|
ความทรงจำอันเจ็บปวดหรือบทเรียนที่ห้ามลืม "ช่องเขาขาด"
บ่ายวันเสาร์ของฤดูฝนฉ่ำ
ผมและเพื่อนๆได้ไปเยือนเมืองกาญจนบุรีอีกครั้ง จังหวัดที่มีอะไรให้รู้ ให้ดู ให้เห็น แบบไม่ซ้ำเรื่องราว และผมก็ยังเก็บเกี่ยวไม่หมดซักที
วันนี้ เราไปเดินที่นี่กันครับ
อนุสรณ์สถานช่องเขาขาด

พิพิธภัณฑ์ที่บรรจุเรื่องราวส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงเวลาที่ทุกข์ยากของชาวโลก สถานที่นี้ได้สื่อสารถ่ายทอดความรู้สึกนั้นสู่คนรุ่นหลังให้ตระหนักรู้ถึงความเลวร้ายของสงคราม
ส่วนแรกที่ทุกคนจะได้สัมผัสเมื่อมาถึงที่นี่ ก็คือ ส่วนของอาคารพิพิธภัณฑ์ อาคารหลักเล็กๆ ชั้นเดียว สีขาวสะอาดตา เมื่อเข้าไปด้านใน ควรแวะที่ส่วนประชาสัมพันธ์ เพื่อขอรับเครื่องโสตซึ่งเป็นอุปกรณ์บรรยายที่ประกอบไปด้วย หูฟังพร้อมเครื่องควบคุมที่มีตัวเลขให้กดเลือกตามจุดที่ต้องฟังต่างๆ พร้อมกับเอกสารสูจิบัตร ที่บอกเส้นทางการเดินชม ซึ่งจะช่วยให้คุณเยี่ยมชมที่นี่ได้อย่างมีประโยชน์สูงสุด

เมื่ออุปกรณ์พร้อม เราก็ออกเดินกันเลย
ภายในอาคารจัดแสดงที่เรียกได้ว่า จิ๋วแต่แจ่ว ด้วยการนำเสนอข้อมูลอย่างทันสมัย มีภาพบรรยาย มี VTR มีมินิเธียเตอร์ บอกเล่าเรื่องราวทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว มีสิ่งของที่หลงเหลือจากอดีตของเหล่าเชลยศึก รวมไปถึงภาพจำลองต่างๆ ของพื้นที่เส้นทางรถไฟสายมรณะ


เส้นทางรถไฟสายมรณะ เริ่มสร้างขึ้นในราวเดือนตุลาคม พ.ศ. 2485 โดยกองทัพญี่ปุ่นต้องการใช้เป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธและกำลังพลจากเมืองไทยไปยังพม่าและอินเดีย จึงได้เกณฑ์เชลยศึกทั้งชาวเอเชียและชาวตะวันตกกว่า 300,000 คน เข้ามาดำเนินการก่อสร้าง
เส้นทางรถไฟสร้างแล้วเสร็จในราวเดือนตุลาคม พ.ศ. 2486 มีระยะทาง 451 กิโลเมตร เริ่มจากสถานีหนองปลาดุก อ.บ้านโป่ง ประเทศไทย ไปยังเมืองตันบูซายัต ประเทศพม่า
"ช่องเขาขาด" เป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายมรณะเส้นนี้

รายละเอียดของเรื่องราว สิ่งของ คำบรรยายต่างๆ ทำให้เราจมดิ่งลงไปสู่บรรยากาศของเมื่อกว่า 70 ปีที่ผ่านมา ห้องจัดแสดงที่ฉาบผนังด้วยสีแดง และการจัดแสงแบบสลัวๆ มีภาพของเฉลยศึก รูปปั้นที่สมจริง แม้แต่เสาบางจุดยังสร้างขึ้นมาให้คล้ายกับเสาสะพานทางรถไฟ ยิ่งทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นไปของช่วงเวลานั้น รับรู้ถึงความโหดร้ายของมนุษย์ที่ทำร้ายกันเองได้มากยิ่งขึ้น

เดินกันจนครบ อาการหดหู่ เศร้าหมอง ดันขึ้นมาจุกอก ก่อนออกมาจากอาคารเลยแวะไปที่ด้านหลังของอาคารพิพิธภัณฑ์ ณ "จุดแห่งการใคร่ครวญ"
ลมเย็นๆกับภาพทิวเขาน้อยใหญ่ ต้นไม้เขียวขจี และสายลมเย็น ช่วยให้ใจพองฟูขึ้นมา ธรรมชาติของอดีตก็คงงามไม่แพ้เช่นกัน แต่ผู้คนที่ทุกข์ยาก ณ ที่แห่งนี้ คงไม่มีโอกาสได้ชื่นชม เพราะความเป็น ความตาย อยู่แค่เอื้อม

เดินออกจากอาคาร เรามุ่งหน้าไปทางด้านข้างของอาคาร มีเฉลียงและบันไดไม้คดโค้งไปตามไหล่เขา ทอดยาวลงสู่เบื้องล่าง ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟในอดีต ผมประทับใจกับบันไดไม้มาก เพราะว่า ออกแบบได้กลมกลืนและดูทันสมัยเข้ากับพื้นที่รอบด้าน เป็นอีกงานออกแบบที่น่าชื่นชม


เราค่อยๆเดินลงไปตามทาง ด้านล่างคือ เส้นทางเดินเท้าของอนุสรณ์สถาน ช่องเขาขาด
ก้าวแรกที่เดินลงไปถึง ภาพที่เห็นคือ ธรรมชาติอันงดงามของฤดูฝน เส้นทางที่ไม่มีผู้คนสัญจรผ่าน ธรรมชาติปูพรมด้วย มอสเขียวครึ้ม ดูแล้วสบายตาสบายใจ

อนุสรณ์สถานแห่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ตามประวัติได้บอกเอาไว้ว่า
เจ จี ทอม มอริส (J G Tom Morris) อดีตทหารออสเตรเลียยศสิบโท ที่ถูกจับเป็นเชลยศึกที่สิงคโปร์ ก่อนถูกกวาดต้อนมาทำงานที่ช่องเขาขาด หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ช่องไฟนรก (Hellfire Pass) ในปี พ.ศ.2485-2488 เขารอดชีวิตจากที่แห่งนี้ หลังจากนั้น ในปี 2527 เขาตัดสินใจกลับมาค้นหาช่องไฟนรก ซึ่งเวลานั้นถูกกลืนหายไปในป่าไผ่และวัชพืชรกชัฏ แล้วนำเสนอข้อมูลต่อรัฐบาลออสเตรเลีย จนมีการพัฒนาและจัดสร้าง "พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานช่องเขาขาด" ด้วยงบประมาณองค์การทหารผ่านศึกออสเตรเลีย โดยมีหอการค้าไทย-ออสเตรเลีย เป็นผู้ประสานงาน

จากจุดแรกที่เราเริ่มเดินในเส้นทางช่องไฟนรก เริ่มต้นที่สะพานเหล็กเล็กๆ เส้นทางยังคงร่มครื้มไปด้วยต้นไม้เขียวสด ก้อนหินที่ปกคลุมด้วยมอสเขียวครื้ม ช่วยให้การเดินของเรา ไม่เหนื่อยมากนัก เพราะธรรมชาติสองข้างทางมีความงดงามให้เราได้หยุดชื่นชมได้บ่อยครั้ง


ตามเส้นทางเดินที่เป็นธรรมชาติ ไม่ได้มีเพียงความสวยงามเท่านั้นที่ดึงดูดเราให้หยุดมอง แต่มีป้ายข้อความให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่นี้ วางเป็นจุดๆอย่างเหมาะสมให้เราได้ศึกษาและรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ตรงจุดนั้นๆด้วย ใครที่เดินแล้วเหนื่อย ก็มีเก้าอี้ไม้รอคอยให้พักพิง มีเพียงน้ำดื่มเท่านั้นที่เราต้องเตรียมติดตัวไปด้วย เพราะในเส้นทางเดินจะไม่มีร้านค้าใดๆเลย และที่สำคัญ หากนำน้ำดื่มติดตัวไป ก็ต้องนำกลับด้วย ไม่ควรทิ้งเอาไว้โดยเด็ดขาดนะครับ

ตามทางเดิน แม้เวลาจะผ่านมาเนินนาน แต่ทว่า ไม้หมอนของรางรถไฟ ยังคงปรากฎอยู่ในหลายๆจุดบนเส้นทางนี้ ทางเดินโรยกรวดก็คงไม่ต่างจากช่วงเวลาของการก่อสร้างในขณะนั้นเท่าไรนัก การได้ย่ำเดินบนเส้นทางประวัติศาสตร์ ทำให้เรามองเห็นภาพของอดีตได้แจ่มชัดมากยิ่งขึ้น

เดินมาถึงจุดที่เรียกได้ว่า ช่องเขาขาด หรือช่องไฟนรก อันแท้จริงแล้ว
ภาพของภูเขาหินลูกหย่อมๆที่ถูกเจาะเป็นช่องทางเดินขนาดใหญ่ ถ้าไม่ทราบที่มามาก่อน และคิดว่าเขาใช้เครื่องจักรกลแบบการสร้างถนนในปัจจุบัน เราก็คงไม่รู้สึกอะไร แต่สิ่งที่เห็นนั้น เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ล้วนๆ สองมือกับสิ่วเล่มเล็กที่ตอกลงไป กี่แสนกี่หมื่นครั้งก็ไม่รู้ จนกลายมาเป็นช่องทางเดินใหญ่ลอดผ่านเขาทั้งลูก ช่างอุตสาหะยิ่งนัก แต่ความสำเร็จครั้งนี้ เป็นความสำเร็จที่เจ็บปวด เพราะมันไม่ได้เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ แต่เกิดบนคราบเลือดและน้ำตาโดยแท้



การเดินผ่านช่องเขา พร้อมกับเปิดเสียงบรรยายจากเครื่องโสต ทำให้เราซึมซับบรรยากาศของช่วงเวลาทุกข์ยากได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เสียงเครื่องบิน เสียงลิ่มตอกหิน เสียงปืนกล เสียงนก เสียงน้ำไหล เสียงสัมภาษณ์ของผู้รอดชีวิตจากที่นี่ ฯลฯ ประสบการณ์จริงที่ยิ่งทำให้เราหดหู่ หวาดหวั่น เศร้าใจ แล้วแต่ใครจะสัมผัสได้ในมุมไหน
บางจุดมีสิ่งหลงเหลือจากอดีตให้เราได้เห็น เช่น ลิ่มหักที่ติดค้างอยู่ในซอกหิน
บางจุดมี แผ่นจารึกถึงวีรบุรุษในช่วงเวลานั้น นั้นคือ ท่านเซอร์เอ็ดเวิร์ด เวียร์รี ดันล็อป เชลยศึกแพทย์ทหารออสเตรเลียที่เพื่อนทหารในค่ายทหารพันธมิตรยกให้วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ จากวีรกรรมที่แม้ตัวเองจะเจ็บป่วยเจียนตายและเหนื่อยสาหัสจากการสร้างทางรถไฟสายมรณะ เซอร์ดันล็อปก็ยังพยายามรักษาเพื่อนทหารที่เจ็บป่วยในค่ายจากอุปกรณ์ทำเองและหยูกยาที่คนไทยแอบจัดหาให้

เหตุที่ช่องเขาแห่งนี้ ถูกเรียกว่า ช่องไฟนรก ก็มีสาเหตุมาจาก ภาพที่มองเห็นจากด้านบนของช่องเขา ภาพของเชลยศึกร่างผอมเกร็ง มีเพียงผ้าเตี่ยวติดกาย เดินเรียงแถวเข้าไปทำงาน พร้อมกับแสงไฟสีแดงลุกโชนตลอดทั้งคืน ของช่วงเวลาเร่งด่วนของการสร้างทางรถไฟตลอด 3 เดือน ที่ทหารญี่ปุ่นเรียกว่าช่วง "สปีโด" เป็นภาพที่เหมือนกับช่องไฟแห่งนรกอันแท้จริง


ผมและเพื่อนเดินมาจนถึงจุดที่มีอนุสรณ์และทางน้ำไหล เราก็ไม่ได้เดินกันต่อไปแล้ว เนื่องจาก ท้องฟ้าจากที่ครื้มเมฆครื้มฝน ตอนนี้ เริ่มดำมืดมากขึ้นทุกที บรรยากาศรอบข้างเริ่มเย็นลง และผู้คนก็เริ่มบางตา มีเพียงฝรั่งหนุ่มร่างผอมบางเดินผ่านไป เสียงบรรยายจากเครื่องโสตที่ผมเปิดอยู่ ยังคงดังต่อเนื่อง เสียงเครื่องตอกหิน เสียงปืนกล และเสียงบรรยายถึงเรื่องราวในอดีต บัดนี้ ทวีความสมจริงมากยิ่งขึ้นด้วยธรรมชาติรอบข้าง
เราตัดสินใจพร้อมกันทันทีว่า ปิดเครื่องบรรยาย แล้วรีบวิ่งกลับให้เร็วที่สุด ก่อนฝนเม็ดหนักๆจะตกลงมา และเราต้องติดอยู่กลางป่า ติดอยู่ในช่องไฟนรก

พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด ตั้งอยู่ในพื้นที่กองกำลังทหารพัฒนา อ.ไทรโยค ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีไปตามทางหลวง 323 ราว 77 กม. เปิดให้ชมฟรีทุกวันเวลา 09.00-16.00 น.
ข้อมูลบางส่วนจาก เนชั่น คมชัดลึก และผู้จัดการ
| Create Date : 13 กันยายน 2552 |
| Last Update : 13 กันยายน 2552 19:00:31 น. |
| |
8 comments
|
|
|