เครื่องชั่งน้ำหนัก วัดมวลไขมัน มวลน้ำ มวลกล้ามเนื้อ มวลกระดูก ดัชนีมวลกาย



Create Date : 24 กรกฎาคม 2562
Last Update : 24 กรกฎาคม 2562 10:13:11 น.
Counter : 86 Pageviews.

0 comment
ดืมน้ำขนาดไหน ถึงจะเหมาะกับวัยอย่างเรา ๆๆ
ดืมน้ำขนาดไหน ถึงจะเหมาะสม



Create Date : 22 กรกฎาคม 2562
Last Update : 22 กรกฎาคม 2562 17:00:51 น.
Counter : 105 Pageviews.

0 comment
หมั่นคอยดูแล Head Heart Health
3H
หมั่นคอยดูแล Head Heart Health


ทุกวันนี้ที่เรานั่งทำงาน มี 3 สิ่งที่จะเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้เรามีพลัง และทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ
 
-Head คือ การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หาอาหารดีๆให้สมอง หัดพาสมองมองในมุมบวก และฝึกสมองให้อยู่ในสภาวะผ่อนคลายให้เป็น เพื่อเพิ่มประสิทธิภายในการคิด เช่น ฝึกนั่งสมาธิ
-Heart = ใจ, กำลังใจ เป็นสิ่งที่อยากทำให้ลุกขึ้นมาทำงาน เราต้อง "หมั่นคอยดูแล รักษาดวงใจ" รักและให้กำลังใจตัวเองให้เป็น เพราะทุกๆวันสามารถมีเรื่องมากระทบจิตใจเราได้มากมาย 
หา exit ของตังเองให้ได้ ในวันที่ไม่โอเค สิ่งทำให้เรารู้สึกดีขึ้นเพื่อเดินต่อคืออะไร เรียนรู้ตัวเองว่าอะไรที่ทำแล้วรู้สึกหัวใจพองโต เมื่อรู้จักดูแลหัวใจ แม้มีเรื่องอะไรเข้ามา เราก็จะผ่านพ้นไปด้วยดี
-Health = ร่างกาย เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำงาน ไม่มีใครทำงานได้ดีในร่างกายที่ป่วย สิ่งที่ดีที่สุดในการดูแลร่างกาย คือการออกกำลังกาย เพราะร่างกายจะมีความแข็งแรงขึ้น และจะทำให้ร่างกายหลั่งสารความสุข เช่น เอนโดฟิน โดปามิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น ความเครียดก็จะลดลง เป็นยาคลายเครียดแบบธรรมชาติ

Cr.Cr.Coach Chom



Create Date : 22 กรกฎาคม 2562
Last Update : 24 กรกฎาคม 2562 10:24:13 น.
Counter : 17 Pageviews.

0 comment
ออกซิเจนบำบัด

ออกซิเจนบำบัด
ออกซิเจนบำบัด


โดยปกติแล้ว อากาศที่เราหายใจเข้าไปนั้น ไม่ได้มีแค่ออกซิเจนเพียงอย่างเดียว แต่ประกอบด้วยไนโตรเจน ประมาณ 79% และออกซิเจน ประมาณ 21% รวมทั้งฝุ่นละอองที่ไม่พึงปรารถนา ซึ่งสภาพเหมาะสมที่คนเราสามารถอยู่ได้อย่างสบายจะต้องมีออกซิเจนอยู่ประมาณ 19.5-23.5% ปกติก็เพียงพอสำหรับออกซิเจนในร่างกาย แต่ ณ ตอนนี้ สภาวะฝุ่นพิษหรือฝุ่นละอองที่มีค่า PM 2.5 สูงเกินมาตรฐานที่กำหนด ปกคลุมทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑลทุกวันนี้ จึงควรงดสูดออกซิเจนในอากาศในทีสาธารณะ เพื่อป้องกันฝุ่นละออง pm 2.5 ที่อาจก่อให้เกิดขึ้นต่อร่างกาย ถือเป็นภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม


ภาวะพร่องออกซิเจน เกิดจากอะไร
ภาวะพร่องออกซิเจน มักเกิดจากการขึ้นไปอยู่ในที่สูง เช่น บนยอดเขา การขึ้นบินบนเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งความกดบรรยากาศลดลง มีออกซิเจนเบาบาง ดังนั้นเมื่อหายใจเข้าไปในแต่ละครั้งจะได้รับออกซิเจนน้อยกว่าเมื่ออยู่ที่ระดับพื้นดิน ภาวะพร่องออกซิเจน ซึ่งเกิดจากการได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ทำให้มีปริมาณออกซิเจนในเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ ต่ำกว่ามาตรฐาน ส่งผลให้การทำงานของร่างกายและสมองบกพร่อง


ออกซิเจนบำบัด
ออกซิเจนบำบัดจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องประสบภาวะระดับออกซิเจนต่ำ ในรายที่มีความจำเป็นต้องใช้ ออกซิเจนบำบัดจะช่วยลดอาการที่เกิดจากการขาดออกซิเจนและช่วยให้บุคคลเหล่านั้นทำกิจกรรมหรือเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น นอกจากนั้นได้รับออกซิเจนเสริม ยังทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นและยังช่วยยืดอายุขัยให้ผู้ป่วยจำนวนมาก ออกซิเจนบำบัดช่วยลดอาการที่มาจากภาวะพร่องออกซิเจน เช่น ปวดศีรษะ อ่อนล้า หายใจตื้น หงุดหงิด กระวนกระวาย ช่วยในการเจริญเติบโตและพัฒนาเด็กที่มีภาวะทางปอดเรื้อรัง


วิธีการตรวจปริมาณออกซิเจนในเลือด
แพทย์ตรวจปริมาณออกซิเจนในหลอดเลือดแดง วัดชีพจร เพื่อพิจารณาว่าผู้ป่วยมีระดับของออกซิเจนในเลือดต่ําควรจะได้รับประโยชน์จากการบำบัดรักษาด้วยออกซิเจนหรือไม่ รวมไปถึงการใช้ เครื่องวัดออกซิเจน ในเลือด อัตราการเต้นของหัวใจและวัดชีพจร ซึ่งเป็นอีกวิธีที่ช่วยวัดระดับของออกซิเจนในเลือดได้ โดยระดับของออกซิเจนในเม็ดเลือดแดงปกติจะอยู่ระหว่าง 75-100 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งหากพบว่ามีระดับออกซิเจนในเลือดเท่ากับ 60 มิลลิเมตรปรอท หรือน้อยกว่า แสดงว่าบุคคลดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับออกซิเจนเสริมหรือออกซิเจนบำบัด


การรักษา ภาวะพร่องออกซิเจน
เมื่อเกิดภาวะพร่องออกซิเจนนี้ขึ้นต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด โดยแพทย์จะรักษาด้วยการวัด อัตราการเต้นของหัวใจ วัดชีพจร แล้วให้ออกซิเจนผ่านทางหน้ากาก หรือสายทางจมูก เพื่อเพิ่มระดับออกซิเจนในเลือด ป้องกันไม่ให้เซลล์และอวัยวะสำคัญถูกทำลาย ทั้งนี้จะเป็นการให้ออกซิเจนในระดับต่ำที่สุดที่จะเพียงพอรักษาระดับออกซิเจนในเลือด อย่างไรก็ตาม การได้รับออกซิเจนปริมาณมากเกินไปสร้างความเสียหายให้แก่เซลล์ในปอดได้ โดยระดับของออกซิเจนในเลือดควรไม่เกิน 110 มิลลิเมตรปรอท


ออกซิเจนบำบัด เหมาะกับใครบ้าง
ออกซิเจนบำบัด (Oxygen Therapy) เป็นวิธีที่นำมาใช้เพิ่มปริมาณออกซิเจนในปอดและกระแสเลือด สำหรับผู้ป่วยที่พบสัญญาณของเซลล์ในร่างกายบ่งชี้ว่าร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอหรือภาวะขาดออกซิเจนที่วัดได้จาก เครื่องวัดออกซิเจน  วัดออกซิเจนในเลือด (SpO2) น้อยกว่าค่าปกติ โดยผู้ป่วยที่มีระดับของออกซิเจนในเลือดต่ําเหล่านี้ อาจมีสาเหตุจากโรคต่าง ๆ เช่น ปอดบวม มะเร็งปอด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และกลุ่มอาการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน ปัจจุบันผู้ป่วยสามารถใช้อุปกรณ์ให้ออกซิเจนบำบัดได้ทั้งที่โรงพยาบาลและที่บ้าน


Cr.พบแพทย์,Kapook,




Create Date : 03 เมษายน 2562
Last Update : 6 กันยายน 2562 22:51:32 น.
Counter : 15 Pageviews.

0 comment
ร่างกายแข็งแรง ทนต่ออากาศหนาวเหน็บ เทือกเขาสูง และ อดนอนได้

ร่างกายแข็งแรง ทนต่ออากาศหนาวเหน็บ เทือกเขาสูง และ อดนอนได้

ร่างกายแข็งแรง ทนต่ออากาศหนาวเหน็บ เทือกเขาสูง และ อดนอนได้

 

มนุษย์เดินดินบางคนมีคุณสมบัติทางกายภาพที่พิเศษเหนือคนทั่วไป บางคนอาจคิดว่าการมีพลังพิเศษเหนือธรรมชาติ แต่จริงแล้วพวกเขามีความสามารถพิเศษทางกายภาพที่คนทั่วไปไม่มี ความสามารถพิเศษเหล่านี้บางอย่างเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม และบางกรณีเกิดจากการที่ร่างกายปรับตัวให้สอดรับกับวิถีการดำรงชีวิตของพวกเขา อาทิ เช่น อาศัยในพื้นที่สูงออกซิเจนจะเบาบางลง นอนน้อยกว่าคืนละ 6 ชั่วโมง ทำงานได้ตามปกติ หรือ ชาวเอสกิโม หนาวเหน็บแถบขั้วโลกเหนือ อยู่ได้อย่างสบาย เป็นต้น


ชาวเกชัว ในพื้นที่สูง 5,000 เมตรเหนือระดับน้ำ


โรคแพ้ที่สูง เกิดจากการที่ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เนื่องจากในที่สูงออกซิเจนในอากาศจะเบาบางลง และความดันอากาศจะลดต่ำลง ส่งผลให้ความดันออกซิเจนในเลือดต่ำลง จากการวัดออกซิเจนในเลือด (SpO2) ได้จากเครื่องวัดออกซิเจน ก็สามารถอ่านค่าปริมาณออกซิเจนและอัตราการเต้นของหัวใจผ่านหน้าจอได้ทันที รวมทั้งอากาศที่หนาวเย็น จะส่งผลให้ร่างกายต้องการออกซิเจนมากขึ้น เพื่อใช้ให้พลังงานเพื่อคงอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

 

อาการแพ้ที่สูง มักเกิดขึ้นประมาณ 6-10 ชั่วโมงหลังจากการขึ้นไปอยู่ในที่สูง อาการแรก คืออาการปวดศีรษะ แต่ปวดไม่มาก และมีการร่วมดังต่อไปนี้อีกอย่างน้อย 1 อาการ คือ อ่อนเพลีย รู้สึกกล้ามเนื้ออ่อนล้า ไม่มีแรง มีอาการทางด้านทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร หัวใจเต้นเร็ว (ชีพจรเต้นเร็ว) เหนื่อย หายใจลำบาก (เมื่อออกแรง) วิงเวียน มึนงง จะเป็นลม และ นอนไม่หลับ


ชาวเกชัวชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในแถบเทือกเขาแอนดีส ถือเป็นคนอีกกลุ่มที่มีความสามารถทางกายภาพเหนือคนทั่วไป เพราะสามารถอาศัยบนที่สูง 5,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลได้โดยไม่เจ็บป่วยจากโรคแพ้ที่สูง (High altitude sickness) งานวิจัยชี้ว่า ชนพื้นเมืองชาวเกชัว แห่งเทือกเขาแอนดีส และชาวทิเบตในแถบเทือกเขาหิมาลัยมีลักษณะพิเศษที่ได้รับการคัดเลือกทางธรรมชาติ ทำให้พวกเขามีลักษณะทางพันธุกรรมที่เหมาะสมสำหรับการใช้ชีวิตในที่สูง


พวกเขามีวิวัฒนาการที่ทำให้ส่วนลำตัวใหญ่กว่าคนปกติ ซึ่งช่วยให้มีปอดที่ใหญ่กว่า ทำให้กักเก็บออกซิเจนได้มากกว่าปกติเวลาที่หายใจ ขณะที่ร่างกายคนทั่วไปผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงมากขึ้นเมื่อได้รับออกซิเจนน้อย แต่พวกเขากลับผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงน้อยกว่า คุณสมบัติพิเศษทางพันธุกรรมนี้ได้รับการสืบทอดต่อกันมาหลายพันปีทำให้พวกเขามีความพิเศษทางกายภาพที่ไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะอพยพลงไปอยู่ในพื้นที่ต่ำกว่าก็ตาม

 

นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืน ร่างกายทำงานได้ตามปกติ

 

คนส่วนใหญ่จำเป็นต้องนอนระหว่าง 7-9 ชั่วโมงต่อคืนจึงจะรู้สึกว่าร่างกายได้พักผ่อนเต็มอิ่ม การอดนอนจะส่งผลต่อการมีสมาธิและสามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิตได้ แต่การศึกษาในปีที่ผ่านมา ของสถาบันเวชศาสตร์การนอนหลับแห่งอเมริกา พบยีนกลายพันธุ์ตัวหนึ่ง คือ DEC2 ที่ทำให้ร่างกายของผู้ที่มียีนนี้สามารถทำงานได้ตามปกติแม้จะนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืน นักวิจัยพบว่าคนที่มียีนกลายพันธุ์นี้จะมีอาการนอนหลับลึกแบบกรอกลูกตาไปมาอย่างรวดเร็ว (REM) ที่ข้นข้นกว่าคนทั่วไป ทำให้สามารถพักผ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ


อย่างไรก็ตาม นักวิจัยชี้ว่า ยีนกลายพันธุ์นี้พบในคนกลุ่มน้อยมาก หรือคิดเป็น 1% ของคนที่บอกว่าตนเองนอนน้อยกว่าคืนละ 6 ชั่วโมง ดังนั้นหากคุณนอนไม่ถึง 6 ชั่วโมงแล้วบอกว่าคุณรู้สึกสบายดีก็ให้ระวัง เพราะคุณอาจได้รับผลกระทบจากการนอนไม่เพียงพอเข้าสักวัน เราควรจำเป็นต้องนอนระหว่าง 7-9 ชั่วโมงต่อคืนจึงจะรู้สึกว่าร่างกายได้พักผ่อนเต็มอิ่ม คนที่รู้สึกเหนื่อยล้า หมดแรง เนื่องจากนอนไม่พอ เครียด นอนไม่หลับ นอนไม่เป็นเวลา ถ้าเป็นแบบนี้ประจำก็ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน ส่งผลให้ออกซิเจนในเลือดต่ํา อ่านค่าปริมาณออกซิเจนและอัตราการเต้นของหัวใจผ่าน เครื่องวัดออกซิเจน และแน่นอนว่าถ้ายังไม่มีการแก้ไข ก็จะส่งผลเสียอย่างมากต่อสุขภาพร่างกาย


ชาวเอสกิโม ทนต่อสภาพอากาศหนาวเย็นสุดขั้ว


ชาวอินูอิต ที่คนไทยรู้จักในนาม ชาวเอสกิโม ซึ่งอาศัยอยู่ในแถบขั้วโลกเหนือ และชาวเนเน็ตที่อาศัยอยู่แถบไซบีเรียของรัสเซีย สามารถปรับตัวให้ทนทานต่อสภาพอากาศที่หนาวเหน็บได้ ร่างกายของชาวอินูอิตตอบสนองต่ออากาศหนาวแตกต่างจากคนทั่วไป เพราะมีคุณสมบัติทางชีวภาพที่ต่างออกไป โดยผิวหนังของพวกเขาจะอุ่นกว่าพวกเรา เพราะมีอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกายที่สูงกว่า อีกทั้งยังมีเหงื่อออกน้อยกว่า ไม่เกิดอาการออกซิเจนในเลือดต่ําและไม่มีอาการสั่นสะท้านจากความเย็น


อุณหภูมิที่ลดตัวลงต่ำ อากาศที่หนาวเหน็บ ทำให้หัวใจของเราต้องทำงานหนักขึ้นในการปรับอุณหภูมิภายในร่างกายให้เหมาะสมอยู่ตลอดเวลาในฤดูหนาว อีกทั้งหลอดเลือดแดงจะมีการหดตัวในช่วงที่อากาศเย็น ทำให้การลำเลียงเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงหัวใจนั้นยากมากขึ้น หัวใจจึงทำงานได้ไม่เต็มที่ และนอกจากนี้อากาศหนาวทำให้ความดันโลหิตและปริมาณโปรตีนในเลือดสูงขึ้นได้อีกเช่นกัน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เลือดจับตัวกันเป็นลิ่มๆและขัดขวางการลำเลียงเลือดไปยังหัวใจและส่วนต่างๆของร่างกาย


คนส่วนใหญ่ไม่สามารถอาศัยอยู่ในกระท่อมน้ำแข็งแบบนี้ได้ระยะยาวเพราะทนสภาพหัวใจทำงานหนักไม่ได้ ร่างกายคนปกติมีอุณหภูมิระหว่าง 36.5 – 37.5 องศาเซลเซียสเหมาะกับการหายใจและปริมาณออกซิเจนในอากาศเพียงพอ ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงสามารถรับมือกับสภาพอากาศร้อนได้ดีกว่าอากาศหนาว คุณลักษณะนี้เกิดจากปัจจัยด้านพันธุกรรมโดยแท้ หากคุณไม่ใช่ชาวอินูอิตหรือชาวเนเน็ต คุณจะไม่สามารถพัฒนาคุณสมบัติพิเศษในการทนทานความหนาวเย็นเช่นนี้ได้แม้จะอาศัยอยู่ในขั้วโลกเหนือหลายสิบปีก็ตาม


Cr.ข่าวสด,Honestdocs,




Create Date : 25 มกราคม 2562
Last Update : 7 กันยายน 2562 14:12:37 น.
Counter : 21 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

สมาชิกหมายเลข 2905918
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]