เฮฮาประสาหมี ภาคต่อ
Group Blog
 
All Blogs
 

เป็นเขมรก็ไล่ควายไปสิ มาไล่ตูทำไม....

นำเรื่อง

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตอนเด็กๆฝันอยากทำงานเมืองนอกหรือเปล่า วันหนึ่งฟ้าเบื้องบนจึงเห็นใจ ดลบันดาลให้ผมต้องมาทำงานต่างประเทศ แม้ว่าจะเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่นั่งเครื่องบินมาแค่ผายลมยังไม่ทันจะหายเหม็น ก็หยวนๆไปเถอะน่า คุณก็...

เหตุผลที่ผมต้องมาทำงานที่นี่ก็คือ บริษัทต้นสังกัดผมที่ประเทศไทยซึ่งเป็นบริษัท Production House ผลิตรายการป้อนสถานีโทรทัศน์ต่างๆ เกิดคึกอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ ถึงกับลงทุนร่วมกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในด้านขายยา เปิดสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งขึ้นมาที่ประเทศกัมพูชา..

อ้อ นอกเรื่องนิด เวลาเจอคนเขมรอย่าไปพูดคำว่าเขมรบ่อยนะครับ เขารู้สึกว่าเป็นคำดูถูก เหมือนเวลาเราเรียกคนจีนว่า “เจ๊ก” นั่นแหละ ผมอยู่นี่ต้องใช้คำว่า “กัมพูชา” และ “ขแมร์” ไม่ค่อยใช้คำว่าเขมร เพราะกลัวคนเขมร เอ๊ย คนกัมพูชาขี้หมั่นไส้ เขาจะเอาอาหารเมนูเด็ด “ยำตีนขแมร์” มาให้ผมชิมฟรีๆ

ส่วนคำที่คนกัมพูชาเขาใช้เวลาอยากเหยียดหยามคนไทย เขาจะเรียกเราว่า “เสียม” ครับ ไม่ใช่เสียมขุดไส้เดือนนะ แต่เป็นเสียมที่มาจากคำว่า “สยาม” นั่นแหละ ไม่รู้ใครไปหลอกเขาไว้ว่าเราคนไทยเวลาโดนเรียก “เสียม” แล้วจะโกรธ ผมไม่เห็นว่าจะน่าโกรธตรงไหน น่ารักดีออก

ถึงไหนแล้วล่ะเนี่ย อ้อ ทีนี้บริษัทต้นสังกัดผมก็เห็นว่า ควรจะส่งคนไปช่วยทำงานที่สถานีฯบ้าง เผื่อจะทำให้รายการต่างๆของสถานีฯดีขึ้น (ซึ่งตอนนี้บริษัทคงรู้แล้วว่าคิดผิด แหะๆ) ก็เลยจับสลากเลือกคนทำงานที่พอจะทำงานเป็นบ้างให้เดินทางมาเขมร

แล้ว “หวย” ก็มาออกที่ผมนี่แหละครับ

แล้ววันหนึ่งวันนั้นผมก็นัดพบตัวเองที่ประเทศกัมพูชา สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจมีมากมาย ซึ่งขอยกยอดเอาไว้เล่าละเอียดๆวันหลัง ขืนเล่าหมดซะวันนี้แล้วใครจะตามอ่าน Blog ผมอีกล่ะ

----------------------------------------------------

บทที่ 1 วิ่งขาขวิด หวุดหวิดโดนรุม

ผมขอเล่าเฉพาะประสบการณ์ระทึกในวันที่มีจลาจลให้ฟังก่อนนะครับ

วันนั้นเป็นวันที่ 29 มกราคม 2546 ผมมาทำงานที่กัมพูชาได้ 3 เดือนแล้ว...

ก่อนเกิดเหตุ ผมเริ่มรู้สึกบรรยากาศไม่ค่อยปกติ ตั้งแต่เริ่มมีข่าวลือออกมาเรื่อยๆว่า กบ สุวนันท์ หรือที่คนกัมพูชาเรียกกันว่า “แม่ดาวประกายพรึก” ตามชื่อละครดาวพระศุกร์ที่เธอแสดง และโด่งดังมากที่กัมพูชา ออกมาพูดถึงการทวงคืนนครวัต ให้กลับไปเป็นของไทย

ตอนนั้นกบเป็นนางเอกละครที่เรตติ้งดีที่สุดในกัมพูชาเลยครับ แทบทุกบ้านมีรูปเธอติดอยู่ทั้งนั้น แล้วก็สถานีฯผมนี่เองแหละ ที่ออกอากาศละครของเธอมอมเมาคนดู (ตามภาษาหนังสือพิมพ์ที่นี่ตอนเกิดเรื่อง) เกือบทุกวัน

โทษลักษณะ (ตรงข้ามกับคุณลักษณะ) ของคนกัมพูชานี่มีอยู่อย่างหนึ่งครับที่ไม่ค่อยจะดี นั่นก็คือเชื่อข่าวลือง่าย ยิ่งคนพูดถึงมากเท่าไหร่ เรื่องที่ไม่จริงก็กลับเป็นเรื่องจริงได้อย่างมหัศจรรย์

ยกตัวอย่างให้ฟังซักเรื่องก็ได้ครับ ตอนที่ไข้หวัดซาร์สระบาด ไม่รู้ว่าใครปล่อยข่าวลือออกมาว่า ต้องลุกมากินถั่วเขียวต้มน้ำตาลตอนเที่ยงคืนจะป้องกันได้

งานนี้ลูกเด็กเล็กแดงไปโรงเรียนก็เลยขอบตาดำปื้ด เดินเป็นผีดิบไปเรียนเพราะอดนอน ก็พ่อแม่เล่นปลุกมาป้อนถั่วเขียวตอนเที่ยงคืนนี่ครับ เด็กๆงัวเงียไม่ยอมกินก็โดนจับกรอกกันไป

จากถั่วเขียวราคากิโลกรัมละ 70 บาท พุ่งพรวดกลายเป็น 150 บาท อาเฮียที่ขายถั่วเขียวรายหนึ่งถึงกับซื้อ Toyota Landcruiser คันละล้านกว่ามาขับได้ในชั่วเวลาชั่วข้ามคืน

เอ๊ะ หรือว่าอาเฮียนั่นแหละ ปล่อยข่าวซะเอง...

ย้อนกลับมาที่เรื่องกบ สุวนันท์เถอะครับ เลี้ยวเลาะเข้าซอยอยู่เรื่อยเลยผม

เรื่องนครวัตถือเป็นเรื่องใหญ่ของคนกัมพูชา เพราะเป็นประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด กษัตริย์เขมรในเวลานั้นปกครองดินแดนแถบนี้เกือบทุกส่วน แถมนครวัตเองก็มีดีกรีเป็นถึง “สิ่งมหัศจรรย์ของโลก” ด้วย

สำคัญถึงเพียงนี้ ภาพนครวัตจึงปรากฎอยู่บนธงชาติกัมพูชาอย่างที่เห็นกันอยุ่ในปัจจุบันน่ะครับ

แล้วมีดาราไทยมาบอกว่าอยากให้นครวัตเป้น”ของไทย” ชาวกัมพูชาก็เลย “ของขึ้น” ไปตามๆกัน

กระซิบบอกคุณๆที่เข้ามาอ่านได้อย่างหนึ่งว่า จริงๆแล้ว เบื้องหลังของข่าวลือนี้มีที่มาจากนักธุรกิจกัมพูชาที่ต้องการจะปลุกกระแสล้มล้างธุรกิจไทยทั้งหมดในกัมพูชา แล้วพรรคการเมืองก็ฉวยโอกาสโหนกระแสชาตินิยมเพราะกำลังจะมีการเลือกตั้ง

ก็ที่นักการเมืองขนาดหนักคนหนึ่งออกมาพูดโหมเชื้อไฟไงครับว่า “กบมีค่าแค่ต้นหญ้าที่นครวัตเท่านั้น” – เฮีย..เฮีย บรู๊คเขาคงไม่เห็นด้วยกับเฮียหรอกนะ อย่างน้อยเขาก็กอดต้นหญ้าที่นครวัตได้ไม่เต็มมือน่ะ

แหม.. อยากเติมไม้เอกให้เฮียนักการเมืองนั่นจริงๆเลย

ตอนนั้นที่สถานีฯผมเริ่มมีนักศึกษารวมตัวกันมาประท้วงบ้างแล้ว แต่ด้วยความที่ประเมินสถานการณ์ต่ำไปหน่อย เราก็เลยยังไม่ได้งดออกอากาศละครไทย

ผมเริ่มมาเฉลียวใจว่าเหตุการณ์จะ bloom at the end (เอ่อ..บานปลายน่ะครับ) ก็ตอนที่มีเพื่อนคนไทยไปเที่ยวที่ร้านอาหาร แล้วมีคนมาหาเรื่องว่า “ทัวไอเยียะไทย” (ทำไมถึงพูดภาษาไทย)

หลังจากนั้นบรรยากาศก็มาคุขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันที่ 29 มกราคม...

สารภาพกันตรงๆว่าวันนั้นผมกับน้องผู้ชายอีกคนที่มาจากเมืองไทยด้วยกันยังไม่ได้สำเหนียกอะไรเลย ถึงแม้ว่าตอนเช้ากับตอนเย็นจะมีนักศึกษาขี่มอเตอร์ไซค์มาร่วมร้อยแล้วชุมนุมหน้าสถานีฯ

พอเลิกงาน 5 โมงเย็นผมก็นั่งรถสถานีฯกลับไปที่โรงแรม ตอนนั้นหรูครับ นอนโรงแรมอย่างดี มีฟิตเนสกับห้องซาวน่าด้วย พอก้าวเท้าลงหน้าโรงแรมก็เห็นมอเตอร์ไซค์กลุ่มหนึ่งขับมาจอดรถตรงข้ามโรงแรมที่ผมพัก แล้วใช้หินขว้างทำลายสำนักงานการบินไทย โดยเฉพาะโลโก้ที่มีคำว่าไทย แล้วโห่ร้องเสียงดัง

ผมกับน้องก็รีบเข้าไปในประตูโรงแรม แล้วสังเกตการณ์ต่อ พอเห็นไม่มีอะไรเราก็เลยขึ้นข้างบน แล้วด้วยความห้าวหาญที่ไม่หวั่นแม้วันมามาก เอ๊ย เหตุการณ์ใดๆ (ความจริงโง่ ไม่รู้เรื่องรู้ราว) เราก็เลยพากันไปออกกำลังที่ฟิตเนสอย่างสนุกสนาน ต่อด้วยการไปอบซาวน่า

ตัดกลับมาที่สถานีฯ

ที่สถานีฯ มีคนไทยอยู่ประมาณ 10 คนครับ เขามีที่พักกันอยู่ในสถานีฯ วันนั้นทุกคนเห็นบรรยากาศไม่ค่อยดี ก็เลยสั่งคนขับรถไปซื้อตราดำ (Black) ขวตลิตรมา 1 ขวด มาดื่มย้อมใจ

ยังไม่ทันจะดื่มแก้วแรกหมด พวกที่มาชุมนุมประท้วงก็เหยียบรั้วตาข่ายเหล็กพังราบเป็นแถบ แล้วบุกเข้ามา

คุยอวดเสียหน่อย สถานีฯเรามีการรักษาความปลอดภัยอย่างดีนะครับ มีทหารยามมาคอยเฝ้าเพราะเป็นสถานีฯที่ได้สัมปทานมาจากทหาร เหมือนสถานีโทรทัศน์กองทพบกช่อง 7 ของเราแหละครับ

ทหารยามประจำสถานีฯของเราห้าวหาญมากเลยครับ มือขวากระชับปืนมั่น ทำหน้าขึงขัง... แล้วก็ออกวิ่งคนแรกเลย รองเท้าแตะดีดส้นเท้าดังปั่บๆ ไปตลอดทาง (ชุดฟอร์มเต็มยศ แต่ใส่แตะแบบคีบ)

แล้วคณะพรรคชาวกัมพูชาที่เข้ามาก็แบ่งออกเป็น 3 สาย สายหนึ่งวิ่งขึ้นไปที่อาคารทำงาน ทุบทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า สายที่ 2 หยิบฉวยของทุกอย่างที่ขวางหน้า อีกสายก็เริ่มทำตัวเป็นพระเพลิง เผาทุกอย่างที่ขวางหน้า

คนไทยเราสามัคคีกันมากครับ อาราธนาหลวงพ่อโกยวัดฝุ่นตลบวนาราม แล้วพากันวิ่งเกาะกลุ่มกันไปปีนรั้วข้างหลังออกไปได้อย่างปลอดภัย ทิ้งข้าวของทุกอย่างไว้เบื้องหลัง

น่าเสียดายที่ไม่มีคณะกรรมการโอลิมปิคสากลอยู่ใกล้ๆ ไม่อย่างนั้นสถิติวิ่ง 100 เมตรอาจจะถูกทำลายไปแล้วก็ได้

มีอีกอย่างที่ลูกพี่ผมคนหนึ่งเสียดายในเหตุการณ์วันนั้น

“เสียดายอะไรครับพี่?” ผมถามหลังจากเหตุการณ์ผ่านมาได้สักพัก

“เสียดายแบล็คสิวะ เพิ่งกินได้แก้วเดียวเองตู”

ตัดกลับมาที่โรงแรม

เหตุการณ์เขาไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว แต่มีไอ้โง่สองคนยังนั่งอบซาวน่าอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว (ความจริงรู้ร้อน เพราะในซาวน่ามันร้อน) ห้องซาวน่าที่ว่านี่มันเป้นกระจกใสและอยู่ชั้นบนสุด มองออกไปเห็นวิวเมืองพนมเปญ ผมกับน้องก็เลยได้นั่งมองไฟหน้ามอเตอร์ไซค์ที่เห็นวิ่งกันเป็นแถวๆไปทั่วเมืองอย่างสนุกสนาน

“เฮ้ย มันไปทางโน่นแล้ว ดูดิ”

แต่พอกลับมาที่ห้อง โทรศัพท์ก็มาทันที พี่ที่ทำงานคนหนึ่งโทรมาบอกว่า “สถานฑูตเราโดนเผา สถานีเราก็โดนเผาแล้ว”

นั่นแหละครับ ถึงได้สำนึก...

ความคิดที่แวบเข้ามาก็คือ ว้า... แล้วจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย...




บทที่ 2 หนีระทึก ตึ่กๆ ตะลึ้กตึ๊กตึก

พอรู้ว่าสถานีฯโดนเผาไปแล้ว ผมกับน้องก็กลายสัญชาติเป็นกุ้ง คือ.. เอ่อ.. กลัวจน “Shit goes up to the brain” น่ะครับ ยังดีที่โรงแรมที่อยู่มีคนไทยอยู่ด้วยตั้งเกือบ 50 คน ก็เลยช่วยแบ่งปันความกลัวกันไปได้บ้าง

พอเจอหน้าพี่คนหนึ่งที่ทำงานอยู่บริษัทปูนซิเมนต์ เขาก็บอกว่า ตอนนี้กำลังพยายามติดต่อขอความช่วยเหลืออยู่ คาดว่าจะได้ออกจากพนมเปญกันคืนนี้ แล้วบอกให้เข้าไปรออยู่ที่ห้องก่อน พอจะเคลื่อนย้ายก็จะโทรไปบอก

ผมกับน้องกลับเข้าไปอยู่ในห้องนอน ...ไม่มีเรื่องโรแมนติคใดๆเกิดขึ้นครับ.. บอกเผื่อมีคนสงสัย เพราะน้องผมมันเป็น “ผู้ชาย”

แล้วผมก็บอกให้น้องย้ายของมีค่าทั้งหมดมาลงไว้ในเป้ เผื่อจะต้องวิ่งหนีจะได้หยิบฉวยเฉพาะเป้ เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขมรไล่ควาย เอ๊ย ไล่คนไทย จะมาบุกที่โรงแรมไหม

ระหว่างนั้นก็มีเสียงเฮดังขึ้นเป็นระยะๆ พร้อมกับเสียงมอเตอร์ไซค์กลุ่มใหญ่ที่วิ่งไปวิ่งมา

ผมนั่งไม่ติดที่ ต้องเดินไปเดินมา ออกจากห้องไปดูที่บันไดบ้าง ไปซุ่มดูที่หน้าต่างบ้าง ดูว่าจะมีใครบุกเข้ามาไหม ระหว่างที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด ก็มีเสียงหนึ่งดังแหวกความมืดในห้องขึ้นมา

“คร่อก... คร่อก.. ฟี้”

อ้าว ไอ้เวรลูกน้อง.. หลับไปซะแล้ว

ระหว่างที่นั่งกลัวนอนกลัวอยู่ในโรงแรมนั้น ผมไม่รู้หรอกว่า นายกฯทักษิณแสดงท่าทีโกรธมาก ที่สถานฑูตของเราโดนเผา ซึ่งก็สมควรอยู่ เพราะพูดก็พูดเถอะ ประเทศกัมพูชาโดยปกติแล้ว แค่ประชาชนตั้งท่าจะเดินขบวนกันเล็กๆน้อยๆ ก็ยังมีทหารมาเชิญแกนนำในการประท้วงไปรับประทานอาหารฟรี 3 มื้อที่ห้องอาหารฝรั่งชื่อ Dark Prison แกนนำหลายคนสงสัยจะติดใจอาหารของทหารมาก ถึงกับหายไปดื้อๆ ไม่เคยกลับมาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอะไรอีกเลย

แต่นี่ประชาชน (โง่ๆ) ตั้งเยอะวิ่งแรดไปเผาสถานฑูตตลอดจนธุรกิจไทยทั้งหลาย (แม้แต่ร้านเล็กๆ ยังไม่รอดเล้ย) ให้อมนครวัตมาพูดก็ไม่เชื่อว่า ไม่ได้สนับสนุนทางอ้อมด้วยการปล่อยให้เผากันตามใจ

(อดีต) นายกฯของเราใจร้อนจนเสียเรื่องไปหลายเรื่องเหมือนกัน แต่เรื่องนี้ผมว่านายกฯทักษิณใจร้อนแล้วดี เพราะเล่นโทรข้ามประเทศมาคุยกับ รมว.กลาโหมกัมพูชาทันที (มีข่าวว่าฮุนเซนก็อยู่ข้างๆนั่นแหละ แต่ไม่กล้ารับโทรศัพท์)

บทสนทนาน่าจะเป็นประมาณนี้

“ขอพูดกับท่านฮุนเซนหน่อย นี่ทักษิณโทรมา”

“สมเด็จฯฮุนเซนไม่อยู่ครับ”

“อ้าว เหรอครับ แล้วเมื่อไหร่จะกลับ”

“ไม่รู้ครับ ไม่ได้สั่งไว้ สงสัยอีกนาน อย่ารอเลย พรุ่งนี้โทรมาใหม่นะ”

“ครับ งั้นฝากบอกด้วยว่า.. เฮ้ย ไม่ได้ๆๆๆ มีใครรับเรื่องแทนได้บ้าง”

“ผม............. ครับ รมว.กลาโหม มีอะไรครับ”

“มันเรื่องอะไรปล่อยให้คนมาเผาสถานฑูตผมเล่นง่ายๆ สถานฑูตนะ ไม่ใช่แบงค์กงเต้ก จะได้เผาเล่นช่วงเทศกาลเช็งเม้ง"

"คือ.. คือว่า.."

"เออ แล้วเผาสถานฑูตก็ว่าแย่แล้ว ทำไมต้องเผาแคมโบเดียชินวัตรผมด้วยล่ะ บริษัทมือถือผมไปทำอะไรให้”

“อ่า.. คือว่า.. ประชาชนเค้าเผากันเองน่ะครับ ผมไม่เกี่ยว”

“อ้าว แล้วคุณปล่อยเขาได้ไง เป็นกลาโหมไม่ใช่เหรอ ไปๆๆๆ ส่งทหารไปห้ามเลย”

“ดึกแล้วครับ ทหารนอนหมดแล้ว”

“นอนก็ปลุกสิ ถ้าไม่มีทหารจริงๆ เดี๋ยวผมส่งไปให้นะ เอาสัก 2 กองพันมั้ย F16 อีกสัก 10 ลำ หรือจะเอาแบล็คฮอว์คสักฝูง เนี่ย..เพิ่งซื้อมาจะได้ลองซะเลย”

“มะ มะ มะ ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวดูว่ามีรถกร่งรถเกราะอะไรเหลืออยู่บ้าง แล้วจะรีบส่งไป”

“เออ ดี แล้วเคลียร์รันเวย์ไว้ด้วยนะ เดี๋ยวอีกสักพักผมจะส่ง C130 ไปรับคนไทย”

“ได้ครับๆ แค่นี้เหรอครับ”

“ใช่ แค่นี้แหละ”

“รับซาลาเปาขนมจีบเพิ่มมั้ยครับ”

“.....”


ในตอนนั้น มาตรการเด็ดขาดที่นายกฯโทรศัพท์ด่วนไปบังคับให้ฝ่ายกัมพูชาดูแลความปลอดภัยให้คนไทยโดยด่วน กลายเป็นประเด็นที่ NGO และฝ่ายค้านกะฝ่ายแค้นยกมาโจมตีรัฐบาล บ้างก็กลัวว่าจะกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บ้างก็วิจารณ์ว่าการทำอย่างนี้เหมือนประกาศสงครามกับกัมพูชา ฯลฯ

แน่จริงมรึงก็มาอยู่อย่างกรูสิว้อย ดูซิจะพูดอย่างนี้อีกหรือเปล่า

อีกอย่างนะครับ สถานฑูตของประเทศไหน ถือว่าเป้นแผ่นดินของประเทศนั้นๆ เล่นเข้าไปเผานี่ถือว่ารุกรานอธิปไตยของเราแล้ว เราจะออกอาการ “ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขาด เอ๊ย ขลาด” บ้าง ก็น่าจะเป็นสิทธิอันชอบธรรมของเราครับ

ตัดกลับมาที่โรงแรมต่อ

ตีสี่.. ผมหมดแรงจะออกไปดูสถานการณ์แล้ว ได้แต่นอนราบอยู่บนเตียง ท่ามกลางเสียงกรนอย่างสุขสมของเจ้าลูกน้องตัวดี จนผมนึกหมั่นไส้ในใจว่า เดี่ยวเถอะเอ็ง...ถ้าเขมรบุกเข้ามาจะแกล้งไม่ปลุกเสียเลยนี่

โทรศัพท์ในห้องดังขึ้น

“ครับ”

“เราจะเดินทางไปสนามบินแล้ว ที่เมืองไทยเขาส่ง C130 มารับ เตรียมของลงมาล็อบบี้ข้างล่างเลยครับ”

“ครับๆ ต้องทิ้งกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ไว้หรือเปล่าครับ”

“ไม่ต้องครับ เขาจะเอารถบัสมารับ ที่เหลือเฟือครับ เอาของไปได้หมดเลย อย่าขนทีวี ตู้เย้น อ่างอาบน้ำของโรงแรมไปด้วยก็แล้วกัน”

“ครับๆ”


ผมวางหูโทรศัพท์ แล้วหันมาเจอลูกน้องยืนตาแป๋วพร้อมกับข้าวของ.. เตรียมพร้อม

แหม.. ไวจริงๆนะเอ็ง…

ในที่สุด คนไทย 40 กว่าชีวิตรวมทั้งผมก็ลงมารวมตัวกันอยู่ในล็อบบี้ ไม่มีใครพูดกันมากนัก ประหนึ่งว่ากลัวพลพรรคเขมรข้างนอกจะได้ยิน ถนนหน้าโรงแรมมีรถหุ้มเกราะและรถตำรวจวิ่งเคลียร์เส้นทาง มีเสียงยิงปืนประปรายซึ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นเสียงยิงขู่ แล้วรถบัสคันใหญ่คันหนึ่งก็วิ่งมาจอดบริเวณหน้าโรงแรม

เคยอ่านเรื่องเรือของโนอาห์ที่ช่วยชีวิตสัตว์ตอนน้ำท่วมโลกตอนเด็กๆ ตอนนี้รู้แล้วครับว่าพวกสัตว์ที่กำลังจะขึ้นเรือโนอาห์รู้สึกยังไง แหะ แหะ

รถบัสวิ่งฝ่าความมืดตรงไปยังสนามบิน ระหว่างทางเราได้เห็นความเสียหายที่เกิดจากน้ำมือของชาวเขมรเป็นระยะๆ ถนนโล่งไร้ผู้คนและรถรา แต่เราก็อดสอดส่ายสายตาอย่างหวาดระแวงไปรอบๆรถไม่ได้ เพราะกลัวว่าจะมีใครโผล่มาเล่นจ๊ะเอ๋เราด้วยพี่สมิธ (แอนด์ เวสสัน) หรือพี่อาก้า (เกี่ยวดองเป้นญาติกับชนเผ่าอาข่าหรือไม่ ไม่ขอยืนยัน)

รถบัสแบบเดียวกันนี้อีกหลายคันที่มาจากสถานที่หลายแห่ง ต่างขนคนไทยจนเต็มและมุ่งหน้าไปที่จุดหมายเดียวกัน นั่นก็คือสนามบินทหาร ซึ่งอยู่ติดกับสนามบินโปเชียงตง ซึ่งเป็นสนามบินพานิชย์

หลังจากใช้เวลาอยู่ในรถเพียง 20 นาทีที่นานเหมือนสัก 2 ชั่วโมง รถบัสของเราก็จอดสนิทข้างๆรันเวย์ คนไทยเกือบ 700 คนทั่วพนมเปญได้มารวมตัวกันแล้ว ก่อให้เกิดปรากฏการณ์อย่างหนึ่งขึ้น........

“Sparrows break nest phenomenon”

หรือแปลว่า ปรากฏการณ์นกกระจอกแตกรัง...55

คุณลักษณะที่ดีในการรับมือวิกฤตการณ์ของคนไทยก็คือ รวมกลุ่มแล้วเม้าท์แตกครับ นอกจากจะเป็นการแบ่งปันความทุกข์ความโศก ระบายความเครียดให้กันและกันแล้ว ความที่คนไทยเป็นคนอารมณ์ดี ก็เลยมีเสียงหัวเราะคิกคักๆมาจากวงโน้นวงนี้ ทำให้บรรยากาศหายน่ากลัวไปเยอะเลยล่ะครับ

แล้วก็ได้เรื่องราวสนุกๆที่เกิดขึ้นในวิกฤตการณ์มาเล่าสู่กันฟัง

อย่างเช่น เรื่องการเอาตัวรอดของคนไทย

คนไทยเราเอาตัวรอดเก่งมากๆครับ ลองฟังเรื่องราวของคนไทยคนหนึ่งที่เอาตัวรอดมาได้หวุดหวิดดูสิครับ

อ้อ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงนะครับ ผมเปล่าเล่นมุขด้วย

พี่เขาเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งครับ ตอนที่พลพรรคเขมรบุก พี่เขากำลังพิมพ์งานลงคอมพิวเตอร์อยู่ในห้องทำงานคนเดียว คนไทยคนอื่นๆหนีไปตั้งแต่เขมรเฮกันเข้ามาแล้ว

พี่เขาก็นึกในใจว่า ตายละวา.. ทำยังไงดี รู้น่ะพอรู้ว่าเขมรบุกไปตามบริษัทห้างร้านคนไทย แต่ไม่นึกว่าจะมาเร็วขนาดนี้

พี่เขาทำงานอยู่ชั้น 3 ครับ พอโผล่ออกมามองที่บันไดก็เห็นหัวเขมรไวๆอยู่ชั้นล่าง พร้อมเสียงไชโยโห่ร้องที่บุกเข้ามาในบริษัทได้

พี่เขาก็เลยถอยกลับมาตั้งหลักในห้องทำงาน มองซ้ายมองขวาก็เห็นไม้ท่อนใหญ่อยู่ท่อนหนึ่ง ด้วยความที่เป้นคนไทยใจกล้าหาญ พี่เขาจึงหยิบไม้ขึ้นมากระชับมั่นไว้ในมือ นัยน์ตาจับจ้องอยู่ที่ประตู ...เข้ามาสิวะ ไอ้เขมร.. พี่เขานึกในใจ

ข้างนอกห้องมีเสียงดังโฉ่งฉ่างโพล้งเพล้ง เพราะเขมรเริ่มบุกเข้าทุบทำลาย (และขโมย) ข้าวของต่างๆในห้องอื่นๆ แล้ว

ประตูเปิดผาง พร้อมกับพลพรรคเขมรคนหนึ่งโผล่เข้ามาทำหน้าเหรอหรา

พี่เขาเงื้อไม้ขึ้นสุดแขน...แล้วตี.................

ตี

ตี

ตี

และตี…

...ลงไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เพิ่งพิมพ์งานอยู่นั่นแหละ

“ทำไมช้าจัง กรูมาตั้งนานแล้ว..ห้องนี้” พี่เขาส่งภาษาเป็นเสียงในฟิล์ม (เขมร) ปลอมตัวเป็นเขมรมันซะเลย

เขมรพยักหน้า แล้วเข้ามาช่วยทุบของในห้องอย่างสนุกสนาน พี่เขาก็เลยเลี่ยงออกมาได้อย่างปลอดภัย

ไม่รู้หลังจากจบเหตุการณ์แล้ว ต้องซื้อคอมฯใช้คืนบริษัทเองหรือเปล่านะ...

ตัดกลับมาที่สนามบิน

ผมลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ลงมาจากรถบัส พร้อมกระเป๋าเครื่อง Notebook และเป้อีกใบ เรียกว่าข้าวของครบ เดินผ่านใครก็รู้สึกละอายนิดๆ เพราะ 80% ของคนไทยที่สนามบิน อยู่ในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว เหลือมาได้แค่ร่างกายกับชีวิต

มีแต่ไอ้บ้าสองคนนี่แหละ หอบของกันพะรุงพะรัง.. เหอ เหอ

ที่ขอบฟ้าไกลลิบโน่น แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้าแล้ว เราได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังแผ่วๆ มาสายตาเกือบทุกคู่มองไปยังขอบฟ้า แล้วก็เห็นจุดดำๆกำลังใกล้เข้ามาทุกที

“มาแล้วๆ”

“เครื่องบินกองทัพอากาศเราเหรอ” อีกคนถามอย่างตื่นเต้น

“เปล่า.. อีกา แหม ออกหากินเช้าดีจัง”


อย่าไปสนใจบทสนทนาข้างบนเลยครับ เอาเป็นว่าเครื่องบินลำเลียงยักษ์ (คือขนาดใหญ่ ไม่ใช่เครื่องบินไว้ขนยักษ์) C130 ของกองทัพอากาศไทย มาถึงสนามบินทหารของกัมพูชาแล้ว ทหารกัมพูชาที่คุ้มกันอยู่ที่สนามบินได้รับคำสั่งให้ออกจากพื้นที่ เพราะทหารไทยไม่ไว้ใจ..




บทที่ 3 AFT - สายการบิน Air Force Thai บริการทุกระดับ ประทับใจ

C130 สร้างและพัฒนาโดยบริษัทล็อกฮีด แรกเริ่มถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1955 โน่นแน่ะครับ สร้างมาแล้วหลายรุ่น ใช้ระหัสเริ่มตั้งแต่ C130 A จนกระทั่งตอนนี้รู้สึกจะถึง C130 S แล้ว ไปประจำการอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก ส่วนรุ่นที่ขายดีที่สุดคือรุ่น H เพราะเป็นรุ่นฟูลออพชั่น มีวิทยุเทป แมกซ์ แอร์แบ็ค เอบีเอส ดาวน์น้อยผ่อนนาน ชั่วลูกชั่วหลานก็ยังไม่หมด รุ่นท็อปแถมตุ๊กตาหน้ารถด้วย อ้าว เอ๊ะ พูดถึงเรื่องเครื่องบินเหรอครับ ผมผ่าไปพูดถึงเรื่องรถ แหะ แหะ

ตอนหลังบริษัทล็อคฮีดคงเบื่อๆ C130 ก็เลยหันไปสร้างเครื่องบิน Stealth แล้วเกิดติดใจ ประมาณว่าขายได้แพงกว่าทั้งที่ใช้เหล็กน้อยกว่ากันตั้งครึ่ง ก็เลยซาๆการผลิต C130 ไป

C130 เป็นเครื่องบินใบพัด 4 เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ใหญ่ขนาดพี่เขาได้สมญานามต่อท้ายว่า “เฮอร์คิวลิส “ลองคิดดูซิครับว่าใหญ่แค่ไหน ดูขนาดและรูปร่างหน้าตาแล้วจะต้องมีคนคิดบ้างแหละน่าว่า วิศวกรของล็อคฮีดต้องเคยฝันเห็นปลาวาฬลอยได้ ยิ่งพอรู้ว่าที่ตั้งบริษัทอยู่ที่ปาล์มเดล แคลิฟอเนียร์ยิ่งชัด พี่แกต้องเคยเผลอหลับตอนอาบแดดแล้วฝันเห็นแน่ๆ เลย
น่าจะเหมือนเรื่องๆหนึ่งที่เคยได้ยินมานานแล้ว ใครเคยได้ยินแล้วก็ข้ามไป อย่าเพิ่งเฉลยให้คนอื่นรู้ล่ะ

เรื่องมีอยู่ว่าวิศวกรเยอรมันคนหนึ่งได้รับคำสั่งจากฮิตเลอร์ให้สร้างรถราคาประหยัด ใช้งานง่าย ทนทานในทุกสภาพอากาศ รูปร่างโดดเด่นเช่นเดียวกับชาวอารยัน ใครเห็นก็ต้องรู้ว่าเป็นรถเยอรมัน วิศวกรคนนั้นคิดอยู่นานก็คิดไม่ตกเสียที ยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้มใจ เพราะหากทำไม่ได้ตามกำหนด ฮิตเลอร์อาจจะโมเมบอกว่าเขาสืบเชื้อสายมาจากยิว แล้วส่งไปเข้าค่ายเอาช์วิตต์ก็ได้

วันก่อนกำหนดเส้นตายหนึ่งวัน ภรรยาของวิศวกรเห็นเขากลุ้มมาก ก็เลยยกอาหารเช้าพร้อมกาแฟมาให้ถึงห้องทำงาน ปรากฎว่าพอเปิดประตู ลมเจ้ากรรมก็พัดกรรโชก ทำให้ชุดนอนของภรรยาเปิดขึ้นไปถึงสะเอว แล้วยุคสงครามที่ข้าวยากหมากแพงน่ะ กระทั่งกางเกงในก็ต้องปันส่วนกัน ใครจะใส่นอนให้เปื่อย

วิศวกรเงยหน้ามาดูแล้วร้องออกมาคำเดียวว่า

“Oh! Doch!!!” (โอ้ เยส พระเจ้าช่วยกล้วยทอด)

แล้วพี่แกก็หักโหมออกแบบรถขึ้นมารุ่นหนึ่งที่ยังคงใช้งานได้ดีจนถึงปัจจุบัน ก็คือรถโฟล์คเต่านั่นเองครับ –โปรดสังเกตกระโปรงหน้ารถเต่า ถ้าคุณอ่านแล้วไม่เก็ต

ใครอ่านแล้วหาว่าผมทะลึ่งผมไม่ยอมรับนะเออ ต้องไปโทษคนที่เล่าให้ผมฟังแล้วผมมาเล่าให้คุณๆฟังต่อโน่นครับ

เล่าไปเล่ามานอกเรื่องซะอีกแล้ว

เครื่องบินหน้าตามู่ทู่เหมือนคนอารมณ์บูดของกองทัพอากาศไทย บินวนเหนือสนามบินทหารกัมพูชาอยู่หลายรอบ จนนักบินเริ่มเบื่อและหน่วยคอมมานโด 100 นายที่มาด้วยเริ่มเวียนหัว กระทั่งร้อยเอกหัวหน้าหมวดคนหนึ่งถึงกับต้องเข้าไปขู่นักบินว่าจะอ้วกลดคอนโซลถ้าไม่ยอมเอาเครื่องลงนั่นแหละ นักบินของ C130 เครื่องหนึ่งจึงตัดสินใจลดระดับลงมาสู่พื้นสนามบินก่อน

C130 ลำแรกลงมาสัมผัสพื้น พอจอดสนิท มอเตอร์ไซค์วิบากติดปืนกลสองคันพร้อมกับหน่วยคอมมานโดทหารอากาศอีก 2 นาย ก็เผ่นโผนออกมาจากเครื่อง วิ่งเซไปเซมานิดหน่อยเพราะเมาเครื่องบิน เข้าเคลียร์พื้นที่จนแน่ใจว่าไม่มีตะปูหรือเศษไม้อะไรจะมาตำยางเครื่องบินให้แบนได้ก็พอใจ วิ่งกลับไปอารักขาอยู่ข้างๆเครื่องบิน (จริงๆแล้วเขาลงมาเคลียร์ว่ามีใครซุ่มคอยโจมตีหรือเปล่าต่างหาก คนเขียนเรื่องมันมั่ว)

คอมมานโดพร้อมปืนกลอยู่ในตำแหน่งดีแล้ว คอมมานโดอีกนายก็โผล่ออกมาพร้อมกับโทรโข่ง

“ขอให้ทุกท่านเตรียมตัวขึ้นเครื่องกลับประเทศไทยครับ เครื่องบินของเรามีพอให้ทุกท่านกลับ กรุณาเข้าแถวให้เรียบร้อยนะครับ"

คนไทยที่หนีตายทั้งหมดเริ่มเข้ามาจัดแถวกันเป็นแนวยาวเหยียด โดยมีพวกที่หนีมาด้วยกันหลายคนทำหน้าที่เป็นคุณครูจำเป็นคอยจัดแจงให้เข้าแถวอย่างเป้นระเบียบ ขาดแค่ไม่ได้ถือไม้เรียวมาด้วยเท่านั้นเอง

ความจริงแล้วน่าจะนับว่าเป็นวันสำคัญของชาติได้อีกวันหนึ่งนะครับ เพราะคนไทยวันนั้นมีวินัยมากๆ เข้าแถวกันเป็นระเบียบเรียบร้อยมากๆ ถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่มีใครแซงคิวใคร ทั้งๆที่ตอนอยู่เมืองไทยบางคนก็แซงคิวจ่ายเงินในเซเว่นฯ หรือแทรกคอสะพานข้ามแยกเวลารถติดกันอยู่บ่อยๆ

ผมกับน้องเข้าเป็นแถวแรกครับ ตามลำดับแล้วเราจะต้องได้ขึ้นเครื่องบินลำแรกกลับบ้านแน่ๆ แต่ปรากฏว่าเขานับกันไปมาอีท่าไหนไม่รู้ แถวแรกของเรากลายเป็นแถวสุดท้ายไปได้

“ตกลงแถวนี้เป็นแถวที่ 37 นะคะ” คุณครูจำเป็นคนหนึ่งบอก พอเห็นหน้าจ๋อยๆของผมกับน้องเข้าก็ปลอบโยน “ไม่เป็นไรหรอกนะคะ ทหารเขาบอกว่า เครื่องบินมีพอสำหรับทุกคน ไปลำแรกหรือลำหลังก็เหมือนๆกัน”

แต่พอเธอพูดจบ ผมเห็นเธอหันหลังกลับแล้วกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปหยิบของ โกยอ้าวไปกับเครื่องบินลำแรกเลย..

“เอาเถอะ ช่างมันวะ ยังไงก็ได้กลับบ้าน” ผมบอกลูกน้องอย่างเพลียๆ แหม เจ็ดโมงเช้าแล้วนี่ครับ ผมยังไม่ได้นอนซักนาทีเลย

แต่ถ้าผมรู้ว่า การกลับเครื่อง C130 ลำสุดท้ายจะเป็นวิบากกรรมขนาดนี้ เหอๆ ผมคงขอแอบไปขึ้นลำแรกแล้วล่ะครับ

เพราะอะไรเหรอครับ

ลองอ่านต่อไปสิครับ

ในที่สุด หลังจากยืนรอกันอย่างกระตือรือร้นด้วยความดีใจที่จะได้กลับบ้าน คนในแถวผมก็เริ่มแห้งไปทีละคนสองคน ผมถึงกับลงนั่งบนกระเป๋าเดินทาง ทำท่าจะหลับมิหลับแหล่ ดีนะเนี่ยที่เลือกกระเป๋าเดินทางแบบไฟเบอร์กลาสแข็ง

ส่วนลูกน้องผมก็สนุกกับการใช้กล้องป๊อกแป๊กถ่ายรูปเครื่องบินอย่างสนุกสนาน สมัยนั้นกล้องดิจิตอลมีสเป็คสูงสุดแค่ 1.3 ล้านพิกเซล แล้วก็ยังไม่แพร่หลายครับ ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยียังต่ำจนหยิ่งไม่ยอมซื้อมาใช้หรอก แต่เป็นเพราะราคายังไม่ค่อยสมดุลย์กับเงินในกระเป๋าเท่าไหร่ต่างหาก แหะ แหะ

ในที่สุด เวลาขึ้นเครื่องของผมก็มาถึง ผู้โดยสารทุกคนที่ตกค้างตอนนี้อยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น ครึ่งผีครึ่งคน แล้วก็ต้องทรมานตัวเองด้วยการวิ่งเต็มกำลังฝ่าลมจากใบพัดเครื่องทั้ง 4 เครื่องยนต์ไปขึ้น C130 กันแบบทุลักทุเล กระเป๋าเดินทางของผมแปรสภาพจากกล่องเก็บเสื้อผ้า กลายเป็น “ภาระ” ไปแล้วตอนนี้ ยังดีที่สจ๊วตสายการบินนี้ใจดี ถึงจะแต่งชุดพราง สะพายปืนกล แถมแต่งหน้าเข้มด้วยดินหม้อสีดำๆ ก็ยังบอกผมด้วยเสียงนุ่มนวล

“ชิดในเลยเพ่ๆๆ” เอ๊ะ นั่นมันสาย 38 แถวบ้านมั้ง ไม่ใช่เครื่องบินกองทัพอากาศ เปลี่ยนใหม่ๆ

“เอาของวางข้างๆเลยครับ แล้วเข้าไปข้างในหน่อยครับ มีที่ให้นั่งได้”

ผมล่ะหวังจะได้นั่งหลับตลอดทางที่กลับเมืองไทย แต่อุแม่เจ้า พอมองเข้าไปในเครื่องบินแล้วก็แทบเป็นลม

เครื่องบิน C130 ที่ผมจะอาศัยกลับเมืองไทย เป็นลำที่ 4 ในจำนวน 4 ลำที่ส่งมา ในตอนแรกเขาจัดว่าจะรับคนไทยกลับไปแค่ 2 ลำก่อน แล้วบินกลับมารับอีกที อีก 2 ลำที่มาด้วยคนคอมมานโดจำนวนหนึ่งกองร้อยมารับมือกรณีฉุกเฉิน ก็เลยมีเครื่องไม้เครื่องมือยุทโธปกรณ์เพียบ แต่ตอนหลังเห็นว่าพอจะเบียดๆกันกลับไหว ก็เลยตกลงใจให้กลับกันไปหมดในเที่ยวเดียว คือให้ขึ้นเครื่องที่ขนของด้วยเสียเลย

ภายในเครื่อง C130 เป็นเหมือนห้องโถงทรงกลมอ้วนๆน่ะครับ ไม่มีวัสดุบุกันเสียงให้เกะกะเหมือนเครื่องบินพาณิชย์ ด้านข้างติดกับลำตัวเครื่องแต่ละด้านจะเป็นที่นั่งแบบหันหน้าเข้าหากันเหมือนรถสองแถว มีที่นั่งไม่มากนัก (และทุกที่นั่งก็เต็มจนแทบจะขี่คอกันอยู่แล้ว) ส่วนตรงกลางธรรมดาคงจะว่างโล่งโจ้ง แต่ลำที่ผมขึ้นมานี่ตรงกลางแน่นเอี้ยดไปด้วย...

“บินหลา บินมา บินเรื่อยมาเล่นลม...”

ไม่ใช่..เพ้อเจ้ออีกแล้ว นั่นมันวงแฮมเมอร์ แต่ที่อยู่ตรงกลาง C130 ลำนี้มัน “ฮัมเมอร์”

ครับ เจ้ารถลาดตระเวณโจมตีฮัมเมอร์นั่นแหละครับ ตั้งสองคัน เล่นเอาเกือบจะไม่มีที่เหลือเลย หลังจากเห็นมาในหนังหลายเรื่องอย่างเช่น Black Hawk Down ในที่สุดผมก็ได้เจอมันตัวเป็นๆในระยะใกล้ชิด แถมยังต้องอยู่ร่วมกับมันไปจนถึงเมืองไทยอีกด้วย

ถ้าเป็นเวลาอื่นคงตื่นเต้นดีละครับ ตามประสาคนบ้ารถ (ความจริงบ้าไปเสียทุกอย่าง เรียกว่าศรีธัญญารอรับอยู่) แต่ตอนที่ไม่มีที่จะหย่อนก้นลงตรงไหนเลยเพราะเจ้าฮัมเมอร์สองคันนั่น ผมก็เริ่มตื่นเต้นน้อยลงถึง 85.56601%

แล้วเจ้าฮัมเมอร์นั่นแหละครับ ที่เป็นที่พักพิงของผม พิงจริงๆครับ ยืนพิงแล้วก็ผลอยหลับไปตลอดทาง หลับทีเข่าอ่อนที ก็ตื่นขึ้นมาที เป็นอย่างนี้ตั้งเกือบ 2 ชั่วโมงกว่าเครื่องบินจะเริ่มเข้าสู่น่านฟ้าประเทศไทย

ประเทศไทย..I LOVE YOU!!!!

--------------------------------------------------------



บทอวสาน "ฉันอยู่ที่นี่ ศัตรูที่รัก"

พอเข้าเขตสนามบินดอนเมือง ซึ่งเป็นสนามบินในส่วนของทหารอากาศ ที่เขาเรียกอากาศโยธินน่ะครับ คนไทยเกือบร้อยชีวิตที่หลับบ้าง ไม่หลับบ้าง ไม่หลับแต่แกล้งหลับบ้างจะได้ไม่ต้องลุกให้เด็ก สตรี และคนชรานั่งบ้าง (เอ๊ะ นั่นมันบนรถเมล์นี่นะ ไม่ใช่บนเครื่องบิน) ต่างก็พร้อมใจกันลืมตาเพื่อสัมผัสบรรยากาศปลอดภัยของประเทศไทย บางคนที่ทำน้ำลายหยดใส่หัวคนที่นั่งอยู่ต่ำกว่าก็รีบทำไม่รู้ไม่ชี้ พวกที่โดนน้ำลายหยดใส่ก็แค่นึกด่าแม่ในใจเงียบๆ แล้วอภัยให้กันไป ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันน่าดู

แล้วทุกคนก็ได้ยินเสียงน่ากลัวที่สุดในชีวิต....

“ปู้ดดดดดดดดดด”

อ้าว ไม่ใช่ครับ นั่นมันเสียงท่อไอเสียของบางคนที่อดรนทนไม่ไหว เนื่องจากได้เวลาระเบิดถังส้วมตามเวลาปกติ แต่ก้นก็ยังไม่ได้สัมผัสโถรองนั่งในส้วมเสียทีจนส่งเสียงอุทธรณ์พร้อมก๊าซพิษ

เสียงที่ได้ยินมันเป็นเสียงแนวๆนี้ต่างหาก

“แอ๊ดดดดดดดดดด โคร่กแคร่กๆๆๆ โป้ง ป้าง เช้ง........”

ทุกคนหน้าตาตื่นตกใจไปตามกัน โถ..ตูอุตส่าห์รอดมาจากโดนเผา จะต้องมาเครื่องบินตกตายกันตรงดอนเมืองเนี่ยน่ะเหรอ

แต่สจ๊วตในชุดลายพรางพร้อมปืนกลมือก็ยิ้มปลอบใจแล้วตะโกนบอกดังๆ (ไม่ค่อยสุภาพ แต่เป็นเพราะต้องกลบเสียงดังๆนั่นน่ะครับ)

“ไม่มีอะไรครับ แค่กางล้อครับ”

หลายคนโล่งใจไปตามกัน แต่บางคนก็ยังหน้าเสียอยู่

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ถ้าเครื่องตกพวกผมก็ตายด้วย...”

ไอ้คนที่โล่งใจไปแล้วก็เลยกลับมาหน้าเสียใหม่ โธ่ ไม่ต้องพูดก็ได้นะพ่อคุณ ประโยคนี้ไม่เห็นจะช่วยปลอบใจได้ตรงไหนเลย แค่อุ่นใจว่าจะได้มีทหารเป็นเพื่อนไปเมืองผีด้วยกันแค่นี้เอง

มาวิเคราะห์ภายหลัง ที่กางล้อแล้วเสียงดังขนาดนั้นเป็นเพราะเครื่องซี 130 เป็นเครื่องบินทหาร ไม่มีวัสดุอำนวยความสะดวกหรือวัสดุกันเสียงใดๆเหมือนกับเครื่องบินพาณิชย์ (ถ้าสวยต้องพาณิชยการแถวปากคลองตลาดเท่านั้น เอ๊ะ เกี่ยวกันไหมเนี่ย) เพราะทหารไม่ต้องการความสะดวกสบาย (แต่รถประจำตำแหน่งนายพลหลายคนเป็นเบนซ์ทั้งนั้น ทำไมหว่า)

ดังนั้น พอนักบินบังคับเครื่องให้กางล้อ ทั้งเสียงเหล็กเสียดสี เสียงลมปะทะ เสียงไฮโดรลิกทำงาน จึงลอยมาเข้าสู่ ค้อน ทั่ง โกลน ในหูของเราแบบเต็มๆ จนออกอาการหวาดและเสียวในเวลาเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เครื่องซี้ เอ๊ย ซี 130 ของกองทัพอากาศไทยก็ลงสัมผัสพื้นอย่างไม่ค่อยนิ่มนวลนัก คาดว่าจะมีปัญหาเรื่องไม่ได้ใช้คายาบ้าหรือมอนโร และไม่ได้ใช้ชุดแต่ง TRD ช่วงล่างจึงไม่ค่อยนิ่ม รับรองไม่ใช่ปัญหาว่านักบินบินไม่เก่งแน่นอน (อันนี้ต้องประจบเข้าไว้ครับ เดี๋ยวคราวหน้ามีอะไรขึ้นมาอีกพี่นักบินจะได้ไม่งอน เดี๋ยวไม่ยอมมารับล่ะแย่เลย)

“ปู้ด เอ๊ย เฮ้อ” เกือบทุกคนผายลม เอ๊ย ถอนใจพร้อมๆ กัน เพราะรู้ว่าปลอดภัยแล้ว (คงมีคนแอบผายลมผสมโรงมาด้วยจริงๆ น่ะแหละ เพราะได้กลิ่นแปลกๆ แต่ไม่รู้ตัวคนปล่อย)

ตอนผมสะโหลสะเหลลงจากเครื่องบินพร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบโตนั้น หน้าตาคงจะดูไม่ได้เลย เพราะมีคนเขาเห็นหน้าผมในโทรทัศน์ แล้วบอกว่าสงสัยผมจะโดนมาหนัก ถึงกับออกอาการเป็นห่วงเป็นใยกันยกใหญ่

แหม ถ้าตอนนั้นรู้ว่าจะได้ออกทีวี (โดยไม่ได้ตั้งใจ) จะโบ๊ะหน้าสักนิด ปั้นยิ้มเสียหน่อย เสียแรงเป็นกระเทย เอ๊ย ทำงานทีวีมาตั้งนาน

พอลงจากเครื่องบิน รถบัสหลายคันก็วิ่งเข้ามารับ ผมชะเงื้อชะแง้แอบมองหานายกฯทักษิณอยู่แป๊บหนึ่ง ก่อนจะรู้ว่าท่านมารับคนที่อยู่ลำแรก แล้วก็กลับไปตั้งนานแล้ว

รถบัสพาเราไปที่กองบัญชาการทหารสูงสุด (ขออภัยถ้าจำผิดนะครับ ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วผมชอบสับสนระหว่าง บก.สูงสุดกับ บก.ทหารบก ขนาดทำข้อสอบสังคมถามชื่อ ผบ.สส. ยังตอบเป็น ผบ.ทบ. เลย โชคดีที่ตอนนั้น พลเอกอาทิตย์นั่งทั้งสองตำแหน่ง เลยตอบไม่ผิด 555) พอไปถึง คนไทยทั้งหมดก็ต้องเผชิญหน้ากับข้าวกระเพราไก่กล่องใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาในชีวิต คาดว่าคนจัดหาคงเข้าใจผิดคิดว่าพวกที่มาเป็นพวกติดเกาะร้างมาหลายวัน คงจะหิวโซ ก็เลยอัดข้าวมาเต็มๆ (และไก่น้อยๆ ตามฟอร์ม) คนกินเก่งที่สุดในกลุ่มเรายังกินไม่หมดเลยครับ

จากนั้นเราก็ได้รับการประทับตราพาสปอร์ตเป้นกรณีพิเศษ เป็นการยืนยันว่าเราได้เข้ามาประเทศไทยแล้วจริงๆ ส่วนผู้ที่รีบมาจนพาสปอร์ตหายหรือไม่ได้หยิบมา (โธ่ หนีเอาตัวรอดมาได้ก็บุญแล้ว) ทางกองตรวจคนเข้าเมืองก็ขอหลักฐานเท่าที่มีเพื่อยืนยันว่าเป็น "คนไทยหรือปล่าวววว" แล้วตรวจสอบจนแน่ใจก่อนจึงปล่อยให้กลับบ้านได้

“กลับได้แล้วครับ”

ทุกอย่างดีหมดเลยครับท่านทั้งหลาย ผมก็สำนึกบุญคุณอยู่หรอกนะที่จัดการอำนวยความสะดวกให้ ยกเว้นตอนปล่อยกลับบ้านนี่แหละ เพราะผมต้องลากกระเป๋าแล้วเดินออกมาจากกอง บก.สส. ของท่านน่ะตั้งเกือบสองกิโลฯ เพื่อหาแท็กซี่ (ซึ่งหายากหาเย็น) ตอนธรรมดาคงไม่เท่าไหร่หรอก เดินแค่นี้มันชิวๆ แต่หลังจากหนีเขมร ไม่ได้หลับได้นอน แถมยืนเกาะฮัมเมอร์มาตั้ง 2 ชั่วโมงเนี่ย... มัน"หนักเกินไปแล้ว เกินจะแบก...” ยังกะเพลงหนูใหม่ เจริญปุระ ยังไงยังงั้นเลยท่าน

วันหลังส่งผีก็ส่งถึงวัดหน่อยนะคร้าบ................ นี่อะไร เหมือนหามแล้วเอาไปโยนให้ตะกายขึ้นเมรุเองเลย...

ผมกลับไปบ้านแล้วก็ตายเป็นหลับ เอ๊ย หลับเป็นตาย พอวันรุ่งขึ้น พละกำลังค่อยกลับคืนมาก็เดินทางออกไปอ้อนคนรู้จักทุกคน รู้สึกประมาณเป็นวีรบุรุษที่กลับจากสงครามยังไงก็ไม่รู้ ไม่ดีอยู่นิดเดียวตรงที่คำทักส่วนใหญ่จะเป็นแนวนี้ครับ

“อ้าว ยังไม่ตายอีกเหรอ”

“โห นึกว่าไม่รอดแล้วนะเนี่ย”

“เฮ้ย..ผีหลอก..”

ไอ้ประโยคหลังนี่คนพูดเกือบได้เป็นผีไปเองแน่ะครับ

แต่ที่ประทับใจที่สุด และน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมตัดสินใจกลับไปช่วยทำงานที่กัมพูชาต่อก็เพราะเจ้านายใหญ่ ทายาทของผู้ก่อตั้งบริษัทนี่ละครับ พอผมไปถึงที่ทำงานและโม้กับเพื่อนๆไปพอหอมปากหอมคอแล้ว เจ้านายก็เรียกผมไปรายงานที่ห้องทำงาน

สายตาที่เจ้านายมองผมตอนรายงานนั้นบ่งบอกว่าเป็นห่วงและสงสารที่ผมต้องตกระกำลำบากเพราะไปทำงานให้บริษัท และคำพูดๆหนึ่งที่ผมไม่เคยลืมก็คือ

“แย่นะ เออ พี่ไม่มีอะไรเลี้ยงปลอบขวัญว่ะ.. “ เจ้านายผมหันไปเรียกแม่บ้าน “มีขนมอะไรกินมั่ง จัดมาสองที่”

พอขนมมา เจ้านายผมก็บอกว่า

“พี่ก็ไม่มีอะไรเลี้ยง กินขนมก็แล้วกัน ดีนะที่ปลอดภัยกลับมา วันนี้ก็กลับไปพักผ่อนเถอะนะ”

สังเกตไหมครับว่าเจ้านายผมแทนตัวว่า “พี่” และผมเองก็เรียกเจ้านายผมว่า “พี่ตั้...” อุ๊บ ว่าจะไม่เปิดเผย เกือบไปแล้วสิเรา วัฒนธรรมองค์กรของเราเป้นอย่างนี้เองครับ แล้วก็คงเป็นเหตุนี้มั้งผมถึงอยู่ที่นี่มาครบ 10 ปีในปลายปี 2548 นี้แล้ว (ขอทองหน่อยนะคร้าบ...เจ้านาย)

นอกจากคำปลอบโยนแล้ว ก็มีค่าปลอบขวัญอีก 20 พันเป็นเงินพิเศษครับ ใครบอกว่าบริษัทผมเคี่ยวหรือเขี้ยว… โธ่.. แค่ไม่ได้ขึ้นเงินเดือนมาแค่ 4-5 ปีเอ๊ง อุ๊บส์.......... เผลออีกแล้ว

เวลาผ่านไปจนคนไม่ตื่นเต้นกันเท่าไหร่แล้ว บริษัทก็บอกว่าจะส่ผมกลับไปทำงาน เพราะคนไทยที่ทำธุรกิจกลับเข้าไปที่กัมพูชาหมดแล้ว ถ้าเราปิดสถานีฯนานกว่านี้ เราอาจจะดึงเรตติ้งกลับมาไม่ได้

ผมคิดหนักพอควร แต่ผมก็ลองมานั่งนึกดู

ข้อ 1 คนเขมรไม่ได้เลวหมดทุกคน

ข้อ 2 คนเขมรไม่ได้เกลียดคนไทยทุกคน

ข้อ 3 คนเขมรที่เผาสถานฑูตและธุรกิจไทย ก็เป็นคนที่จัดตั้งมา ไม่ใช่ประชาชนมาทำเอง (ก็มีพวกโดนปั่นหัวมากลุ่มหนึ่ง แต่ก็ไม่เยอะเท่าไหร่) เพราะฝ่ายการเมืองของเขมรต้องการปลุกกระแสชาตินิยมให้พรรคตัวเองได้คะแนนเสียงเยอะๆ เพราะเคยทำแล้วเห็นผลตอนไล่เวียดนามกลับประเทศเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว

ข้อ 4 ต่อไปนี้ก็คงไม่มีเหตุการณ์แบบนี้อีกแล้ว เพราะหลังจากเหตุการณ์นี้ โรงงานก็ปิด คนว่างงานเพิ่มขึ้นทันตา การลงทุนหยุดชะงัก เงินช่วยเหลือโดนระงับ และอเมริกา..พี่ใหญ่ของเขมรก็ตักเตือนอย่างรุนแรง ทำท่าจะตัดโควต้าเสื้อผ้าจากเขมร เขมรรู้แล้วว่าเหตุการณ์คราวนี้เหมือนกับจุดไฟเผาบ้านคนอื่น แต่ลมพัดกลับมาจนไฟไหม้บ้านตัวเองวอดไปทั้งหลัง

ข้อ 5 หากเราไม่กลับไป เจ้านักธุรกิจท้องถิ่นที่เคยประกาศว่าจะล้มธุรกิจไทยให้หมด ก้จะหัวเราะเยาะประเทศเราได้ เป็นการขายหน้าระดับชาติที่เรายอมไม่ได้

ข้อ 6 เงินเบี้ยเลี้ยงต่างประเทศทุกๆเดือน ได้มากกว่าเงินเดือนอีกแน่ะ...

เมื่อคำนึงดูแล้ว ผมก็ยอมกลับมาทำงานที่เขมร เพราะข้อ 6 ข้อเดียวนี่แหละ แหะ แหะ อ้างโน่นอ้างนี่อยู่ตั้งนาน...

วันแรกที่เข้าไปถึงสถานีฯ ผมเกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่.. ไม่ใช่เพราะหวนนึกถึงเหตุการณ์หรืออะไรหรอกครับ เศษขี้เถ้ามันปลิวเข้าตา

เราค่อยๆ สร้าง ค่อยๆ ซ่อมทุกสิ่งทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาพเดิม คนละไม้ละมือ คนละนิดละหน่อย จนในที่สุด ทุกอย่างก็เข้ารูปเข้ารอย แล้วผมก็เผลอทำงานที่นี่ต่อมาจนผ่านไป 2 ปีแล้วเนี่ยครับ

ผมได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งหลังจากที่ผ่านพ้นเหตุการณ์นี้มาแล้ว และใช้เวลาอยู่ที่นี่พอสมควร

ผมว่าที่ผมไม่ทิ้งกัมพูชา เพราะผม “ทั้งรักทั้งเกลียด” ประเทศนี้น่ะครับ

รักอากาศบริสุทธิ์ของที่นี่

รักศิลปะเขมร

รักการจราจรของที่นี่ เชื่อไหมครับว่ารถไม่เคยติด เพราะฝรั่งเศสวางผังเมืองไว้เป็นใยแมงมุม ถนนทุกเส้นตัดถึงกัน มีทางให้เลือกมากมาย

รักตลาดดีวีดีเถื่อนที่ขายกันโต้งๆ ทุกมุมเมือง แหะ แหะ ชั่วนิดหน่อยนะครับ ซื้อลิขสิทธิ์ไม่ไหว ดีวีดีแพงเหลือเกิน มีหนังให้เลือกตั้งแต่ Wizard of Oz ไปจนถึง Baise Moi หรือ Harry Potter ภาคใหม่ที่ซูมมา (หนังซูมไม่เคยซื้อครับ)

เกลียดที่คนขับรถที่พนมเปญซึ่งชั่วสุดใจ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ จักรยาน ไม่เว้นแม้แต่สามล้อถีบ (ที่เขาเรียกว่า ซิโคล่)

เกลียดตำรวจที่นี่ ที่ตั้งหน้าตั้งตาไถอย่างเดียว (แต่ก็น่าเห็นใจนิดหน่อย เพราะรัฐบาลให้เงินเดือนเดือนละ 30 ดอลล่าร์ แค่ 1,200 เอง)

เกลียดคนในรัฐบาล ที่ไม่เคยเห็นอกเห็นใจคนยากจน ตั้งใจกอบโกยอย่างเดียว โดยคอรัปชั่นสารพัดรูปแบบ ทั้งๆที่รายได้หลักมาจากเงินช่วยเหลือทั้งนั้น

ผมคงจะจบภาคหนีเขมรไว้ตรงนี้ แล้วจะกลับมาพร้อมเรื่องราวอื่นๆ ในประเทศนี้ ประเทศที่หลายคนคงทั้งรักทั้งเกลียดเหมือนกับผม ถ้าได้มาประสบด้วยตนเอง

ขอบคุณที่ติดตามครับ หวังว่าคงติดตามกันต่อไป สวัสดีครับ

(ดนตรีเชิด--- ปิดม่านเวที)




 

Create Date : 06 ธันวาคม 2548    
Last Update : 20 พฤษภาคม 2550 17:41:51 น.
Counter : 1941 Pageviews.  

ทิ้งไม่ลง (คอมเมนต์ของเพื่อนๆ) 1

จัดหน้าใหม่

แต่ทิ้งคอมเมนต์ไม่ลงจริงๆ ครับ




 

Create Date : 29 ตุลาคม 2548    
Last Update : 11 ตุลาคม 2549 21:42:39 น.
Counter : 204 Pageviews.  

ทิ้งไม่ลง 2




 

Create Date : 22 ตุลาคม 2548    
Last Update : 11 ตุลาคม 2549 21:44:37 น.
Counter : 244 Pageviews.  

ทิ้งไม่ลง 3




 

Create Date : 22 ตุลาคม 2548    
Last Update : 11 ตุลาคม 2549 21:45:50 น.
Counter : 172 Pageviews.  

ทิ้งไม่ลง 4




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2548    
Last Update : 11 ตุลาคม 2549 21:46:32 น.
Counter : 167 Pageviews.  

1  2  

แดดดี้แบร์
Location :
โฮจิมินห์ ซิตี้ Viet Nam

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คราวนี้หลังจากไปอยู่เขมรและฟิลิปปินส์มาแล้ว ชะตาชีวิตก็หนุนส่งให้มาต่อที่เวียดนาม

เป็นหมีไซ่ง่อน

"สงวนลิขสิทธิ์ ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ 2539 ผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียนหรือการนำส่วนหนึ่งส่วนใดของบล็อกนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และอ้างอิงโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด"

Friends' blogs
[Add แดดดี้แบร์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.