Galaxy Express 999 – รถด่วนอวกาศ 999


‘ในห้วงหาว เราเห็นมีทางรถไฟ ทอดไปไกลแสนไกลสุดตา สู่จุดหมายโพ้นดวงดารา ต่างพาร่วมเดินทางถึงมัน ผ่านทางยาวเนิ่นนานวัน เมื่อไหร่กันจะจอดสถานี...’


คุณเคยได้ยินเพลงนี้มาก่อนบ้างไหมคะ? ถ้าไม่เคย ก็ไม่ต้องแปลกใจค่ะ เพราะเชื่อว่ามากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของคนที่อ่านคอลัมน์นี้ก็ไม่เคยเหมือนกัน เพลงนี้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง Galaxy Express 999 หรือรถด่วนอวกาศ 999 ที่เคยมาฉายในประเทศไทยเมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้วโน่นแน่ะ



Galaxy Express 999 เป็นผลงานชิ้นเยี่ยมเรื่องหนึ่งของอาจารย์ Matsumoto Leiji ที่เขียนขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1977 และสร้างเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นในปี 1978 เป็นการ์ตูนกึ่งไซไฟ กึ่งปรัชญา บอกเล่าเรื่องราวอันเริ่มต้นขึ้นในโลกอนาคตอันแสนไกล เมื่อวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าถึงขีดสุด การติดต่อสื่อสารและการเดินทางระหว่างดวงดาวทั้งในและนอกกาแล็กซี่กลายเป็นสิ่งธรรมดาที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน อมตภาพและชีวิตอันเป็นนิรันดร์ก็ไม่ใช่เพียงความฝันอีกต่อไป วิทยาการแทนที่เลือดเนื้อมนุษย์ด้วยเครื่องจักรกลทำให้มนุษย์สามารถยืดอายุขัยออกไปได้ไม่จำกัด โดยไม่ต้องทุกข์ทนกับความเจ็บปวด หิวโหย ร้อนหนาว ความชรา หรือความตาย

จากชนชั้นสูงและเศรษฐี แพร่ไปสู่มนุษย์ทุกชนชั้น ทุกคนต่างพยายามขวนขวายหาเงินจำนวนมหาศาลมาเปลี่ยนแปลงร่างกายตัวเองให้เป็นจักรกล ในที่สุด โลกทั้งโลกก็แทบจะมีแต่มนุษย์จักรกล ใครที่ไม่มีเงินมากพอจะซื้ออวัยวะจักรกลได้ จะกลายเป็นชนชั้นต่ำไร้ค่า ไม่มีสิทธิมีเสียงใด ๆ ในสังคม ไม่มีแม้ความเป็นมนุษย์ ถึงขนาดมีกฎว่า หากมนุษย์จักรกลพบมนุษย์ที่มีร่างกายเป็นเลือดเนื้อในตอนกลางคืน ก็สามารถล่าได้ตามใจชอบ

ร่างกายเลือดเนื้อที่สวยงามคือสิ่งเดียวที่มีค่าในตัวมนุษย์เหล่านี้ มันเป็นของสะสมหายากที่ใคร ๆ ก็อยากได้มาประดับฝาผนังบ้าน

ในซอกมุมเล็ก ๆ ของโลกที่หนาวเหน็บนี่เอง ที่โฮชิโนะ เท็ตสึโร่ เด็กชายเล็ก ๆ คนหนึ่งอาศัยอยู่กับแม่เพียงลำพังสองคน ความยากจนทำให้พวกเขาทั้งสองยังมีร่างกายเป็นมนุษย์เหมือนตอนที่เกิดมา ในค่ำคืนที่รถด่วนกาแล็กซี่ขบวนสุดท้ายปรากฏขึ้นบนฟากฟ้าและเทียบสู่สถานีเมกาโรโพลิส แม่ของเท็ตสึโร่ก็พลาดท่าถูกล่าโดยเคาท์จักรกลเมคคา ก่อนตายเธอได้สั่งเสียให้เท็ตสึโร่เดินทางไปกับรถไฟกาแล็กซี่ ไปให้ถึงสถานีปลายทางบนดาวดวงหนึ่งในกาแล็กซี่อันโดรเมดา ซึ่งกล่าวกันว่าจะมอบร่างกายจักรกลให้แก่ผู้ที่เดินทางไปถึงโดยไม่คิดมูลค่า ถ้าเท็ตสึโร่เดินทางไปถึงที่นั่นได้สำเร็จ ก็จะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับความหิว ความหนาว การถูกกดขี่ข่มเหง และไม่ต้องถูกตามล่าอีกต่อไป

ด้วยความช่วยเหลือของเมเทล หญิงสาวปริศนาที่เก็บเท็ตสึโร่ได้ในขณะที่เขากำลังแข็งตายในระหว่างที่กำลังจะเดินทางไปเมกาโรโพลิส เท็ตสึโร่ก็ได้ล้างแค้นให้แม่ได้สำเร็จ ด้วยการฆ่าเคาท์เมคคากับเพื่อน ๆ ที่เอาศพแม่ของเขาไปถลกหนังสตัฟฟ์เป็นเครื่องประดับบ้าน รวมทั้งเผาบ้านที่มีซากร่างของแม่เขาประดับอยู่บนฝาผนังจนมอดไหม้ไม่มีเหลือ และด้วยบัตรผ่านรถไฟกาแล็กซี่หมายเลข 999 ที่เมเทลให้ เท็ตสึโร่ก็ได้ทำตามคำสั่งเสียของแม่ คือการเดินทางไปกับรถไฟกาแล็กซี่ มุ่งหน้าสู่สถานีปลายทางที่อันโดรเมดา เพื่อเปลี่ยนร่างกายตัวเองเป็นร่างกายจักรกล



ครั้งแรกที่ได้ดูการ์ตูนเรื่องนี้ ฉันยังเด็กมาก และจำเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ นอกจากพี่เมเทลแสนสวย (สำหรับเด็กในตอนนั้น), เท็ตสึโร่ที่ตัวเตี้ย ๆ , คุณพนักงานตรวจตั๋วที่ไม่เคยมีใครได้เห็นใบหน้าใต้ปกเครื่องแบบ กับการผจญภัยในอวกาศและดาวดวงต่าง ๆ ที่ 999 แวะจอดเทียบท่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเศร้า ทุกครั้งที่ดู ต้องมีเรื่องให้ฉันร้องไห้ได้ทุกครั้ง

จนกระทั่งเมื่อสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจหยิบเรื่องนี้มาทำ (เป็นฉบับที่ทางญี่ปุ่นทำขึ้นใหม่เมื่อปี 1997) ฉันจึงเพิ่งมีโอกาสได้อ่านและรู้จักมันอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ฉันพบว่า Galaxy Express 999 ไม่ใช่การ์ตูนสำหรับเด็ก แต่เป็นการ์ตูนสำหรับผู้ใหญ่ คนที่อ่านต้องมีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตมาระยะหนึ่งจึงจะเข้าใจสารที่คนเขียนต้องการจะสื่อ ทำนองเดียวกับวรรณกรรมเยาวชนเรื่องเจ้าชายน้อย ที่ภายใต้ความแฟนตาซีนั้นสอดแทรกปรัชญาชีวิตในเชิงนามธรรมเอาไว้ให้คนเราหันกลับไปมองชีวิตที่ผ่านมาของตัวเอง แต่ละสถานีบนดาวแต่ละดวงที่รถไฟกาแล็กซี่หมายเลข 999 ลงจอดจะมีความแตกต่างกันออกไป ทั้งลักษณะของดวงดาว ความเชื่อและรสนิยมของมนุษย์บนดาวดวงนั้น และสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นสภาพสังคมและความเชื่อแต่ละอย่างที่แฝงอยู่จริง ๆ บนโลกของเรา ยกตัวอย่าง

เอลอาลาเมน – ดาวร้างซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีมนุษย์ซึ่งมีอารยธรรมสูงอาศัยอยู่ คนบนดาวดวงนั้นนิยมการทำสงคราม จึงพัฒนาเครื่องจักรสำหรับทำสงครามจำนวนมากขึ้นมาประหัตประหารกันเอง มีแม้แต่เครื่องจักรสังหารที่จะทำงานเมื่อจับสัญญาณของมนุษย์ที่มีชีวิตได้บนจอเรดาร์โดยไม่เลือกว่าอยู่ข้างไหน จนในที่สุดมนุษย์ก็สูญพันธุ์หมดสิ้น เมื่อไม่มีมนุษย์ อาวุธก็เป็นเพียงเศษเหล็ก และเอลอาลาเมนก็ได้พบกับความสงบสุขในที่สุด

ยามิยามิ – ดาวมืดที่ไม่เคยมีแสงสว่างปรากฏขึ้นเลยในประวัติศาสตร์ ทุกคนบนดาวดวงนี้อยู่ภายใต้ความมืดอย่างสงบสุขโดยไม่เคยมองเห็นหน้ากันและกัน ไม่เคยมองเห็นทั้งสิ่งที่สวยงามและน่าเกลียด แต่แล้วความสงบสุขนั้นก็แตกสลายเมื่อเด็กสาวผู้หนึ่งยิงดวงอาทิตย์เทียมขึ้นไปเพื่อให้ดาวมีแสงสว่าง และมนุษย์บนดาวดวงนั้นก็ได้เห็นสิ่งที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อน 99.9 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมดฆ่าตัวตายเนื่องจากทนดูหน้าตาที่น่าเกลียดของตัวเองไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ในความรู้สึกของเท็ตสึโร่แล้ว คนพวกนั้นหน้าตาดีมากตามมาตรฐานของชาวโลก เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าในจักรวาลนี้ไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่าความสวยงามอย่างแน่นอน หรือความถูกต้องอย่างแท้จริงอยู่ ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับมุมที่เราจะมองเท่านั้น

นครแห่งการสำนึกบาป – ดวงดาวที่มีแต่นักบุญซึ่งภาคภูมิใจในคุณงามความดีของคนบนดาวตัวเองมากจนต้องตีระฆังประกาศให้กึกก้องไปในจักรวาล แต่ภายใต้หน้ากากนักบุญก็มีความเลวร้ายซุกซ่อนอยู่ เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้ภาพพจน์ความดีงามของดาวดวงนี้สั่นคลอน เหล่านักบุญทั้งหลายก็ถึงกับยอมทำได้ทุกอย่างแม้แต่ฆ่าคนเพื่อรักษาภาพของคุณงามความดีนั้น



สถานีแล้วสถานีเล่า ดาวดวงแล้วดวงเล่า มนุษย์จักรกลคนแล้วคนเล่าที่ได้พบเห็น เพิ่มคำถามและความคลางแคลงเกี่ยวกับชีวิตให้แก่เท็ตสึโร่มากขึ้นทุกที การมีชีวิตอันเป็นอมตะ เป็นความสุขที่สุดในฐานะมนุษย์จริงหรือ? การมีชีวิตที่สุขสบายไม่ต้องดิ้นรนต่อสู้ เป็นสุดยอดปรารถนาจริงหรือไม่? สิ่งที่เคยยึดมั่นว่าเป็นความดีงามและความถูกต้องจะยังคงสถานะของมันอยู่หรือเปล่าเมื่อเราเปลี่ยนมุมที่มอง และโลกที่กำลังเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าแห่งนี้ ไม่ได้หลงลืมอะไรทอดทิ้งไว้เบื้องหลังเลยจริง ๆ หรือ?

เท็ตสึโร่จะตอบคำถามเหล่านี้เมื่อเขาบรรลุถึงสถานีสุดท้าย คำตอบที่มาจากการใคร่ครวญของเขา คำตอบที่เป็นของเขาเท่านั้น ซึ่งมันไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคำตอบเดียวกันกับคุณ

สามสิบปีแล้วนับแต่ครั้งแรกที่ถูกนำเสนอสู่สายตาผู้อ่าน แต่เนื้อหาและแนวคิดที่แฝงไว้ในหน้ากระดาษไม่เคยล้าสมัย นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม Galaxy Express 999 จึงยังคงครองตำแหน่งการ์ตูนอมตะในดวงใจของนักอ่านเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่นมาจนปัจจุบัน แม้เวลาจะผ่านไปนานถึงสามทศวรรษแล้วก็ตาม

by Carousal
First Published : คอลัมน์การ์ตูนเล่มกรี๊ด นิตยสารไอน้ำ



Create Date : 10 กรกฎาคม 2554
Last Update : 23 มกราคม 2555 21:16:19 น.
Counter : 2845 Pageviews.

6 comment
Princess - ฝันร้ายในเทพนิยายก่อนนอน
Princess - ฝันร้ายในเทพนิยายก่อนนอน


คุณรู้หรือเปล่าคะ ว่าในนิทานพื้นบ้านฉบับดั้งเดิมนั้น เจ้าหญิงนิทราไม่ได้ตื่นขึ้นมาด้วยมนตราแห่งจุมพิตอันเปี่ยมไปด้วยความรักแสนบริสุทธิ์จากเจ้าชายผู้เป็นเนื้อคู่ แต่แท้ที่จริง เธอถูกลักหลับโดยพระราชาที่มีมเหสีแล้ว จนตั้งครรภ์ให้กำเนิดลูกแฝด?

คุณรู้หรือเปล่าคะ ว่าหนูน้อยหมวกแดงตัวจริง ไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าคุณยายที่เธอตั้งใจจะไปหา และไม่ได้กลับสู่อ้อมกอดอันอบอุ่นของพ่อแม่อีกตลอดกาล เพราะเธอถูกนายพรานข่มขืนและถูกหมาป่าฉีกเนื้อกินจนตายในป่านั่นเอง

และคุณรู้หรือเปล่าคะ ว่าเจ้าหญิงสโนว์ไวท์ผู้งามเลิศในปฐพี ได้ตอบแทนแม่เลี้ยงที่พยายามฆ่าเธอมาตลอด ด้วยการบังคับให้ใส่รองเท้าเหล็กเต้นรำบนเตาไฟที่ลุกแรงร้อนฉ่าจนขาดใจตาย

หลับตา แล้วลืมนิทานก่อนนอนที่แม่เคยอ่านให้คุณฟังข้างหมอนตอนเป็นเด็กเสียเถอะค่ะ เพราะเรื่องราวอันแสนสวยงามที่คุณเคยได้ฟังมาทั้งหมดนั้น มันเป็นเรื่องโกหก



Princess เป็นซีรีส์การ์ตูนผู้หญิงของสำนักพิมพ์หมึกจีน ที่นำเทพนิยายซึ่งเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย อย่างซินเดอเรลลา เจ้าหญิงนิทรา ฮันเซลและเกรเทล หรือหนูน้อยหมวกแดง มาดัดแปลง หรือตีความใหม่ในแง่มุมที่น่าสนใจและมีความหมายแฝงที่ลึกซึ้งกว่าความเป็นนิทานเด็กที่ทุกเรื่องจะจบลงเมื่อเขากับเธอเข้าพิธีวิวาห์ และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขไปตราบชั่วกัลปาวสาน
อันที่จริงการดัดแปลง ตีความ หรือเพิ่มลดความสำคัญของสัญลักษณ์ในนิทานไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ทำกันมาเนิ่นนานแล้ว...หากคุณไม่รู้มาก่อน นิทานกว่าสองร้อยเรื่องที่รู้จักกันในนามเทพนิยายกริมม์ เทพนิยายที่พ่อแม่นิยมซื้อมาอ่านให้ลูก ๆ ฟังข้างหมอนเพื่อให้นอนหลับฝันดีนั้น ก็ไม่ใช่นิทานที่สองพี่น้องตระกูลกริมม์แต่งขึ้นมาเอง แต่เป็นตำนานหรือนิทานพื้นบ้านที่สองพี่น้องได้ยินได้ฟังในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว และได้รวมรวมขึ้นเป็นเล่ม โดยได้ดัดแปลงนิทานบางเรื่องที่โหดเหี้ยม สยดสยอง หรือแฝงนัยยะทางเพศไว้ ให้มีเนื้อหาที่สะอาด เหมาะสมสำหรับเด็กมากขึ้น ก่อนที่จะเผยแพร่สู่สาธารณชน

หากคุณมีโอกาสได้อ่านเรื่องราวดั้งเดิมของเทพนิยายกริมม์ ก่อนที่สองพี่น้องตระกูลกริมม์จะนำมาดัดแปลง คุณอาจตกใจก็ได้เมื่อพบว่า หลายเรื่องมีเนื้อหารุนแรงชนิดที่ไม่มีทางจะผ่านการเซ็นเซอร์ตามมาตรฐานประเทศไทยในปัจจุบัน เรื่องราวเหล่านั้น ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อความจรรโลงใจหรือเป็นเทพนิยายสำหรับเด็ก แต่เป็นสิ่งที่สะท้อนสภาพสังคมที่แร้นแค้นในยุคนั้น ๆ เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ตัวเอกหญิงในเทพนิยายจะถูกกระทำทารุณกรรม และตัวร้ายจะต้องตายอย่างทุกข์ทรมานเมื่อถึงตอนจบ เมื่อพี่น้องตระกูลกริมม์นำมาดัดแปลง พวกเขาก็ไม่ลืมที่จะเขียนถึงสัญลักษณ์บางอย่าง (ตามคติความเชื่อของชาวยุโรป) ที่แสดงนัยถึงความโหดเหี้ยมในเรื่องต้นฉบับเอาไว้ด้วย

ยกตัวอย่างเรื่องหนูน้อยหมวกแดง จุดประสงค์ดั้งเดิมของเรื่องนี้คือ ต้องการเตือนให้เด็กหญิงที่กำลังจะโตเป็นสาวให้ระวังตัว ตะกร้าขนมปังที่หนูน้อยถือมีนัยยะถึงความอุดมสมบูรณ์หรือวัยเจริญพันธุ์ ป่าที่หนูน้อยต้องเดินเข้าไป หมายถึงสังคมภายนอกที่ไม่รู้จัก หมาป่าที่หนูน้อยต้องเผชิญหน้า หมายถึงเพศชาย เขี้ยวที่แหลมคมและขวดไวน์ที่หนูน้อยนำออกมาจากตะกร้าคือสัญลักษณ์ทางเพศ รวมไปถึงหมวกแดง (หรือผ้าคลุมผมสีแดง) ที่หนูน้อยสวม แสดงถึงเลือดพรหมจรรย์ ในบางท้องถิ่นถึงกับเล่ากันว่า เดิมทีหมวกของหนูน้อยเป็นสีขาว แต่เธอได้นำมันมาเช็ดเลือดจากร่างกายตัวเองจนสุดท้ายมันก็กลายเป็นสีแดง

(หากคุณสนใจจะติดตามเรื่องนี้ต่อ ฉันอยากแนะนำให้คุณลองหาหนังสือเรื่อง Brother Grimm หรือนิทรานาฏฆาตกรรม ของ Craig Russell มาอ่านค่ะ มันเป็นหนังสือนวนิยายกึ่งฆาตกรรมกึ่งสยองขวัญที่ฆาตกรใช้เทพนิยายกริมม์เป็นสถานการณ์ในการฆาตกรรม เกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับเทพนิยายแต่ละเรื่อง จะถูกแทรกเอาไว้ในเล่ม ตามคดีฆาตกรรมแต่ละคดี)

หากสิ่งที่สองพี่น้องตระกูลกริมม์เคยกระทำ คือการปิดผนึกหีบแห่งแพนดอร่า ฝังความน่ากลัวและนัยยะทางเพศในนิทานลงไปไม่ให้มีใครค้นพบ (นอกจากคนที่ใส่ใจพอที่จะค้นพบสัญลักษณ์ที่พวกเขาซ่อนไว้และตีความหมายของมันออก) Princess ก็กำลังกระทำในสิ่งตรงกันข้าม เหล่านักเขียนของ Princess ไม่เพียงตีแผ่สัญลักษณ์ที่พี่น้องตระกูลกริมม์แฝงเอาไว้ออกมาให้เห็นได้ชัด ๆ เท่านั้น แต่ยังพยายามหาแง่มุมความเป็นไปได้อื่น ๆ ที่จะตีความบางประโยคในนิทานให้ชัดเจนขึ้น รวมไปถึงการจินตนาการไปถึง ‘ตอนต่อ’ จาก ‘และแล้ว เขาและเธอก็แต่งงานและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขไปชั่วนิรันดร์’ ที่ไม่เคยมีใครเล่าขานกันอีกด้วย

จะเป็นอย่างไรถ้าเจ้าหญิงนิทราเกิดเป็นโรคนอนไม่หลับ แล้วต้องอยู่ตามลำพังในปราสาทในขณะที่คนอื่น ๆ ล้วนหลับใหล? จะเป็นอย่างไรถ้าหลังจากอสูรที่มีจิตใจอันอ่อนโยนของเจ้าชาย เมื่อกลับคืนร่างเดิมแล้ว กลับมีจิตใจอันโหดร้ายของอสูรอยู่ในร่างของเจ้าชายรูปงาม? หรือจะเป็นอย่างไรถ้าที่แท้จริงแล้วคุณยายในบ้านขนมปังไม่ใช่แม่มดใจร้ายที่เลี้ยงเฮเซลกับเกรเทลไว้กิน แต่พยายามช่วยเหลือเด็กสองคนนั้นจากพ่อแม่ใจร้ายที่ทุบตีทารุณกรรมและเอามาปล่อยเพื่อให้อดตายในป่าลึก?
แน่นอน ไม่ใช่ทุกแง่มุมหรอกที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ไม่ใช่ทุกแง่มุมหรอกที่ใสสะอาด แต่ในกรณีที่คนอ่านไม่ใช่เด็ก แต่เป็นผู้ใหญ่ที่มีวิจารณญาณแยกแยะและยอมรับได้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้มีแต่สิ่งที่สวยงามแสนหวานเหมือนในเทพนิยาย คุณไม่คิดว่าแง่มุมที่แตกต่างเหล่านั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจหรอกหรือ?



อีกประเด็นหนึ่งที่ฉันคิดว่าน่าทึ่งก็คือ Princess ออกวางแผงต่อเนื่องกันมานานหลายปี มีมากกว่าเจ็ดสิบเล่ม และคงจะยังออกต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะจบ เกือบทุกเล่มจะต้องมีเรื่องที่ดัดแปลงมาจากเทพนิยายสุดฮิตอย่างซินเดอเรลลา, เจ้าหญิงนิทรา หรือหนูน้อยหมวกแดงรวมอยู่ด้วยเกือบทุกครั้ง ถ้าจะนับทั้งหมดแล้ว แต่ละเรื่องคงถูกนำมาตีความและดัดแปลงใหม่ไม่ต่ำกว่า 20-30 ครั้ง แต่ไม่มีเรื่องไหนที่ซ้ำกันเลย แต่ละเรื่องมีมุมมองที่แตกต่าง วิธีเล่าที่แตกต่าง ความหมายและการตีความที่แตกต่าง แม้ว่าจะมีที่มาจากเทพนิยายเรื่องเดียวกัน

นั่นคือความหมายหนึ่งของพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ยอมถูกจำกัดด้วยประโยคที่ว่า ‘ไม่มีอะไรใหม่ใต้ดวงตะวัน’ ที่เหล่านักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ควรดูเป็นตัวอย่าง

ครั้งต่อไปที่มีใครสักคนเล่าให้คุณฟังถึงเรื่องราวที่ดูสวยงามราวกับเทพนิยาย อย่าลืมลองพิจารณาความหมายที่แอบแฝงอยู่ในถ้อยคำเหล่านั้น เพราะบางที มันอาจจะมีความโหดร้ายแอบซ่อนไว้ข้างในโดยที่คุณไม่รู้ตัวก็เป็นได้

by Carousal
First Published : คอลัมน์สุดสัปดาห์กับการ์ตูน เวบไซต์ประชาไท



Create Date : 08 มิถุนายน 2554
Last Update : 23 มกราคม 2555 21:16:37 น.
Counter : 2233 Pageviews.

2 comment
N.Y. N.Y. ชายรักชายในการ์ตูน
คุณรู้ไหมคะว่าทำไมผู้หญิง (บางกลุ่ม) ถึงชอบอ่านการ์ตูนชายรักชาย?


การ์ตูนที่มีตัวละครรักเพศเดียวกันมีชื่อเรียกหลายชื่อ ตามแต่ยุคสมัยและผู้ที่เรียกขานมัน เป็นต้นว่า การ์ตูนโฮโม, การ์ตูน boy’s love, การ์ตูนวาย, การ์ตูนเกย์ ฯลฯ แต่ในความรู้สึกของฉัน ความหมายของคำเหล่านั้นไม่เท่ากันเสียทีเดียว โดยเฉพาะคำว่าการ์ตูนเกย์ ซึ่งสำหรับคนที่ไม่อ่าน อาจจะคิดว่ามันเป็นคำที่ชัดเจนที่สุด แต่สำหรับคนที่อ่าน มันกลับเป็นคำที่มีความหมายคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงมากที่สุด

การ์ตูนวายไม่ใช่การ์ตูนเกย์ แม้ว่ามันจะเป็นการ์ตูนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครชาย แต่เป้าหมายและความหมายของมันก็ไม่เหมือนกัน ตัวละครชายในการ์ตูนวายไม่ใช่เกย์จริง ๆ ที่มีตัวตนอยู่บนโลก เขาเหล่านั้นเป็นเกย์ในจินตนาการของเด็กผู้หญิง ความรักมักเป็นแรงผลักดันที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เขาพวกเขาผูกพันซึ่งกันและกัน

ท่ามกลางความไม่เข้าใจจากสายตาของคนภายนอกว่าทำไมเด็กผู้หญิงวัยฝันถึงชอบอ่านการ์ตูนวาย ท่ามกลางผลงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ว่าการ์ตูนวายเกิดขึ้นเพื่อระบายความรู้สึกเก็บกดของผู้หญิงในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ฉันคิดว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและตรงไปตรงมามากกว่านั้นมาก โดยเฉพาะในสังคมไทยที่การเป็นผู้หญิงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรนักเมื่อเทียบกับบางประเทศ พวกเธอเพียงแต่จินตนาการถึงความรักอันบริสุทธิ์ที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรค เช่นเดียวกับที่รุ่นแม่หรือย่ายายเองก็เคยชื่นชอบเมื่อสมัยที่เป็นวัยรุ่น เพียงแต่ความรักต่างชนชั้น หรือการกีดกันระหว่างสองตระกูล ที่เคยทำหน้าที่เป็นอุปสรรคอันหวานซึ้งได้คลายเสน่ห์ของมันเสียแล้วเนื่องจากกระแสสังคมที่เปลี่ยนไป พวกเธอจึงต้องมองหาเป้าหมายใหม่ และสิ่งที่เข้ามาทดแทนก็คือความรักระหว่างเพศเดียวกันนั่นเอง

เมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้ คุณอาจคิดว่าการ์ตูนวายเป็นเพียงผลผลิตจากความเพ้อฝันของเด็กผู้หญิง แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันมีคุณค่าในตัวเองมากกว่านั้น ในขณะที่สังคมส่วนใหญ่ยังคงมองรักร่วมเพศด้วยสายตาสงสัยและอาจถึงขั้นรังเกียจเดียดฉันท์โดยไม่พยายามทำความเข้าใจ การ์ตูนวายกำลังทำหน้าที่ถ่ายทอดมุมมองของคนเหล่านั้น ด้วยวิธีการที่ทำให้เข้าใจได้ง่ายที่สุด

ถ้าการอ่านโดราเอมอนที่นำเสนอเรื่องราวส่วนใหญ่ของโนบิตะ ทำให้คุณเข้าใจได้ว่าโนบิตะไม่ใช่เด็กไม่ดี เพราะนอกจากเปลือกนอกที่แสนจะขี้เกียจแล้ว โนบิตะยังมีแง่มุมที่อ่อนโยน รักเพื่อนพ้อง และมองโลกในแง่ดี คุณก็คงจะเข้าใจได้ในกรณีนี้

ฉันอยากแนะนำให้คุณรู้จักกับ N.Y. N.Y. ผลงานของอาจารย์ Marimo Ragawa การ์ตูนวายที่ไม่ว่าจะมีการจัดอันดับกันครั้งใด ต้องติด TOP FIVE การ์ตูนวายยอดเยี่ยมเสมอจากผลการโหวตท่วมท้นของบรรดานักอ่าน



N.Y. N.Y. เป็นเรื่องราวของเคน วอล์กเกอร์ และเมล เฟรดดริก เคนเป็นตำรวจ และเมลเป็นพนักงานเสิร์ฟ พวกเขาได้พบกันเป็นครั้งแรกในผับแถวคริสโตเฟอร์สตรีท แมนฮัตตัน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นแหล่งสถานบันเทิงของเกย์ และแน่นอน ทั้งคู่เป็นเกย์

ไม่ใช่เรื่องยากที่เคนและเมลจะตกหลุมรักกันและกันในเวลาต่อมา แต่สิ่งที่ยากคือการประคับประคองความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ปัญหาไม่ได้มาจากตัวพวกเขาเอง แต่มาจากคนรอบข้างที่มีทัศนคติเลวร้ายกับคนที่รักเพศเดียวกัน เพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างสงบสุข เคนและเมลต้องปิดเรื่องที่พวกเขาเป็นคู่รักกันไว้เป็นความลับ แล้วเสแสร้งทำตัวเป็นเพื่อนธรรมดา ๆ พวกเขาไม่สามารถเดินจับมือกันในที่สาธารณะ ไม่สามารถแสดงความใกล้ชิดสนิทสนมต่อหน้าคนอื่น ไม่สามารถอยู่ด้วยกันในคืนพิเศษอย่างที่คู่รักคู่อื่น ๆ เขาทำกัน แม้แต่เมื่อเมลถูกปล้นและทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ เคนก็ไม่สามารถไปอยู่เคียงข้าง ดูแลและปลอบโยนอย่างที่อยากทำได้ เพราะกลัวว่าคนอื่นจะผิดสังเกต

ถ้าคุณเคยรักและถูกรัก คุณคงพอจะเข้าใจว่ามันเป็นความรู้สึกที่แย่แค่ไหน


เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเมล ทำให้เคนตัดสินใจที่จะแสดงตัวว่าพวกเขาเป็นคู่รักกัน และนั่นทำให้เขาสองคนต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดมากขึ้นอีกหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็นความรังเกียจเดียดฉันท์จากแม่ของเคน ที่ไม่ยอมแม้แต่จะจับมือทักทายกับเมลเมื่อพบกันเป็นครั้งแรก เพื่อนของเคนที่เมื่อรู้ความจริงว่าเพื่อนเป็นเกย์ ก็แสดงอาการรังเกียจอย่างออกนอกหน้า และมองความใกล้ชิดสนิทสนมที่ผ่านมาว่าเป็นเจตนาน่ารังเกียจของเคน

คุณเคยเห็นพ่อแม่ที่ทำร้ายหรือตัดเป็นตัดตายกับลูก เพื่อนที่ก่นด่าเหยียดหยามเพื่อน เพียงเพราะเขาไม่ชอบเพศตรงข้ามไหมคะ? ฉันเคยค่ะ


สถานการณ์เลวร้ายถึงขีดสุดเมื่อเมลถูกฆาตกรโรคจิตลักพาตัวไป เพราะเขามีสีผมกับสีตาเหมือนน้องชายของฆาตกรคนนั้น ซึ่งตัวฆาตกรถือว่าเป็นคนเดียวในโลกที่ดีกับเขา เมลถูกกักขัง ถูกทำร้ายอยู่นานนับเดือน ตลอดระยะเวลานั้น แทนที่สังคมจะมองเขาในฐานะผู้เคราะห์ร้าย กลับมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้อาจจะเกิดขึ้นเพราะความผิดของเขาเองก็ได้ เพราะเขาเป็นเกย์ เกย์ต้องสำส่อน เกย์ต้องมีความสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า และคราวนี้เขาเพียงแต่โชคร้ายจับได้ฆาตกรโรคจิต ก็เท่านั้นเอง

คุณรู้ไหมคะว่าคนดี ๆ ที่มีอยู่เกลื่อนกลาด ใจดำได้มากแค่ไหน เหยียดหยามได้มากแค่ไหน เวลาเขาพูดหรือกระทำต่อบุคคลอื่น ที่พวกเขาไม่ยอมรับนับถือว่าเป็นพวกเดียวกับตัวเอง

N.Y. N.Y. จบลงเมื่อในที่สุด เคนกับเมลก็ได้กลับมาอยู่ร่วมกัน ท่ามกลางคนที่ไม่เข้าใจ คนที่กำลังพยายามทำความเข้าใจ และคนที่ไม่เห็นว่าความรักระหว่างเพศเดียวกันจะแปลกอะไร พวกเขาจัดพิธีแต่งงาน ที่แม้จะไม่มีผลทางกฎหมาย แต่ก็มีคำสาบานอันเป็นนิรันดร์ ในปีถัดมา พวกเขาก็รับบุตรบุญธรรม เอริก้า วอล์คเกอร์ เด็กหญิงซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกพ่อแม่ที่แท้จริงทอดทิ้ง และเป็นครักเบบี้ (เด็กที่แม่ติดยาเสพติดในระหว่างตั้งครรภ์) เธอเติบโตขึ้นมาอย่างสมบูรณ์พร้อมในครอบครัวอันอบอุ่นที่มีพ่อสองคน แม้จะเคยมีคำถามว่าทำไมไม่มีแม่ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า เมื่อทุกคนในครอบครัวของเธอต่างมีชีวิตอยู่เพื่อเติมเต็มความรักให้แก่กันและกัน ก็ไม่มีที่ว่างเหลือให้กับข้อบกพร่องเนื่องจากความแตกต่างอีกต่อไป



N.Y. N.Y. อาจไม่ใช่ตัวแทนที่ดีที่สุดในการที่จะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับคนรักเพศเดียวกัน เพราะมันยังคงเป็นการ์ตูนวายที่เสริมแต่งความละเมียดละไมและดราม่าเพื่อให้เด็กผู้หญิงอ่าน หากเป็นในชีวิตจริง แม่ของเคนอาจไม่มีวันเข้าใจลูกชาย เพื่อนของเขาอาจไม่มีวันกลับมาขอโทษ และเคนกับเมลก็อาจไม่ได้อยู่ด้วยกันในท้ายที่สุด แต่มันก็เป็นสื่อที่ดีพอที่จะทำให้คนอ่านหันกลับไปตั้งคำถามกับตัวเองและสังคมว่า พวกเขาเหล่านั้นผิดอะไร ทำไมเพียงแค่การรักเพศเดียวกัน ถึงทำให้พวกเขาต้องถูกว่าร้าย ถูกเหยียดหยาม ถูกกระทำอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ด้วย

ท่ามกลางสังคมที่ยังเข้าใจว่าการ์ตูนวายเป็นสิ่งส่งเสริมความวิปริตทางเพศ และผู้หญิงที่อ่านการ์ตูนวายคือพวกผิดปกติ ฉันอยากให้คุณลองมองจากอีกมุม การ์ตูนวายคือสื่อหนึ่งในการทำความเข้าใจว่าคนที่รักเพศเดียวกันไม่ได้มีอะไรเลยที่แตกต่างจากคุณ และผู้หญิงที่อ่านการ์ตูนวายก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ พวกเธอเพียงแค่เป็นคนกลุ่มแรกที่ข้ามพรมแดนที่กำเนิดขึ้นจากอคติของคนที่ไม่ยอมรับความแตกต่างเท่านั้นเอง

by : Carousal
First Published : คอลัมน์สุดสัปดาห์กับการ์ตูน เวบไซต์ประชาไท



Create Date : 16 พฤษภาคม 2554
Last Update : 23 มกราคม 2555 21:16:53 น.
Counter : 1188 Pageviews.

4 comment
รักที่ทรมานของคนตาย - จากอิทธิพลของปลายลิ้น
คุณคะ

คุณกำลังมีความทุกข์อยู่หรือเปล่าคะ?


ถ้าคุณกำลังอยู่ในภาวะที่ตึงเครียด ท้อถอย วิตกกังวล ไม่มั่นใจ ไม่ว่าจะกับสิ่งที่คุณได้เลือกไปแล้วในอดีต หรือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต คุณต้อนรับตอนเช้าด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งจนไม่อยากลืมตาตื่น และใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดหวั่นต่อเนื่องวันแล้ววันเล่า คุณอยากพูดคุยกับใครสักคน แต่เมื่อมองดูรอบข้างแล้ว คุณกลับไม่เห็นใครเลยที่เหมาะสมจะเป็นที่ปรึกษาพูดคุยปรับทุกข์

ในเวลาอย่างนี้ ที่เมืองในหมอกแห่งหนึ่งที่ชื่อเมืองนาซุมิ จะมีธรรมเนียมโบราณที่เรียกว่า การขอ ‘คำทำนายตรงหัวมุม’ อยู่ค่ะ

การขอคำทำนายตรงหัวมุม ต้องทำในวันที่หมอกลงจัดจนเกือบมองไม่เห็นหน้าคนที่เดินร่วมทาง ออกไปยืนอยู่ที่มุมตึกสักแห่งที่ไม่มีคนพลุกพล่าน แล้วขอให้คนแรกที่เดินผ่านมาช่วยทำนายอนาคตของเรื่องที่คุณกำลังกังวลใจอยู่ให้ ไม่มีข้อจำกัดสำหรับหัวข้อเรื่อง จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ การงาน การเรียน หรือความรัก คุณอาจจะบอกรายละเอียดของเรื่อง หรือขอให้ผู้ทำนายบอกเพียงจะร้ายหรือดีเท่านั้นก็ได้เช่นกัน

เงื่อนไขมีอยู่แค่ว่า ทันทีที่คุณขอให้คนอื่นทำนายอนาคตให้กับคุณ โชคชะตาของคุณก็ถูกฝากไว้ในมือของเขาแล้ว และแน่นอน ไม่แน่เสมอไปว่าคำทำนายที่คุณได้รับจากคนแปลกหน้า จะเป็นคำทำนายที่คุณอยากฟัง



นั่นคือจุดเริ่มต้นของการ์ตูนเรื่อง ‘รักที่ทรมานของคนตาย’ หรือ ‘ชายหนุ่มที่สี่แยก’ ผลงานที่น่าประทับใจอีกเรื่องหนึ่งของ Junji Ito นักเขียนการ์ตูนสยองขวัญชื่อดัง เจ้าของซีรีส์ คลังสยองขวัญลงหลุม ที่จัดจำหน่ายในรูปแบบภาษาไทยโดย Ant Comics Group.

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อสิบปีก่อน ในวันที่หมอกกำลังลงจัด ฟุคาตะ ริวสุเกะ เด็กชายวัยหกขวบ ได้วิ่งออกจากบ้านด้วยความโกรธเต็มพิกัด เขาเพิ่งจะได้รับข่าวร้ายว่าพ่อของเขาต้องย้ายไปทำงานต่างเมือง และตัวเขาเองก็ต้องย้ายโรงเรียนตามพ่อไปด้วยเช่นกัน ด้วยอารมณ์ของเด็กชายตัวเล็ก ๆ ที่ไม่อยากลาออกจากโรงเรียน ไม่อยากจากเพื่อนสนิท เขาจึงทะเลาะกับแม่อย่างรุนแรง และออกวิ่งลัดเลาะไปตามถนนในสายหมอกอย่างไร้จุดหมายเพื่อให้คลายความโกรธ ก่อนจะถูกหยุดไว้โดยผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมายืนอยู่ข้างซอกตึกเพื่อขอรับคำทำนายตรงหัวมุม ริวสุเกะคือคนแรกที่ผ่านมาตามทางนั้น เขาคือผู้ทำนายที่โชคชะตาบันดาลให้เธอได้พบ

ด้วยความเสียไม่ได้ ริวสุเกะหยุดฟังเรื่องราวของหญิงสาวและความทุกข์ใจของเธอ เธอตกหลุมรักคนมีเจ้าของและตอนนี้ก็กำลังอุ้มท้องลูกของเขา หญิงสาวตัดสินใจไม่ถูกว่าเธอควรทำอย่างไร สุดท้ายจึงมาขอรับคำทำนายตรงหัวมุม ว่าความรักของเธอจะสมหวังหรือไม่

แน่นอน เด็กชายวัยหกขวบผู้กำลังหัวเสียสุดขีดย่อมไม่อยู่ในอารมณ์จะเห็นอกเห็นใจใคร เขาตะโกนใส่หน้าเธอไปว่าไม่มีทางหรอกเรื่องอย่างนั้นน่ะ ก่อนจะผละจากมา

แล้ววันรุ่งขึ้น เขาก็พบว่าเธอเชือดคอตัวเองตายอยู่ตรงหัวมุมที่เขาได้พบกับเธอนั่นเอง

สิบปีหลังจากเหตุการณ์สยองขวัญที่ยากจะลืมเลือนในครั้งนั้น ริวสุเกะได้ย้ายกลับมาที่เมืองนั้นอีกครั้งหนึ่ง เขาได้พบว่า ธรรมเนียมการขอคำทำนายตรงหัวมุม ไม่เพียงแต่จะยังไม่หายไป มันกลับเป็นที่นิยมแพร่หลายมากขึ้นทุกที ฝันร้ายอันเกิดจากความสำนึกบาปที่ตัวเองเป็นต้นเหตุให้ผู้หญิงที่เคยให้คำทำนายฆ่าตัวตายกลับมารุมเร้าริวสุเกะอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้รู้ความจริงว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นน้าของเพื่อนหญิงที่เขาสนิทสนมด้วย และเธอผู้ไม่รู้ความจริงว่าใครเป็นคนทำ ก็ยังเจ็บปวดกับความสูญเสียในครั้งนั้นอยู่จนทุกวันนี้

ด้วยเจตนาที่จะไถ่บาปของตน ริวสุเกะพยายามออกไปเดินในเมืองทุกครั้งที่หมอกลงจัด และเมื่อพบผู้ที่มาขอคำทำนายตรงหัวมุม เขาก็จะให้คำแนะนำอย่างสุดความสามารถ แต่เนื่องจากชีวิตไม่ได้ง่าย และคนเราก็มีหลายประเภท ทำให้ริวสุเกะมีอันต้องพบกับหญิงสาววิปลาศ ที่เมื่อพบคนที่ยินยอมฟังเธอ ก็ติดหนึบแกะไม่หลุด ประกอบกับการปรากฏตัวของ ‘ชายหนุ่มที่สี่แยก’ ชายหนุ่มปริศนาที่กระทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความพยายามของริวสุเกะ อันเป็นเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมร้ายแรงขึ้น

อ่านจบแล้วคิดอะไรได้หลายอย่าง

เชื่อว่าทุกคนก็คงคิดเหมือนกัน ว่าแรกเริ่มเดิมที คำทำนายตรงหัวมุมก็คงจะเป็นเพียงกุศโลบายเพื่อช่วยคลายความวิตกกังวลให้แก่กันและกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย เนื่องจากคนเราทุกคนล้วนเคยมีช่วงเวลาที่อ่อนแอ และในชั่วขณะถูกรุมล้อมด้วยปัญหา แม้ว่าทางแก้จะอยู่ไกลออกไปแค่ปลายขนตากั้น ก็อาจจะมองไม่เห็นเอาเสียเฉย ๆ เพราะฉะนั้น การได้รับคำชี้แนะจากผู้ที่มองปัญหามาจากด้านนอก หรือได้รับกำลังใจแบบไม่มีเงื่อนไขจากใครสักคนก็สามารถช่วยให้คนที่กำลังทุกข์ร้อนสบายใจขึ้น มีความหวังที่จะต่อสู้กับอุปสรรคต่อไป

แต่ถามว่า ถึงแม้ทุกคนจะรู้ แล้วทุกคนจะทำตามนั้นหรือเปล่า?

คนเราไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ตรงไปตรงมาตามทฤษฎี แถมยังมีนิสัยกบฎอยู่ในตัว จะมากหรือน้อยก็แตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล มีน้อยยิ่งกว่าน้อยที่จะไม่เคยคิดว่า ‘ธุระไม่ใช่’ เมื่อสิ่งที่ทำนั้นส่งผลดีต่อผู้อื่นแต่ไม่ได้มีผลอะไรเลยกับตัวเอง ก็ทำไมเราจะต้องทำเพื่อคนอื่นด้วยล่ะ? แม้แต่กับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ต้องลงแรงหรือเสียเงินซื้อหาอย่างแค่การพูดจาอย่างมีไมตรีจิตต่อคนอื่น บางทีคนเราก็ยังเลือกที่จะไม่ทำ เพียงเพราะอีโก้ของตัวเองแต่เพียงอย่างเดียว

คุณเคยทำแบบนั้นบ้างหรือเปล่าคะ? เหยียบย่ำทับถมหรือใช้วาจาเชือดเฉือนคนที่คุณไม่รู้จัก เพียงเพราะคุณไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร เพราะคิดว่าเขาไม่ใช่คนที่ให้คุณให้โทษกับคุณได้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำดีด้วย

คุณอาจคิดว่าในกรณีของ ‘ชายหนุ่มที่สี่แยก’ นั้น หากจะถามหาคนผิดหรือคนที่ต้องรับผิดชอบกันนั้น ทุกคนในเรื่องก็คงจะเป็นคนผิดทั้งหมด ตั้งต้นไปตั้งแต่ผู้หญิงที่มาขอรับคำทำนาย ที่นอกจากจะมีรักที่ผิดศีลธรรมแล้ว ยังอ่อนแอพอที่จะเชื่อคำทำนายพล่อย ๆ ที่ออกมาจากปากเด็กอายุหกขวบจนฆ่าตัวตาย, ริวสุเกะที่เป็นคนให้คำทำนายโดยไม่คิด, ชายหนุ่มที่สี่แยกที่เอาความแค้นไปลงกับคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ รวมทั้งเด็กผู้หญิงทั้งหลายที่ตกเป็นเหยื่อของชายหนุ่มที่สี่แยกด้วยความหน้ามืดตามัว ฯลฯ แต่หากลองมองมุมกลับ ลองเอาตัวเองเข้าไปแทนที่คนเหล่านั้น คุณอาจต้องลังเลว่านั่นเป็นความผิดของเขาเหล่านั้นจริงหรือ สิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นต้องการมีเพียงแค่คำพูดปลอบประโลม เธอเรียกร้องมากเกินไปหรือ? ตอนนั้นริวสุเกะกำลังโกรธ การที่เขาเลือกจะให้คำทำนายในเชิงลบ เป็นความผิดของเขาหรือ? การที่ชายหนุ่มที่สี่แยกแค้นเพราะโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับแม่ของเขา เป็นความใจแคบไม่รู้จักให้อภัยอย่างนั้นหรือ? การที่เด็กผู้หญิงจำนวนมากของเมืองนาซุมิถูกครอบงำจนเกิดโศกนาฏกรรมหมู่ ควรจะเป็นความรับผิดชอบของใครกันแน่?

ผลสุดท้ายแล้ว เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ก็เนื่องมาจากการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของคนแต่ละคน เมื่อมีเหตุการณ์แรกเกิดขึ้นแล้ว เหตุการณ์ต่อ ๆ ไปก็จะเกิดตามมาเรื่อย ๆ เหมือนสายน้ำหลาก หากสามารถหยุดยั้งขั้นหนึ่งขั้นใดได้ โศกนาฏกรรมที่ปรากฏในเรื่องนี้ก็คงไม่เกิด

สิ่งเดียวที่หยุดยั้งโศกนาฏกรรมครั้งนี้ได้ สิ่งเดียวกับที่ริวสุเกะเลือกใช้เพื่อแก้ไขปัญหาในตอนท้ายเรื่อง ก็คือสิ่งเดียวกับที่คำทำนายตรงหัวมุมคาดหวังให้คนเรามีให้กันตั้งแต่ต้น

สิ่งนั้นคือกำลังใจและความปรารถนาดี

คำพูดเป็นสิ่งที่มีพลัง ก่อนที่คุณจะอ้าปากพูดอะไรสักอย่าง หรือก่อนที่จะจรดนิ้วลงบนแป้นพิมพ์คำตอบให้กับใครสักคนในอินเตอร์เนท โดยเฉพาะด้วยถ้อยคำที่บาดหู อย่าลืมคิดดูอีกทีก่อน เพราะเพียงประโยคเดียวของคุณนั้น อาจกำลังหมุนกงล้อแห่งโชคชะตาของใครสักคนอยู่โดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้

by Carousal
First Published : คอลัมน์สุดสัปดาห์กับการ์ตูน เวบไซต์ประชาไท



Create Date : 10 มกราคม 2554
Last Update : 23 มกราคม 2555 21:17:12 น.
Counter : 1190 Pageviews.

0 comment
Elfen Lied - เทพยดาที่ถูกแบน


ฉันได้ยินชื่อ Elfen Lied เป็นครั้งแรกจากเสียงลือเสียงเล่าอ้างของบรรดาสมาชิกห้องการ์ตูน เฉลิมไทย พันทิปดอทคอม ในฐานะการ์ตูนและอนิเมชั่นที่ดีที่สุดในรอบปี

ถัดจากนั้นมาไม่นานนัก ฉันกลับได้ยินชื่อของ Elfen Lied อีกครั้งจากรายงานข่าวการตรวจค้นร้านการ์ตูนและเมดคาเฟ่ชื่อดังย่านสยามสแควร์ ในฐานะสื่อลามกที่สมควรจะถูกกวาดล้างให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทย

ความขัดแย้งของข่าวสองกระแส ทำให้ฉันสงสัยว่า เป็นไปได้หรือที่การ์ตูนเรื่องหนึ่ง จะเป็นทั้งการ์ตูนที่ดีที่สุด และสื่อลามกได้ในเวลาเดียวกัน ฉันจึงไปหามาอ่านดูบ้าง หลังจากพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้ว ฉันก็ได้ข้อสรุปว่า สำหรับฉัน Elfen Lied คือการ์ตูนเรื่องเยี่ยมเรื่องหนึ่งที่ฉันจะไม่มีวันลืมความประทับใจที่ได้รับจากมัน



Elfen Lied (อ่านว่า เอลเฟ่น ลีด) มาจากภาษาเยอรมัน แปลว่า บทเพลงแห่งเทพยดา เป็นเรื่องราวของเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ที่เรียกว่า ไดครอเนียส ซึ่งแปลว่ามนุษย์สองเขา เนื่องจากเด็ก ๆ เหล่านี้มีบางส่วนของกระโหลกศีรษะงอกยาวคล้ายเขา (หรืออันที่จริง มันมองดูคล้าย ‘หูแมว’ มากกว่า) ติดตัวมาตั้งแต่เกิด นอกจากเขาแล้ว ไดครอเนียสทุกคนยังมีต่อมไพเนียลที่ใหญ่กว่ามนุษย์ปกติ และมี ‘เวคเตอร์’ หรือแขนล่องหน ซึ่งจะมีจำนวน และความยาวที่แตกต่างกันไปในไดครอเนียสแต่ละคน พละกำลังของเวคเตอร์มากมายมหาศาล ชนิดที่ว่าสามารถทำลายสิ่งของหรือฆ่าคนได้อย่างง่ายดายด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว

เมื่ออายุได้ราวสี่ขวบ ไดครอเนียสจะเริ่มรู้สึกถึงเวคเตอร์ที่แอบแฝงอยู่ในร่างกายของตนเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นเด็กเหล่านี้ก็จะเริ่มฆ่าคน โดยส่วนใหญ่เหยื่อรายแรก ๆ ก็มักจะเป็นพ่อแม่ของตัวเองนั่นเอง

ความแข็งแกร่งและจำนวนโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นเพราะไดครอเนียส ทำให้มนุษย์เกิดความกังวลว่า ไดครอเนียสอาจจะเป็นเผ่าพันธุ์ที่กำเนิดขึ้นมาเพื่อทำลายล้าง และแย่งสถานะความเป็นสิ่งมีชีวิตอันดับสูงสุดของโลกไปจากมนุษย์ มนุษย์กลุ่มหนึ่งจึงจัดตั้งสถาบันวิจัยลับเพื่อเก็บรวบรวมและศึกษาไดครอเนียสขึ้นมา ทันทีที่มีเด็กมีเขากำเนิดมาบนโลก หากไม่ถูกกำจัดทันที ก็จะต้องถูกพรากจากพ่อแม่ นำตัวมากักขังไว้ในสถาบันวิจัยแห่งนี้ในฐานะวัตถุดิบในการทดลอง เมื่อพบว่าพลังและความยาวของเวคเตอร์ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ จึงมีการตั้งกฏว่า ไดครอเนียสทุกคนจะต้องถูกกำจัดก่อนที่จะอายุครบสิบสี่ปี

เรื่องราวบทแรกของ Elfen Lied เริ่มต้นขึ้น เมื่อ ‘ลูซี่’ ไดครอเนียสคนแรกของโลกหลบหนีออกจากสถาบันวิจัย เธอถูกยิงที่ศีรษะในขณะที่กำลังจะหนีรอดไปได้ โชคดีที่สวมหมวกเหล็กเอาไว้ ทำให้ไม่ถึงตาย เธอตกลงไปในทะเล และถูกโคตะกับยูกะ พระเอกและนางเอกของเรื่องเก็บได้ ในสภาพที่สูญเสียความทรงจำ

เพียงแค่ฉากแรก ฉันก็เข้าใจทันทีว่าทำไมการ์ตูนเรื่องนี้ถึงถูกแบน เพราะการต่อสู้เพื่ออิสรภาพระหว่างลูซี่กับหน่วยรักษาความปลอดภัยของสถาบันวิจัยเป็นฉากที่รุนแรงมาก เรียกได้ว่าเลือดท่วมหน้ากระดาษ ติดเรท NC-17 อย่างแน่นอน ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่ฉากสุดท้าย เพราะยังมีการต่อสู้อีกหลายครั้ง ไม่ว่าจะระหว่างไดครอเนียสกับมนุษย์ หรือไดครอเนียสด้วยกันเอง

ส่วนที่มาของคำว่า ‘สื่อลามก’ ก็คงจะมาจากสภาพเปลือยของลูซี่ตอนที่หนีออกจากแทงค์ที่คุมขังเธออยู่นั่นเอง



หากมองอย่างผิวเผิน Elfen Lied อาจเต็มไปด้วยความรุนแรง แต่เมื่ออ่านต่อไปเรื่อย ๆ แล้ว ฉันก็พบว่า ความรุนแรงที่ Elfen Lied ต้องการนำเสนอ ไม่ใช่ฉากการต่อสู้เลือดท่วมเหล่านั้น แต่เป็นความรุนแรงที่แฝงอยู่ในจิตใจของมนุษย์เรานี่เองต่างหาก


ด้วยความที่กลัวว่าไดครอเนียสจะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งที่เคยเป็นของตนเอง มนุษย์จึงกระทำต่อไดครอเนียสเหล่านั้นอย่างโหดร้าย เพียงเพราะเกิดมามีเขา ไดครอเนียสทุกคนจึงถูกชี้หน้าว่าเกิดมาเพื่อเป็นฆาตกร ต้องถูกจับแยกจากมนุษย์และสังคม มาเลี้ยงดูในฐานะสัตว์ทดลองในสถาบันวิจัย ไม่มีใครให้ความรักความอบอุ่น ไม่มีแม้แต่ชื่อเรียก มีเพียงหมายเลขประจำตัว บางคนถูกทดลองด้วยวิธีการอันโหดร้าย บางคนถูกกักขังให้อยู่ตามลำพังในแคปซูล โดยที่ลืมคิดไปว่าแท้จริงแล้ว ไดครอเนียสเหล่านั้นก็เป็นเพียงลูกมนุษย์ที่บังเอิญกลายพันธุ์ โดยไม่ใช่ความผิดของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว

ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง คุณคิดว่ามนุษย์จะใช้วิธีเดียวกันนี้เพื่อแก้ไขปัญหาหรือเปล่าคะ? ฉันคิดค่ะ

จากตอนต้นเรื่องที่วางคนอ่านไว้ในฐานะมนุษย์ Elfen Lied จะค่อย ๆ นำเราไปรู้จักกับไดครอเนียสแต่ละคน ให้เราได้รับรู้ว่า แท้จริงแล้ว ไดครอเนียสไม่ได้เกิดมาเพื่อทำลายล้างมนุษย์ พวกเธอเพียงแต่พลั้งมือด้วยบาปบริสุทธิ์ เหมือนเด็กที่เด็ดปีกผีเสื้อด้วยความไร้เดียงสา พวกเธอไม่รู้ตัวว่าพลังของตัวเองเป็นอันตราย และยิ่งไม่เข้าใจว่า อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ตัวเองต้องถูกกักขังและทนทุกข์ทรมานอย่างที่เป็นอยู่ ในแคปซูลที่มืดมิด ไม่มีใครได้ยินเสียงร้องไห้ของพวกเธอ ไม่มีใครโอบกอดปลอบโยน ไม่มีใครได้รับรู้ถึงความฝันที่พวกเธอพยายามหลอนตัวเอง ว่าสักวันพ่อแม่ที่ไม่เคยเห็นหน้าจะมารับกลับไปอยู่ด้วย

เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงบทสุดท้าย ฉันกลายเป็นพวกเดียวกับไดครอเนียส ฉันร้องไห้ให้กับชะตากรรมของพวกเธอ ที่ต้องตายไปโดยไม่ได้รับรู้ถึงความอบอุ่นจากอ้อมกอดของพ่อแม่ ตายไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่เคยได้เห็นความสวยงามของโลก รสชาติของขนมหวาน กลิ่นหอมของดอกไม้ ไม่รู้จักแม้เสียงหัวเราะ หรือสิ่งที่เรียกว่าความสุข

ทุกอย่างเป็นเพราะความหวาดกลัว ความแบ่งแยก ความเห็นแก่ตัว และอัตตาที่ยอมให้มีสิ่งมีชีวิตที่เหนือกว่าตัวเองอยู่ไม่ได้ของมนุษย์นั่นเอง

หากจะถามว่า ตกลงแล้วการ์ตูนเรื่องนี้เป็นอะไรกันแน่ ระหว่างการ์ตูนที่ดีที่สุด กับการ์ตูนที่สมควรจะถูกแบน ฉันคงไม่สามารถฟันธงลงไปว่ามันเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ฉันยอมรับว่า Elfen Lied เป็นการ์ตูนที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก เนื่องจากเด็กในบางช่วงวัยอาจยังมีประสบการณ์ไม่เพียงพอที่จะนำสารที่ได้รับไปประมวลผลจนเข้าใจในสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ และทำให้ ‘ความรุนแรงเชิงรูปธรรมเพื่อการต่อต้านความรุนแรงเชิงนามธรรม’ ลดรูปเหลือแค่ ‘ความรุนแรง’ เฉย ๆ ไป แต่มันเป็นการ์ตูนที่ดีมากสำหรับผู้อ่านที่เป็นผู้ใหญ่ และ ‘การ์ตูน’ ก็เป็นเพียงสื่อรูปแบบหนึ่ง ที่ไม่ได้มีไว้สำหรับเด็กเท่านั้นไม่ใช่หรือ?

น่าเสียดายที่ Elfen Lied ได้รับการจัดพิมพ์ออกมาเป็นภาษาไทยเพียงแค่ 9 เล่มแล้วก็ต้องหยุดไป (ได้ยินว่ามีการเก็บหนังสือที่วางจำหน่ายแล้วกลับไปทำลายทิ้งด้วย) ทำให้ฉันไม่รู้ว่าตอนจบของหนังสือการ์ตูนเป็นอย่างไร ต้องไปโหลดอนิเมชั่นมาดูแทน ซึ่งอนิเมชั่นในช่วงท้ายก็ทำขึ้นก่อนที่หนังสือจะออก ดังนั้นบทสรุปของมันจึงไม่เหมือนกัน ซึ่งฉันคิดว่าการ์ตูนปูเรื่องและนำเสนอได้อย่างลึกซึ้ง มีแง่มุมที่น่าสนใจมากกว่า น่าเสียดายที่ฉันคงจะไม่มีโอกาสได้รู้ไปตลอดกาลว่า ชะตากรรมของเหล่าเทพยดาที่ถูกเรียกว่าไดครอเนียสในต้นฉบับของจริงจบลงอย่างไร

การ์ตูนเรื่อง Elfen Lied กับไดครอเนียสในเรื่องมีชะตากรรมเหมือนกันอย่างน่าขัน นั่นคือถูกกำจัดเพราะมนุษย์ที่ไม่พยายามทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ตัดสินว่าเป็นตัวอันตราย ฉันสงสัยว่า ถ้าคนเหล่านั้นได้ลองอ่าน Elfen Lied อย่างจริงจัง เขาจะรู้สึกตัวไหมว่า การ์ตูนเรื่องนี้ไม่ใช่การ์ตูนโป๊หรือมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมความรุนแรง แต่มันถูกเขียนขึ้นมาเพื่อต่อต้านการแก้ปัญหาด้วยการ ‘กำจัดทิ้ง’ อย่างที่ตัวเขากำลังทำอยู่นั่นเอง

by carousal
First Published : คอลัมน์สุดสัปดาห์กับการ์ตูน เวบไซต์ประชาไท

ป.ล. 1 เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ชื่อ "ลูซี่" น่าจะมาจากชื่อของโครงกระดูกเพศเมียของ Australopithecus ที่ถือว่าเป็นบรรพบุรุษที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์เท่าที่มีหลักฐานนะ

ป.ล. 2 ปัจจุบัน Elfen Lied มีลิขสิทธิ์แล้ว โดย NED ผู้ที่สนใจลองไปหาซื้อมาอ่านได้นะคะ



Create Date : 04 ธันวาคม 2553
Last Update : 23 มกราคม 2555 21:17:35 น.
Counter : 1994 Pageviews.

4 comment
1  2  3  4  5  

carousal
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 192 คน [?]



สนใจหนังสือ ติดต่อ agcarmine [at] hotmail.com นะคะ
All Blog