.์์.นีโอ Positive..
 

สัตว์พูดได้




     บ้านผมสัตว์เลี้ยงเยอะมากครับ ตั้งแต่จำความได้ก็มีสัตว์เลี้ยงสารพัด หมา แมว นก ไก่ ปลา เต่า กระรอก และก็มีสัตว์แปลกๆอยู่บ้างประเภทหลุดมาจากไหนไม่รู้ ก็เลยเลี้ยงเอาไว้ หรือพี่ชายไปซื้อมา (แต่ส่วนใหญ่จะหมาแมวพเนจรครับ ถูกทิ้งมั่ง พิการมั่ง ก็รับเลี้ยงไว้)
     ชนิดค่อนข้างหลากหลาย แถมจำนวนก็เยอะอีกต่างหาก
     กระทั่งโตขึ้นมาก็เลยติดเป็นความเคยชินครับ ขาดไม่ได้ ถ้าไม่มีจะรู้สึกเหมือนผิดปกติอะไรไป
 
     ด้วยความที่อยู่กับสัตว์เลี้ยงมานาน กลายเป็นเหมือนเราเข้าใจเค้าได้ลึกไปหน่อย
     และพอเล่าให้ใครฟัง กลับกลายเป็นคนฟังไม่เข้าใจแทน
 
    เคยไหมครับ? พูดอะไรแบบนี้ไปแล้วโดนหาว่าบ้าป่าว คิดไปเองป่าว
- เวลาเราเศร้า หมาแมวเข้าใจเรา มันจะมองตาเรา เลียเรา พยายามจะบอกว่าเค้ารู้นะ
- เวลาเราหงุดหงิด หมาแมวรับรู้ได้ มันจะตัวแข็งๆ ไม่ไว้ใจ ระวังตัว
- มองหน้าหมาแมว ก็พอรู้ว่าตัวผู้หรือเมีย เพราะหน้ามันไม่เหมือนกัน
- พูดกับหมาแมวรู้เรื่อง และมันก็ตอบด้วย บางครั้งนก ไก่ หรือกระรอกก็เป็น
- สื่อสารความรักกับสัตว์ได้ทุกชนิด นก เต่า กระรอก ไก่ กระทั่งงู พวกเค้าสัมผัสได้เวลาเรามองตาเขา ลูบเขา อุ้ม หรือคุยกับเขา และเค้าจำเราได้
 
     ผมยืนยันว่าผมไม่ได้บ้า หรือคิดไปเอง มันมีอยู่จริง และก็เจอคนที่คิดเหมือนกัน
     และผมก็ไม่ว่ากัน ที่บางคนไม่ได้เลี้ยงสัตว์เลยไม่เข้าใจ
     หรือถึงเลี้ยงแต่ก็เห็นสัตว์เป็นแค่สัตว์ เลยไม่เข้าใจอยู่ดี
 
     แต่ข้อสรุปผมคือ เรื่องบางเรื่อง เป็นโลกขนานครับ ออกแนวความเชื่อ อย่าคุยกันเลยครับ
     ยิ่งคุยยิ่งไม่เข้าใจ เสียเวลา ดีไม่ดีจะพาลทะเลาะกันเสียเปล่าๆ
     เรื่องทำนองความเชื่อนี้ นำไปประยุกต์ใช้ได้อีก เช่น เรื่องศาสนา เรื่องการเมือง คืออย่าไปตัดสินกันจะดีกว่า แม้เราจะนึกว่าเราใช้เหตุผลอธิบายหรือพูดคุยดีๆ แต่เพราะมันไม่ใช่เหตุผลล้วนๆมาตั้งแต่แรก การคุยจึงมักจะไม่พ้นทะเลาะเบาะแว้ง
 
     ..แปลกดี
     คนเราพูดภาษาเดียวกัน กลับไม่เข้าใจและทะเลาะกัน
     แต่กับสัตว์ ที่พูดคนละภาษา กลับเข้าใจกันได้?

     ..ว่าแล้ว เดี๋ยวเดินไปหามาอุ้มสักตัวดีกว่า

https://neopositive.wordpress.com




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2564    
Last Update : 2 มิถุนายน 2564 17:54:32 น.
Counter : 152 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ไม่เที่ยง ไม่ได้แปลว่าอย่าพยายาม



     มีอยู่เรื่องหนึ่ง ผมคิดว่าคนน่าจะเข้าใจไม่ตรงกัน หรือผิดเพี้ยนไป
     คือความหมายคำว่าไม่เที่ยง (อนิจจัง)
 
     คำสอนเรื่องไม่เที่ยง (ในไตรลักษณ์) จะประมาณว่า ทุกสิ่งไม่แน่นอน (เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป) เปลี่ยนแปลงได้ตลอด ควบคุมไม่ได้
     ทีนี้ เลยอาจทำให้บางคนเข้าใจผิด ว่าพยายามไปก็เท่านั้น เพราะมันควบคุมไม่ได้ และไม่มีทางเป็นไปอย่างที่เราต้องการได้
 
     กลุ่มสุดโต่งก็อาจไม่ทำอะไรเลย ไม่ขวนขวาย โดยเอาคำนี้มาเป็นข้ออ้าง
     อีกกลุ่มคือไม่สุดโต่งนัก แต่อาจถอยอย่างรวดเร็ว ไม่พยายาม หรือพยายามแต่ไม่สุด เหนื่อยก็พัก ติดก็เลิก โดยยึดหลักว่าพยายามสุดก็ใช่ว่าจะได้ผล อย่าฝืนหลักธรรมชาติหรือหลักไตรลักษณ์ ทำนองนั้น
     หรือกระทั่งมองว่า ความพยายามกลายเป็นกิเลสเสียอย่างนั้น
     ผมขออนุญาติแชร์คหสต.นะครับ
 
     ..ทำไมวิศวกรถึงสร้างยานอวกาศไปดวงจันทร์สำเร็จได้? ถ้าทุกสิ่งไม่เที่ยง ระดับอนุภาค อะตอม โมเลกุล พลังงาน มันต้องมีอะไรสักอย่างที่ควบคุมไม่ได้ และทำให้ยานต้องผิดพลาด
     ..ทำไมคนที่พยายาม ถึงได้ผลมากกว่าคนที่ไม่ทำอะไร? ถ้าในเมื่อทุกสิ่งไม่เที่ยง ควบคุมไม่ได้ ความพยายามก็ต้องควบคุมไม่ได้ ผลก็ต้องควบคุมไม่ได้เช่นกัน ผลจึงไม่ควรจะเกิด
     ..รวมถึง พระพุทธเจ้าท่านก้อทรงทำงานหนัก พยายามสอนคนมากมาย ตื่นแต่เช้า พักผ่อนน้อย เสี่ยงอันตรายก้อมาก จะทำไปทำไม ในเมื่อหวังผลไม่ได้ ทุกอย่างควบคุมไม่ได้?
 
     คำว่าไม่เที่ยง น่าจะหมายถึง ทุกสิ่งไม่เที่ยง’ตามเหตุตามปัจจัย’นะครับ มันเปลี่ยนแปลง ไม่แน่นอน ควบคุมไม่ได้ ‘ตามเหตุตามปัจจัย’เท่านั้น
     ไม่ใช่เปลี่ยนแปลง ไม่แน่นอน ควบคุมไม่ได้ แบบไร้เหตุไร้ผล อันนั้นน่ากลัวครับ
 
     ฉะนั้น เมื่อเราควบคุมเหตุและปัจจัยให้ได้มากที่สุด โอกาสควบคุมผลจึงมีมากขึ้นตามไปด้วย
     การควบคุมเหตุปัจจัย คือการเรียนรู้ การทำความเข้าใจตามที่มันเป็นจริง และความพยายามควบคุมส่งเสริมให้มันอยู่ในกรอบความเป็นจริงนั้น ผลของการกระทำนั้นก็จะมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น
     เรียนหนังสือ เหตุปัจจัยคือความเข้าใจในเนื้อหา แบบฝึกหัด การลงมือปฏิบัติ ..เมื่อพยายามเรียนรู้ ก็เข้าใจตามเป็นจริง และก็สอบได้ดี ..เมื่อไม่พยายาม ก็สอบตก ได้คะแนนไม่ดี
     ทำงาน เหตุปัจจัยคือความเข้าใจในเนื้องาน การจัดการระบบ รู้เท่าทันเรื่องคน ..เมื่อพยายามทำหรือเรียนรู้ถูกเรื่อง ก็เข้าใจตามจริง และก้าวหน้า ..เมื่อไม่พยายาม หรือพยายามไม่ตรงตามความจริง มันก็ติดขัด
 
     แต่ใช่ว่าทุกเหตุปัจจัยเราจะเห็นหมด หรือเข้าใจได้หมด
     เอาแค่ฟิสิกส์(แค่ส่วนหนึ่งของวิทยาศาสตร์) พิสูจน์ได้ชัดเจน เราเข้าใจได้หมดเหรอ? ยังเป็นไปไม่ได้เลย เพราะมันยากเหลือกำลัง ฉะนั้นเราจึงเข้าใจได้แค่เท่าที่ปัญญาเราจะรับไหว ซึ่งแต่ละคนรับได้ไม่เท่ากัน
     จะนับประสาอะไรกับสิ่งที่มองไม่เห็น พิสูจน์ไม่ได้ชัดเจน และอยู่เหนืออำนาจของเรา เช่น พระประสงค์พระเจ้า ภพชาติ หรือระบบกรรม-วิบากกรรม
     ฉะนั้น ถ้าเรามีบาป เรามีกรรม หรือมีอะไรบางอย่างติดค้าง และต้องชดใช้ในเรื่องๆนึงณ.เวลาหนึ่งๆ  ให้เราพยายามให้ตายในเรื่องนั้น ยังไงมันก็ไม่ได้ เพราะมันไม่ตรงตามจริง (แต่เราไม่รู้) จนเมื่อเราหลุดการติดค้างเรื่องนั้นเมื่อไร มันจึงจะได้ผล
 
      ‘ไม่เที่ยง’ จึงน่าจะเน้นหมายความที่จุดนี้ ประเด็นว่ามัน’ยังมี’เหตุมีปัจจัยบางอย่างที่เราไม่เห็นและไม่เข้าใจ
     ฉะนั้นพยายามให้สุดในเหตุปัจจัยที่เข้าใจ แต่ถ้ามันไม่ได้จริงๆ ก็ไม่ต้องไปเสียใจหรือเจ็บปวดไม่ยอมปล่อย ให้ปล่อยวางบ้าง เพราะอาจมีเหตุปัจจัยอื่นที่เราไม่เห็นและเหลือวิสัยจริงๆ
     ไม่ใช่ไม่พยายามตั้งแต่ต้น หรือถอยเร็วเกินไปกระทั่งเหตุปัจจัยที่เห็นๆและเข้าใจได้ชัดๆ

 
     ความพยายามเป็นเรื่องเป็นราวไม่ควรจะใช่กิเลสนะครับ(มันน่าจะคือฉันทะมากกว่า) เลี้ยงดูพ่อแม่ ตั้งใจเรียนหนังสือ อุตสาหะทำงานให้ดี ดูแลครอบครัว ถือศีลลดบาปปฏิบัติธรรม สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ หรือกระทั่งส่งยานไปสำรวจดวงจันทร์ - ตราบใดที่เจตนากุศล
     ไม่ใช่พยายามปรนเปรอความสุข กิน เที่ยว ซื้อ สะสม อวด จึงจะเป็นกิเลส
     ..ไม่อย่างนั้น ก็ชวนตั้งคำถาม ว่าชีวิตจะก้าวหน้าได้อย่างไร โลกจะพัฒนาได้อย่างไรครับ


https://neopositive.wordpress.com




 

Create Date : 29 พฤษภาคม 2564    
Last Update : 6 มิถุนายน 2564 16:37:50 น.
Counter : 132 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ดูลมหายใจทำไม



     เราอาจจะเคยได้ยินคนพูดกันบางครั้ง ว่าเวลาไม่สงบให้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ให้หายใจเข้าออกช้าๆ หรือแม้กระทั่งได้ยินคนที่ฝึกสมาธิพูดเรื่องการสังเกตลมหายใจเข้าออก มันมีประโยชน์จริงมั้ยนะ สมมติว่าดีแล้วมันดียังไง

     ประโยชน์มีหลายอย่างเลยนะครับ

     เราต้องยอมรับก่อน ว่าใจกับกายมันมีส่วนที่ผูกกันอยู่ เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจกลไกการทำงานก็ได้ว่ามันผูกกันยังไง รู้แต่ว่ามันผูกกันก็พอ เช่น เวลาตื่นเต้นเหงื่อจะแตก (ใจตื่น เหงื่อกลับออกได้ทั้งที่ไม่ได้ร้อน) เวลาเจอคนที่ชอบใจจะเต้นตึกตัก (ใจพิศวาส หัวใจกลับเต้นเร็วขึ้นได้ทั้งที่ไม่ได้เหนื่อย) หรือความเครียดจะทำให้เป็นโรคต่างๆ (ใจกังวลกลัดกลุ้ม ร่างกายกลับเกิดสารพิษหรือทำงานผิดปกติไปได้) อันนี้คือ’ใจนำกาย’

     ในมุมกลับ ‘กายนำใจ’ก็มีเหมือนกัน เช่น เวลานอนน้อยนอนไม่พอ จะมองโลกหงุดหงิดไปหมด มีแต่มุมลบๆ (ร่างกายอ่อนแอ ใจก็พาลอ่อนแอตามไปด้วย) หรือ เวลาทำอะไรช้าๆ ดูอะไรช้าๆ อยู่กับธรรมชาติเอื่อยๆ ใจจะสงบ ใจเย็น มองโลกแง่บวก (พอร่างกายช้า ใจก็จะช้าและนิ่งสงบตามไปด้วย)

     ลมหายใจ(ส่วนหนึ่งของร่างกาย) จึงมีประโยชน์ในมุมที่สามารถใช้ช่วยดึง, ประคอง, ยึด, นำจิตใจได้

- เวลาใจไม่สงบ เรามักจะติดอยู่กับความคิดความกังวลอะไรบางอย่าง วนเวียนไป แล้วลมหายใจเรามักจะเร็วขึ้น สั้นขึ้น ผิดจากยามปกติโดยที่เราไม่รู้ตัว อันนี้เข้าข่าย’ใจนำกาย’ คือใจทุกข์ก็พาลนำกายให้มีความเปลี่ยนแปลงวุ่นวายตามไปด้วย
- การสูดหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ มันเป็นการทำ’กายนำใจ’ เพราะใจจะมาจับที่ลมหายใจแทน ใจก็จะหลุดจากความคิดความกังวลที่ครุ่นติดอยู่นั้น ทำให้ลืมคิดชั่วขณะ พอลืมคิดก็ทำให้เป็นสุขได้ในชั่วครู่นั้น

- ถ้ามีลมหายใจออกยาวๆด้วย และต่อเนื่องเข้าออกยาวๆต่อไปอีก ลมหายใจก็จะช้าลง มีแนวโน้มกลับสู่ภาวะหายใจปกติ คือหายใจช้าๆ สบายๆ ไม่เร่งรีบ พอใจตามไปยึดลมหายใจแบบนั้นได้นานขึ้น ตัวใจเองก็ใกล้เคียงจะกลับสู่ภาวะปกติเช่นกัน คือ ไม่เร่ง สงบ สบายใจ
- ถ้าสมมติเราหยุดทำอะไรทุกอย่างเลย นั่งพักเฉยๆ ดูลมหายใจอย่างเดียวเลยล่ะ? ถ้าทำได้นานพอ และใจยึดกับลมหายใจได้จริงๆ นั่นก็คือความเป็นสมาธิอย่างหนึ่ง ก็คือลืมโลกภายนอกทั้งหมด ไม่มีความวุ่นวายใดๆ ใจก็จะสงบ นิ่ง มีความสุข

- ถ้าสมมติต่อไปอีก ว่าไม่ใช่แค่เอาใจ’ยึด’ลมหายใจ แต่สังเกตความเป็นไปของมันด้วย มันเข้าหรืออก ช้าหรือเร็ว สั้นหรือยาว ร้อนขึ้นหรือเย็นลง ติดขัดตรงไหนไหม มีความคิดความกังวลอะไรมาแทรกไหม ใจกำลังดึงกลับไปนึกถึงเรื่องอะไร…
     
     เราจะเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่อยู่กับเรามาตลอดแต่ถูกมองข้าม คือความเปลี่ยนแปลงไปมาของทั้งจิตใจและลมหายใจ มันไม่นิ่ง ไม่คงที่ มันต้องเปลี่ยนแปลง ความคุมไม่ได้ ไม่รู้เพราะอะไร รู้แต่ว่ามันไม่เที่ยง
     อันนี้จะเป็นปัญญารูปแบบหนึ่ง ก็คือทำให้ความยึดติดปัญหายึดติดความคิดความกังวลน้อยลง เพราะเดี๋ยวอย่างไรมันก็จะผ่านไป มันจะเปลี่ยนแปลง มันต้องจบ ไม่ต้องไปสนใจหรือทำอะไรมาก
 
     ลมหายใจมีประโยชน์มากนะครับ อยู่กับเราฟรีๆไม่เสียตังค์ แต่บางทีอะไรฟรีๆเราก็ไม่เห็นค่า
     ลองดูไม่มีอะไรเสียหายครับ
 




 

Create Date : 28 พฤษภาคม 2564    
Last Update : 15 มิถุนายน 2564 13:16:49 น.
Counter : 111 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

สมาธิอยู่รอบตัวเรา



    ในโลกปัจจุบันที่แสนวุ่นวายและหมุนเร็ว เราต้องเสพย์ข้อมูลมากมายเพื่อตามโลกให้ทัน
    เรื่องทำมาหากิน บางทีเรายังรู้ไม่ครบ เรื่องตอบความสุขตัวเองตอบเรื่องส่วนตัว บางทีก็ยังไม่มีเวลา จะนับประสาอะไรกับเรื่องนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ ไกลตัวและแลดูยุ่งยาก เช่น การทำสมาธิ
    จะเอาเวลาที่ไหนไปศึกษา
    และยิ่งเราวุ่นกับทางโลกเท่าไหร่ โอกาสจะเปิดรับทางธรรม(ไม่ว่าศาสนาหรือหลักการใด)ก็ยิ่งยากขึ้นทุกที เหมือนโลกคู่ขนาน เพราะทำด้านเดียวยังทำไม่ทันเลย ริจับปลาสองมืออาจยิ่งหลุดทั้งคู่
 
    ถ้าในแง่ทฤษฎี เช่นทางพุทธศาสนา สมาธิจะแบ่งเป็นระดับ เช่น สมาธิสั้นๆแต่รู้ตัวตลอด, สมาธิต่อเนื่องได้ระดับหนึ่ง, ไปจนถึงสมาธิลึกและไม่รับรู้โลกภายนอก มีคำศัพท์เทคนิคเฉพาะทาง ฟังหรือศึกษาอาจรู้สึกว่ายุ่งยาก
 
    แต่ในแง่ภาคปฏิบัติง่ายๆ สมาธิมีบางส่วนอยู่รอบตัวเราอยู่แล้วครับ และไม่จำเป็นต้องฝึกฝนด้วยวิธีเฉพาะทางอะไร เป็นธรรมชาติของจิตใจอยู่แล้ว
    เวลาเราทำอะไรสักอย่าง ถ้าเราจดจ่อ ตั้งใจ มุ่งมั่น ใจไม่แส่ส่ายวอกแวกไปเรื่องอื่นใดเลย เท่านั้นก็เป็นสมาธิ และเป็นการฝึกฝนสมาธิไปในตัว เมื่อฝึกเรื่อยไป ทำจนเป็นนิสัย จิตใจเราก็จะแข็งแรงขึ้น เรียกใช้งานได้มั่นคงขึ้น

    อ่านหนังสือสักเล่ม
    ดูหนังสักเรื่อง
    ฟังสัมมนาสักหนึ่งหัวข้อ
    ฟังเพลงสักหนึ่งเพลง
    อยู่กับคนที่รัก หรือทำสิ่งที่ชอบ

    ถ้าใจเรามุ่งเพียงสิ่งนั้นอย่างแรงกล้า บางครั้งเราก็จมเข้าไปเลย ลืมคิด ลืมสิ่งที่กังวล ลืมโลกภายนอก เสมือนไม่มีโลกภายนอกอยู่ ถึงเรามีประสาทสัมผัสอยู่แต่ไม่ได้รับรู้ (ผัสสะไม่เกิด) โมเมนต์นั้นจึงเป็นสมาธิที่ดี เป็นสมาธิโดยธรรมชาติ และสังเกตว่าเราจะทำสิ่งนั้นๆได้ดีมาก ลึก มีคุณภาพ และไม่ค่อยลืม
 
    อุปสรรคที่เด่นๆต่อสมาธิแบบนี้หรือการฝึกสมาธิแบบนี้ ..สมมติว่าเราดูหนังสักเรื่องแล้วกัน
    มือถือแทรก - ใจเราจะหลุดมาที่มือถือ แล้วใจก็กลับไปที่หนังใหม่ และก็กลับไปมา สมาธิจะต่อเนื่องได้อย่างไร ก็ไม่เกิดพลังและการพัฒนา
    พูดคุยกัน - ใจเราก็จะหลุด
    มีคนมาแทรก - ใจเราก็หลุด
 
    ฉะนั้น ในโลกที่วุ่นวายนี้ เราควรมีเวลาสงบและอยู่เงียบๆบ้าง ไม่ต้องมีมือถือ ไม่ต้องพูดคุยกัน และไม่ต้องมีอะไรมาแทรก (ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องไม่ได้สำคัญอะไร)

    และก็ทำเรื่องโลกๆตามปกติ

    สมาธิก็อยู่รอบตัวเราอยู่แล้ว เราก็จะมีสมาธิ และได้ฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอครับ
 




 

Create Date : 27 พฤษภาคม 2564    
Last Update : 27 พฤษภาคม 2564 20:48:46 น.
Counter : 88 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

จัดอับดับประเทศมีความสุข



     อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ บางคนอาจจะหาว่าแปลก แต่ก็เชื่อว่ามีหลายคนคิดเหมือนกัน
     คือเวลาเค้าจัดลำดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก ผมสงสัยเสมอว่าประเทศอื่นจะมีความสุขกว่าประเทศไทยของเราได้ยังไง?
                  
     ขอตั้งสมมติฐานก่อนนะครับ จะได้คิดไปในกรอบเดียวกัน
1. หัวข้อคือ ‘ความสุข’ อย่างเดียวนะครับ ไม่ได้พูดถึง ความเจริญ, ความคิดสร้างสรรค์, ความรวย, ความขยัน, ฯลฯ หัวข้อเหล่านั้นไม่เกี่ยว
2. ตัวผู้เขียนเคยไปต่างประเทศมากว่า 20 ประเทศ พอมีความรู้เปรียบเทียบได้
3. เรามองสมดุลของข้อดีและข้อเสีย มากกว่าการมองแต่ข้อเสียอย่างเดียวโดยไม่มองข้อดี หรือมองแต่ข้อดีโดยไม่มองข้อเสีย
                  
     ประเทศไทยมีความสุขได้ง่ายแบบบ้าไปแล้ว คือไม่ต้องทำอะไรเลยก็สุขได้
- อุดมสมบูรณ์ มีกินทุกอย่าง เนื้อ นม ไข่ ผัก ผลไม้ เหลือเฟือ ปลูกอะไรก็ขึ้น เลี้ยงอะไรก็ง่าย
- ทำเลทอง เป็นไข่แดงอยู่ตรงกลางคาบสมุทร ติดทั้งแผ่นดินและน้ำ มีแม่น้ำผ่ากลางหลายสาย น้ำจืดมาก ทะเลมี ภูเขาเยอะ เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐาน
- อาหารอร่อย ผมว่าที่สุดแล้วในโลก มีรสชาติ สั่งตามใจชอบได้ และความหลากหลายไม่ต้องพูดถึง ถ้าขยันจะหาจะลอง กินจนตายยังไม่ครบ
- ค่าครองชีพถูก แม้ตอนนี้จะขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังถือว่าถูกมากเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว (ตย.สิงคโปร์ใกล้ๆเรา กินอยู่แพงหมด เว้นไม่กี่อย่าง)

- ฤดูไม่เปลี่ยน คือเหมือนมีฤดูร้อนฤดูเดียว แถมมาคือบางช่วงฝนตก บางช่วงอากาศเย็นหน่อย --> คือต้องเข้าใจว่าหน้าหนาวที่มีหิมะนี่มันคนละเรื่องนะครับ หนาวถึงตาย ปลูกอะไรก็ไม่ได้ สัตว์ก็จำศีล ต้องมีแอร์พร้อมฮีทเตอร์ เตียงชักโครกรถอะไรนี่ต้องมีฮีทเตอร์หมด หิมะหนาก็ต้องเปลี่ยนยางอีก จะขับรถทีต้องเตรียมตัวมากมาย นี่ไม่นับต้องปรับเวลา Daylight Saving อีก 2 ครั้งต่อปี หรืออีกด้าน บางประเทศก็ร้อนเสียจนปลูกอะไรไม่ขึ้น แห้งแล้งอดอยาก พืชสัตว์ก็อยู่ไม่ไหว ร้อนเกินไป
- ไม่มีภัยธรรมชาติ ของเราฝนตกน้ำท่วมนี่คือเหมือนหายนะใหญ่สุดละ บ่นกันพรึม --> คือถ้าเทียบว่าเจอแผ่นดินไหว, เฮอร์ริเคน-ไซโคลน-ทอร์นาโด, ลูกเห็บ, สึนามิ, ไฟป่า, ฤดูเปลี่ยนฉับพลัน แบบเป็นประจำทุกปี ชีวิตจะมีมุมมองถึงกับว่าเสี่ยงกับความตายตลอดเวลา

- ภาษา เชื้อชาติเดียว ทุกคนคือคนไทย พูดภาษาไทย --> ไม่ต้องพูดถึงคนขาวคนดำ หรือฝรั่งกับเอเชีย เราไม่เข้าใจหรอก เอาง่ายๆประเทศอื่นในอาเซียนนี่ล่ะ คนจีนเค้าพูดจีน ท้องถิ่นพูดมลายู แขกก็พูดฮินดี ออฟฟิศเดียวกันพูดอังกฤษ ใช่ แต่พอพักเที่ยงนั่งแยกโต๊ะตามเชื้อชาติ(เพราะจะได้พูดภาษาตน) ร้านอาหารจีนเข้าไปบางร้านพูดได้แต่จีน ร้านอาหารอิสลามบางร้านพูดได้แต่มลายู แค่หน้าตาผิวพรรณคนเข้าไปไม่ตรงกลุ่มก็ถูกมองแล้ว จะทำให้เข้าใจว่าเขาอยู่ร่วมกันไปอย่างนั้น แต่ลึกๆเขายังแบ่งเชื้อชาติกันอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- ศาสนาเสรี จะพุทธคริสต์อิสลาม(หลักๆ)ก็อยู่ร่วมกัน คุยกัน ช่วยๆกัน --> บางทีเราไม่เห็นค่า ว่าบางประเทศเขาบังคับเรื่องความเชื่อ ซึ่งมันบังคับกันไม่ได้ มันจะทรมานความรู้สึกขนาดไหน

- ใจดี ต่างชาติพูดเป็นเสียงเดียวกัน คนไทยใจดี ยิ้มง่าย ชอบช่วยเหลือ ตลก เป็นมิตร ขนาดพูดอังกฤษไม่ค่อยได้ก็ชี้โบ๊ชี้เบ๊เรียกคนนู้นคนนี้มาช่วยกันเต็มที่ --> คนหลายประเทศเขาเครียดมาก เรายิ้มให้เขาบึ้งใส่ เขาเฉย หรือเขากลับสงสัยว่าเราคิดร้าย ยิ้มให้ทำไมไม่มีเหตุผล เป็นไปได้ถึงขนาดนั้น
- ไม่เสียเอกราชช่วงถูกล่าอาณานิคม ทำให้ภาษา ประเพณี และวัฒนธรรมยังคงไว้ชัดเจน ไม่สูญพันธุ์ไม่พร่าเลือนเหมือนหลายประเทศ มีความเป็นตัวตน มีศักดิ์ศรี การแสดงก็มีเอง ดนตรีก็มีเอง บันไดเสียงยังเป็นของตัวเอง อักษรไวยกรณ์ก็ของเราเอง อาหาร ภาษา อักษร การไหว้ ความนอบน้อม พิธีรีตองประเพณีต่างๆ ล้วนเป็นของเราเองทั้งสิ้น หายากครับ ประเทศที่ยังเหลือวัฒนธรรมครบทุกด้านอย่างนี้

     นี่คือเหตุผล ว่าประเทศเรามีความสุขที่สุดในโลก มีแต่อะไรดีๆเยอะแยะ
  
     แต่แน่นอน เพราะอะไรๆสบายไปหมด มันก็ไม่ต้องดิ้นรน ก็เลยทำให้คนที่เกิดในแผ่นดินนี้ติดสบายไปหน่อย ไม่ค่อยขยัน ไม่ค่อยมีวินัย ไม่ค่อยคิดวิเคราะห์แต่เชื่อตามความรู้สึกเสียมาก ซึ่งนำไปสู่เรื่องใหญ่ขึ้น เช่นระบบทำตามคำสั่ง สมรรถภาพการแข่งขันต่ำ หรือคอร์รัปชั่น  แต่ก็เถอะ ข้อดีก็มี ข้อเสียก็แก้กันไป ช้าบ้างเร็วบ้าง ผมมองอย่างนั้น จะพูดแต่ข้อดีหรือข้อเสียอย่างเดียวก็ไม่มีประโยชน์อะไร
     และคงเคยได้ยินนิทานที่เค้าเอามาล้อกัน เรื่องพระเจ้าสร้างโลก และเผลอทำถุงของดีขาด ของดีหล่นใส่ประเทศรูปขวานตรงอินโดจีน ทำให้ประเทศนี้ไม่มีข้อเสียเลย พระเจ้าเลยเสกคนไทยขึ้นมาเพื่อถ่วงดุล บางเวอร์ชั่นก็นักการเมืองไทย และอีกหลายๆแบบ

     ทัศนคติ สำคัญกว่า ข้อเท็จจริง นะครับ
     ถ้าเราเชื่อว่าดี มันก็ดี  และถ้าเราเชื่อว่าไม่ดี มันก็ไม่ดี สมใจเราทั้งสิ้น
     นิทานเรื่องนี้ทัศนคติไม่ดีหรือเปล่าครับ มองแต่แง่ลบ

     ฉะนั้นอุปสรรคเดียวที่ทำให้เราไม่มีความสุขกับประเทศไทย ทั้งที่มีเหตุผลมากมายให้มีความสุข (ไม่ได้บอกว่าไม่มีปัญหานะครับ ถึงมีปัญหาก็มีความสุขได้)

     คือทัศนคติเรา เป็นตัวห้ามเราไม่ให้มีความสุขหรือเปล่าครับ..
 




 

Create Date : 27 พฤษภาคม 2564    
Last Update : 20 มิถุนายน 2564 10:10:23 น.
Counter : 126 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  
 
 

นีโอ Positive
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




พูดคุยความคิดดีๆ เพื่อสังคมที่น่าอยู่
[Add นีโอ Positive's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com