.์์.นีโอ Positive..
 

เมื่อมีปัญหาใหญ่ ..มีสิ่งควรทำก่อนหาทางแก้



     เวลาเกิดปัญหา เรามักจะต้องคิดหาทางแก้
     หรือถูกฝึกให้หาทางแก้
     โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยิ่งเร็วยิ่งดี ความเร็วเป็นปัจจัยสำคัญ
 
     แต่ถ้าเป็นปัญหาใหญ่ๆของชีวิต
     เช่น จะออกจากงานดีไหม
     ทะเลาะรุนแรงกับครอบครัว จะเอาไงต่อ
     จะเลิกกันดีไหม
     หรือตัดสินใจเรื่องสำคัญมากๆขององค์กร
 
    ก่อนคิดหาทางแก้
    ..ควรเคลียร์ใจตัวเองก่อนครับ
 
     เคลียร์ให้โล่ง
     หรืออย่างน้อย ให้ใจมีอารมณ์เหวี่ยงน้อยที่สุด
     โมโหอยู่ ผูกใจเจ็บอยู่ น้อยใจอยู่ เสียใจอยู่ หรือกระทั่งพักผ่อนไม่เพียงพอ

     สูดลมหายใจสักนิด ทำสมาธิสักหน่อย ให้ใจนิ่งขึ้นเท่าที่จะได้
     ถ้ามองใจเป็นผิวน้ำ ก็ให้กระเพื่อมน้อยที่สุด
 
     หลายครั้ง เวลาก็จำกัด ไม่เป็นใจรอเรา เข้าใจครับ
     แต่ถ้าเลือกได้ ชะลอไว้ดีกว่า อย่าพึ่งคิดทางแก้
     หรือสำคัญที่สุด อย่าพึ่งตัดสินใจทำอะไรลงไป
     เวลา 5 นาที ไปจนถึง 1 วัน ถ้าโฟกัสให้ถูก สภาพจิตใจเปลี่ยนไปได้ เป็นคนละคน จากเราอาจเป็นไม่ใช่เรา
 
    ทางแก้ใด ที่คิดตอนใจไม่สงบ ไม่เห็นตามจริง ไม่ครบถ้วน
    จะเป็นทางแก้ที่มั่นคง เป็นจริง และรัดกุมได้หรือ
 
     ความเร็วเป็นตัวแปรที่สิ่งแวดล้อมต้องการ
     แต่สิ่งที่สิ่งแวดล้อมต้องการจริงๆ (และเราด้วย) คือทางแก้ที่ถูกต้องและยั่งยืนต่างหาก
     เหมือนโบราณว่า ทำการใหญ่ ใจต้องนิ่ง
     ไม่ใช่คำพูดเล่นๆนะครับ
 
    เวลาเจอปัญหาใหญ่ เคลียร์ใจก่อนครับ ให้นิ่งเท่าที่จะนิ่งได้
    ทางแก้ไว้ค่อยคิดหลังจากนั้นครับ..
 
https://neopositive.wordpress.com




 

Create Date : 14 มิถุนายน 2564    
Last Update : 14 มิถุนายน 2564 21:21:00 น.
Counter : 97 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ข้อคิดจากเพลง - ปัญญา หา ปัญหา



     มีเนื้อเพลงท่อนหนึ่งของพี่แอ๊ดคาราบาว อยู่ในเพลงสัญญาหน้าฝน
     ตั้งแต่ได้ยินครั้งแรก ก็สะดุดใจชวนให้คิด
    เป็นควาย มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี
    
     เนื้อเพลงโดยรวม เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่ง รอคนรักที่สัญญาว่าจะกลับมาหน้าฝน แต่ก็ไม่กลับมาเสียที
     แล้วก็มาถึงท่อนรับ
     ‘มองเห็น ควายตัวผู้ตัวเมีย คลอเคลีย แล้วให้คิดอิจฉา
     เป็นควาย มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี’
 
     ก็จริงนะ หลายปัญหา เกิดจากปัญญาความคิดอ่านของเราเอง
     คิดได้มาก ก็มีความเห็นได้มาก ได้หลายมุม ได้ลึกหลายชั้น ปัญหาก็มากตาม
     เป็นควาย เป็นสัตว์ระดับที่คิดอะไรไม่ได้ ปัญหาก็น้อย ก็ไม่มี
 
     อาหารซ้ำซาก ก็เคี้ยวไป
     อากาศไม่ค่อยดี ก็ปรับไป ร้อนก็แช่โคลน ฝนตกก็หลบร่มไม้
     ไม่มีคู่ ก็เดี๋ยวหาใหม่ ฤดูหน้า
     เหนื่อย ก็พักหน่อย
 
     แต่พอเป็นเรา
     อาหารซ้ำซาก กินไม่ลง ต้องหาเปลี่ยน เสียทั้งเวลาทั้งเงินทอง ไปจนถึงทะเลาะกับแม่ครัว
     อากาศไม่ค่อยดี ต้องซื้อแอร์ตู้เย็นเครื่องทำน้ำอุ่นมาแก้ ยิ่งมีเรื่องยิ่งเยอะ สุดท้ายอยู่กับธรรมชาติไม่ได้เลย ขาดแอร์ก็ไม่ได้ กินน้ำไม่เย็นก็ไม่ได้ อาบน้ำไม่อุ่นยิ่งไม่ได้
     ไม่มีคู่ ทำไมคนอื่นเขามี พอมี ทำไมเค้าไม่เข้าใจ ทำไมของคนอื่นไม่มีปัญหาอย่างเรา สรุปมีก็ยุ่งไม่มีก็ยุ่ง
     เหนื่อย ถ้าเหนื่อยกายนอนพักก็อาจหาย ทว่าเหนื่อยใจนอนพักอาจไม่หาย
 
     ..อย่างไรก็ตาม
    เพราะการเห็นปัญหาเช่นกัน ที่นำเราไปสู่ปัญญาอีกระดับ
     เวลาทำงาน ไม่เห็นปัญหา ก็ไม่เกิดการคิดแก้ไข ก็ปล่อยให้เป็นไปอยู่อย่างนั้น องค์กรก็ไม่พัฒนา
     ชีวิต ไม่เจอปัญหา ก็ไม่แกร่ง ก็ไม่อาจก้าวหน้าได้
     จิต ไม่เห็นทุกข์ ไม่อยู่กับทุกข์ ก็ไม่อาจพ้นทุกข์ ดังอริยสัจสี่
 
    ปัญญาคิดอ่านทั่วไป จึงอาจนำมาสู่ปัญหา
    แต่ปัญหาทั่วไปนี่ล่ะครับ จึงอาจนำมาสู่ปัญญาที่สูงขึ้น

    ปัญญา ที่อาจนำไปสู่ความน้อยลงแห่งปัญหาทั้งมวล หรือสิ้นไปไม่มีอีกเลย
 

https://neopositive.wordpress.com




 

Create Date : 13 มิถุนายน 2564    
Last Update : 13 มิถุนายน 2564 4:12:08 น.
Counter : 218 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

แฟชั่นกับฟังก์ชั่น



     เวลาเราซื้อหรือใช้จ่ายอะไร มักจะมีเกณฑ์ตัดสินใจอยู่สองอย่าง
     ซื้อโดยแฟชั่น คือแบรนด์ดัง เน้นที่คนนิยม (กระแสว่าดี เราก็มักจะเห็นว่าดี)
     หรือซื้อโดยฟังก์ชั่น คือเราพิจารณาเองว่าดี เน้นที่ตอบโจทย์ตัวตนเรา (มักจะไม่สนใจว่าคนอื่นคิดไง)
 
     สมมติกินอาหารสักร้าน เราชิม แล้วจึงเห็นว่าอร่อยหรือไม่อร่อย ..อันนี้ฟังก์ชั่น
     เห็นกระแสเค้าบอกว่าร้านนี้อร่อย เลยบอกอร่อย ส่วนร้านโนเนม ข้างทาง ไม่ดัง ก็เลยบอกไม่อร่อย ..อันนี้แฟชั่น
 
     ฟังเพลงสักเพลง อืม เพราะ ไม่เพราะ ชอบไม่ชอบ ..อันนี้ฟังก์ชั่น
     ด้วยเพลงนี้ดัง จึงบอกเพราะ ส่วนเพลงโนเนม ไม่เป็นกระแส ก็เลยบอกงั้นๆ ..อันนี้แฟชั่น
 
    จริงๆจะเป็นแฟชั่นหรือฟังก์ชั่น ก็แล้วแต่เราเลือก ได้หมด
    แต่แฟชั่นจนลืมตัว หรือการตามกระแสมากเกินไป จนเสียตัวตนไปโดยไม่รู้ตัว ก็มีอยู่มาก
 
     ตย.เช่น อะไรๆก็ทำด้วยตา
     กินอาหารด้วยตา
     ฟังเพลงด้วยตา
     กระทั่งเล่นดนตรีด้วยตา
     งงไหมครับ? ทำได้ไง
 
     ทำงี้ครับ เห็นข่าวมา(ด้วยตา) ว่าเพลงนี้ปัง เพลงนี้อินเทรนด์ ..พอฟังเลยบอกเพราะ
     ลองไม่เห็นข่าวก่อนไหมครับ? หลับตา เปิดเพลงให้ฟัง 3 เพลง เพลงดังเป็นหนึ่งในนั้น บอกได้ไหมว่าเพลงไหนปัง?
     ข้าวมันไก่ต้องร้านนี้ ข้าวขาหมูต้องร้านนั้น
    ปิดชื่อร้านได้ไหมครับ? ให้คนซื้อมากินบ้าน ใส่มา 3 จานเหมือนกัน กินแล้วบอกได้ไหม จานไหนคือร้านนั้น?
     เวลาลองเครื่องดนตรีหรือเครื่องเสียง พอรู้ราคา รู้ยี่ห้อ เราจะมโนว่าเสียงเพราะ
     ปิดยี่ห้อได้ไหมครับ? เอากระดาษแปะ เล่นแล้วฟังซาวด์ เปิดแล้วฟังเสียง บอกได้ไหม ว่าอันไหนเสียงดีสุด? อันไหนแพงสุด?
 
     ส่วนใหญ่ตอบไม่ตรงหรอกครับ (ผมก็ตอบไม่ตรง ใครจะไปรู้)
     ส่วนใหญ่จึงเป็นการซื้อตามแฟชั่นมากกว่าฟังก์ชั่น ตามกระแสเกินจริง
 
    และสุดท้ายก็ไม่ได้ตอบโจทย์ตัวเองด้วยซ้ำ ทำเพื่อคนอื่น ซึ่งเป็นใครก็ไม่รุ
     เสียเวลาโดยไม่จำเป็น และไม่รู้จบ กระแสเปลี่ยนเราก็เปลี่ยนตามไปเรื่อยๆ
     ดีไม่ดีเสียเงินเพิ่มเข้าไปอีก เพราะแบรนด์ดังมักจะแพงกว่าโนแบรนด์
 
    แฟชั่น ตามกระแส บางครั้งก็จำเป็น ก็มีบ้าง อยู่ในสังคม
    แต่ฟังก์ชั่น ตอบตัวตนเราแท้จริง ย่อมสำคัญกว่า
     ใช้ปากชิมรส ใช้หูฟังเสียง ใช้กายรับสัมผัส ..แล้วตัดสินใจ ไม่ใช่ด้วยตา และไม่ใช่เพื่อคนอื่น
     จะมือถือ รถ เสื้อผ้า หนัง เพลง คอนเสิร์ต เกมโชว์ คลิป ร้านอาหาร ห้าง สเต็ค เบียร์ ของกิน ของใช้ ของเล่น อีกมากมาย
 
     ..เงินเรา ถ้าสุดท้ายไม่ตอบตัวตนเราสักนิด ก็แอบน่าเสียดายนะครับ


https://neopositive.wordpress.com




 

Create Date : 11 มิถุนายน 2564    
Last Update : 11 มิถุนายน 2564 21:21:41 น.
Counter : 109 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ข้อคิดจากหนัง - It's only a problem if you have a solution




     หนังแอบเก่านิดนึงครับ
     เรื่อง Up in the air (2009) ตัวแสดงหลักคือ George Clooney
     เนื้อเรื่องเกี่ยวกับพระเอก ที่ทำหน้าที่ไล่คนออกตอนบ.ใดๆต้องการ lay off พนักงาน
     เวลาบ.ไหนต้องลดคนแล้วไม่อยากทำเอง หรือทำเองไม่ได้ (เพราะโอกาสสูงที่พนักงานจะอาละวาด) ก็จ้างบ.พระเอกทำ ซึ่งเขาก็ทำได้ดีมาก พูดเก่ง เข้าใจคนในอารมณ์วิกฤติได้ดี
 
     ตอนนั้นผมไม่รู้จักหนังเรื่องนี้ด้วยซ้ำ แค่อยากหาหนังที่ความหมายดีๆ และตัวแสดงนำน่าเชื่อถือหน่อย ก็มาเจอ
     ..แล้วก็ไม่ผิดหวัง
 
     มีฉากหนึ่ง ที่คนพูดถกปัญหาที่ไม่มีทางแก้กัน และเสียเวลา
     พระเอกจึงพูดคำนี้ It's only a problem if you have a solution’
     “มันเป็นปัญหาถ้าเรามีทางออก”
 
     จำได้เลย ว่าความรู้สึกตอนนั้นคืองงๆ  pause หนัง และหยุดทำความเข้าใจ
     ปกติ งานประจำวัน จะสอนเราว่า when there is problem, we need to find solution
     “เมื่อมีปัญหา เราต้องหาทางแก้”
     แต่ประโยคนี้ “มันเป็นปัญหาถ้าเรามีทางออก”
 
     มันยังไงหว่า พูดผิดหรือเปล่า?
    ดูย้อนแย้งชอบกล
 
     มาคิดๆดู อ่อ ไม่ผิดแฮะ
     จริงของพระเอก เราแปลไม่ครบ
 
     พระเอกน่าจะหมายถึง
    “มันจะเป็นปัญหา ก็ต่อเมื่อเรามีหนทางจะแก้ไขได้”
 
    ก็ถ้ามันไม่มีทางแก้อะไรได้เลย จะกังวลไปทำไม
    เราไม่ควรเรียกสิ่งนั้นว่าปัญหาเสียด้วยซ้ำ ตั้งแต่ต้น
 
     กลัวสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
    เซ็งเรื่องที่ผ่านไปแล้ว
     กังวลในสิ่งที่เราดีที่สุดแล้ว และไม่รู้จะทำอะไรให้ดีไปกว่านี้ได้แล้ว
 
    ในเมื่อมันไม่มีทางทำอะไรได้อีกแล้ว ไม่มีทางออกดีกว่านี้อีกแล้ว
    สิ่งนั้นจึงไม่ควรเป็นปัญหา เราควรเอาแรงไปคิด ไม่กังวล ไปแก้ไขสิ่งที่ทำได้จึงจะถูก
 
     ..ชอบมากครับ
     “มันจะเป็นปัญหา ก็ต่อเมื่อเรามีหนทางจะแก้ไขได้”
     It's only a problem if you have a solution..


https://neopositive.wordpress.com




 

Create Date : 10 มิถุนายน 2564    
Last Update : 10 มิถุนายน 2564 6:23:10 น.
Counter : 272 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Internet อาจยิ่งทำให้ไม่รู้(?)



     เรื่องมีอยู่ว่า ผมโตขึ้นมากับยุคที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต
     เวลาอยากรู้อะไรสักอย่าง อยากเช็คข่าวอะไรสักชิ้น มันยุ่งยาก ต้องหาหนังสืออ่าน ถามผู้ใหญ่ ถามครู (แน่นอนเราคงไม่ไปถามเพื่อนเพราะก็คงไม่รู้พอกับเรา) หรือบางที กระทั่งอุตส่าห์ดั้นด้นไปค้นหาจากห้องสมุด
     สุดท้ายก็จะได้รู้ ว่าอ๋อ มันอย่างนี้นี่เอง! และมักจะได้ของแถมในภาพรวม คือส่วนที่ไม่ได้เป็นคำถามโดยตรงแต่แรก ก็พาลรู้ครอบคลุมไปด้วยโดยปริยาย
 
     แต่พอมี Internet..
     Search เคาะเดียวเจอ สะดวกแท้ แรกๆก็เห็นแต่ข้อดี จากไม่รู้ทำให้รู้
     มาสังเกตๆไป เอ ทำไมข้อมูลไม่ตรงกัน ทำไมลึกถี่ถ้วนไม่เท่ากัน ทำไม…ฯลฯ
     มาพบว่า ในเมื่อใคร search ก็ได้ ฉะนั้นใครเขียนก็ได้
 
     อ่าว แล้วคนเขียนแต่ละคนรู้จริงไหม ก็ต้องหาวิธีเช็ควิธีเทียบ รู้ความตื้น/ลึกของประเด็น แต่คนไม่เทียบก็มี
     อันนี้อันตรายสุดๆ เมื่อ search เจอปุ๊บ ก็นับว่าจากไม่รู้เป็นรู้ละ (แต่ที่รู้มันอาจไม่ถูก)
 
     การไม่รู้แต่เข้าใจว่ารู้แล้ว เป็นอันตรายใหญ่กว่าการไม่รู้
     เพราะน้ำเต็มแก้วโดยไม่รู้ตัว จะปิดรับการเติม
     แต่ก่อนคนไม่รู้ยังพอมีแวว(เล็กๆ)จะระวังว่าตัวเองไม่รู้ เพราะไม่เคยได้ยินได้ฟัง ยังมีความกลัวหน้าแตก
     ตอนนี้ใครๆก็เข้า Internet ได้  ใครๆก็พูดกันได้หมด
 
     ยิ่งใช้ Internet จึงอาจยิ่งเพิ่มความไม่รู้ขึ้นไปเรื่อยๆซะงั้น


https://neopositive.wordpress.com




 

Create Date : 08 มิถุนายน 2564    
Last Update : 8 มิถุนายน 2564 22:30:47 น.
Counter : 110 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  
 
 

นีโอ Positive
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




พูดคุยความคิดดีๆ เพื่อสังคมที่น่าอยู่
[Add นีโอ Positive's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com