*<Review>* บำรุงผิวด้วยน้ำมัน Argan Oil จากธรรมชาติ
ช่วงนี้เทรนด์การบำรุงผิวด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติแท้ๆ กำลังมาแรง เราเองก็เป็นคนนึงที่หันกลับมาหาธรรมชาติแทนเคมีด้วยเหมือนกัน น้ำมัน Argan ถือเป็นน้ำมันสกัดเย็นตัวที่ 2 ที่เราได้ลองใช้ เลยอยากมารีวิวแบบสั้นๆ ไว้เผื่อใครอยากลองใช้ดูบ้างค่ะ



Argan Oil
คือ น้ำมันที่สกัดได้จากเมล็ดต้น Argan ซึ่งสามารถพบได้มากในประเทศ Morocco ในน้ำมันนั้นประกอบไปด้วยกรดไขมันจำพวกโอเลอิค (Oleic) และไลโนเลอิค (Linoleic), วิตามินอี (Vitamin), โพลีฟีนอล (Polyphenols), เเคโรทีน (Carotenes), โอเมก้า 6 เเละ โอเมก้า 9 ได้รับคำกล่าวขานว่าเป็นน้ำมันมหัศจรรย์ สำหรับใช้บำรุงผิวพรรณและเส้นผม โดยมีคุณสมบัติในการคืนความชุ่มชื่น ลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย ป้องกันการสูญเสียความยืดหยุ่นในผิว ช่วยให้ผิวกระชับเรียบเนียนและดูอ่อนเยาว์


สภาพผิวของเรา: ผิวผสมกึ่งแห้งและขาดน้ำรุนแรง จนบางครั้งมีน้ำมันเยิ้มออกมาเพราะขาดน้ำ มีสิวเม็ดใหญ่บุกช่วงมีปจด. จนต้องใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวเป็นครั้งคราว

Tropicalife Argan Oil - Virgin Organic หลังจากโดยบล็อกเกอร์ต่างประเทศเป่าหูมานาน สุดท้ายก็กดสั่งจาก Tropicalife เพราะราคาดูจะเบาสบายกระเป่าที่สุดแล้ว เอาล่ะมาลองดูกันว่าจะดีจริงสมคำร่ำลือรึเปล่า







ลักษณะของน้ำมัน+ความรู้สึกขณะใช้
• น้ำมันมีสีเหลืองอ่อนๆ ไม่ข้นมากนัก
• มีกลิ่นบางๆ ไม่เหม็นหึ่งเหมือนน้ำมัน Rose Hip
• เนื้อสัมผัสค่อนข้างเบา ทาแล้วรู้สึกว่า เออ มันไม่ทำให้ผิวอุดตันแน่ๆ
• ซึมสู่ผิวได้ดีและค่อนข้างเร็ว เมื่อซึมแล้วก็แทบไม่ทิ้งความมันไว้บนผิวเลย สามารถทาครีมเนื้อหนักๆ อย่าง Smooth E ทับได้เลย
• ใช้น้ำมันลูบปลายผมที่เสียและแห้งอย่างหนักหน่วง ไม่ทำให้ผมดูลีบแบนเท่าพวกน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันมะพร้าว

ขั้นตอนการใช้น้ำมัน Argan ของเรา


Kose Sekkisei Lotion >>> Argan Oil >>> Smooth E White Cream  หรือ



Hada Labo Medicinal Pole Jun Conditioner (สูตรสิวและผิวมัน แต้มเฉพาะจุดที่มีสิว) >>> Argan Oil >>> Smooth E White Cream หรือ



เอา Argan Oil หยดใส่ Smooth E White Cream ประมาณ 1 - 2 ปั๊ม ทาทั่วหน้า


ผลที่ได้หลังใช้มา 1 เดือน
• ช่วยให้ผิวที่แห้งกร้านช่วงหน้าหนาวที่ผ่านมา ดูชุ่มชื่นมีชีวิตชีวามากขึ้น แต่......ไม่ชุ่มชื่นมากขนาดทำให้ผิวนุ่มขึ้นเหมือนตอนที่ใช้น้ำมัน Rose Hip  
• น้ำมันซึมสู่ผิวได้ดีและไม่เหลือน้ำมันไว้บนผิวเลยสักนิด จนคนผิวแห้งแบบเรารู้สึกว่ามันไม่ชุ่มชื่นสะใจเหมือนน้ำมัน Rose Hip
• เราใช้เฉพาะก่อนนอนนะคะ ตอนเช้าก็ล้างออกด้วยน้ำเปล่า รู้สึกได้ว่าแต่งหน้าได้ติดทนกว่าเดิม
• ไม่ทำให้สิวบุก แต่ก็ไม่ทำให้สิวหายเร็วเช่นกัน ลองเอาแต้มสิวก็เฉยๆ ไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง
• เอาน้ำมันลูบปลายผมเยอะๆ และเอามือที่เลอะน้ำมันมาสางผมเบาๆ  ปลายผมดีขึ้นมากพอสมควร ไม่เหนอะหนะหรือทำให้ผมดูลีบๆ แบนๆ ด้วย


สรุป: ให้คะแนน 3.5/5 ค่ะ สำหรับคนผิวแห้งอย่างเราถือว่าดีแต่ยังไม่สุด อาจจะเพราะตอนใช้น้ำมัน Rose Hip มันเห็นผลได้มากกว่าเลยรู้สึกว่าตัวนี้ไม่ดีเท่าที่คาดหวังไว้ ตอนนี้รอใช้ให้หมดขวดแล้วจะใช้ลองเปลี่ยนไปใช้น้ำมันอื่นบ้างค่ะ


***ของที่ใช้และรีวิวซื้อเองทุกชิ้นค่ะ***



Create Date : 02 มีนาคม 2559
Last Update : 3 มีนาคม 2559 14:38:40 น.
Counter : 970 Pageviews.

0 comment
(กระทู้ขี้เห่อ+ขี้อวด) เปิดถุงช้อปทริปญี่ปุ่น 2015
ทริปนี้เราบินจาก DMK – KIX ขากลับบินจาก NRT – DMK มีโอกาสเดินช้อปหลายที่มาก ทั้ง Shinsaibashi – Namba ที่ Osaka, Ameyoko – Ueno – Asakusa ที่โตเกียว  และ Gotemba Premiem Outlets รอบนี้ขนม – เครื่องสำอางไม่เยอะมาก เพราะไม่ได้กว้านซื้อแบบงูๆ ปลาๆ อย่างครั้งที่แล้ว รอบนี้เน้นอะไรที่ชอบเท่านั้น ชิ้นไหนโดนใจก็ขนกันมาให้พอใช้ตลอดทั้งปีกันไปเลย (เพราะกว่าจะไปญี่ปุ่นอีกทีก็ช่วงปีใหม่โน่นเลย) ความจริงคือทริปนี้สอยกระเป๋า Coach 2 ใบ, นาฬิกา, รองเท้า 6 คู่ จนตัวเบาหวิว เลยซื้อของกลับมาน้อยนิดนั่นเอง

คำเตือน
รูปไม่ได้สวยมากเนื่องจากรีบๆ ถ่ายตอนรื้อกระเป๋า และขอความกรุณาร้านพรีออเดอร์ทั้งหลาย ห้ามนำรูปไปใช้อย่างเด็ดขาด ย้ำ ห้าม นำ รูป ไป ใช้ เด็ดขาด!!!! เครนะ กระทู้เปิดถุงครั้งที่แล้วสูบกันซะทุกรูปเลย  เพลียมาก 


ถ้าอยากทราบราคาเป็นเงินบาท เอา 0.275 คูณนะคะ 

รูปรวมขนม (แจกจ่ายไปบ้างแล้วค่ะ)


เครื่องสำอางและของใช้ส่วนตัวที่สอยมา



ชิ้นแรก เครื่องนวดตา Panasonic EH – SW 53 ราคา 12,xxx เยน ที่ดงกิโฮเต้ ลองใช้แล้วเลิฟมากค่ะ เครื่องจะสั่นๆ พร้อมปล่อยไออุ่นๆ มาที่ดวงตาของเรา ใช้แล้วติด ใช้ทุกคืน ส่วนตัวปลื้มมากกกกกกกกก 



ชิ้นต่อมา Shiseido Puff No.123  ราคาประมาณ 500 เยน ที่มัทซึคิโยะ มนุษย์คลั่งแป้งฝุ่นควรมีค่ะ เนื้อนุ่มนิ่ม ขนาดใหญ่แบบแปะๆๆๆ 3 ทีทั่วหน้า ใช้แล้วดูหน้าเนียนกว่าลงด้วยแปรงเยอะ เลิฟมากจัดมา 2 ชิ้นเผื่อซักบ่อยแล้วเปื่อยไปซะก่อน


ต่อด้วย วิตามินหยอดตาของ Rohto รุ่นนี้เซลเหลือชิ้นละ 198 เยน ที่ดงกิโฮเต้ มนุษย์คอนแทคเลนส์อย่างเราและแฟนขาดไม่ได้เลยค่ะ จริงๆ ใช้ได้ทุกรุ่นเพราะสรรพคุณคล้ายคลึงกัน เน้นที่ราคาไม่แพงและให้ความเย็นในระดับ 5 เท่านั้น สอยกลับมาประมาณโหลนึงค่ะ



ชิ้นนี้ขาดไม่ได้เพราะต้องใช้ทุกวัน Isehan Heavy Rotation Eyebrow Mascara ราคา 7xx เยน ที่ดงกิโฮเต้ ลองมาทุกแบรนด์ก็ไม่มีอันไหนสู้ได้ ติดทน กันน้ำ กันฝน กันเหงื่อ กันหิมะ (ลองมาแล้วตอนอยู่ญี่ปุ่น) แถมหลอดนึงเราใช้ปัดทุกวันอยู่ได้ 6 เดือนเลยค่ะ คุ้มมากๆ ปีที่แล้วผมทองต้องใช้เบอร์ 1 ปีนี้เลยขอเปลี่ยนมาใช้เบอร์ 3 ให้สีเบจๆ เทาๆ แทน 


ต่อด้วยแบรนด์ยอดนิยม Hada Labo Koi Gokujyun UV White Gel ราคาประมาณ 1,3xx เยน ที่มัทซึคิโยะ ผลิตภัณฑ์ไลน์ Whitening ของ Hada Labo เปิดตัวประมาณกลางปีที่แล้ว ตัวนี้จะเป็น Day Cream เพราะมีส่วนผสมของกันแดดไว้ที่ spf 50 pa++++ เนื้อหนักนิดหน่อยแต่ตอนลองที่ญี่ปุ่นมันเลิศมาก ทาปุ๊บเนียนเลยในเวลาอันรวดเร็ว จัดมาเทสเบาๆ 2 กระปุก พอทาตอนอยู่ไทยดันมันเฉยเลย เศร้าอ่ะ แต่ยังดีที่ใช้แล้วไม่มีสิว เอาไว้ใช้วันสบายๆ ที่ไม่ได้คิดจะลงพวกบีบีครีมยังได้อยู่





ชิ้นนี้ไอเทมสุดปลื้มระดับบ 100 คะแนนเต็ม Lush Mask of Magnaminty ราคาประมาณ 9XX เยน จากช็อป Lush สาขา Shinsaibashi แบรนด์จากอังกฤษที่เน้นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค ก่อนไปเราเวิ่นเว้อดูรีวิวเยอะมาก คนโน้นก็ว่าดี คนนี้ก็ว่าเลิศ อยากโดนมากถึงขนาดต้องหาสาขาใกล้ที่พักจากเว็บญี่ปุ่น แล้วปักหมุดไว้ใน google map คือกลัวว่าจะไม่ได้ซื้อจัดเลยอ่ะ 
สินค้าแบรนด์นี้จะไม่มีส่วนผสมของสารกันเสียเลย จึงเก็บได้ไม่นานเท่าไร (มาสก์ผลิตกลางเดือนมกรา หมดอายุกลางเดือนพฤษภา) เลยจัดมาลอง 1 กระปุก (น้องที่ออฟฟิศฝากอีก 1 กระปุก พร้อมลิปทินต์ราคา 1,200เยน) พอได้ลองใช้เท่านั้นแหละ กรีดร้องงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง ทำไมแบรนด์นี้ไม่มีขายที่ไทยฟระ 

มาสก์สูตรที่สอยมาเน้นทำความสะอาดถึงรูขุมขน detox พวกสารเคมีตกค้างในผิว แถมเนื้อมาสก์จะมีสครับธรรมชาติ ก่อนล้างออกเราจะเอานิ้วแตะน้ำ นวดๆ ขัดๆ เบาๆ ทั่วหน้า ขอบอกว่าหน้านิ่มมาก ผิวอุดตันอักเสบน้อยลงและหายเร็วขึ้น แบรนด์นี้ทำเราคลั่งอย่างหนักจนต้องจองตั๋วไปสิงคโปร์เดือนพ.ค. นี้ เพื่อสอยพวกนางมาเป็นของเราอีกให้ได้ (ที่สิงคโปร์แพงกว่าที่ญี่ปุ่นมาก แต่ทนเอา มีปัญญาไปแค่นี้อ่ะ)









อีกหนึ่งของดีต้องแนะนำ Dot Free Abutin & Vitamin C White ราคา 1,038 เยน ที่ดงกิโฮเต้ กระทู้รีวิวปีที่แล้วเราจัดสูตร Fresh Collagen All in One มาลองใช้ ปรากฏว่ามันดีมากกกกกกกกก ซื้อมาแค่ 3 ขวดปวดหัวใจไปทั้งปี (เห็นว่าตอนนี้กลายเป็นสินค้าขายดีของร้านพรีไปละ) ปีนี้เค้าออกสูตรใหม่ Whitening มา จัดมาแล้ว 12 ขวดแบบพอใช้ทั้งปี เนื้อเจลบางเบา ซึมง่าย ไม่เหนอะหนะ และเมื่อใช้แล้วก็ขาวจริงอย่างที่เค้าโฆษณาเลยล่ะ สกินแคร์ดีๆ ราคาแค่ 200 กว่าบาทแบบนี้จะหาที่ไหน อิอิ



ไอเทมประจำกาย Kose Medicated Sekkisei Lotion 500ml ขายพร้อมสำลี 6,600 เยน ที่มัทซึคิโยะ น้ำโสมในตำนานที่เราขาดไม่ได้ สรรพคุณเรื่องความขาวไม่มีอะไรต้องโฆษณา สูตร Medicated ของญี่ปุ่นจะมี % ของแอลกอฮอล์น้อยกว่ามากพอสมควร ใช้แล้วหน้าจะไม่ลอกเหมือนของไทย แต่หลายๆ คนบอกขาวช้ากว่า ขวดใหญ่บึ้มแบบนี้เราใช้ได้ 6 เดือนเลยค่ะ ดังนั้นก็จัดไป 2 ขวดสำหรับ 1 ปี โฮะๆๆๆ



ชิ้นต่อมาเป็นของใหม่ Sugao Air fit CC Cream ราคาประมาณ 1,380 เยน ที่ดงกิโฮเต้ สินค้าใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อกลางปีที่แล้ว และมีหลายๆ เพจเที่ยวญี่ปุ่นแนะนำเลยอยากลอง ก่อนซื้อก็ลองเทสที่ร้านแล้วชอบมาก เนื้อนุ่มๆ ลื่นๆ ปรับผิวให้กระจ่างใสแบบไม่วอก ไม่เยิ้ม และที่สำคัญไม่ดรอประหว่างวัน สามารถปกปิดรูขุมขนและจุดด่างดำได้นิดหน่อย ถ้าใครชอบแต่งหน้าแบบเน้นโชว์ผิวเป็นธรรมชาติน่าจะชอบ หลอดสีชมพูสูตร moist จะดูผิววาวๆ กว่านิดนึงค่ะ แต่ใช้แล้วหน้าไม่มันเหมือนกัน จริงๆ อันนี้เราซื้อมา 10 หลอด แต่พอมาแกะดูตอนกลับไทยดันเหลือแค่ 3 หลอด (ในบิลคิดเงิน 10 ชิ้นครบ) ไม่รู้ตกหล่นตอนแพ็ค tax free หรือหายเพราะโหลดกระเป๋ากันแน่ เสียใจจัง



Ripi Eyelash  ราคา 800 เยน + DUP Eyelashes Fixer EX Hello Kitty 5XX เยน  เห็นสาวๆ ญี่ปุ่นติดขนตาปลอมกันแบบมุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้ง อิจฉามากเลยต้องไปซ้อมาติดบ้าง ขนตาอันนี้เซลค่ะ ลองติดแล้วก้านบางดี ขนตาก็บางๆ ฟูๆ ดูเป็นธรรมชาติ ส่วนกาวก็ไม่ต้องพูดถึงค่ะ ดีที่สุดใน 3 โลก ตั้งแต่ติดขนตาปลอมมาอันนี้โดนใจสุดละ 



ที่ม้วนผม (จำแบรนด์ไม่ได้) ราคาประมาณ 1,6xx เยน + Lucido-L Designing Aqua Hair Curl Lotion ประมาณ 7xx เยน แกนใหญ่โดนใจเลยสอยมาแบบไม่คิดชีวิต พร้อมสเปรย์ล็อกลอนผมที่บล็อกเกอร์แนะนำว่าดีนักหนา ลองใช้ที่ญี่ปุ่นครั้งนึงแล้วโอเคทั้งสองอย่างค่ะ แต่.....ความโง่ของเราทำให้ลืมดูว่าที่ม้วนผมมันใช้กับกระแสไฟของเมืองไทยไม่ได้ จบเห่สิคะ นางก็นอนนิ่งๆ แบบใช้การไม่ได้อยู่ที่ห้องเรามาจนถึงบัดนี้ 


Keanacy Pore Care Massage Gel Pack ราคา 9xx เยน + Biore Pore Pack จำราคาไม่ได้ ที่ดงกิโฮเต้ ไปเจอตัวนี้ลดราคาที่ดงกิเลยลองเอามาใช้คู่ค่ะแผ่นลอกสิวของ Biore ที่ว่ากันว่าของญี่ปุ่นเทพกว่าของไทย โดยเอาเจลมานวดๆๆๆๆ จมูก มันจะอุ่นๆ นิดนึงค่ะ ทิ้งไว้สัก 2 – 3 นาทีแล้วเอาสำลีชุบน้ำอุ่นเช็ดออก จากนั้นเอาแผ่นแปะทิ้งไว้จนแห้ง พอลอกดูปรากฏว่าสิวเสี้ยนออกเยอะใช้ได้เลยค่ะ ดีกว่าใช้แผ่นแปะเฉยๆ เยอะเลย เป็นไอเทมที่เจอแบบฟลุ้กๆ จริงๆ


Kao Hot Eye Pack กล่อง 10 ชิ้น 6xx เยน ที่มัตซึคิโยะ
ชิ้นนี้ถ้าซื้อกล่องใหญ่ที่ดงกิจะถูกกว่ามากแต่ดันลืม เลยต้องมาซื้อกล่องเล็กๆ ที่มัตซึคิโยะแบบกันตายมาแทน ตัวนี้เลิฟตั้งแต่ปีที่แล้วค่ะ แผ่นปิดตานี้จะร้อนประมาณ 40 องศา ช่วยลดอาการปวดกระบอกตาปวดไมเกรนได้ดีมาก ต้องมีติดบ้านไว้ตลอด ครั้งนี้ซื้อแบบมีกลิ่นส้มออกมากขณะมาสก์ด้วย เพลินดีค่ะ เหมาะจะใช้ตอนอยู่บนเครื่องหรือนั่งรถเดินทางนานๆ 


Shu Uemura Eyelash Curler ราคา 1,000 เยน ที่สนามบินนาริตะ
น้องๆ ฝากซื้อกันหลายคนเลยเอามาใช้เองซะ 1 อัน ลองปั๊บหนีบหนังตาปุ๊บ เจ็บบบบบบบบบ ไม่ประสบความสำเร็จ เป็นไอเทมที่ fail มาก


Anna Sui Loose Powder Foundation ราคาประมาณ 3,xxx เยน ที่สนามบินนาริตะเล็งชิ้นนี้ตั้งแต่อยู่ไทยแต่ที่พารากอนแพงมาก เจอที่สนามบินเลยได้ช้อปก่อนกลับจนได้ เนื้อแป้งผสมรองพื้นทำให้ปัดแล้วเนียนเด้งดีงามมาก แต่ผสมน้ำหอมมาด้วย คนแพ้ง่ายน่าจะหมดสิทธิ์ แอบใช้ยากไปนิดตรงที่ต้องเอาแปรงมาแตะๆ แป้งแล้วปัด แต่ตลับสวยชนะเลิศ ยิ่งมาอยู่กลับลิปสติกในคอลเลคชั้นเดียวกันยิ่งน่าร้ากกกกกก





จบแล้วจ้า โอกาสหน้าเจอกันใหม่ค่ะ さよなら 




Create Date : 17 เมษายน 2558
Last Update : 17 เมษายน 2558 15:16:12 น.
Counter : 3504 Pageviews.

1 comment
(ขี้เห่อ+ขี้อวด) เปิดถุงช้อปกรุบกริบจากญี่ปุ่นกันเถอะ

รีวิวถุงช้อปทริป Japan 2014 ของปีที่แล้วนะคะ


วันนี้จะชวนมาเปิดถุงช้อปเบาๆ จากทริป 11 Days in Japan ของเราเองค่ะ ความจริงทริปนี้ซื้อของไม่เยอะเท่าไร (จริงอ่ะ???) เนื่องจากจุดประสงค์หลักคือพาคุณแฟนไปเยี่ยมคุณแม่ของเค้า ซึ่งไม่ได้เจอกันมา 20 กว่าปี เรื่องช้อปเลยกลายเป็นเรื่องรองไป อิอิ ว่าแล้วก็มามุงไปพร้อมๆ กันน๊าาา

ถุงช้อปแบบรวมๆ














ของที่ซื้อทั้งหมด มาจากหลายร้านหลายห้างมากค่ะ เพราะอยู่หลายวันก็เดินช้อปที่ละวันไม่ซ้ำกันค่ะ ทีนี้เราก็มาดูแบบเจาะลึกที่ละชิ้นกันเลย...

เริ่มจากลิปสติกจาก Topshop Shibuya ตั้งใจไปซื้อสีม่วงแต่หมด เลยได้ส้มพาสเทลกับสีนู้ดมาแทน แท่งละ 15XX เยน


ต่อด้วย DHC Vitamin ซื้อมาแค่สองชนิด คือคอลลาเจนกับวิตซี ซื้อมาอย่างละ 10 ถุง แต่เพื่อนโฉบไปจนเหลือแค่นี้ค่ะ ราคาถูกที่สุดที่เราเจอคือที่ Don-ki Asakusa  คอลลาเจน 60 วัน = 950 เยน  วิตซี 60 วัน = 340 เยน





Fresh Collagen All in One เจลคอลลาเจนหน้าเด็ก จำไม่ได้ว่าเจอรีวิวของบล็อกเกอร์ต่างชาติคนไหนสักคน เค้าแนะนำว่าหน้าเนียนเด้งจริง แถมราคาก็เบ๊า...เบา ขวดละ 970 เยน (ถูกสุดที่ Matsumoto Shibuya) เลยจัดมาประมาณ 5 ขวดเพื่อฝากคุณแม่และเพื่อนสนิทด้วยค่ะ ลองแล้วคอนเฟิร์มว่าของเค้าดีจริงๆ เสียดายที่ซื้อมาน้อยเกินไป




ลิปบาล์มสามัญประจำบ้านของเมนโทลาทั่ม เห็นคนญี่ปุ่นใช้กันเยอะมาก ลองแล้วดีจริง ปากไม่แห้งไม่แตกไม่ลอก แม้ในวันหิมะโปรปราย แถมราคาก็สุดยอดมากๆ แท่งละ 98 เยน แพ็คคู่ 160 เยน  ราคาพอๆ กันทั้ง ตึกม่วง Takeya, Matsumoto และห้างอื่นๆ ทั่วไปค่ะ



Shiseido รีฟิลสำหรับแบบขวดหัวปั๊ม ถุงละ 399 เยน ราคาเท่ากันทุกที่ค่ะ ตอนแรกจะไม่ซื้อเพราะเห็นว่าไม่สำคัญอะไรมากมาย ปรากฏว่าลืมเอาโฟมล้างหน้าไป ก็เลยลองจัดมา 1 ขวดใช้ตอนอยู่ญี่ปุ่น จึงได้พบว่ามันเริดมากกกกก จัดกลับบ้านมาเพิ่มอีก 2 ถุงด้วยเลย



Hada Labo 3D Ageing Care Perfect Gel เพอร์เฟ็คเจลสูตรลดริ้วรอย (เพอร์เฟ็คเจลมี 3 สูตร ลดริ้วรอย กระปุกแดง,ขาวกระจ่างใส กระปุกขาว,ซุปเปอร์คอลลาเจนและไฮยารูลอน กระปุกทอง) จัดมาบำรุงตัวเอง 1 กระปุก = 1380 เยน ราคาเท่าๆ กันเกือบทุกที่



Hada Labo 3D Ageing Care Perfect set เซตนี้เห็นวางขายประมาณวันที่ 1 ม.ค. จัดมา 2 ชุดฝากคุณแม่เราและคุณแม่แฟนค่ะ ในเซตมีโลชั่น+ครีมกระปุกน้อย = 1080 เยนค่ะ ราคาเท่ากันทุกที่



Devil's Trick Quis Quis แว๊กซ์เปลี่ยนสีผมใน 5 นาที ดูรีวิวแล้วคันมือรุนแรง จัดมา 2 สีเบาๆ ชมพูกับม่วง ราคาซองละ 260 เยน (ซื้อจาก Don-ki) ตกซองนึง 70 บาท ในไทยหิ้วมาขายกันซอง 290 บาทแนะ ลองแล้วสีติดไม่ทนเท่าแว๊กซ์สีแบรนด์ไทย เป็นอันว่าไม่โอเคค่ะ เศร้า





Maybelline Baby Skin Pore Eraser สารภาพว่าซื้อเพราะเสพรีวิวมากจนเกิดกิเลส ทั้งบล็อกเกอร์ไทยและตปท. ลงความเห็นว่าเลิศเลอเกินราคาที่สุด เราก็จัดมาเลย 7 ชิ้น พอไปเทสแล้วรู้สึกเฉยๆ เพราะเราหน้าไม่ได้หลุมเยอะอะไรมาก แถมมันใช้กับบีบี Kose ทีเราเลิฟไม่ได้ด้วย TT_TT  ตำมาแบบหน้ามืดตามัว หลอดละ 1050 เยนค่ะ ราคาเปิดตัวเท่ากันทุกที่เลย



Hada Labo UV Moist Emulsion SPF 50+ PA+++ โลชั่นกันแดดที่เราว่ามันเลิศมาก ไม่ทำให้หน้ามันเงา ไม่ทำให้สิวขึ้น แถมบำรุงให้ผิวเนียนกระจ่างใสด้วย แต่แอบหาซื้อยากนิดนึงนะคะตัวนี้ สนนราคา 880 เยน (มาเลย์ขายหลอดละ 440 บาท)



แผ่นปิดตาคลายความเมื่อยล้าของ Kao เอามาใช้บนเครื่องแล้วถือว่าโอเคเลยค่ะ มันจะมีกลิ่นสมุนไพรและร้อนๆ นิดหนอย ลดอาการตาล้าได้ระดับนึงค่ะ กล่องนึงมี 10 ชิ้น 498 เยน



น้ำตาเทียม, วิตามินบำรุงดวงตาสูตรเย็น ของที่ขายในญี่ปุ่นทุกแบรนด์จะผสมไฮยารูลอนเพื่อให้ตาชุ่มชื่น มีความเย็นให้เลือก 5 ระดับ อันนี้ระดับ 5 เลยค่ะ ชิ้นละ 198 เยน เจอของเซลก็สอยรวดดดดดด



Set Kose ในชุดมีบีบีครีมกับน้ำโสม อันนี้เลิฟอยู่แล้วเลยซื้อมาเติมในคลังแสงส่วนตัว อิอิ สนนราคาเซตนึง 1390 เยน ได้น้ำโสมกับโลชั่นขวดจิ๋วๆ แถมมาอีกด้วย



ISEHAN มาสคาร่าโทนสีทองสว่างสำหรับปัดคิ้ว ตอนนี้ผมทองต้องใช้ทุกวัน ชิ้นละ 8XX เยนค่ะ


Kracie Rose Candy ลูกอมตัวหอม อันนี้สารภาพว่าซื้อมาขายค่ะ เค้าบอกขายดีอมแล้วตัวขาวตัวหอม ไม่คอนเฟิร์มนะคะ ยังไม่ได้ลองเอง ราคาอยู่ที่ซองละ 138 เยน



เมคอัพกรุบกริบเล็กน้อยพองาม มีแป้ง Palguntong สีเบจกลาง 7XX เยน, Canmake Eyeshadow โทนส้มน้ำตาลของเพื่อนากซื้อ 480 เยน, Cezanne Blush 340 เยน และที่ไฮไลท์จมูก 340 เยนค่ะ



ไอเทมห้ามพลาด!!! jill Stuart Mirror แบบ Hand 3000 เยน แบบพกพามีกระเป๋าให้ 2500 เยนค่ะ



Palty Fresh Light สเปรย์สำหรับสาวชอบย้อมผมแบบเรา ใช้เติมโคนผมเวลามันงอกออกมาดำๆ โดยไมต้องย้อมค่ะ ตอนแรกซื้อมาด้วยความไม่เชื่อว่ามันจะทำได้ แต่.....ลองแล้วรักเลย โคนผมดำ 1 ซม. พ่นทิ้งไว้ 15 นาที มันให้สีกลืนไปกับสีผมเราได้ดีเลยค่ะ ราคาประมาณ 7XX เยน ซื้อจาก Don-ki ค่ะ



และอีกหนึ่งความภูมิใจของเรา......รองเท้า Keds ที่เมืองไทยขายอยู่ประมาณ 1200 ขึ้นไป สองคู่นี้เราสอยมาในราคาคู่ละ 990 เยน หรือ 300 บาทเท่านั้น ปลื้มใจสุดพลังค่ะงานนี้ แฟนเราก็สอยรองเท้า Timberland ที่ไทยขายกัน 6000 บาท ได้ในราคาเพียง 11000 เยน หรือ 3000 กว่าบาทเท่านั้น เริด!!!!!!!!!



จบบริบูรณ์!!! เดี๋ยวมาลงถุงช้อปปิ้งจากทริปญี่ปุ่น 2015 เร็วๆ นี้ค่ะ




Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2558
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2558 16:42:33 น.
Counter : 12427 Pageviews.

0 comment
เรื่องของเชือกที่ใช้ทำBracelet
มีหลายๆ คนถามเรื่องเชือกที่ใช้ว่าเราซื้อที่ไหน ราคาเท่าไร ขอรวบรวมไว้ในนี้เลยนะคะ  บอกก่อนว่าเราบอกเท่าที่รู้เพราะเราเองไม่มีร้านประจำ(และไม่ได้เป็นม้าขายเชือกหรืออย่างไร) ถ้าไปเจอที่ไหนจะเอามาอัพเดทให้เพิ่มเติมค่ะ

1. เชือกซาตินกลม
เป็นเชือกผ้าซาตินเงาๆ ซึ่งเราเองก็เรียกไม่ถูกว่าชื่ออะไร เป็นแบบเดียวกับที่ตามร้านหรือแบรนด์นอกเอามาใช้ค่ะ  มีหลายขนาดตั้งแต่เล็กๆ ไปถึงจัมโบ้(ยืมรูปมาจากร้านในเฟสนะคะ จะเห็นว่าเค้าซื้อยกม้วน)


สถานที่ซื้อ: เราซื้อที่เค้าขายเป็นเมตร ในแผนกเย็บปักถักร้อยในเดอะมอลล์ บางกะปิ  ไม่มีสีรุ้งขายนะคะ มีแต่สีพื้น

ราคา: เมตรละ 29-. เราซื้อครั้งนึงประมาณ 2 เมตร

เพิ่มเติม: เคยไปเดินหาที่สำเพ็ง-พาหุรัด แต่ไม่เจอ  วันเสาร์นี้จะเอาตัวอย่างไปถามหาอีกที ยังไงจะมาแจ้งราคาอีกครั้งค่ะ



2. เชือกแบน
ผิวของเชือกจะมันๆ เงาๆ คล้ายซาตินแต่คุณภาพดูด้วยกว่ามากๆ พอควรค่ะ เชือกจะเป็นเปียมาอยุ่แล้วและเส้นจะแบนๆ  เอามาทำสร้อยบางแบบจะไม่สวยเท่าเชือกกลม


งานที่ทำออกมาแล้วสวย (ยืมภาพมาจากร้านในเฟสค่ะ)


สถานที่ซื้อ: ร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับเย็บปักถักร้อยทั่วๆ ไป หาซื้อง่าย
ราคา: ม้วนสีเขียวในภาพ 40-. เองค่ะ  ยาวมากๆ เก็บเอาไว้ซ้อมถักก็ได้



3. เชือกหนัง
เป็นแบบหนังนิ่มๆ หาซื้อไม่ยาก มีสีให้เลือกเยอะและเอามาทำสร้อยได้หลายแบบมากๆ ค่ะ







สถานที่ซื้อ: เราซื้อที่เค้าขายเป็นเมตร ในแผนกเย็บปักถักร้อยในเดอะมอลล์ บางกะปิค่ะ มีสีให้เลือกน้อย
ราคา: เมตรละ 29-.
เพิ่มเติม: เราซื้อมาแพงเกินไปค่ะ ลองเสิร์ชหาร้านในเน็ตจะได้ราคาประมาณเมตรละ 10บาทเท่านั้นและมีสีนีออนสดๆ ให้เลือกเยอะด้วย




4. เชือกเทียน
เส้นเล็กเอาไว้ร้อยกับลูกปัดหรืออุปกรณ์เสริมต่างๆ หาซื้อไม่ยากก็จริง แต่ที่เจอมันจะเป็นสีดำหรือสีขาว 


สร้อยจากเชือกเทียน(ภาพจากบล็อกต่างประเทศค่ะ)


สถานที่ซื้อ: เราซื้อที่สำเพ็ง-พาหุรัด มีเกือบทุกร้านแต่สีไม่ค่อยสวยเท่าไร  อีกที่คือ B2S ตรงที่ขายอุปกรณ์ DIY มีขายแพ็คละ 1 เมตรแต่แพงมาก เมตรละ 50-.
ลองเสิร์ชหาร้านในเน็ตเจอสีสวยและมีให้เลือกเยอะ ขายยกม้วนเล้กๆ 20กว่าบาทเท่านั้นเอง

ราคา: ซื้อแบบตัดขายเป็นเมตรที่พาหุรัด เมตรละ 6บาท



5. เชือกหนังแบบแข็ง

เอามาถักแบบเปียแล้วสวยดีค่ะ หาซื้อไม่ยากเท่าไรด้วย(ภาพเชือกยืมจากร้านในเน็ต)


เราเอามาทำสร้อยพันข้อมือสองรอบ



6. ไหมพรม/ไหมครอสติช
หาซื้อง่ายที่สุด เอามาทำสร้อยหรือประยุกต์ใช้ร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ ได้  ส่วนตัวเราเอาไว้มัดปมเวลาเริ่ม-จบงาน หรือใช้ตกแต่งกำไลเก่าๆ ค่ะ


เอามาตกแต่งสร้อยเก่าๆ ได้ (ภาพจากบล็อกต่างประเทศ)




ส่วนที่ถามว่าซื้อร้านไหนในสำเพ็ง-พาหุรัด เราใช้เดินหาเอาค่ะ เพราะบางร้านของในแต่ละวันเหลือไม่เท่ากัน เดี๋ยวมีเดี๋ยวไม่มี  ลองเดินในซอยนี้นะคะ เชือก เพชรตกแต่งสร้อย ดอกไม้ผ้าติดหมวก เพชรติดเสื้อ  มีในซอยนี้หมดเลยค่ะ (นั่งรถเมล์สาย8 บอกเค้าว่าลงสำเพ็ง พอลงแล้วข้ามถนนมาก็เจอเลย)






Create Date : 28 มิถุนายน 2555
Last Update : 4 กรกฎาคม 2555 15:43:29 น.
Counter : 21937 Pageviews.

6 comment
How to Bracelets มาถักสร้อยกันดีกว่า(เริ่มจากแบบง่าย Square Knot)
เห็นมีเพื่อนๆ ถามหาวิธีถักสร้อยแบบSquare Knot เลยแคปภาพจากยูทูปมาให้ดู
พร้อมคำอธิบายเป็นHow to นะคะ จะได้ไม่ต้องดูๆ หยุดๆ ในคลิป อิอิ

ถ้าสงสัยว่าSquare Knot เป็นยังไง  มันคือแบบนี้ค่ะ



ก่อนเริ่มทำขอพูดถึงเชือกก่อนนะคะ

เชือก  มีมากมายหลายแบบหลายไซส์ แต่Fashion ที่กำลังนิยมปีนี้มี2-3
แบบค่ะ คือเชือกที่ผิวมันๆ เงาๆ (เรียกไม่ถูกอ่ะ) สีสันสดๆ เข้าไว้  กับอีกแบบก็คือ
เชื่อกเทียนเส้นเล็กๆ ที่จะเอามาถักร่วมกับลูกปัดค่ะ(จะทำHow to ครั้งต่อไปค่ะ)

เชือกหาซื้อไม่ยากค่ะ ในแผนกเย็บปักถักร้อยของห้างก็มีทุกที่ ถ้าเราไม่ได้จะซื้อ
เยอะๆ แบบยกม้วน ไม่ต้องไปสำเพ็ง-พาหุรัดหรอกค่ะ เพราะถ้าขายปลีกแล้ว ราคา
ไม่ได้ถูกกว่าในห้างเท่าไรเลย  

มีทริปแนะนำนิดหน่อยค่ะ(จากที่ลองผิดลองถูกมาด้วยตัวเอง)
- เชือกเส้นใหญ่และกลม ถักออกมาได้สวยกว่าเชือกแบนๆ
- ใช้เชือก2สีจะสวยกว่าสีเดียว

อุปกรณ์เพิ่มเติม
- กาวอเนกประสงค์
- แผ่นคลิปบอร์ด หรือแผ่นไม้อะไรก็ได้ที่มีกับคลิปหนีบ
- กรรไกร


































































Create Date : 25 มิถุนายน 2555
Last Update : 4 กรกฎาคม 2555 15:43:17 น.
Counter : 21023 Pageviews.

0 comment
1  2  

ต๊องต๊อง กะ บ๊องบ๊อง
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



Just a little step in the Big World
โลกกว้างใหญ่ มีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก

ต๊องต๊อง กะ บ๊องบ๊อง
All rights reserved
[สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539]