลบล้มลงไปทันที

“แก!!” ชายที่เหลืออีก 3 คน คนหนึ่งยกถังขว้างใส่เซคิน่า หากแต่เธอหลบได้อย่างง่ายดาย

“โอ้ะโอ อย่าเล่นเครื่องทุ่นแรงกันสิ” เซคิน่าเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม เธอสไลด์ตัวเข้าไปหาชายหนึ่งในสามคนนั้น
แล้วยันตัวจากพื้นเตะเสยขึ้นไป ก่อนที่จะใช้มือทั้งสองจับขมับและคาง บิดอย่างรวดเร็ว

กร๊อบ!!!

เสียงกระดูกของชายผู้นั้นดังขึ้น มันทำให้เขาสลบลงไปทันที ชายอีกคนพยายามเข้าไปคว้าเธอไว้
แต่เซคิน่าใช้ชายคนที่เธอบิดกระโหลกไปเป็นโล่ห์กำบัง แล้วไปล็อคคอล็อคคอชายที่พุ่งเข้าหา เธอเลื่อนแขนที่ล็อคคอไว้อย่างรวดเร็ว

กร๊อบ!!!

เสียงกระดูกดังขึ้นอีกครั้ง ชายคนดังกล่าวลงไปนอนฟุ่บกับพื้น
“จ...เจ้าเป็นใครกันแน่!?!” ชายที่เหลืออยู่ถาม

“หัวหน้าสอดแนมและลอบสังหารแห่งเฟรโดน่า เซคิน่า ไอส์สเวล ยินดีที่ได้รู้จักจ้า~”
เธอแนะนำตัวพร้อมรอยยิ้ม หากแต่สายตานั้นแฝงไว้ด้วยความดุดันอย่างยิ่ง
..................

“ข้าว่าเซคิน่านี่โหดใช่ย่อยเลยล่ะ” เลออสเปรยขึ้น

“ข้าว่าไม่ ไม่เห็นมีคนตาย หรือบาดเจ็บหนัก ๆ ซักคน” ชไนเดอร์แย้งขึ้น

“แต่ถ้านางหักกระดูกแรง ๆ นี่ก็ตายเอาง่าย ๆ เลยนา” เลออสพยายามอธิบายความคิดของเขา

“เจ้าจะลองมั้ยล่ะ” เซคิน่าเอาหน้าอกของตัวเองมาวางบนหัวเลออส ด้วยสีหน้ามีความสุข

“จัดการหมดแล้วรึ?” เลออสเอ่ยถามเซคิน่า

“แย่จัง เจ้านี่ไม่ได้ดูเลยรึว่าข้าทำอะไรบ้าง” เซคิน่าพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ

“แค่ไอ้เสียงกร๊อบ ๆ นั้นข้าก็เข็ดฟันจะแย่แล้ว ขืนข้าไปนั่งดูข้าคงนอนไม่หลับแน่ ๆ”
เลออสตอบเซคิน่าที่เดินมานั่งข้าง ๆทิ้งใช้ชายฉกรรจ์ทั้ง 5 คน นอนหมดสภาพเรี่ยราดบนพื้น
-----------------------------------------

รุ่งเช้าวันใหม่มาถึงแล้ว
รถม้าขนาดใหญ่ของคนในหมู่บ้านจอดอยู่ ณ ใจกลางของหมู่บ้าน
วันนี้เป็นวันที่จะมีการทดสอบเพื่อทำงานภายในวัง ผู้หญิงที่จะไปเข้ารับการทดสอบล้วนแต่งตัวเรียบร้อยและดูสวยงาม และมาพร้อมกันเพื่ออกเดินทางซึ่งรวมทั้งเรโนอาด้วย

“เอ๊ อนาคิมนี่ชักช้าจริง ๆ ไม่ใช่ว่าล้มเลิกเอาซะกลางคันแบบนี้นะ” เธอบ่นด้วยเพราะเลยเวลาที่เธอนัดอนาคิมไว้พอควรแล้ว แต่บัดนี้อนาคิมก็ไม่มายังที่นัดหมายสักที

“พี่เรโนอา!!” โคริมเรียกเธอมาแต่ไกล

“อ้าว โคริม เจ้าคงไม่ได้มาทำหน้าที่ส่งข่าวว่าแม่ลิงสาวจะไม่ได้เขาวังนะ” เธอหรี่ตามองโคริมด้วยสายตาแปลก ๆ

“ไม่ใช่ซักหน่อย ข้าแค่จะมาส่งพี่ กับพี่อาน่าเท่านั้นเอง”

“นี่พี่อาน่ายังไม่มาอีกเหรอ” โคริมกล่าวพลางหันซ้ายหันขวามองหาอนาคิม

“ถ้าอยู่เจ้าก็เห็นแล้วล่ะ นี่ข้าขอร้องให้รถม้ารอนางนะเนี่ย” เรโนอาตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดนิด ๆ

“เรโนอา” เสียงใส ๆ เสียงหนึ่งดังขึ้น เสียงของอนาคิมนั่นเอง
เรโนอาที่ได้ยินเสียงหันหัวไป พลางบ่นไป

“เจ้านี่นะมาสายซะ....จน....” เรโนอาพูดไม่จบประโยคด้วยตะลึงในสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า

อนาคิมแต่งตัวด้วยเสื้อลูกไม้สีฟ้าที่ชไนเดอร์ส่งมาให้ เธอแต่งหน้าเรียบ ๆ พอเป็นพิธี ผมเผ้าหวีเข้ารูปดูเรียบร้อย
ภาพที่เห็นนี้ราวกับไม่ใช่อนาคิมที่ทุกคนรู้จัก งดงามมาก จนคนในหมู่บ้านหลาย ๆ คนต่างงุนงงต่อภาพที่เห็น

“ผู้หญิงคนนั้นใครน่ะ”
“ก็ลูกสาวคุณครูทัสไง”
“หา แม่ลิงสาวนั่นน่ะรึ”
“ไม่น่าเชื่อ เป็นไปได้ยังไง”

เสียงผู้คนเซ็งแซ่ เพราะไม่เคยเห็นเลยซักครั้งที่อนาคิมจะแต่งตัวเป็นกุลสตรีและงดงามเช่นนี้
เรโนอาอ้าปากค้าง จนอนาคิมต้องเดินเข้าไปเขย่าตัว

“เรโนอา!! เรโนอา!!” เรโนอาสะดุ้งพลางจับมืออนาคิมสีหน้าเธอเหมือนตื้นตันต่อสิ่งที่เห็นเบื้องหน้า

“ในที่สุดเจ้าก็ดูสมหญิงซักที ข้าตื้นตันจนจะร้องไห้ได้เลยนะ” เธอพูดกระเซ้าอนาคิม
อนาคิมอายหน้าแดง เธอห้มหน้าก้มตาพูด

“จะไปกันรึยังล่ะ”

“เอ้า ไปสิ” เรโนอากับอนาคิมต่างพากันขึ้นรถม้าไป เมื่อทุรคนขึ้นไปหมดแล้ว รถม้าจึงค่อย ๆ ออกตัวช้า ๆ

“โคริม ฝากดูแลทางนี้ด้วยนะ” อนาคิมชะโงกหน้าออกมาจากรถม้ามากล่าวต่อโคริม ที่ยืนตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก

“เจ้าโคริม สติมันคงลอยไปไกลแล้วมั้ง” เรโนอาแหย่อนาคิม

เส้นทางสู้การเข้าวังได้มาถึงแล้ว..........

------------------------------------------------------Next to Chapter 4

แถม ดาร์คเอล์ฟ เซคิน่า (-*w*-)v





 

Create Date : 20 มกราคม 2553    
Last Update : 20 มกราคม 2553 9:46:24 น.
Counter : 670 Pageviews.  

Red tear of Lilim ตอนที่ 3

Back to Chapter 1

Back to Chapter 2

----------------------------------
Chapter3
หลังจากที่การติดต่อกับลูซิเฟอร์ถูกตัดขาดไปแล้ว ลิลิธยังคงหาหนังสือจากชั้นเพื่อนำกลับไปอ่านที่ห้องของตนเอง
นางคิดว่าการนำกลับไปอ่านที่ห้องดูจะสบายกว่าอ่านในห้องสมุดที่ไม่น่าจะนั่ง ๆ นอน ๆ อ่านได้สบายนัก

หนังสือสี่ถึงห้าเล่มถูกนำออกจากชั้นแต่ละเล่มมีขนาดใหญ่โตมาก ๆ และทั้งหมดเป็นเรื่องเกี่ยวกับเวทย์มนต์ทั้งสิ้น
ทั้งนี้เพราะลิลิธสนใจในสิ่งที่สามารถบังคับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้เป็นพิเศษ นางให้สาวใช้ทั้งสองขนหนังสือไปไว้ที่ห้องก่อน ส่วนตัวนางนั้นค่อย ๆ เดินตามไปอย่างช้า ๆ เพื่อเดินชมทิวทัศน์ผ่านทางกระจกชั้นสองของคฤหาสน์

ค่ำคืนนี้ดวงดาวช่างส่องประกายระยิบระยับดูสวยงาม ดวงจันทร์สีเหลืองนวลส่องแสงสุกสว่างจนลิลิธหยุดดูอยู่
มันทำให้นางคิดถึงเหตุการณ์ที่นางต้องแยกจากอดัมเพราะในคืนนั้นก็มีท้องฟ้าเช่นนี้ นางพยายามสลัดความคิดออกไป
แต่มันก็เกิดเป็นคำถามภายในใจ

‘ทำไมต้องคิดถึงเขาคนนั้น.....คนที่......’

ลิลิธยืนมองดวงจันทร์ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยอยู่ครู่หนึ่ง นางจึงตั้งหน้าตั้งตาเดินกลับห้องไป

ระหว่างทาง แม้ในยามกลางคืน ก็มีแสงจากตะเกียงส่องสว่างอยู่หลายจุด ส่งผลให้เห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ค่อนข้างชัดเจนอย่างมาก
ทำให้บรรยากาศในคฤหาสน์ยามค่ำจึงไม่ได้น่ากลัวแต่อย่างใด

นางเดินไปตามทางที่ไอเซ็ทได้นำทางนางไว้ นั้นทำให้นางเกิดความคิดว่า พรุ่งนี้นางน่าจะสำรวจคฤหาสน์แห่งนี้ซักหน่อย
เพราะตั้งแต่ที่นางก้าวเข้ามาในคฤหาสน์ นางแทบไม่ได้ก้าวเดินออกไปไกลว่าห้องของนาง และ ห้องสมุดเลย

ระหว่างที่นางนึกถึงไอเซ็ท คำพูด ๆ หนึ่งก็ลอยขึ้น

“คืนนี้ ซามาเอลอาจจะมาหลับนอนกับเจ้าก็เป็นได้”

เป็นคำพูดที่ไอเซ็ทกล่าวไว้ก่อนจะกลับห้องไป จริงอยู่ซามาเอลนั้นได้สิทธิ์ในตัวนางตามประกาศิตแห่งพระผู้เป็นเจ้า
แต่มันไม่เร็วไปหน่อยรึที่อยู่ ๆ ซามาเอลก็จะมาหลับนอนกับนางรวดเร็วเช่นนี้
นี่มันจะเพิ่งคืนแรกเองนะ!!! นางคิดในใจด้วยความกังวลที่มีอยู่ไม่น้อย
แต่นางก็พยายามไม่คิดมาก นางเดินมาเรื่อย ๆ จนถึงห้องของนาง

ภายในห้องสว่างด้วยตะเกียง ที่ใช้เวทย์มนต์ในการเปิดปิด ปัญหาคือนางใช้มันไม่เป็น
แต่คงไม่เป็นปัญหา เพราะนางคิดว่า พรุ่งนี้ค่อยถามไอเซ็ทเอาก็ได้
บนโต๊ะหนังสือ สาวใช้นำหนังสือที่ลิลิธหาไว้มาตั้งไว้ก่อนแล้ว มันช่างดูหนาเตอะจนนางรู้สึกตัวได้ว่า
ทำไมนางต้องเอามาอ่านพร้อมกันหลาย ๆ เล่มด้วย นางมองมันชั่วครู่ ‘ไว้อ่านที่หลังก็แล้วกัน’
นางตอบตัวเองง่าย ๆ กับปัญหาหนังสือกองโต
ตอนนี้นางขอพักผ่อนก่อนดีกว่า เพราะตั้งแต่มีเรื่องกับอดัม นางยังไม่ได้นอนพักเลยแม้แต่นิดเดียว
นางจึงให้สาวใช้ไปพักผ่อน
หากแต่สาวใช้ทั้งสองได้บอกกับนางว่า พวกนางนั้นไม่จำเป็นต้องพัก เพราะนางไม่ได้มีชีวิตขนาดที่ร่างการต้องการการพักผ่อนแต่อย่างใด

หากแต่ถ้าลิลิธรู้สึกว่า ทั้งสองอยู่ในห้องแล้วจะรู้สึกไม่เป็นส่วนตัว พวกนางน่าจะไปเฝ้าที่หน้าห้อง ลิลิธเลยไล่พวกสาวใช้ให้เผ้าที่ทางเข้านั่นเอง จากนั้นลิลิธจึงไล่เป่าตะเกียงจนดับไปหมด

ชีวิตในคฤหาสน์แห่งนี้วันแรก นางรู้สึกไม่ต่างจากที่อยู่กับอดัม

‘อยู่ในสายตาของผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด’

มันดีหน่อยแค่ ณ ที่นี่นางสั่งคนที่เฝ้าตามนางได้แค่นั้นเอง
ลิลิธค่อย ๆ ถอดเสื้อผ้าออก นางยังคิดเหมือนเดิม

‘ใส่ทำไมให้วุ่นวายนะ?’

นางนำชุดที่ถอดแล้วพาดไว้ที่เก้าอี้กำมะหยี่สีแดง
แล้วเดินในร่างเปลือยเปล่าไปยังเตียงนอน เตียงที่ซามาเอลจัดเตรียมไว้ให้นั้นมันช่าวนุ่มนิ่มมากเสียจริง ๆ ต่างจากตอนที่อยู่ที่อีเดน ที่นางต้องน้ำเอาใบไม้มาปูทำที่นอนอย่างมาก ด้วยความสบายของมัน ทำให้นางเคลิมหลับไปอย่างรวดเร็ว

กลางดึกสงัด คืนนั้น

ตึก... ตึก... ตึก...

เสียงใครซักคนเดินอยู่ที่ระเบียงไม่น่าห่างจากห้องนางนัก
คงเพราะในอีเดนมีสัตว์ร้ายอยู่บ้าง ฉะนั้นสัญชาตญาณของการป้องกันตัวจึงปลุกลิลิธจากนิทราทันที

นางนอนเงี่ยหูฟังเสียงนั้นอย่างเงียบ ๆ ยังไงซะหน้าห้องก็มีสาวใช้อยู่ คงไม่มีใครมาทำอะไรแปลก ๆ แน่
แต่ก็ไม่แน่อีก เมื่อนางนึกถึงคนที่มีอำนาจพอจะสามารถจัดการสาวใช้ได้

แอ๊ด~~

ประตูห้องถูกเปิดออก ปรากฏร่างของชายผู้หนึ่ง ลิลิธตกใจลุกพรวดขึ้นมาดูทันที
แสงจันทร์ส่องลอดผ่านบานกระจกเข้ามาในห้อง แสงนั้นมีมากพอจะมองเห็นหน้าของชายผู้นั้น


“ซามาเอล” ลิลิธเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงความตกใจ

“เจ้าตกใจอะไรของเจ้า?” ซามาเอลถามพลางเดินไปที่โต๊ะ เขาวางของสิ่งหนึ่งไว้บนโต๊ะ จากนั้นจึงค่อย ๆ เดินมาหาลิลิธ

ลิลิธแสดงสีหน้าหวั่นใจพอสมควร นางไม่คิดว่านางจะต้องนอนกับชายที่เพิ่งพบกันได้เพียงแค่ไม่เท่าไหร่เช่นนี้
ซามาเอลเดินมาถึงเตียงของลิลิธ เขานั่งลงอย่างช้า ๆ แล้วขยับตัวเข้าใกล้ลิลิธที่นั่งอยู่บนเตียงอย่างรวดเร็ว
น่าแปลก ลิลิธรู้สึกราวกับตกในภวังค์ นางแทบจะขยับตัวอะไรไม่ได้เลย ซามาเอลค่อย ๆ ใช้มือทั้งสองจับตัวลิลิธไว้แน่น

“ซามาเอล ท่าน...” ลิลิธพยายามกล่าวอะไรบางอย่าง
หากแต่ไม่ทันที่นางจะกล่าวจบซามาเอลตรงเข้าจูบลิลิธทันที ลิลิธที่ได้สัมผัสรสแห่งจุมพิธถึงกับนิ่งเงียบ

“เจ้าช่างงดงามจริง ๆ ลิลิธ” ซามาเอลจับที่คางลิลิธ ตัวของนางสั่นเทิ่ม ปากของนางสั่นนิด ๆ
ซามาเอลถอดเสื้อผ้าออก เขาค่อย ๆ โน้มตัวเข้าหาลิลิธ

จริง ๆ ลิลิธอยากจะขอเวลาให้นางพร้อมมากกว่านี้ แต่ทุกอย่างคงจะสายไปแล้ว นางไม่สามารถขัดขืนซามาเอลได้เลย
ราวกับต้องมนต์ตราอะไรบางอย่าง ลิลิธรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปกับสิ่งที่ซามาเอลกระทำ

นางรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งสรรพางกาย แรงปราถนาในรสสวาทที่นางไม่เคยมีมาก่อนมันเริ่มปรากฏออกมา
แม้แต่คราวอดัมมันก็ไม่ได้เป็นเช่นนี้ หากแต่ครั้งนี้มันผิดแผกออกไป ลิลิธควบคุมตัวเองไม่ได้เลย
ความรู้สึกดังกล่าวมันเออล้นออกมาซะจนนางเองรู้สึกราวกับว่า มันไม่ใช่ตัวตนหรือสิ่งที่นางเป็นเลย

เมฆสีดำเคลื่อนตัวมาบดบังแสงดาว และแสงจันทร์อย่างช้า ๆ
จนกระทั่งท้องฟ้าที่เคยส่องสว่างด้วยแสงจันทร์และดวงดาว มืดสนิท สิ่งรอบ ๆ เงียบสงัดเหลือเพียงเสียงจากภายในห้องนั้น

ห้องของไอเซ็ทยังเปิดไฟอยู่ นางถอดแว่นตาของนางออกวางบนโต๊ะ
และถอนหายใจเล็กน้อย พลางลุกเดินไปที่ริมหน้าต่าง นางมองไปยังท้องฟ้าที่มืดมิด แต่ก็มีแสงจากดาวตกร่วงหล่นลงมา

ไอเซ็ทแสดงสีหน้าหนักใจจนเห็นได้ชัด
“เป็นของซามาเอลโดยสมบูรณ์แล้วสินะ ลิลิธ” นางรำพึงออกมาเบา ๆ
ก่อนจะเดินกลับไปที่เตียงของนางเอง แล้วใช้เวทย์มนต์ดับตะเกียงในห้องทั้งหมด

-------------------------------------------

แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องของลิลิธไม่มากนัก คงเพราะห้องนางอยู่ทางทิศเหนือ
จึงไม่ได้รับแสงมากเท่าห้องทางทิศตะวันออก

ลิลิธขยับตัวเล็กน้อย ข้างกายนางหามีผู้อื่นไม่ นางค่อย ๆ ลุกขึ้น และนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืน
มันช่างราวกับความฝัน จนนางเกือบคิดว่าบางทีนางอาจจะแค่ฝันไปก็ได้ หากแต่สิ่งที่อยู่บนโต๊ะที่ซามาเอลทิ้งไว้
มันเป็นสิ่งยืนยันว่าเหตุการณ์เมื่อคืนไม่ใช่ความฝันแต่อย่างใด นางตกเป็นของซามาเอลอย่างสมบูรณ์แล้ว
นางรู้สึกแปลกใจตัวเองพอสมควรที่เมื่อคืนกลับมีความสุขที่ได้อยู่กับซามาเอล ทั้ง ๆ ที่นางเพิ่งพบเขาได้เพียงไม่เท่าไหร่
และว่ากันตามจริง นางก็ยังไม่ได้รู้สึกรักใครชอบพอในตัวของซามาเอลแต่อย่างใดด้วย นั้นทำให้นางยิ่งไม่เข้าใจตัวเองเข้าไปใหญ่

นางลุกลงมาจากเตียงที่นอน แล้วเดินไปที่โต๊ะเพื่อดูสิ่งที่ซามาเอลทิ้งไว้
มันเป็นเหมือนห่วงอะไรซักอย่าง ทำจากโลหะสีแดง นางหยิบมันขึ้นมาดูอย่างละเอียด แต่ก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร
นางจึงวางมันไว้ที่เดิม แล้วเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้งทันที
สาวใช้เปิดประตูเข้ามาในห้อง พร้อมกับผ้าเช็ดตัวผืนหนึ่ง แล้วกล่าวขึ้น

“น้ำอุ่นที่ใช้ชำระร่างกาย จัดเตรียมไว้ให้แล้วเจ้าค่ะ”
ลิลิธหันไปมองด้วยสีหน้าแปลกใจ นางไม่คุ้นเคยเอาซะเลยกับการที่มีคนคอยตามรับใช้เช่นนี้ เพราะตั้งแต่นางกำเนิด
ชีวิตของนางมักเป็นผู้คอยรับใช้ มากกว่าที่จะเป็นผู้ได้รับการรับใช้ นางรู้สึกว่าคงต้องปรับตัวอีกสักพักใหญ่ ๆ เลยทีเดียว
กับสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน

หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว ลิลิธเลือกที่จะใส่ชุดสีดำ กระโปรงยาว อย่างน้อยเวลาเจอไอเซ็ทจะได้ไม่โดนว่าเป็นพวกคลั่งแดง
นางนั่งหวีผมไปพลางคิดถึงสิ่งที่นางจะทำวันนี้ไป

สิ่งแรกที่นางอยากจะทำ ก็คือสำรวจที่ ๆ นางอยู่แห่งนี้ อย่างน้อยให้รู้ว่าที่ใหนมีอะไรบ้างก็ยังดี
หลังจากแต่งตัวเรียบร้อยแล้วนั้น นางจึงลุกเดินเตรียมจะออกจากห้อง แต่สาวใช้ทั้งสองก็แสดงทีท่าว่าจะเดินตามไปด้วย

“พวกเจ้าไม่ต้องตามข้ามา” ลิลิธสั่งทันทีเมื่อเห็นเช่นนั้น

หากแต่สาวใช้ทั้งสองดูท่าทางเหมือนลำบากใจ เพราะมันเป็นงานของพวกนางที่ต้องคอยรับใช้ลิลิธ
“ข้าว่าพวกเจ้าทำความสะอาดห้องของข้าให้เรียบร้อยก็แล้วกัน” ลิลิธมอบหมายงานให้พวกสาวใช้ทำซะจะได้ไม่ต้องตามมา
แล้วนางก็รีบเดินออกไปอย่างรวดเร็วทันที

ลิลิธค่อย ๆ ไล่สำรวจโดยเริ่มจากห้องของนางเดินไปตามระเบียงผ่านไปยังห้องสมุด
เมื่อผ่านห้องสมุดไปได้ซักพัก ระเบียงทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเลยไปจากห้องสมุดนั้น ถูกทาด้วยสีม่วงเข้มเป็นทางยาวไปตลอดทาง บนฝาพนังนั้นมีรูปแกะสลักต่าง ๆ หากแต่มันดูน่ากลัวมากกว่าสวยงาม

นางเดินไปจนพบประตูห้องซึ่งมีลวดลายวิจิตรบรรจงทาด้วยสีม่วงอ่อน หากแต่ที่หน้าประตุสลักไว้เป็นอักษรโบราณ
ลิลิธจึงใช้พลังที่ได้จากผลไม้แห่งปัญญาอ่านคำ ๆ นั้น นางอ่านมันได้ว่า “เสียงกระซิบแห่งพระเจ้า”
ลิลิธไม่ค่อยเข้าใจมันเท่าไหร่ แต่นางรู้สึกว่าไม่น่าไว้วางใจนัก นางจึงเดินผ่านมันไปซะโดยมิได้เปิดประตูเข้าไปดูแต่อย่างใด

นางยังคงเดินต่อไป ผ่านห้องเล็กห้องน้อย บางห้องล็อคไว้ บางห้องก็เปิดเข้าไปได้ แต่มันก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจนัก นอกจากห้องนั่งเล่น ห้องดื่มชา จนมาถึงกึ่งกลางของระเบียงทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ มันเป็นห้องที่มีเครื่องดนตรีนานาชนิด และมีภาพวาดต่าง ๆ วางเรียงรายอยู่มากมาย

ภายในห้องมีตำรา และของบางอย่างมีลักษณะเหมือนขวดโหลด นางหยิบมันขึ้นมาดู แต่ภายในมันว่างเปล่า นางจึงไม่สามารถตอบตัวเองได้ว่ามันคือสิ่งใด หลังจากออกจากห้องนี้ นางก็พบว่าตลอดทางจะมีภาพวาดต่าง ๆ ติดผนังอยู่เป็นระยะ
มันช่างต่างจากทางไปห้องสีม่วงมาก ๆ

ลิลิธเดินมาจนถึงห้องที่มีประตูสีฟ้า ห้องนี้ดูจากภายนอกเหมือนเรียบ ๆ มีเพียงรูปแกะสลักเป็นรูปดอกไม้อยู่หน้าประตู
ไม่มีข้อความใด ๆ จารึกไว้เลย จนนางรู้สึกสนใจอย่างมาก นางจึงหยุดที่หน้าห้องนั้นอยู่ครู่ใหญ่

ทันใดนั้น
ประตูค่อย ๆ เปิดออกโดยอัตโนมัติ ลิลิธตกใจอย่างมากจนถึงกับก้าวถอยหลังไปทันที
ประตูเปิดกว้าง ปรากฏร่างของผู้เปิดประตูอยู่ตรงหน้านาง

ไอเซ็ทนั่นเอง

“อ้าว ลิลิธ อรุณสวัสดิ์” ไอเซ็ททักทายขึ้น หากแต่ใบหน้านางยังดูเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน

“อรุณสวัสดิ์ไอเซ็ท” ลิลิธตอบรับ นางยังคงตกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าห้องนี้เป็นห้องของไอเซ็ท และไม่คิดว่าจะปะเหมาะกับที่ไอเซ็ทลุกขึ้นมาเปิดประตูอีกด้วย

“มีอะไรรึเปล่า? ถึงมาหาข้าแต่เช้า” ไอเซ็ทถาม น้ำเสียงของนางฟังแล้วยังเหมือนคนที่ยังคงง่วงนอนอยู่

“ม...ไม่มีอะไร ข้าแค่มาเดินสำรวจคฤหาสน์เฉย ๆ” ลิลิธตอบตะกุกตะกัก

“หืม... อย่าไปเคาะห้องใครสุ่มสี่สุ่มห้าเชียวนะเจ้าน่ะ” ไอเซ็ทเตือนขึ้น แต่นางหยุดพูดต่อเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
สีหน้าของไอเซ็ทพลันเปลี่ยนไปเหมือนคนที่ตาสว่างเต็มที่ทันที
นางเดินออกมาจับมือของลิลิธ แล้วดึงลิลิธเข้ามาในห้องของนางเองทันที

“ใหน ๆ ก็มาเยือนถึงที่แล้ว ก็มาหาอะไรสนุกทำกันดีกว่า” ไอเซ็ทพูดพลางจับที่แก้มของลิลิธ มืออีกข้างโอบลิลิธไว้แนบตัว
ทว่าลิลิธพยายามใช้มือผลักไอเซ็ทออกเต็มแรงแต่ก็ไม่ค่อยได้ผลนัก กระนั้นนางก็ยังคงพยายามดิ้นขัดขืน

“ข้าไม่ได้มีรสนิยมอะไรเช่นนั้นนะไอเซ็ท!!!” ลิลิธตะโกนใส่ไอเซ็ทพลางบิดตัวไปมาเรื่อย ๆ

โครม!

จู่ ๆ ไอเซ็ทก็ปล่อยลิลิธซะเฉย ๆ จนลิลิธที่สะบัดตัวไปมา เซถลาไปด้วยแรงตนเอง ไปชนกับเก้าอี้กลางห้องของไอเซ็ททันที

“แล้วเจ้าว่าข้ามีรสนิยมอะไรล่ะ?” ไอเซ็ทกล่าวถามด้วยความสงสัยเมื่อโดนทักเกี่ยวกับรสนิยม

“ก็ไอ้นั่น...นั่น...แล้วก็นั่นไงล่ะ!!” ลิลิธกล่าวด้วยสีหน้าเขินอาย เพราะกลัวว่าไอเซ็ทจะทำอะไรแบบในห้องสมุดเมื่อวานอีกซึ่งนางไม่ได้ชอบใจกับมันซักเท่าไหร่ และยังดูเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยถูกต้องนักในความคิดของนาง

ไอเซ็ทนั้นได้แต่ยืนทำตาปริบ ๆ ราวกับว่านางไม่เข้าใจในสิ่งที่ลิลิธกล่าวมาสักเท่าใด
ส่วนลิลิธนั้นปั้นสีหน้าหวาดกลัวเล็กน้อย พลางขมวดคิ้วด้วยความวิตกว่าไอเซ็ทจะทำอะไรแบบนั้นอีก

ไอเซ็ทยืนนิ่ง คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะทำหน้าเบ้แล้วครางออกมา “งื่อ~~~”
“เจ้าคิดไปใหนของเจ้าน่ะ ข้าไม่ได้กะจะร่วมรักกับเจ้าซักหน่อย ข้าแค่จะชวนเจ้ามานั่งคุยกันเท่านั้นเอง” ไอเซ็ทกล่าวตอบ

ลิลิธหน้าแดงด้วยความอายที่ตนเองคิดอะไรเลยเถิดไปฝ่ายเดียวจนเป็นเรื่องเข้าใจผิดไปซะได้

ไอเซ็ทที่เห็นปฎิกิริยาของลิลิธ นางหรี่ตาลงเล็กน้อยเอานิ้วแตะที่ปลายลิ้นของนางเอง พลางปรายตามองที่ลิลิธ

“รึเจ้ายังติดใจในรสสวาทที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอยู่” ไอเซ็ทกล่าวน้ำเสียงนั้นหมายเย้าหยอกลิลิธเต็มที่

“ม…ไม่ใช่นะ” ลิลิธรีบส่ายมือ ส่ายหน้าปฎิเสธทันที นางค่อนข้างประหลาดใจที่ไอเซ็ทรู้เรื่องเหตุการณ์เมื่อคืน

“จ…เจ้าทราบเหตุการณ์เมื่อคืนได้อย่างไร??” ลิลิธเอ่ยถาม สีหน้าไม่พอใจเท่าใดที่ไอเซ็ทเหมือนพยายามจะคุกคามความเป็นส่วนตัวของนาง

“ข้าไม่รู้สิแปลก เสียงออกจะดังลั่นคฤหาสน์ขนาดนั้น” ไอเซ็ทกล่าวด้วยน้ำเสียงยียวน

“ห๊า!!! ข้า…ไม่…” ลิลิธถึงกับพูดไม่ออก เพราะนางไม่คิดว่าใครจะรู้เรื่องเหตุการณ์เมื่อคืนกันได้เพราะเรื่องเช่นนี้

“ข้าล้อเล่นนา ถ้าเจ้าสามารถขย่มซามาเอลได้ขนาดนั้น นามาฮ์ยกตำแหน่งอัครภริยาให้เจ้าแน่ ๆ ฮะฮะฮะ” ไอเซ็ทยังคง
รู้สึกสนุกสนานที่ได้แหย่ลิลิธ จนทำเอาลิลิธดูจ๋อยไปนิดหน่อย นางไม่คิดว่าเรื่องนั้นจะกลายเป็นเรื่องที่ทำให้ตัวเองวิตกจริตได้ขนาดนี้

“นา ๆ ข้าล้อเล่น… ข้าขออาบน้ำหน่อยแล้วกันนะ” ไอเซ็ทพูดพลางเดินไปห้องน้ำทันที

“เจ้านี่นะ ล้อเล่นเช่นนี้ไม่ดีเลยนะ ว่าแต่เจ้ายังไม่ตอบเลยว่ารู้ได้อย่างไร?” ลิลิธพูดขณะที่นั่งบนเก้าอี้ไม้ที่คลุมด้วยผ้าสีฟ้า

“มันเป็นเรื่องที่ดูปกติธรรมดามาก ๆ เลยล่ะ เพราะตอนข้าและอาแกรทตอนมาอยู่ที่นี่ก็เป็นแบบเจ้าตั้งแต่คืนแรกนั่นล่ะ”
ไอเซ็ทกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย มันคงเป็นเรื่องปกติจริง ๆ อย่างที่นางว่า แต่ลิลิธไม่ได้คิดเช่นนั้น

“ตั้งแต่วันแรกเลยรึ” ลิลิธถามสีหน้านางดูแปลกใจอย่างมาก

“ใช่แล้ว วันแรกเลย” ไอเซ็ทตอบจากในห้องน้ำออกมา

“เจ้าไม่กลัวบ้างเลยรึ?” ลิลิธยังคงสงสัยอยู่เช่นเดิม เพราะมันน่าจะเป็นเรื่องที่รวดเร็วเกินกว่าใครจะตั้งตัวได้ทัน

“ข้าน่ะ ค่อนข้างเฉย ๆ อาจจะแปลก ๆ แต่ข้าไม่ค่อยยี่หระกับไอ้เรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่” น้ำเสียงของไอเซ็ทฟังดูสบาย ๆ

“เจ้านี่นิสัยประหลาดจริง ๆ บรรยากาศก็ต่างจากนามาฮ์ และอาแกรทอย่างมากด้วย” ลิลิธพูดพลางถอนหายใจ
แล้วมองไปรอบ ๆ ห้องซึ่งล้วนตกแต่ง และทาสีห้องไปด้วยสีฟ้า ข้าวของหลายชิ้น มักมีสีฟ้าอ่อน ๆ ไม่ก็สีม่วงอ่อน ๆ
ลิลิธเดินไปยังหน้าต่างห้องบานใหญ่ ที่นอกหน้าต่างจากห้องของไอเซ็ทเมื่อก้มมองลงไปยังเบื้องล่างสามารเห็นสวนดอกไม้ ซึ่งมีดอกไม้สีฟ้ามากมายไปหมด

“เจ้านี่ก็คลั่งสีฟ้านะเนี่ย” ลิลิธเย้าไอเซ็ท เช่นที่นางโดนไอเซ็ทหยอกล้อไปเมื่อวาน

“รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ธิดาแห่งพระผู้เป็นเจ้า ‘วิหคราตรี’ ชื่นชมข้าเช่นนี้” ไอเซ็ทหยอกกลับทันที

ลิลิธรู้สึกว่าไอเซ็ทช่างเป็นผู้ที่มีอารมณ์ดีมาก ๆ ตั้งแต่นางมายังที่แห่งนี้ และอยู่กับไอเซ็ทมาหลายเวลา เธอยังไม่เห็น หรือรู้สึกเลยว่าไอเซ็ทแสดงความไม่พอใจ หรือโกรธ ทั้งจากกิริยาท่าทาง หรือ คำพูดทั้ง ๆ ที่ดูแล้วนางทำอะไรที่อาจจะเสียมารยาทต่อไอเซ็ทบ่อยแท้ ๆ

“นี่ ลิลิธ!!” ไอเซ็ทตะโกนออกมาจากในห้องน้ำ

“หืม?” ลิลิธตอบรับ

“ให้ข้าเป็นผู้นำชมคฤหาสน์ไหม เจ้าจะได้ไม่ต้องยืนงงหน้าห้องใคร ๆ อีก ฮะฮะฮะ” ไอเซ็ทแนะนำแกมหยอกลิลิธ
ลิลิธหน้าแดงนิด ๆ เพราะนางเป็นเช่นที่ไอเซ็ทกล่าวจริง ๆ อย่างไม่สามารถปฎิเสธได้เลย นางคิดว่าก็ดีกว่าการที่จะดำน้ำไปเพียงลำพังเรื่อย ๆ

“ก็ดีเหมือนกัน ข้าจะได้รู้อะไรมากขึ้น” ลิลิธตอบรับ ระหว่างนั้นนางสังเกตว่าห้องของไอเซ็ทไม่มีสาวใช้เลย ทำไมล่ะ

“ไอเซ็ท ว่าแต่...ข้ารับใช้ของเจ้าหายไปใหนหมดน่ะ?” ลิลิธกล่าวถามน้ำเสียงสงสัยอย่างเห็นได้ชัด

“ข้ากินไปหมดแล้ว” ไอเซ็ทตอบเสียงเรียบเฉย หากแต่คำตอบนั้นเล่นเอาลิลิธที่ฟังอยู่ถึงกับขนลุก

กินไปแล้ว!! อะไรนะ!!! นางกินข้ารับใช้เนี่ยนะ!! คำถามลอยเต็มหัวนางไปหมด

ไอเซ็ทค่อยเดินออกจากห้องน้ำ ห่มไว้ด้วยผ้าเช็ดตัวผืนหนึ่ง หน้าตานางสดชื่นกว่าตอนที่เจอเมื่อครู่มาก
นางก้าวเดินช้า ๆ ผมที่ปรกหน้านางไว้ซีกหนึ่งเผยตาเพียงข้างเดียวในเวลาเช่นนี้น่ากลัวนัก
ไอเซ็ทเดินไปหาลิลิธที่นั่งตัวสั่นนิด ๆ นางเอื้อมมือไปหยิกแก้มลิลิธเบา ๆ

“เจ้านี่ก็น่ากินเหมือนกันนะ” นางกล่าวพร้อมขยิบตาให้ เล่นเอาสติของลิลิธแทบจะเตลิดไป นางทำท่าเหมือนจะลุกหนี
หากแต่นางถูกไอเซ็ทกดไว้กับเก้าอี้ที่นั่ง

“ข้า…” ไอเซ็ทค้างคำไว้ ลิลิธที่นั่งอยู่ถึงกลับเหงื่อออก นางพยายามฝืนแรงของไอเซ็ทหากแต่ไม่ได้ผล
ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างไอเซ็ทจะมีแรงมากถึงขนาดนี้

“ข้า… พูดเล่นน่ะ” ไอเซ็ทพูดด้วยสีหน้าเรียบ ๆ

“พูดเล่น???” ลิลิธทวนสิ่งที่ไอเซ็ทกล่าว สีหน้าค่อนข้างงุนงงอย่างมาก

“ใช่แล้ว พูดเล่น ข้าแค่ให้พวกข้ารับใช้ไปดูแลสวนข้างล่างเท่านั้นเอง” ไอเซ็ทย้ำคำตอบ ก่อนจะเดินไปยังตู้เสื้อผ้า
ปล่อยให้ลิลิธนั่งทำหน้าตะลึงอยู่ที่เก้าอี้ นี่นางต้องมานั่งแยกคำจริง คำเท็จจากไอเซ็ทตลอดเลยงั้นรึ
เพราะเอาแค่ตอนเช้านี้นางโดนไอเซ็ทพูดล้อเล่นแล้วถึงสองครั้งติด ๆ

ไอเซ็ทเดินออกจากห้องแต่งตัว นางใส่เสื้อแขนกุดสีม่วงอ่อน กระโปรงยาวสีฟ้า ชุดที่ใส่มันทำให้ผิวนางดูขาวสว่าง
กว่าเดิมมากทีเดียว ลิลิธมองไอเซ็ทอย่างไม่วางตา จนไอเซ็ทพูดพร้อมรอยยิ้มออกมา

“แหม ๆ เจ้าอยากจะกินข้าแทนซะแล้วงั้นรึเนี้ย” น้ำเสียงของไอเซ็ทนั้นช่างยียวนกวนประสาทมาก ๆ

ลิลิธแทบอยากจะลุกขึ้นมาตบไอเซ็ทซักที ความรู้สึกที่ว่านางเป็นคนใจเย็นอารมณ์ดีมันเกือบจะเปลี่ยนเป็นว่า
นางผู้นี้ช่างอุดมไปด้วยความสามารถในการยียวนกวนประสาทผู้อื่นจริง ๆ พาลทำให้นางสงสัยว่า
ทำไมไอเซ็ทถึงได้ไม่มีปัญหากับนามาฮ์และอาแกรท หรือบางทีกับสองคนนั้นไอเซ็ทไม่ยุ่งเลยเอาแต่มายุ่งกับนางอยู่เช่นนี้

“นี่เจ้าล้อเล่นข้าเช่นนี้สนุกมากนักรึไง” ลิลิธกล่าวด้วยน้ำเสียงโมโหนิด ๆ

“อืม สนุกมากเลยล่ะ” ไอเซ็ทตอบตรง ๆ มันช่างดูกวนประสาทสุด ๆ จนลิลิธอยากจะตวาดออกไป

“ตั้งแต่ข้ามาอยู่ที่นี่ ข้าไม่เคยสนุกเหมือนที่ได้อยู่กับเจ้าเลยล่ะ” นัยน์ตาของไอเซ็ทฉายแววความเศร้าออกมาจนเห็นได้ชัด แม้ว่านางจะพูดทั้งรอยยิ้มก็ตาม ทำเอาลิลิธไม่กล้าเอ่ยปากตวาดออกไปอย่างที่ใจคิด ไม่ใช่เพราะความสงสาร แต่นางเองก็ตอบไม่ได้ว่าทำไมถึงไม่อยากที่จะว่ากล่าวไอเซ็ทออกไป

ไอเซ็ทเท้าเอว แล้วยื่นหน้ามาใกล้ ๆ ลิลิธ “นี่เจ้า... จะไปกันรึยัง?”

ลิลิธยิ้มออกมานิดหน่อย สิ่งที่ไอเซ็ทแสดงออกเมื่อครู่ ทำให้นางคิดว่า

‘ก็แค่เพียงล้อเล่น เอาเถอะมีคนเล่นด้วยอาจจะรำคาญไปบ้าง ดีกว่าวัน ๆ เจอแต่พวกหน้าบึ้งหน้างอ ไม่ก็พวกที่ส่งสายตากินเลือดกินเนื้อแบบนามาฮ์ กับ อาแกรท’

ทั้งสองเดินออกจากห้องไป โดยไปตามระเบียงทางทิศตะวันออกเรื่อย ๆ
ระหว่างทางลิลิธถามถึงห้องที่มีเครื่องดนตรี กับภาพวาดในทางที่นางผ่านมา

“ไอเซ็ท ห้องที่มีเครื่องดนตรีกับรูปภาพทางนู้นนั่นห้องของใครรึ”

“หืม... ของข้าเอง” ไอเซ็ทตอบราวกับว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ

“ของเจ้ารึ? เจ้าจะบอกว่าเครื่องดนตรีในห้องนั้น กับ ภาพวาดนั่นของเจ้าทั้งหมดเลยรึ” ลิลิธถามย้ำ เพราะไม่คิดว่าไอเซ็ทจะชอบอะไรเช่นนั้น ก็ท่าทางนางไม่เหมือนคนที่จะเล่นดนตรี หรือวาดรูปเลยซักนิด

“เครื่องดนตรีน่ะ ปกติข้าเอาไว้เล่นให้ซามาเอลฟัง กับเวลามีงานสังสรรใด ข้ามักเป็นผู้บรรเลงให้เหล่าเทวทูตที่เป็นแขกของ
ซามาเอลฟังน่ะ ส่วนภาพวาดเหล่านี้ ข้าวาดเอง เวลาอยู่ในคฤหาสน์เวลาว่างมันมีมากมายเหลือเกินข้าก็เลยวาดมันไปเรื่อย ๆ ไม่นึกว่ามันจะสะสมได้มากขนาดนี้” ไอเซ็ทอธิบาย

ลิลิธทึ่งในตัวของไอเซ็ทอย่างมาก ตั้งแต่วันแรกเหมือนนางจะดูไม่น่าจะมีความสามารถอะไรทางนี้เลย แต่นางกลับสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่เห็นมากนัก

“เจ้านี่เก่งจริง ๆ” ลิลิธกล่าวชมตรง ๆ
แต่ไอเซ็ทกลับเหมือนไม่ค่อยยินดีต่อคำชมเท่าไหร่ นางหยุดคิดอะไรซักอย่าง แล้วเอ่ยขึ้นมา

“เจ้าว่า เจ้าผ่านห้องศิลป์มา แสดงว่าเจ้าเดินมาทางระเบียงตะวันตก งั้นรึ?” ไอเซ็ทหันไปถามลิลิธ

“ใช่แล้ว ข้าเดินมาเรื่อย ๆ ตามทางจากห้องสมุดน่ะ” ลิลิธตอบ

ไอเซ็ทนางทำนิ้วเป็นเชิงชี้ไปทางตะวันตก “เจ้าเข้าห้องสีม่วงรึเปล่า?” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเหมือนวิตกอะไรบางอย่าง

“ไม่ ข้ารู้สึกว่ามันน่ากลัว เลยเดินผ่านมาเฉยๆ” ลิลิธตอบ ไอเซ็ทนั้นถอนหายใจออกมา ความวิตกเหมือนจะจางหายไป

“ทำไมรึ ห้องนั้นมีอะไร??” ลิลิธเริ่มแสดงความสงสัยออกมาอย่างชัดเจน

“ห้องของนามาฮ์น่ะ” ไอเซ็ทมองตรงไปข้างหน้าพลางตอบด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเรียบเฉย

เพียงเท่านี้ลิลิธก็ไม่อยากซักไซร้ต่อแล้ว นางพอจะเดาได้ทันทีว่าห้องทางตะวันออกต้องเป็นห้องของอาแกรทเป็นแน่ แต่นางก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมนางถึงมาอยู่ไกลจากไอเซ็ท ทั้ง ๆ ที่ถ้าเรียงตามอันดับที่ซามาเอลกล่าวเมื่อวันแรก นางน่าจะอยู่ใกล้ ๆ ไอเซ็ทด้วย

“ทำไมห้องเจ้าไม่อยู่ใกล้ ๆ ห้องข้าล่ะ แต่กลับเป็นนามาฮ์ และ อาแกรทมาขนาบข้า” ลิลิธซักถามด้วยความสนใจ

“เจ้านี่ช่างสงสัยจริง ๆ นี่ถ้าไปอยู่กับนามาฮ์คงโดนนางบ่นจนหูชาเป็นแน่ ๆ”
“เจ้าคงคิดในสิ่งที่ซามาเอลพูดถึงอันดับหนึ่ง สอง สาม และสี่ ถ้าเจ้าคืออันดับสี่ ก็น่าจะอยู่ใกล้อันดับสามอย่างข้าสินะ”

ลิลิธที่ฟังไอเซ็ทถาม ก็พยักหน้ารับ ด้วยเพราะนางคิดว่ามันน่าจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ไอเซ็ทหรี่ตาลงเล็ก นิ้วมือสัมผัสริมฝีปากตนเอง เหมือนไม่ค่อยอยากจะกล่าวถึงเหตุผลซักเท่าไหร่

“ข้าน่ะนะ เป็นเบอร์สองต่างหาก” นางกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉยพลางปรายตามองที่ลิลิธ

ลิลิธเริ่มสับสนต่อสิ่งที่ไอเซ็ทกล่าว เพราะเมื่อวานนี้ซามาเอลเป็นผู้กล่าวเองว่าไอเซ็ทนั้นเป็นอันดับที่ 3

“แต่ซามาเอล...” ลิลิธพยายามจะยืนยันสิ่งที่เธอได้รับรู้มา

“มันก็แค่เรื่องลำดับตำแหน่งที่จัดกันภายหลังน่ะ นามาฮ์นั้นมาอันดับหนึ่งตั้งแต่ต้น ส่วนข้าอันดับสอง หลังจากที่ซามาเอลได้ข้ามาประมาณ 10 ปี ซามาเอลก็ได้อาแกรทมา จนผ่านมาอีกเกือบ 7 ปีนี่ล่ะที่ได้เจ้ามาอีกคน”

“ฉะนั้นถ้าแบ่งห้องทั้งสี่ทิศ ที่วนตามลำดับ ก็จะเป็นนามาฮ์ ข้า อาแกรท และเจ้า ซึ่งห้องเจ้าจะอยู่กึ่งกลางระหว่างนามาฮ์และอาแกรทแน่นอน” ไอเซ็ทอธิบายอย่างละเอียด จนลิลิธเข้าใจเรื่องห้อง หากแต่นางก็ยังคาใจเรื่องลำดับที่มีการเปลี่ยนแปลง ทว่านางก็ไม่กล้าถามออกไปด้วยสีหน้าของไอเซ็ทนั้นแสดงออกชัดว่ามิได้อยากกล่าวถึงเรื่องนี้สักเท่าใด

ทั้งสองเดินมาเรื่อย ๆ โดยไอเซ็ทอธิบายห้องต่าง ๆ จนมาถึงชั้นล่าง จริง ๆ แล้วห้องโถงที่เมื่อวานลูซิเฟอร์พานางมาพบ
ซามาเอลเป็นครั้งแรกนั้น เป็นห้องส่วนหน้า แต่ยังมีห้องหับที่มีขนาดใหญ่เพื่องานเลี้ยง สังสรร และอื่น ๆ อยู่ในชั้นหนึ่งอีกมากมาย ไอเซ็ทนำลิลิธออกมาด้านนอกผ่านทางประตูทางออกด้านทิศตะวันตก

“ทางด้านหน้านั่น เป็นทางเข้าซึ่งประดับดอกกุหลาบแดง เจ้าคงเห็นตอนเข้ามาแล้วนะ ทางฝั่งทิศตะวันออกจะมีทะเลสาบขนาดไม่ใหญ่มากอยู่” ไอเซ็ทอธิบายไป พลางพาเดินขึ้นไปทางเหนือช้า ๆ

“แล้วทางทิศใต้นั่นล่ะ” ลิลิธกล่าวพลางชี้นิ้วไปทางทิศใต้ที่นางเคยเห็นสวนดอกไม้สีฟ้า

“ทางนั้นน่ะ แบ่งเป็นสองส่วน ใกล้ๆ ห้องข้าเป็นสวนดอกไม้ที่ข้าปลูกแล้วให้พวกข้ารับใช้ดูแล”

“ส่วนทางทิศใต้เยื้องไปทางตะวันตกน่ะ เป็นทุ่งดอกไม้เหมือนกัน แต่...”
ไอเซ็ทหยุดคำไว้ นางยืนมองดูสีหน้าเบื่อหน่ายก่อนจะเอานิ้วไปแตะที่ริมฝีปากตนเอง

“ข้าว่าเจ้าไปดูด้วยตาดีกว่า” ว่าแล้วไอเซ็ทก็เดินนำลิลิธไปทันที

ไอเซ็ทค่อย ๆ เดินไปช้า ๆ ท่าทางนางค่อนข้างระแวดระวัง ราวกับว่าที่นั่นจะมีอะไรที่อันตรายอยู่
ลิลิธเองก็เดินตามไปติด ๆ แทบจะไม่ให้ละสายตาเลยก็ว่าได้ เนื่องเพราะเส้นทางค่อนข้างมีต้นไม้ขึ้นมากมาย ลิลิธเองก็กลัวว่าถ้าพลัดหลงไปแล้ว ลำพังนางเองจะกลับไปก็อาจจะมีการหลงทางเกิดขึ้นได้เป็นแน่

ใช้เวลาไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงทุ่งดอกไม้ดังกล่าว เป็นดอกไม้ขนาดใหญ่สีเหลือง แต่ลำต้นไม่สูงนัก บางต้นไร้ดอก บางต้นมีลักษณะเหมือนมีเพียงใบใหญ่ ๆ สองใบเท่านั้นเอง ซึ่งดูไปก็คล้ายกับดอกทานตะวันอย่างมาก

ลิลิธที่เห็นภาพดังกล่าวถึงกันยิ้มออกมา เพราะนางไม่เคยเห็นทุ่งดอกทานตะวันใหญ่โตเช่นนี้มาก่อน

“ไอเซ็ทข้าเข้าไปดูใกล้ ๆ ได้รึเปล่า” ลิลิธถามไอเซ็ทก่อน ด้วยเพราะนางเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็นอาณาเขตของใครรึไม่

“มันก็ได้อยู่ แต่ข้าจะทำอะไรให้เจ้าดูก่อน แล้วค่อยตัดสินใจอีกทีก็ไม่สาย” ไอเซ็ทกล่าวพลางเอามือทั้ง 2 ข้างประกบกัน
นางเริ่มร่ายมนต์บางอย่าง มีเสียงออกมาค่อนข้างแผ่วเบา พลันก็เกิดมีวงแหวนสีขาวที่มีตัวอักขระรูนวนรายล้อมมือของนาง
ไอเซ็ทค่อย ๆ แยกมือที่ประกบกันออก มีแสงขาวส่องออกมาจากมือ ค่อย ๆ รวมตัวกันอย่างช้า ๆ จนเริ่มก่อเป็นรูปเป็นร่างซึ่งมีลักษณะคล้ายนก

ลิลิธสนใจต่อสิ่งที่ไอเซ็ททำอยู่อย่างมาก แม้นางจะไม่เข้าใจว่าไอเซ็ทกำลังทำสิ่งใดก็ตามที

นกที่ไอเซ็ทสร้าง ออกมาเป็นรูปร่างสมบูรณ์แล้ว มันเกาะบนมือของไอเซ็ท หัวของมันส่ายไปมา
แล้วมันก็บินไปทางทุ่งดอกไม้นั่น ทว่าไม่ทันที่มันจะบินผ่านไปได้ซักเท่าไหร่ มีดอกไม้ดอกหนึ่งโน้มตัวไปที่นก
ใจกลางของดอกอ้าออกมา แล้วกัดเข้าที่ปีกนกทันที นกที่เสียหลัก ห้อยลงมา พลันโดนต้นไม้ที่ดูเหมือนมีแต่ใบ ส่งระยางออกมาพันรอบตัว มันพยายามดึงนกเข้าไปยังใบของมันที่อ้าออก ลิลิธเห็นเช่นนั้นถึงกับตะลึง อ้าปากค้างเลยทีเดียว

ตูม!!!

เสียงนกตนนั้นระเบิดออก ต้นไม้ที่รุมกัดมันโดนแรงระเบิดไหม้บ้าง กิ่งก้านขาดบ้าง
ปรากฏของเหลวบางอย่างสีแดงสดราวกับโลหิตไหลออกมา

ลิลิธได้แต่เงียบ.... นี่มันต้นไม้อะไรกัน ที่นี่เลี้ยงอะไรไว้กันแน่ นางหันไปมองหน้าไอเซ็ทด้วยความงุนงงปนความหวาดกลัวต่อสิ่งที่เห็น

ไอเซ็ทมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วกล่าวขึ้น
“นี่คือสิ่งมีชีวิตที่กำเนิดมาเพื่อช่วงชิงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล โดยไม่แบ่งแยกเผ่าพันธุ์ และมันคือ สิ่งที่นามาฮ์สร้างขึ้นมา”
----------------------------------------------

“ม...มันก็ดูน่ารักดีนะไอเซ็ท” ลิลิธเย้าไอเซ็ท
“... ถ้าเจ้าว่าน่ารัก เดี๋ยวข้าจะจับเจ้าโยนไปกลางวงพวกมันให้” ไอเซ็ทกล่าวพลางยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
ลิลิธยิ้มแหย ๆ พลางคิดในใจ ไอ้พวกนี้มันตัวอันตรายแน่ ๆ ของอันตราย ไม่น่ารักเช่นนี้จะมีไว้ทำไม
“... แต่ไอ้ดอกของมันเวลาบานก็สวยจริงๆ ล่ะ” ไอเซ็ทกล่าว แต่หน้าตาของนางเหมือนพูดประชดซะมากกว่า

--------------------------------------Next to Chapter 4




 

Create Date : 18 มกราคม 2553    
Last Update : 18 มกราคม 2553 20:08:28 น.
Counter : 627 Pageviews.  

Angel Caido Luci ตอนที่ 2

Back to Chapter 1

----------------------------------
Chapter2
“จากการตรวจสอบซากของ D-3 มีเพียงบาดแผลจากการถูกฟัน และถูกยิงด้วยกระสุนขนาด 7.62 นาโต้ เท่านั้น”

ชายผู้หนึ่งโชว์ภาพบนจอสกรีนขนาดใหญ่ เป็นภาพของเจ้าสิ่งนั้น ที่คาเรนจัดการไป

“สิ่งที่ทำให้มันเสียชีวิตคือ กระสุนปืนจำนวนมากที่ถูกยิงใส่ที่บริเวณชายโครง ทะลุปอดและหัวใจ”

ภาพถูกเปลี่ยนไปเป็นอีกภาพ

“สิ่งที่น่าสนใจคือ กระสุนที่ฝังอยู่ในดวงตาของมัน” ภาพถูกเปลี่ยนอีกครั้ง

ชายอีกคนทำท่าทางชี้นิ้ววน ๆ ไปที่รูปบนสกรีน พร้อมกับเอ่ยถาม
“มัน มีอะไรแปลกยังงั้นรึ?”

“จากการตรวจสอบ ลูกกระสุนที่ดวงตามีทั้งหมด 5 นัด แต่เป็นการยิงเข้าเป้าจุดเดียวกัน 2 นัดซ้อน ดวงตาทั้ง 2 ข้างเท่ากับ 4 นัด ในเวลาที่...ห่างกันไม่ถึงเสี้ยววินาที” ชายที่ทำหน้าที่บรรยายอธิบายออกมา

“หมายความว่ายังไง? คุณจะบอกพวกเราว่า D-3 ถูกยิงที่ดวงตาทั้ง 2 ข้าง ด้วยกระสุน 4 นัดในเวลาที่แทบจะพร้อมกันงั้นรึ” ชายอีกคนตั้งคำถามขึ้น

“ใช่ครับ มันอาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่ผลพิสูจน์เป็นอย่างนั้น กระสุน 2 นัดแรก แยกยิงเข้าที่ดวงตาทั้ง 2 ข้าง อีก 2 นัด แยกกันยิงซ้ำไปที่กระสุนนัดเดิม เทียบจากรอยเขม่าบนลูกกระสุน ระยะเวลาในการยิง ห่างกันเพียง 0.00000001 วินาที”

ชายที่อยู่หน้าสกรีนอธิบาย พร้อมกับเสียงดังเซ็งแซ่ในที่แห่งนั้น เพราะอัตราความเร็วในการยิงเช่นนี้ มันเป็นไปไม่ได้

“ใครเป็นผู้ลั่นไก?” ชายคนหนึ่งในห้องกล่าวถามขึ้น ชายที่อยู่หน้าสกรีนจึงเปลี่ยนรูปขึ้นจอเป็นภาพของคาเรน

“จากการสอบสวนพยานให้การว่าคือ คาเรน คลาวเรน เจ้าหน้าที่อนุรักษ์พันธุ์สัตว์จอห์น เฮนซ์ ประจำรัฐเพนซิลวาเนีย เป็นผู้ยิงครับ” เขาบรรยายให้คนในห้องรับฟัง

“ไม่น่าเชื่อ ว่าผู้หญิงคนนี้จะทำสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ให้เกิดขึ้น” ชายอีกคนในห้องกล่าวขึ้น

“บางที... เราอาจจะใช้ประโยชน์จากผู้หญิงคนนี้...ได้สินะ” ชายที่อยู่หน้าสุดของห้องแห่งนั้นกล่าวขึ้นมา

ทุกคนในห้องแห่งนั้นจับจ้องมาที่ภาพของคาเรนที่ยังคงฉายอยู่บนสกรีน
--------------------------------

หลังจากเหตุการณ์ที่เจ้าสิ่งนั้นปรากฎตัวในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ที่จอหน์ เฮนซ์
ทางเจ้าหน้าที่ของทาง FBI ได้เข้ามาดูแลในคดีดังกล่าว ซึ่งการสอบสวนได้เสร็จสิ้นไป แต่ไม่มีข้อสรุปของเจ้าสิ่งนั้น

ไม่มีใครสามารถให้คำตอบถึงการมีอยู่ และการมาของมันได้ ทาง FBI ก็ทำได้เพียงสืบหาต่อไป
ทางด้านเหล่าสมาชิกของกองอนุรักษ์พันธุ์สัตว์จอห์น เฮนซ์ ก็ทำได้เพียงไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิตเท่านั้น

“มีคำสั่งอนุญาตให้คุณพักร้อนได้นะคาเรน” หัวหน้าของเธอเดินมาบอกเธอถึงที่โต๊ะทำงาน

“เอ๋??” เธออุทานด้วยความประหลาดใจ เพราะมันไม่น่าใช่เรื่องที่จะต้องหยุดพักอะไร

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ดิชั้นไม่ได้เป็นอะไรมาก” คาเรนกล่าวพร้อมมองไปยังที่นั่งของมาร์คซึ่งเจ้าตัวยังคงอยู่ในโรงพยาบาล

“เอาเถอะ คิดซะว่าพักหัวสมองจากที่ต้องเผชิญอะไรมาต่อเนื่อง มันจะดีต่อสุขภาพของเธอมากกว่านะ” หัวหน้ากล่าว

คาเรนรับฟังโดยไม่ได้กล่าวอะไร เธอก็ยอมรับว่าหลังจากเหตุการณ์นั้นเธอค่อนข้างเพลียและเครียดพอสมควร

ไม่ใช่เรื่องการตายของฟิลลิป หรือความกลัวต่อเจ้าสิ่งนั้น หากแต่มันเป็นความสงสัยในตัวเจ้าสิ่งนั้น

มันมาจากที่ใด? มันจะทำอะไร? และ ใครเป็นผู้สร้างมัน? เพราะเธอไม่เชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสรรสร้างขึ้น

เธอตัดสินใจทำตามคำแนะนำของหัวหน้าอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ก็คิดว่า พักบ้างก็ดี
วันนี้เธอจึงเก็บข้าวของเพื่อกลับไปยังบ้านของเธอที่นิวยอร์ค คาเรนนั้นเสียพ่อและแม่ไปตั้งแต่เด็ก เธอจึงอยู่กับป้า

จนกระทั่งป้าของเธอเสียชีวิตไปเมื่อ 4 ปีก่อนเธอก็อยู่คนเดียวมาตลอด การที่เธอชอบนอนค้างในสำนักงานนั้นเธอจึงมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะถึงกลับบ้านไป เธอก็อยู่เพียงลำพังอยู่ดี

เธอจัดของไปคิดไปว่าช่วงพักยาวนั้นจะทำอะไรบ้าง แต่เธอก็ไม่สามารถสลัดความสงสัยต่อเจ้าสิ่งนั้นได้หมด มันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเธอตลอดเวลา เธอได้แต่พยายามลืม ๆ มันไปซะแล้วจัดข้าวของให้เสร็จเพื่อรีบออกเดินทาง

การเดินทางจากเพนซิลวาเนีย จนมาถึงนิวยอร์คซิตี้ เสียเวลาไปร่วมกว่า 5 ชม. กว่าจะถึงบ้านก็เกือบ 5 โมงเย็นแล้ว
บ้านของเธอเป็นบ้านแบบบราวน์สโตน แม้มันจะดูเก่าแก่ แต่ภายในก็สภาพดีทีเดียว

เธอจอดรถของเธอไว้หน้าบ้าน แล้วขนกระเป๋าที่มีเพียงใบเดียวเข้าบ้านไป แม้ว่าเธอจะกลับบ้านเพียงเดือนละ 2 ครั้ง แต่บ้านก็ไม่ได้สกปรกแต่อย่างใด เธออาจจะดูเหมือนคนปล่อยเนื้อปล่อยตัว ทำอะไรตามสบาย แต่จริง ๆ เธอรักความสะอาดพอดูทีเดียว

เธอเอากระเป๋าไว้ในห้องนอน สิ่งที่เธออยากทำอย่างแรกคือ อาบน้ำ เพราะการเดินทางที่ยาวนานทำให้เธอรู้อยากชำระล้างร่างกายเหลือเกิน หลังจากเอากระเป๋าไปไว้เสร็จ เธอจึงจัดแจงถอดเสื้อผ้า เข้าห้องน้ำทันที

เธอไม่ได้เปิดเครื่องทำน้ำร้อนอุณหภูมิของน้ำจึงค่อนข้างเย็น หากแต่ภายในใจกลับตรงกันข้ามกับอุณหภูมิของน้ำ ความคิดเรื่องเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเธออยู่ เธอใช้เวลาในห้องน้ำเกือบครึ่งชั่วโมง ถึงได้ออกมา

เธอเช็ดหัวตัวเองที่เปียกปอน แล้วนั่งไดร์ผมไป ดูทีวีไป ทีวีช่วงเย็นไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ แต่มันก็พอฆ่าเวลาได้
ระหว่างที่เธอไดร์ผมอยู่นั้น

ปิ๊งป่อง*~

เสียงคนกดกริ่งที่หน้าบ้าน เธอหันหน้าไปดูด้วยความสงสัย เพราะเธอเพิ่งกลับมานั่งได้ไม่ถึงชั่วโมง การที่ใครจะมาหาในทันทีนั้นดูเป็นเรื่องประหลาด แต่เธอไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ เธอเดินไปที่ประตูแล้วมองที่ตาแมวดูว่าคนภายนอกคือใคร

คนที่มามี 2 คน ทั้งสองแต่งตัวดูภูมิฐาน ใส่เสื้อโค้ทคลุมคนหนึ่งสีดำ อีกคนสีเทา แม้ตาแมวจะไม่ได้ให้ภาพชัดเจนนัก
แต่เธอพอจะมองเห็นบัตรประจำตัวของ FBI ในกระเป๋าเสื้อของชายคนหนึ่ง
ในสถานการณ์เช่นนี้คงทำได้แค่เปิดรับสินะ เธอคิดในใจ

“ค่า~~” เธอพูดออกไป เพื่อเป็นการบอกว่ามีคนอยู่ แล้วเธอก็เปิดประตูทันที

“...” ชายที่มาทั้งสองได้แต่นิ่งอึ้ง คงไม่แปลกที่พวกเขาจะยืนนิ่ง เพราะสภาพที่คาเรนออกไปนั้น
มีเพียงผ้าเช็ดตัวโจมอกออกไป ผมเธอก็ยังไดร์ไม่เรียบร้อยจึงเปียกหมาดๆ อยู่

“คะ?” เธอพูดเพื่อกระตุ้นคนทั้งสอง

“อ่ะแฮ่ม” ชายคนหนึ่งกระแอ่ม ทั้ง ๆ ที่ใบหน้าออกแดง ๆ ด้วยความอาย ทว่าคาเรนกลับไม่มีทีท่าอายเลยซักนิด

“เข้ามาก่อนก็ได้ค่ะ คุณนักสืบ” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้มราวอย่างเป็นมิตร
นักสืบทั้งสองมองหน้ากันเลิ่กลั่กกับการเชื้อเชิญของสาวในชุดผ้าเช็ดตัว
คาเรนเดินเข้าบ้านไปก่อน นักสืบทั้งสองเดินตามไปติด ๆ

“รับกาแฟมั้ยคะ?” คาเรนเอ่ยถามขึ้น

นักสืบคนหนึ่งตอบกลับว่า “ไม่เป็นไรครับ พวกผมดื่มมาเรียบร้อยแล้ว”
เธอจึงเดินนำนักสืบทั้งสองมาที่โซฟา ในห้องรับแขกของเธอ

“ขอโทษนะคะ บ้านยังไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่ เพราะไม่ได้กลับมาหลายวันน่ะค่ะ” คาเรนออกตัว

“ไม่เป็นไร พวกผมแค่มาแจ้งเรื่องบางอย่างเท่านั้น” นักสืบคนหนึ่งกล่าวขึ้น

“ผมชื่อ แอธร่อน ส่วนนี่คู่หูของผม ดูลอน จาก FBI ครับ” นักสืบที่สวมโค้ทสีเทาแนะนำตัวตนเองและเพื่อนร่วมงาน
คาเรนจับมือเพื่อความยินดีที่ได้รู้จัก

“แล้วคุณนักสืบทั้งสองมาหาดิฉันทั้ง ๆ ที่น่าจะหมดเวลาราชการแบบนี้มีอะไรรึคะ” คาเรนกล่าวถามพร้อมกับปรายตามองสองนักสืบ เธอนั่งไขว่ห้างทั้ง ๆ ที่นุ่งผ้าเช็ดตัวที่โจมอกอยู่ มันช่างทำให้สองนักสืบหวั่นไหวเหลือเกิน

“จริง ๆ ทางเราว่าจะแจ้งคุณทางโทรศัพท์ แต่วันนี้ทางหน่วยติดต่อไปหาคุณที่ทำงานแล้ว พบว่าคุณลาพักร้อน พวกเราเลยต้องมาแจ้งคุณตรง ๆ” นักสืบแอธร่อนอธิบาย สายต่อจับจ้องที่คาเรนหาได้หวั่นไหวกับกิริยาที่คาเรนแสดงเท่าไหร่

“เรื่องสัตว์ประหลาดนั่นสินะคะ ยังมีข้อมูลอะไรไม่ครบรึคะ??” คาเรนกล่าว น้ำเสียงของเธอหาใช่เสียงของความเบื่อหน่าย ที่ถูกถามซ้ำซาก เพราะเธอมองการทำงานของเจ้าหน้าที่ในแง่ดีเสมอ

“พวกผมคงไม่มีหรอกครับ เรามาแจ้งข่าวว่า คดีนี้ได้ถูกโอนให้ทางหน่วยงานพิเศษที่ถูกจัดตั้งขึ้นมา เข้ามาดูแลแล้ว
ซึ่งผมได้รับคำสั่งจากหัวหน้าฝ่ายสืบสวนพิเศษ ให้มาเชิญคุณไปพบน่ะครับ” นักสืบแอธร่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักใจนิด ๆ

“อาฮะ แล้ว?” คาเรนตอบรับพร้อมทิ้งคำถาม

นักสืบดูลอนกล่าวตอบทันที
“ทางหัวหน้าฝ่ายสืบสวนพิเศษ ขอเชิญคุณไปพบที่สำนักงานครับผม” เสียงของเขาดูหนักแน่น

คาเรนทำหน้าประหลาดใจนิดหน่อย เธอถามกลับไป “เดี๋ยวนี้เลยรึคะ??”

“เออ ไม่ครับ ทางนั้นเขาให้คุณเป็นผู้นัดเวลาครับ” นักสืบดูลอนตอบ

มันเป็นเรื่องแปลกที่การสืบสวนจะให้พยานในเหตุการณ์เป็นผู้เลือกเวลาในการ ให้การ ทั้ง ๆ ที่ทางหน่วยงานมีสิทธิ์ที่จะเข้ามาหาและสอบสวนได้เลยแท้ ๆ

คาเรนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะยิ้มออกมา
“คงมีอะไรน่าสนใจสินะคะ เพราะอยู่ ๆ ดิชั้นก็ได้สิทธิ์ในการหยุดพักร้อน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ร้องขอ” คาเรนตั้งข้อสังเกต

“นั้นเป็นเรื่องของเบื้องบน ผมไม่อาจจะให้คำตอบได้ครับ” นักสืบแอธร่อนตอบ

คาเรนผายมือทั้ง 2 ข้างออกเป็นเชิงยอมรับ
“รับทราบค่ะ ดิชั้นคงขอเวลาวันนี้เพื่อพักผ่อนซักวันก่อน แล้วพรุ่งนี้ดิชั้นจะติดต่อไปที่สำนักงานก็แล้วกันค่ะ” คาเรนตอบ

“ครับ ผมจะแจ้งหัวหน้าตามนั้น นี่ครับเบอร์ติดต่อของหน่วยงาน”
นักสืบแอธร่อนยื่นกระดาษซึ่งแจ้งเบอร์ติดต่อของหน่วยงานให้คาเรน เธอรับแล้วเปิดออกดูก่อนที่จะพับมันวางไว้บนโต๊ะ
“ถ้าเช่นนั้นพวกผมก็หมดธุระแล้ว ก็คงขอตัวล่ะครับ” นักสืบแอธร่อนกล่าวลาพร้อมกับลุกขึ้นยืน

“เชิญค่ะ” คาเรนกล่าวตอบ เธอลุกขึ้นเดินนำไปเปิดประตูให้นักสืบทั้งสอง
เธอรอจนพวกเขาไปกันหมด จึงเดินกลับมาที่โต๊ะรับแขก ดูที่อยู่ของหน่วยงาน จากนั้นเธอก็เอามือลูบปอยผมตัวเองเล็กน้อย
“แย่จัง หัวยุ่งอีกแล้ว” เธอบ่นขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
---------------------------

รถยนต์สีดำวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
“ครับ เธอบอกจะติดต่อมาพรุ่งนี้ครับ” นักสืบแอธร่อนกล่าวตอบเสียงหนึ่งในโทรศัพท์ นักสืบดูลอนมองจากฝั่งของคนขับ

“ครับ ทราบครับ คิดว่าไม่มีปัญหาครับ” นักสืบแอธร่อนตอบรับอะไรบางอย่างจากเสียงปลายทาง

“ครับผม” เขากดวางโทรศัพท์ พร้อมกับถอนหายใจแล้วมองดูลอน

“ผมว่าคดีนี้ออกจะซับซ้อนน่าดูเลยนะครับ” นักสืบดูลอนออกความเห็น

นักสืบแอธร่อนมีสีหน้าหนักใจอย่างเห็นได้ชัด เขาเท้าคางเข้ากับกระจกประตูรถ และถอนหายใจออกมา
“บางที มันอาจจะเป็นคดีเหนือมนุษย์ก็ได้ ถ้าหน่วยงานเรามีนักสืบโมลเดอร์ กับ นักสืบสกัลลี่ก็ดีสิ” นักสืบแอธร่อนพูดติดตลกเล็กน้อย แต่ในใจลึก ๆ เขาอยากให้เป็นแบบนั้นจริง ๆ
----------------------------

หลังจากที่คาเรนจัดการผมที่ยุ่งเหยิงของเธอเสร็จแล้ว เธอก็จัดการทำหารแบบง่าย ๆ ทาน พลางดูโทรทัศน์ไป
หากแต่ใจของเธอไม่ได้อยู่กับโทรทัศน์เท่าไหร่ เธอคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้มากกว่า
เธอไม่คิดว่าการที่ทาง FBI ตามตัวเธอแค่เพื่อไปให้การเฉย ๆ มันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น ซึ่งเธอเองก็ตอบอะไรไม่ได้

เธอทานไป คิดไปอยู่ซักพัก จนทานอาหารหมด เธอจัดการล้างและทำความสะอาดครัวพอเป็นพิธี
ความเพลียจากการเดินทาง และเหตุการณ์ต่าง ๆ ทำให้เธอต้องมาปิดทีวี แล้วเข้าห้องนอน ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะสองทุ่มเศษๆ
เธอยังคงคิดอยู่ จนพล่อยหลับไป

คาเรนมาอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งมีสีขาวโพลนไปหมด
มีขนนกสีขาวจำนวนมากล่องลอยบนอากาศ
มีละอองบางอย่างลอยอยู่ด้วย มันมีสีแดงสด เหมือนเลือด
ขนนกบางเส้นกระทบเข้ากับละอองสีแดง มันทำให้ขนนกสีขาวถูกย้อมไปเป็นสีแดง
ทันใดนั้นภาพของสถานที่สีขาว เหมือนห่างออกไป
มันไม่ใช่การถอยห่าง
แต่เหมือนมันลอยสูงขึ้นไป
เรื่อย ๆ ๆ
ไม่สิ ตัวเธอกำลังตกลงไปต่างหาก
อย่างรวดเร็ว เร็วขึ้น เร็วขึ้น และเร็วขึ้น

ตึง!!!

“ว้าย” คาเรนร้องเสียงดัง จนนกที่เกาะตามหน้าต่าง พากันบินกระเจิงไปหมด

เธอนอนตกเตียงอีกแล้ว

“อูย~~” เธอร้องโอดโอย เพราะเตียงของเธอมันสูงกว่าเตียงที่สำนักงานเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์พอสมควร

เธอโผล่ออกมาจากกองผ้าห่มที่ตกลงมาพร้อมเธอด้วยสีหน้ามึนงง เธอหันซ้ายหันขวาก่อนที่จะยันตัวลุกขึ้นมา

“อึ้บ!!” เธอบิดขี้เกียจพร้อมกับเดินไปเปิดกระจก ห้องนอนเธออยู่ที่ชั้น 3 ของตัวบ้าน

อากาศยามเช้าที่นี่แม้จะไม่สดชื่นเท่าในป่า แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายนัก

เธอมองดูเหล่าผู้คนที่ออกไปทำงานในตอนเช้า เธอไม่เคยต้องเร่งรีบอะไรแบบนี้ ชีวิตคนเมืองดูไม่เหมาะกับเธอเลยจริง ๆ
เธอเอามือทาบที่ขอบหน้าต่าง ค่อย ๆ ทรุดตัวลงจนไปนั่งพับเพียบกับพื้น คางของเธอชนกับแขนที่ขอบหน้าต่างล่าง
แล้วมองสิ่งต่าง ๆ จากหน้าต่างห้องนอน พร้อมกับยิ้มออกมา

“ชั้น... ไม่เคยนึกเสียใจเลยนะ ที่เธอให้ชั้นมีชีวิตอยู่... มิคาเอล” เธอพูดเบา ๆ แล้วหลับตาลงทั้งรอยยิ้ม

เธออยู่อย่างนั้นครู่ใหญ่ ถึงได้ค่อย ๆ ยันตัวขึ้นมา
“เอาล่ะ วันนี้มีเรื่องต้องจัดการนะ คาเรน” เธอพูดพร้อมกับเอามือทั้ง 2 ตีไปที่แก้มตัวเอง เพื่อกระตุ้นให้ลืมตาตื่นเต็มที่

เธอจัดแจงถอดชุดนอนออก แล้วเข้าห้องน้ำทันที
เธอใช้เวลาในการแต่งตัวไม่นานนัก วันนี้เธอเลือกใส่เสื้อเชิ้ตขาวแขนยาว กางเกงขายาวสีดำ
คาเรนแต่งหน้าเพียงบาง ๆ เท่านั้น ริมฝีปากสีชมพูของเธอแทบไม่ต้องทาลิปสีใดเพิ่มอีก เพียงแค่ลิปแคร์ก็เพียงพอแล้ว

หลังจากนั้นก็เธอเช็คความพร้อมที่กระจกบานใหญ่ในห้องก่อนออกจากบ้านไป
คาเรนโยนกระเป๋าถือไปในรถ WJ ซึ่งเป็นพาหนะที่เธอใช้มาตลอดเกือบ 5 ปี
เธอดูนาฬิกาข้อมือแล้วค่อย ๆ ขับออกไปโดยวางแผนไปหาอะไรกินก่อน เพราะจากบ้านเธอไปถึงสำนักงาน FBI สาขานิวยอร์คขึ้นทางด่วนไป ก็เพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้น

เธอแวะซื้อหนังสือพิมพ์ แล้วก็ไปนั่งทานโดนัทกับกาแฟที่ร้านใกล้บ้านเธอ เธอนั่งอยู่ในร้านจนใกล้ ๆ 9 โมงถึงได้
ติดต่อไปยังสำนักงาน FBI ในนิวยอร์ค

“ค่ะ สำนักงาน FBI สาขานิวยอร์คนะคะ” คาเรนย้ำถามโอเปอเรเตอร์

“ค่ะ จะขอติดต่อถึง เออ....ซักครู่นะคะ” คาเรนหยิบแผ่นกระดาษที่ทางนักสืบแอธร่อนให้ไว้มาดู

“อา ถึง คุณมอร์เฟียช มอเฟียช โอวิธ ที่อยู่แผนกสืบสวนคดีพิเศษน่ะค่ะ....ค่ะ....ฝากข้อความก็ได้ค่ะ”

“ดิชั้นจะไปถึงที่นั่นประมาณ 9.30 น. ค่ะ....ค่ะ....แค่นี้ล่ะค่ะ....”
หลังจากฝากข้อความ เธอวางสายแล้วเดินไปที่รถทันที
-------------------------------------

ตรู๊ดๆ ๆ ๆ

เสียงโทรศัทพ์ภายในแผนกสืบสวนพิเศษ
เจ้าหน้าที่สาวคนหนึ่งเดินไปรับ
“ค่ะ ค่ะ ขอบคุณค่ะ” เธอวางสายแล้วเดินไปยังห้อง ๆ หนึ่ง ด้านหน้าติดป้ายไว้ หัวหน้าแผนกสืบสวนพิเศษ

เธอเคาะประตูเบา ๆ สักครู่ก็มีเสียงจากในห้อง

“เข้ามาได้”

เธอเปิดประตูเข้าไป ในห้องมีเพียงชายผิวดำอายุไม่มากนัก เขาเงยหน้ามองเจ้าหน้าที่สาว
“หัวหน้าคะ โอเปอเรเตอร์ชั้นล่างโทรมาแจ้งว่า คุณคลาวเรน มาถึงแล้วค่ะ จะให้ดิชั้น…” เธอพูดค้างคำไว้

“เดี๋ยวผมจะลงไปพบเธอเอง” ชายผิวดำกล่าวขึ้น พร้อม ๆ กับลุกขึ้น ทำให้เห็นรูปร่างอันสูงใหญ่ของเขา
ทั้งสองเดินออกจากห้องพร้อม ๆ กัน

“นักสืบฟิลด์ ช่วยมากับผมหน่อย” ชายชุดดำสั่งลูกน้องตนเอง ชายในชุดเสื้อเชิ้ตขาวผูกเน็คไทสีเทาลุกขึ้นแล้วเดินตามชายผิวดำไป
------------------------------

ณ ล็อบบี้ด้านล่าง คาเรนนั่งอยู่ที่โซฟา
ผู้คนเดินไปมาในสำนักงาน FBI พอสมควร เธอมองผู้คนที่เดินเข้าเดินออก สังเกตคนนั้นคนนู้นไปเรื่อย ๆ

“คุณคลาวเรนครับ” เสียง ๆ หนึ่งทักคาเรนจากทางด้านหลัง เธอจึงลุกหันไปหา
ชายผิวดำผู้ที่ทักคาเรนยื่นมือมาจับแสดงการทักทาย

“ผมมอเฟียช โอวิธ หัวหน้าฝ่ายแผนกสืบสวนพิเศษ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
“และนี่นักสืบฟิลด์ แกรนท์” เขาแนะนำผู้ที่ติดตามเขามาด้วย นักสืบฟิลด์เดินไปจับมือกับคาเรน

“เรียกคาเรนเฉย ๆ ก็ได้ค่ะ แล้วก็จริง ๆ ให้ดิชั้นขึ้นไปหาก็ได้นะคะ” คาเรนกล่าวด้วยน้ำเสียงเกรงใจ

“ไม่ครับ พวกผมเป็นฝ่ายเชิญคุณมาผมคิดว่าการลงมาต้อนรับจะดีกว่า” มอเพียชกล่าว
คาเรนหรี่ตาลงเล็กน้อย พลางคิดในใจ

‘ต้อนรับงั้นรึ...’

“งั้นจะให้ดิฉันให้การที่ใหนรึคะ?” คาเรนถามขึ้น ด้วยน้ำเสียงซื่อ ๆ

“ไม่อยากให้เรียกว่าให้การนะครับ เรียกว่ามาคุยเพื่อขอข้อมูลบางอย่างจะดีกว่า” มอเฟียชยิ้มที่มุมปาก

คาเรนปรายตามองมอเฟียช และหัวเราะเบา ๆ
“เป็นการนัดสาวไปเดทรึเปล่าคะ?” เธอกระเซ้ามอเฟียช

“คุณนี่เป็นคนอารมณ์ดีกว่าที่ผมคิดซะอีก ถ้าเช่นนั้นร้านอาหารซักที่ ที่ไม่มีคนมากเกินไปนะครับ” มอเฟียชตามน้ำ
คาเรนพยักหน้าเป็นการตอบรับข้อเสนอของมอเฟียช

“ถ้าอย่างนั้น นักสืบฟิลด์ ผมคงต้องขอตัวไปเดทกับคุณผ้หญิงคนนี้ซักหน่อยนะครับ” มอเฟียชกล่าวพร้อมมองไปที่ลูกน้อง
นักสืบฟิลด์พยักหน้ารับแล้วเดินกลับสำนักงานไป ปล่อยให้คาเรนอยู่มอเฟียช

“เชิญครับคุณผู้หญิง” มอเฟียชผายมือให้กับคาเรน
คาเรนยิ้มเล็กน้อยก่อนเดินออกจากสำนักงาน FBI ไปยังรถของมอเฟียช

ภายในรถเก๋งสีดำของมอเฟียช เมื่อเขาขับรถออกจากสำนักงานได้ครู่ใหญ่ คาเรนซึ่งนั่งอยู่ก็หัวเราะขึ้นเบา ๆ
“คุณโอวิธ คุณนี่ก็ขี้เล่นดีจริง ๆ นะคะ” เธอกล่าวพร้อมกับปรายตามองไปที่มอเฟียชที่ขับรถอยู่

“ผมว่าบางที ถ้าใครพูดเล่นกับเรา เราก็น่าที่จะพูดเล่นกับเขากลับไปน่ะครับ” มอเฟียชกล่าวตอบ

“ก็ดีค่ะ คุยด้วยได้อย่างสบายใจดี” คาเรนยิ้มรับ

ทั้งคู่มาถึงร้านอาหารแห่งหนึ่ง ภายในร้านมีผู้คนไม่มากนัก เหมาะแก่การคุยงานและธุระจริง ๆ
คาเรนเดินไปเลือกที่นั่งริมหน้าต่างทันที เพราะเธอชอบที่จะนั่งดูภาพผู้คนเดินไปเดินมาพอสมควรทีเดียว

“จะรับอะไรดีครับ” บริกรเข้ามาถามทั้งสอง มอเฟียชผายมือไปยังคาเรนให้เธอสั่งก่อน

“กาแฟ กับ แซนวิชทูน่าค่ะ” คาเรนตอบบริกร

“กาแฟอย่างเดียวครับ” มอเฟียชตอบ หลังจากที่บริกรเดินออกจากโต๊ะไป คาเรนจัดแจงพูดก่อนทันที

“เข้าเรื่องเลยดีกว่าค่ะ ที่เชิญมาวันนี้ต้องการทราบเรื่องอะไรคะ?” เธอกล่าวถามด้วยใบหน้าที่ยังคงยิ้มแย้ม

มอเพียชนิ่งเงียบไปชั่วขณะ คงเพราะไม่คิดว่าผู้หญิงที่ดูขี้เล่นไม่จริงจังอะไร แต่กลับถามตรง ๆ เช่นนี้
“หลัก ๆ ก็คงเรื่องเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นล่ะครับ แต่คงไม่ได้เก็บข้อมูลอะไรเป็นพิเศษ เพราะทางผมก็มีข้อมูลหลายอย่างมากพอจะให้ในการสืบคดีได้ การที่เชิญคุณมาในครั้งนี้ น่าจะเรียกว่า มาขอความร่วมมือมากกว่า”
มอเฟียชร่ายยาว สายตาจับจ้องไปที่คาเรน เช่นเดียวกันคาเรนก็จับจ้องไปที่มอเฟียช

“ขอความร่วมมือ?” คาเรนทวนคำในคำพูดของมอเฟียชด้วยน้ำเสียงสงสัย

“ครับ จากการสืบสวนข้อมูล พยานหลักฐานต่าง ๆ ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมาเป็นที่ยืนยันว่า เจ้าสัตว์ประหลาดที่คุณจัดการไปนั้น ไม่ได้มีตัวเดียว” มอเฟียชกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังมากขึ้น หากแต่คาเรนที่รับฟังอยู่ดูไม่มีปฏิกิริยาว่ามันเป็นเรื่องน่าตกใจเลยสักนิด

“ข้อมูลที่เรามีในมือ มีการให้ข้อมูลการพบเจ้าสัตว์ประหลาดนี้ในวอชิงตันดีซี และที่นิวยอร์คนี้ เพียงแต่ เรายังไม่มีภาพถ่ายที่ยืนยันเท่านั้น” มอเฟียชอธิบายต่อ ระหว่างนั้นบริการได้นำอาหารที่สั่งมาเสิร์ฟ

คาเรนหยิบถ้วยการแฟขึ้นมาจิบเล็กน้อย ก่อนที่จะถามออกไป
“มีผู้เสียหายรึเปล่าคะ?” เธอถามด้วยสีหน้าที่ดูเรียบเฉย

“ที่วอชิงตัน มีผู้เสียชีวิต 4 ราย ส่วนที่นิวยอร์คนี่ยังไม่มีครับ” มอเฟียชตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เช่นกัน

“อะไรที่ทำให้คุณโอวิธเชื่อว่าเป็นการกระทำของสัตว์ประหลาดล่ะคะ มันอาจจะเป็นเหตุฆาตรกรรมก็ได้” คาเรนกล่าวถามด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ

“เศษขนที่พบในที่เกิดเหตุมันเป็นแบบเดียวกับเจ้าตัวที่คุณจัดการไป แต่มันคนละสีกันเท่านั้นเอง” มอเฟียชตอบพร้อมหยิบถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบ เขายังคงมองดูปฏิกิริยาของคาเรน

“ถ้านั่นคือข้อมูลเพิ่มเติม การที่คุณนำเอาข้อมูลซึ่งน่าจะเป็นข้อมูลปกปิดมาบอกให้ดิฉันทราบแบบนี้ คุณต้องการอะไรจากทางดิฉันรึคะ?” คาเรนค่อย ๆ ใช้ส้อมจิ้มแซนวิชออกจากจาน

“สิ่งที่ทางผมต้องการทราบคือ คุณจัดการมันได้ยังไง” มอเฟียชจ้องมาที่คาเรนแล้วยิ้มออกมา

“ก็จากที่ผลชันสูตรนั่นล่ะค่ะ ดิชั้นจัดการมันด้วยปืน ก็เท่านั้นเอง” คาเรนตอบแบบไม่รู้ไม่ชี้

“เดี๋ยวนี้เครื่องมือพิสูจน์หลักฐานทันสมัยมีมากมายนะครับ คุณคาเรน” มอเฟียชแสดงสีหน้าเหมือนรู้อะไรบางอย่าง

“ผลพิสูจน์กระสุนในห้องแลปมีการยืนยันว่ากระสุนที่คุณยิงใส่ที่ดวงตาของมัน นั้น มันถูกยิงออกไปในเวลาไล่เลี่ยกัน ไม่ถึงเสี้ยววินาที ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง” มอเฟียชวางถ้วยกาแฟลง

“ทางหน่วยงาน เลยอยากจะขอความร่วมมือจากคุณให้มาช่วยราชการที่ FBI เพื่อสะสางคดีนี้น่ะครับ” มอเฟียชพูดตรง ๆ

คาเรนทำหน้าตาเหมือนสิ่งที่มอเฟียชขอนั้นดูเป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
“ดิชั้นสังกัดกรมป่าไม้นะคะ ไม่ใช่หน่วงานทางทหารหรือทางตำรวจ”

“ก็ขอตัวมาช่วยราชการนั่นล่ะครับ ทางเบื้องบนก็มัดมือชกเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย” มอเฟียชพูดต่อจากคาเรนทันที

คาเรนรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย เพราะมันไม่ใช่การขอความร่วมือ มันเป็นการบังคับให้ร่วมมือซะมากกว่า
เธอหยิบแซนวิช ที่ทางร้านทำเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ ใส่ปากทันทีเผื่อจะทำให้ใจเย็นลง

“ดูท่าดิชั้นจะค่อนข้างเสียเปรียบน่าดูเลยนะคะ” คาเรนกล่าวออกมา น้ำเสียงยังคงไม่ค่อยพอใจอยู่

“คนมีฝีมือเช่นคุณ ผมไม่คิดว่าทางหน่วยเหนือเขาจะยอมปล่อยให้หลุดมือไปได้ง่าย ๆ หรอครับ” มอเพียชกล่าว พร้อมกับหยิบกาแฟขึ้นดื่ม

คาเรนนิ่งเงียบไป จริง ๆ ในใจของเธออยากจะสานการสืบสวนต่อ อย่างน้อยก็เพื่อฟิลลิปที่เสียชีวิตไป
แต่เธอก็ต้องคิดอย่างหนัก เพราะนั่นเท่ากับชีวิตเธออาจจะวุ่นวายมากกว่าทุกวันที่เป็นอยู่นี้

“ถ้า... ดิชั้นปฏิเสธล่ะคะ?” เธอตั้งคำถามใส่มอเฟียช

เขานิ่งเงียบให้กลับคำถามของคาเรน ก่อนที่จะบอกกลับไป
“ผมไม่คิดว่า ทางเบื้องบนจะปล่อยคุณง่าย ๆ เขาก็คงหาทางมาบีบให้คุณไปทำงานที่เขาต้องการอยู่ดีล่ะครับ”
มอเฟียชคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น

คาเรนนั่งเงียบ ๆ เธอยังไม่ตัดสินใจสิ่งใดลงไป แม้เธออยากจะรู้ที่มาของเรื่องต่าง ๆ พอควร
เธอดื่มกาแฟไปครุ่นคิดในสิ่งที่มอเฟียชกล่าวไป จนกระทั่งกาแฟหมดแก้ว
เธอค่อย ๆ วางถ้วยกาแฟลง ก่อนที่จะกล่าวถามขึ้น “ต้องการคำตอบเมื่อไหร่คะ?”

“ถ้าเป็นไปได้อยากจะให้รู้ผลในอาทิตย์นี้น่ะครับ” มอเฟียชตอบ

‘นี่ก็วันอังคารแล้ว มีเวลานั่งคิดนอนคิดตีลังกาคิดเพียงแค่ 2 วันเอง’

คาเรนคิด สีหน้าค่อนข้างหนักใจ

“ดิชั้นยังให้คำตอบไม่ได้ในวันนี้หรอกค่ะ แต่จะพยายามตอบให้ภายในวันศุกร์ค่ะ” คาเรนบอกมอเฟียชที่กำลังรอคำตอบของอย่างตั้งใจ

“ถ้าอย่างนั้น พวกผมก็จะรอคำตอบครับ” มอเฟียชหยิบกาแฟมาดื่มจนหมด
นั่นคือข้อสรุปที่ได้ในวันนี้

คาเรนค่อนข้างไม่ค่อยสดชื่นเท่าตอนเช้า เนื่องจากไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมาโดนบีบบังคับอะไรแบบนี้ แต่เธอก็ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาใด ๆ ซึ่งอาจจะไม่สุภาพออกไป
----------------------------------------

หลังจากการพูดคุยเสร็จสิ้น มอเฟียชพาคาเรนกลับมายังสำนักงาน FBI นิวยอร์ค เพราะรถของคาเรนยังอยู่ที่นั่น
เธอกลับบ้านไป ในช่วงบ่าย

เมื่อถึงบ้าน สิ่งแรกที่เธอทำคือโยนข้าวของสารพัดด้วยความขี้เกียจ และเซ็งในอารมณ์อย่างยิ่ง
เธอขึ้นไปห้องนอน ทิ้งตัวลงบนเตียงทันที เธอนอนแผ่หราสายตาเหม่อมองเพดาน มันมีอะไรให้คิดมากขึ้นกว่าเดิมอีก
เธอเอามือมาจับที่ปอยผมด้านหน้าของเธอเอง พร้อมกับบ่นออกมา

“ชีวิตมีแต่เรื่องวุ่นวายอีกแล้วนะ คาเรนเอ๋ย”

--------------------------------------Next to Chapter 3




 

Create Date : 15 มกราคม 2553    
Last Update : 15 มกราคม 2553 12:24:33 น.
Counter : 631 Pageviews.  

1  2  3  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.