ตัวละครในดวงใจ - Louis de pointe du lac จาก vampire chronicles



“คุณอยากให้ผมเล่าชีวิตผมให้คุณฟังเหรอ?”


ฉันรู้จักหลุยส์เป็นครั้งแรกจากหนังเก่าปี 1993 ที่นำแสดงโดยแบรด พิทท์ และทอม ครูซ เรื่อง Interview with the vampire (หรือในชื่อไทยแสนเซ็กซี่และจี้เส้นว่า ‘เทพบุตรแวมไพร์ หัวใจรักไม่มีวันตาย’) ที่เพื่อนกึ่งแนะนำ กึ่งยัดเยียดให้ดู (เพราะเพื่อนชอบแบรด พิทท์) ตอนแรก ๆ ฉันไม่ชอบมันเลย เพราะบรรยากาศของเรื่องที่ทั้งหลอนทั้งเศร้าทั้งคลาสสิก ก่อความรู้สึกอึดอัดแบบแปลก ๆ แต่ฉันก็พยายามปลอบตัวเองให้ดูต่อไปจนจบ และเมื่อ End Credit ยาวเหยียดค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมาบนหน้าจอที่มีฉากหลังเป็นสะพานแขวนอันเลื่องชื่อของซานฟรานซิสโก พร้อมกับเสียงเพลงสุดเร้าใจของ Gun & Roses สิ่งที่ฉันทำก็คือกรอวีดีโอกลับ แล้วนั่งดูมันใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบอีกรอบ

ฉันตกหลุมรักเข้าให้แล้ว


หลังจากค้นข้อมูล ฉันก็ได้รู้ว่า หนังเรื่องนั้นสร้างขึ้นมาจากหนังสือเล่มหนึ่งในชุด The Vampire Chronicles ของ Anne Rice (ถ้าคุณจำได้ เธอคือนักเขียนที่ประกาศกร้าวกลางเวบไซต์ fanfiction.net ว่าห้ามเอานิยายของเธอมาเขียน fan fiction อย่างเด็ดขาดคนนั้นเองค่ะ) หนังสือชุดนี้ว่าด้วยเรื่องราวของเหล่าแวมไพร์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบัน และ Interview with the vampire ก็เป็นหนังสือเล่มแรกในชุดนี้นั่นเอง

เรื่องราวของ Interview with the vampire เริ่มต้นขึ้นที่ห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่งริมถนนดิวิซาเดโรในซานฟรานซิสโก เมื่อแดเนียล มัลลอย นักข่าวหนุ่มที่ทำงานสัมภาษณ์ประวัติชีวิตของผู้คนเพื่ออัดเทปไปออกรายการวิทยุ ได้ขอสัมภาษณ์ชายหนุ่มท่าทางน่าสนใจคนหนึ่งที่เขาได้พบในบาร์ ชายคนนั้นตอบรับและแนะนำตัวเองว่าเขาชื่อหลุยส์ เดอ ปวง ดู ลัก (Louis de Pointe du Lac) และเขาเป็นแวมไพร์

เครื่องบันทึกเสียงเริ่มทำงาน และหลุยส์ก็เริ่มต้นเล่าเรื่องราวของเขา...เมื่อสองร้อยกว่าปีล่วงมาแล้ว ครอบครัวของหลุยส์ลงเรือจากฝรั่งเศสมาสู่อเมริกา ปักหลักทำไร่ครามอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมิสซิสซิปปีทางตอนใต้ของนิวออร์ลีนส์ เมื่อเสียพ่อ หลุยส์ในฐานะพี่ชายคนโตได้กลายเป็นหัวหน้าครอบครัว คอยดูแลกิจการของทางบ้าน และแม่กับน้อง ๆ ที่เหลืออยู่

โศกนาฏกรรมเริ่มขึ้นเมื่อน้องชายของหลุยส์ซึ่งเป็นคนเคร่งศาสนามาก เริ่มมองเห็นนิมิตว่านักบุญและองค์แม่พระมาหาเขาและมีบัญชาให้อุทิศทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลเพื่อศาสนา แต่หลุยส์ไม่เชื่อสิ่งที่น้องบอก ทั้งสองคนทะเลาะกัน และไม่กี่นาทีหลังจากนั้นน้องชายของหลุยส์ก็เสียชีวิต หลุยส์โศกเศร้ากับการตายของน้องมาก เขาโทษว่าตัวเองเป็นต้นเหตุให้น้องตาย ถ้าเขาเชื่อในสิ่งที่น้องบอก น้องก็คงไม่ต้องตาย ด้วยความเสียใจ หลุยส์ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาและทอดอาลัยกับการมีชีวิตอยู่ และในช่วงเวลานั้นเองที่แวมไพร์ตนหนึ่งเข้ามาในชีวิต ของหลุยส์ และเสนออมตภาพอันเป็นนิรันดร์ให้แก่เขา

ตามปกติ หนังสือที่มีแวมไพร์เป็นตัวเอก มักจะนำเสนอด้วยมุมมองของมนุษย์สู่แวมไพร์ ทำให้คนอ่านเห็นข้อดีของชีวิตอมตะหรือพลังเหนือธรรมชาติอันน่าหลงใหล แต่ Interview with the vampire กลับตรงกันข้าม กล่าวคือหลุยส์ซึ่งเป็นผู้เล่า ได้นำเสนอแง่มุมของชีวิตมนุษย์ที่เขาได้มองเห็นผ่านทางดวงตาของแวมไพร์ เมื่อกลายเป็นอมนุษย์ไปแล้ว หลุยส์จึงได้ย้อนกลับมามองชีวิตมนุษย์แต่หนหลังของตนเอง และพบว่าชีวิตอันแสนสั้นของมนุษย์ที่ไร้นิรันดร์เป็นเหมือนเปลวเพลิงที่ลุกเริงและหายลับไปในระยะเวลาอันสั้น แต่เปล่งประกายโชติช่วงและทรงคุณค่าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ แนวความคิดเกี่ยวกับชีวิตที่ลึกซึ้งนี่เองที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าหลุยส์เป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ และหากเรามองตามสายตาของหลุยส์ไป เราจะเห็นจริงในสิ่งที่เขาพูด และได้พบว่าเราหลงลืมอะไรไปบ้างในชีวิตนี้

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฉันชอบหลุยส์ก็คือ เขาเป็นตัวละครที่มีความคิดซับซ้อนและมีมิติค่ะ บางคนอาจจะเบื่อเวลาหลุยส์เล่าไปบ่นไป ประมาณว่าชีวิตนี้ช่างหดหู่ มีแต่ความโศกสลดรันทด เลสตัท (แวมไพร์ผู้สร้างของหลุยส์ – คนที่เล่มแรกอ่านยังไงก็เป็นตัวโกง แต่เล่มหลัง ๆ กลับกลายมาเป็นพระเอกหน้าตาเฉย อืมมมม) ก็ช่างเป็นคนโหดร้าย หาความดีไม่เจอสักกระผีกเดียว ตอนแรกที่อ่านฉันก็คิดเหมือนกันว่าจะบ่นอะไรนักหนานะ เล่าตอนต่อไปเร็ว ๆ สิ แต่อ่านไปอ่านมา ฉันก็ชักรู้สึกว่าหลุยส์ไม่ได้รู้สึกหดหู่กับชีวิตจริง ๆ หรอก เขาเพียงแต่กำลังสนุกกับการพารานอยด์เท่านั้น ความรู้สึกบางอย่างที่เล่าออกมาก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด แต่มีส่วนที่ปิดบัง และบางส่วนที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน เหมือนกับว่าเขาไม่ได้เป็นตัวละครที่กำลังทำหน้าที่เล่าเรื่อง แต่เขาเป็นมนุษย์ (หรือแวมไพร์) คนหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเรา และเล่าเรื่องตัวเขาให้เราฟังจริง ๆ ซึ่งก็ต้องมีทั้งเรื่องที่อยากเล่า เรื่องที่ไม่อยากเล่า เรื่องที่พูดเกิน ๆ ไปบ้าง เรื่องที่พูดไม่หมด และเรื่องที่เข้าใจผิด

(มองจากมุมของคนเขียน การเขียนให้ตัวละครโกหก แต่ต้องให้คนอ่านจับโกหกได้โดยไม่มีเฉลย หรือเข้าใจความสับสนของตัวละคร มันก็คงจะยากน่าดูเหมือนกันนะ?)

เมื่อเทียบกับหมู่แวมไพร์ด้วยกัน หลุยส์เป็นแวมไพร์ที่จัดว่าแปลกค่ะ เช่น ความหลงใหลในชีวิตมนุษย์ บวกกับประสบการณ์แสนไม่น่าประทับใจจากการดื่มเลือดมนุษย์ครั้งแรกที่เลสตัทสอนให้ ทำให้ในระยะแรกหลุยส์ไม่ยอมดื่มเลือดมนุษย์ แต่ไปดื่มเลือดสัตว์แทน (แวมไพร์ของ Anne Rice มีอะไรหลายอย่างที่แตกต่างจากตำนานแวมไพร์ดั้งเดิม เป็นต้นว่ามีเงาในกระจก ไม่กลัวไม้กางเขน แปลงร่างไม่ได้ และการดื่มเลือดก็ไม่ได้หมายถึงการหาอาหารมาหล่อเลี้ยงร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการดับความหิวกระหายทางอารมณ์ด้วย แวมไพร์จะเลือกเหยื่อที่ตนเองชอบเสมอ ดังนั้นการดื่มเลือดสัตว์ของหลุยส์จึงเป็นสิ่งที่แปลกมาก เพราะสัตว์ไม่สามารถสนองความพอใจด้านอารมณ์ให้ได้) เอาแต่นั่งจ้องเทียน หรือไม่ก็ออกเดินท่อม ๆ ค้นหาสัจธรรมในชีวิตกลางดึกกลางดื่น แม้ว่าเลสตัท (ผู้ซึ่งตรงกันข้ามกับหลุยส์แทบทุกอย่าง อะไรที่หลุยส์เป็นทุกข์ เลสตัทจะต้องสนุก อะไรที่หลุยส์เห็นว่าไม่เข้าท่า เลสตัทจะต้องชื่นชอบเป็นบ้าเป็นหลัง) จะพยายามเคี่ยวเข็ญให้หลุยส์เป็นแวมไพร์เหมือนที่แวมไพร์อื่น ๆ เป็นกันอย่างไรก็ไม่ได้ผล จนสุดท้ายเมื่อทั้งสองคนทะเลาะกันจนเกือบจะแตกหัก และหลุยส์ตัดสินใจจะทิ้งเลสตัทไป (หลังจากที่ทนอยู่ด้วยกันมาหลายสิบปี) เลสตัทก็ทิ้งไพ่ใบสุดท้ายด้วยการสร้างเด็กผู้หญิงวัยห้าขวบคนหนึ่งให้เป็นแวมไพร์ เพื่อรั้งหลุยส์เอาไว้ให้อยู่ด้วยกัน สุดท้ายก็เลยกลายเป็นครอบครัวสุขสันต์แบบครบเซ็ต

มองเผิน ๆ ในสายตาของแวมไพร์ตนอื่น หลุยส์อาจดูเป็นแวมไพร์ที่อ่อนแอ และไม่น่าที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยตัวเองได้ แต่สุดท้ายสถานการณ์ก็พิสูจน์ว่าหลุยส์ไม่ได้อ่อนแอ เขาเพียงแค่อ่อนไหวและไม่หลงลืมคุณค่าของชีวิตอย่างที่แวมไพร์ตนอื่นอาจลืมไป และนั่นคือเสน่ห์ส่วนตัวของหลุยส์ที่น่าหลงใหลยิ่ง

เรื่องราวของหลุยส์และเหล่าแวมไพร์ตนอื่น ๆ ในเรื่องไม่ได้จบลงแค่ที่ฉันเล่านี่เท่านั้นนะคะ นอกจากเหตุการณ์อีกมากมายที่หลุยส์จะเล่าต่อไปใน Interview with the vampire แล้ว หนังสือชุด the vampire chronicles ก็ยังมีอีกหลายเล่ม (เล่มสองและเล่มสามก็ถูกนำมาทำเป็นภาพยนต์แล้วเหมือนกันนะคะ เรื่อง The Queen of the Damned ราชินีแวมไพร์กระหายนรก ที่นำแสดงโดยอาไลยาห์และสจ๊วต ทาวน์เซนด์ไงล่ะ แต่เรื่องนั้นเขาตัดบทของหลุยส์ออกไปนะ T^T) ถ้าคุณสนใจอยากรู้ตอนต่อ ลองหาซื้อมาอ่านกันดูนะคะ รับรองว่าจะติดหนึบเหมือนฉัน ขนาดเปิดจนดิกเปื่อยแล้วยังหยุดอ่านไม่ได้เลยละ

by carousal



Create Date : 19 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 23 มกราคม 2555 21:17:56 น.
Counter : 2561 Pageviews.

5 comments
  
น่าอ่านดีค่ะ เคยแต่ดูหนังทั้งInterview with the vampireและQueen of the Damned
แต่เห็นบอกว่าในหนังนั้นต่างจากในหนังสือมาก...ในหนังสือสนุกกว่าเยอะ จริงมั๊ยคะ
แล้วจะไปหามาอ่านบ้างนะค้า
โดย: Emotion-P วันที่: 19 พฤศจิกายน 2553 เวลา:10:37:58 น.
  
ตอนดูภาพยนตร์ เรากลับชอบเลกตัสมากกว่า
ดูเหมือนแวมไพร์จริงๆ มากกว่า ส่วนหลุยส์
เหมือนมนุษย์ที่จมอยู่ในความทุกข์ทน
ยิ่งมาเป็นแวมไำพร์ยิ่งไม่มีความสุขเข้าไปใหญ่
เลยดูน่าสงสาร แฮะๆ
โดย: โรส (lekouy ) วันที่: 19 พฤศจิกายน 2553 เวลา:13:26:10 น.
  
เป็นหนังสือชุดแวมไพร์ที่ชอบมากที่สุดเลยค่ะ (ถึงจะอ่านด้วยความลำบากลำบนก็เหอะ)
โดย: noinachan IP: 58.137.215.210 วันที่: 19 พฤศจิกายน 2553 เวลา:20:42:32 น.
  
ยังไม่เคยอ่าน แต่ดูหนังนานมากๆ แล้ว และทั้งหลุยส์&เลสตัส เป็นแวมไพร์สองคนแรกที่วิ่งพล่านอยู่ในหัวเราเลยค่ะ



โดย: tuktuk thailand วันที่: 21 พฤศจิกายน 2553 เวลา:12:18:40 น.
  
เพิ่งอ่านเล่มนี้จบและกำลังขึ้นต้นเล่ม 2 อยากแสดงความเห็นมาก...

ถูกอย่างคุณจขบ.ว่า ทำไมเลสตัทที่เล่มแรกอ่านยังไงก็ตัวโกงถึงได้พระเอกจ๊ะจ๋าขนาดหนักตั้งกะเริ่มเรื่อง Vampire Lestat เลยล่ะ!!

ตอนอ่าน Interview จบเกิดความอยากรู้เป็นอันมากว่าเลสตัทที่สุดท้ายเปรียบเหมือนคนตายทั้งเป็น ไร้ประสิทธิภาพต้องให้คนดูแล และได้แต่กินเลือดสัตว์เพราะวิตกจริตเหมือนคนบ้าไม่กล้าออกจากบ้าน ทำไม...ทำยังไงอีท่าไหนถึงกลับมาผงาดกลายเป็นร็อคสตาร์ได้ในเล่มที่ 2 นี้ แต่คนเขียนแกเล่นจับรวดรัดใน 2 ย่อหน้าบอกว่าก่อนหน้านี้พี่แกหลับข้ามศตวรรษ..ตอนนี้ตื่นขึ้นมาละ...อาทิตย์เดียวกลับมาแล้วและซ่าได้ยิ่งกว่าเดิม แถมเล็งแต่เหยื่อที่เป็นฆาตกรใจโฉด คนดีๆไม่เอา!! (O.o) เล่นเอาเราแบบ.... เฮ่ย.. นี่มันเลสตัทตัวเดียวกันมั้ยอะ บังเอิญชื่อเหมือนเหรอครับพี่....

ด้วยความงงลุยเน็ตไปหาข้อมูล พบว่าไอ้ที่หลุยส์เล่าท้ายเล่ม 1 ว่าเจอเลสตัทครั้งสุดท้ายเนี่ย หลุยส์น่าจะโมเมขึ้นมาเอง! แถมเลสตัทยังหาว่าหลุยส์แกล้งชักนำแดเนียล (คนสัมภาษณ์ที่ในหนังเล่นโดยคริสเตียน สเลเตอร์) ไปหาตัวเองอีก..... อ่านเจอแบบนี้มันอึ้งรอบสอง ...อ๋อใช่สิ..แกเป็นพระเอกแล้วนี่ หลุยส์ไม่เคยได้ออกมาเป็น narrator เล่าเรื่องอีกเลย เค้าจะแก้ต่างแกยังไงก็ไม่ได้เหอะ....

อยากบอกว่าเราน่ะชอบเลสตัทในเล่ม 1 มาก ทั้งความโหดร้ายและความเกเรที่เหมือนเด็กมีปัญหาแต่ก็เก็บความเศร้าเอาไว้นั่นน่ะ แต่ก็ชอบหลุยส์มากพอๆกัน และทั้งๆที่ดูเหมือนจะไม่มีนักอ่านคนไหนสนใจ แต่สำหรับเรากลับคิดว่าคุณแอนน์ ไรซ์ทำแบบนี้มันเหมือนหักหลังกันเลย.... ตัวเองแต่งอะไรไว้ในเล่มที่แล้วมาแคนเซิลออกเอาง่ายๆในเล่มที่ 2 โดยใช้กฏศักดิ์สิทธิ์ "Because I said so" ที่มีแต่คนแต่งทำได้แต่เพียงผู้เดียวแบบนี้เหรอ (มิน่าถึงไม่อยากให้คนแต่ง fanfic รึเปล่า??) มันทำให้เราเสียความรู้สึกต่อคาแร็คเตอร์หลุยส์มาก โมเมว่าคนอื่นทุพพลภาพทางจิต อ้อนวอนขอให้ตัวเองอยู่ด้วย ยังกะพวกจิตหลอนเข้าข้างตัวเอง.... มันดูเป็นเรื่องเล็กน้อยนะ...แต่ทำไมไม่รู้เรากลับใส่ใจกับมันมาก และเลสตัทอยู่ๆจะเป็นคนดีอะไรขึ้นมา เลือกเหยื่อที่วีรกรรมความเลวมากกว่าหน้าตาและเสน่ห์ทางเพศ ...อย่าเลยนายร้ายขนาดนั้นตั้งกะเล่ม 1 ฉันไม่เชื่อ กลายเป็นรู้สึกว่ามันไม่สมเหตุสมผลถึงขั้นหมดความอยากอ่านเล่ม 2 ต่อตั้งแต่ต้นๆเลยทีเดียว

แต่ไงๆก็คิดว่าคงเป็นการด่วนสรุปเกินถ้าจะหยุดอ่านด้วยเหตุผลเท่านี้จริงๆ ก็คงจะพยายามอ่านต่อไป แต่ก็รู้สึกเซ็งๆเหมือนพร้อมจะหยุดได้ทุกเมื่อผิดกะตอนอ่านเล่ม 1 เลย
โดย: pessimistic freak IP: 202.183.201.141 วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:16:32:13 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

carousal
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 192 คน [?]



สนใจหนังสือ ติดต่อ agcarmine [at] hotmail.com นะคะ
All Blog