joyka
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add joyka's blog to your web]
Links
 

 

Nephilim's tale ตอนที่ 2

Back to Chapter 1

----------------------------------
Chapter2
ชายทั้งสองตั้งท่าหมายเข้าจู่โจมอนาคิมอีกครั้ง ทั้งสองเข้าไปพร้อม ๆ กัน
แต่อนาคิมก็หลบการโจมตีได้อย่างคล่องแคล้วและสวนกลับในทันที

เธอใช้ไม้กระบองฟาดเข้าที่ท่อนแขนของชายคนแรกเต็มแรง จนทำให้ดาบในมือของเขาหล่นลงสู่พื้น
ชายคนที่สองพยายามเข้าไปช่วยชายคนแรกแต่ก็โดนกระบองในมือของอนาคิมพุ่งเข้ากระแทกที่ท้องอย่างแรง
ทำให้เสียจังหวะเซถลาไปข้างหลัง อนาคิมไม่รอช้าพุ่งเข้ากระแทกซ้ำด้วยกระบองที่จุดเดิม
จนชุดเกราะที่ป้องกันตัวชายคนที่สองเป็นรอบบุ๋มลงไปทันที ชายคนแรกพยายามหยิบดาบขึ้นมาอีกครั้ง
แต่ก็โดนอนาคิมที่เหมือนรู้ล่วงหน้า จับปลายกระบองเหวี่ยงฟาดไปที่หน้าอย่างจัง จนกระเด็นออกไป

ชายทั้งสองทรุดลงไปกับพื้น แม้จะพยายามลุกขึ้นแต่ก็ไม่สามารถลุกได้เพราะการโจมตีของอนาคิมเข้าไปยังจุด สำคัญจัง ๆ ทำให้มีความรุนแรงกว่าปกติ

อนาคิมควงกระบองอยู่ในท่าเตรียมอีกครั้ง แม้ว่าชายทั้งสองจะไม่อยู่ในสภาพที่จะสู้ได้อีก แต่เธอก็ไม่ไว้ใจซะทีเดียว

ขณะนั้นเองก็มีชายผู้หนึ่งเดินฝ่าฝูงชนเข้ามา ชายผู้นี้รูปร่างกำยำสูงใหญ่ สวมชุดเกราะสีแดงเลือดหมู พกดาบคู่สะพายไว้ที่ด้านหลัง ใบหน้าของเขามีหนวดที่เหมือนเพิ่งผ่านการโกนมาสดร้อน ๆ ลักษณะท่าทางราวกับว่าเป็นคนที่ผ่านศึกต่าง ๆ มาพอสมควรทีเดียว

ชายเกราะแดงมองสภาพรอบ ๆ แล้วมองไปยังชายสองคนที่นอนอยู่บนพื้น
“ท....ท่านรองแม่ทัพ” ชายคู่กรณีอนาคิมทั้งสองคนร้องเสียงหลงแทบจะพร้อมกัน

ชายเกราะแดงไม่ได้กล่าวอะไร กลับหันมามองที่อนาคิม ด้วยสายตาที่แสดงความสนใจอย่างยิ่ง
เขาไม่ได้กล่าวอะไรเลยหากแต่กลับชักดาบออกมา และตั้งท่าทันที

อนาคิมเห็นดังนั้นก็รีบตั้งท่าเช่นกัน ทว่าความรู้สึกของอนาคิมนั้นกลับรู้สึกหวั่นไหว ราวกับว่าเธอกำลังถูกชายเกราะแดงข่มอยู่ก็ไม่ปาน จนเธอไม่กล้าที่จะขยับตัวออกไปก่อน

“ถ้าเจ้าไม่เข้ามา งั้นข้าจะเข้าไปหานะ” ชายเกราะแดงเอ่ยขึ้น พร้อมทั้งพุ่งตัวเข้าประชิดตัวอนาคิมอย่างรวดเร็ว
ด้ามดาบของมือข้างหนึ่งพุ่งเข้าอนาคิมอย่างรวดเร็ว อนาคิมเธอหลบได้ อย่างหวุดหวิด

ทว่าดาบในอีกมือของชายเกราะแดงพุ่งเข้าหาอนาคิมอย่างต่อเนื่อง อนาคิมกระโดดหลบไปข้างหลัง โบว์บนแขนเสื้อค่อย ๆ หลุดร่วงลงไปอยู่บนพื้น

ชายชุดแดงยิ้มให้แล้วพุ่งเข้าโจมตีอนาคิมอย่างต่อเนื่อง อนาคิมเองก็พยายามหลบอีกการโจมตีเต็มที่
สำหรับอนาคิมนี่เป็นการต่อสู้ครั้งแรกที่เธอรู้สึกตึงมือเหลือเกิน

ในขณะเดียวกันไม่ไกลจากจุดที่อนาคิมกำลังต่อสู้อยู่นั้น มีชายผู้หนึ่งเฝ้ามองอยู่
“ชอบทำอะไรให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตซะจริง ๆ” ชายลึกลับบ่นขึ้นก่อนที่จะเริ่มออกเดิน

กลับมาที่อนาคิม แม้ว่าการจู่โจมเกือบทั้งหมดของชายชุดแดงจะไม่โดนอนาคิมเลย แต่เธอก็ไม่สามารถโจมตีกลับไปได้เลยเช่นกัน ซ้ำเธอยังเป็นฝ่ายโดนไล่ต้อนอยู่ฝ่ายเดียวอีกต่างหาก

“อะไรกัน ๆ แม่นางหมดไฟซะแล้วรึ” ชายเกราะแดงพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนเย้ยหยั่น
อนาคิมได้แต่คิดในใจ (ไฟน่ะยังมี แต่ไม่มีเชื้อไฟให้ข้าไปเผาเจ้านี่สิ)

ชายเกราะแดงยังคงเข้าโจมตีต่อเนื่อง จนอนาคิมนั้นถอยไปติดกำแพงและเสียหลักแทบจะล้มลงไป เขาจึงปรี่ตรงเข้าไปหาพร้อมกับดาบที่เปล่งแสงออกมา

“ทริปเปิ้ลสแลช!!”

ชายเกราะแดงตะโกนขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน

ไม่ทันแล้วที่อนาคิมจะหลบการโจมตีนี้พ้น อนาคิมได้แต่เพียงหลับตาและยกไม้กระบอกขึ้นด้วยหวังว่ามันจะลดทอนความแรงของการโจมตีได้บ้าง

เปรี้ยง!!!!!

เสียงปะทะกันของบางสิ่งดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
จนเสียงหยุดไป อนาคิมค่อย ๆ ลืมตาขึ้นดู เธอก็พบว่าเบื้องหน้าของเธอนั้นมีชายผู้หนึ่งมาขวางไว้ ในมือถือโล่ห์ขนาดใหญ่เสียงเมื่อครู่คือเสียงดาบของชายเกราะแดงปะทะกับโล่ ห์นั้นเอง

“เฮ้ ๆ แกล้งสตรีนี่มันไม่ค่อยดีเลยนะ ท่านรองแม่ทัพ เลออส ”
ชายผู้ถือโล่ห์สวมเสื้อเกราะสีขาวกล่าวขึ้น เขามองไปยังชายเกราะแดง หากแต่เพราะเขาหันหลังอนาคิมจึงมองไม่เห็นหน้าของเขา

“ก็แค่เล่นนิดหน่อยเอง ท่านแม่ทัพ” เลออสยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะหันหน้าไปทางทหาร 2 คนก่อนหน้าที่โดนอนาคิมเล่นงานไป

“เอาล่ะ พวกเจ้าทั้งสอง เราต้องมีเรื่องคุยกันหน่อยแล้ว” เลออสกล่าวขึ้น ในขณะที่ชายทั้งสองแสดงสีหน้าเจื่อน ๆ

“ท่านเจ้าของร้าน” ชายชุดเกราะขาวหันมาเรียกเจ้าของร้านขนมปังด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ พร้อมทั้งกล่าวว่า

“อาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน ทางเราไม่ได้มีการเรียกร้องเสบียงใด ๆ ในเวลานี้ ฉะนั้นท่านไม่จำเป็นต้องส่งเสบียงใด ๆ ให้กองทัพในเวลานี้”
เจ้าของร้านขนมปังได้แต่โค้งคำนับให้ชายเกราะขาวก่อนจะเดินเข้าไปในร้าน

ชายเกราะขาวหันมาหาอนาคิม เขายื่นมือให้อนาคิมจับ ชายผู้นี้มีผมสีน้ำตาลอ่อน ใบหน้าหมดจด รูปร่างสันทัดไม่สูงใหญ่หรือกำยำเฉกเช่นรองแม่ทัพ สายตาของเขาช่างดูอ่อนโยนและมีกิริยาท่าทางที่เป็นมิตร

อนาคิมจึงเอื้อมมือไปจับมือของชายเกราะขาว และค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน

“ข้าว่า ข้าควรจะซื้อชุดใหม่ให้เจ้านะ” ชายเกราะขาวเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม คงเพราะชุดที่อนาคิมใส่อยู่ตอนนี้โดนเลออสฟันขาดไปหลายจุดทีเดียว
อนาคิมไม่ได้ตอบอะไรไป คงเพราะเธอได้แต่มองหน้าชายผู้นี้อย่างไม่วางตา
เธอไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้คืออะไร เธอรู้สึกถูกชะตากับชายผู้นี้ยิ่งนัก ทั้งยังรู้สึกประทับใจอย่างหาที่เปรียบมิได้
เรโนอารีบวิ่งมาหาอนาคิมทันที จากนั้นชายเกราะขาวได้เริ่มพูดอะไรอีกหลายอย่างกับคนทั้งสอง
หากแต่อนาคิมกลับเหมือนไม่ได้ฟังสิ่งใดที่ชายผู้นี้เอ่ยเลย ราวกลับว่าเธอตกอยู่ในภวังค์

“ตกลงแบบนี้นะอนาคิม”
“อนาคิม!!”
“อนาคิม เฮ้!!! อนาคิม!!”
เสียงนี้ปลุกเธอออกจากภวังค์ เรโนอานั่นเอง

“เจ้าเป็นอะไรรึเปล่าอนาคิม” เรโนอาถามขึ้น

“ม...ไม่เป็นอะไร” อนาคิมตอบกลับอย่างตะกุกตะกัก

“งั้นก็คงไม่มีปัญหาใดๆ ล่ะเพคะท่านแม่ทัพ” เรโนอากล่าวกับชายเกราะขาว

“แต่กระนั้นเราเองก็ต้องขอโทษแทนเพื่อนของเราด้วยที่ทำอะไรเกินกว่าเหตุ หากแต่เพื่อนของเจ้านี่ฝีไม้ลายมือใช้ได้ทีเดียว” ชายเกราะขาวเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งเอามือจับที่คางอนาคิมก่อนที่จะกล่าวเบา ๆ
“แถมรูปโฉมก็งดงามไม่แพ้ฝีมือด้วยเช่นกัน”
ทำเอาอนาคิมที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอยู่แล้ว แทบจะวิ่งเตลิดกลับไปบ้านได้เลยทีเดียว

เรโนอาเองก็อึ้ง ๆ คงเพราะคิดไม่ถึงว่าจะมีชายใดจู่โจมอนาคิมตรง ๆ เช่นนี้
ชายเกราะขาวปล่อยมือจากคางของอนาคิม
“ไว้มีโอกาส เราคงได้พบกันอีก” ชายเกราะขาวพูดก่อนที่จะหันไปทางเลออสที่ให้ทหารคนอื่น ๆซึ่งมาพาทหารที่ก่อเรื่องทั้งสองคนไป

อนาคิมได้แต่มองชายเกราะขาวเดินจากไปอย่างไม่วางตา
ส่วนด้านชายเกราะขาวที่เดินไปนั้น ก็ถูกเลออสที่เดินไปพร้อม ๆ กันแหย่เรื่องอนาคิม

“โฮ้.... เจ้าสนใจแม่สาวลิงคนนั้นรึ”

“แล้วเจ้าว่าน่าสนใจรึเปล่าล่ะ?” ชายเกราะขาวถามกลับ

“ถ้าเรื่องฝีมือล่ะก็ น่าสนอยู่ แต่ถ้าเรื่องแบบว่า ข้าว่าแบบเซคิน่า น่าสนกว่าแยะ”
เลออสตอบคำถามของชายเกราะขาวพลางบ่ายมือทั้งสองเป็นเชิงว่าอนาคิมนั้นไม่น่าสนใจก่อนจะยิ้มที่มุมปาก แล้วหันไปมองชายเกราะขาวอีกครั้ง

“สรุปว่า แม่สาวลิงนั่น ต้องใจเจ้าสินะ” เลออสกล่าวขึ้น
ชายเกราะขาวไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ยิ้มออกมาและก้มหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็หันหน้าเหลือบมองอนาคิมซึ่งยืนมองเขาอยู่ไกล ๆ เช่นกัน

อนาคิมนั้น เธอยังคงยืนตะลึงอยู่ เธอก็บอกไม่ถูกว่าทำไมเธอถึงได้ทำอะไรไม่ถูกเช่นนี้
เรโนอาได้เห็นเพื่อนของตนยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น ก็คิดในใจ

นี่อนาคิมกำลังสนใจหนุ่ม ๆ รึนี่ นับว่าเป็นเรื่องแปลกดี

ระหว่างนั้นเจ้าของร้านขนมปังก็ได้ออกมา และขอบคุณอนาคิมที่ช่วยเหลือเขา ซึ่งเรโนอาก็เข้ามารับคำขอบคุณแทน เพราะอนาคิมนั้นดูท่าทางจะใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวซะแล้ว

เจ้าของร้านขนมปังมอบขนมปังกองโตให้สองสาวเพื่อแทนคำขอบคุณที่ช่วยเหลือ
อนาคิมอุ้มขนมปังรูปสุนัขไปแบบเงียบ ๆ ใบหน้าแดงระเรื่อพร้อมกับยิ้มไปตลอดทาง

ทั้งสองไปพบครูทัสที่จุดนัดพบ เรโนอาเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ครูทัสฟัง ดูท่าทางครูทัสไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่
แต่เขาก็ไม่ได้ดุอะไรอนาคิมบอกเพียงแต่ว่า

“เรื่องมันผ่านไปแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก”
แล้วทั้งสามก็พากันกลับหมู่บ้าน อนาคิมนั้นเหม่อลอยอย่างเห็นได้ชัด เรโนอาได้แต่มองเพื่อนสาวของตัวเอง เธอคงจะช่วยอะไรไม่ได้มากนักแม้ว่าเธอมีเรื่องจะบอกก็ตามที
------------------------------------------------

ทั้งสามกลับมาถึงหมู่บ้านในช่วงใกล้ค่ำ เรโนอาแยกตัวกลับบ้านไปพร้อมกับขนมปังกองโต
ส่วนอนาคิมนั้นก็ต้องเจอกับคำถามชุดใหญ่จากเคย์ซ่า เพราะชุดที่เธอใส่นั้นมีรอยถูกฟันมากมาย

ครูทัสได้แต่นั่งดูเคย์ซ่าสอบสวนลูกสาว ตัวเขาไม่ได้เข้าไปช่วยอธิบายอะไรเพราะเขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์
อาหารมื้อเย็นจบลงด้วยอนาคิมที่โดนเคย์ซ่านั่งสอบเค้นราวกับว่า เธอไปสร้างวีรกรรมระบือโลกมา

คืนนั้นอนาคิมซึ่งนอนไม่หลับ ได้ออกมานั่งตากลมที่ท่อนไม้ใหญ่ ข้างบ้านตัวเอง
ในใจนึกถึงแต่ชายเกราะขาวที่เข้ามาช่วยเธอไว้ในการต่อสู้

ทำไมนะ แววตาของเขามันช่างตราตรึงในหัวใจของเราเหลือเกิน
ทำไมนะ เราถึงรู้สึกโหยหาที่อยากจะได้พบเขาอีกซักครั้ง
ทำไมนะ....... ทำไมเราต้องคิดถึงชายผู้นั้น

เธอนั่งอยู่แบบนี้ครู่ใหญ่ จึงได้กลับเข้าบ้าน หลับไปพร้อม ๆ กับความรู้สึกบางอย่างที่ตัวเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่าคืออะไร

สองวันต่อมาครูทัสตื่นแต่เช้าเพื่อจัดการงานตามที่ได้ไปตกลงไว้เมื่อวานซืนให้เรียบร้อย
โดยมีอนาคิมเป็นลูกมือช่วยขนของต่าง ๆ ครูทัสนั้นสังเกตเห็นบุตรสาวตัวเองท่าทางผิดไปจากปกติได้สองวันแล้ว
แต่ก็ไม่ได้ทักอะไร ได้แต่ปล่อยไว้เช่นนั้น ให้เวลาเป็นผู้จัดการเรื่องต่าง ๆ เอง
หากแต่เคย์ซ่าไม่คิดเช่นนั้น เธอคิดว่าน่าจะทำอะไรซักอย่าง อย่างน้อยให้รู้ก็ยังดีว่าอนาคิมนั้นเป็นอะไรกันแน่

“อนาคิม!!!” เสียง ๆ หนึ่งตะโกนเรียกอนาคิมมาแต่ไกล

อนาคิมหันไปทางเสียงนั้นด้วยใบหน้าแบบคนสะลึมสะลือ เพราะเมื่อคืนเธอนอนไม่หลับทั้งคืน
เรโนอานั่นเอง เธอวิ่งมาหาอนาคิมทันที พลางชูเสื้อตัวหนึ่งขึ้นมา
มันเป็นชุดคล้าย ๆ ชุดที่เรโนอาเลือกให้อนาคิมเมื่อวานซืน หากแต่ชุดนี้นั้นมีลูกไม้แยะกว่า และสีออกไปทางฟ้าอ่อน ๆ ทั้งยังทอประกายยามเมื่อต้องแสงสว่าง

“สวยดีนะ” อนคาคิมพูดด้วยใบหน้าเรียบเฉย แกมง่วงนอน

“อืม เจ้าต้องใส่ขึ้นแน่ ๆ เลย” เรโนอาพูดพร้อมรอยยิ้ม

“ข้า....ใส่.....???” อนาคิมพูดด้วยใบหน้าฉงน น้ำเสียงเธอราวกับถูกปลุกให้ตื่น

“ใช่ เจ้าใส่” เรโนอาตอบกลับ แล้วนำชุดไปใส่ไว้ที่มือของอนาคิม

“ให้ข้า....ใส่” อนาคิมยิ้มแหยๆ พร้อมชิ้นี้วเข้าหาตัวเอง

“......เออ หล่อนนั่นล่ะใส่” เรโนอาเริ่มพูดเสียงดังขึ้น น้ำเสียงแสดงความรำคาญออกมา

อนาคิมยืนค้างในท่าชี้นิ้วใส่ตัวเอง พร้อมทั้งเอียงคอเล็กน้อยด้วยใบหน้างงต่อสิ่งที่เรโนอาพูด

“งงอะไรอนาคิม ก็นี่ชุดที่ท่านแม่ทัพซื้อมาให้เจ้า เพื่อชดใช้ที่ท่านรองแม่ทัพทำชุดของเจ้าซะยับเยินไง”
เรโนอาอธิบายไปด้วยความงุนงงต่อตัวเพื่อนสาวที่เหมือนไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ฝ่ายอนาคิมนั้นตาเบิกกว้าง อ้าปากค้าง และใบหน้าแดงขึ้นเรื่อย ๆ อาการง่วงหายไปจนหมดสิ้น
“ท....ท่านแม่ทัพ ซื้อให้ข้า” อนาคิมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง

“ก็เมื่อวันก่อนท่านก็บอกแล้วนี่ว่าจะซื้อใช้ให้ เจ้าไม่ได้ฟังเลยรึ” เรโนอายังคงอธิบายต่อ
อนาคิมพยายามนึก เธอคิดว่าคงเป็นตอนที่เรโนอาทักเธอให้ตกลงอะไรซักอย่าง ซึ่งเธอ ณ เวลานั้นแทบจะไม่ได้สนใจเลย

เรโนอาเดินไปใกล้อนาคิม พร้อมทั้งเอานิ้วจิ้มที่เนินอกของอนาคิมพร้อมกับเย้าอนาคิมไป
“ต๊าย ตาย อายหน้าแดงแล้วน้า แม่ลิงสาว”

อนาคิมไม่ได้พูดอะไร เธอยืนตัวสั่นใบหน้าแดงก่ำ ความดีใจในอกแทบทะลักออกมา

“ไม่คิดนะเนี่ย ว่าไอ้เรื่องแบบในนิทานที่องค์ชายสูงศักดิ์ พบรักกับหญิงสามัญชน จะมาเกิดกับเพื่อนของข้า”
เรโนอากล่าว

“องค์ชาย!!!” เคย์ซ่าที่ฟังอยู่ ตกใจพูดเสียงดัง

“อนาคิมไม่ได้เล่ารึคะท่านป้า” เรโนอาถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“เจ้าลูกคนนีบอกแค่มีชายใส่เกราะสีขาวมาช่วยไว้ ก็เท่านั้นเอง” เคย์ซ่าเท้าเอวพูดพร้อมขมวดคิ้ว

“งั้น....อนาคิมคงไม่รู้จักชายผู้นั้น นั่นคือแม่ทัพของเฟรโดน่า ท่านผู้นั้นถ้านับจริง ๆ เป็นผู้มีสิทธิ์ในราชบัลลังค์
หากว่ากษัตริย์ของเราไม่มีองค์รัชทายาทน่ะนะ” เรโนอาอธิบายอย่างคล่องแคล้ว

ครูทัส กับ เคย์ซ่ามองไปที่อนาคิมแทบจะพร้อม ๆ กัน ด้วยสายตาที่ไม่เชื่อว่าจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับบุตรสาวของตัวเอง

“แบบนี้น่าจับส่งเข้าวังซะจริง ๆ” เคย์ซ่าพูดขึ้นทันที

“งื่อ~~~” อนาคิมก็ครางขึ้นทันทีเช่นกัน

“มันก็ต้องเป็นเช่นนั้นนี่ท่านป้า ไม่งั้นอนาคิมจะไปเรียนอะไร ๆ จากอาจารย์มีอาน่าทำไม”
เรโนอามองหน้าเคย์ซ่าด้วยความสงสัย เคย์ซ่าส่ายหัวไปมาเป็นเชิงปฎิเสธ

“ข้าแค่อยากให้อนาคิมเป็นกุลสตรีเท่านั้น ไม่ได้คิดอะไรไปไกลเช่นส่งเข้าวังหรอก”

“ท่านป้านี่น้า” เรโนอาเกาหัวเล็กน้อยด้วยสีหน้าหนักใจในแม่ลูกคู่นี้

อนาคิมกอดชุดที่ได้มาแน่น เธอมีน้ำตาไหลออกมานิด ๆ ก่อนที่จะวิ่งกลับเข้าบ้านไป

“อ้าว อนาคิม!” เรโนอายกมือเรียกด้วยความตกใจกับปฎิกิริยาของอนาคิม

“ให้นางอยู่คนเดียว คิดอะไร ๆ เพียงลำพังซักครู่เถอะเรโนอา” ครูทัสเอ่ยขึ้น พร้อม ๆ กับตีอาวุธต่อไป

“การรับสมัครนางรับใช้ในวังจะมีเมื่อใดรึเรโนอา” เคย์ซ่าเอ่ยถาม
เรโนอาครุ่นคิดพักหนึ่ง

“น่าจะอีกประมาณเกือบหนึ่งเดือนนะท่านป้า” เรโนอาตอบ

“ไอ้ลูกคนนี้ถ้าเข้าวัง จะไปรอดมั้ยเนี่ย” เคย์ซ่าพูดพลางมองเข้าไปในบ้าน

“ข้าเชื่อว่าสำหรับอนาคิมไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ข้าว่านะ บางทีนางอาจจะไปได้ตำแหน่งอื่นในวังมากกว่า”
เรโนอาตอบเคย์ซ่าด้วยความมั่นใจ

ทางด้านอนาคิมที่อยู่ในห้องตัวเอง เธอนั่งกอดชุดที่ได้จากแม่ทัพบนเตียงของตัวเอง
เธอถามใจตัวเองอย่างหนัก ว่าเธอกำลังคิดสิ่งใด หวังสิ่งใดกันแน่
เธอคิดซ้ำไปซ้ำมา อยู่ครู่ใหญ่ ก็ไม่มีคำตอบใด ๆ เพราะเธอไม่เคยรู้สึกอะไรเช่นนี้มาก่อน

เสียงเดินในบ้านดังใกล้เข้ามาที่ห้องอนาคิม ประตูห้องถูกเปิดออก
เรโนอานั่นเอง เธอยิ้มให้อนาคิมก่อนที่จะเข้าโอบกอดอนาคิมไว้

“ข้ารู้ ๆ สาวนักบู๊ที่ไม่ประสีประสาเรื่องนี้คงกำลังคิดหนักเป็นแน่”
เรโนอาพูดเบา ๆ สีหน้าเธอค่อนข้างเป็นห่วงอนาคิม ด้วยไม่คิดว่าเพื่อนของเธอจะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้

“ข...ข้าไม่รู้ ข้าไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวข้าเองเลย” อนาคิมตอบด้วยน้ำเสียงสับสน

“ถ้าเช่นนั้น เดือนหน้าเจ้าก็ไปพิสูจน์ความรู้สึกตัวเองในวังสิ” เรโนอาแนะ

“......เข้าวังเช่นนั้นรึ” อนาคิมเอ่ยสายตาจับจ้องที่เรโนอา

“ใช่ แล้วจะได้รู้ว่า เจ้า ‘ชอบ’ ท่านแม่ทัพหรือไม่” เรโนอาพูดเน้นคำว่า ชอบ และจับที่บ่าของอนาคิม
“เจ้าต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง”

อนาคิมได้แต่นิ่ง สีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก ‘ชอบ’ งั้นรึ? สำหรับเธอที่ชอบอิสระข้างนอก การเข้าวังมันจะเป็นการจำกัดอิสระภาพซึ่งเธอกลัวว่าจะกดดันจนทำให้เธอทำอะไร ๆ ผิดพลาดได้
----------------------------------

เย็นวันนั้น อนาคิมไปที่ลำธารซึ่งไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก เพื่อตกปลา
เธอคิดว่าถ้าเธอได้ออกมาทำอะไรแบบนี้ เธอน่าจะผ่านคลายมากขึ้น

“พี่อาน่า” เสียงโคริมเรียกอนาคิมแต่ไกล อนาคิมหันไปมองโคริมที่วิ่งมาหาเธอ

“พี่ตกปลาได้แยะยังอ่า” โคริมที่วิ่งมาถึงอนาคิมเอ่ยถามขึ้น

“ไม่เลย ยังไม่ได้เลย” อนาคิมพูดพลางมองไปที่ลำธาร

จริง ๆ คงเพราะใจเธอไม่นิ่งพอล่ะมั้ง ปลาเลยไม่มาติดเบ็ดซักที
“ข้าได้ยินมาล่ะพี่อาน่า ว่าพี่จะเข้าวัง” โคริมถามอนาคิมอย่างไร้เดียงสา

อนาคิมมองโคริมด้วยความประหลาดใจ
“เจ้าไปได้ยินมาจากใหนงั้นรึ?” อนาคิมซัก

“ก็ข้าไปเห็นพี่เรโนอา คุยกับท่านมีอาน่า ว่าจะไปสมัครทำงานในวังพร้อมกันน่ะ” โคริมอธิบาย

“พี่จะไปจริง ๆ รึ?” เขาถามขึ้นด้วยความสงสัย

“ข้าว่าจะไปน่ะนะ” อนาคิมตอบทั้ง ๆ ที่สายตายังจดจ้องที่ลำธาร

“พี่อาน่ามีเรื่องที่ ‘อยากทำ’ ที่นั่นสินะฮะ” โคริมกล่าวเสียงเรียบ ๆ

อนาคิมหันมามองโคริมทันที เธอแสดงสีหน้าแปลกใจกับคำของโคริม
มันเหมือนกระตุ้นอะไรบางอย่างสำหรับเธอ

“เรื่องที่ ‘อยากทำ’ .....” อนาคิมกล่าวขึ้นมาลอย ๆ ดวงตาเหม่อลอยครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เธอนิ่งไปครู่ใหญ่
แล้วจึงหลับตาลงพร้อมรอยยิ้ม เธอลุกและถอนคันเบ็ดขึ้นจากน้ำ

“อ้าว พี่อาน่าไม่ตกปลาแล้วรึ” โคริมถามอย่างสงสัยต่อสิ่งที่อนาคิมทำ

“อืม พี่ว่ากับข้าวเย็นที่บ้านพี่พอแล้วล่ะ” อนาคิมตอบด้วยสีหน้าที่ดูสดใสขึ้น
เธอมองไปที่ปราสาทในเมืองเฟรโดน่า และคิดในใจ
เรื่องที่อยากทำ สิ่งที่อยากพิสูจน์...... นั้นสินะ ถ้าเราอยากรู้ ‘ใจ’ ของตนเองคงเลี่ยงมิได้สินะ
รอยยิ้มอันสดใสผุดขึ้นบนใบหน้าของอนาคิม แล้วเธอก็ชวนโคริมกลับหมู่บ้านทันที

หลังจากวันนั้น ช่วงระยะเวลา 1 เดือนอนาคิมเข้าเรียนสิ่งต่าง ๆ จากอาจารย์มีอาน่ามากขึ้น คงเพราะเนื่องจากชีวิตในวังที่เต็มไปด้วยกฏและระเบียบ มันไม่ง่ายนักสำหรับหญิงชาวบ้านที่จะเข้าไปอยู่ ต่อให้เป็นตำแหน่งอยู่ก้นครัวขนาดใหน
ระเบียบก็ยังตามไปควบคุมตลอดเวลา สำหรับ ณ เวลานี้ อนาคิมเธอไม่ได้คิดถึงเรื่องของแม่ทัพแห่งเฟรโดน่าซักเท่าไหร่
เพราะเธอหวังแค่พบเพียงครั้งเพื่อพิสูจน์ความรู้สึกที่มีต่อเขาเท่านั้น
---------------------------------------
ณ รอบนอกพระราชฐานของปราสาทเฟรโดน่า
แม่ทัพแห่งเฟรโดน่าเดินตรวจตราเหล่าทหารที่ฝึกซ้อมกันอยู่

“โอ้ว ชไนเดอร์ องค์ราชาทรงมีรับสั่งให้เจ้าเข้าเฝ้าแน่ะ” เลออสที่เดินออกมาจากด้สนในปราสาท ยกมือยกไม้เรียกแม่ทัพแห่งเฟรโดน่า

“อืม เดี๋ยวข้าจะไป ฝากเจ้าดูทางนี้ด้วยก็แล้วกัน” ชไนเดอร์พยักหน้ารับ แต่สายตายังจดจ้องที่เหล่าทหาร

เลออสยืนพิงกำแพง คว้าแอปเปิ้ลจากในกระเป๋าตัวเองออกมาใช้แขนขัดเล็กน้อยก่อนที่จะเริ่มแทะ
“อืม ข้าสงสัยว่าจะเป็นเรื่องความเคลื่อนไหวของพวกคีราเนียแน่ ๆ” เลออสพูดไปเคี้ยวแอปเปิ้ลไป

ชไนเดอร์ไม่แสดงความเห็นใด ๆ เขาเดินไปตบไหล่เลออส ก่อนที่จะเดินไปยังปราสาทเฟรโดน่า

ชไนเดอร์ก้มหน้าก้มตาเดินไปคิดถึงเรื่องการศึกไป ช่วงนี้มีข่าวลือแปลก ๆ จากเหล่าพ่อค้าอย่างต่อเนื่อง จนเขาเองก็รู้สึกเป็นกังวลไม่ได้

“ชไนเดอร์”

เสียงผู้หญิงเรียกชื่อของเขาลอยมา

ชไนเดอร์เงยหน้าขึ้นมอง สตรีที่อยู่เบื้องหน้าผู้ซึ่งมีอายุมากกว่าเขาไม่เท่าไหร่ แต่งตัวในชุดที่ดูสูงศักดิ์ ผมสีทองสวมใส่เครื่องประดับที่งดงาม และมีผู้หญิง 4 คนเดินตามอยู่เบื้องหลัง

ทันทีที่เห็น ชไนเดอร์รีบคุกเข่าแสดงความเคารพทันที

“ไม่ต้องพิธีรีตรองอะไรก็ได้ ลุกขึ้นเถิด” หญิงผู้นั้นกล่าวต่อชไนเดอร์ที่คุกเข่าแสดงความเคารพ

“ข้าขออภัยพะย่ะค่ะ องค์ราชินีเอฟิเรีย” ชไนเดอร์กล่าวพร้อมโน้มตัวลงช้า ๆ

“คงมีเรื่องให้คิดมากสินะ ข้าเองก็เพิ่งออกมาจากห้องขององค์ราชา ท่านเองก็ดูเคร่งเครียดไม่แพ้เจ้าเลย” องค์ราชินีกล่าวขึ้น

“คงเพราะ ทางคีราเนียเริ่มเคลื่อนไหวกระมัง เลยทำให้องค์ราชาทรงหนักพระทัย” ชไนเดอร์กล่าวตอบ

“เอาเถอะ เจ้าคงกำลังไปพบองค์ราชา เราคงไม่รบกวนท่านให้เสียเวลา” องค์ราชินีกล่าวทั้งรอยยิ้ม

“หามิได้พะย่ะค่ะ หาเสียเวลาไม่พะย่ะค่ะ” ชไนเดอร์ก้มหน้ากล่าว

“ถึงอย่างนั้น เราก็คงขอตัวก่อน” องค์ราชินียิ้มให้ชไนเดอร์อีกครั้ง รอยยิ้มนั้นแฝงไว้ด้วยความเป็นมิตรอย่างมาก
ชไนเดอร์ถอยหลบไปข้างทางพร้อมโค้งให้องค์ราชินีเดินผ่านไป เขามององค์ราชินีที่เดินไปจนลับตาแล้ว
ตัวเขาเองจึงรีบเดินไปห้องขององค์ราชาทันที

ณ ห้องขององค์ราชา
“ข้าแต่องค์ราชา ข้าแม่ทัพใหญ่แห่งเฟรโดน่า ชไนเดอร์ แวน ไบวาแลนส์ ขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ”
ชไนเดอร์พูดด้วยเสียงอันดัง ณ หน้าทางเข้า

“เข้ามาได้” เสียงจากองค์ราชาตอบรับ


ชไนเดอร์จึงได้เปิดประตูเข้าไป ภายในห้องชายวัยกลางคนแต่งตัวภูมิฐาน นั่งที่โต๊ะที่ทำจากหินอ่อน บนโต๊ะมีแผนที่ของเมืองวางอยู่ ชไนเดอร์เดินเข้าไปคุกเข่าทำความเคารพชายผู้นั้นทันที

“ลุกขึ้นเถิดหลานข้า” ชายผู้เป็นราชาแห่งเฟรโดน่ากล่าวขึ้น
ชไนเดอร์ลุกขึ้นพร้อมกับโค้งคำนับ

“เรื่องทางแถบชายแดน เจ้าพอจะทราบบ้างรึยัง” องค์ราชาถามชไนเดอร์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“พอจะทราบบ้างแล้วพะย่ะค่ะ หากแต่กระหม่อมยังรอเซคิน่ามารายงานด้วยตัวเองพะย่ะค่ะ” ชไนเดอร์ตอบ

“อืม ข่าวที่กรองแล้วน่าจะทำให้ตัดสินใจได้ง่ายกว่าสินะ” องค์ราชาตรัสพร้อมกับยืนขึ้น แล้วเดินไปยังหน้าต่างของห้อง ทอดพระเนตรไปยังเมืองท่ามกลางแสงตะวันในช่วงสาย

“การขยายอาณาเขตของคีราเนียนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก หากแต่สิ่งที่ข้าไม่ค่อยเข้าใจคือ จากคีราเนียมายังเฟรโดน่านั้นค่อนข้างห่างไกลมาก ทั้งต้องผ่านทั้งอาเดเนีย และ ออสเวล แต่คีราเนียก็ยังพยายามรุกล้ำมายังดินแดนของเรา ราวกับว่าดินแดนของเรามีสิ่งใดที่องค์ราชาแห่งคีราเนียต้องการเช่นนั้นล่ะ” องค์ราชาตั้งข้อสงสัย

ชไนเดอร์ที่รับฟังอยู่ก็ได้ครุ่นคิดตาม เพราะสิ่งที่องค์ราชาตรัสไม่ได้เกินเลยไปจากความเป็นจริงเลย อีกทั้งดินแดนเฟรโดน่าเองก็เป็นดินแดนที่เน้นการค้าขาย ไม่ใช่การทหาร จึงไม่มีเหตุจำเป็นให้คีราเนียต้องมายุ่งกับเฟรโดน่าให้เสียกำลังพลแต่อย่าง ใด

“รึจะเกี่ยวกับข่าวลือนั่น” ชไนเดอร์เอ่ยขึ้น

“ข่าวลือ?” องค์ราชาหันมามองด้วยความสนใจ

“พะย่ะค่ะ ข้าพระบาทได้ยินพวกพ่อค้าพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับคีราเนียพยายามค้นหาสถานที่ แห่งหนึ่ง ว่ากันว่า เป็นสถานที่ซึ่งเก็บพลังอำนาจแห่งองค์เทพไอน์เซเนียไว้พะย่ะค่ะ” ชไนเดอร์เล่าให้องค์ราชาฟัง

“สถานที่เช่นนั้นมันมีในดินแดนของเราด้วยงั้นรึ? หึ....ดูแปลก ๆ พิกล” องค์ราชาตรัสพร้อมส่ายพระเศียร

“ยังไงเสีย กระหม่อมจะสั่งการให้มีการสืบข่าวเรื่องนี้พะย่ะค่ะ” ชไนเดอร์กล่าว

“อืม เช่นนั้นก็ดี....... เอาล่ะ” สิ้นคำ องค์ราชาก็หันมาทอดพระเนตรที่ชไนเดอร์

“คราวนี้มาเรื่องหนักใจที่สองของข้า...... เมื่อไหร่เจ้าจะหาคู่ครองล่ะ”

ชไนเดอร์อึ้งกับคำถามขององค์ราชา มีเม็ดเหงื่อผุดบนใบหน้าของชไนเดอร์ทันที

“หากข้าไม่มีผู้ที่จะสืบทอดสันติวงศ์ ดินแดนนี้เจ้าต้องรับช่วงดูแลต่อ แต่หากเจ้าไร้คู่ครอง ข้าก็เกรงว่าจะเป็นเหมือนองค์พระเชษฐาที่สุดท้ายก็ไร้รัชทายาท ราชสกุลแห่งเฟรโดน่าก็คงจบสิ้นกัน”
องค์ราชาตรัสอธิบายด้วยเพราะพระองค์เองก็ยังไม่มีรัชทายาทเพื่อสืบทอดราชบัลลังค์เช่นกัน

“พระองค์อย่าทรงตรัสเช่นนั้นเลย พะย่ะค่ะ” ชไนเดอร์พูดพร้อมคุกเข่าลงกับพื้น

“บางทีมันก็ต้องคิดเผื่อ ๆ ไว้บ้าง ว่าแต่ไม่มีหญิงใดผ่านมาในชีวิตเจ้าบ้างเลยรึ”
องค์ราชาตรัสพร้อมทอดพระเนตรมายังชไนเดอร์

“ถ้าเป็นเรื่องเช่นนั้น ยังหามีไม่พะย่ะค่ะ” ชไนเดอร์ตอบทั้ง ๆ ที่ก้มหน้า

“เจ้านี่นะ ทำแต่งานอย่างเดียวจริง ๆ สงสัยข้าคงต้องจัดงานหาคู่ให้เจ้าซะล่ะมั้ง” องค์ราชาทรงพระสรวลออกมา

ชไนเดอร์ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเหงื่อตกกับคำกล่าวขององค์ราชา
หลังจากที่องค์ราชาคุยกิจต่าง ๆ กับชไนเดอร์เสร็จแล้วชไนเดอร์จึงได้ขอตัว เพื่อกลับไปดูกองทหารที่เขาฝากให้เลออสดูแลอยู่

ชไนเดอร์ที่ออกจากห้องพักขององค์ราชา เขามองไปยังท้องฟ้าผ่านทางระเบียงของวัง ท้องฟ้ายามนี้ช่างดูสดใส และเรื่องที่องค์ราชากล่าวเมื่อครู่ทำให้เขานึกถึงอนาคิมขึ้นมาทันที

แม่ลิงสาวคนนั้น จะเป็นอย่างไรบ้างนะ เจอครั้งหน้าคงไม่ได้กลายเป็นกอริล่าไปแล้วนะ

ชไนเดอร์รำพึงในใจ แล้วก็หัวเราะเบา ๆ ออกมา นี่ถ้าเขาบอกองค์ราชาว่าเวลานี้มีสตรีที่เขาพึงใจอยู่ก็คงจะดี แต่เขาก็ไม่อาจจะทำเช่นนั้นได้ เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าอนาคิมนั้นคิดต่อเขาเช่นไร
ในขณะที่ชไนเดอร์คิดถึงอนาคิมนั้น ฝ่ายอนาคิมซึ่งอยู่ในชั้นเรียนก็จามไม่หยุดเช่นกัน

ใครบ่นถึงข้าเนี่ย

อนาคิมหน้านิ่วคิดอยู่ในใจ
----------------------------------------

ทางด้านเลออสที่ดูแลการฝึกของทหารอยู่นั้น แสดงอาการเบื่อจนหาวออกมาหลายต่อหลายครั้ง เขาได้เพียงแต่นั่งดูเฉย ๆ ไม่ได้ลงไปออกกำลังเลย คงเพราะระดับฝีมือของเขานั้นต่อให้ทหารรุมเขาพร้อม ๆ กัน ก็ไม่อาจจะทำอะไรเขาได้

“โอ้สท์ เป็นไงบ้าง เจ้าหมีขนแดง” เสียงสตรีผู้หนึ่งทักเลออส
เลออสหันไปทางต้นเสียง แต่ใบหน้าของเขาก็ชนเข้ากับอะไรบางอย่างที่นุ่มนิ่มมาก ๆ ทันที

“ต๊าย ตาย ไม่เจอแค่ไม่ถึงเดือน ลามกขึ้นมากเลยนะเจ้า” สตรีผู้ที่เรียกเลออสกล่าวขึ้น เพราะขณะนี้ใบหน้าของ
เลออสจมไปในหน้าอกหน้าใจอันมหึมาของสตรีผู้นี้ เลออสชักหน้าตัวเองออกมา ใบหน้าแดงก่ำ

“เซคิน่า นี่เจ้า!!” เลออสพูดพร้อมกับปาดเหงื่อด้วยไม่คิดว่าจะโดนสาวใดแกล้งเช่นนี้

หญิงสาวผู้มีรูปร่างเซ็กซี่ ใบหูยาว ผิวเธอออกสีม่วงเข้มซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของชาวเผ่าดาร์คเอล์ฟ
เธอนี่เอง ‘เซคิน่า’

“อะไรกัน ๆ นี่ชไนเดอร์ไม่อยู่รึ” เซคิน่าเปลี่ยนเรื่องเอ่ยถามเลออสถึงชไนเดอร์พลางมองซ้ายมองขวา

“ไปเข้าเฝ้าองค์ราชาน่ะ แล้วฝากให้ข้าดูแลทหารนี่แทน ตอนนี้ข้าเริ่มเบื่อนิด ๆ แล้ว” เลออสตอบด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย

“ถ้าเบื่อก็ลงไปซ้อมกับพวกทหารสิ” เสียงชไนเดอร์ดังมาจากข้างหลัง
ชไนเดอร์ที่กลับออกมาจากพระราชวัง เดินมาหาเลออสอย่างว่องไว

เซคิน่าที่เห็นชไนเดอร์เดินมาแต่ไกล ก็โบกไม้โบกมือให้ทันที
“ว้าว พ่อรูปหล่อองค์ราชาเสนอสาวคนใหนให้เจ้าเลือกบ้างล่ะ” เซคิน่ายิงคำถามด้วยท่าทางยียวนนิด ๆ

“นี่เจ้าไปรู้อะไรมารึ??” ชไนเดอร์ถามคำถามกลับไปยังเซคิน่า ด้วยสีหน้าเจื่อน ๆ เล็กน้อย

“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกนา องค์ชายผู้คลั่งงาน” เซคิน่าบ่ายมือออกพร้อมแลบลิ้นเชิงล้อชไนเดอร์
ชไนเดอร์รู้ดีว่าฝีมือระดับเซคิน่า การที่จะไปแอบดักฟังอะไรจากใครไม่ใช่เรื่องยากเลย

“งั้นก็เข้าเรื่อง มีอะไรคืบหน้าบ้าง เซคิน่า” ชไนเดอร์กลับมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“มีเรื่องดี ๆ น่าสนใจเพียบเลยล่ะ มือสอดแนมระดับยอดฝีมืออยู่แล้ว” เซคิน่าพูดพลางเอาหน้าอกทับไปที่หัวเลออส จนเลออสทำหน้าเอือมระอากับกิริยามารยาทของเซคิน่าที่แสดงออกต่อหน้าเหล่า ทหารที่หันมามองสาวสวยสุดเซ็กซี่ผู้นี้

“เช่นนั้น ก็คงต้องขอฟังอย่างละเอียดหน่อยแล้วล่ะ” ชไนเดอร์พูดพร้อมรอยยิ้มให้กับสิ่งที่ท้าทายเขาอยู่

------------------------------------------------------Next to Chapter 3




 

Create Date : 12 มกราคม 2553    
Last Update : 12 มกราคม 2553 23:17:17 น.
Counter : 653 Pageviews.  

Red tear of Lilim ตอนที่ 2

Back to Chapter 1

----------------------------------
Chapter2
ดอกกุหลาบแดงจำนวนมากตลอดสองข้างทาง ทอดยาวไปยังที่พำนักของซามาเอล เทวทูตผู้ดูแลเหล่าเทวทูตในสวรรค์ชั้น 5
และกล่าวกันว่า เขาคือเทวทูตผู้ควบคุมความตาย หากแต่ที่ ๆ เขาอยู่กลับอยู่บนพื้นโลก

เขาสร้างสรรค์หลาย ๆ สิ่งให้คล้ายอีเดน ที่ ๆ พระผู้เป็นเจ้าสร้างสรรค์ขึ้นมาให้อดัมและลิลิธอยู่ หากแต่ที่นี่มิได้มีสรรพสัตว์นานาพรรณ มีเพียงดอกไม้และพืชพรรณต่าง ๆ เท่านั้นเอง

“มีแต่ดอกไม้สีแดง จำนวนมากเลย มันช่างงดงามจริง ๆ” ลิลิธเอ่ยขึ้น

“เจ้าชอบดอกไม้สีแดงรึ?” ลูซิเฟอร์หันมาถามลิลิธด้วยความสงสัย

“ใช่ จริง ๆ แล้วต้องบอกว่าข้าชอบสีแดง มันดูเป็นสีที่สวยงามดี” ลิลิธกล่าวตอบระหว่างที่มองดอกกุหลาบ

ทั้งสองเดินตรงไปข้างหน้าซักครู่ ก็มาถึงซุ่มประตูทางเข้าที่มีดอกกุหลาบพันอยู่เต็ม มีขนาดไม่ได้ใหญ่โตนัก

“ข้างหน้าก็ถึงตัวคฤหาสน์ ซึ่งเป็นที่พำนักของซามาเอลแล้ว” ลูซิเฟอร์บอกลิลิธ
ลิลิธมองตรงไปข้างหน้า ซึ่งที่มีเงาทะมึนของสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ มันน่าจะใหญ่กว่าคำว่าคฤหาสน์ซะด้วยซ้ำ

ทั้งคู่เดินต่อไป ลิลิธมองซ้าย ขวาอย่างประหลาดใจต่อเหล่าสิ่งมีชีวิตที่ทำหน้าที่ดูแลสวนกุหลาบ จนลูซิเฟอร์สังเกตเห็นจึงได้อธิบายให้ลิลิธฟัง

“เจ้าพวกนี้คือโกเลมน่ะ พวกนี้ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตแท้ ๆ หรอก เป็นเพียงสิ่งที่เวทย์มนต์สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ทำงานก็เท่านั้น”
ลูซิเฟอร์หันมาชี้ที่ลิลิธ

“และเจ้าเอง ก็เป็นโกเลม เช่นกัน”

“หา! ข้าน่ะรึ!?!” ลิลิธชี้ที่ตัวเอง ท่าทางตกใจ

“ใช่ แต่เจ้าต่างจากโกเลมพวกนี้ ตรงที่พวกเจ้าได้รับแบ่งเศษส่วนวิญญาณจากพระผู้เป็นเจ้า จึงทำให้เจ้ามีรูปแบบที่ซับซ้อนกว่าเจ้าพวกโกเลมพวกนี้”
“บางทีนะ ข้าว่าอาจจะซับซ้อนมากกว่าพวกเทวทูตด้วยซ้ำไป” ลูซิเฟอร์อธิบายไปเดินไป ลิลิธที่ฟังอยู่ได้แต่ทำหน้างง

ทั้งคู่มาถึงประตูใหญ่ทางเข้าคฤหาสน์ มีเทวทูต 2 องค์ยืนเฝ้าที่ทางเข้า ลูซิเฟอร์ยกมือเป็นเชิงเพื่อขอเข้าไปข้างใน
เทวทูตที่คุมทางเข้าที่เห็นเช่นนั้น ก็ได้เปิดประตูกว้างให้กับลูซิเฟอร์และลิลิธ

“ท่านซามาเอลกำลังรอท่านลูซิเฟอร์อยู่ที่ห้องโถงขอรับ” เทวทูตองค์หนึ่งกล่าว

ลูซิเฟอร์พยักหน้ารับเป็นเชิงรับทราบในข้อความที่แจ้งมา

ลูซิเฟอร์และลิลิธเข้ามาภายในคฤหาสน์ ที่นี่มันช่างใหญ่โตมากมายนัก ลิลิธคิดในใจ
ทั้งสองเดินตรงไปยังห้องภายของคฤหาสน์ซึ่งเป็นห้องโถงใหญ่ ด้านในมีเหล่าเทวทูตจำนวนหนึ่งยืนเรียงแถวอยู่
ปลายสุดของห้องมีเทวทูตบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ เทวทูตองค์นี้มีใบหน้าหมดจด รูปร่างสูงใหญ่ ดูสมสัดส่วน มีดวงตาเรียวงดงาม นัยตาสีน้ำเงินเข้ม ปีกทั้ง 4ส่องแสงประกายสีน้ำเงินเข้มจนดูเหมือนสีดำ รอบข้างมีสตรีรายล้อมอยู่ 3 นาง

“เจ้ามาช้ากว่าที่ข้าคาดคิดนะลูซิเฟอร์” เทวทูตองค์นั้นกล่าวพูดขึ้น

“ขออภัย บรรยากาศของดินแดนที่ท่านสร้างมันทำให้ข้าอยากจะค่อย ๆ เดินทางมายังที่นี่อย่างช้า ๆ” ลูซิเฟอร์กล่าวตอบ
พร้อมกับค่อย ๆ นำตัวลิลิธมายืนที่ด้านหน้าของตนเอง

“ขอแนะนำ นี่คือลิลิธ ผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างขึ้น” ลูซิเฟอร์แนะนำลิลิธสั้น ๆ

“วิหคราตรี แห่งอีเดนที่เลื่องลือกันสินะ” เทวทูตหนุ่มกล่าวขึ้นมา
ลูซิเฟอร์ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย พร้อมกับกล่าวขึ้น

“ฉายาอะไรเยี่ยงนั้น ข้าอยากรู้จังว่าใครเป็นผู้ตั้งให้นาง ท่านรึซามาเอล” ลูซิเฟอร์มองไปยังเทวทูตหนุ่ม

“หึหึหึ หาใช่ข้าไม่ เหล่าเทวทูตองค์อื่น ๆ ที่มีหน้าที่เฝ้านางต่างหาก พวกนั้นเล่าลือว่า นางผู้นี้มักไปใหนมาใหนในยามราตรี
ซึ่งในความงามของนางเลยถูกเปรียบกับหมู่มวลวิหคในอีเดน” เทวทูตหนุ่มอธิบาย

ลูซิเฟอร์เดินมาด้านหน้าลิลิธ พร้อมทั้งผายมือไปยังเทวทูตหนุ่ม
“ผู้ที่อยู่ตรงหน้าเจ้านี่ล่ะ เทวทูตซามาเอล เทวทูตที่มีคารมคมคายมากที่สุดองค์หนึ่ง” ลูซิเฟอร์กล่าวพร้อมรอยยิ้ม คำพูดของนางออกจะล้อเล่นกับซามาเอลพอสมควรทีเดียว

ลิลิธจับจ้องที่ซามาเอลไม่วางตา หากแต่ไม่ใช่แววตาที่แสดงความสนใจใคร่รู้มากมายนัก น่าจะเรียกว่าเป็นแววตาที่มีความสงสัยอะไรบางอย่างมากกว่า ซามาเอลที่เห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้กล่าวอะไร กลับหันไปทางลูซิเฟอร์

“ใหน ๆ ท่านก็มาถึงที่นี่แล้ว สนใจจะร่วมรับประทานและเสวนากับเราก่อนหรือไม่” ซามาเอลกล่าวถามตรง ๆ

ลูซิเฟอร์ครุ่นคิดในคำถามนั้นเพียงครู่เดียว ก็ตอบกลับไปว่า

“ไม่ล่ะ งานของเรา ณ เวลานี้เพียงแค่นำนางผู้นี้มาส่งให้ท่านเท่านั้น” ลูซิเฟอร์กล่าวตอบอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน

“และคิดว่างานของเราเสร็จสิ้นแล้ว เราก็ควรที่จะกลับเสียที”

“หากเช่นนั้นจะให้เราไปส่งท่านหรือไม่” ซามาเอลกล่าวถามอีกครั้ง

“มิเป็นไร ท่านมิต้องลำบากหรอก” ลูซิเฟอร์ตอบพลางเดินไปหาลิลิธ
ลูซิเฟอร์จับมือลิลิธแล้วใส่สิ่งบางอย่างไปที่มือของนาง พร้อมกระซิบที่ข้างหูของนาง

“หากมีสิ่งใดที่เจ้าต้องการปรึกษาข้า จงใช้มันระลึกถึงข้า”
หลังจากลูซิเฟอร์กล่าวกับลิลิธเสร็จแล้ว ก็โบกมือเป็นเชิงลาแก่ซามาเอล

“งดงาม แต่ก็ช่างเป็นเทวทูตที่เข้าใจยากจริง ๆ” สตรีผมสีทองกล่าวขึ้น
ซามาเอลที่รับฟังหาได้สนใจคำพูดของนางซักเท่าไหร่ เขาเดินเข้าไปลิลิธพร้อมทั้งเอามือโอบไหล่ของลิลิธไว้

“เอาล่ะ ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จักภรรยาแห่งข้า ลิลิธ” ซามาเอลกล่าวพร้อมทั้งผายมืออีกข้างไปรอบ ๆ
มือของซามาเอลไปหยุดที่สตรีผมสีทอง มีเขาเป็นเขาแกะ ผิวขาวในตาสีเหลืองอ่อน รูปร่างค่อนข้างบอบบาง

“ขอแนะนำให้รู้จัก นี่คือภรรยาอันดับหนึ่งของข้า นามาฮ์” สตรีผมสีทองมองลิลิธด้วยสายตาแข็งกร้าว แม้จะไม่ใช่สายตาที่
ถึงขั้นจะกินเลือดกินเนื้อ แต่มีแววแห่งการดูถูกแฝงไว้ จนลิลิธรู้สึกขนลุก

ซามาเอลยังคงแนะนำต่อไป
“และนั้นอันดับที่สอง อาแกรท” มือของซามาเอลไปหยุดที่สตรีผมสีแดง บนศีรษะมีเขาคล้ายเขาโค รูปร่างค่อนข้างสูง และดูเป็นผู้หญิงที่ท่าทางห้าว ๆ นางผู้นี้มองลิลิธไม่ได้ต่างจากนามาฮ์เท่าใหร่ แต่ไม่ได้รู้สึกน่าขนลุกเท่าผู้มีศักดิ์เป็นภรรยาหลวง

“และสุดท้าย ไอเซ็ท” ซามาเอลผายมือไปยังสตรีคนที่สามมีผมสีเงินออกฟ้า ผมนางปรกหน้าปิดตาไปข้างหนึ่ง ผิวขาวดูรูปร่างบอบบางไม่ได้ต่างจากนามาฮ์นัก ซึ่งนางกำลัง... สัปหงกอยู่

“........”

ซามาเอลยืนเงียบอาการเหมือนคนแนะนำค้าง ลิลิธเองก็เช่นกัน นามาฮ์กับอาแกรทต่างจับจ้องไปที่ไอเซ็ท
เหมือนไอเซ็ทจะรู้สึกตัว นางสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาของนางค่อย ๆ เบิกกว้าง แต่ตาของนางก็ยังปรือ ๆ อยู่ด้วยความง่วง

“ไอเซ็ท เจ้าไปทำอะไรมา ถึงได้มาสัปหงกในที่เช่นนี้” ซามาเอลตั้งคำถามไอเซ็ททันที
ไอเซ็ทขยี้ตานิดหน่อย พร้อมทั้งหาวออกมาเล็กน้อย

“สงสัยเมื่อคืนข้าวิจัยอะไรเพลินไปหน่อยน่ะ” ไอเซ็ทตอบด้วยน้ำเสียงงัวเงียนิด ๆ

“พวกชอบทำอะไรไม่เป็นสาระ” นามาฮ์กระแนะกระแหนใส่ไอเซ็ท หากแต่ไอเซ็ทไม่ได้แสดงกิริยาใด ๆ ตอบกลับ

“เอาล่ะ ๆ นี่ลิลิธ นางจะมาเป็นภรรยาอันดับที่ 4 แห่งข้า เจ้าจงรู้จักไว้ซะไอเซ็ท” ซามาเอลแนะนำลิลิธต่อไอเซ็ท
ไอเซ็ทจับจ้องที่ลิลิธ นางมองลิลิธอย่างไม่วางตา จนลิลิธรู้สึกประหลาดใจ ดวงตาของไอเซ็ทค่อย ๆ เบิกกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ
นางเอาแว่นตาที่มีข้างเดียวของนางขึ้นมาใส่ สายตาที่มองลิลิธส่องแววแห่งความตื่นเต้นราวกับว่านางเจอของเล่นชิ้นใหม่

“นี่ ๆ ซามาเอล ข้าขอตัวลิลิธไปกับข้าก่อนได้มั้ย?” ไอเซ็ทขอลิลิธจากซามาเอลดื้อ ๆ

“ไม่ได้ นางยังมีเรื่องต้องคุยกับข้าก่อน หลังจากนั้นเจ้ามีธุระอะไรกับนางค่อยว่ากัน” ซามาเอลหลับตาตอบ

“งื่อ~~~” ไอเซ็ทครางเสียงสูงออกมา ใบหน้าค้อนซามาเอลนิด ๆ

“เอาล่ะ การแนะนำคงเพียงเท่านี้ ข้าขอตัวลิลิธไปกับข้าก่อน” ซามาเอลตัดบท

“ลิลิธ เจ้าจงตามข้ามา” ซามาเอลพูดพร้อมกับเดินไปยังบันไดขึ้นชั้นสอง ทิ้งให้ภรรยาทั้ง 3 มองเป็นตาเดียวกัน

ลิลิธเดินตามซามาเอลไปไม่ห่างนัก จนถึงห้อง ๆ หนึ่งภายในมีหนังสือต่าง ๆ มากมาย
ซามาเอลเดินไปยังโต๊ะบริเวณริมหน้าต่าง แล้วนั่งลงพร้อมทั้งจับจ้องมายังร่างกายที่เปลือยเปล่าของลิลิธ

“ข้าว่าเจ้าน่าน่าจะหาอะไรมาปกปิดร่างกายซักหน่อยนะ” ซามาเอลผสานมือไว้ที่ด้านหน้าแล้วพูด พร้อมมองลิลิธ
ลิลิธมองตัวเอง นางพยายามสำรวจสิ่งต่าง ๆ อย่างละเอียด

“ข้าไม่เห็นรู้สึกว่ามันมีปัญหาอะไรนี่นา” ลิลิธตอบหน้าตาย

“.....” ซามาเอลมองอย่างประหลาดใจ ไม่ได้พูดสิ่งใดต่อ เขาชี้นิ้วไปยังหนังสือเล่มหนึ่ง
ทันใดนั้นหนังสือเล่มดังกล่าวก็ค่อย ๆ เลื่อนออกจากชั้นอย่างช้า ๆ แล้วลอยมาสู่มือของลิลิธ
ลิลิธรับไว้ด้วยความประหลาดใจ

“แม้เจ้าจะอยู่ที่คฤหาสน์ของข้าในฐานะภรรยา แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีความรู้ความสามารถเลยก็ได้ ฉะนั้นข้าอยากให้เจ้าศึกษาความรู้ต่าง ๆ ณ หอสมุดแห่งนี้ไว้บ้าง” ซามาเอลกล่าวเสียงเรียบ ๆ

ลิลิธเปิดหนังเล่มดังกล่าว ก้มลงดู
“.....” นางยืนนิ่ง ขมวดคิ้ว ใบหน้ามีแต่ความงุนงง
“ข้า...... อ่านไม่ออก” นางเงยหน้าจากหนังสือแล้วกล่าวต่อซามาเอลอย่างตรงไปตรงมา

“เจ้าอ่านไม่ออก…..เช่นนั้นรึ?” คราวนี้เป็นซามาเอลที่กล่าวด้วยใบหน้าที่งุนงง
เขาพยายามตั้งสติคิดในสิ่งที่เกิดขึ้น
นางผู้นี้อ่านหนังสือไม่ออก
นางผู้นี้ไม่อายที่แม้จะต้องเปลือยกายให้ผู้อื่นดู
นาง.....บริสุทธิ์ไร้เดียงสา ราวกลับว่า เป็นเด็กที่ยังไม่ได้รับรู้เรื่องใด ๆ ได้แต่ทำสิ่งต่าง ๆ ไปตามสัญชาตญาณ
หมายความว่า......

ซามาเอลยกมือข้างหนึ่งช้า ๆ เขาหลับตาพร้อมกับพูดอะไรซักอย่างเบา ๆ แสงเรืองรองสีแดงเกิดขึ้นบนฝ่ามือของเขา
พลันก็ปรากฎผลแอบเปิ้ล อยู่ในมือของซามาเอล หากแต่ผลแอบเปิ้ลนี้มีสีแดงเปล่งประกายแปลกตา
“ก่อนมานี่ ลูซิเฟอร์ให้อะไรเจ้าทานหรือยัง” ซามาเอลกล่าวถาม

“ไม่เลย” ลิลิธตอบห้วน ๆ

“เอาเข้าไป ลูซิเฟอร์นี่ก็จริง ๆ เลย” ซามาเอลบ่นเล็กน้อย ก่อนที่จะยื่นผลแอบเปิ้ลให้ลิลิธ

“ทานซะลิลิธ” ซามาเอลบอก
ลิลิธรับผลแอบเปิ้ลมา นางพินิจอย่างละเอียด

“ข้าว่า หน้าตามันเหมือนผลไม้ต้องห้ามที่ปลูก ณ ใจกลางสวนอีเดนเลย..... ข้าทานได้รึ” ลิลิธรู้สึกไม่มั่นใจ

“ได้ เจ้าทานไปเถอะ” ซามาเอลให้ความมั่นใจลิลิธ

นางจึงค่อย ๆ กัดแอบเปิ้ลขนาดพอดีคำ ริมฝีปากสีชมผูของนางยามเมื่อแทะผลแอบเปิ้ลดูสวยงามอย่างมากจนซามาเอลมองไม่ วางตา นางค่อยเคี้ยวและกลืนมันลงไป ทันใดนั้นลิลิธรู้สึกร้อนภายในทรวงอก นางรู้สึกเบลอ ๆ เล็กน้อย
แต่ไม่ถึงขั้นที่ทำให้นางประคองตัวไม่ได้ แต่เพียงชั่ววูบเดียวนางก็กลับมารู้สึกเป็นปกติ

“เจ้าลองดูที่หนังสือนั่นอีกทีซิ” ซามาเอลชี้ไปยังหนังสือในมืออีกข้างของลิลิธ นางจึงเปิดมันดูอีกครั้ง

ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก

นางเห็นสิ่งที่ปรากฎในหนังสือแล้ว นางสามารถเข้าใจมันได้ รูปลายเส้นต่าง ๆ ที่นางมอง มันปรากฎเป็นคำพูดในห้วงความคิดของนางแทบทั้งหมด

“ข้าเข้าใจสิ่งที่หนังสือนี่เขียน” ลิลิธพูดด้วยสีหน้าตกใจ

“ใช่ ไม่น่าแปลกใจหรอก สิ่งที่เจ้าทานไปเมื่อครู่ คือผลไม้แห่งปัญญา ผู้ที่ทานมันจะมีภูมิปัญญา สามารถเรียนรู้และเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น แต่ก็หาใช่ทั้งหมดไม่ เจ้าจึงต้องเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ในห้องสมดแห่งนี้” ซามาเอลอธิบาย

ลิลิธมองไปมาภายในหอสมุด มันช่างมีหนังสือมากมายเหลือเกิน นางจะอ่านยังไงหมดได้ล่ะนี่

ซามาเอลเหมือนอ่านใจลิลิธออก “เจ้าก็เลือกอ่านแต่ที่เจ้าสนใจก็ได้ ไม่จำเป็นว่าเจ้าจะต้องเชี่ยวชาญไปซะทุกสิ่งหรอก”
ลิลิธพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ

“ว่าแต่ยังไงเสีย เจ้าก็น่าจะหาอะไรมาปกปิดร่างกายซะนะ” ซามาเอลกล่าวเรื่อเดิมที่พูดไว้ตอนต้นซ้ำอีกครั้ง
ลิลิธสำรวจตัวเองอีกครั้ง พร้อมทั้งมองหน้าซามาเอล

“ข้าก็ยังไม่เห็นว่านั่นจะมีปัญหาอะไรซักนิด” ลิลิธตอบหน้าตายเช่นเดิม

ซามาเอลมีสีหน้าตกใจอย่างเห็นได้ชัด
ทำไม??? เพราะอะไร???
ในเมื่อนางทานผลไม้แห่งปัญญาไปแล้ว นางน่าจะมีทุกสิ่งอย่างที่พึงมี หากแต่นางกลับไม่มีความรู้สึกละอายต่อสิ่งที่กำลังทำอยู่นี่เลยงั้นรึ รึเพราะนางทานไปเพียงเล็กน้อย
ไม่ ไม่น่าใช่ ผลไม้แห่งปัญญาแม้ทานเพียงนี้ก็จะสำแดงผลเต็มที่แน่นอน
แล้วทำไมนางผู้นี้ถึง

“ซามาเอล” เสียงของลิลิธ ปลุกซามาเอลจากห้วงความคิด
ซามาเอลเหงื่อตกเล็กน้อย ก่อนที่จะยกมือเป็นเชิงห้ามลิลิธ

“เอาเถอะ ๆ อย่างไรเสียข้าก็ยากให้เจ้าหาเครื่องแต่งกายสวมใส่ให้เรียบร้อย จะได้เหมือนผู้อื่น ณ ทีนี้” ซามาเอลพูดด้วยน้ำเสียงหนักใจ ลิลิธที่รับฟังอยู่ได้แต่เพียงพยักหน้ารับ
“ห้องของเจ้าอยู่ที่ฝั่งทางทิศเหนือของคฤหาสน์”

“แล้วก็... ไม่ต้องแอบฟังหรอก เข้ามาเถอะไอเซ็ท” ซามาเอลกล่าวพร้อมมองไปยังประตูทางเข้าห้องสมุด
ประตูถูกเปิดออกมา ปรากฎร่างของภรรยาอันดับสามไอเซ็ทยืนทำหน้าสำนึกผิดอยู่

“เจ้านี่ ท่าทางจะสนใจลิลิธเกินกว่าที่ข้าคาดคิดไว้มากจริง ๆ” ซามาเอลยังคงแสดงสีหน้าหนักใจต่อสิ่งที่ไอเซ็ททำ
ไอเซ็ทเดินเข้ามาภายในห้องสมุด ไปหาลิลิธ นางโอบกอดลิลิธจากด้านหลัง
สายตาและรอยยิ้มที่นางแสดงออก นั้นราวกับมีเลศนัยบางอย่าง แต่มันเหมือนไม่มีพิษมีภัย

“สิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างโดยใช้ฉายาแห่งพระองค์ นอกจากนี้ยังมีจิตวิญญาณแห่งพระองค์สถิตย์อยู่ เรื่องเช่นนี้น่าสนใจอย่างมากเลยล่ะ ซามาเอล” ไอเซ็ทกล่าวตอบซามาเอลด้วยสายตาที่บ่งบอกว่านางสนใจในตัวลิลิธมากเพียงใด
ลิลิธพยายามขัดขืนไอเซ็ทที่กอดนาง หากแต่ไม่ทันที่นางจะขัดขืนอะไร ไอเซ็ทก็ปล่อยนางไปก่อน

“เจ้ามาก็ดีเหมือนกัน ยังก็ฝากเรื่องห้องและเครื่องแต่งกายของลิลิธด้วยก็แล้วกัน” ซามาเอลกล่าวฝากลิลิธกับไอเซ็ท
ไอเซ็ทมองหน้าลิลิธ แววตานางไม่ได้ต่างจากเมื่อครู่เท่าไหร่ แต่มันเป็นแววตาที่แสดงความเป็นมิตรมากขึ้น

“ไว้ใจข้าได้ ข้าจะช่วยท่านดูแลนางเอง” ไอเซ็ทกล่าวตอบ

“ถ้าเช่นนั้นข้าก็ของฝากด้วย” กล่าวจบซามาเอลก็ลุกแล้วเดินออกจากห้องสมุดไปอย่างรวดเร็วราวกับมีเรื่องเร่งด่วน
ทันทีที่ซามาเอลจากไปไอเซ็ทรีบคว้าตัวลิลิธไว้ทันที นางจับลิลิธหมุนตัว พร้อมเพ่งพินิจทุกส่วนสัดของลิลิธ

“จ...เจ้าทำอะไรของเจ้า” ลิลิธไม่ค่อยเข้าใจปฎิกิริยาของไอเซ็ทนัก

“อืม สมบูรณ์แบบมาก ๆ พระองค์ทรงสร้างเจ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบจริง ๆ” ไอเซ็ทกล่าว

“ใหนลองซิ” ไอเซ็ทพูดเสร็จก็อ้อมไปด้านหลังลิลิธอีกครั้ง นางใช้มือซ้ายจับหน้าอกของลิลิธ แล้วบีบเบา ๆ
มืออีกข้างหนึ่งค่อย ๆ เลื่อนลงไปยังโยนีของลิลิธ มือของไอเซ็ทค่อย ๆ ลูบเบา ๆ แล้วเหมือนจะพยายามใช้นิ้วกดเข้าไป

“อ่ะ ....อ้า~~~” ลิลิธร้องขึ้น มันเป็นความรู้สึกเฉกเช่นตอนที่นางมีความสัมพันธ์กับอดัม
ร่างกายนางร้อนผ่าว และเหมือนรู้สึกเกร็ง ๆ

หากแต่ในเสี้ยววินาทีนั้น ลิลิธตั้งสติได้และรีบสลัดจากไอเซ็ททันที

“เจ้าทำอะไรน่ะ!!!” ลิลิธที่หน้าแดงอยู่ตวาดใส่ไอเซ็ทที่มองนางอย่างใจจดใจจ่อ
ไอเซ็ทมองที่มือตัวเองที่ล้วงไปในโยนีของลิลิธแล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม

“อืม มีปฎิกิริยาตอบกลับได้รวดเร็วกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นจริง ๆ เจ้านี่น่ารักกว่าที่ข้าคิดนะ”

“แต่เอาเถอะ เรื่องเช่นนั้นไว้ทีหลัง ตอนนี้ข้าว่า ข้าพาเจ้าไปยังห้องก่อนดีกว่า”
ไอเซ็ทยิ้มอีกครั้งแล้วเข้าไปคว้ามือลิลิธ พาเดินไปยังห้องพักทันที

ลิลิธนั้นหลังจากถูกไอเซ็ทกระทำดั่งเมื่อครู่ทำให้นางไม่ค่อยไว้ใจ ผู้ที่ขันอาสาดูแลนางผู้นี้เท่าใดนัก

“ห้องของเจ้าอยู่ทางเหนือใช่รึไม่” ไอเซ็ทเอ่ยถาม

“ช...ใช่” ลิลิธตอบแบบตะกุกตะกัก
ไอเซ็ทพาลิลิธเดินผ่านห้องน้อยใหญ่มากมาย คฤหาสน์แห่งนี้ช่างกว้างจริง ๆ

จนมาถึงห้อง ๆ หนึ่งเป็นห้องที่อยู่ริมคฤหาสน์ ไอเซ็ทพาลิลิธเข้าไปในห้องทันที ในห้องมีผู้มาคอยรับใช้ 3 – 4 ตนอยู่ภายใน
ซึ่งมีลักษณะคล้าย ๆ โกเลมภายนอกคฤหาสน์ หากแต่เป็นผู้หญิงเท่านั้น

ไอเซ็ทเดินไปดูรอบ ๆ ภายในห้อง นางเดินไปเปิดผ้าม่านออก แสงแดดยามบ่าย สาดส่องเข้ามาในห้อง

ห้องของลิลิธนั้นตกแต่งด้วยดอกไม้สีแดง เฉกเช่นเดียวกับริมทางที่นางผ่านมา เหล่าเครื่องเรือนจัดวางเข้าที่ดูเป็นระเบียบ
เก้าอี้นั่งและที่นอนของนางใช้ผ้ากำมะหยี่สีแดง ทั้งห้องราวกับว่าจงใจให้เป็นสีแดง

“เจ้าชอบสีแดงงั้นรึ” ไอเซ็ทหันไปถามลิลิธ

“อืม ทำไมเจ้าถึงรู้ล่ะ” ลิลิธตอบ พร้อมกับถามด้วยความสงสัย

“ซามาเอลน่ะนะ มีความสามารถในการคาดเดาใจผู้อื่น มีความแม่นยำสูงซะด้วย” ไอเซ็ทตอบพลางไปลูบเบาะที่นั่ง
จากนั้นนางเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า ภายในตู้มีชุดมากมาย หากแต่มีเพียงแค่ชุดสีแดงและดำเท่านั้นเอง

“เจ้านี่เป็นพวกคลั่งสีแดงรึไงกัน” ไอเซ็ทเปรยขึ้นด้วยสีหน้าแบบอึ้ง ๆ ต่อภาพที่เห็น

“ม...ไม่ใช่ซักหน่อย ของพวกนี้ซามาเอลเตรียมให้ข้าไม่ใช่รึ” ลิลิธแย้ง

“มันก็จัดตามลักษณะนิสัยของเจ้านั่นล่ะ ข้าสงสัยจังว่าถ้าข้า ติดเขา ให้เจ้า เจ้าจะเร็วกว่าปกติ 3 เท่ารึเปล่า”
ไอเซ็ทบรรยายพร้อม ๆ กับแหย่ลิลิธด้วยมุกตลกที่แปลก ๆ

“ติด...เขา” ลิลิธทวนคำ

“หืม... อย่าใส่ใจเลย ข้าแค่พูดล้อเลียนใครบางคนก็เท่านั้นเอง” ไอเซ็ทกล่าวตอบ แต่ลิลิธก็ไม่เข้าใจอยู่ดี
ไอเซ็ทยังคงเลือกชุดนั้นชุดนี้มาเทียบกับตัวลิลิธอยู่

“ข้าว่าเจ้าใส่ชุดนี้ดูดีกว่านะ” ไอเซ็ทแนะลิลิธที่มองดูชุดที่ไอเซ็ทหยิบมาให้ ไม่ว่าชุดใหน ๆ ก็แนว ๆ เกาะอก
ไม่ก็โชว์เนินอกทั้งนั้น ในขณะที่นางมองเสื้อของสาวใช้แล้วนางกลับคิดว่ามันดูสวยไปอีกแบบ

“เจ้าชอบแบบมิดชิดมากกว่ารึ” ไอเซ็ทที่สังเกตเห็นอาการของลิลิธจึงถามขึ้น

“เปล่า จริง ๆ ข้าคิดว่า ทำไมข้าถึงเป็นเช่นที่ข้าเป็นไม่ได้” ลิลิธปฎิเสธพร้อมถามในสิ่งที่นางสงสัย

“จริง ๆ มันก็ได้อยู่ หากแต่เหล่าเทวทูตจำนวนไม่น้อยมองว่าการเปลือยกายทำกิจวัตรต่าง ๆ เป็นพวกไร้อารยธรรม เป็นพวกเดรัจฉานน่ะ” ไอเซ็ทตอบ

“ฉะนั้น เจ้าใส่ซะดีกว่า อย่างน้อย ๆ จะได้ไม่ต้องมานั่งฟังคำกระแนะกระแหน่ของแม่สาวเรื่องมากอย่างนามาฮ์” ไอเซ็ทกล่าวกระทบไปถึงภรรยาหลวงด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย

“นามาฮ์... ดูนางเหมือนไม่ค่อยพอใจการมาของข้าเลย อาแกรทก็ด้วย” ลิลิธกล่าวสีหน้าแฝงความเศร้าสร้อยเล็กน้อย

“นางไม่เคยพอใจใครที่ก้าวมายุ่งกับซามาเอลอยู่แล้ว ไม่ว่าข้า รึ อาแกรท ต่างก็ผ่านจุดนี้มาแล้ว ขึ้นอยู่กับว่า.....”
ไอเซ็ทค้างคำเล็กน้อย แล้วหันมาชี้ที่ลิลิธ สายตาจดจ้องไปที่ใบหน้าของลิลิธ

“เจ้าจะเลือกที่จะคล้อยตามนางเฉกเช่นอาแกรท หรือเลือกที่จะไม่ยุ่งกับนางเช่นข้า หรือ......”
ไอเซ็ทเอานิ้วแตะที่ริมฝีปากลิลิธ พร้อมพูดเบา ๆ “ต่อปากต่อคำกับนาง”
ไอเซ็ทชักนิ้วกลับมา แล้วเอาเสื้อผ้าทาบไปที่ตัวลิลิธ

“ถ้าข้าเลือกที่จะต่อต้านนางล่ะ” ลิลิธให้คำตอบที่ไอเซ็ทไม่ค่อยจะเชื่อหูตัวเอง นางถึงกับจ้องหน้าลิลิธสีหน้าแสดงความฉงนออกมาอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่นานนางก็ยิ้มออกมา

“เป็นคำตอบที่น่าสนใจ เพียงแต่เจ้ามีอำนาจมากเพียงพอที่จะท้าทายนางได้น่ะนะ ซึ่ง ณ เวลานี้ข้าว่ามันคงยากอยู่” ไอเซ็ทกล่าวด้วยน้ำเสียงสนใจในสิ่งที่ลิลิธพูดออกมา

“สรุปคือ ข้าก็ควรจะแต่งตัวเฉกเช่นพวกเจ้าสินะ” ลิลิธเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแบบถูกบังคับ

“ถูกต้อง” ไอเซ็ทตอบแล้วเอาชุดพีชสีแดงเกาะอกมาทาบที่ตัวลิลิธ นางเอาชุดใส่ไปที่มือลิลิธ
พร้อมกับจับบ่าแล้วหมุนตัวลิลิธ จากนั้นก็ผลักลิลิธเบา “เอ้า ไปแต่งซะให้เรียบร้อยก่อน”
ลิลิธที่ถูกผลักไป นางหยุดนิ่ง แล้วก็เริ่มใส่ชุดเลยทันที

“ข้าว่าเจ้าน่าจะไปแต่งในห้องแต่งตัวนะ” ไอเซ็ทกล่าวด้วยสีหน้าหนักใจกับลิลิธที่ทำอะไรเหมือนเด็กเล็ก ๆ
ลิลิธมองไปมาซ้ายขวา แล้วนางก็มองที่ไอเซ็ท

“มันจะต่างอะไรกัน ในเมื่อตลอดทางข้าก็เปลือยกายมาตลอด” ลิลิธตอบไอเซ็ทด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

ไอเซ็ทยิ้มแหย ๆ พลางคิดในใจ (เออ...จริงของนาง)

หลังจากลิลิธแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ไอเซ็ทที่เห็นว่าใกล้เย็นแล้ว จึงจะขอตัวกลับไปยังห้องของตนเอง

“อาหารมื้อเย็น โดยปกติพวกแม่บ้านจะเป็นผู้ยกสำรับขึ้นมาให้ เจ้าเพียงแต่รออยู่เฉย ๆ ก็พอ”

“หรือหากเจ้าติดพันการอ่านตำราในห้องสมุดก็ให้ข้ารับใช้ของเจ้า เป็นผู้ไปจัดการนำมาให้เจ้าก็ได้” ไอเซ็ทอธิบาย

“ออ แล้วก็...... คืนนี้ ซามาเอลอาจจะมาหลับนอนกับเจ้าก็เป็นได้” ไอเซ็ทพูดทิ้งท้ายก่อนออกจากห้องของลิลิธไป

เพียงครู่ใหญ่ ลิลิธก็ได้ออกจากห้องของตนเองไปยังห้องสมุด

ระหว่างที่นางหาหนังสืออยู่นั้น นางนึกขึ้นได้ ถึงสิ่งที่ลูซิเฟอร์ฝากไว้ให้นาง หากแต่ตอนนี้มันไปอยู่ที่ใดก็ไม่รู้ได้

ลิลธพยายามนึก จนพอจะจำได้ว่า ตอนที่ซามาเอลเอาหนังสือเล่มหนึ่งให้นางอ่านนั้น นางได้นำมันไปเหน็บไว้ในหนังสือ
เล่มนั้น หนังสือรู้สึกจะชื่อ ศาสตร์มนต์ดำ อะไรซักอย่าง แม้นางจะจำชื่อไม่ค่อยได้แต่พอจะจำจุดที่ซามาเอลดึงมันออกมาได้
นางจึงไปค้นยัง ณ ที่นั้น

“เฮ้อ~” นางถอนหายใจสั้น ๆ หลังจากที่นางรื้อจนกระจุยกระจายจนได้ในสิ่งที่นางต้องการ

สิ่งที่ลูซิเฟอร์ฝากไว้ เป็นจี้ห้อยคอ รูปร่างดาว 5 แฉกเช่นเดียวกับปานบนเนินอกของนาง ลิลิธพยายามนึกถึงสิ่งที่ลูซิเฟอร์บอกไว้ นางไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ นางเลยลองดูด้วยการถือมัน แล้วประกบมือทั้งสองไว้ที่กลางหน้าอก นางนึกถึงลูซิเฟอร์

ทันใดนั้น จี้ห้อยคอก็เปล่งแสงสีเขียนทันที นางตกในจนจี้ห้อยคอตกไปอยู่บนพื้น แสงส่องออกมาเป็นวงเหนือจี้ห้อยคอเล็กน้อย ในวงกลมนั้นปรากฎภาพของลูซิเฟอร์

“โย้ว ไม่เจอกันหลายชั่วโมงเลยนะ เบบี๋” ลูซิเฟอร์กล่าวทักนางด้วยภาษาที่แปลกประลาด ลิลิธถึงกับอ้าปากค้างตกใจ

“ไม่ต้องตกใจไป เจ้าจี้ห้อยคอนี่ทำหน้าที่เหมือนอุปกรณ์สื่อสารระหว่างเจ้ากับข้าน่ะ” ลูซิเฟอร์อธิบาย

“ข้าไม่เคยเห็นของเช่นนี้นี่นา” ลิลิธกล่าว

“งั้นก็รู้จักซะ เจ้าอาจจะได้ใช้มันบ่อย ๆ ...... หืม นั่นเจ้าแต่งตัวด้วยรึ” ลูซิเฟอร์ถามลิลิธด้วยความประหลาดใจ

“ออ...อืม พวกที่อยู่ที่นี่ให้ข้าแต่งน่ะ แล้วก็ซามาเอลให้ข้าศึกษาตำราพวกนี้ด้วย” ลิลิธพูดพลางมองไปยังกองหนังสือ

“เจ้าอ่านออกรึ” ลูซิเฟอร์ถามขึ้นทันที

“แรก ๆ ก็ไม่ออกหรอก จนได้กินผลไม้แห่งปัญญานั่นล่ะ เลยอ่านออก” ลิลิธตอบ

“Fruit of Wisdom งั้นรึ” ลูซิเฟอร์หรี่ตาลงเล็กน้อย ใบหน้าเหมือนครุ่นคิดอะไรอยู่

“ซามาเอล พูดเหมือนว่าเจ้าไม่ได้ให้ข้าทานตั้งแต่ต้นน่ะ” ลิลิธบอกถึงคำพูดของซามาเอล

“อืม ข้าไม่ได้อยากให้เจ้ารู้อะไรมากเกินไป แต่ถ้ารู้แล้วก็ไม่เป็นไรกระมัง” ลูซิเฟอร์ตอบแบบเซ็ง ๆ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

“ทำไมล่ะ เจ้าไม่ได้อยากให้ข้าฉลาด ๆ บ้างรึ” ลิลิธถามด้วยความสงสัย

“ไม่ใช่หรอก ข้าคิดว่าเจ้าแบบที่ใสซื่อบริสุทธิ์นี่ ดีกว่าพวกรู้มากมีจริตมารยาน่ะ” ลูซิเฟอร์อธิบาย

“จริต...มารยา....” ลิลิธทวนคำ

“ก็อย่างเช่นที่เจ้าแต่งตัวนั่น เพราะส่วนหนึ่ง เจ้าอายที่ต้องเปลือยกายใช่หรือไม่ นั่นล่ะจริต” ลูซิเฟอร์ตอบกลับ

“เปล่า... ข้าไม่ได้อายซักหน่อย ข้ายังถามไอเซ็ทเลยว่า ทำไมข้าต้องแต่ง แต่นางบอกว่าจะได้ไม่มีปัญหากับคนอื่น ๆ”
ลิลิธตอบปฎิเสธในสิ่งที่ลูซิเฟอร์อธิบาย ซึ่งนั่นทำให้ลูซิเฟอร์แปลกใจ จนแสดงออกทางสีหน้าอย่างเห็นได้ชัด

“อะไรกัน ทั้งเจ้าทั้งซามาเอล ก็ทำหน้าแปลกใจกับเรื่องนี้ทั้งคู่เลย” ลิลิธพ้อต่อสิ่งที่ลูซิเฟอร์แสดงออกมา

ในขณะที่ลูซิเฟอร์กลับแสดงทีท่าต่างจากปกติที่ร่าเริงและยิ้มตลอด มาเป็นเคร่งเครียด นางลูบปอยผมตัวเองหลายครั้ง

“เจ้าไม่เป็นอะไรนะ ลูซิเฟอร์” ลิลิธถามด้วยความห่วงใย

ลูซิเฟอร์ส่ายหัว “ไม่เป็นอะไร ข้าอาจจะต้องคิดอะไรมากหน่อยก็เท่านั้น ว่าแต่เจ้าเถอะมีเรื่องใดหรือไม่ถึงได้ติดต่อข้าในยามนี้” ลูซิเฟอร์ถามกลับ

“ไม่มีหรอก ข้าแค่ลองดูว่าเจ้าของสิ่งนี้มันใช้ยังไงเท่านั้นเอง เดี๋ยวข้าคงต้องกลับห้องของข้าแล้วล่ะ” ลิลิธตอบพร้อมรอยยิ้ม

“อืม เช่นนั้นก็คงต้องกล่าวราตรีสวัสดิ์กับ วิหคราตรี แล้วสินะ” ลูซิเฟอร์ยิ้มเล็กน้อย

“ไม่เอานามันไม่ใช่ฉายาของข้าซักหน่อย แต่อย่างไรเสียก็ราตรีสวัสดิ์นะ ลูซิเฟอร์” ลิลิธกล่าวตอบ
------------------------------------------------------------

“ว่าแต่....เจ้าไม่อายเลยจริง ๆ รึ” ลูซิเฟอร์ยังซักด้วยคำถามเดิม
“ไม่ ทำไมข้าต้องอายด้วย” ลิลิธตอบด้วยคำตอบเดิม
“จริง ๆ รึ” ลูซิเฟอร์ถามยืนยันอีกครั้ง
“จริงสิ” ลิลิธก็ตอบยืนยันหนักแน่น ใบหน้างุนงง พลางคิดในใจ
‘พวกนี้มีปัญหาอะไรกับเรื่องที่ข้าจะอายไม่อายกันนักนะ’

-------------------------------------------------------Next to chapter 3




 

Create Date : 10 มกราคม 2553    
Last Update : 10 มกราคม 2553 22:41:23 น.
Counter : 763 Pageviews.  

Angel Caido Luci ตอนที่ 1

ราตรีอันมืดมิด ไร้แสงจันทร์ และเงียบสงัด

“วิชวัน วิชวัน ได้ยินแล้วตอบด้วย” เสียงชายในชุดดำในมือถือปืนวิ่งไปตามตรอกเล็ก ๆ อย่างกระหืดกระหอบ

“วิชวัน ตอบด้วย” เขาทวนคำซ้ำไปซ้ำมา หากแต่วิทยุสื่อสารของเขาหาไร้วี่แววคนตอบกลับมาไม่

ตุบ!! ตุบ!! เสียงดังขึ้นจากบริเวณอาคารเหนือหัวของเขา เขารีบหันปลายกระบอกปืนไปยังทิศทางของเสียงทันที
ไม่มีสิ่งใดอยู่ ณ ที่นั่น เสียงรอบ ๆ ตัวเขาเงียบลง

“วิชวัน!!!” เขาพยายามเรียกกลับไปอีกครั้ง

โครม!! เสียงสิ่ง ๆ หนึ่งหล่นลงมาที่ถังขยะไม่ห่างจากตัวเขานัก
เขาตั้งปืนเล็งไปยังเจ้าสิ่งนั้น ค่อย ๆ เดินเข้าไปอย่างช้า ๆ สิ่งนั้นไม่มีลักษณะของการเคลื่อนไหว
เขาใช้มืออีกข้างเปิดไฟฉายส่องไปยังสิ่งที่ตกลงมา
สิ่งที่เห็นทำให้เขาต้องตกตะลึง มันเป็นร่างมนุษย์ไร้หัว เสื้อผ้าถูกฉีกขาด แม้ภาพจะไม่ชัดเจนนักเพราะเป็นยามวิกาล แต่ก็มากพอที่จะเห็นรอบกรงเล็บขนาดใหญ่ ลากผ่านหน้าอกของร่าง ๆ นั้น

“ว....วิชวัน” เขาเรียกผ่านโทรศัพท์

“ซ่า~~ ว....วิชวัน” เสียงดังทันทีจากที่ใกล้ ๆ ร่างนั้น

ไม่ผิดแน่ ร่าง ๆ นี้เคยเป็นเพื่อนร่วมงานของเขา

ตุบ!!

เสียงบางอย่างดังขึ้นเขาหันปืนและไฟฉายไปทางต้นเสียงอย่างรวดเร็ว แต่ก็เป็นอีกครั้งที่เขาพบกับความว่างเปล่า
ไม่มีมีสิ่งใดอยู่เลย
เขายังคงหายแรงและถี่ ด้วยความเหนื่อย และความกดดันจากสิ่งที่เกิดขึ้น
เขาเดินออกมาจากตรอกอย่างช้า ๆ ระแวดระวังสิ่งรอบ ๆ ตัว
แสงไฟจากหลอดไฟข้างทางส่องสว่างจนเขาเห็นถนนด้านหน้า

“ไอ้บัดซบเอ้ย!!” เขาสบถออกมาเบา ๆ

แสงไฟสว่างกระทบร่างของเขา จนเงาทอดผ่านไปข้างหลัง หากแต่เงาของเขากลับใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น

“อุ้บ!!” เสียงเล็กน้อยเล็ดลอดจากปากของเขา สิ่งนั้นเข้ามาล็อคตัวเขาและลากเขาเข้าไปในตรอกอย่างรวดเร็ว

“โอะ.....อ้อคคคค!!!!” เสียง ๆ หนึ่งดังออกมาจากในตรอก แต่มันเบาเกินไปที่ใครด้านนอกจะได้ยิน

ทุกอย่างพลันเงียบสงบอีกครั้ง

“วิชวัน วิชทู ได้ยินแล้วตอบด้วย”
“วิชวัน วิชทู ได้ยินแล้วตอบด้วย”
“วิชวัน วิชทู ได้ยินแล้วตอบด้วย”

เสียง จากวิทยุสื่อสารดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง........ ก่อนที่จะ

กร๊อบ!!!

แล้วทุกอย่างก็เงียบไป เหลือเพียงความมืดในยามราตรี
-------------------------------------------------


“จิ้บ จิ้บ จิ้บ” เสียงนกตัวเล็ก ๆ เดินร้องไปมาในยามเช้า

แสงแดดอ่อนสาดส่องเข้ามาในห้อง แม้ผ้าม่านจะกันแสงได้บ้าง แต่มันก็สว่างพอที่จะปลุกให้หญิงสาวที่หลับไหลตื่นจากนิทราได้ เธอค่อย ๆ ขยับตัวออกจากผ้าห่มที่ค่อนข้างหนา เนื่องจากเมื่อคืนอากาศค่อนข้างหนาวเอาการ แม้จะไม่ใช่
ฤดูหนาวก็ตามที เธอค่อย ๆ เขยิบตัวทีละนิดด้วยความขี้เกียจ หากแต่เธอเหมือนจะเขยิบไปด้านข้างมากไปหน่อย

โครม!!

“ว้าย!!” เธอร้องขึ้น หลังจากที่ตกจากเตียง ถึงมันจะเป็นแค่เตียงชั้นเดียว แต่มันก็เจ็บพอควร

เธอโผล่หัวออกมาจากผ้าห่มในสภาพสะลึมสะลือ สาวอายุ 28 ผมบ๊อบสั้นสีทอง นัยตาสีฟ้าอ่อน ค่อย ๆ หันซ้ายหันขวา ทีท่าของเธอค่อนข้างงง ๆ แม้ว่าเพิ่งจะตกจากเตียงและร้องออกมาก็ตามที

“เสื้อหนายช้านหายปายหนาย~~” นั้นคือประโยคแรกของเธอ

แม้เสียงจะไม่ดังมากนัก แต่ก็พอที่คนในที่แห่งนั้นจะได้ยิน

“ตัวเองกลิ้งอยู่คนเดียวในห้องแท้ ๆ ยังจะมาถามอีก” ชายผู้หนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงเอือมระอา

“เอานา ๆ เมื่อคืน คาเรน เขาออกไปลาดตะเวนจนกลับมาดึกเลยนี่นา คงจะเบลอ ๆ บ้างล่ะ”

หญิงสาวที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ปรามเพื่อนชายเล็กน้อย

คาเรนหาเสื้อในมาใส่ได้แล้ว ก็ออกจากห้องนอน แต่ก็ในสภาพที่ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าอะไรเลย

ทุกคนในที่นั้นมองเป็นตาเดียว ไม่มีใครส่งเสียงอะไรออกมาคงเพราะความอึ้ง

“อารุนสวาดค่า~” คาเรนกล่าวสวัสดียามเช้าด้วยน้ำเสียงยานคาง

“เฮ้ย!!!” ทุกคนในบ้านแทบจะพูดพร้อมกัน พวกผู้ชายที่ดื่มกาแฟอยู่บ้างก็พ่นมันออกมา บ้างก็สำลัก

จนผู้หญิงที่อยู่ ณ ที่นั้นต้องวิ่งมาล็อคคอคาเรนกลับเข้าห้องนอนไป

“ยัยบ้า!! ใส่ซะ!!” เสียงสาว ๆ ในห้องนอนดังออกมาเป็นระยะ ๆ

ส่วนด้านนอกห้องนอนนั้น
“เออ หัวหน้าครับ ให้ผมลูบหลังให้รึเปล่าครับ” “เอิ่ม…ไม่ต้องก็ได้ไม่เป็นไร” “หนังสือพิมพ์เปียกหมดแล้วว่ะ”

“หัวหน้าครับ ต้องโทรเรียกกำลังเสริมรึเปล่าครับ” “ไม่ต้องว้อย!!”

ด้านนอกเองก็เอะอะไม่แพ้ในห้อง เพราะเหตุการณ์เมื่อครู่มันไม่ใช่เรื่องปกติที่ใครจะทำกัน จริง ๆ แล้วสำหรับคาเรนเธอก็ทำอะไรแบบนี้บ่อย ๆ แต่เธอมักจะทำที่บ้านของเธอเองก็เท่านั้น
----------------------------------------

หลังจากเหตุการณ์ระทึกในยามเช้า คาเรน โดนเรียกไปพบในห้องหัวหน้า

ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้น

“เข้ามาได้” หัวหน้าของคาเรนกล่าวขึ้น

แอ๊ด~ เสียงเปิดประตูช้า ๆ ราวกับว่าผู้เปิดประตูไม่อยากเข้ามาในห้องซักเท่าไหร่

“เจ้าหน้าที่ คาเรน คลาวเรน รายงานตัวค่ะ!!” คาเรนพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น หัวหน้าส่งสัญญาณมือให้เธอนั่งที่เก้าอี้ได้
คาเรนค่อย ๆ นั่งลงที่เก้าอี้ ทั้งสองจ้องหน้ากันอยู่ ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมเบือนหน้าหนี
หากแต่เม็ดเหงื่อกลับผุดตามใบหน้าของคาเรนเรื่อย ๆ ความเงียบยังคงดำเนินต่อไป
ผู้เป็นหัวหน้าค่อย ๆ เอามือมาประสานกันที่ด้านหน้าตัวเอง สายตายังจับจ้องที่คาเรน

“ที่นี่ คือที่ใหน??” หัวหน้าเป็นผู้เริ่มต้นทำลายความเงียบก่อน

“สำนักงานกองอนุรักษ์พันธุ์สัตว์จอห์น เฮนซ์ค่ะ!!” คาเรนตอบอย่างหนักแน่น

“ใช่ที่นี่ เป็นสำนักงานกองอนุรักษ์พันธุ์สัตว์” หัวหน้าทวนคำตอบคาเรนแล้วตวาดออกไป

“แล้วไอ้ที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติเมื่อเช้านั่นมันอะไร!?!?”

ด้วยน้ำเสียงที่ดังของหัวหน้า คาเรนหลับตาปี๋สีหน้าแสดงความหนักใจ

“ม....มันเป็นแฟนเซอร์วิสค่ะ” เธอพูดพร้อมเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย

“แล้วถ้ามีคนนอกเข้ามา มันเป็นจะเรื่องน่าอับอายซะมากกว่าไม่ใช่รึ” หัวหน้าพูดด้วยสีหน้าเอือมระอากับการแถของคาเรน

“งั้นก็คิดซะว่าเราเซอร์วิสให้ผู้ใช้บริการเหมือนพวกหน่วยงานเอกชนก็แล้วกันค่ะ!!” คาเรนยังคงแถต่อไป

หัวหน้าได้แต่เพียงอ้าปากค้าง เส้นสมองแทบจะแตกออก ไม่คิดว่าผู้ใต้บังคับบัญชาจะเป็นได้ถึงเพียงนี้

“เจ้าหน้าที่คาเรน คุณนี่ช่าง....ช่าง....” หัวหน้าไม่รู้จะสรรหาคำใดมาด่าดี จึงได้แต่ค้างคำ

“ช่างน่ารักค่ะ!!” คาเรนต่อให้เสร็จสรรพ

ปัง!!!! เสียงปิดประตูดังลั่นจนคนทั้งสำนักงานหันมามอง

“เขียนรายงานที่ไปลาดตระเวนมาส่งด้วย!!!” เสียงหัวหน้าไล่หลังคาเรนที่โดนตะเพิดออกจากห้องมา

“ค่า~~~” คาเรนตอบรับด้วยเสียงลากยาว

เธอกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานของเธอ คนอื่น ๆ ในสำนักงานก็นั่งทำงานราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คงเพราะการที่คาเรนโดนหัวหน้ากระฟัดกระเฟี้ยดใส่เช่นนี้ แทบจะเป็นเรื่องสามัญประจำสำนักงานไปซะแล้ว

จริง ๆ ถ้าว่ากันด้วยระเบียบ คาเรนน่าจะโดนไล่ออกจากงานไปนานแล้ว เพราะวีรกรรมของเธอในฐานะเจ้าหน้าที่พิทักษ์พันธุ์สัตว์ป่าที่ชอบแหกกฎนั้นมีบ่อยครั้ง หากแต่เพราะแม้เธอจะฝ่าฝืนกฎ หรือกระทำเกินกว่าเหตุ

แต่ไม่มีผู้ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ยังสร้างผลงานในการจับกุมผู้ลักลอบล่าสัตว์บ่อยครั้ง
กอปรกับฝีมือในการยิงปืนนั้นแม่นราวกับจับวางแทบจะกล่าวได้ว่าเธอยิงไม่เคยพลาดเป้าหมายเลยซักครั้ง

คาเรนนั่งพิมพ์รายงานที่เธอไปลาดตะเวนเมื่อวานนี้ ท่ามกลางเสียงการทำงานของคนในสำนักงาน
จริง ๆ งานในสำนักงานไม่ค่อยมีมากเท่าไหร่ ทว่าในช่วงหลัง มีการพบซากสัตว์ที่ถูกกินเหลือซากทิ้งไว้บ่อยมากขึ้น

เดิมทีเจ้าหน้าที่ก็คาดคะเนว่าน่าจะเป็นสัตว์จากนอกเขตเข้ามา แต่จากการติดตามแทบไม่พบสิ่งใดเป็นหลักฐานชัดเจน

จนเมื่อ 4 วันก่อน ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการนำลวดซึ่งส่งสัญญาณไฟฟ้าได้ ไปติดตั้งในจุดที่พบซากสัตว์
แม้กระนั้นงานลาดตระเวนก็ไม่ใช่ว่าจะยุติ ก็ยังคงมีอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

“เฮ้อ~ ไม่มีวี่แววไอ้ตัวที่มาไล่กินสัตว์นั่นเลย” ฟิลลิป เจ้าหน้าที่ซึ่งมักรับบทเป็นสารถีพาเจ้าหน้าที่ออกลาดตะเวนบ่นขึ้น

“ถ้ามันออกมาง่าย ๆ ป่านนี้พวกเราซิวมันไปตั้งแต่เมื่อ 3 อาทิตย์ที่แล้วไปแล้ว” มาร์คเจ้าหน้าที่อีกคนกล่าวขึ้นมาก่อนที่จะชักปืนออกมาเล็งประตูห้อง

“ไม่เอานา อย่าเอาปืนออกมาเล่นสิ เดี๋ยวถ้ามันโผล่มารั้วไฟฟ้าน่าจะมีปฏิกิริยาบ้างล่ะ” มิเชลเจ้าหน้าที่อีกคนกล่าว

คาเรนเกาหัว เธอเองก็รู้สึกร้อนรนไม่แพ้คนอื่น ๆ แต่มันทำอะไรไม่ได้มากนอกจากลาดตระเวน และเฝ้ารอ
อลิซาเบทเจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสาร นั่งดูการเคลื่อนไหวบางอย่างในคอมพิวเตอร์อยู่
นั่นคือเครื่องส่งสัญญาณจาก “แคทเธอรีน” ซึ่งเป็นกวางเพศเมียที่เธอต้องการเก็บตัวอย่างการดำรงชีวิต
จุดนั้นขยับไปตามที่แคทเธอรีนขยับ มันอาจจะช้าบ้าง เพราะความเร็วในการรับส่งข้อมูล
จุดนั้นขยับไปเรื่อย ๆ แต่เธอสังเกตว่ามันมีอะไรแปลก ๆ

“คาเรน ๆ” เธอเรียกคาเรนด้วยน้ำเสียงร้อนใจ

“หืม?” คาเรนลุกไปหาอลิซาเบท

“นี่ ๆ ดูนี่สิ แคทเธอรีนมันขยับแปลก ๆ นะ ราวกับว่ามันกำลังหนีอะไรบางอย่าง” อลิซาเบทกล่าว

คาเรนที่ดูสิ่งที่ปรากฏในคอมพิวเตอร์แล้ว ก็รู้สึกแปลกใจเช่นเดียวกับอลิซาเบท เพราะจุดที่แคทเธอรีนอยู่ ไม่น่าจะมีพวกสัตว์กินเนื้ออยู่ คาเรนเอามือลูบปอยผมตัวเองครู่หนึ่งก่อนจะตะโกนออกไป

“มิเชล ดูสัญญาณรั้วไฟฟ้าที่จุด N74 ที” เธอตะโกนบอกมิเชลที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ เครื่องเช็คสัญญาณ

มิเชลยันเก้าอี้ตัวเองไปที่เครื่องตรวจสัญญาณ แล้วมิเชลก็แสดงอาการตกตะลึง

“สัญญาณไฟฟ้าที่เชื่อมต่อจุดนั้นอ่อนลงเรื่อย ๆ ม...มันขาดแล้ว!!!”

ทุกคนตกใจในทันที

“มาแล้วว้อย มาแล้วว้อย” มาร์คพูดขึ้นทันทีด้วยความรู้สึกตื่นเต้นในสิ่งที่ตัวเองรอมาตลอดเกือบ 1 เดือน

“ฟิลลิป!!!” คาเรนหันไปตะโกนชื่อสารถีทันที

“กำลังไปแล้ว” ฟิลลิปพูดพลางวิ่งออกจากสำนักงานทันที

คาเรนและมาร์ครีบวิ่งไปยังคลังอาวุธ เธอหยิบมีดพกและไรเฟิลคู่ใจเธอพร้อมกล่องกระสุนไปทันที

ส่วนมาร์คนั้นเอาปืนพกไป 2 กระบอก เพราะคิดว่ามันไม่น่าจะต้องใช้อาวุธอะไรมากมายนัก

“เฮ้ย สาว ๆ พร้อมไปเตะก้นไอ้บ้านั่นยัง!?!” ฟิลลิปที่มาพร้อมรถจี๊ปตะโกนเรียกมาร์ค และ คาเรนซึ่งวิ่งออกจากสำนักงานและกระโดดขึ้นรถไปในทันที

หัวหน้าที่ไดยินเสียงเอะอะก็ออกมาดู

“เกิดอะไรขึ้น” เขาเอ่ยถามมิเชล

“พบสิ่งน่าสงสัยในบัญชีดำ ที่จุด N74 ครับผม” มิเชลตอบ

“ไม่ไกลจากเราเท่าไหร่เลยนี่นา คิดว่าจะไปทันรึเปล่า” หัวหน้าถามขึ้น

“ค่ะ คิดว่าน่าจะทัน แต่แคทเธอรีนคงจะไม่....” อลิซาเบทตอบ เสียงเธอสั่นเครือนิด ๆ หัวหน้าได้แต่เพียงจับที่บ่าเธอแล้วบีบเบาๆ
-------------------------------

“นี่อัลฟ่าวัน เรียกศูนย์ เป้าหมายเป็นยังไง” ฟิลลิปถามมิเชล

“นี่ศูนย์ ยังอยู่ในตำแหน่ง ไม่มีการเคลื่อนย้าย ” มิเชลต่อกลับ

“อย่าหนีไปก่อนนะไอ้หนู” มาร์คพูดพลางปลดเซฟตี้ล็อคปืนพก

คาเรนกลับเงียบสนิท เธอค่อนข้างสงสัยในสิ่งที่มาล่าสัตว์อย่างมาก

แต่เธอไม่พูดอะไรออกไปเพราะเกรงว่าจะทำให้คนอื่น ๆ วิตกกับสถานการณ์

“ฟิลลิปเอ้ย เหยียบให้มิดเลย” มาร์คเร่งฟิลลิปด้วยความร้อนใจ

“มิดแล้ว แกจะให้ชั้นเหยียบซักเท่าไหร่วะ นี่จะ 100 แล้วนะว้อย เดี๋ยวได้แหกโค้งหรอก” ฟิลลิปตอบกลับ

“ข้างหน้า เตรียมตัว!!” คาเรนลุกขึ้นยืน ขาข้างนึงยันเบาะไว้พร้อมเอากล้องมองไปข้างหน้า

“ถึงแล้ว!!!” ทั้งสามคนแทบพูดพร้อมกัน

ณ ที่นั่นทั้งสามได้เห็นสิ่ง ๆ หนึ่งนั่งกินแคทเธอรีนอยู่ รูปร่างของมันราวกับ มนุษย์
มาร์คลงจากรถเล็งปืนไปที่เป้าหมาย แล้วค่อย ๆ เดินเข้าไป ในขณะที่คาเรนเล็งไรเฟิลไปที่เป้าหมาย พร้อมยิงตลอดเวลา

“นี่เจ้าหน้าที่กองอนุกรักษ์พันธุ์สัตว์ ขอสั่งให้ยกมือขึ้น เดี๋ยวนี้!!” มาร์คตะโกนออกไป

เจ้าสิ่งนั้นยังคงนั่งกินต่อไป ไม่ได้สนใจมาร์คเลยแม้แต่น้อย

“เฮ้ย หยุด! แล้วยกมือขึ้นเดี๋ยวนี้!!!” มาร์คตวาดออกไปอีกครั้ง
เป้าหมายยังคงไม่หยุด มันยิ่งทำให้มาร์คโมโหมากขึ้น เขาจึงยิงขู่ ไปที่ข้าง ๆ เจ้าสิ่งนั้นทันที

ปัง!!

สิ้นเสียงปืน เจ้าสิ่งนั้นเหมือนจะชะงักเล็กน้อย

“ต้องให้ยิงรึไง” มาร์คบ่น

คาเรนที่มองสิ่งนั้นผ่านลำกล้องเล็งเป้าที่ปืนไรเฟิล ก็สังเกตเห็นบางสิ่งไม่ชอบมาพากล

“มาร์ค ถอยมาก่อน” คาเรนตะโกนออกไป

“เป็นอะไรของเธอคาเรน” มาร์คทำหน้าไม่แหย่แส และค่อย ๆ เดินเข้าไป

“เจ้าบ้า!! ถอยออกมาเดี๋ยวนี้ เจ้านั่นมันแปลก ๆ นะ” คาเรนตะโกนบอก

“ไร้สาระน.........” มาร์คพูดไม่ทันจบประโยค เขาโดนบางสิ่ง แทงทะลุแขนซ้ายของเขา

“อ....อ้าาาาาาก” มาร์คร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด

“มาร์ค!!!!” ฟิลลิปตะโกนออกไป

ปัง!! ปัง!!

คาเรนยิงเป้าหมายทันที ทั้ง 2 นัดเข้าที่หัวทั้งหมด หากแต่มันเหมือนไม่มีผลอะไรเลย

สิ่งที่ยื่นจากตัวมันทิ้มทะลุแขนมาร์คค่อย ๆ หดกลับไป มันหันมามองที่รถจี๊ป ดวงตาของมันเริ่มเปล่งประกายสีแดงฉาน

“มาร์คถอยกลับมา” คาเรนตะโกนเรียกอย่างร้อนใจ

มาร์คกลั้นความเจ็บปวดแล้ววิ่งมาที่รถ คาเรนรีบไปคว้าตัวมาร์คไว้ทันที

“ฟิลลิป ถอย!!! เหยียบให้มิดเลย” คาเรนหันไปบอกฟิลลิป

“รู้แล้ว ๆ” ฟิลลิปออกรถทันที

เจ้าสิ่งนั้นเริ่มขยับมาทางรถจี๊ป ในขณะที่รถกำลังวนกลับและเริ่มออกตัว

มันวิ่งตาม ไวขึ้น ไวขึ้น ร่างของมันจะเดิมที่เหมือนมนุษย์ เริ่มเปลี่ยนแปลงไปมีขนปกคลุมทั่วร่าง รูปร่างเหมือนลิงกอริล่า แต่มีขนาดใหญ่กว่า

“ไอ้สัตว์ประหลาดสารเลวเอ้ย!!! ” มาร์คยกปืนขึ้นยิงทันที

ปัง ๆ ๆ ๆ ๆ

มันเข้าเป้าทุกนัด แต่เจ้าสิ่งนั้นยังวิ่งตรงมาราวกับว่าที่มาร์คยิงไปนั้น ไม่ได้ทำให้มันบาดเจ็บเลยซักนิด
คาเรนเล็งเข้าที่หัวของมัน ด้วยเชื่อว่าน่าจะสร้างความเสียหาย หรือทำให้มันชะงักได้บ้าง

ปัง!! ปัง!!

อีก 2 นัดที่คาเรนยิงไป เข้าเป้าทั้ง 2 นัด แต่ก็ไร้ผล สิ่งนั้นยังคงไล่กวดรถมาติดๆ

“เฮ้ย! นี่มันจะ 120 แล้วนะ ยังไล่มาทันอีกเรอะ!!” ฟิลลิปตะโกนออกมา

ทันใดนั้น ทางข้างหน้าที่รถกำลังแล่นไปนั้นปรากฏมีหลุมขวางทางอยู่ ฟิลลิปไม่มีทางเลือกนอกจากชะลอความเร็วแล้วพยายามหักหลบ แต่ทว่ามันเป็นความผิดพลาด เจ้าสิ่งนั้นฉวยโอกาสนี้กระโดดเข้าไปเหยียบรถจนรถเสียหลักพลิกคว่ำ

ทั้งสามกระเด็นไปคนละทาง แต่ยังพอตั้งตัวได้ เจ้าสิ่งนั้นเดินไปหาฟิลลิปที่ไม่มีอาวุธติดมือมาเลย
มาร์คหยิบปืนอีกกระบอกมายิงใส่เจ้านั่นทันที แต่ก็เช่นเดิม มันเหมือนไม่มีความเจ็บปวดใด ๆ
คาเรนพยายามช่วยยิง แต่ก็ไร้ผล มันไม่ได้สนใจพวกเขาเลยนอกจากฟิลลิป
มันกระโจนเข้าใส่ฟิลลิป แต่เขาชักมีดพกออกมา พยายามแทงไปที่กกหูของเจ้าสิ่งนั้น
ได้ผล มันชะงักไปครู่หนึ่ง แต่มันกลับมาจับขาของฟิลลิปแล้วเหวี่ยงเขาเต็มแรงจนเขาลอยไปชนต้นไม้ใหญ่

โครม!!

ฟิลลิปนิ่งไปทันที มาร์คที่เห็นดังนั้นเขาระดมยิงเจ้าสิ่งนั้นอย่างบ้าคลั่ง

“ไอ้สารเลววววววว!!!!!!” เขาตะโกนใส่มันอย่างโกรธแค้น

มันเดินไปหามาร์คอย่างช้า ๆ
ในขณะที่คาเรนพยายามคิดอย่างหนักว่าทำไมมีดพกของฟิลลิปแทงมันเข้า แต่กระสุนปืนยิงแทบไม่เข้าเลย
มันไม่แรงพอรึ ไม่ใช่ ไม่น่าใช่ หูของมัน.....
ไม่มีขน!! ขนเป็นตัวป้องกันกระสุนงั้นรึ!? เธอคิดในใจ
ไม่มีเวลาคิดมากแล้ว ลองเสี่ยงเลยกัน
คาเรนวิ่งเข้าใส่มันจากข้างหลัง เธอชักมีดพกฟันเข้าที่หูของมัน

ฉัวะ!!

“อ๊าาาา!!!” เจ้าสิ่งนั้นร้องอย่างเจ็บปวด มันหันกลับมาทางคาเรนทันที

คาเรนกระโดดถอยหลังออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งประทับปืนไรเฟิลเล็งที่เจ้าสิ่งนั้นทันที
มันคงจะโกรธ ดวงตาของมันแดงจนเกือบเปล่งประกาย มันกระโดดเข้าหาคาเรน หมายจะจัดการผู้ที่ทำให้มันบาดเจ็บทันที

“คาเรน หลบไป!!!” มาร์คตะโกนลั่น

มันกระโดดไปแล้ว......
เท้าของมันลอยเหนือพื้น เศษหินเศษดินลอยขึ้นกลางอากาศ คาเรนยังคงเล็งเป้าหมายนิ่ง

กริ๊ก!...........................

พลันทุกอย่างเงียบสงบ
เศษดินจากการกระโดดของมันลอยค้างในอากาศ ตัวของเจ้าสิ่งนั้นหยุดนิ่งกลางอากาศ
มาร์คที่ตะโกนเมื่อครู่ อ้าปากค้างไม่ไหวติง เศษใบไม้ที่ร่วงหล่นสู่พื้นหยุดนิ่ง
ทุกสิ่งหยุดนิ่งราวกับภาพยนตร์ที่โดนกดหยุดไว้

หากแต่ ไม่ใช่ทุกสิ่งหยุดนิ่งทั้งหมด ปากกระบอกปืนไรเฟิลค่อย ๆ ขยับอย่างช้า ๆ
คาเรนเธอยังขยับอยู่ได้ในขณะที่สิ่งต่าง ๆ หยุดนิ่ง เธอเล็งเป้าหมาย แล้วเหนี่ยวไกทันที

ปัง! ปัง!

ลูกกระสุนวิ่งตรงไป แต่หยุดนิ่งก่อนถึงเป้าหมายเล็กน้อย

ปัง! ปัง!

เธอยิงซ้ำอีก 2 นัด ลูกกระสุนวิ่งตรงหยุดนิ่งก่อนถึงเป้าหมาย แต่ไม่ใช่จุดเดียวกับที่ยิงก่อนหน้านี้

“ให้รู้ไปว่า จะทนได้” คาเรนพูดด้วยน้ำเสียงท้าทาย สายตาอันแน่วแน่ของเธอจับจ้องที่เจ้าสิ่งนั้นไม่วางตา

กริ๊ก!...........................

พลันเศษดินที่ลอยค้างเมื่อครู่ ได้ร่วงลงสู้พื้น
สิ่งนั้นกระโดดเข้าหาคาเรน หากแต่สิ่งที่อยู่เบื้องหน้ากลับเป็นกระสุนปืนที่วิ่งด้วยความเร็วสูง
เจ้าสิ่งนั้นเข้าปะทะกับกระสุนที่คาเรนยิงออกไปเต็มๆ
กระสุนเข้าทำลายดวงตาของมันทั้ง 2 ข้าง ประสาทการรับรู้ด้วยการมองหมดสิ้น

“อ๊า! อ๊า! อ๊าาาา!”

มันลงไปดิ้นกับพื้นด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะลุกขึ้นมาปัดมือไปมา ราวกับพยายามควานหาตัวผู้ที่ยิงมัน

“ทำอะไรไม่ฉลาดเลย” คาเรนที่ดูสงบเยือกเย็น ก้าวถอยออกไปอย่างว่องไว

เธอประทับปืนเล็งอีกครั้ง

ปัง!!!

ลูกกระสุนปืนถูกยิงเข้าที่ปากของมัน ความเจ็บปวดเพิ่มมากขึ้นจนเจ้าสิ่งนั้นเริ่มประคองตัวไม่อยู่

ปัง! ปัง!

เธอยิงซ้ำไปที่ปากของมันอีก 2 นัด เจ้าสิ่งนั้นทรุดลงไปกับพื้น
คาเรนเดินเข้าไปหามันอย่างช้า ๆ มันพยายามดันกายขึ้นมา

ปัง!

กระสุนพุ่งเข้าที่ดวงตาของมันอีกครั้ง มันแทบจะสิ้นฤทธิ์ พยายามเงื้อมืออกมา ปรากฎแท่งแหลม ๆ ออกจากมือมันพุ่งเข้าหาคาเรนอย่างรวดเร็ว

“คาเรน!!” มาร์คร้องด้วยความตกใจ

ฉัวะ!!

ภาพที่ปรากฏ แท่งแหลมของเจ้าสิ่งนั้นพลาดเป้าหมายคือคาเรนไป เธอไม่ได้รับบาดเจ็บจากสิ่งนั้นแม้แต่น้อย
คาเรนหรี่ตาลงเล็กน้อย เธอค่อย ๆ เอาปากกระบอกปืนประกบลงไปที่บนตัวเจ้าสิ่งนั้น ค่อย ๆ ไชผ่านเส้นขนของมัน

“ขนแกป้องกันกระสุนได้ แต่ถ้าส่วนไม่มีขน มันก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย”

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

คาเรนประเคนกระสุนที่เหลือใส่เจ้าสิ่งนั้นจนกระสุนหมด
มันได้แต่อ้าปากค้าง ไร้เสียงใด ๆ จากตัวมัน รวมทั้งลมหายใจของมันด้วย
คาเรนแยกออกจากตัวมัน เธอหยิบเอาหมากฝรั่งรูปบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้ที่ปาก

“น่าให้ทางหน่วยเหนือซื้อกระสุนหัวระเบิดมาเข้าประจำการบ้างนะเนี้ย” เธอบ่นพลางเดินไปหามาร์ค

เธอยื่นมือให้มาร์ค แล้วค่อย ๆ ประคองเขาขึ้นมา ทั้งสองไปดูฟิลลิป หากแต่ฟิลลิปที่ชนเข้ากับต้นไม้อย่างแรงนั้น ได้เสียชีวิตเพราะคอหักไปแล้ว มาร์คพยายามกลั้นน้ำตา กำปั้นของเขาทุบกับพื้นหลายครั้ง

คาเรนเดินไปยังรถที่พลิกคว่ำอยู่ เธอหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาเธอหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้เปิดช่องสัญญาณเพื่อสื่อสารกับศูนย์

“อัลฟ่าวันเรียกศูนย์ อัลฟ่าวันเรียกศูนย์” เธอส่งข้อความเรียกไป

“นี่ศูนย์ ทราบแล้วเปลี่ยน ครืด~~” มิเชลตอบกลับมา

“จากอัลฟ่าวัน เป้าหมายถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว ขอ ฮ. มารับในจุดที่ GPS แจ้ง มีผู้บาดเจ็บ 1 รายเตรียมหน่วยพยาบาลด้วย” “ฟิลลิป.......” คาเรนหยุดพูด เธอเงยหน้าขึ้นฟ้า มีน้ำตาซึมออกมาเล็กน้อย

“นี่ศูนย์ เกิดอะไรขึ้นกับฟิลลิป!?” มิเชลพยายามถามกลับ

“ฟิลลิปเสียชีวิตแล้ว.....” คาเรนพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

เธอวางวิทยุสื่อสารลง มองไปที่มาร์คที่ยังคงนั่งร้องไห้ที่ศพของฟิลลิป จากนั้นเธอหันไปมองที่ซากของเจ้าสิ่งนั้น
เธอหรี่ตาลงดู แววตาที่มองเจ้าสิ่งนั้นเต็มไปด้วยความสงสัยอย่างเต็มเปี่ยม
มันคืออะไรกันแน่
เธอค่อย ๆ เป่าหมากฝรั่งที่เธอเคี้ยว จนมันโป่งออกมา
สายตาของเธอมองไปยังสุดปลายฟ้าไกลพลางคิด
ความสงบสุขกำลังจะหมดไปอีกแล้วแน่ ๆ เลย
ปุ!!
หมากฝรั่งที่เธอเป่า แตกออกเลอะริมฝีปาก แววตาของเธอเต็มไปด้วยความเศร้าระคนความเบื่อหน่าย

--------------------------------------------Next to Chapter 2




 

Create Date : 07 มกราคม 2553    
Last Update : 7 มกราคม 2553 8:30:50 น.
Counter : 670 Pageviews.  

Nephilim's tale ตอนที่ 1

หลังจากสงครามระหว่างทูตสวรรค์และเหล่าผู้ก่อการกบฏต่อสวรรค์ได้สิ้นสุดเป็นเวลากว่า 2,000 ปี
สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นบนโลกขึ้นมาใหม่อีกครา บ้างก็ถูกสร้างโดยเหล่าเทพเจ้า
บางก็สืบเผ่าพันธุ์มาจากปีศาจ และบ้างก็กลายพันธุ์จากสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่เดิม
ณ พื้นที่ซึ่งถูกขนานนามว่า คานาน โดยแบ่งออกเป็นดินแดนต่าง ๆ หลากหลายเผ่าพันธุ์อยู่ร่วมกัน
ภายใต้เทพเจ้าผู้สร้างที่ถูกเรียกขานชื่อว่า ไอน์เซเนีย และ แกรคานาร์ด ที่สรรสร้างเผ่าพันธุ์ต่างๆ
โดยมีเผ่าพันธุ์ใหญ่ ๆ คือ มนุษย์ ซึ่งแผ่ขยายอาณาเขตอย่างรวดเร็ว เหล่าเผ่าพันธุ์อื่น ๆ ที่ถูกสร้างในเวลาไล่เลี่ยกัน
ต่างลดน้อยลง หรือย้ายที่อยู่ไป เพราะการขยายถิ่นฐานของเผ่าพันธุ์มนุษย์ และความอ่อนแอในเผ่าพันธุ์ที่ไม่อาจจะเทียบได้กับเผ่าพันธุ์มนุษย์ เช่น เผ่าพันธุ์ของเอล์ฟ และ ดาร์คเอล์ฟที่มีจำนวนเหลือน้อย เผ่าพันธุ์ออร์คซึ่งย้ายถิ่นฐานไปอยู่ทาง
ตอนเหนือของโลก แม้การรวมอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับเผ่าอื่น ๆ ค่อนข้างอยู่อย่างสันติ หากแต่มนุษย์ก็ยังคงขัดแย้ง และ
แก่งแย่งดินแดนเพื่อความยิ่งใหญ่ด้วยกันเองเสมอมา

แม้แต่ดินแดนที่สุขสงบอย่างเฟรโดน่า ก็หนีไม่พ้นภัยสงคราม มีการรุกรานจากดินแดนใกล้เคียงอยู่เนืองๆ
โดยเฉพาะจากคีราเนีย ซึ่งเป็นดินแดนที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ในยุคนั้น แต่กระนั้นก็ยังเป็นเพียงการรุกล้ำอย่างเงียบ ๆ
เฟรโดน่าจึงยังสงบอยู่ได้ ไม่มีสงครามเกิดขึ้นกลางเมืองตรง ๆ
------------------------------------------
ตึก ๆๆๆ
“อู๊ด ๆๆ” เสียงหมูป่าวิ่งผ่านพุ่มไม้ ไปอย่างรวดเร็ว มันไม่ได้วิ่งหนีสิ่งใด หากแต่กำลังวิ่งไล่เด็กผู้ชายคนหนึ่งอยู่
เด็กชายได้แต่วิ่งตรงไปข้างหน้าสุดแรงเกิด
(จริงๆ เขาน่าจะปีนต้นไม้หนีมันนะ แหตุการณ์นี้มันจะได้จบ ๆ ซักที) เด็กชายคิดในใจ
เขาวิ่งไปจนเห็นต้นเมเปิ้ลใหญ่ข้างหน้า ใกล้ถึงทางออกจากป่าแล้ว ทันใดนั้นเขาสังเกตบางสิ่งบนต้นไม้
เขาตะโกนสุดเสียง “พี่อาน่าาาาา!!!!”
ทันทีที่สุดเสียง ร่าง ๆ หนึ่งโดดลงจากต้นไม้ใหญ่อย่างรวดเร็ว เข้าขวางหมูป่าที่วิ่งไล่กวดเด็กชาย
หากแต่หมูป่าตัวนั้นไม่ได้ลดความเร็วลงเลย กลับวิ่งเข้าใส่เต็มที่ เขี้ยวของมันช่างน่ากลัวยิ่งนัก หมายทำร้ายร่างของ
ผู้ขวางทางเต็มที่ ทว่า ผลกลับไม่เป็นไปเช่นนั้น ผู้ที่มาขวางใช้กระบองไม้ยาว อัดเข้าที่กลางหน้าหมูป่าอย่างรวดเร็วและ
รุนแรงจนมันผงะถอยไป ผลของความแรงในการปะทะทำให้กระบองไม้หักเป็นสองท่อนทันที
ทว่าผู้เข้าขวางหมูป่าไม่เสียจังหวะแต่อย่างใด กลับจับกระบองที่เหลืออยู่พุ่งเข้าเสียบที่คอของหมูป่าอย่างสุดแรงทันที
เลือดสีแดงสดจากคอหมูป่าพุ่งออกมา ผู้สังหารหมูป่าเบือนตัวหลบเลือดที่พุ่งออกมา
แม้จะมีกระเซ็นมาโดนบ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อย การต่อสู้ระหว่างผู้ขวางทาง กับหมูป่าเริ่มและจบลงอย่างรวดเร็ว
เด็กชายได้แต่ตะลึง จากที่ยืนก็ค่อย ๆ ทรุดลงไปกับพื้นช้า ๆ สีหน้าเหมือนราวกับจะร้องไห้ออกมา

“…….” ผู้ช่วยชีวิตเด็กน้อยมองหมูป่าอย่างเงียบๆ
“ฮือๆ” เด็กชายเริ่มร้องออกมา แม้เบา ๆ แต่ผู้ช่วยชีวิตก็ได้ยิน และเดินเข้าไปเขกหัวเด็กชายทันที
“เจ้าอย่ามาร้องต่อหน้าข้านะ ด..เดี๋ยวข้า ก็ร้องตามเจ้าหรอก” ผู้ช่วยชีวิตเด็กน้อย เริ่มพูดเสียงสั่นเครือ
สีหน้าของเธอเหมือนจะร้องไห้ตาม
“พี่อาน่า” เด็กชายโดดเข้ากอดผู้มาช่วยเหลือ ซึ่งเป็นหญิงสาวผมสั้นสีเงินออกฟ้า หน้าตาดูอ่อนวัย ดวงตากลมโต ผิวสีน้ำผึ้ง
เธอสวมกอดเด็กชายแล้วร้องไห้ออกมา ทั้งคู่กอดกันร้องไห้อยู่พักนึง หญิงสาวจึงปาดน้ำตาแล้วก็พยุงตัวเด็กชายขึ้นมา
“ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้วโคริม ว่าอย่าเข้าไปเล่นในป่าลึก ข้าตามหาเจ้าแทบแย่เลยนะ” หญิงสาวบ่นด้วยสีหน้าเป็นห่วงเด็กชาย
“ก็...ก็ข้าแค่อยากไปหาสมุนไพรมาให้ท่านตาก็แค่นั้นเอง” โคริมก้มหน้าก้มตาพูด
หญิงสาวได้ฟังเช่นนั้น เธอจึงเอามือลูบที่หัวของโคริมเบา ๆ แล้วเอ่ยขึ้น
“ทีหลัง จะไปใหนไกลบอกข้าด้วยนะ อย่างน้อยข้าจะได้ไปเป็นเพื่อนเจ้าได้”
“อึ้ม” โคริมพยักหน้ารับคำของหญิงสาว

หญิงสาวหันกลับที่หมูป่า เธอจับที่ขาของมัน ทำท่าจะลากออกไป โคริมรีบวิ่งมาที่หญิงสาว
“พี่อาน่า จะเอากลับที่หมู่บ้านเหรอ” โคริมถามขึ้น หญิงหันมามองที่โคริมแล้วตอบกลับไปว่า
“อืม ๆ จะปล่อยทิ้งไว้ก็น่าเสียดายออก เอาไปให้คนในหมู่บ้านทำอะไรกินกันดีกว่า”
ว่าแล้วเธอก็ลากมันออกไปทั้ง ๆ ยังงั้น
“......” โคริมได้แต่ยืนมองด้วยความทึ้งในตัวของหญิงสาว
แน่ล่ะ หมูป่าตัวนี้ ขนาดของมันแม้จะไม่ได้มหึมา แต่น้ำหนักของมันก็น่าจะ 85 – 100 กิโลขึ้นไป
หากแต่เธอกลับลากมันไปอย่างง่ายดายราวกับลากกวาง หรือสัตว์ขนาดเล็กก็ไม่ปาน

---------------------------------

ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลจากตัวเมืองของเฟรโดน่า
หญิงสาวลากหมูป่ามาถึงกลางหมู่บ้าน โดยมีโคริมวิ่งตามมาติด ๆ ท่ามกลางความสนใจของคนในหมู่บ้าน
“โอ้ ๆๆๆ อนาคิมนั้นเจ้าไปได้อะไรมานั่น?!?” ชายวัยกลางคนร้องขึ้นด้วยความสนใจ
อนาคิมลากมันมาหยุดตรงเกือบจะกึ่งกลางหมู่บ้าน แล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ข้าไปพบมันจะทำร้ายโคริมน่ะ ก็เลยสู้กัน แล้วก็อย่างที่เห็นนี่ล่ะ” อนาคิมอธิบาย
“ฮ่าฮ่าฮ่า แม่ลิงสาวของพวกเรา เอาของแกล้มเหล้ามาอีกแล้ว” ชายวัยกลางคนอีกคนพูดขึ้นเสียงดัง
“อื้ม งั้นเดี๋ยวพวกเราเอามันมาย่างกันดีกว่า แล้วแบ่ง ๆ กันไป” ชายหนุ่มที่มาดูเหตุกาณ์แนะขึ้น
“งั้นเดี๋ยวพวกป้าช่วยด้วยก็แล้วกัน” หญิงกลางคนรูปร่างท้วมกล่าวขึ้น
ชาวบ้านล้วนเฮฮากับหมูป่าที่อนาคิมเอากลับมา ดูเหมือนไม่มีใครสนใจเรื่องที่เธอเอาชนะหมูป่า แล้วลากมันกลับมา
ราวกลับว่านี่เป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำเช่นนั้น
“อานาคิมมมมม” เสียงใสๆ ตะโกนลอยมาแต่ไกล
อนาคิมหันไปทางเสียง สีหน้าหนักใจเหมือนกับว่ามีเรื่องที่เธอไม่อยากพบกำลังวิ่งเขามาหาเธอ
“จ...เจ้า ไปล่าสัตว์อีกแล้วอย่างงั้นรึ” หญิงสาวผมสีทองอ่อน ๆ ผิวขาว อายุไล่เลี่ยกับอนาคิมผู้เป็นเจ้าของเสียง
พูดด้วยเสียงอันแหลมและดังจนน่าแสบแก้วหู พร้อมทั้งชี้หน้าอนาคิม
“นี่เจ้าหนีชั้นเรียนของอาจารย์มีอาน่า อีกแล้วนะ!!!”
อนาคิมทำตาปริบ ๆ ก่อนตอบกลับไป
“ข้าเปล่าซักหน่อย ก็แค่........”
อนาคิมไม่พูดต่อ ในขณะที่อีกฝ่ายทำหน้าตั้งใจเต็มที่
อนาคิมเอียงหัวไปมา แล้วเอานิ้วชี้ทั้งสองข้างมาจิ้มชนกันที่ด้านหน้าอก ปากของเธอเผยอเล็กน้อย ก่อนที่จะเอยออกมา
“เออ..... ก็.....ตามนั้น”
“.......ตามนั้น??” หญิงสาวผู้ที่เข้ามาถาม ทวนคำตอบของอนาคิม
“อื้ม ตามนั้นล่ะ เรโนอา” อนาคิมตอบซ้ำอีกครั้ง เธอคงไม่อยากเล่าความจริง เพราะมันจะทำให้โคริมโดนดุซะเปล่า ๆ
เรโนอาเดินไปหาอนาคิม เธอเอากำปั้มทั้งสองกดเข้าที่ขมับอนาคิมอย่างรวดเร็ว
“ทำตัวให้สมเป็นกุลสตรีที่ต้องไปทำงานในรั้วในวังหน่อยสิ !!!!”
เรโนอาเอากำปั้มกดขมับอนาคิมไป พูดเสียงแข็งไป
“งื่อ~~~” อนาคิมครางเสียงสูง พร้อมทำหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด
โคริมที่ยืนมองอยู่ ยิ้มแหยๆ ออกมาและได้แต่คิดในใจ
(พี่อาน่าเวลาอยู่ในหมู่บ้านนี่ ช่างแตกต่างกับตอนที่ต้องสู้รบกับพวกสัตว์ป่าข้างนอกจริง ๆ )
(จะว่าไป พี่เรโนอาเองทำแบบนี้ก็ไม่เป็นกุลสตรีเล้ย)
โคริมหันหลังหลบเรโนอา แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
-----------------------------------------
อนาคิมโดนเรโนอาสวดยกใหญ่เรื่องที่เธอหนีชั้นเรียนวิชาเย็บปักถักร้อย และวิชาว่าด้วยมารยาทในวัง
จริง ๆ แล้วเวลาทดสอบทั้งวิชาเย็บปักถักร้อย และมารยาทต่าง ๆ ในวังนั้น อนาคิมเธอสามารถทำได้ดีทั้งหมด
จนอาจารย์มีอาน่าเองก็เอ่ยปากชมบ่อย ๆ แต่อนาคิมเธอไม่ค่อยที่จะสนใจเข้าเรียนในเวลาปกติ และมักโดดเป็นนิจ
จนเรโนอาซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเธอ ต้องพยายามลากเธอไปเข้าชั้นเรียนเป็นประจำ คงเพราะเรโนอาใฝ่ฝันอยากไปอยู่ในวัง
แม้จะในฐานะสาวใช้ แต่เธอมองว่ามันมีเกียรติกว่าเป็นสาวชาวไร่ชาวนา ซึ่งตรงข้ามกับอนาคิม เธอชอบที่จะออกไป
ฝึกซ้อมวิชาต่อสู้ซะมากกว่า ไม่ใช่ว่าเธออยากเป็นทหารหรืออยากออกไปรบอะไร
แต่เธอรู้สึกว่า มันน่าสนใจก็เท่านั้น
บรรยากาศเริ่มเย็นมากขึ้น เป็นสัญญาณใกล้ค่ำแล้ว
เรโนอาได้อัดคำบ่นชุดใหญ่จนหน่ำใจเธอก็เดินทิ้งอนาคิมไป ปล่อยให้อนาคิมยืนตื้อกับคำบ่นต่าง ๆ
ระหว่างที่อนาคิมยืนนิ่ง ๆ นั้นก็มีชายชราคนหนึ่งนำเนื้อหมูป่าที่ย่างจนสุกได้ที่มาให้อนาคิม
“ชาวบ้านได้กินของแบบนี้บ่อย ๆ เพราะเจ้าจริง ๆ เลยนะ” ชายชรายิ้มให้อนาคิม
อนาคิมรับเนื้อหมูป่าแล้วก็แสดงท่าทางเขินอายพร้อมทั้งเอ่ยว่า “ม...ไม่ถึงแบบนั้นหรอกท่านตา”
ใบหน้าของเธอแดงเรื่อเพราะคำที่ชายชราให้นั้น เธอรู้สึกว่ามันคือคำชม
ปกติอนาคิมเองแม้จะห้าวหาญ แต่เธอก็เป็นคนขี้อาย แทบจะเรียกได้เป็นผู้หญิงที่ขี้อายมาก ๆ ทีเดียว
หลังจากนั้นเธอก็แยกตัวออกจากชาวบ้าน ที่กำลังย่างหมูป่ากินกันอย่างสนุกเพลิดเพลิน
เธอเดินตรงรี่กลับไปที่บ้านอย่างรวดเร็ว

บ้านของเธอเป็นบ้านไม้ไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็พอที่จะอยู่ได้ 3 คนพ่อแม่ลูก มีโรงเก็บม้าสำหรับใช้ขนของต่าง ๆ ไปขาย
ด้านข้างของบ้านเธอเป็นโรงหลอมเพื่อผลิตสิ่งของต่าง ๆ จากโลหะ รวมไปถึงอาวุธและชุดเกราะต่าง ๆ ด้วย
ซึ่งล้วนเป็นผลงานการสร้างของบิดาของอนาคิมแทบทั้งสิ้น
ที่บ้านมีควันลอยออกมาจากปล่องไฟ นั่นหมายความว่า ณ เวลานี้คนในบ้านจุดไฟเพื่อให้อากาศภายในบ้านอบอุ่นแล้ว
เมื่อเธอเข้าไปในบ้าน เธอก็พบกับชายวัยกลางคนนอนฟุ่บอยู่บนโต๊ะ
อนาคิมมีสีหน้าตกใจอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาเบิกโพล่ง
มือของเธอแทบหมดแรง ห่อเนื้อหมูป่าที่ได้มาหล่นรวงไปที่พื้น เธอรีบวิ่งไปหาชายผู้นั้นทันที
“ท่านพ่อ! ท่านพ่อ!” อนาคิมร้องเรียกและเขย่าผู้เป็นบิดาของตนด้วยความเป็นห่วง
ชายผู้นั้นค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ
“โอ้ย ๆ เจ้าจะเขย่าข้าทำไม” ครูทัส บิดาของอนาคิมพูดพลางมองมาที่อนาคิม
“ห....เห?? ท่านพ่อไม่ได้เป็นอะไรรึ?” อนาคิมถามด้วยใบหน้าฉงน
“เจ้าจะให้ข้าเป็นอะไรล่ะ?” ครูทัสย้อนคำถามอนาคิมกลับ
“ไม่ต้องไปห่วงหรอก พ่อเจ้าน่ะแค่ดื่มเหล้าที่คนที่บ้านเหนือเอามาให้มากไปก็เท่านั้นเอง”
“เหล้ามันคงแรงไปนิด พ่อเจ้าเลฟุบไปแบบนั้น” หญิงวัยกลางคนท่าทางใจดีเดินถือจานอาหารเข้ามาให้ห้องพร้อมอธิบาย
“ท่านแม่อ่า” อนาคิมขมวดคิ้วใส่หญิงผู้นั้น
“อ้าว นั่นอะไรของเจ้าน่ะ อนาคิม” เคย์ซ่า มารดาของอนาคิมชี้ไปยังห่อเนื้อหมูป่า
“อ๋า เนื้อหมูป่าย่าง ชาวบ้านเขาแบ่งมาให้น่ะ” อนาคิมตอบพร้อมทั้งเดินไปหยิบห่อเนื้อที่ตัวเองทำตกไว้
“ข้าว่าเจ้าไปล่ามาให้ชาวบ้านกินกันซะมากกว่านะ” ครูทัสพูดในทันทีที่อนาคิมตอบ
“เจ้านี่นะ แก่นกะโหลกกะลาจริง ๆ เชียว” เคย์ซ่าบ่นพร้อมทั้งเอามือหยิกเข้าที่แก้มของอนาคิม
อนาคิมเอามือจับหลังหัวตัวเองแล้วเอียงคอเล็กน้อยพร้อมทั้งยิ้มออกมา
-----------------------------------------
ระหว่างที่อนาคิมและครอบครัวกำลังทานอาหารอยู่นั้น ครูทัสก็เอ่ยขึ้น
“ข้าว่าพรุ่งนี้ข้าจะเข้าเมืองซักหน่อย ได้ข่าวว่าจะมีรถขนสินค้าจากเมืองโคเรน มาที่เมืองของเรา”
อนาคิมที่ได้ยินเช่นนั้น ก็ทำตาโตและมองไปยังผู้เป็นบิดา นัยตาเปล่งประกายดีใจอย่างยิ่ง
“ข้าว่า ข้าจะล่ามเจ้าไว้กับเสาบ้านนี่ล่ะ” ครูทัสแหย่บุตรสาวตนเอง
“แหงะ” อนาคิมทำเสียงประหลาดพร้อมกับเบ้ปาก
“ข้าให้เจ้าไปได้ แต่คงต้องมีใครตามไปช่วยดูแลเจ้าด้วย เรโนอาเป็นยังไงล่ะ” ครูทัสยื่นเงื่อนไข
อนาคิมที่เบ้ปากอยู่ ก็เปลี่ยนมาขมวดคิ้วและหลับตาปี๋ใส่ผู้เป็นพ่อทันที
“รึเจ้าจะไม่รับเงื่อนไขนี้?” ครูทัสถามขึ้น
“ได้! ข้ารับเงื่อนไขท่านพ่อ” อนาคิมเธอตอบแบบไม่เต็มใจนัก เพราะรู้ว่าถ้าเธอไปใหนพร้อมเรโนอา
อิสระของเธอคงลดลงไปพอสมควรทีเดียว
“อืม ข้าว่าเจ้าลองแต่งตัวสวย ๆ เข้าเมืองซักทีก็ดีเหมือนกันนะอนาคิม” เคย์ซ่าเอ่ยขึ้นมาอย่างเรียบ ๆ
พร้อมชำเลืองตามองอนาคิม
อนาคิมขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม มันชักจะไปกันใหญ่แล้ว เธอแค่อยากเข้าไปเที่ยวเล่นในเมืองเฉย ๆ ไม่ได้จะไปอวดอะไรให้
ใครเชยชมซักหน่อย
เคย์ซ่าที่เห็นบุตรสาวขมวดคิ้ว ทำหน้ายุ่ง ก็หัวเราะออกมาเบา ๆ เธอรู้ดีว่าอนาคิมนั้นมีนิสัยอย่างไร
แต่กระนั้นเธอเองก็อยากให้อนาคิมเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาสามัญทั่วไป ไม่ใช่แม่สาวนักบู๊ที่ลุยไปทุกที่
“เคย์ซ่า เจ้าอยากให้อนาคิมได้แต่งงานไว ๆ งั้นรึ” ครูทัสแกล้งพูดแหย่อนาคิมอีกครั้ง
“ท่านพ่ออออ” อนาคิมลากเสียงยาวค้อนใส่ครูทัส
“ถ้าแม่ลิงสาวคนนี้ แต่งงานไว ๆ ได้ข้าว่าคงเป็นเรื่องแปลกมาก ๆ ตอนนี้เอาแค่ให้ดูเป็นกุลสตรีก่อนดีกว่า” เคย์ซ่าตอบกลับ
พร้อมกับส่ายหัวช้า ๆ
“งื่อ~~~” อนาคิมครางลากเสียงยาว ๆ ออกมาทันที
“เจ้านี่ชอบทำเสียงประหลาดไม่เลิกเลยจริง ๆ” ครูทัสลุกมาเขกหัวบุตรสาวของตนเองเบา ๆ
อนาคิมเอามือกุมหัว แล้วก้มหน้าก้มตา เธอช่างดูเหมือนเด็กเล็ก ๆ ที่โดนพ่อแม่ดุจริง ๆ
อาหารมื้อเย็นจบลงด้วย อนาคิมที่ทำหน้าเหมือนกับว่าจะโดนจับคลุมถุงชนซะอย่างนั้น
กลางดึกคืนนั้น อนาคิมนอนคิดถึงเรื่องที่จะทำในวันรุ่งขึ้น
เธอค่อนข้างตื่นเต้น เพราะเธอไม่ค่อยได้เข้าไปในตัวเมืองบ่อยนัก ส่วนใหญ่มักเป็นเพียงบริเวณรอบ ๆ เมือง
ซึ่งเธอตามบิดาไปเพื่อช่วยส่งของ หรือขนของที่จำเป็นในการตีอาวุธกลับบ้านก็เท่านั้น การที่จะได้เข้าไปเดินในเมืองจึง
เป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักสำหรับเธอ อนาคิมนอนกลิ้งไปมาอยู่พักใหญ่ ถึงได้พล่อยหลับไป
------------------------------------
แสงตะวันของรุ่งเช้าวันใหม่ฉายแสง
ครูทัสนั่งอยู่บนรถม้าเทียมเกวียน โดยมีอนาคิมกับเรโนอานั่งอยู่ที่เกวียนด้านหลัง
เส้นทางจากหมู่บ้านเธอ ไปยังตัวเมืองใช้เวลาไม่นานนัก แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่จะได้ชื่นชมกัยทัศนียภาพข้างทางได้ตลอด
เพราะเฟรโดน่าเป็นเมืองที่ค่อนข้างสงบสุข สัตว์ประหลาด หรือเหล่าโจรในรัศมีรอบ ๆ เมืองนั้นไม่เคยมีปรากฎเลย
เรโนอานั่งวางแผนว่าจะไปที่ใหนในเมืองบ้าง โดยมีอนาคิมนั่งฟังด้วยรอยยิ้มแหย ๆ
เพราะที่ ๆ เรโนอาวางแผนไว้ ล้วนเป็นที่ๆ อนาคิมไม่ค่อยสนใจซักเท่าไหร่เลย ไม่ว่าจะเป็นร้านเสื้อผ้า ร้านเครื่องประดับ
กระนั้นเธอก็ไม่อยากขัดเรโนอา เพราะเรโนอาเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เธอได้ตามครูทัสมาได้
ส่วนเรโนอาเองนั้นจริง ๆ แม้จะชอบเรื่องสวย ๆ งาม ๆ หากแต่เธอก็รู้ดีว่าอนาคิมนั้นไม่ชอบใจในที่ ๆ เธอจะพาไปแน่ ๆ
แต่ที่เธอเลือกที่จะพาอนาคิมเข้าร้านพวกนี้ เพราะเคย์ซ่าได้ฝากให้เธอช่วยจัดการแปลงโฉมอนาคิมซักหน่อย ซึ่งเธอเองก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่าสนุกทีเดียว ราวกับว่าจะได้จับตุ๊กตาแต่งตัวยังงั้นล่ะ
เรโนอามองหน้าอนาคิมแล้วยิ้ม พลางคิดในใจ
(อยากรู้จังแม่สิงห์สาวของชาวบ้าน เวลาใส่ชุดงาม ๆ ในเมืองจะเป็นยังไง ฮิฮิ)
อนาคิมไม่รู้ว่าเรโนอาคิดอะไรอยู่ แต่เธอรู้สึกขนลุกกับรอยยิ้มของเรโนอาอย่างมาก เหมือนสัญชาตญาณกำลังบอกว่า
จะได้เจอเรื่องที่ไม่ชอบซะแล้ว

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป รถม้าของครูทัสก็มาถึงด่านตรวจเข้าเมือง ซึ่งการเข้าเมืองก็เป็นไปอย่างง่ายดาย เพราะครูทัสมาค้าขาย
ในเมืองบ่อย ๆ ภายในเมืองคับคั่งไปด้วยผู้คนมากมาย มีทั้งมนุษย์ เอล์ฟ ดวาฟท์ และออร์คปะปนเดินกันขวักไขว่ไปหมด
ครูทัสบังคับรถม้ามาจอดที่หน้าร้านซื้อขายโลหะแห่งหนึ่ง อนาคิมกระโดดลงจากเกวียนก่อนใครเพื่อน ท่าทางของเธอ
ดูตื่นเต้นมาก ๆ ส่วนเรโนอาซึ่งค่อย ๆ ลงจากเกวียนทีหลังกลับไม่แสดงท่าทางตื่นเต้นมากนัก เพราะเธอนำผลไม้มาขาย
ภายในเมืองบ่อยๆ
“โอ้ ๆๆๆๆ” อนาคิมอ้าปากค้างชี้ไปที่ชาวเผ่าออร์คซึ่งมีรูปร่างใหญ่โต เธอไม่ค่อยได้พบชาวเผ่าออร์คนัก แต่เธอเคยชินกับ
เอล์ฟเพราะอาจารย์มีอาน่าเป็นหญิงสาวเผ่าเอล์ฟ
“คนแยะจังเลย ยังกับมีงานเทศกาลอะไรยังงั้นล่ะ” อนาคิมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ไม่หรอก คนก็ประมาณนี้ทุกทีล่ะ แต่วันนี้คงจะมากกว่าทุกวันนิดหน่อย เพราะเป็นช่วงที่ผลผลิตของบางเผ่าได้เวลา
เก็บเกี่ยวมาขายได้น่ะ” เรโนอาอธิบายไปพร้อมทั้งสอดส่ายสายตามองรอบ ๆ ตัว
ครูทัสที่เอารถม้าไปหาที่ไว้ได้แล้ว เดินกลับมาหา 2 สาวพร้อมนัดแนะ
“อืม ข้าคิดว่าการเจรจาไม่น่าใช้เวลานานนัก คิดว่าตอนที่สัญญาณระฆังดังในช่วงบ่ายคงจะเรียบร้อย
ถึงตอนนั้นก็มาคอยกันที่หน้าร้านนี้ก็แล้วกัน”
“คงต้องฝากเจ้าด้วยนะเรโนอา เพราะเจ้ารู้จักเมืองนี้ค่อนข้างดี ถ้าเป็นอนาคิมคงหลงทางเป็นวัน ๆ แน่ ๆ”
ครูทัสแหย่ทิ้งท้ายก่อนเดินไปเจรจาธุรกิจ ปล่อยให้อนาคิมอยู่กับเรโนอาสองต่อสอง
ไม่ทันที่อนาคิมจะพูดอะไร เรโนอาคว้าข้อมืออนาคิมแล้วจูงมือเดินไปอย่างรวดเร็ว จนอนาคิมได้แต่เดินตามไป
เรโนอาพาอนาคิมเดินผ่านร้านน้อยใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ที่ดูแปลกตา ร้านขนมต่าง ๆ และร้านที่ขายของเล่นนานชนิด
ซึ่งล้วนแต่เป็นร้านที่อนาคิมอยากเข้าไปดูซื้อหาทั้งสิ้น แต่อนิจจาอิสระภาพของเธอโดนเรโนอาช่วงชิงไปหมดสิ้นแล้ว
เธอคิดในใจเช่นนี้ เรโนอายังคงพาอนาคิมไปเรื่อย ๆ มันเป็นเส้นทางที่ลึกมากขึ้น ซึ่งอนาคิมเองก็ไม่กล้าที่จะปล่อย หรือ
สะบัดมือจากเรโนอา เพราะเธอไม่คุ้นกับเส้นทางในเมือง เดี๋ยวจะได้เป็นเด็กหลงทางอย่างที่บิดาเธอว่าไว้จริง ๆ
เรโนอามาหยุดที่ร้านแห่งหนึ่ง ภายนอกร้านมีผ้าแพรพรรณสีต่าง ๆ มากมาย มันเป็นร้านเสื้อผ้านี่เอง เรโนอายืนฉีกยิ้มเต็มที่
พร้อมทั้งพาอนาคิมเข้าร้านทันที อนาคิมได้แต่เพียงทำหน้าประหลาดใจ เธอยังคงเข้าใจว่าเรโนอาแค่มาดูซื้อเสื้อผ้าของ
ตัวเอง หากแต่เป็นเช่นนั้นไม่ เรโนอานำชุดในร้านออกมาหลายชุด แล้วมาลองเข้ากับตัวอนาคิมทันที
“เจ้าทำอะไรของเจ้าน่ะเรโนอา” อนาคิมเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เล่นแต่งตัวตุ๊กตาไงล่ะ..... แล้วเจ้าคือ ตุ๊กตาที่ว่านะ” เรโนอาตอบพร้อมรอยยิ้ม และขยิบตาให้อนาคิม
“งื่อ~~~~” อนาคิมครางออกมาแบบที่เธอทำประจำ แน่ล่ะเธอเอาตัวรอดจากเคย์ซ่ามาได้ แต่ไม่คิดว่าจะมีเรโนอามาเล่น
อะไรแบบนี้อีกคน
เรโนอายังคงสนุกสนานกับการเลือกเสื้อผ้าให้อนาคิม ถ้าเพียงแค่เธอย่องหนีไปตอนนี้ มันก็ไม่มีปัญหาแล้ว อนาคิมคิดในใจ
“อ้ะ ๆ จะไปใหนรึแม่เด็กหลงทาง” เรโนอาเปรยขึ้น ด้วยรอยยิ้มที่น่ากลัว
เป็นเช่นนั้น เรโนอาพาอนาคิมมาไกลมากในความรู้สึก ไกลมากพอที่ถ้าอนาคิมเดินออกไป เธอจะได้เป็นเด็กหลงทางจริง ๆ
แน่นอน
“มา ๆ มาลองชุดนี้เร้ว” เรโนอาเรียกอนาคิม ในมือของเธอถือชุดสีชมพูบานเย็น กระโปรงยาวมีโบว์อยู่ที่เอวด้านหลัง
อนาคิมเดินเข้ามาใกล้นิดหน่อย ก็โดนเรโนอาล็อคคอแล้วพาเข้าห้องเปลี่ยนชุดทันที
เสียงเอะอะของอนาคิมดังไปทั้งร้าน ราวกับว่าเรโนอากำลังปล้ำกับลิงทะโมนก็ไม่ปาน
สักครู่ใหญ่ อนาคิมออกมาในชุดเสื้อลูกไม้สีชมพูบานเย็นตัวนั้น คอเสื้อของมันคว้านลงไปลึกที่เธอเคยใส่มันทำให้เธอรู้สึก
เขินอายอย่างมาก จนทำให้เธอได้แต่ยืนนิ่งใบหน้าแดง จู่ ๆ เรโนอาก็เข้ามาบีบหน้าอกเธอจากทางด้านหลัง พร้อมทั้งหรี่ตา
แล้วกล่าวว่า “แย่จัง นี่ถ้าเจ้าอึ๋มกว่านี้อีกนิด ชุดนี้จะดีมากกว่าตอนนี้เป็นกองเลยล่ะ”
อนาคิมได้แต่หน้าแดง อ้าปากค้างราวกับจะร้องไห้ แค่ใส่ชุดแบบนี้เธอก็รู้สึกขัดเขินมากพอแล้ว เรโนอายังมาเล่นอะไร
เช่นนี้อีก แต่เธอก็ได้แต่ส่ายตัวไปมาเพื่อปัดเรโนอาเท่านั้น
เรโนอาปล่อยมือ แล้วเดินอ้อมมาด้านหน้า จัดผมให้อนาคิมนิดหน่อย
“อืม เจ้านี่ถ้าแต่งหน้าแต่งตาอีกนิด เป็นคนงามคนหนึ่งเชียวนา” เธอพูดชมพร้อมกับรอยยิ้ม จากนั้นก็หันไปทางเจ้าของร้าน
“ชุดนี้เท่าไหร่ค้า~~” เรโนอาถามเจ้าของร้าน
“โอ้ 70เซน่า ขอรับ” เจ้าของร้านตอบกลับ เรโนอาควักเงินออกมาเพื่อนำไปจ่าย แต่อนาคิมจับมือเรโนอาไว้
“มันแพงนะ เรโนอา ไม่ต้องซื้อของแบบนี้ให้ข้าก็ได้” อนาคิมคัดค้านขึ้น
“ใครว่าข้าซื้อ ท่านแม่ของเจ้าต่างหากซื้อ โฮะโฮะโฮะ” เรโนอาตอบกลับมาพร้อมทั้งหัวเราะใส่อนาคิม
อนาคิมได้แต่ยืนอึ้ง คิดในใจ
(จริง ๆ แล้วท่านแม่กับเรโอนาร่วมมือกันแน่ ๆ เลย)
“เอาล่ะ แม่คนงามเอาไปดูซื้อของที่เจ้าอยากดูกันดีกว่า” เรโอน่าตบบ่าอนาคิมพลางอมยิ้ม
ทั้งคู่พากันเดินออกจากร้าน ทันทีที่ออกมา อนาคิมเป็นเป้าสายตาคนรอบข้างทันที
แม้ว่าเธอไม่ใช่คนที่สวยงามมากนัก หากแต่เพราะชุดที่เธอใส่มันเสริมให้ผิวพรรณเธอดูเปล่งปลั่งออกมาทันที
ประกอบเธอกิริยาท่าทางเธอที่เป็นคนขี้อาย ท่าทางเลยออกกระมิดกระเมี้ยน เลยทำให้มองดูว่าเธอเป็นหญิงสาว
ที่น่าทะนุถนอมเข้าไปอีก
“ฮื้ม~~ ผลงานของข้านี่จัดใช้ได้ทีเดียว ปั้นดินให้เป็นดาวได้นี่” เรโนอา ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พอใจกับผลงานตัวเองอย่างมาก
ในขณะที่อนาคิมเธออายอย่างมาก เพราะเธอไม่เคยแต่งตัวอะไรเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต เธอเดินกั้มหน้าก้มตาแทบตลอดทางเลยทีเดียว
ระหว่างนั้นเธอเหลือบไปเห็นร้านขนมปังร้านหนึ่งมีขนมปังรูปสัตว์ อนาคิมตาโต เธอเดินฉับ ๆ ไปที่ร้านทันที
จนเรโนอาต้องรีบเดินตามไป เรียกว่า ณ วินาทีนี้ อนาคิมเธอลืมความอายไปหมดสิ้นแล้ว
“อ๊า~~ น่ารักจังเลย” เธอเข้าไปขนมปังที่อบเป็นรูปสุนัขขนาดใหญ่ด้วยดวงตาที่ส่องประกายให้ความสนใจอย่างมาก
“นี่มันของกินได้นะ ไม่ใช่ตุ๊กตาเอาไว้กอด” เรโนอาขัด เพราะดูท่าทางเพื่อนสาวเธอจะตื่นเต้นกับของที่อยู่ตรงหน้า
จนเธอกลัวว่า อนาคิมจะทำอะไรป้ำ ๆ เป๋อ ๆ ออกมา แต่เหมือนว่าอนาคิมจะหลุดไปยังโลกส่วนตัวที่เธอเข้าไม่ถึงซะแล้ว
“ยัยนี่นะ ทีเรื่องแต่งตัวไม่เคยสนใจเลย ทีของน่ารัก ๆ แบบนี้ล่ะสนใจออกนอกหน้าเชียว” เรโนอาส่ายหัวทั้งที่ยิ้มอยู่
“ว่าแล้วก็น่าซื้อไปให้ท่านแม่บ้างแฮะ” และแล้วเรโนอาก็เดินหาขนมปังนานาชนิดกลับบ้านบ้าง
ในระหว่างที่ทั้งคู่กำลังดูขนมปังแบบต่าง ๆ อยู่นั้น
ก็มีชายรูปร่างสูงใหญ่ 2 คนเข้ามาในร้าน ชายทั้งสองตรงรี่ไปหาเจ้าของร้าน และพูดด้วยเสียงอันดังลั่น
“เจ้าจงนำขนมปังทั้งหมด 2 เกวียน ส่งไปยังกองทัพของเมืองหลวงซะ ไม่เช่นนั้นเจ้าจะมีโทษ”
เจ้าของร้านตกใจอย่างมาก คงเพราะจำนวนไม่ใช่น้อย ๆ ประกอบกับทางการไม่ได้มีการแจ้งล่วงหน้าเรื่องการขอความร่วมมือเรื่องเสบียง เจ้าของร้านจึงบอกชายทั้ง 2 ว่า “ท่านทหารทั้ง 2 โปรดแจ้งเจ้ากรมทหารทีเถิด ว่าทางเรายังไม่ได้รับแจ้ง
จากกองทัพเรื่องจัดเตรียมเสบียงไว้สนับสนุนกำลังรบเลย ทำให้ทางร้านเราไม่มีวัตถุดิบมากพอที่จะ.........”
ไม่ทันสิ้นคำพูด เจ้าของร้านก็ถูกชายหนึ่งในสองชกเข้าเต็มแรงจนล้มลงไปที่พื้น พร้อมตวาดขึ้น
“เช่นนั้น เจ้าจงนำขนมปังในร้านนี้ทั้งหมดขนไปไว้บนเกวียนข้าเดี๋ยวนี้!!!”
เหตุการณ์เกิดขึ้นโดนเรโนอากับอนาคิมเฝ้ามองอยู่ เรโนอามีท่าทีตกใจอย่างมาก เธอรีบไปหาอนาคิมพร้อมกล่าวว่า
“เรารีบออกไปกันก่อนเถอะอนาคิม เรื่องชักจะไปกันใหญ่แล้ว”
หากแต่อนาคิมกลับดูเหตุการณ์อย่างสงบเยือกเย็น เธอไม่ได้พูดอะไรกับเรโนอา นอกจากยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะที่ริมฝีปากตัวเอง
“ชี่~~” อนาคิมส่งเสียงเบา ๆ พร้อมมองไปที่เรโนอา ก่อนที่จะผละจากเรโนอาเดินไปหาชายรูปร่างสูงใหญ่ทั้งสอง
ชายคนหนึ่งจับคอเสื้อของเจ้าของร้าน และกำลังจะเงื้อหมัดหมายชกเจ้าของร้านที่มีทีท่าขัดขืน
ไม่ทันที่หมัดจะเข้าที่ใบหน้าของเจ้าของร้านขนมปัง หมัดของชายผู้นั้นต้องหยุดลง เมื่ออนาคิมเอามือข้างหนึ่งรั้งแขนของ
ชายผู้นั้นไว้ ชายผู้นั้นหันมามองอนาคิมทันที
“เจ้า!!! จะทำอะไรกัน?!?” ชายผู้ถูกรั้งแขนไว้ถามเสียงแข็ง พร้อมทั้งพยายามดันแขนไปข้างหน้า ทว่ากลับไม่เป็นผลทั้งๆ ที่
มือที่รั้งแขนเขาไว้เป็นเพียงมือของหญิงสาวที่บอบบาง แต่มันช่างมีพละกำลังมหาศาลมากจริง ๆ
“ข้าไม่คิดว่า สิ่งที่เจ้ากำลังทำอยู่มันถูกต้อง” อนาคิมพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบดูเย็นชา
ชายอีกคนตรงรี่เข้ามาหมายจะตบอนาคิม แต่อนาคิมเอี้ยวตัวหลบทั้ง ๆ ที่มือข้างหนึ่งยังรั้งแขนของชายคนแรกไว้
หลังจากหลบการตบของชายคนที่สอง อนาคิมบีบแขนของชายคนแรกพร้อมทั้งหวี่ยงชายคนแรกออกนอกร้านจนสุดแรง
โครม!!!!
ชายคนแรกลอยออกจากร้านไปราวกลับว่าตัวเขามีน้ำหนักเบามาก เหมือนเพียงผลส้มที่ถูกปาไป
ชายคนที่สองเห็นดังนั้นจึงรีบชักดาบที่เอวออกมาทันที แต่ไม่ทันที่จะตั้งท่าอะไร เขาก็โดนอนาคิมพุ่งเข้าเตะที่ขา และโดน
ถีบจนกลิ้งออกจากร้านไปอีกราย
“ให้ตายสิ ไอ้ชุดแบบนี้ทำให้บู๊ไม่ถนัดเลย” อนาคิมบ่นขึ้น แล้วเดินออกจากร้านไป
“คนที่จะพูดว่า ให้ตายสิ มันน่าจะเป็นข้ามากกว่านะนี่” เรโนอาแสดงความวิตกแกมหนักใจกับการกระทำของอนาคิม

ชายคนแรกพยายามผยุงตัวขึ้นมา เขารีบชักดาบพร้อมทั้งตวาดใส่อนาคิม
“เจ้ากล้าทำร้ายทหารแห่งเฟรโดน่ารึ!!!!”
อนาคิมยืนนิ่งไม่ได้พูดอะไร แต่ใบหน้าเธอแสดงสีหน้าเหมือนตอบคำถามของชายคนแรกว่า “แล้วยังไง?”
ชายคนที่สองลุกขึ้นพร้อมดาบในมือ ชายทั้งสองพุ่งเข้าหาอนาคิมทันที
แต่อนาคิมนั้นว่องไวมาก สามารถหลบการโจมตีของชายทั้ง 2 ได้
ทันใดนั้น
“อนาคิม!!!” เรโนอาส่งเสียงเรียก พร้อมทั้งโยนไม้ยาว ๆ ซึ่งเคยเป็นราวตากผ้าให้ทันที
อนาคิมรับไม้อย่างรวดเร็ว เธอควงไม้อย่างคล่องแคล่ว แม้มันจะเป็นไม้ราวตากผ้า แต่เมื่อมันอยู่ในมืออนาคิมมันก็เป็นอาวุธ
ที่พร้อมต่อกรกับดาบของชายทั้งสองทันที
“ให้ตายสิ ไอ้กระโปรงนี่ทำให้ข้าทำอะไรไม่ถนัดจริง ๆ นะ”
“นี่เรโนอาข้าถอดมันออกก่อนได้เปล่า??” อนาคิมยิงคำถามใส่เรโนอาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“อย่ามาถามอะไรไม่เป็นเรื่องในเวลาอย่างนี้ได้มั้ย!!!” เรโนอาหลับตาพร้อมกัดฟันพูด เพราะรู้ว่าอนาคิมแกล้งหยอกเธอเล่น
อนาคิมหันกลับมาควงกระบอกพร้อมทั้งหันไปยังชายคู่กรณีทั้งสอง สายตามุ่งมันเป็นประกายพร้อมทั้งยิ้มที่มุมปาก
แล้วเอ่ยขึ้น
“จะเข้ามาเมื่อไหร่ ข้าก็พร้อมเสมอ”

----------------------------------------------------------Next to Chapter 2




 

Create Date : 05 มกราคม 2553    
Last Update : 5 มกราคม 2553 23:10:52 น.
Counter : 420 Pageviews.  

Red Tear of Lilim ตอนที่ 1

ในอดีตกาล พระเจ้าได้ทรงตัดสินใจที่จะสร้างโลกขึ้นมา โลกที่สวยงามสมบูรณ์แบบ
เริ่มต้นจากความสับสนวุ่นวายไร้รูปแบบกฏเกณฑ์ พระองค์ค่อยๆสร้างทุกอย่างให้อยู่
ในระเบียบ สร้างแผ่นฟ้า ผืนน้ำและแผ่นดิน พืช ปลา นก และสัตว์ต่างๆ ภายในสถานที่แห่งนี้ทรงเรียกว่า "อีเดน"
และสุดท้ายพระองค์ได้สร้างมนุษย์จากธุลีดินจากฉายาลักษณ์แห่งพระองค์
มนุษย์ผู้ถูกสร้างขึ้นทั้ง 2 ถูกขนานนามว่า ‘อดัม’ และ ‘ลิลิธ’
หลังจากงานสร้างครั้งมโหฬารนี้ พระองค์ได้ปล่อยให้อดัม และลิลิธอยู่คอยดูแลสวนสวรรค์แห่งนี้
โดยมีเหล่าเทวทูตคอยเฝ้าดูความเป็นไปอยู่ห่างๆ
***
อดัมนั้นมีหน้าที่ดูแลพืชพรรณต่าง ๆ ในสวนสวรรค์ให้เจริญงอกงามไปด้วยดี
ในขณะที่ลิลิธก็มีหน้าคอยช่วยเหลืออดัม ทั้งงานดูแลสวนสวรรค์และ ดูแลตัวอดัมเอง
***
เวลาผ่านไป 3 ปี
ท่ามกลางหมู่ดาวยามค่ำคืน หญิงสาวผู้มีเส้นผมสีเงินหม่น นั่งอยู่บนก้อนหินบนขนาดใหญ่
ด้วยร่างอันเปลือยเปล่าจนแสงจันทร์สะท้อนให้เห็นผิวสีนวลและปานรูปดาวที่เนินอกซ้ายของนาง
***
"ลิลิธ ลิลิธ!!" เสียงอันทุ้มต่ำ แว่วดังออกมาจากในพุ่มไม้ใหญ่
หญิงสาวหันไปทางเสียงนั้น แววตาสีแดงของนางส่องประกายจนดูน่ากลัว
***
"ข้าอยู่ที่นี่" นางตอบกลับเสียงนั้นไปด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
***
สวบ สวบ....
เสียงพุ่มไม้ไหว อย่างต่อเนื่อง พุ่มไม้ถูกแหวกออกจนเห็นร่างของชายรูปร่าง สูงใหญ่ กำยำ ใบหน้าหมดจด
ชายหนุ่มมองหญิงสาว ในแววตาบ่งบอกถึงความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด
***
"ครั้งนี้ เจ้ามาไกลมากเลยนะ ลิลิธ" ชายหนุ่มพูดกับหญิงสาวด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก
หญิงสาวผมเงินจ้องเขม็งไปที่ชายหนุ่ม ด้วยแววตาที่สะท้อนความไม่พอใจอย่างชัดเจน
***
"ข้าแค่ อยากออกมาดูอะไร ๆ บ้างก็เท่านั้น"
"และข้าไม่เห็นความจำเป็นอันใดที่เจ้าต้องกังวลอะไรให้มากนัก ณ สวนแห่งนี้ไม่มีสิ่งใดซึ่งน่ากลัว และทำอันตรายเราได้"
ลิลิธพูดพลางหันกลับไปมองดาวบนท้องฟ้าต่อ
"ข้าว่า เจ้ากังวลมากไปนะ อดัม"

"ถูกของเจ้า ณ สวนแห่งนี้ไม่มีสิ่ งใดน่ากลัว ตราบเท่าที่เราอยู่ในที่ ๆ เรารู้จัก หากแต่เจ้าออกหากจากที่ ๆ เราสมควรจะอยู่ และออกมาไกลมากขึ้นเรื่อยๆ"
"ข้าเกรงว่า สิ่งที่มีอัตราย อาจจะอยู่ในที่ ๆ เจ้ากำลังไป ซึ่งข้ากลัวว่าเจ้าจะได้รับอันตราย"
อดัมพยายามอธิบายเหตุผลให้ลิลิธฟัง

ลิลิธค่อย ๆ ปรายตา มาจ้องที่ชายผู้ซึ่งพระเจ้าสร้างมาเพื่อให้อยู่เป็นคู่กับนางแบบไม่สบอารมณ์นัก
ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่พยายามจำกัดอิสระภาพของนางเสียนี่กระไร ความรู้สึกไม่ค่อยพอใจของนางแทบจะพุ่งทะลักออกมา
หากแต่นางพยายามกดมันไว้ นางค่อย ๆ หลับตาที่จ้องมองชายผู้นี้ แล้วค่อย ๆ เอ่ยขึ้นอย่างเรียบ ๆ
***
"ในยามกลางวัน เจ้าออกไปทำงาน ได้ไปยังที่ต่าง ๆ หากแต่ข้าได้แต่เพียงรอคอยเจ้า อยู่ ณ ที่แห่งนั้น"
"หากเพียงในยามราตรี ข้าจะขอไปดูโลกแห่งนี้ด้วยตาของข้าเองบ้างจะเป็นไรไป"
***
แม้น้ำเสียงของนางจะเรียบเย็น แต่สายตาของนางที่มองอดัมกลับส่องประกายแข็งกร้าว
ผนวกกับสีตาอันแดงฉานยิ่งทำให้ดูน่ากลัวมากขึ้น
อดัม ได้เพียงยืนนิ่งไม่ไหวติง ใจของเขาเพียงแค่ต้องการให้หญิงผู้เป็นที่รักอยู่ในสายตา
ซึ่งเมื่อยามมีภัยเขาสามารถที่จะยื่นมือไปช่วยได้ในทันที
หากแต่กิริยาที่มาจากหญิงผู้เป็นที่รักช่างดูเย็นชาราวกับว่า สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นเป็นเรื่องน่ารำคาญ
***
อดัมเอ่ยขึ้นอย่างติดขัด "ข...ข้า แค่อยากจะให้เจ้า....." เขาพยายามกล่าว
***
"อยู่ในสายตา!!!" ลิลิธสวนกลับด้วยเสียงอันดุดันทันที
ราวกับว่าความอดทนของนางมาถึงที่สุดแล้วเช่นนั้น
***
"ทุกอย่างที่ข้าอยากจะทำ ต้องอยู่ภายใต้สายตาของเจ้าไปหมดเลย เช่นนั้นรึ!?!"
"เจ้าไม่ให้ข้าไปช่วยดูแลพืชพรรณในอีเดนแห่งนี้ เพียงเพราะเกรงว่าข้าจะทำได้ไม่ดีเท่าเจ้า"
"เจ้าไม่ให้ข้าได้ท่องเที่ยวในดินแดนแห่งนี้ เพียงเพราะจะออกนอกสายตาของเจ้า"
"เจ้าไม่ให้ข้าอยู่บนตัวเจ้า ยามเมื่อข้ากับเจ้าร่วม.....ร่วมรักกัน เพราะเจ้าว่าเจ้าคือผู้นำ"
***
ราวกลับว่าสิ่งที่อัดอั้นได้พลั่งพรูออกมา ลิลิธ ก้มหน้ากัดฟัน ใบหน้านางดูแดงขึ้น
นางเงยขึ้นมามองอดัมอีกครั้ง
***
"อิสระของข้า สิทธิ์ของข้า ทำไมข้าต้องคอยมรับฟังคำห้ามนู้นนี่ของเจ้า ตลอดเวลาด้วย"
"ศักดิ์และสิทธิ์ของข้าเทียบเท่ากับเจ้า!!!!"
***
สิ้นเสียงของลิลิธที่ตะเบ่งออกมาอย่างสุดแรง
อดัม เริ่มมีปฏิกิริยาต่อการแสดงออกที่เหมือนการต่อต้านอำนาจของเขา สติยั้งคิดของเขาแทบจะหมดสิ้นไป
อดัมไม่ได้แสดงออกด้วยการต่อปากต่อคำ หากแต่...
เพี้ยะ!!!
เสียงอดัมตบหน้าของลิลิธฉาดใหญ่ จนลิลิธที่ไม่ทันตั้งตัวถึงกับเสียหลักลงไปนั่งกับพื้น
แววตาของลิลิธแสดงความตกใจอย่างเห็นได้ชัดเจน นั่นคงเพราะนางนึกไม่ถึงว่า อดัมจะกล้าลงมือ

“เจ้าเป็นของข้า! อยู่ในการดูแลของข้า! ข้าไม่ยอมรับการขัดขืนของเจ้าในเรื่องไร้สาระเช่นนี้แน่!!!”
น้ำเสียงของอดัมแข็งกร้าวและดุดัน ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธและไม่พอใจในการต่อต้านของลิลิธ
***
ทว่า ลิลิธกลับหาเกรงไม่ นางมองไปยังอดัมด้วยสายตาที่แข็งกร้าวไม่แพ้กัน นางกัดฟันแน่นก่อนที่จะตะโกนออกมา
***
“ข้าแต่ยาฮ์เวห์!!! ถ้าข้าต้องมีชีวิตอยู่กับอดัมในสถานะเยี่ยงนี้ ข้าขอแยกจากอดัมซะดีกว่า!!!!”
ลิลิธตะเบ่งออกมาอย่างสุดเสียง
***
เหล่าเทวทูตที่เฝ้าดูอยู่ล้วนตกตะลึงเมื่อลิลิธกล่าวพระนามแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าออกมาตรงๆ
ฉับพลัน บรรยากาศรอบๆ ลิลิธ และอดัมหยุดนิ่งไม่ไหวติง ปราศจากกระแสลม ใบไม้ที่ร่วงโรยจากต้น หยุดนิ่งกลางอากาศ
เสียงสิ่งมีชิวิตต่าง ๆ ที่ส่งเสียงออกมาต่างเงียบสงบ ราวกับไม่เคยมีสิ่งมีชิวิตใด ๆ อยู่ ณ ที่แห่งนั้น
ทุกอย่างสงบนิ่งไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ แม้แต่เสียงลมหายใจ ราวกลับภาพในวีดิโอที่ถูกกดหยุดไว้
เหล่าเทวทูตต่างมองด้วยความฉงนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
***
“สุดท้าย มันก็เป็นเช่นนี้จนได้สินะ”
เทวทูตองค์หนึ่งเอ่ยขึ้นเอ่ยขึ้นด้วยถ้อยคำอันราบเรียบ
เทวทูตผู้ซึ่งมีเรือนร่างอันงดงาม เส้นผมสีทอง ปีกทั้ง 6 ปีก ทอประกายแสงอันงดงาม
***
เทวทูตผู้มี 6 ปีกเดินไปยังคนทั้ง 2 และได้มองไปยังผลงานแห่งพระผู้เป็นเจ้าด้วยแววตาสงสารปนเวทนา
พร้อมเปรยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“นี่คือสิ่งที่พระองค์คาดไว้หรือไม่เพคะ”
สายตาของเทวทูตหกปีกแฝงไว้ด้วยความเศร้าเล็กน้อย
เทวทูตหกปีกได้หันไปยังเหล่าเทวทูตองค์อื่น ๆ ที่ตามลงมาแล้วเอ่ยขึ้น
“เหล่าเทวทูตทั้งหลายเอย จงนำความขัดแย้งของอดัม และลิลิธ กราบทูลให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทราบเถิด”
***
สิ้นเสียงของเทวทูตหกปีก เหล่าเทวทูตที่เฝ้าดูกลุ่มหนึ่งได้บินหายไปบนฟากฟ้าอย่างรวดเร็ว
เทวทูตหกปีกหันกลับไปมองที่ลิลิธ และอดัม และจ้องเขม็งไปยังลิลิธที่หยุดนิ่งในท่าที่กำลังอ้าปากตะโกน
มันช่างให้ความรู้สึกเหมือนนางกำลังร้องไห้ก็ไม่ปาน
***
เพียงอึดใจ
ท้องฟ้ายามราตรีก็พลันส่องสว่างขึ้น ราวกลับว่าดวงตะวันได้ปรากฎขึ้นแล้ว
เทวทูตหกปีก และเหล่าเทวทูตองค์อื่น ๆ พร้อมใจกันคุกเข่าลงกับพื้น
ห้วงเวลาที่หยุดนิ่งของทุกสิ่งได้ถูกปลดออก ทั้งลิลิธและอดัมต่างตกตะลึงในแสงจ้าที่ปรากฏ และเหตุการณ์ตรงหน้า
***
พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จลงมาเบื้องหน้าคนทั้งสองโดยรอบพระองค์ร่ายล้อมไปด้วยเหล่าเทวทูตจำนวนมาก
ลิลิธเหมือนจะตั้งตัวได้ก่อนอดัม
“ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงอานุภาพ ข้าขอวิงวอนต่อท่าน ขอท่านโปรดรับฟังคำขอจากข้าด้วยเถิด”
แล้วลิลิธได้ระบายความอัดอั้นตันใจที่ตนเองประสพออกมา
และคำขอของนางก็คือ
***
“ถ้าข้าต้องมีชีวิตอยู่กับอดัมในสถานะเยี่ยงนี้ ข้าขอแยกจากอดัมซะดีกว่า”
อดัมที่ฟังอยู่ได้พยายามอธิบายเหตุผล และขอพระผู้เป็นเจ้าให้ลิลิธอยู่กับตนต่อไป
พระเจ้าทรงครุ่นคิด ท่ามกลางความเงียบเชียบ ไม่มีเสียงใด ๆ รอบตัว
พระองค์ทอดพระเนตรไปยังลิลิธ และทรงพระราชดำริในพระทัย
( ลิลิธ นางถูกสร้างให้มีความห้าวหาญเชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป......)
(ในขณะที่อดัมเองก็มีด้านที่หยาบกร้านมากกว่าด้านที่อ่อนโยน)
(การที่ลิลิธจะอยู่ร่วมกับอดัมในฐานะ “ภรรยาของมนุษย์” คงจะเป็นเรื่องยากเกินไปสำหรับนาง
หากแต่..... ถ้านางอยู่ในฐานะ “เทวทูต” หรือ “ฐานะพิเศษอื่น” ล่ะ)
พระองค์มองลิลิธอย่างไม่วางสายพระเนตร
สำหรับมนุษย์ทั้งสองพระองค์จะทำลายทิ้งและสร้างใหม่อีกกี่ครั้งก็ได้
หากแต่พระองค์ทรงสร้างแล้ว พระองค์ก็ยากที่จะตัดใจทำลาย และยิ่งผลงานสร้างในครั้งนี้เรียกว่าเกือบจะสมบูรณ์แบบแล้ว
มีหรือที่พระองค์จะตัดสินใจทำลายใครคนใดคนหนึ่งได้ง่าย ๆ
พระองค์ทรงครุ่นคิด เพื่อหาทางออกที่ไม่ต้องทำลายใครคนหนึ่งออกจากสารบบ
***
เช่นนั้น หนทางที่น่าจะดีที่สุดคงแยกทั้งคู่ตามความปราถนาของลิลิธ
แล้วให้นางอยู่ในสถานะหนึ่ง ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลที่ง่ายกว่านั้นคงดี
เมื่อพระองค์ทรงวินิจฉัยแล้วจึงตรัสถามลิลิธ
***
“เจ้าตัดสินใจแน่วแน่แล้วรึ ว่าเจ้าจะแยกทางจากอดัม??”
***
คำถามจี้ลงไปกลางใจลิลิธ ก่อนที่จะตอบคำถามจากพระองค์ นางแสดงทีท่าลังเลเล็กน้อย
นางก้มหน้า แล้วได้เอ่ยขึ้น
***
“ข้า.....ตัดสินใจเช่นนั้น”
***
“เจ้ามั่นใจในคำตอบของเจ้าแล้วเช่นนั้นหรือ?”
พระผู้เป็นเจ้าถามลิลิธซ้ำอีกครั้ง เพราะหากพระองค์ตัดสินสิ่งใดไปแล้วจะให้ยกเลิก คงไม่สามารถกระทำได้
***
ลิลิธคิดทบทวน นางลูบที่แก้มของนางที่อดัมตบไปเมื่อครู่ นั่นทำให้นางเงยหน้าขึ้น สายตาของนางมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
***
“ข้ามั่นใจ หากชีวิตของข้าจะต้องมีชีวิตอยู่กับอดัมในสถานะเยี่ยงนี้ ข้าขอเลือกที่จะแยกทางจากอดัม”

น้ำเสียงอันชัดเจนออกจากปากของนาง
***
“ไม่นะลิลิธ!!!”
***
อดัมพูดแทรกขึ้น และวิ่งไปหาลิลิธ พร้อมทั้งโผเข้ากอดที่ลำตัวของเจ้าหล่อน
“ข้าไม่ยอมให้เจ้าทอดทิ้งข้า ถ้าข้าผิด ข้าก็ขอโทษ ข้ายอมเจ้าทุกอย่าง ขอเพียงเจ้าอยู่กับ......”
***
ราวกลับสติของอดัมกลับมา สิ่งที่เขากระทำมันทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง แต่เขาไม่อยากจากนางผู้เป็นที่รักไป
หากแต่อัดทพูดไม่ทันสิ้นคำ ลิลิธพยายามปัดอดัมออกไป และนางตบเข้าที่หน้าของอดัม จนอดัมผละหลุดจากตัวของนาง
***
“ข้าไม่คิดจะกลับไป ข้าไม่คิด และข้าไม่มีทางที่จะกลับไปกับเจ้าเด็ดขาด”
ลิลิธตวาดใส่อดัม เสียงของนางแข็งกร้าวพอที่จะยืนยันความตั้งใจของนางที่ต้องการแยกจากอดัม
***
ภาพของทั้งสองที่ปรากฎ มันช่างดูน่าเศร้าใจยิ่งนัก เทวทูตผู้มี 6 ปีกได้แต่เพียงเบือนหน้าหนีราวกับไม่อยากรับรู้เรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้า การแตกแยกและจบลงด้วยความเกลียดชัง มันไม่ได้น่าพิศมัยแต่อย่างใด
***
พระผู้เป็นเจ้าที่ทอดพระเนตรอยู่ก็แทบจะถอนหายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าพระพักต์
พระองค์ประกาศขึ้น เพื่อยุติเหตุการณ์อันน่าเศร้าอันนี้
***
“เจ้าเลือกเส้นทางนี้ ลิลิธ ข้าจะให้สิ่งที่เจ้าปราถนา หากแต่เจ้าไม่อาจอยู่ ณ ที่แห่งนี้ได้อีกต่อไป เพราะที่แห่งนี้เรามีไว้เพื่อมนุษย์เฉกเช่นอดัม การมีอยู่ของเจ้าบนอีเดนแห่งนี้อาจจะทำให้หลาย ๆ สิ่งมีปัญหา ข้าจะมอบเจ้าให้ซามาเอล ผู้คุมสรวงสวรรค์ที่ 5 ดูแลเจ้าในฐานะผู้ปกครองของเจ้า”
***
จากนั้นพระองค์ก็ทอดพระเนตรไปยังอดัม
“ส่วนเจ้าจงอยู่ ณ อีเดน ตามเดิมและข้าจะสร้างภรรยาซึ่งเหมาะสมให้เจ้าต่อไป”
***
สิ้นสุรเสียงแห่งพระผู้เป็นเจ้า ร่างของลิลิธ และเหล่าเทวทูตบางส่วนก็หายวับไปจากอีเดน เหลือไว้เพียงพระผู้เป็นเจ้าและอดัม กับเหล่าเทวทูตที่เหลืออยู่
--------------------------------------------
แสงสีขาวโพลน สว่างจ้าจนแสบตา ลิลิธมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากแสงสีขาว
แสงนั้นค่อย ๆ ลดน้อยลง จนเลือนหายไป รอบ ๆ ตัวลิลิธมีแต่กุหลาบสีแดงรายล้อมเต็มไปหมด
จนนางรู้สึกประหลาดใจ ในสถานที่ ๆ นางมายืนอยู่
***
“ไม่คุ้นกับสถานที่แปลกตาแห่งนี้สินะ”

เสียงใสๆ ดังมาจากเบื้องหลังของลิลิธ ทำให้นางต้องหันกลับไปมองเจ้าของเสียง
เทวทูตผู้มี 6 ปีกนั่นเองที่เป็นผู้พูดกับนาง
***
“ที่นี่ ไม่เหมือนอีเดนนัก แต่ซามาเอลก็พยายามจำลองหลาย ๆ สิ่งมาจากอีเดน คงมีบ้างบางสิ่งที่จะคล้ายกับที่ ๆ เจ้าจากมา”
เทวทูตหกปีกพูดไปยิ้มไป และมองลิลิธอย่างไม่วางตา
ลิลิธเองก็แสดงสีหน้าแปลกใจ ต่อเทวทูตองค์นี้อย่างมาก
นางช่างเป็นเทวทูตที่งดงามยิ่งนัก เครื่องทรงที่นางใส่เป็นสีเขียวสะท้อนแสงราวกับมรกต ผมสีทอง แววตาสีฟ้าส่องประกายแวววับ และปีกทั้ง 6 ที่เปล่งแสงสว่างดูงดงามยิ่งนัก
***
“ท่านเป็นผู้ใดกัน?”
ลิลิธยิงคำถามใส่เทวทูตหกปีก ด้วยน้ำเสียงราวกับว่าเทวทูตหกปีกดูน่าสนใจกว่า สิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวนาง
***
เทวทูตหกปีก ยืนเท้าเอว แล้วหันมายิ้มให้กับลิลิธ ซึ่งมันช่างดูเป็นรอยยิ้มที่เป็นมิตรยิ่งนัก
“นามของข้าคือ ลูซิเฟอร์ ”
“ข้าเป็นผู้นำทางเจ้าไปยังที่ ๆ ซามาเอลพำนักอยู่”
เทวทูตหกปีกกล่าวตอบด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
ลิลิธยังคงทำหน้าฉงน นางไม่ค่อยเข้าใจนัก ไม่ใช่ในสิ่งที่ลูซิเฟอร์กล่าว หากแต่เป็นกิริยาท่าทางของลูซิเฟอร์ที่แสดงออกกับนางราวกับว่ารู้จักคุ้นเคยนางมาก่อนหน้านั้นแล้ว ทั้ง ๆ ที่นางไม่เคยได้พบเทวทูตองค์นี้เลยซักครั้ง
***
“เหตุไฉน ท่านจึงได้พูดคุย และแสดงกิริยาต่อข้า ราวกับว่ารู้จักกันมาก่อน?”
ลิลิธตั้งคำถามอีกครั้ง หากแต่ลูซิเฟอร์กลับไม่ได้แสดงสีหน้าแปลกใจในสิ่งที่ลิลิธสงสัย ประหนึ่งว่าคำตอบที่จะให้นั้นไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร
“เราเดินไปคุยไปก็ได้ ข้าว่าถ้าข้ามายืนตอบคำถามเจ้าอยู่เช่นนี้ คงไม่ถึงที่พำนักของซามาเอลแน่ ๆ”
ลูซิเฟอร์หลับตาและยิ้มที่มุมปาก พร้อมทั้งเริ่มออกเดิน ลิลิธเห็นดังนั้นจึงเดินตามไปไม่ห่างนัก
***
“จะบอกว่าข้าไม่คุ้นกับเจ้ามันก็คงแปลก ๆ เพราะข้าเองก็เฝ้าดูพวกเจ้า มาตลอดตั้งแต่วันที่เจ้าทั้งสองกำเนิดขึ้นมา”
ลูซิเฟอร์เริ่มอธิบาย
“พวกท่านแอบดูพวกข้าเช่นนั้นหรือ” ลิลิธพูดขึ้น น้ำเสียงเหมือนไม่ค่อยพอใจ
“จะว่าแอบดูก็ได้ แต่มันก็เป็นหน้าที่ของพวกข้าที่ต้องคอยสอดส่องความเป็นไปของอีเดน และรายงานต่อพระผู้เป็นเจ้า”
“มันก็เป็นงานน่ะนะ” ลูซิเฟอร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร
“.......” ลิลิธไม่ตอบอะไร นางได้แต่จ้องมองไปยังลูซิเฟอร์
“ไม่เอานา ข้าไม่ได้ดูพวกเจ้าตลอดทั้งวันทั้งคืนหรอกนา ฮะฮะฮะ” ลูซิเฟอร์พูดพลางหัวเราะ
“ถึงกระนั้น ท่านก็เฝ้ามองพวกข้ามาตลอดมิใช่รึ” ลิลิธยังคงไม่พอใจ
“เป็นเช่นนั้น แต่นั่นก็ไม่สำคัญหรอก เพราะอย่างไรเสียพวกข้าก็ไม่ได้ยุ่งกับกิจกรรมของพวกเจ้าโดยไม่จำเป็น”
“ข้าว่า เรื่องที่เจ้าทำในครั้งนี้ดูน่าสนใจกว่าอีก” ลูซิเฟอร์เอามือไขว้หลังแล้วหันมามองลิลิธ พร้อมกับเดินถอยหลังไปเรื่อย ๆ
“เจ้าเอ่ยพระนามของพระผู้เป็นเจ้าตรง ๆ ได้อย่างอาจหาญมากเชียวล่ะ ทำเอาเหล่าเทวทูตหลายองค์ตกใจกันน่าดูทีเดียว”
ลูซิเฟอร์พูดพลางยิ้มให้ลิลิธ หากแต่ลิลิธได้แต่ก้มหน้า สีหน้าดูกังวล เพราะการเอ่ยพระนามตรง ๆ มันเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมที่จะกระทำ
“แล้วข้าจะต้องโดนลงโทษอย่างไรหรือไม่” ลิลิธเอ่ยถาม
***
ลูซิเฟอร์ยิ้มเล็ก ๆ แล้วหัวเราะเบา ๆ
“ถ้าเจ้าจะโดนลงโทษ คงโดนไปก่อนที่จะถูกส่งมายังที่นี่แล้วล่ะ” ลูซิเฟอร์ตอบลิลิธ
“ถ้าข้าเดาพระทัยของพระผู้เป็นเจ้าไม่ผิด..... ท่านก็รู้อยู่แล้วว่า นิสัยของเจ้าเป็นเช่นไร เหมือนที่ข้าเองก็คาดเดาว่าเรื่องเช่นนี้ต้องเกิดขึ้นในซักวัน” ลูซิเฟอร์พูดต่อไป
“เกิดขึ้นในซักวัน??”
“ท่านรู้งั้นรึว่าซักวัน ข้ากับอดัมต้องเป็นเช่นนี้” ลิลิธพูดด้วยน้ำเสียงสงสัยใคร่รู้
ลูซิเฟอร์หันกลับไปด้านหน้า ในแววตาแฝงไว้ด้วยความเศร้า
“เหมือนเป็นภาพซ้อนล่ะกระมัง”
“อุปนิสัยของเจ้าทั้ง 2 เรียกว่าเกือบถอดแบบมาจาก เทพจากฝั่งตะวันออกองค์หนึ่ง ซึ่งที่ข้ารู้มา เทพองค์นั้นก็มีชะตากรรมเฉกเช่นเดียวกับเจ้านั่นล่ะ แต่อาจจะหนักกว่า เพราะนางผู้นั้นจองจำตัวเองอยู่ ณ ใต้โลกและตัดขาดกับโลกเบื้องบน”
“แต่กรณีของเจ้า ข้าว่าตัวเจ้าเองก็ยังมีเยื่อใยให้กับอดัมพอสมควรเลยนะ”
ลูซิเฟอร์อธิบาย พร้อมๆกับแสดงความเห็นคาดเดาใจของลิลิธ
***
ลิลิธก้มหน้าเดิน พลางพูดขึ้นเบา ๆ
“ก็อยู่กันมานาน บางทีเรื่องในครั้งนี้ ข้าอาจจะทำด้วยอารมณ์ชั่ววูบก็ได้”
***
ดวงตาของลูซิเฟอร์เบิ่งกว้างอยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อย ๆ หรี่ลงมาเหมือนเดิม นางเอียงคอไปมา แล้วค่อย ๆ ส่ายหัวช้า ๆ
“ก็ตัดสินใจไปแล้ว เจ้าก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เจ้าได้ประกาศออกไปแล้ว”
“เอาล่ะ คราวนี้นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องรับรู้ไว้” ลูซิเฟอร์มองเขม็งไปที่ลิลิธ และเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ประการแรก การคงอยู่ของเจ้า ต่อแต่นี้ไป ไม่ใช่ในฐานะมนุษย์ เจ้าอาจจะเป็นเทวทูตเช่นข้า หรืออาจจะเป็นเพียงพวกลูกครึ่ง แต่ไม่ว่าแบบใดเจ้าไม่มีทางกลับไปเป็นมนุษย์ได้แน่ ๆ”
“อย่างที่สองชีวิต ในการดูแลของซามาเอล แม้จะมีอิสะในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำอะไรก็ได้ดังใจ จริง ๆ ข้าต้องบอกว่าแล้วแต่ผู้ดูแลเจ้าเสียมากกว่า”
“อย่างที่สาม ซามาเอลเองมีภรรยาอยู่แล้วถึง 3 นาง การที่เจ้ามาอยู่ในตำแหน่งภรรยาอีกคนของซามาเอล ข้าไม่คิดว่าอะไร ๆ มันจะมีความสุขสมบูรณ์พร้อมหรอกนะ”
“และ อย่างสุดท้าย....”
ลูซิเฟอร์หยุดเดิน และหันกลับมามองลิลิธอีกครั้ง
“จากตรงนี้ ถ้าเจ้าก้าวไปอยู่ในการดูแลของซามาเอลแล้ว เจ้าคงไม่สามารถถอยหลังกลับไปเพื่อแก้ไขอะไรที่ผ่านมาได้อีกแล้ว” ลูซิเฟอร์จ้องเขม่งไปยังลิลิธ
ลิลิธซึ่งฟังอยู่อย่างเงียบ ๆ เงยหน้าขึ้นสบตาลูซิเฟอร์ พร้อมทั้งยิ้มเล็ก ๆ ให้
“มันเป็นหนทางที่ข้าเลือกแล้ว ข้าก็คงต้องไปตามเส้นทางนี้ต่อไป”
ลิลิธตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ในเส้นทางที่ตัวเองได้เลือกแล้ว
ลูซิเฟอร์ยิ้มให้กับคำตอบของลิลิธ แล้วทั้งคู่ก็เดินมุ่งตรงไปยังเบื้องหน้า ณ ที่พำนักของซามาเอล
--------------------------------------------------------------------------------------
“เอ ว่าแต่ท่านว่า ซามาเอลอะไรนั่นมีภรรยาแล้วถึง 3 เลยรึ?” ลิลิธถามขึ้น
“อืม เจ้าก็เป็นคนที่สี่ ข้าอยากเห็นจังว่า 3 สาวนั่นจะทำหน้ายังไง ถ้ารู้ว่าซามาเอลได้ภรรยามาเพิ่มอีกแล้ว”
ลูซิเฟอร์ตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ ขัดกับสีหน้าของลิลิธนั้นกลับแสดงออกถึงความรู้สึกโดนกดดัน
นางเบ๊ปากนิด ๆ “แล้วทำไมพระผู้เป็นเจ้าต้องมอบข้าให้เทวทูตองค์นี้ด้วยน้า”
ลูซิเฟอร์เอามือลูบปอยผมตัวเอง แล้วเอ่ยขึ้น
“ใครจะรู้ พระองค์อาจจะทรงคิดสิ่งใดไว้ในพระทัยซักอย่างกระมัง”
“แต่ที่แน่ ๆ พระองค์ไม่ทรงมอบเจ้าให้ข้า หรือ กาเบรียลเป็นแน่แท้ เพราะข้ากับกาเบรียล ไม่ได้มีรสนิยมชอบเพศเดียวกันกับตัวเองหรอกนะ ฮะฮะฮะ” ลูซิเฟอร์ตอบพลางแหย่ลิลิธกลับไปอย่างสบายอกสบายใจ




 

Create Date : 04 มกราคม 2553    
Last Update : 4 มกราคม 2553 10:47:17 น.
Counter : 458 Pageviews.  

1  2  3  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.