การให้หนังสือเป็นของขวัญนี่มันดีจริงหรือเปล่านะ?
เห็นโฆษณาว่าเร็ว ๆ นี้จะมีงานหนังสือ Books For Gift โปรโมทกระแสร้อยรัก ผูกใจ ให้หนังสือเป็นของขวัญ

เห็นแล้วบางทีก็สงสัย...การให้หนังสือเป็นของขวัญนี่มันดีจริงหรือเปล่านะ?

เจ้าของ blog ขายหนังสือมือสอง เวลาได้หนังสือมา ต้องทำความสะอาดและตรวจเช็คสภาพหนังสือ บ่อยครั้งจะเจอลายสือจารึกไว้บนปกใน เป็นลายเซ็นนักเขียนบ้าง ลายเซ็นเจ้าของเก่า พร้อมวันที่ที่ซื้อมาบ้าง และอีกบางครั้ง ก็เป็นคำอุทิศ จากคนที่ให้หนังสือเล่มนั้น มาสู่ผู้รับ ที่นำมันมาขายอีกทอด

ถ้อยคำที่เขียนเอาไว้ข้างใน บางทีก็แค่สั้น ๆ บอกว่าจากใคร ขอให้อ่านให้สนุก หรือเห็นแล้วนึกถึง ก็เลยซื้อมาฝาก อยากให้อ่าน แต่อีกบางที ก็เป็นประโยคยาวเหยียด ลึกซึ้งกินใจที่บ่งบอกว่า ทำไมผู้ให้ ถึงอยากให้หนังสือเล่มนั้น และผู้รับ มีความสำคัญแก่ตัวผู้ให้มากมายเพียงใด...ที่น่าเศร้าก็คือ หนังสือบางเล่มในจำนวนเหล่านั้น ไม่มีแม้แต่ร่องรอยถูกเปิด มันอาจเก่าคร่ำด้วยกาลเวลาบ่ม แต่ไม่ใช่ด้วยมือของผู้ที่ได้รับหนังสือเล่มนั้นอย่างแน่นอน

เห็นแล้วแอบสงสัย ผู้รับได้เคยเปิดไปเห็นบ้างไหม ประโยคที่ถูกเขียนไว้ที่ปกใน หวังให้ผู้รับได้อ่าน

คนทุกคนมีรสนิยมในการอ่านหนังสือแตกต่างกันไป บางคนอาจชอบหนังสือมาก อยากขลุกอยู่กับหนังสือทั้งวันทั้งคืน เวลาได้รับหนังสือเป็นของขวัญก็ดีใจ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือแนวที่ชอบหรือไม่ก็ตาม แต่อีกบางคน ก็อาจยึดมั่นในรสนิยมของตน เวลาได้รับหนังสือเป็นของขวัญก็อาจลำบากใจ ด้วยไม่ชอบหนังสือแนวนั้นเอาเสียเลย แต่จะไม่อ่าน ก็รู้สึกผิดต่อผู้ที่ให้หนังสือมา และถ้าหนังสือล้นบ้าน ก็ยิ่งไม่อาจจำเริญมันไปทางไหน เพราะรู้สึกบาปในใจ ยิ่งกว่าเก็บไว้โดยไม่อ่านเสียอีก

ที่สำคัญกว่านั้น หากคนให้มาเจอหนังสือที่มีลายเซ็นตัวเอง วางหราอยู่ในร้านมือสอง จะรู้สึกอย่างไร? จะเสียใจหรือเปล่า?

เจ้าของ blog ไม่ได้คิดว่า งาน Books for Gift หรือกระแสให้หนังสือเป็นของขวัญไม่ดี อย่างน้อยที่สุด การให้หนังสือก็ดีกว่าให้อะไรหลาย ๆ อย่าง ทั้งในเชิงคุณค่าและปริมาณ ช่วยกระตุ้นนิสัยรักการอ่าน และกระตุ้นวงจรเศรษฐกิจของธุรกิจหนังสือด้วย แต่ทุกครั้งที่เห็นหนังสือที่เคยอยู่ในฐานะของขวัญมาวางขายอยู่ในร้านขายหนังสือเก่า ก็อดเศร้าใจหน่อย ๆ ไม่ได้

ตกลงแล้ว การให้หนังสือเป็นของขวัญนี่มันดีจริงหรือเปล่านะ?



Create Date : 30 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 23 มกราคม 2555 21:15:31 น.
Counter : 1791 Pageviews.

11 comment
สรรพสิ่งที่สอดไว้ในหนังสือ
คุณมีนิสัยชอบสอดอะไรต่อมิอะไร นอกจากที่คั่น เอาไว้ในหนังสือหรือเปล่าคะ?

เวลามีหนังสือชุดใหม่เข้าร้าน เจ้าของ blog จะยังไม่นำหนังสือเหล่านั้นมาขายทันที แต่จะเอามาทำความสะอาด ตรวจสภาพ ทำทะเบียนประวัติ แล้วก็หุ้มพลาสติกเพื่อรักษาสภาพเสียก่อน (หนังสือเก่าบางเล่ม พอทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว สภาพดีขึ้นกว่าเดิมตั้ง 20-30 เปอร์เซนต์เลยเชียวนะ) และในระหว่างขั้นตอนเหล่านี้ บางทีก็ได้พบอะไรแปลก ๆ นอกเหนือจากที่คั่น สอดมาในหนังสือด้วย

ตั๋วรถเมล์เป็นอย่างหนึ่งที่พบบ่อย...สงสัยเจ้าของเดิมคงจะงานยุ่งเอาเรื่อง เลยจำเป็นต้องอ่านหนังสือบนรถเมล์ ไม่เวียนหัวบ้างหรือไงนะ?

เปลือกลูกอม...โชคดีที่ไม่เยิ้ม...เลยรู้หมดเลยว่าเจ้าของเดิมชอบกินขนมไปอ่านหนังสือไป...ระวังเพลินแล้วจะอ้วนนะ

ตั๋วเครื่องบิน...เจ้าของ blog เพิ่งเคยได้เห็นตั๋วเครื่องบินตัวเป็น ๆ จริงจังก็ครั้งนี้แหละ

ที่เจอแล้วจิ้นเตลิดที่สุดเห็นจะเป็นรูปถ่าย...เจ้าของ blog เดาไม่ถูกจริง ๆ ว่าบุคคลในรูปเป็นอะไรกับเจ้าของหนังสือ จะเป็นตัวเจ้าของหนังสือเอง (ใช้รูปตัวเองเป็นที่คั่นหนังสือ? รู้เปล่าว่าถ้าทิ้งไว้นาน ๆ เคลือบรูปมันจะละลายไปติดหน้าหนังสือนะ!) แฟนเจ้าของหนังสือ? (อ่านหนังสือไป ดูรูปแฟนไป แล้วจะมีสมาธิเหรอเนี่ย?) หรือว่าคนที่แอบรัก (โรแมนติก!) บางครั้งเจอเป็นรูปรับปริญญาก็มี สวยด้วย

เจ้าของ blog เป็นมนุษย์ที่เป็นโรคประสาทกับการมีรูปตัวเองไปปรากฏอยู่ตามที่สาธารณะหรือในมือคนอื่น เวลาเจอรูปสอดอยู่ในหนังสือ เลยรู้สึกอยากเอาไปคืนให้เจ้าของจัง แต่ก็ไม่รู้จะเอาไปคืนที่ไหนนี่สิ

ถ้าเอามา post ตามหาเจ้าของตามเวบไซต์ จะโดนใครว่าไหมนะ?

ป.ล. มีอยู่รูปนึง สอดอยู่ในหนังสือผี the shock ของดีเจป๋อง เล่นเอาเจ้าของ blog คิดหนักไปหลายวันเลยนะเนี่ย



Create Date : 28 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 23 มกราคม 2555 21:13:23 น.
Counter : 437 Pageviews.

6 comment
ตัวละครในดวงใจ - Louis de pointe du lac จาก vampire chronicles



“คุณอยากให้ผมเล่าชีวิตผมให้คุณฟังเหรอ?”


ฉันรู้จักหลุยส์เป็นครั้งแรกจากหนังเก่าปี 1993 ที่นำแสดงโดยแบรด พิทท์ และทอม ครูซ เรื่อง Interview with the vampire (หรือในชื่อไทยแสนเซ็กซี่และจี้เส้นว่า ‘เทพบุตรแวมไพร์ หัวใจรักไม่มีวันตาย’) ที่เพื่อนกึ่งแนะนำ กึ่งยัดเยียดให้ดู (เพราะเพื่อนชอบแบรด พิทท์) ตอนแรก ๆ ฉันไม่ชอบมันเลย เพราะบรรยากาศของเรื่องที่ทั้งหลอนทั้งเศร้าทั้งคลาสสิก ก่อความรู้สึกอึดอัดแบบแปลก ๆ แต่ฉันก็พยายามปลอบตัวเองให้ดูต่อไปจนจบ และเมื่อ End Credit ยาวเหยียดค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมาบนหน้าจอที่มีฉากหลังเป็นสะพานแขวนอันเลื่องชื่อของซานฟรานซิสโก พร้อมกับเสียงเพลงสุดเร้าใจของ Gun & Roses สิ่งที่ฉันทำก็คือกรอวีดีโอกลับ แล้วนั่งดูมันใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบอีกรอบ

ฉันตกหลุมรักเข้าให้แล้ว


หลังจากค้นข้อมูล ฉันก็ได้รู้ว่า หนังเรื่องนั้นสร้างขึ้นมาจากหนังสือเล่มหนึ่งในชุด The Vampire Chronicles ของ Anne Rice (ถ้าคุณจำได้ เธอคือนักเขียนที่ประกาศกร้าวกลางเวบไซต์ fanfiction.net ว่าห้ามเอานิยายของเธอมาเขียน fan fiction อย่างเด็ดขาดคนนั้นเองค่ะ) หนังสือชุดนี้ว่าด้วยเรื่องราวของเหล่าแวมไพร์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบัน และ Interview with the vampire ก็เป็นหนังสือเล่มแรกในชุดนี้นั่นเอง

เรื่องราวของ Interview with the vampire เริ่มต้นขึ้นที่ห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่งริมถนนดิวิซาเดโรในซานฟรานซิสโก เมื่อแดเนียล มัลลอย นักข่าวหนุ่มที่ทำงานสัมภาษณ์ประวัติชีวิตของผู้คนเพื่ออัดเทปไปออกรายการวิทยุ ได้ขอสัมภาษณ์ชายหนุ่มท่าทางน่าสนใจคนหนึ่งที่เขาได้พบในบาร์ ชายคนนั้นตอบรับและแนะนำตัวเองว่าเขาชื่อหลุยส์ เดอ ปวง ดู ลัก (Louis de Pointe du Lac) และเขาเป็นแวมไพร์

เครื่องบันทึกเสียงเริ่มทำงาน และหลุยส์ก็เริ่มต้นเล่าเรื่องราวของเขา...เมื่อสองร้อยกว่าปีล่วงมาแล้ว ครอบครัวของหลุยส์ลงเรือจากฝรั่งเศสมาสู่อเมริกา ปักหลักทำไร่ครามอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมิสซิสซิปปีทางตอนใต้ของนิวออร์ลีนส์ เมื่อเสียพ่อ หลุยส์ในฐานะพี่ชายคนโตได้กลายเป็นหัวหน้าครอบครัว คอยดูแลกิจการของทางบ้าน และแม่กับน้อง ๆ ที่เหลืออยู่

โศกนาฏกรรมเริ่มขึ้นเมื่อน้องชายของหลุยส์ซึ่งเป็นคนเคร่งศาสนามาก เริ่มมองเห็นนิมิตว่านักบุญและองค์แม่พระมาหาเขาและมีบัญชาให้อุทิศทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลเพื่อศาสนา แต่หลุยส์ไม่เชื่อสิ่งที่น้องบอก ทั้งสองคนทะเลาะกัน และไม่กี่นาทีหลังจากนั้นน้องชายของหลุยส์ก็เสียชีวิต หลุยส์โศกเศร้ากับการตายของน้องมาก เขาโทษว่าตัวเองเป็นต้นเหตุให้น้องตาย ถ้าเขาเชื่อในสิ่งที่น้องบอก น้องก็คงไม่ต้องตาย ด้วยความเสียใจ หลุยส์ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาและทอดอาลัยกับการมีชีวิตอยู่ และในช่วงเวลานั้นเองที่แวมไพร์ตนหนึ่งเข้ามาในชีวิต ของหลุยส์ และเสนออมตภาพอันเป็นนิรันดร์ให้แก่เขา

ตามปกติ หนังสือที่มีแวมไพร์เป็นตัวเอก มักจะนำเสนอด้วยมุมมองของมนุษย์สู่แวมไพร์ ทำให้คนอ่านเห็นข้อดีของชีวิตอมตะหรือพลังเหนือธรรมชาติอันน่าหลงใหล แต่ Interview with the vampire กลับตรงกันข้าม กล่าวคือหลุยส์ซึ่งเป็นผู้เล่า ได้นำเสนอแง่มุมของชีวิตมนุษย์ที่เขาได้มองเห็นผ่านทางดวงตาของแวมไพร์ เมื่อกลายเป็นอมนุษย์ไปแล้ว หลุยส์จึงได้ย้อนกลับมามองชีวิตมนุษย์แต่หนหลังของตนเอง และพบว่าชีวิตอันแสนสั้นของมนุษย์ที่ไร้นิรันดร์เป็นเหมือนเปลวเพลิงที่ลุกเริงและหายลับไปในระยะเวลาอันสั้น แต่เปล่งประกายโชติช่วงและทรงคุณค่าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ แนวความคิดเกี่ยวกับชีวิตที่ลึกซึ้งนี่เองที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าหลุยส์เป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ และหากเรามองตามสายตาของหลุยส์ไป เราจะเห็นจริงในสิ่งที่เขาพูด และได้พบว่าเราหลงลืมอะไรไปบ้างในชีวิตนี้

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฉันชอบหลุยส์ก็คือ เขาเป็นตัวละครที่มีความคิดซับซ้อนและมีมิติค่ะ บางคนอาจจะเบื่อเวลาหลุยส์เล่าไปบ่นไป ประมาณว่าชีวิตนี้ช่างหดหู่ มีแต่ความโศกสลดรันทด เลสตัท (แวมไพร์ผู้สร้างของหลุยส์ – คนที่เล่มแรกอ่านยังไงก็เป็นตัวโกง แต่เล่มหลัง ๆ กลับกลายมาเป็นพระเอกหน้าตาเฉย อืมมมม) ก็ช่างเป็นคนโหดร้าย หาความดีไม่เจอสักกระผีกเดียว ตอนแรกที่อ่านฉันก็คิดเหมือนกันว่าจะบ่นอะไรนักหนานะ เล่าตอนต่อไปเร็ว ๆ สิ แต่อ่านไปอ่านมา ฉันก็ชักรู้สึกว่าหลุยส์ไม่ได้รู้สึกหดหู่กับชีวิตจริง ๆ หรอก เขาเพียงแต่กำลังสนุกกับการพารานอยด์เท่านั้น ความรู้สึกบางอย่างที่เล่าออกมาก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด แต่มีส่วนที่ปิดบัง และบางส่วนที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน เหมือนกับว่าเขาไม่ได้เป็นตัวละครที่กำลังทำหน้าที่เล่าเรื่อง แต่เขาเป็นมนุษย์ (หรือแวมไพร์) คนหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเรา และเล่าเรื่องตัวเขาให้เราฟังจริง ๆ ซึ่งก็ต้องมีทั้งเรื่องที่อยากเล่า เรื่องที่ไม่อยากเล่า เรื่องที่พูดเกิน ๆ ไปบ้าง เรื่องที่พูดไม่หมด และเรื่องที่เข้าใจผิด

(มองจากมุมของคนเขียน การเขียนให้ตัวละครโกหก แต่ต้องให้คนอ่านจับโกหกได้โดยไม่มีเฉลย หรือเข้าใจความสับสนของตัวละคร มันก็คงจะยากน่าดูเหมือนกันนะ?)

เมื่อเทียบกับหมู่แวมไพร์ด้วยกัน หลุยส์เป็นแวมไพร์ที่จัดว่าแปลกค่ะ เช่น ความหลงใหลในชีวิตมนุษย์ บวกกับประสบการณ์แสนไม่น่าประทับใจจากการดื่มเลือดมนุษย์ครั้งแรกที่เลสตัทสอนให้ ทำให้ในระยะแรกหลุยส์ไม่ยอมดื่มเลือดมนุษย์ แต่ไปดื่มเลือดสัตว์แทน (แวมไพร์ของ Anne Rice มีอะไรหลายอย่างที่แตกต่างจากตำนานแวมไพร์ดั้งเดิม เป็นต้นว่ามีเงาในกระจก ไม่กลัวไม้กางเขน แปลงร่างไม่ได้ และการดื่มเลือดก็ไม่ได้หมายถึงการหาอาหารมาหล่อเลี้ยงร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการดับความหิวกระหายทางอารมณ์ด้วย แวมไพร์จะเลือกเหยื่อที่ตนเองชอบเสมอ ดังนั้นการดื่มเลือดสัตว์ของหลุยส์จึงเป็นสิ่งที่แปลกมาก เพราะสัตว์ไม่สามารถสนองความพอใจด้านอารมณ์ให้ได้) เอาแต่นั่งจ้องเทียน หรือไม่ก็ออกเดินท่อม ๆ ค้นหาสัจธรรมในชีวิตกลางดึกกลางดื่น แม้ว่าเลสตัท (ผู้ซึ่งตรงกันข้ามกับหลุยส์แทบทุกอย่าง อะไรที่หลุยส์เป็นทุกข์ เลสตัทจะต้องสนุก อะไรที่หลุยส์เห็นว่าไม่เข้าท่า เลสตัทจะต้องชื่นชอบเป็นบ้าเป็นหลัง) จะพยายามเคี่ยวเข็ญให้หลุยส์เป็นแวมไพร์เหมือนที่แวมไพร์อื่น ๆ เป็นกันอย่างไรก็ไม่ได้ผล จนสุดท้ายเมื่อทั้งสองคนทะเลาะกันจนเกือบจะแตกหัก และหลุยส์ตัดสินใจจะทิ้งเลสตัทไป (หลังจากที่ทนอยู่ด้วยกันมาหลายสิบปี) เลสตัทก็ทิ้งไพ่ใบสุดท้ายด้วยการสร้างเด็กผู้หญิงวัยห้าขวบคนหนึ่งให้เป็นแวมไพร์ เพื่อรั้งหลุยส์เอาไว้ให้อยู่ด้วยกัน สุดท้ายก็เลยกลายเป็นครอบครัวสุขสันต์แบบครบเซ็ต

มองเผิน ๆ ในสายตาของแวมไพร์ตนอื่น หลุยส์อาจดูเป็นแวมไพร์ที่อ่อนแอ และไม่น่าที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยตัวเองได้ แต่สุดท้ายสถานการณ์ก็พิสูจน์ว่าหลุยส์ไม่ได้อ่อนแอ เขาเพียงแค่อ่อนไหวและไม่หลงลืมคุณค่าของชีวิตอย่างที่แวมไพร์ตนอื่นอาจลืมไป และนั่นคือเสน่ห์ส่วนตัวของหลุยส์ที่น่าหลงใหลยิ่ง

เรื่องราวของหลุยส์และเหล่าแวมไพร์ตนอื่น ๆ ในเรื่องไม่ได้จบลงแค่ที่ฉันเล่านี่เท่านั้นนะคะ นอกจากเหตุการณ์อีกมากมายที่หลุยส์จะเล่าต่อไปใน Interview with the vampire แล้ว หนังสือชุด the vampire chronicles ก็ยังมีอีกหลายเล่ม (เล่มสองและเล่มสามก็ถูกนำมาทำเป็นภาพยนต์แล้วเหมือนกันนะคะ เรื่อง The Queen of the Damned ราชินีแวมไพร์กระหายนรก ที่นำแสดงโดยอาไลยาห์และสจ๊วต ทาวน์เซนด์ไงล่ะ แต่เรื่องนั้นเขาตัดบทของหลุยส์ออกไปนะ T^T) ถ้าคุณสนใจอยากรู้ตอนต่อ ลองหาซื้อมาอ่านกันดูนะคะ รับรองว่าจะติดหนึบเหมือนฉัน ขนาดเปิดจนดิกเปื่อยแล้วยังหยุดอ่านไม่ได้เลยละ

by carousal



Create Date : 19 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 23 มกราคม 2555 21:17:56 น.
Counter : 2560 Pageviews.

5 comment
ตัวละครในดวงใจ : กาโล จาก คนขี่เสือ


เหตุผลที่ทำให้ฉันตัดสินใจหยิบ ‘He who rides a tiger’ หรือชื่อไทยว่า ‘คนขี่เสือ’ ของ ดร.ภวาณี ภัฏฏาจารย์ ขึ้นมาอ่านในครั้งแรกนั้น เพราะหนังสือเล่มนี้เขียนถึงการปลอมแปลงวรรณะของชาวอินเดีย ซึ่งเป็นประเด็นที่ฉันเคยสงสัยมาตั้งแต่สมัยประถมแล้วว่า ทำไมชาวอินเดียจึงยังยึดถือระบบวรรณะ และมั่นคงในวรรณะของตนตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้ง ๆ ที่แต่ละวรรณะมีสิทธิทางสังคมไม่เท่ากัน ไม่เคยมีบ้างเลยหรือที่คนจากวรรณะต่ำ เช่น ศูทรหรือจัณฑาล จะพยายามใช้ทางลัดเลื่อนฐานะทางสังคมของตนเอง โดยการปลอมแปลงตนเป็นคนที่วรรณะสูงกว่าอย่างพราหมณ์ แล้วย้ายไปอยู่ในเมืองที่ไม่เคยมีใครรู้จักตัวเองมาก่อน (ซึ่งถ้าเป็นคนไทย ฉันเชื่อว่าต้องมีคนทำแน่) และนั่นคือเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้

แต่เหตุผลที่ทำให้ฉันหยิบมันมาอ่านซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง สาม สี่ และจนถึงตอนนี้ก็นับไม่ถ้วนครั้ง เป็นเพราะความประทับใจที่มีต่อ ‘กาโล’ ตัวละครเอกตัวหนึ่งของเรื่องนี้ ไม่ใช่ในฐานะที่เขาเป็นฮีโร่ผู้กระทำสิ่งยิ่งใหญ่อย่างการท้าทายระบบวรรณะที่ยึดถือต่อเนื่องกันมายาวนานนับพัน ๆ ปี แต่ในฐานะและบทบาทที่เรียบง่ายของผู้ที่เป็น ‘พ่อ’

กาโลเป็นกมาร (แขนงหนึ่งของวรรณะศูทร) อาศัยใช้ชีวิตและยึดอาชีพช่างตีเหล็กอยู่ที่เมืองฌรนา เมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในเบงกอล กาโลเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาไม่งามเลย ผิวดำมะเมื่อม ศีรษะล้าน ร่างกายใหญ่โตแข็งแรงอย่างกมารแท้ ๆ แต่กลับมีลูกสาวที่งดงามราวดวงเดือน ชื่อของเธอคือจันทร์เลขา ไม่นานหลังจากเลขาเกิด แม่ของเธอก็ล้มป่วยและสิ้นชีวิตไป กาโลซึ่งสูญเสียหญิงอันเป็นที่รัก จึงหันมาทุ่มเทความรักให้แก่ลูกสาวกำพร้าแม่เพียงคนเดียวที่ภรรยาของตนเหลือทิ้งไว้ให้ ทั้งสองอาศัยอยู่ด้วยกันตามลำพังสองคนพ่อลูกที่เมืองฌรนา อย่างมีความสุข

ตอนที่ยังเด็ก เลขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งอยู่ข้างกายกาโล เฝ้ามองเขาทำงาน สูบลมเข้าเครื่องสูบ และตีเหล็กที่ถูกเผาจนร้อนแดงด้วยฆ้อนอย่างไม่รู้เบื่อหน่าย นั่นเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของกาโล สายตาของลูกสาวที่มองเขาบ่งบอกความรักใคร่นับถือและภาคภูมิใจในตัวพ่อของเธอ เมื่อเลขาเติบโตขึ้นจนถึงวัยที่ต้องเข้าโรงเรียน กาโลก็พยายามเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกสาว เขาทำงานหนัก หาเงินมาส่งเธอเข้าโรงเรียนมิชชันนารีของฝรั่ง เพื่อให้เธอได้เรียนสูง ๆ มีวิชาความรู้มาก ๆ และมีหน้ามีตาทัดเทียมลูกสาวผู้ดีมีตระกูลจากวรรณะสูงคนอื่น ๆ เมื่อเลขาไปโรงเรียน กาโลจะเฝ้ารอเวลาที่เธอจะกลับมาบ้าน มานั่งกินขนมอยู่ข้าง ๆ เขา แล้วเล่าทุกสิ่งทุกอย่างจากสายตาของเด็กหญิงน้อย ๆ ที่เพิ่งจะเห็นโลกกว้างเป็นครั้งแรกให้เขาฟัง

เมื่อเลขาหลับ กาโลที่ทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันก็ยังไม่ได้พักผ่อน เขาจะแอบเอาหนังสือเรียนของลูกออกมาจากกระเป๋า แล้วนั่งอ่านทำความเข้าใจ เขาจะพยายามอ่านให้ล่วงหน้าจากที่เลขาเรียนไปบทหนึ่งเสมอ เพื่อที่เมื่อเธอถาม เขาจะได้ตอบได้ อันที่จริงกาโลไม่ได้อยากเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายถึงเพียงนั้น วิชาการไม่มีความสำคัญใด ๆ เลยในโลกที่มีเพียงการสูบลมและตีเหล็กของกาโล สิ่งที่มีความสำคัญสำหรับเขาคือเลขา เขาไม่อยากให้ลูกรู้ว่า พ่อที่เคยเก่งที่สุด แข็งแรงที่สุด ฉลาดที่สุดในโลกใบน้อยของเธอนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง เขาอยากเป็นวีรบุรุษของเลขาตลอดไป หรืออย่างน้อย ก็ขอแค่ให้นานที่สุด

วันเวลาแห่งความสุขช่างแสนสั้น เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นในปี 1943 ผลกระทบจากสงครามทำให้อินเดียเกิดภัยแห่งความอดอยาก สินค้าและอาหารไม่เพียงพอต่อการบริโภค ไม่มีการควบคุมราคาสินค้า คนร่ำรวยกักตุนข้าวของผูกขาดค้ากำไร อาหารหายไปจากท้องตลาด และทำให้ชาวอินเดียล้มตายลงราวใบไม้ร่วงนับล้านคน

ไม่เว้นแม้แต่ที่เมืองเล็ก ๆ อย่างฌรนา

เฮือกสุดท้ายก่อนที่จะอดตาย กาโลขายฆ้อนกับเครื่องสูบลมที่ใช้ทำมาหากิน เอาเงินให้ป้ากับเลขาไว้เพื่อเป็นเสบียงก้อนสุดท้าย ส่วนตัวเขาเองเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อหางานทำ กาโลต้องเดินอยู่หลายวัน ลักลอบเกาะแนบตัวอยู่กับด้านนอกรถไฟอยู่หลายคืน เมื่อเหนื่อยแสนเหนื่อย หิวแสนหิว กาโลจะคิดถึงเลขา ภาพของลูกสาวที่หิวท้องกิ่วอยู่ที่บ้าน ทำให้กาโลมีกำลังใจสู้ต่อไป เลขากำลังรอเขาอยู่ เขาจะยังตายไม่ได้

แต่ในที่สุด เมื่อหิวจนเหลือทนขึ้นมา ท้องก็มีอิทธิพลเหนือสมอง กาโลขโมยกล้วย และด้วยกล้วยเพียงสามใบที่ไม่ได้ล่วงลำคอ กาโลถูกจำคุกสามเดือน ในสถานที่ซึ่งไม่ผิดอะไรกับนรกในจินตนาการ

และในนรกแห่งนั้นเองที่กาโลได้เรียนรู้ ‘วิถีแห่งพราหมณ์’ และกลวิธีสร้าง ‘ปาฏิหาริย์พระศิวะเสด็จ’ โดยใช้เทวรูปที่สลักขึ้นมาเองกับถั่วสองเซียร์ จากเพื่อนร่วมห้องขังผู้มีอดีตเป็นปริศนา รหัสประจำตัว B-10

กาโลออกจากคุกเมื่อพ้นโทษ เก็บความรู้ที่ได้มาปิดตายไว้กับตัว แล้วออกหางานทุกอย่างที่ทำได้ ตั้งแต่รับจ้างเก็บศพคนตายตามท้องถนนให้เขาเอาไปเลาะกระดูกส่งขายโรงเรียนแพทย์ ไปจนถึงแมงดาคุมซ่อง เก็บเงินทุกไปซ่าส่งให้เลขาที่รออยู่ที่บ้าน เขาเขียนจดหมายถึงสูกสาวทุกวัน โกหกเธอว่าอยู่สุขสบาย การได้ส่งจดหมายถึงเลขา และรับจดหมายตอบจากเธอ เป็นสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงจิตใจของกาโลให้มีชีวิตอยู่ได้ท่ามกลางความทุกข์ยากในกัลกัตตา

แต่แล้ว โลกใบน้อยที่กาโลปกป้องเอาไว้ด้วยชีวิตก็พังทลาย เมื่อเลขาถูกหลอกพาตัวมาขายในซ่องโสเภณีที่กาโลทำงานอยู่ แม้ว่าเขาจะช่วยเหลือเลขาออกมาได้ทันเวลา แต่เลขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เธอได้รู้ความจริงว่าเขาโกหก พ่อไม่ได้เป็นฮีโร่ แต่เขาทำงานสกปรกที่หากินบนความทุกข์ทรมานของคนอื่น ตั้งแต่เกิดมา กาโลไม่เคยเจ็บปวดใจกับเรื่องใดเท่าเรื่องนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาคิดแค้นสังคมและชนชั้นสูงที่กระทำต่อชนชั้นต่ำกว่าอย่างเขาเหมือนไม่ใช่คน ในที่สุด กาโลก็ตัดสินใจใช้วิชาที่ได้รับถ่ายทอดมาจากในคุก ปลอมแปลงตัวเองเป็นมงคล อธิการี พราหมณ์ปูชารีผู้เป็นทวิชาติ สร้างปาฏิหาริย์พระศิวะเสด็จ ก่อตั้งวิหารใหญ่ในเมืองหลวง ทำให้ผู้ลากมากดีที่เคยเห็นเขากับลูกเป็นเพียงเศษคนไร้ค่ามาน้อมศีรษะแตะเท้าทำความเคารพ

กาโลขึ้นหลังเสือเสียแล้ว เขาลงไม่ได้อีกต่อไป

ฉันไม่ได้ประทับใจกาโลในฐานะที่เขาเป็นพ่อที่ประเสริฐ เปล่าเลย กาโลเป็นเพียงพ่อคนหนึ่ง เหมือนพ่อของคุณ เหมือนพ่อของฉัน แต่ด้วยคำว่า ‘พ่อ’ คำเดียวนั้น ทำให้ผู้ชายคนหนึ่งทำได้ทุกอย่างเพื่อความสุขของเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งที่เขาให้กำเนิด แม้ว่าจะต้องเหนื่อยยาก หรือข้ามพ้นสิ่งที่เขายึดถือมาชั่วชีวิต

รอยยิ้มของลูกคือแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพ่อ เป็นสมบัติอันล้ำค่าที่พ่อยอมแลกได้กับทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อรักษามันไว้

ในสายตาของผู้ที่ถูกกำหนดอย่างไม่เป็นธรรมจากชาติกำเนิดว่าเป็นวรรณะที่ต่ำชั้น การบอกเล่าความจริงท่ามกลางสาธารณชนนับร้อยนับพันในมหาวิหารของกาโลอาจเป็นการกระทำที่ทั้งบ้าและกล้าหาญ กาโลอาจเป็นวีรบุรุษผู้ท้าทายความเชื่อเก่าแก่และความเอารัดเอาเปรียบจากการแบ่งชนชั้นวรรณะ เป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ แต่ฉันเชื่อว่า ในความรู้สึกของกาโล เขาไม่ได้ทำลงไปเพื่อจุดประสงค์ที่ฟังดูอลังการอย่างอุดมการณ์หรือการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม จุดประสงค์ของเขามีเพียงแค่ความสุขของจันทร์เลขา สมบัติล้ำค่าเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตของเขา

เป็นเรื่องน่าทึ่งเมื่ออ่านมาถึงบทสุดท้ายแล้วพบว่า ท่ามกลางเงื่อนปมอันซับซ้อนมากมายที่เกี่ยวกับความเชื่อที่ต่อเนื่องมานับพันปี ศีลธรรม ชนชั้น และก้าวแรกของความเท่าเทียม สิ่งที่เป็นแรงผลักดันและเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของเรื่องราวทั้งหมด กลับมาจากสิ่งง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็รู้จักอย่างความรักอันบริสุทธิ์ที่พ่อมีต่อลูกนั่นเอง

by carousal



Create Date : 12 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 23 มกราคม 2555 21:18:31 น.
Counter : 721 Pageviews.

2 comment
22xx : จากชีวิต สู่วันพรุ่งนี้


ทุกวัน ทุกเช้า ทุกคืน ทุกครั้งที่ใช้มีดหั่นลงไปบนเนื้อหนังของสิ่งมีชีวิต และใช้ส้อมจิ้มมันเข้าปาก คุณเคยคิดตั้งคำถามเกี่ยวกับการกินและความหมายของการสืบทอดจากชีวิตสู่ชีวิตบ้างไหมคะ?

ถ้าเคย บางทีการ์ตูนเล่มนี้อาจจะให้คำตอบแก่สิ่งที่คุณสงสัย และแนวคิดใหม่ในอีกแง่มุมหนึ่งแก่คุณค่ะ

22XX เป็นผลงานเล่มเดียวจบของชิมิสึ เรโกะ (ผู้เขียน Moon Child, Kaguyahime) โดยจับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกอนาคต เมื่อความเจริญทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นจนถึงขีดสุด การพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีความสามารถเหมือนมนุษย์ทุกประการก็ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป แจ็ค ไนเจล คือหนึ่งในนั้น เขามีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ มีความรู้สึกนึกคิดเหมือนมนุษย์ มีแม้กระทั่งความเจ็บปวด ร้อนหนาวและหิวโหย และในช่วงหนึ่งของชีวิต แม้แต่ตัวแจ็คเอง ก็ยังเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์เช่นกัน

เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหญิงแห่งครีกแลนด์ถูกกลุ่มผู้ก่อการร้ายลักพาตัวไปกบดานอยู่ที่เมนูเอ็ท ดาวเคราะห์หมายเลข 11 ในกลุ่มดาวหงส์ขาว ครีกแลนด์ตั้งเงินรางวัลหนึ่งแสนล้านครีกแลนด์ดอลแก่บุคคลหรือคณะบุคคลที่สามารถช่วยเจ้าหญิงมาจากผู้ก่อการร้ายได้ ทันทีที่ข่าวถูกป่าวประกาศออกไป นักล่าเงินรางวัลจำนวนมากก็มุ่งหน้าสู่เมนูเอ็ท และหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ แจ็ค ไนเจล

แจ็คมุ่งหน้าสู่ลาลองจ์ สถานที่กบดานของพวกผู้ก่อการร้าย ในอดีต ลาลองจ์เคยเป็นศูนย์กลางแห่งอารยธรรม แต่ปัจจุบันได้เสื่อมสลายลงและหลงเหลืออยู่เพียงซากโบราณสถานท่ามกลางป่าดงดิบ ตามปกติจะไม่มีใครกล้าเหยียบย่างเข้าไป ไม่ใช่เพราะกลัวผู้ก่อการร้ายหรือสัตว์ป่า แต่เพราะกลัวชาวโฟทูริส ชนเผ่าพื้นเมืองของลาลองจ์ซึ่งกินเนื้อคน

และที่นี่เองที่แจ็คได้พบกับรูบี้ เด็กสาวชาวโฟทูริส ซึ่งจะเปลี่ยนทัศนคติต่อการกินของเขาไปตลอดกาล

ในเรื่องนี้ ทัศนคติที่มีต่อการ ‘กินเนื้อคน’ ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองมุมมอง มุมมองแรกจากมนุษย์ธรรมดาทั่วไปที่มีความคิดว่า การกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเองเป็นสิ่งที่น่ากลัวและน่าขยะแขยง และมุมมองที่สองจากชาวโฟทูริสซึ่งการกินและการถูกกินเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ต่างฝ่ายต่างมีส่วนที่ไม่เข้าใจกันและเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่ง แจ็คเป็นตัวแทนของมนุษย์จากโลกภายนอกที่มีโอกาสได้เข้าไปเรียนรู้ว่า ความจริงแล้ว เบื้องหลังการกินเนื้อคนของชาวโฟทูริสไม่ใช่ความป่าเถื่อนของชนเผ่าที่มีความรู้คิดไม่ต่างจากสัตว์อย่างที่เขาเคยเข้าใจ

ในโลกแห่งความเป็นจริง สัตว์กินเนื้อส่วนใหญ่กินได้แม้แต่เนื้อของพวกเดียวกันเอง แต่มนุษย์ไม่ มนุษย์-โดยเฉพาะในสังคมศิวิไลซ์-สร้างข้อตกลงอย่างลับ ๆ ไว้โดยที่ไม่มีใครเอ่ยปากว่าจะไม่ล่าและกินกันเอง เพราะเชื่อว่าเมื่อใดที่เป็นดังนั้น มนุษย์จะไม่ต่างอะไรกับสัตว์ที่ไม่มีความยับยั้งชั่งใจ จะไม่สามารถไว้วางใจซึ่งกันและกัน การกินคนในสายตาของมนุษย์ทั่วไปจึงเป็นการกระทำที่เลวร้าย ชาวโฟทูริสซึ่งได้รับการรับรองตามกฎหมายให้กระทำเช่นนั้นได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความป่าเถื่อนน่ากลัว และทำให้ลาลองจ์กลายเป็นสถานที่ต้องห้าม แต่สำหรับชาวโฟทูริสแล้ว การกินและการถูกกินไม่ได้มีความหมายเพียงแค่เพื่อให้คลายความหิว แต่ยังเป็นการสืบทอดชีวิต จากผู้ถูกกินสู่ผู้กิน ไม่เพียงแค่เลือดเนื้อเท่านั้นที่ถูกถ่ายทอดมา แต่ยังรวมไปถึงความรู้สึกนึกคิดและความดีงามด้วย คนที่ถูกกินไม่ได้ตายจากไป แต่จะยังมีชีวิตอยู่ต่อในร่างกายของผู้ที่กิน รูบี้เองเกิดมาโดยไม่เคยเห็นหน้าพ่อ เพราะพ่อถูกแม่กินไปตั้งแต่ก่อนเธอเกิด และเมื่อแจ็คมาพบเธอ เธอก็อยู่เพียงลำพัง เพราะได้กินแม่ไปแล้วก่อนหน้านี้ เธอในขณะนี้จึงเป็นทั้งพ่อ ทั้งแม่ รวมทั้งชีวิตอีกนับร้อยนับพันที่ทั้งสองเคยกินมา และตัวเธอเองก็มีชีวิตอยู่เพื่อจะได้มอบชีวิตของตัวเองให้กับคนที่มีความหมายที่สุดในวันข้างหน้า

(แนวความคิดคล้ายกับชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในแอฟริกาที่จะกินสมองของผู้ที่มีปัญญาที่สุดของเผ่าเมื่อเขาตายลงเพื่อรับสืบทอดปัญญาของเขามา และเป็นสาเหตุการระบาดของโรค ‘กูรู’ โรคสมองเสื่อมอันเกิดจากเชื้อไพรออน -แบบเดียวกับเชื้อวัวบ้า- ซึ่งจะถ่ายทอดกันได้ผ่านทางการกินสมองและไขสันหลังของผู้ที่เป็นโรค)

ด้วยเหตุนี้ ในสายตาของชาวโฟทูริส การกินจึงเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ก่อนจะกินอาหารที่ล่ามาได้ พวกเขาต้องสวดมนต์เป็นเวลานานเสมอ และจะนานที่สุดเมื่อกินเนื้อคน การตายไปโดยไม่มีใครกินเป็นสิ่งที่น่าเศร้าและน่ากลัวที่สุด และด้วยเหตุนี้เอง ในขณะที่คนเมืองมองชาวโฟทูริสด้วยสายตาหวาดกลัวและขยะแขยงในความป่าเถื่อนที่กินเนื้อคนด้วยกัน ชาวโฟทูริสก็มองชาวเมืองด้วยความไม่เข้าใจเช่นกันว่า มนุษย์เหล่านั้นฆ่ามนุษย์ด้วยกันเองทำไม ในเมื่อไม่ได้กิน

ชิมิสึ เรโกะ ได้ขมวดประเด็นทางจิตวิทยาของเรื่องให้ซับซ้อนขึ้นอีกด้วยอดีตของแจ็ค ห้าปีก่อน แจ็ค ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นหุ่นยนต์ ได้ถูกขังลืมไว้กับมนุษย์คนหนึ่ง ทั้งสองแบ่งอาหารที่มีอยู่จำกัดกันอย่างยุติธรรม และเมื่อมีผู้มาพบ ในที่คุมขังนั้นก็เหลือเพียงแจ็คซึ่งเป็นหุ่นยนต์เท่านั้นที่รอดชีวิต การได้พบกับรูบี้และได้รับรู้ปรัชญาในการกินของชาวโฟทูริส ทำให้แจ็ครู้สึกผิดบาปกับเหตุการณ์นั้นยิ่งขึ้น เขาโทษตัวเองว่า ถ้าไม่ใช่เพราะเขาซึ่งเป็นหุ่นยนต์ตะกละตะกลามกินอาหารที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้นไปด้วย ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้สืบทอดกลายเป็นเลือดเนื้อ เพื่อนของเขาอาจไม่ต้องตายก็ได้ และนี่เป็นสาเหตุให้เขาใช้เงินรางวัลที่ได้จากการช่วยเจ้าหญิงเปลี่ยนโปรแกรมของตัวเองในภายหลัง เพื่อจะได้ไม่ต้องมีความรู้สึกหิวอีกต่อไป

ด้วยความที่ 22XX เป็นการ์ตูน เนื้อหาที่ค่อนข้างสุดขอบจึงมีไว้เพื่อให้สารที่ผู้เขียนต้องการสื่อส่งไปถึงผู้อ่านได้อย่างชัดเจนมากกว่าที่จะโน้มน้าวให้เห็นดีเห็นงามทำตาม (คงไม่มีใครที่อ่านจบแล้วคิดจะลุกขึ้นไปหาเนื้อคนมากิน?) ประเด็นอยู่ที่ว่า เมื่อเราตัดเนื้อชิ้นหนึ่งซึ่งมาจากชีวิตของผู้อื่นส่งเข้าปาก เราได้ระลึกถึงสิ่งที่เนื้อชิ้นนั้นมอบให้แก่เราบ้างหรือไม่ ความหมายในการกินของมนุษย์ในทุกวันนี้อยู่ที่ไหน การบรรเทาความหิว ความอร่อยลิ้น ความเลิศหรู หรือเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตของตัวเองต่อไป เมื่อกินแล้ว เราได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า สมกับที่มันเป็นสิ่งที่ได้รับมาจากการเสียสละจากชีวิตของผู้อื่นหรือไม่ และในเมื่อเราได้รับความเมตตาจากชีวิตอื่นมาต่อชีวิตของตัวเองแล้ว เราได้ให้อะไรคืนกลับไปสู่ชีวิตอื่นที่อยู่บนโลกบ้าง

นี่กระมัง เหตุผลที่บางศาสนาบอกให้เราสวดมนต์เพื่อขอบคุณก่อนที่จะเริ่มมื้ออาหาร เพราะอาหารเหล่านั้นได้มาด้วยความเสียสละอย่างใหญ่หลวงจากผู้ที่เป็นอาหารนั้น แม้มันจะเป็นเพียงแค่สัตว์หรือพืชก็ตาม

ใน Author’s note ชิมิสึ เรโกะกล่าวถึงการฝังศพ เธอบอกว่ามันไม่ค่อยยุติธรรม ทั้ง ๆ ที่มนุษย์กินสิ่งมีชีวิตอื่นบนโลกไปมากมาย แต่เมื่อถึงคราวที่ตัวเองต้องตาย กลับเผาให้สูญสลายไปโดยไม่คืนอะไรให้กับโลกเลย (ตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น) แทนที่จะฝังเพื่อเป็นประโยชน์แก่พืช สัตว์ หรือแมลงที่อยู่ใต้ดิน และนั่นเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเป็น 22XX เล่มนี้ ถึงจะฟังเหตุผลแล้วยังไม่แน่ใจว่าเห็นด้วยกับเธอหรือเปล่า แต่ฉันก็ชอบแนวความคิดนั้น รวมทั้งอีกหลากหลายแนวความคิดที่แฝงไว้ในการ์ตูนเล่มอื่น ๆ ของเธอ และถ้าคุณได้อ่านแล้วเกิดหลงรักแจ็ค ไนเจล เขาก็ยังมีวีรกรรมอีกหลายตอนให้คุณติดตาม ไม่ว่าจะเป็น Milky Way (เข้าใจว่าจะเป็น rare item เพราะมันเป็นการ์ตูนไพเรทของสยามสปอร์ตพรินติ้งสมัยฉันอยู่ชั้นประถม) เหตุผลของเทวดา (เล่มเดียวจบ, Vibulkij comic) และดวงดาวแห่งนิทรา (5 เล่มจบ, Vibulkij comic)

ก่อนอาหารมื้อต่อไป อย่าลืมลองเปลี่ยนทัศนคติของอาหารที่อยู่ตรงหน้าคุณ จากสิ่งที่ใช้เพื่อบำบัดความหิว เป็นความเมตตาที่ได้จากการเสียสละของชีวิตอื่น บางทีคุณอาจจะรู้สึกว่าคุณค่าในการมีชีวิตอยู่ของตัวเองมีมากขึ้นก็ได้

by : Carousal
First Published : คอลัมน์สุดสัปดาห์กับการ์ตูน เวบไซต์ประชาไท



Create Date : 01 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 23 มกราคม 2555 21:19:37 น.
Counter : 507 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  

carousal
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 192 คน [?]



สนใจหนังสือ ติดต่อ agcarmine [at] hotmail.com นะคะ
All Blog