All Blog
รีวิว ❤ 5Footwayinn Project Boat Quay ❤ ที่พักราคาประหยัดริมแม่น้ำสิงคโปร์
 ไปเที่ยวสิงคโปร์มาอีกแล้วค่า >..< รอบนี้ไม่ได้พักบ้านเพื่อนก็เลยใช้บริการ Hostel ราคาประหยัดเช่นเดิมค่ะ เลือกจองที่พักเครือ 5Footwayinn ที่คนไทยนิยมกันมากที่สุด โดยคราวนี้เลือกสาขา Boat Quay ที่อยู่ริมแม่น้ำเอาไว้ค่ะ ดูในรีวิวบรรยากาศดีเชียวล่ะ

ข้อมูลห้องพัก
เข้าพัก: 30 พ.ค. – 2 มิ.ย. 2558/  3 คืน (ราคาสำหรับ 2 คน)
ราคารวมภาษี: 3,832-. ($ 153.88)
ประเภทห้อง: Single Bed in Standard Quadruple Room (ห้องพักรวมสำหรับ 4 ท่านพร้อมอาหารเช้า)
แผนที่: Click






ถ้าอธิบายแบบรวมๆ คือเราโอเคกับสภาพห้องที่สะอาด, โลเคชั่นที่สามารถเดินไปขึ้นรถไฟได้ทั้งสายสีม่วง เขียว แดง สองข้อนี้ถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้เราเลือกพักที่นี่ค่ะ ส่วนบริการอื่นๆ เราถือว่าได้มาตรฐานตามสไตล์ Hostel ทั่วไป แต่โชคร้ายนิดหน่อยที่....

1.  เจอรูมเมทเป็นฝรั่ง 2 สาวที่ไม่อาบน้ำก่อนนอน (กลิ่นเท้ากลิ่นเหงื่อฟุ้งกระจายดีมาก) และไม่ค่อยเกรงใจเรากับแฟนเท่าไร (ใส่กางเกงสั้นและขาบานจนเห็นถึงไส้ติ่ง  ยืนกางขาแล้วฉีดสเปรย์ดับกลิ่นเต่าเข้าไปในกางเกงแบบไม่แคร์สื่อ พาแฟนหนุ่มมานั่งกระหนุงกระหนิงกันในห้องจนเราต้องระเห็จไปนั่งเล่นบนดาดฟ้า) 

2.  พนักงานไม่ค่อยเป็นมิตรกับคนไทย ตอนแรกนึกว่าเราอาจจะคิดไปเองหรืออาจจะบริการไม่ดีกับเราคนเดียว พอลองถามคนไทยคนอื่นๆ ที่เข้าพักพร้อมกันถึงทราบว่าโดนคล้ายกันเกือบทุกคน (หน้าบึ้งตึง ถามอะไรก็ตอบแบบกระชากๆ) แต่กับแขกคนจีนหรือฝรั่งบริการดีนะคะ พูดจาหยอกล้อและเป็นมิตรดีตามมาตรฐานเลย 


Lobby









เราได้พักห้องหมายเลข 40 เป็นห้องพักรวม 4 เตียง อยู่หลังล็อบบี้และอยู่ห้นาห้องน้ำหญิงพอดี

เตียงคนอื่น




เตียงเรา









ระเบียงชมวิว+ห้องรับประทานอาหารที่ชั้น 3 


















ข้อดี
• ราคาถูก (เราไม่พักย่าน Geylang, Little India, Kallang, Lavender ซึ่งมีที่พักราคาประหยัดกว่านี้ให้เลือกเยอะมาก)
• ภายในห้องพักสะอาดสะอ้านดีมาก แอร์เย็นฉ่ำ ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ 
• ทำเลที่ตั้งดีมาก อยู่ริมแม่น้ำที่สามารถเดินไปแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตได้ทั้ง Clark Quay, Marina Bay, Merlion, Chinatown, City Hall 
• ใกล้รถไฟฟ้าสาย North East Line (สีม่วง) สถานี Clark Quay และสาย East West Line (สีเขียว) + สาย North South (สีแดง) สถานี Raffles Place 
• มีระเบียงชมวิวที่ชั้น 3 สำหรับทานมื้อเช้าและนั่งเล่น บรรยากาศดีใช้ได้

ข้อเสีย
• ห้องเล็กกว่า Project Chinatown คนไม่เคยพัก Hostel อาจจะอึดอัดจนถึงขั้นไม่ชอบได้เลย
• ห้องน้ำมีไม่พอต่อการใช้บริการ ตอนเช้ารอคิวนานมาก และการทำความสะอาดก็ไม่ค่อยทั่วถึง (ทำความสะอาดช่วงสายๆ รอบเดียวเอง)
• ที่พักคล้ายจะเป็นอาคารไม้ บางห้องพักที่อยู่ใต้บันไดจะได้ยินเสียงคนเดินตึงๆ ทุกครั้งที่มีคนขึ้นลง ถ้านอนหลับยากอาจจะมีปัญหาได้
• ย่าน Boat Quay หาร้านอาหารราคาประหยัดยาก มีแค่ร้าน Song Fa Bak Kut Teh ที่คนเยอะตลอดเวลา หรือไม่ก็ต้องไปฝากท้องแถว Chinatown
• ไม่มีการ Check in ก่อนเวลาทุกกรณี นาทีเดียวก็ไม่อนุญาต



Create Date : 04 สิงหาคม 2558
Last Update : 4 สิงหาคม 2558 12:21:26 น.
Counter : 625 Pageviews.

0 comment
[CR]รีวิว ❤ Khaosan Tokyo Origami ❤ นอนหลังวัดในโฮสเทลใหม่เครือข้าวสาร
คราวนี้มานอน Hostel กันบ้าง Khaosan Tokyo Origami คือน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดให้บริการของเครือ Khaosan ที่คนไทยนิยมใช้บริการ ห้องที่เราจองไว้เป็นเตียง 2 ชั้นพื้นห้องเป็นเสื้อทาทามิ ให้สัมผัสบรรยากาศคล้ายๆ เรียวกังในราคาถูกโฮกค่ะ ที่เราเลือกจองโรงแรมนี้เพราะตั้งใจจะซื้อขนมกับของฝากที่ Donki Hote ตอนกลางคืน (ประหยัดเวลากลางวันอันน้อยนิดไว้เที่ยว) และตั้งใจจะไปเดินเที่ยววัด Sen So Ji ยามเช้าที่คนน้อยๆ ด้วยค่ะ



(ภาพจาก Hostelworld.com)

ข้อมูลห้องพัก
เข้าพัก: 29 มกราคม 2558/ 1 คืน
ราคารวมภาษี: 1,895 บาท
ประเภทห้อง: Twin Private Japanese Room with Shared Bathroom


ห้องพักของเราจะมีแค่เตียงสองชั้นเป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพียงอย่างเดียว นอกนั้นก็มีแค่ตู้รองเท้าและพื้นที่โล่งๆ ว่างๆ ที่กว้างพอจะวางสัมภาระที่ช้อปมาและนั่งทานขนมกันได้แบบไม่อึดอัด

ทางเข้า



ได้ที่พักชั้น 4 ห้อง 401 ค่ะ




ภายในห้อง













ในแต่ละชั้นจะมีห้องน้ำรวม 1 ห้อง ข้างในมีห้องที่ใช้อาบน้ำ 3 ห้อง ห้องสุขาอีก 3 ห้อง สะอาดไร้ที่ติและทุกอย่างยังดูใหม่มากๆ สมกับที่เพิ่งเปิดตัวไม่นานเลยค่ะ  แต่ส่วนตัวคิดว่าถ้าเช้าๆ ออกมาอาบพร้อมๆ กันน่าจะแออัดพอสมควรค่ะ




ข้อดี
- โรงแรมเพิ่งเปิดเมื่อปลายปี 2557 นี่เองค่ะ ทุกอย่างยังใหม่มาก
- สะอาดมากๆ ส่วนตัวคิดว่าสะอาดกว่า Khaosan สาขาอื่น (อาจเพราะเพิ่งเปิด)
- อยู่หลังวัด Sen So Ji เป๊ะๆ ตื่นแต่เช้าออกมาถ่ายรูปโคมไฟแบบไม่มีคนแย่งได้เลย
- ย่าน Asakusa มีของกินเยอะ ร้านเปิดดึกก็พอมีให้ฝากท้องได้
- มี Donki Hote เปิด 24 ชั่วโมงอยู่ใกล้ๆ

ข้อเสีย
- โรงแรมอยู่ไกลรถไฟใต้ดิน ถ้ามีสัมภาระเยอะจะลำบากมากที่เดียว



จบมินิรีวิวไปด้วยบรรยกาศ Sen so Ji Temple in snow ตอนเช้าเดินข้ามถนนมาก็เจอวัดแล้วเลยค่ะ  แล้วแจ็กพอตตรงวันที่เราไปนั้น Tokyo หิมะตกอีกตะหาก ได้รูปสวยๆ ฟินๆ กันไป อิอิ













Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2558
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2558 10:31:58 น.
Counter : 1708 Pageviews.

1 comment
[CR]รีวิว ❤Hotel Route-Inn Gotenba Eki-Minami ❤ โรงแรมธรรมดากับวิวชั้นเลิศที่ฉันหลงรัก
มินิรีวิวรอบนี้ขอแสนอโรงแรมที่เรามีโอกาสไปพักเมื่ออาทิตย์ก่อนและไม่เคยเห็นใครรีวิวมาก่อนเลย  ซึ่งถ้าจะอธิบายสั้นๆ เกี่ยกับโรงแรมนี้ก็คงเป็น “เรียบง่าย แต่ก่อนตายควรจะมาพัก” เว่อร์ไปมั้ยเนี่ย 55555555

ข้อมูลห้องพัก
เข้าพัก: 28 มกราคม 2558/ 1 คืน
ราคารวมภาษี: 3,776.99 บาท
ประเภทห้อง: Small Double Bed Non Smoking รวมอาหารเช้า

โรงแรมนี้เราจองผ่าน Agoda ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเพราะแอบกลัวโรงแรมจะเต็ม (พอไปจริงๆ ก็ไม่เต็ม ไม่รู้จะ panic ทำไม) และการจองครั้งนี้ของเราก็ดูมีอุปสรรคเล็กน้อย เนื่องจากจองแบบจ่ายทีหลัง (จะหักเงินก่อนเข้าพักประมาณ 2 – 3 วัน ไม่ได้หักวันที่จอง) ซึ่งเคสนี้ Agoda หักเงินวันที่ 25 มกราคม ซึ่งวันนั้นเราอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว นั่งรอเมลคอนเฟิร์มก็ไม่มีส่งมาให้ พอโทรไปคุยกับที่โรงแรมก็ปรากฏว่า.....พนักงานพูดอังกฤษไม่ได้เลย เซย์โนๆๆๆ อย่างเดียว สุดท้ายเช้าวันที่จะเข้าพักต้องให้แม่แฟนโทรไปคอนเฟิร์มให้ สรุปว่า Agoda จองห้องพักเรียบร้อย สามารถเช็คอินได้ตั้งแต่บ่ายสาม โล่งใจกันไป แอบคิดว่าถ้าเราเป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่มีญาติพูดญี่ปุ่นได้จะลำบากขนาดไหนเนี่ย




การเดินทางมาพักที่นี่ของเราเริ่มต้นจาก Shinjuku อาศัย Hakone Free Pass และ Romance Car มาจนถึง Hakone Yumoto แล้วเดินก็แวะเที่ยว Owakudani กินไข่ดำอะไรปตามเรื่องตามราว หลังจากนั้นก็นั่งกระเช้าลงมาที่ Togendai จากนั้นเดินไปขึ้นรถบัสที่ป้ายหมายเลข 2 ซึ่งเป็นบัสสายที่วิ่งกลับ Shinjuku นั่นแหละ แต่เราลงกลางทางที่สถานี JR Gotemba แทน (ฟรีเพราะ Hakone Free Pass ครอบคลุมรถบัสนี้อยู่แล้ว) 

จุดสังเกต
- หลายท่านที่เคยไปต่อรถที่ JR Gotemba  เพื่อไป Kawaguchiko น่าจะพอทราบอยู่แล้วว่าสถานีนี้มี 2 ฝั่ง โรงแรมนี้คือ เดินเลยจุดขึ้นรถไปKawaguchiko ประมาณ 200 เมตรได้ มองเห็นโรงแรมแต่ไกลยังไงก็ไม่หลง
- คนที่เคยมาสถานี JR Gotemba ครั้งแรก จะเล่าว่าสถานีนี้มี 2 ฝั่งค่ะ ถ้าเรานั่งบัสมาจาก Hakone อันนั้นคือป้ายด้านหลังสถานี ต้องข้ามมาฝั่งที่จะไป Kawaguchiko ก่อนนะถึงจะเห็นโรงแรม ถ้าเดินมั่วๆ วนๆ ฝั่งที่มาจาก Hakone นี่มีหลงแน่นอน ต้องอ้อมไกลมากกว่าจะถึงโรงแรม (พูดได้เพราะหลงมาแล้วไง เดินขาลากกว่าจะเจอ T_T)

ห้องพักก็ตามสไตล์โรงแรมญี่ปุ่นค่ะ ห้องเล็ก เตียงเล็ก อุปกรณ์ครบ เรียกว่าสะดวกสบายตามแบบฉบับ Business Hotel ทั่วไป ซึ่งเท่าที่เราสังเกตดู โรงแรมนี้มีลูกค้าเป็นนักธุรกิจหรือชาวออฟฟิศที่เดินทางมาทำงานในละแวกนี้ มากกว่าจะต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเรา แต่แอบส่องดูรีวิวใน Agoda ก็มีคนไทยแวะไปพักไม่น้อยเหมือนกันค่ะ


เปิดประตูเข้ามาภายในห้อง






หน้าต่างเล็กๆ ภายในห้อง อยู่ปลายเตียง




มองย้อนไปที่ประตู



เตียงนอน




ชั้นวางของและอุปกรณ์ต่างๆ




ห้องน้ำน้อยๆ







คืนที่เราเข้าพักมีหิมะตกปรอยๆ บรรยกาศมืดครึ้มอึมครึม เรากับแฟนก็หาร้านอาหารฝากท้องแถวๆ JR Gotemba นั่นแหละค่ะ แล้วก็เข้านอนแต่หัววันเพื่อเตรียมตัวไปตะลุยช้อปที่ Gotemba Premium Outlets ในวันรุ่งขึ้น ความจริงโรงแรมมีห้องแช่ออนเซ็นไว้ให้ใช้บริการ แต่เราซื้อเม็ดฟองฟู่มาแช่อ่างในห้องแทน ฟินแบบส่วนตัวดีกว่า

มื้อเย็นที่ร้านเหล้าแถวสถานี JR Gotemba สนนราคาประมาณ 2500 เยน




ตื่นเช้ามาก็มองไปที่หน้าต่าง อะไรแว้บๆ


ซูมๆๆๆๆ



นี่แหละค่ะเหตุผลที่เราเลือกมานอนที่นี่ หลังจากนอนเฝ้า 1 คืน ฟูจิก็มาทักทายเราตั้งแต่เช้ามืด เพียงแค่ลุกจากที่นอนก็สามารถชื่นชมฟูจิซังได้นานเท่าที่ต้องการ รักเลย

ละสายตาจากฟูจิลงมาทานมื้อเช้ากันบ้าง มื้อเช้าที่นี่เป็นบุฟเฟ่ต์ค่ะ มีอาหารเช้าแบบตะวันตก (ไข่+ไส้กรอก+แฮม+พลาสต้า+สลัด+เฟรนฟรายน์+คอนเฟล็ก) และแบบญี่ปุ่น (ข้าว+ซาบะย่าง+ซุปมิโสะ+บ๊วยดอง) ถือว่าธรรมดาทั่วไปไม่ได้มีอะไรพิเศษค่ะ ดังนั้นสรุปได้ว่าจุดเด่นของที่นี่ที่เราหลงจนโงหัวไม่ขึ้นคือฟูจิซัง และที่ตั้งของโรงแรม ที่ช่วยเน้นความสะดวกสบายในการเดินทางของเราค่ะ











แถมอีกนิด
Mini Review Gotemba Premium Outlets


-  เสื้อผ้ากันหนาวราคาไม่แพง หาได้ที่ร้าน GAPS, NIKE, ADIDAS เสื้อขนเป็ดแน่นๆ อุ่นๆ มีตั้งแต่ 2000 – 5000 เยนเลยค่ะ ส่วนตัวมองว่าคุณภาพดีกว่า Uniqlo เยอะเลย (แฟนเราได้ NIKE มาตัวนึง 3990 เยน อุ่นมาก สู้หิมะ+ฝนสบาย)
-  รองเท้าร้าน Timberland, Lacoste ราคาอาจจะไม่ได้ถูกเท่าตาม AMC Mart หรือ Shoe Shiyoda แต่มันจะมีบางรุ่นที่เหลือไม่กี่ไซส์ ทางร้านเค้าจะเอามาลดแบบสุดๆ ไปเลย ลองเดินไปดูอาจจะเจอไซส์ที่ใช้ของเราได้ (แฟนได้รองเท้า Lacoste แนว casual มาคู่นึง 2000 กว่าเยนเองค่ะ)
-  Coach ราคาไม่ได้ถูกอะไรมากมาย ซื้อร้าน pre – order ในไทยราคางามกว่า แนะนำว่าไปเดินร้านมือสองเอาดีกว่าค่ะ เราได้สภาพเทพแบบป้ายยังห้อยอยู่มาในราคา 2500 – 3500 บาทตั้ง 2 ใบแน่ะ





Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2558
Last Update : 25 กุมภาพันธ์ 2558 10:34:12 น.
Counter : 502 Pageviews.

0 comment
รีวิว Night Bus ♥♥ นั่งบัสข้ามคืนจาก Osaka – Tokyo ♥♥
เห็นไม่ค่อยมีรีวิว Night Bus เท่าไรเลยขอแบ่งประสบการณ์สดๆ ร้อนๆ (ดองไม่นาน) ของเรา เอาใจ Japan Lover บ้าง เราใช้บริการของ Willer Express จองผ่านเว็บล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน โดยเลือกต้นสายรถที่ Namba ไปลงรถที่ Shinjuku ค่ะ

รถเป็นแบบนี้ (ภาพจาก willerexpress.com )



ที่นั่งเป็นแบบนี้ (ภาพจาก
willerexpress.com )


รายละเอียดการเดินทาง

เส้นทาง : Osaka (Namba) – Tokyo (Shinjuku)
เวลาเดินทาง : รถออก 23.50 ถึงปลายทาง 8.30
ราคา : 6,700 Yen/ Person

เหตุผลที่เลือกใช้บริการ Night Bus
- ราคาถูก ยิ่งจองล่วงหน้านานก็จะถูกลงอีก
- นำกระเป๋าเดินทางติดตัวน้ำหนักเกิน 10 ก.ก. เก็บใต้รถได้ 1 ใบ (ก่อนจองต้องเช็คดีๆ เพราะบางคันไม่อนุญาตค่ะ)
- ประหยัดค่าโรงแรม 1 คืน- ถึงโตเกียวแต่เช้า สามารถไปเที่ยวที่อื่นต่อได้ไม่เสียเวลา (กรณีของเราคือนั่งรถไฟไปหาแม่ต่อได้เลย ถึงบ้านแม่ก่อนเที่ยง มีเวลาช้อปปิ้งด้วยกันมากขึ้น แฮปปี้!!)
- จุดขึ้นรถอยู่ใจกลางย่าน Namba ใกล้ที่พักเรา ไม่ต้องลากกระเป๋าไปขึ้นชินกันเซ็น หรือเสียเวลาเดินทางไปสนามบิน

อาคาร Namba OCAT อยู่ติดกับ JR Namba โดยจุดขึ้นรถบัสอยู่ชั้น 3
(ภาพจาก osaka-info.jp)





เราเดินทางในคืนวันที่ 26 มกราคม 2558 ที่โอซาก้าฝนตกตลอดทั้งวัน เริ่มจากโรงแรม Floral Inn Namba ลากกระเป๋าไปที่อาคาร Namba OCAT ระยะทางไม่ไกลมากนักและสามารถเดินในทางเชื่อมรถไฟใต้ดินได้ เลยรอดจากการหนาวตายท่ามกลางอุณหภูมิ 2 องศามาได้ เหอๆๆ มาถึงที่ตึก Namba OCAT แล้วขึ้นมาที่ชั้น 3 จะเป็นสถานีรถบัสไปยังจังหวัดต่างๆ รถของเรามาถึงประมาณ 23.40 มีคนขึ้นรถรอบเดียวกับเราเยอะพอสมควร ดูจากสายตาน่าจะเกือบๆ ครึ่งคัน เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ต่ำกว่า 8 – 10 คนรวมตัวเราด้วย โดยส่วนใหญ่เป็นคนเกาหลีค่ะ รถออก 23.50 ตรงเวลาเป๊ะ หลังจากออกจาก Namba OCAT แล้ว มีการจอดรับผู้โดยสารเพิ่มอีก 2 จุด คือ WBT Umeda และ Momoyamadai หลังจากนั้นก็จะมีแวะจุดพักรถให้เข้าห้องน้ำ – ซื้อของกินในคอมบินิประมาณ 4 – 5 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10 – 15 นาที และตอนเช้าก็มาถึงจุดหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ ตรงเวลาตามที่ระบุไว้เป๊ะค่ะ

บรรยากาศภายในรถ


ที่นั่ง Relax



นั่งยืดขาได้สบายๆ ไม่อึดอัด




ปลั้กไฟ





ช่องเก็บของด้านบน


โดมครอบศีรษะ ลดเสียงกรนได้ดี รถเงียบสงบมาก


ผู้โดยสารคนอื่น



อันนี้แถม......มาสก์ร้อนสำหรับปิดตา ช่วยให้หลับสบายไม่ปวดหัว ใช้ตอนบินก็ได้ Recommended!



ความรู้สึกหลังจากใช้บริการ
- เบาะนั่งสบายใช้ได้เลยค่ะ ขนาดเราเลือกแบบราคาเกือบจะถูกสุดก็ยังนั่งสบายกว่า TAXX ตอนนั่งมาโอซาก้าซะอีก ฮ่าๆๆๆๆ
- เบาะ Relax แบบที่เราเลือกมีโดมปิดตาส่วนตัวให้ด้วย สบายตามากขึ้น + ช่วยกันเสียงกรนได้ดี (ทั้งรถจึงเงียบสงบ ปราศจากเสียงกรน)
- ไม่รู้ว่าเป็นที่คนขับหรือเป็นที่รถ แต่มันนิ่มมากค่ะ นิ่มตลอดการเดินทาง ไม่มีกระชาก ไม่มีขับแบบหวาดเสียว
- อาจจะเป็นเพราะรถไม่มีห้องน้ำ ทำให้ในรถปราศจากกลิ่นไม่พึงประสงค์กวนใจ - มีปลั้กให้ชาร์จไฟได้คนละ 1 อัน เล่นมือถือตลอดทางได้ไม่ต้องกลัวแบตหมด
- แต่......ถึงจะนั่งสบายยังไง หลังลงจากรถก็ยังมีอาการอ่อนเพลียหรือเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวอยู่บ้างค่ะ แต่ไม่ได้หนักหนาอะไร

จบรีวิวสั้นๆ แต่เพียงเท่านี้ ถือว่า Night Bus เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียว หวังว่ารีวิวน้อยๆ ของเราจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ ห้องบลูบ้างนะคะ さようなら♥♥



Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2558
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2558 16:33:53 น.
Counter : 3659 Pageviews.

1 comment
11 days in Japan: 1 วางแผนทริปใหญ่ใจต้องนิ่ง
เมื่อตั้งใจว่าจะไปแล้ว สิ่งต่อมาที่ต้องทำคือ วางแผนสำหรับการเดินทางและเตรียมค่าใช้จ่าย สาบานว่าการไปญี่ปุ่นครั้งนี้เป็นการแบกเป้เที่ยวที่แพงที่สุดของเราสองคน เนื่องจากเพิ่งเริ่มทำงานก็ไม่นานเท่าไร เงินมีไม่มาก แถมลายากอีกตะหาก แถมด้วยปัจจัยเพิ่มเติมที่ทำให้วางแผนยากขึ้น คือเราต้องพักที่บ้านของคุณแม่แฟน ซึ่งอยู่ทีเมือง Sakai จังหวัด Ibaraki การวางแผนจึงต้องใจเย็นและละเอียดรอบคอบแบบสุดๆ ทั้งเรื่องวางแพลนเที่ยวและค่าใช้จ่ายต่างๆ  เพื่อให้กระทบกระเทือนชีวิตการทำงานและการใช้ชีวิตให้น้อยที่สุด ขั้นตอนการวางแผนและเตรียมตัวของเรามี ดังนี้

• เลือกวันเดินทาง 

เนื่องจากบินไกลด้วยกันครั้งแรก ไปญี่ปุ่นด้วยกันครั้งแรก เลยเลือกจะใช้เวลาที่โน่นนานๆ หน่อย สรุปลงตัวที่ 27 ธ.ค. 56 – 6 ม.ค. 57 รวม 11 วันค่ะ 

• เลือกสายการบิน

ตอนแรกจะจองผ่าน cheapticket ที่ราคา 14,xxx ต่อคน แต่ต้องต่อเครื่องที่โฮจิมินส์ คุณแม่แฟนบอกบินตรงกับ Delta เพราะปกติเค้าบินกันคนละ 18,xxx เท่านั้นเอง เราก็พยายามหาบินตรงม่เกิน 20k ให้ได้ สรุปเต็มหมด เลยต้องหันไปซบอกเพื่อนเก่าคนเดิมอย่าง Air Asia พอดีมีโปรของทางมาเลเซีย เส้นทาง KL – Haneda ไปกลับสองคน 22,xxx  แต่....ต้องเสียค่าบินจาก DMK – KL เพิ่มอีก สุดท้ายราคาอยู่ที่ 37,xxx สำหรับสองคน ก็แพงอยู่ดี เซ็งจริงๆ 

• จัดการจองตั๋วรถไฟ

อย่างที่รู้กันว่าค่ารถไฟที่ญี่ปุ่นโหดขนาดไหนถ้าไม่ใช้บริการ JR Pass  เรากับแฟนจัดการลิสต์สถานที่ที่อยากป แล้วก็มาลงตัวกับบัตร JR Kanto Pass  (ปัจจุบันราคา 8,300 เยน ใช้ได้ 3 วัน) โดยเราเลือกจะจ่ายเพิ่ม 1,000 เยน เพื่อเล่นหิมะที่ GALA YUZAWA ด้วยค่ะ สำหรับ JR Kanto Pass สามารถเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวได้ครอบคลุมพอสมควรค่ะ ทั้ง Yuzawa, Karuizawa, Nikko, Yokohama, Kamakura ซึ่งสำหรับเราแล้ว ต้องบอกว่าเซฟปเยอะมาก เนื่องจากบ้านคุณแม่แฟนอยู่ที่ Ibaraki ทุกวันเราต้องนั่งรถฟจากที่นั่งเข้ามาโตเกียวเพื่อเดินทางไปเที่ยวที่ต่างๆ ถ้าไม่ซื้อ JR Kanto ก็ต้องจ่ายวันละหมื่นเยนแล้วค่ะ คุ้มมากมาย

JR Kanto Pass ไม่มีขายในไทยนะคะ เราจองออนไลน์ผ่าน //www.jreast.co.jp แล้วเลือกรับตั๋วที่สถานี Ueno ค่ะ นอกจากนี้ยังจองที่นั่งบนชินกันเซ็นได้ด้วย ทำให้ไม่ต้องลุ้นว่าจะต้องยืนขาแข็งตลอดทางด้วย




• วางแผนการเดินทาง

จัดไปแบบคร่าวๆ ว่าวันไหนเที่ยวไหนและนอนที่ไหน เผื่อตม.ขอดูจะได้ไม่ติดขัด ที่เหลือเราสามารถเปิดออนไลน์จาก //www.hyperdia.com  ทุกครั้งที่หลงทาง ช่วยชีวิตได้เยอะมากจริงๆ 







• เอกสารผ่านตม.

ตั้งแต่ญี่ปุ่นยกเลิกวีซ่าให้คนทย เอกสารโชว์ตม. ถือเป็นหัวข้อสำคัญที่ใรหลายคนกังวลนักหนา โดยเฉพาะคนที่ไปพักบ้านญาติ บ้านเพื่อน เพราะเราจะถูกมองว่ามีแนวโน้มจะ “ยิงยาว” มากกว่าคนที่พักโรงแรมหรือมากับทัวร์ เราเองก็กังวลเช่นกันค่ะ เลยจัดเอกสารแบบเน้นๆ จัดเต็มไปเลย ประกอบด้วย
1. ตั๋วเครื่องบินไฟลท์กลับ
2. หนังสือรับรองการทำงาน ระบุตำแหน่ง ระยะเวลาลางานและวันี่จะกลับไปทำงาน
3. แพลนการท่องเที่ยวทั้ง 11 วัน (ในข้อที่แล้ว) ระบุว่าเที่ยวที่ไหน นอนที่ไหน
4. ใบจอง JR Kanto Pass
5. ใบจองโรงแรม เนื่องจากมานอนโรงแรม 2 คืนเพื่อเคาท์ดาวน์ปีใหม่กัน 2 คน หุหุ
6. บัตรประชาชนคุณแม่แฟน
7. หนังสือเชิญจากคุณแม่แฟน ระบุจำนววันที่จะมาพักด้วย

พอผ่านตม.จริงๆ ยื่นเอกสารเลยค่ะ จนท.ปั๊มผ่านง่ายๆ งงๆ 15 วันแบบไร้ข้อกังขาใดๆ เย้ๆๆๆ













Create Date : 10 พฤษภาคม 2557
Last Update : 16 กันยายน 2557 14:14:22 น.
Counter : 1219 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

ต๊องต๊อง กะ บ๊องบ๊อง
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



Just a little step in the Big World
โลกกว้างใหญ่ มีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก

ต๊องต๊อง กะ บ๊องบ๊อง
All rights reserved
[สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539]