เพิ่มกล้ามเนื้อ กินโปรตีน จำเป็นไหม ?
เพิ่มกล้ามเนื้อ กินโปรตีน จำเป็นไหม ?

เพิ่มกล้ามเนื้อ กินโปรตีน จำเป็นไหม ?


เมื่อพูดถึงเทรนการออกกำลังกาย ดูเหมือนว่าจะมีเป้าหมายอยู่เพียง 2 อย่าง อย่างแรกออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก กรณีที่สอง ออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ โดยกลุ่มที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อมักจะพิถีพิถันในการกินอาหารเป็นพิเศษเพื่อให้มีซิกแพค เน้นการกินอาหารประเภทโปรตีนสูงไขมันต่ำ และที่ได้รับความนิยมสูงก็ไม่พ้น เวย์โปรตีนสำเร็จรูป แต่ถ้าไม่ทานเวย์โปรตีนแล้วก็ยังมีอาหารทางเลือกอื่น ๆ อย่างเช่น ไข่ขาวและอกไก่ ที่ให้โปรตีนไม่แพ้กัน และยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้ออีกด้วย


กินโปรตีนสูง ๆๆ สร้างกล้ามเนื้อได้มากไหม ?
การกินอาหารโปรตีนสูงเข้าไปมากเกินส่งผลให้ ร่างกายใช้โปรตีนได้ไม่หมด จะเอาไปสร้างกล้ามเนื้อก็ไม่ได้เพราะร่างกายมีกล้ามเนื้อไว้ใช้ทำงานในปริมาณเหมาะสมแล้วและไม่ได้เป็นแหล่งสะสมโปรตีน จึงจำต้องขจัดโปรตีนออก ส่งผลให้ตับไตทำงานหนัก ในกลไกการสลายโปรตีน ร่างกายจำต้องสร้างโมเลกุลของน้ำให้เกิดขึ้นมาก ทำให้น้ำถูกขับออกมาเยอะแยะ ปัสสาวะบ่อย เหงื่อออกง่าย เมือชั่งน้ำหนักด้วย เครื่องชั่งน้ําหนัก ดิจิตอล จะเห็นว่าน้ำหนักลดลงในช่วงแรกๆ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขับน้ำออกจากร่างกายนี่เอง นอกจากนี้ร่างกายยังมีการสลายแป้งในกล้ามเนื้อที่เรียกกันว่าไกลโคเจนมากขึ้น กล้ามเนื้อเกิดอาการล้าแถมอ่อนเพลียจากการขาดน้ำอีกต่างหาก


กินโปรตีนสูง ดีต่อสุขภาพไหม ?
หลายคนอาจจะสงสัยว่าการกินโปรตีนมากมีผลต่อร่างกายไหม ขอบอกเลยว่าการรับประทานโปรตีนมาก ๆ นอกจากจะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำแล้วก็ยังทำให้เกิดความเสี่ยงโรคไต รวมทั้งนิ่วในไตได้ ยิ่งถ้าหากรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตน้อยด้วยละก็ ยิ่งจะทำให้ไตทำงานหนักขึ้นเลยล่ะ การรับประทานโปรตีนมาก ๆ นั้น อาจจะเคยเจออาการปัสสาวะออกมาเป็นฟอง ซึ่งนั่นเป็นอาการที่บ่งบอกว่าในปัสสาวะมีโปรตีนเจือปนอยู่ เพราะไตต้องกำจัดโปรตีนส่วนเกินออกทางปัสสาวะ


ผลการวิจัย หลังทานโปรตีนมาก ไม่ได้ลดน้ําหนัก
ศาสตราจารย์โรเบิร์ต เอกเกล (Robert Eckel) แห่งมหาวิทยาลัยโคโลราโด เขียนคำอธิบายไว้ในวารสารชื่อ Circulation ของสมาคมโรคหัวใจอเมริกันว่าอาหารโปรตีนสูงมักมีไขมันสูง วิตามิน เกลือแร่ต่ำ ใยอาหารต่ำ ทำให้ร่างกายมีแนวโน้มที่จะขาดวิตามินเกลือแร่ได้อีก กินอาหารโปรตีนสูงไปได้สักพักโปรตีนที่มากเกินจะเริ่มเปลี่ยนเป็นไขมัน กลับกลายเป็นว่า เมือชั่งน้ำหนักด้วย เครื่องชั่งน้ําหนัก ดิจิตอล จะพบว่าน้ำหนักตัวจะค่อยๆเพิ่มขึ้นจนกลับมาเท่าเดิมอีกครั้ง จึงเตือนว่ากลุ่มที่นิยมใช้อาหารโปรตีนสูงเพื่อลดน้ําหนักตัวขอให้ระวังไว้เพราะมันไม่เคยทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้อย่างถาวรเลย จากการติดตามศึกษามานานเป็นสิบปีพบว่าอาหารโปรตีนสูงมักทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด เสี่ยงต่อโรคหัวใจมากขึ้นจากปัญหาการสะสมไขมัน


โปรตีน กินแค่ไหนมีผลต่อกล้ามเนื้อ และดีต่อสุขภาพ ?
ร่างกายของเรามีความต้องการโปรตีนที่ในปริมาณ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม สำหรับคนทั่วไป แต่ถ้าหากเป็นคนที่ใช้พลังงานมากกว่าปกติ ที่จำเป็นต้องได้รับพลังงานในปริมาณมาก ๆ เพื่อให้มีแรงทำงาน ควรจะได้รับโปรตีนในปริมาณ 1.2-1.4 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และถ้าหากเป็นนักกีฬาที่ต้องเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้ร่างกาย หรือผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อควรรับประทานโปรตีนในปริมาณ 1.2-1.7 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ถึงจะเรียกว่าได้รับปริมาณโปรตีนอย่างเหมาะสม ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงวัยทำงานน้ำหนัก 45 กิโลกรัม ควรได้รับโปรตีน วันละ 36 กรัม ผู้ชายวัยทำงานน้ำหนัก 75 กิโลกรัม ควรได้รับโปรตีนประมาณวันละ 90-105 กรัม และ นักกีฬาหรือผู้ที่อยู่ในช่วงสร้างกล้ามเนื้อน้ำหนัก 80 กิโลกรัม ควรได้รับโปรตีนประมาณวันละ 96-136 กรัม เป็นต้น


เทรนการกินโปรตีน สร้างกล้ามเนื้อ ลดน้ำหนัก ดีจริงไหม
สรุปคือหากกลุ่มทีคิดสร้างกล้ามเนื้อด้วยการกินโปรตีนจำนวนมาก หรือกลุ่มที่จะลดน้ำหนักกันให้เป็นเรื่องเป็นราวด้วยโปรตีน แนะนำให้ใช้วิธีการลดพลังงานจากอาหารร่วมกับการออกกำลังกายซึ่งน่าจะได้ผลเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่า แนะนำกันอย่างนี้เพื่อสุขภาพของพวกเราเองแท้ๆ ได้ทราบกันแบบนี้แล้วใครที่กำลังอยู่ในเทรนด์การรับประทานโปรตีนเป็นหลัก ก็ควรเพลา ๆ ลงบ้างนะ เพราะยังไงร่างกายของเราก็ไม่สามารถแข็งแรงสมบูรณ์ด้วยการรับประทานโปรตีนเพียงอย่างเดียว ต้องมีอาหารอย่างอื่นเสริมเข้าไปด้วยถึงจะดีนะ แล้วหมั่นตรวจดูสุขภาพด้วย เครื่องชั่งน้ำหนัก ที่วัดได้ทั้ง น้ำหนักร่างกาย มวลน้ำ มวลไขมัน มวลกล้ามเนื้อ มวลกระดูก ดัชนีมวลกาย และอัตราการเผาพลาญพลังงานพื้นฐานต่อวัน ยิ่งดีใหญ่ ช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายว่ามาถูกทางแล้ว


Cr.สยามรัฐ,Kapook,Rama Channel




Create Date : 07 กันยายน 2562
Last Update : 7 กันยายน 2562 14:24:40 น.
Counter : 122 Pageviews.

0 comment
แบตเตอรี่สำรอง เล็กที่สุดในโลก


แบตเตอรี่สำรอง เล็กที่สุดในโลก

แบตเตอรี่สำรอง เล็กที่สุดในโลก


ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีนักประดิษฐ์ไอเดียสร้างสรรค์จำนวนมาก ต่างคิดค้นที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ แบบพกพาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้ใช้งานออกมาหลากหลายรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่กลับพบว่าตัวอุปกรณ์แบตสำรองจะค่อนข้างใหญ่พกพาลำบาก ทำให้หลาย ๆ ครั้งก็ตัดใจไม่เอาที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือติดกระเป๋าไปด้วย ทว่าสุดท้ายก็ต้องมากังวลอีกว่าแบตมือถือ จะหมดเมื่อไหร่ เพราะในเมื่อเราต่างก้มหน้าก้มตาละเลงนิ้วมือลงบนสมาร์ทโฟนกันอย่างเมามันส์ เลย...คิดไม่ตกซะจริง ๆ ว่าจะพกสมาร์ทโฟนไปพร้อมกับที่ชาร์จโทรศัพท์มือถืออย่างไรกันดี


Fuel แบตเตอรี่สำรอง ขนาดเล็กจิ๋ว
ในเมื่อความคิดสร้างสรรค์ของคนเราไม่เคยหยุดนิ่ง ดังนั้นตอนนี้จึงมีผู้คิดค้นอุปกรณ์แบตเตอรี่สำรองจิ๋ว สำหรับ สมาร์ทโฟน หรืออาจพูดได้ว่าที่สุดในโลก ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กับ ฟูเอล (Fuel) แบตเตอรี่สำรองจิ๋วแหล่งพลังงานขนาดย่อม เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ เมือได้วัดขนาดแบตสำรองจิ๋วจากเครื่องมือวัด เวอร์เนียร์ดิจิตอล ก้อขนาดเพียง 1.2 x 1.5 x 0.6 นิ้ว เท่านั้น นอกจากนี้การใช้งานก็ง่ายแสนง่าย แค่เปิดสวิทช์ที่ตัวอุปกรณ์แบตเตอรี่สำรองจิ๋ว แล้วนำสาย USB หรือ AC Micro-USB มาต่อระหว่างโทรศัพท์กับตัวอุปกรณ์ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ เพียงเท่านี้มันก็จะค่อย ๆ เติมเต็มพลังงานให้สมาร์ทโฟนของผู้ใช้งานแล้ว


ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ จิ๋ว เเบบพกพา
เพียงแค่ได้เห็นภาพตัวอุปกรณ์ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือชิ้นนี้เป็นครั้งแรกก็ต้องบอกว่า อึ้ง ทึ่ง ตะลึง!! อยู่เหมือนกัน ด้วยขนาดที่เล็กจิ๋ว (เล็กกว่ากุญแจรถด้วยซ้ำ) และรูปร่างหน้าตาที่น่ารักที่ทาง อดัมส์ และ อเล็กซ์ รวมทั้งทีมงานจาก Devotec Industries ช่วยกันออกแบบแบตเตอรี่สำรอง โดยมีลักษณะเป็นรูปถังใส่น้ำมันสีแดง ที่มาพร้อมกับพลังขนาด 400 mAh แบตเตอรี่จำหน่ายกระแสไฟสูงสุด 1.0A ซึ่งจะชาร์จแบตมือถือให้กับสมาร์ทโฟนของคุณในยามฉุกเฉินได้ แต่จะช่วยให้ใช้งานต่อได้นานแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานโทรศัพท์ของแต่ละคนด้วย


Power Bank จิ๋วแต่แจ๋ว
แบตเตอรี่สำรองดีไซน์ถังน้ำมันจิ๋ว ที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีขนาดที่เล็กที่สุดในโลกเพียงขนาด 30 x 39 x 16 มิลลิเมตร ที่วัดจากเครื่องมือวัด เวอร์เนียร์ดิจิตอล ทำให้สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก แต่ด้วยขนาดที่เล็ก ทำให้ FUEL CHARGER แบตเตอรี่สำรองสามารถจุแบตเตอรี่ได้เพียง 400 mAh ซึ่งเพียงต่อการใช้งานสนทนาได้นาน 20-30 นาที หรือเปิดสแตนบายได้นาน 2-3 ชั่วโมง จึงมีข้อดีคือสามารถพกติตัวไปได้ทุกที่โดยใส่ไว้ที่กระเป๋าเสื้อ หรือกระเป๋ากางเกง แม้จะมีความจุเพียง 400 mAh แต่ทว่าในยามฉุกเฉิน Power Bank จิ๋วตัวนี้ จะทำให้คุณไม่พลาดสายโทรศัพท์สายสำคัญ อีเมลด่วน หรือตอบ Line อีกด้วย


ราคา แบตสำรอง เล็กที่สุดในโลก
วิธีที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือก็ง่ายมาก เพียงแค่เปิดสวิตช์แบตสำรองและเสียบเข้ากับโทรศัพท์เหมือนกับที่คุณชาร์จ โทรศัพท์ของคุณจะเริ่มชาร์จใหม่ทันที ที่ชาร์จแบตเตอรี่สำรองที่มีหัวชาร์จแบบ Micro SD มีปุ่มเปิด/ปิด ทำให้ไม่เปลืองพลังงานแบตเตอรี่ในเวลาที่ไม่ได้ใช้ นอกจากนี้ ยังมีไฟแจ้งเตือน LED 3 ดวง ที่จะบ่งบอกสถานะในขณะกำลังชาร์จ หรือชาร์จแบตเตอรี่เต็มแล้ว หากใครต้องการดูรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสั่งซื้อทางออนไลน์ก็สามารถคลิกเข้าที่เว็บไซต์ devotecindustries.com ได้เช่นกัน โดยราคาจำหน่ายไว้ที่ 19.99-29.99 เหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ720-1080 บาท)


Cr.กระปุก




Create Date : 18 มีนาคม 2561
Last Update : 18 มีนาคม 2561 22:18:44 น.
Counter : 231 Pageviews.

0 comment
โทรศัพท์มือถือ เล็กที่สุดในโลก


โทรศัพท์มือถือ เล็กที่สุดในโลก

โทรศัพท์มือถือ เล็กที่สุดในโลก


ในยุคที่สมาร์ทโฟนมีแต่จะขยายขนาดหน้าจอให้ใหญ่ขึ้นขนาด 4-6 นิ้วกันมาแล้ว สำหรับการรับชมความบันเทิงอย่างเต็มที่ จนบางครั้งอาจยากต่อการพกพา แต่ยังมีผู้ผลิตโทรศัพท์รายหนึ่งเล็งเห็นถึงความสำคัญของการหยุดและพักจากการใช้สายตาจดจ่อไปที่สมาร์ทโฟนจอทัชสกรีนขนาดใหญ่นั้น แล้วให้ผู้คนกลับมาให้ความสำคัญกับการให้คุณค่ากับการใช้ชีวิตกับสิ่งรอบตัว โทรศัพท์ที่ไม่ยึดติดกับหน้าตาในแบบที่เราคุ้นเคย แต่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากฟีเจอร์โฟนของบริษัทผู้ผลิตมือถือสุดยิ่งใหญ่ในอดีตอย่างโนเกีย เกิดเป็นโทรศัพท์ที่มีความสามารถในการทำงานอย่างรอบด้านด้วยขนาดที่เล็กที่สุดในโลก


โทรศัพท์มือถือ ค่าย Zanco
โทรศัพท์มือถือขนาดจิ๋วนี้มีชื่อว่า Zanco tiny t1 (ซันโก้ ไทนี ที1) พัฒนาโดยบริษัท ซันโก้ ที่ผลิตโทรศัพท์ขนาดเล็กมานานหลายปีแล้วโทรศัพท์รุ่นนี้มีขนาดเล็กที่สุดโนโลกด้วยขนาดกว้างเพียง 21 มิลลิเมตร ยาว 46.7 มิลลิเมตร หนา12 มิลลิเมตร สามารถวัดได้ด้วย เวอร์เนียร์ดิจิตอล หรือเล็กกว่าเครดิตการ์ดปกติทั่วไปอยู่เกือบ 1 เท่าตัว (เครดิตการ์ดทั่วไปมีขนาด 85.60×53.98 มม. ) น้ำหนักตัวเพียง 13 กรัมเท่านั้น ถือขนาดเล็กที่สุดในโลก และยังเบามากด้วย เรื่องความสะดวกในการพกพาคงไม่ต้องพูดถึง มันสะดวกมากๆ หากคุณจะเหน็บไว้กับตัวระหว่างไปวิ่งออกกำลังกาย


โทรศัพท์มือถือ จิ๋วแต่แจ๋ว
ตัวโทรศัพท์ทำงานบนเน็ทเวิร์ค 2G แบตเตอรีมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 3 วันต่อหนึ่งการชาร์จ สนทนาต่อเนื่องได้นานติดต่อกัน 3 ชั่วโมง ชาร์จผ่านพอร์ทไมโครยูเอสบี รองรับนาโนซิมการ์ด และมาพร้อมด้วยคีย์บอร์ดสำหรับใช้รับส่งข้อความได้ด้วยขนาดที่ต้องเรียกว่าจิ๋วแต่แจ๋ว Zanco tiny t1 สามารถพกไปที่ไหนก็ได้ จะเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อกระเป๋ากางเกง หรือจะห้อยคอก็ได้ (ตัวโทรศัพท์มีช่องสอดสายคล้องคอ) สามารถใช้เป็นแบ็คอัพโฟนแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ สำหรับใช้ไปเที่ยวหรือในวันทำงานสำหรับผู้ที่ต้องการตัดขาดจากโลกออนไลน์


โทรศัพท์มือถือ รุ่น tiny t1
Zanco tiny t1 โทรศัพท์มือถือขนาดจิ๋วนี้ มีหน้าจอ OLED ขนาด 12.5 มิลลิเมตร วัดได้จาก เวอร์เนียร์ดิจิตอล หน้าจอมีความละเอียด 64x32 พิกเซล ผู้ใช้งานสามารถคุยโทรศัพท์ได้นานติดต่อกัน 3 ชั่วโมง และแบตเตอรีสามารถอยู่ได้นาน 3 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้งหากไม่ได้ใช้งาน ใช้ซิมการ์ดแบบ nano-SIM จัดเก็บรายชื่อในตัวเครื่องได้ 300 รายชื่อ รวมถึงบันทึกรายการโทรล่าสุด 50 รายการ และจัดเก็บข้อความSMSได้สูงสุด 50 ข้อความ หน่าวยความจำ RAM 32MB ความจุในตัวเครื่อง 32GB ความจุแบตเตอรี่ 200mAh ที่ให้พลังงานนานต่อเนี่องถึง 3 วัน ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และชาร์จผ่านพอร์ต Micro USB


โทรศัพท์มือถือ โครงการ Kickstarter
แม้แรกเริ่มเดิมทีเหมือนจะเป็นแนวคิดขำขัน แต่สุดท้ายก็เกิดเป็นจริงขึ้นมา ลงท้ายด้วยการเป็นโครงการที่ Kickstarter แต่ภายในเวลาแค่ 22 วัน ก็ระดมทุนได้เกินเป้ามีผู้สนับสนุนมากถึง 3,000 ราย โดยล่าสุด (21 ธันวาคม ค.ศ. 2017) สามารถหาทุนได้ครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว ด้วยยอดเงินมากกว่า 200,000 เหรียญ สนใจจับจองกันได้ในราคา 47 เหรียญ (1,500 บาท) ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อโทรศัพท์มือถือหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ //www.kickstarter.com จากความสำเร็จนี้ทำให้คาดว่าจะสามารถผลิตโทรศัพท์มือถือออกมาจำหน่ายทั่วโลกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี ค.ศ. 2018


Cr.POPpaganda,Flashfly




Create Date : 18 มีนาคม 2561
Last Update : 18 มีนาคม 2561 22:16:19 น.
Counter : 162 Pageviews.

0 comment
เครื่องชั่งน้ำหนัก ดิจิตอล



เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอล


           นวัตกรรมใหม่ของสมาร์ทเทคโนโลยีเครื่องชั่งน้ำหนักที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของเครื่องชั่งธรรมดาที่คุณเคยพบเห็นมาก่อน ดีไซด์ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะสามารถวัดได้ทั้ง น้ำหนักร่างกาย เปอร์เซ็นต์ไขมัน มวลกระดูก มวลกล้ามเนื้อ มวลน้ำ มวลไขมันบริเวณช่องท้อง ดัชนีมวลกาย และอัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานต่อวัน ใช้งานง่ายเพียงขึ้นเหยียบบน เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอล ตัวเครื่องจะส่งข้อมูลที่วัดได้เข้าสมาร์ทโฟนของคุณด้วยการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth

คุณสมบัติ เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอล

  • สามารถชั่งน้ำหนักแสดงผลเป็นหน่วย กิลโลกรัม (kg), ปอนด์ (lb) และสโตน (st)
  • ชั่งน้ำหนักได้สูงสุด 180 kg
  • ชั่งน้ำหนักได้ต่ำสุด 5 kg
  • ความละเอียด 0.1 kg
  • สามารถเชื่อมต่อ Bluetooth ดูข้อมูลที่วัดได้ผ่านสมาร์ทโฟนระบบ iOS และ Android
  • ใช้วัด น้ำหนักร่างกาย, มวลกระดูก, มวลไขมัน, มวลกล้ามเนื้อ, มวลน้ำ, มวลไขมันในช่องท้อง, ดัชนีมวลกาย และอัตราการเผาพลาญพลังงานต่อวัน
  • แสดงผลผ่านหน้าจอ LCD ขนาด 94x52 mm เป็นตัวเลขมีทศนิยมอย่างละเอียด ส่องสว่างด้วย Backlight LCD แสงสีฟ้า
  • บันทึกข้อมูลผู้ใช้ได้ถึง 10 คน
  • ตั้งค่าอายุได้ในช่วง 10 ~ 99 ปี
  • ตั้งค่าส่วนสูงได้ในช่วง 100 ~ 220 cm
  • ใช้ถ่านขนาด AA จำนวน 4 ก้อน
  • อุณหภูมิใช้งาน 10 ~ 40 °C
  • อุณหภูมิเก็บรักษา -10 ~ 50 °C
  • ความชื้นใช้งาน 20 ~ 90%
  • ขนาด 325 x 325 x 29 mm
สินค้า 1 ชุดประกอบด้วย
  • เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอล รุ่น AS-CF351BT
  • คู่มือการใช้งาน

วิธีใช้

1. โหลดแอพ iwellness เวอร์ชั่น 2.0 ติดตั้งไว้บนสมาร์ทโฟนระบบ iOS หรือ Android ทำการตั้งค่า อายุ เพศ และส่วนสูงของผู้ใช้ให้ชัดเจน

2. แกะฝาหลัง เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอล ใส่ถ่านขนาด AA จำนวน 4 ก้อน

3. เหยียบลงบนเครื่องชั่งด้วยเท้าที่แห้งและสะอาด ห้ามสวมถุงเท้าหรือรองเท้าโดยเด็ดขาด เพราะเครื่องจำเป็นต้องปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ เข้าไปในร่างกายเพื่อทำการวัดค่า (กระแสไฟฟ้าอ่อนจนคุณไม่รู้สึกตัว)

4. เปิด Bluetooth ของสมาร์ทโฟนเพื่อเชื่อมต่อกับเครื่องชั่งน้ำหนัก

5. หลังจากจับคู่ Bluetooth สำเร็จแล้วให้เปิดแอพ iwellness เวอร์ชั่น 2.0 ขึ้นมาแล้วทำการเหยียบลงบนเครื่องชั่งอีกครั้ง เครื่องชั่งจะส่งข้อมูลที่วัดได้ไปยังสมาร์ทโฟน


ดาวน์โหลดแอป


สั่งซื้อสินค้าได้ในราคา 2,120 บาท รวมภาษีแล้ว ฟรีค่าจัดส่งสินค้าทั่วประเทศ

ดูสินค้ารุ่นอื่นเพิ่มเติม >> เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอล




Create Date : 22 สิงหาคม 2560
Last Update : 22 สิงหาคม 2560 16:09:51 น.
Counter : 518 Pageviews.

0 comment
ออกกำลังกาย ลด อ้วนลงพุง


ออกกำลังกาย ลด อ้วนลงพุง

ออกกำลังกาย ลด อ้วนลงพุง

ออกกำลังกาย ลด อ้วนลงพุง


ขึ้นขื่อว่า “พุง” ใครๆก็ไม่อยากมี แต่ก็มีกันเกือบแทบทุกคน ยิ่งพนักงานออฟฟิตหรือนักธุรกิจทั้งหลาย ลองก้มดูที่หน้าท้องสักนิดซิว่า … ตอนนี้เรามีพุงแล้วหรือยัง? พุงหรือหน้าท้องที่ยื่นล้ำออกมาเกินหน้าเกินตา อ้วนลงพุงเป็นสิ่งที่สะดุดสายตาก็จริง แต่เชื่อว่าหลายคนคงไม่อยากต้อนรับเจ้าพุงนี้สักเท่าไหร่ทั้งทำให้ขาดความมั่นใจในการใส่เสื้อผ้าสวยตามเทรนแฟชั่นต่างๆสูญเสียบุคลิกภาพที่ดี ร่างกายเคลื่อนไหว ไม่คล่องตัวแถมยังก่อให้เกิดโรคต่างๆนาๆ ตามมา


อ้วนลงพุง วัดรอบเอว รู้เลย
คุณรู้หรือไม่ว่าหากใครที่มีรอบเอว สำหรับผู้หญิงเกิน 33 นิ้วและผู้ชายเกิน 36 นิ้ว จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome ) เป็นภาวะที่อ้วนโดยเฉพาะส่วนเอวและทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายหลายระบบ อาจจะเกิดจากการเผาผลาญอาหารที่ผิดปกติส่งผลทำให้เกิดโรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ในที่สุดจะเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงและเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน ดังนั้นเราควรตระหนักและหันกลับมาเอาใจใส่สุขภาพกันให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคที่ตามมาด้วยการ “ลดพุง ลดโรค” กันนะ

อย่างไรก็ตามมีวิธีตรวจสอบคร่าวๆว่าเราอ้วนลงพุง มี ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) มากน้อยเกินไปหรือไม่ สามารถวัดได้จาก เครื่องวัดไขมันในร่างกาย (Body Fat Scale) สามารถตรวจวิเคราะห์ปริมาณไขมันที่สะสมในร่างกาย ตรวจวิเคราะห์ มวลไขมัน (Body Fat) ได้แล้วยังวิเคราะห์มวลกล้ามเนื้อ (Muscle Mass) และมวลกระดูก (Bone Mass) ในร่างกายได้อีกด้วย สามารถคำนวนได้เองว่าเราอ้วนลงพุงหรือเปล่า ดูรายละเอียดได้จากตารางด้านล่าง

ออกกำลังกาย ลด อ้วนลงพุง


อีกวิธีที่วัดว่าเราอ้วนลงพุงหรือเปล่า วิธีนี้เรียกว่า Waist-to-Hip Ratio Measurement วิธีนี้ง่ายมาก มีเพียงสายวัดอันเดียวก็ทำได้แล้ว ให้หยิบสายวัดตัวขึ้นมา จุดแรกให้วัดที่ เอว โดยห้ามแขม่วท้อง จุดที่สองให้วัดที่ส่วนที่กว้างที่สุดของสะโพก หลังจากนั้นนำค่าที่ได้มาหารกันดังนี้


ค่า Waist-to-Hip Ratio = รอบเอว / รอบสะโพก


ในผู้ชาย ถ้าค่าที่ได้ มากกว่า 0.95 แสดงว่ามี ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) มากเกินไป
ในผู้หญิง ถ้าค่าที่ได้ มากกว่า 0.80 แสดงว่ามี ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) มากเกินไป


ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat)
ใช่แล้ว ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) เกิดจากการที่เราไม่ได้ออกกำลังกาย และทำให้หายไปด้วยการออกกำลังกาย! อีกงานวิจัยหนึ่งพบว่าการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (CARDIO)เป็นเวลา 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ สามารถช่วยลด ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) ในผู้ที่เป็นโรคอ้วนหรืออ้วนลงพุงที่มีอายุระหว่าง 50-75 ปี ได้ 3.4-6.9% ด้วยกัน มันไม่เหมือนกับไขมันใต้ผิวหนัง ไขมันใต้ผิวหนังเกิดจากการที่เรารับแคลอรี่มากเกินกว่าที่ร่างกายจะใช้หมด ร่างกายจึงนำไปเก็บสะสมไว้ แต่ ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) เกิดจากการที่เรามีไลฟ์สไตล์ที่มีการเคลื่อนไหวน้อยในแต่ละวัน


มวลไขมัน & มวลกล้ามเนื้อ
หลายๆ คนที่เป็นโรคอ้วนหรืออ้วนลงพุง เมื่อเริ่มออกกำลังกายไปสักพักจะพบว่ากางเกงหลวมขึ้นทั้งๆที่น้ำหนักยังคง ที่เท่าเดิม คำอธิบายโดยทั่วไปก็จะบอกว่าเพราะมวลกล้ามเนื้อมีมากขึ้นและมวลไขมันมีน้อยลงจึงทำ ให้น้ำหนักไม่เปลี่ยนแปลง(ประมาณว่าน้ำหนักไขมันลดลงแต่มีน้ำหนักกล้ามเนื้อ มาแทน) แต่อีกหนึ่งสาเหตุที่เป็นไปได้ก็คือ ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) เป็นมวลไขมันชนิดแรกที่ถูกเบิร์นจากการออกกำลังกาย ดังนั้นเมื่อ ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) ซึ่งแข็งและอยู่บริเวณช่องท้องหายไป เราจึงรู้สึกว่าพุงเรายุบลง


ลดพุง ลดโรค จริงไหม
แต่ไขมันตัวร้ายจริงๆอยู่อีกที่หนึ่ง ไขมันชนิดนี้เรียกว่า ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) ซึ่งอาศัยอยู่ภายในบริเวณช่องท้อง มันอยู่ลึกลงไปในท้องของเรา มันเป็นไขมันที่ห่อหุ้มอวัยวะภายใน ไขมันชนิดนี้จะแข็งกว่า มันเป็นไขมันที่ทำให้พุงของเราแข็งเสมือนกับกินลูกบอลลงไปเลยยังไงยังงั้น ทุกๆคนมีเจ้านี่เป็นจำนวนที่แตกต่างกันไป มวลไขมันชนิดนี้ยิ่งมีเยอะยิ่งอันตราย อ้วนลงพุงมันเกี่ยวข้องกับโรคร้ายแรงหลายชนิดทีเดียว เช่น โรคหัวใจ, โรคเบาหวาน, โรคความดันสูง และโรคอื่นๆอีกมากมาย


อ้วนลงพุง มาจากไหน
อย่างที่บอกข้างต้นอ้วนลงพุง ที่มีไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) ถูกสะสมหลักๆจากการที่เรามีไลฟ์สไตล์ที่อยู่นิ่งเป็นเวลานาน แม้ว่าคุณจะผอมคุณก็สามารถมีไขมันชนิดนี้สูงจนเป็นอันตรายได้ คนผอมที่เป็นโรคเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจส่วนหนึ่งก็เพราะสาเหตุนี้แหละ ลดอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ช่วย ไปดูดไขมันออกตามคลินิกก็ไม่ช่วยอะไร ไขมันที่ถูกดูดออกเป็นมวลไขมันใต้ผิวหนังเท่านั้น มีวิธีเดียวที่จะกำจัดไขมันอันตรายนี้ได้คือการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายเท่านั้น


คาร์ดิโอ (CARDIO) & หุ่นฟิตเฟิร์ม
ข้อมูลอ้างอิงจากสถาบัน ACSM ของประเทศสหรัฐบอกไว้ว่า การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (CARDIO) เป็นหนึ่งในวิธีการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ แถมยังเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยทำให้มีสุขภาพดีหุ่นฟิตเฟิร์มอีกด้วย การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (CARDIO) เป็นวิธีการบริหารร่างกายเพื่อให้ระบบไหลเวียนโลหิตมีการสูบฉีด และเผาผลาญมวลไขมันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยรูปแบบการออกกำลังกายจะมีหลากหลายรูปแบบ เช่น การเดิน การว่ายน้ำ ตีเทนนิส ตีแบต เต้นแอโรบิก เป็นต้น เพียงแค่ทำคาร์ดิโอโดยการ เดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยาน ให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ (เช่น วันละ 30 นาที 5 วัน) ก็สามารถที่จะลด ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) ลงได้อย่างมีนัยยะสำคัญแล้ว ดังนั้นถ้าคุณอ้วนลงพุง ก็ควรได้เริ่ม มาขยับตัวเพื่อสุขภาพของตัวเราเองกันนะ


คาร์ดิโอ (CARDIO) & ไขมันรอบเอว
การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอช่วยลดไขมันรอบเอวได้อย่างไร เมื่อคุณรับประทานแป้งเข้าไป แป้งจะถูกเปลี่ยนรูปให้กลายเป็นน้ำตาล ซึ่งถ้าหากเหลือใช้ก็จะถูกนำไปเก็บไว้เป็นไกลโคเจนตามกล้ามเนื้อ หรือตามตับ เมื่อไกลโคเจนมีมากจนล้นที่เก็บ ร่างกายก็จะนำไปเก็บไว้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น รอบเอว เป็นต้น ในรูปแบบของไขมันแทน แต่เมื่อมีการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ซึ่งเป็นการออกกำลังกายอย่างหนักจะทำให้เซลล์มีความต้องการใช้ออกซิเจนที่มากขึ้น ทำให้ร่างกายต้องการน้ำตาลมากขึ้น ซึ่งน้ำตาลที่สามารถเบิกมาใช้ง่ายที่สุดก็คือ ไกลโตรเจน ตามกล้ามเนื้อนั่นเอง เมื่อถูกนำมาใช้ที่เก็บก็จะว่างลง ดังนั้นจึงไม่เกิดการล้นไปสะสมเป็นไขมันในอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายนั่นเอง


Cr.DooDeeDai,Kapook,Beauty24




Create Date : 22 สิงหาคม 2560
Last Update : 22 สิงหาคม 2560 15:54:00 น.
Counter : 926 Pageviews.

2 comment
1  2  3  4  

สมาชิกหมายเลข 2905918
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]