ประมุขเฒ่าพรรคมาร
Group Blog
 
All blogs
 

เปิดตำนานปีศาจตัวจริง ANSEL GAISERIC ฆาตกรอมตะ ที่ทุกวันนี้ก็ยังตามจับไม่ได้



ในบรรดาฆาตกรและกลุ่มคนโรคจิตทั้งหลายมักจะมี “ปมในใจ” ที่เป็นแรงผลักดันให้เกิดความรุนแรงทางด้านพฤติกรรม แต่ด้วยวัฒนธรรมศีลธรรมทำให้มนุษย์ไม่สามารถแสดงสันดานดิบตรงนี้ออกมาได้ ส่วนใหญ่ฆาตกรจึงมักเป็นคนเก็บกดมากๆ เข้าเมื่อระเบิดจึงได้เปิดการฆาตกรรมทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ

แต่สำหรับ ANSEL GAISERIC ที่เรียกตัวเองว่า “ศาสดาแห่งวงการฆาตกรรม” ที่ถูกเรียกว่า Nosferatu แล้วคงไม่มีคำจำกัดความใดสามารถอธิบายถึง “ความมีอยู่” ของปีศาจตัวจริงคนนี้ได้

ประวัติ NOSFERATU ANSEL GAISERICจากบันทึกของบาทหลวง จอร์น วิลลอง ถูกค้นพบหลังจากพบศพของบาทหลวงจอร์นโดนตรึงอยู่บนไม้กางเขนในโบสถ์ โดยลักษณะที่พบเหมือนถูกจัดเลียนแบบคล้ายพระเยซูถูกตรึงกางเขน บริเวณช่องท้องถูกของมีคมแหวะไส้สาวไปผูกบนศีรษะคล้ายผ้าคาดหัว

ชายผู้นี้เรียกตัวเองว่า NOSFERATU ANSEL GAISERIC (นอสเฟอร์ราตูว์ แอนเชล ไกเซริค) จำสัญชาติตัวเองไม่ได้เพราะกำพร้า อ้างว่ามีชีวิตมากว่า ๑๐๐ ปีแล้ว เดินทางร่อนเร่ทั่วประเทศฝรั่งเศส เพื่อศึกษาหาความรู้และฆ่าเวลากับการมีชีวิตเยี่ยงคนไร้ตายแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดย ANSEL บอกว่า รู้วิธีการเป็นอมตะมาจากปีศาจตนหนึ่งที่บังเอิญเจอที่บอกว่าการเป็นอมตะมีหลายวิธี ทั้งการกินเนื้อเงือก, ดื่มโลหิตของนกไฟ, คงชีวิตในรูปแบบวิญญาณ (ตรงนี้ผู้เขียนเข้าใจว่าคงหมายถึงการฝึกสมาธิและถอดจิตได้) บูชายันต์บิดามารดาให้แก่ปีศาจ แต่ที่ง่ายที่สุดคือการกินวิญญาณมนุษย์ ซึ่งทำได้โดยทำสัญญากับปีศาจ เจ้าตัวบอกชื่อปีศาจที่ตนเจอและทำสัญญาณด้วยว่า
ชื่อ เบลซีบับ (Baal Zebul อันนี้ผมไปค้นเจอใน //en.wikipedia.org/wiki/Beelzebub ว่าเป็นปีศาจผู้ครองบาปข้อที่ ๒ คือบาปแห่งความตะกละในบาปทั้ง ๗ แห่งศาสนาคริสต์ในลัทธิโซโลมอน มักจะปรากฏกายในร่างของแพะ หรือ วัวตัวผู้ที่มีหางยาวเป็นมังกรแต่ที่ปรากฏตัวบ่อยที่สุดก็ในร่างแมลงวันยักษ์ เป็นผู้ที่ปราศเปรื่องที่สุดในบรรดาปีศาจ เมื่อตอนที่พ่ายแพ้ในสงครามเจเนซิสถูกเนรเทศให้ไปอยู่ยังดาวเมอร์คิวรี่)


บุคลิกของ ANSEL ผมสีดำ คิ้วสีดำ ตาสีเทา ไว้หนวดเคราเหมือนขุนนาง ผิวขาว ตัวไม่สูงไม่ใหญ่เหมือนคนปกติทั่วๆ ไป ออกจะผอมไปนิดๆ เสียด้วยซ้ำ ดูผ่านๆ เหมือนพวกขุนนางที่ใส่เสื้อผ้าราคาถูกมาสารภาพตามปกติ

แต่เหตุที่ได้มานั่งพูดคุยกับพ่อเพราะ ANSEL รู้สึกถูกชะตาและยื่นข้อเสนออีกว่า อยากมีชีวิตอยู่ในตัวเขาไหม ซึ่งตรงนี้เองที่พ่อรู้สึกถึงความไม่ปกติของชายผู้นี้ แต่เมื่อคุยด้วยสักครู่กลับรู้สึกอยากคุยด้วยเรื่อยๆ พ่อจึงอยากรู้ถึงเรื่องราวของ ANSEL ที่บอกว่ามีชีวิตร่วม ๑๐๐ ปีนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เพราะจริงๆ แล้ว ANSEL อาจเป็นขุนนางตกอับที่มีปัญหาทางจิต พ่อจึงได้นัด ANSEL มาในวันนี้เพื่อจะได้บันทึกเรื่องราวเผื่อพ่อจะช่วยชี้นำจิตวิญญาณให้เดินมาถูกทางได้

ANSEL เล่าว่านับตั้งแต่ทำสัญญากับปีศาจ วันแรกคิดถึงเรื่องหาเงินก่อนเพราะฐานะก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก ไอ้จะทำมาหากินก็ธรรมดาไปอยากลองทำในสิ่งที่ตัวเองไม่กล้าบ้างจึงเริ่มปล้น รายคน ไม่กี่รายก็ถึงรู้ว่าตัวเองเป็นอมตะจริงๆ เพราะเหยื่อที่ปล้นเกิดต่อสู้แล้วครั้งนี้เองที่ ANSEL ตายครั้งแรกด้วยการโดนมีดแทงท้อง ความเจ็บปวดที่โดนของมีคมกระซวกผ่านกล้ามเนื้อท้อง วินาทีที่เลือดไหลออกจากช่องปากแผล กลิ่นเหล็กและความอุ่นของเลือดกลับทำให้ ANSEL รู้สึกมีความสุขท่ามกลางความเจ็บปวด นับแต่นั้น ANSEL จึงเริ่มหาความสุขกับการถูกฆ่า และการทรมารตัวเอง

บันทึกจบลงด้วยเนื้อหาขาดๆ เกินๆ ที่เขียนทิ้งไว้ว่า “ศรัทธาที่แท้จริงนั้น ไม่ต่างอะไรกับการหลงเชื่อในเรื่องบางเรื่องอย่างหัวปักหัวปำ และเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเรื่องที่พูดเป็นความจริงไหมนั่นคือพิสูจน์ด้วยความรู้สึกจริงๆ จากกายเนื้อเพียงอย่างเดียว” สันนิฐานว่าที่นี่จุดเริ่มของสภาพศพของบาทหลวง จอร์น วิลลอง ในเวลาต่อมา

การเสพสุขด้านความเจ็บปวดที่สุดวิปริต(เนื้อหาเรื่องนี้ถูกบันทึกโดย ผู้ชายที่อ้างว่าตนเป็นคนสนิทของ ANSEL ที่ใช้ชื่อว่าแจ๊คแห่งเกาะอังกฤษ)
ความเจ็บปวดที่มนุษย์ปุถุชนได้รับไม่ว่าใครก็ไม่สามารถลิ้มรสได้ยาวนานสักเท่าไหร่นัก ซึ่งจุดนี้มีหลายสาเหตุ เช่น สติหลุดลอย อันเนื่องจากไม่คุ้นเคยกับความเจ็บปวดสติจึงช็อก ร่างกายรับไม่ได้อย่างการเจาะคอหอย คนปกติโดนเจาะคอหอยทะลุถึงก้านคอจะมีชีวิตรับรสเจ็บปวดได้ไม่ถึง ๑ นาที สิ่งที่อาจารย์สอน (แจ๊คเรียก ANSEL ว่าอาจารย์) คือการทรมานเหยื่อให้ได้รับรสชาติสุนทรียะความเจ็บปวดให้ยาวนานที่สุด เช่นการผ่าท้องแหวะไส้ เหยื่อจะไม่ตายทันทีและสามารถเดินเหินพูดคุยได้ถ้าประคองสติได้จากประสบการณ์ยาวนานกว่า ๑๐ นาทีเป็นต้น โดยตนคอยจดบันทึกข้อมูลด้านสรีระศาสตร์โดยตลอดเพราะสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน (จากประโยคนี้จึงคาดว่าผู้บันทึกอาจเป็นแพทย์)

อาจารย์ทุ่มเทกับการศึกษาศาสตร์แห่งการทรมานอย่างหามรุ่งหามค่ำ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกนับถือในความทุ่มเทของอาจารย์ยิ่งนักจึงขออาสาร่วมมือเป็นส่วนหนึ่งในการฆาตกรรมในครั้งนี้ด้วย สิ่งที่ตนพอจะทำได้คือการ “หาเหยื่อ” ซึ่งเหยื่อที่หาง่ายที่สุดคือ “โสเภณี” เพราะแค่เอาเงินล่อก็สามารถพาไปยังที่ลับตาได้อย่างไม่ยากเย็น

ข้าพเจ้าร่วมมือการทรมารและศึกษาศาสตร์แห่งความงามการลิ้มรสสุนทรียะด้านนี้มากจนเริ่มรู้สึกหลงใหลทั้งด้านอารมณ์ที่เหยื่อแสดงออกมาและความสวยงามของอวัยวะภายในที่หาดูยากจนเริ่มรู้สึกเสพติดการชำแหละคน จนอาจารย์ชื่นชมและตั้งฉายาให้ว่า แจ๊ค ยมทูตแห่งเกาะอังกฤษ (Jack the Reaper) แต่หลังจากอาจารย์แยกตัวออกเดินทางตนจึงเปลี่ยนจาก Reaper (ยมทูต) เป็น Ripper (ชำแหละ) แทน

ความรู้ในรอบหลายร้อยปี(ถูกค้นพบจากการให้ข้อมูลของชายที่อ้างว่า ANSEL เป็นคนสอนให้เล่นเกมส์แกะรหัส จากหนังสือเกมส์ลับสมอง ในหน้าขอบคุณรองปกท้ายเล่มประจำปี ๑๙๗๘ USA)
จากคำบอกเล่าของชายอ้วนคนหนึ่งที่อ้างว่ารู้จักกับ ANSEL โดยบังเอิญและได้คุยกันในสวนสาธารณะถึงเรื่องเกมส์ต่างๆ ตนอึ้งมากกับเกมส์แปลกๆ ในหลายๆ ประเทศที่ออกมาจากปากชายผู้นี้ แต่โดยส่วนตัวแล้วตนชอบเกมส์ถอดรหัสลับและได้รับคำสอนถึงเทคนิคการถอดรหัสไปจนถึงการตั้งคำถามเจ๋งๆ อย่างการดึงประโยคคำคมจากบุคคลสำคัญมาใช้เพื่อโยงเข้าไปสู่นัยยะที่แท้จริง การใช้สัญญาลักษณ์เพื่อเป็นการใบ้คำตอบให้แก่ผู้ร่วมเล่นและทริกอีกมากมายอย่าง การสร้างบุคลิก หลอกผู้คน การเปลี่ยนโฉมอย่างง่าย การสร้างภาพมายาโดยอาศัยสภาพแวดล้อม หลังจากวันนั้นตนก็ไม่ได้พบกับ ANSEL อีกเลย แต่ก็สามารถรู้ได้เลยว่า ANSEL ได้ติดต่อกับตนผ่านหน้าหนังสือพิมพ์โดยผ่านคดีฆาตกรรมรหัสลับ ซึ่งตนก็ได้ตอบโต้พูดคุยกับ ANSEL ไปเหมือนกันโดยผ่านหน้าหนังสือพิมพ์เช่นเดียวกัน

ทำไมต้องฆ่าคน
จากการวิเคราะห์ของกลุ่มคนที่เชื่อการมีอยู่ของ ANSEL ซึ่งส่วนใหญ่มักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ANSEL เป็นฉายาที่มอบให้จากรุ่นสู่รุ่น เช่น นาย A ชื่อ ANSEL หลังจากนั้นตั้งชื่อให้ลูกว่า ANSEL จูเนียร์ หลังจากนั้น ANSEL จูเนียร์เกิดหลงใหลได้ปลื้มกับผลงานของพ่อตัวเองจึงตัดคำว่าจูเนียร์ทิ้งสืบทอดฉายาของพ่อตนและฟูมฟักลูกของตนให้สืบเชื้อสายนี้ต่อไป แต่ข้อสันนิฐานนี้ถูกปัดตกไปเพราะส่วนใหญ่มักไม่เชื่อว่าพ่อคนไหนจะบ่มเพาะลูกตนให้เป็นฆาตกรต่อเนื่องหรือสร้างครอบครัวฆาตกรขึ้นมา

ข้อสันนิฐานที่น่าสนใจอีกข้อคือ ANSEL อาจเป็นชื่อองค์กรมือสังหารที่นำชื่อผู้นำหรือผู้ก่อตั้งมาใช้เป็นชื่อองค์กรเหมือนสัญญาลักษณ์เพื่อให้ผู้ว่าจ้างได้รับรู้แล้วว่า เป็นฝีมือของคนในองค์นี้ทำ โดยองค์กร ANSEL ขยายฐานไปหลายประเทศและรูปแบบการฆ่าจะเอื้ออำนวยต่อลักษณะภูมิประเทศและการสร้างสัญญาลักษณ์ประจำตัวขึ้นอย่าง อเมริกาคือทิ้งรหัสหลังจากสังหารเหยื่อเสร็จ บ้างก็โทรแจ้งตำรวจเลย (กวนตีนจริงๆ) หรืออังกฤษที่ใช้วิธีเขียนจดหมายถึงชื่อเช่นเดียวกัน ซึ่งไม่ว่าจะประเทศไหนก็ตามถึงแม้ลักษณะของ “สัญญาลักษณ์ของ ANSEL” จะแตกต่างกันแต่สิ่งที่เหมือนกันคือ พฤติกรรมการฆาตกรรมและการส่งสัญญาลักษณ์จะซ้ำๆ อยู่ตลอดไม่เปลี่ยนแปลง (สงสัยกลัวผู้ว่าจ้างจำไม่ได้คงคล้ายๆ การเปลี่ยนลายเซ็นมั้ง)

กรณีที่ ANSEL มีตัวตนจริงๆ และเป็นอมตะจริงๆ การฆ่าคนอาจเป็น “ข้อแลกเปลี่ยน” ที่ได้ทำสัญญาไว้กับปีศาจก็เป็นได้ เพราะจากประวัติศาสตร์มีร่องรอยการ “เกี่ยวโยง” ของ ANSEL กับฆาตกรที่ยังจับตัวไม่ได้หลายคนและที่สำคัญคือหลายยุค

มีความเห็นที่พูดถึง “ลูกศิษย์ของ ANSEL” อย่างกว้างขวางถ้านับตามบันทึกที่เป็นลายลักอักษรนับตามลักษณะคดีและคำสารภาพของฆาตกรโรคจิตบางส่วน ANSEL มีลูกศิษย์ประมาณ ๗ คนเป็นอย่างต่ำ และอย่างมากไม่เกิน ๓๑ คน มีโครงการพิสูจน์ความมีอยู่ของ ANSEL โดยการพยายามตีโจทย์รหัสจำนวนตัวเลขของเหยื่อที่คาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของ ANSEL ไปจนถึงตัวเองลูกศิษย์ด้วยว่าต้องสื่ออะไรให้แก่ประวัติศาสตร์ แต่โครงการนี้ก็ล้มเหลวไปเพราะตัวเลขที่ได้มานั้นไม่แน่นอน

นอสตราดามุสกับ Nosferatu ANSEL GAISERICตามที่ทราบกันว่านอสตราดามุสได้ทิ้งคำทำนายไว้ในโลกมากมาย มีทั้งเกิดขึ้นแล้วและยังไม่ได้เกิด แต่ในบันทึกของนอสตราดามุสได้พูดถึง ANSEL ด้วยเช่นกันเพียงแต่ไม่ได้ถูกบันทึกลงคำทำนาย เหมือนกันว่านอสตราดามุสได้เคยพูดคุยกับ ANSEL และเขียนถึงความประทับใจทีได้พบชายที่มีความเป็นอมตะ ว่ากันว่า ANSEL นี้เองที่สอนการล่วงรู้อนาคตด้วยการถอดจิตให้แก่นอสตราดามุส

การเดินทางทั่วโลก
ไม่มีใครสามารถยืนยันได้เลยว่า ANSEL เดินทางไปกี่ระเทศ ทั่วโลกหรือไม่และเคยมาเยี่ยมเยียนพี่ไทยไหม แต่ละแวกเอเชียที่ค่อนข้างเชื่อถือได้ว่า ANSEL เคยมาได้แก่ จีน, ออสเตรียเรีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี, พม่า, อินเดีย ซึ่งประเทศที่เขียนนี้มีเรื่องราวการมีอยู่ของ ANSEL ซึ่งมันยาวมากจะขอนำเสนอต่อในภาค ๒ (มีแบ่งเป็นประเทศๆ และการถูกพูดถึงของ ANSEL ผ่านปากบุคคลสำคัญในบางประเทศทั้งเชิงนัยยะและตรงๆ)

สิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็น Nosferatu ANSEL GAISERIC เหยื่อถูกสังหารด้วยของมีคมเท่านั้น (จะมีบ้างบางกรณีที่ถูกสังหารด้วยอาวุธอื่น แต่ได้ถูกวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญแล้วว่า น่าจะเป็นฝีมือของฆาตกรคนอื่น)

ANSEL ไม่ข่มขืน เพราะมีความสุขในการทรมานมากกว่า เหมือนกับว่าช่วงเวลาแห่งความกำหนัดนั้นไม่หรรษาไม่ตื่นเต้นเท่ากับการสังหารคน และระยะเวลาชั่วกัปชั่วกัลป์นั้นทำให้ความต้องการทางเพศลดน้อยลง (เหมือนกับอยู่มานานแล้วตายด้านน่ะ)

อวัยวะบางชิ้นของเหยื่อหายไปแบบไร้ร่องรอย และไม่ซ้ำกันซึ่งหากไม่สังเกตจริงๆ เหมือนหายด้วยสาเหตุอื่นเช่น ถูกกระหน่ำแทงด้วยของมีคมอย่างบ้าคลั่งจนเศษเนื้ออวัยวะกระเด็นหาย หรือเศษเนื้ออวัยวะหายไประหว่างการเคลื่อนย้ายศพ (ผู้เชี่ยวชาญได้วิเคราะห์ถึงลักษณะศพว่าหากรวบรวมอวัยวะที่หายไปจะสามารถสะสมได้เป็นคนหนึ่งคนพอดี แต่ใช้เวลาในการฆ่ายาวนานถึง ๕ – ๑๐ ปี อาจเป็นไปได้ว่าอาจเป็นหนึ่งในข้อแม้ในการทำพิธีกรรมที่ ANSEL ได้ทำสัญญากับปีศาจก็ได้)


ศาสดาแห่งวงการฆาตกรรม
แม้ในปัจจุบันร่องรอยของ ANSEL ก็หายไป เจือจางลงไป แต่สิ่งที่ละม้ายคล้ายฝีมือของ ANSEL ก็มีให้เห็นบ้างประปรายตามประเทศต่างๆ ที่เกิดการฆาตกรรมด้วยของมีคมและตามจับตัวฆาตกรไม่ได้ แต่สิ่งที่ ANSEL ทิ้งเอาไว้นั่นคือ “แรงบันดาลในฐานะตำนานฆาตกรผู้เป็นอมตะ” ที่มีความใกล้เคียงกับคำว่า “ปีศาจ” มากที่สุด ฆาตกรที่เห็นได้ชัดว่า ANSEL เป็นแรงบันดาลใจเช่น Charles Milles Manson, Gilles de Rais (เชื่อว่าได้สังเวยเด็กให้กับปีศาจตนเดียวกัน), Erzsabet Bathory (ว่ากันว่า ANSEL เป็นผู้ออกแบบอุปกรณ์ทรมานที่โด่งดังไปทั่วโลกอย่าง Iron Maiden), The Black Dahlia, The Zodiac Killer, Jack The Ripper, The Boston Strangler, The Green River Killer (อาจเป็นฉายาที่ ANSEL ใช้ในช่วงระยะเวลานั้น) ฯ

บุคคลที่อื่นที่ถูกเรียกว่าเป็นอมตะนอกจาก ANSEL แล้วยังมีผู้อื่นอีกที่ได้ชื่อว่าเป็นอมตะอย่างในประเทศอย่าง พระครูเทพโลกอุดร ในอังกฤษก็มีเรื่องราวของเหล่าผีดิบผีดูดเลือดแค่นั่นเป็นเพียงนิยายมากกว่า นอกจากนี้บุคคลที่เป็นอมตะยังมีอีกมากมายอย่างในตำนานปรัมปราทั่วโลก เช่น รามเกียรติ์ ทศกัณฑ์ ยักษ์ หนุมาน เทวดา โอ้ยยยยยยเพียบ หรือพวกสัตว์เทพอย่าง มังกร กิเลน เสือขาว เต่าดำ วิหคเพลิง แต่ที่มีการพิสูจน์และยืนยันแล้วว่าสิ่งมีชีวิตที่เป็นอมตะนั้นมีจริงๆ ก็มีอย่างแมงกะพรุนขนาดจิ๋วชื่อ Turritopsis nutricula เป็นต้น


ทุกวันนี้ก็ยังคงมีชีวิตอยู่????โดยส่วนตัวผู้เขียนก็อยากจะถาม ANSEL เหมือนกันว่าชีวิตอมตะมันดีตรงไหน มีความสุขไหมกับการได้เห็นโลกแปลงไปต่อหน้าต่อตา ความรู้มากมาย ประสบการณ์จริงที่สะสมมายาวนานได้ให้อะไรบ้าง เจ็บปวดไหมที่ได้เห็นคนรู้จัก คนที่เรารักตายไปตามอายุไข เบื่อไหมที่ต้องอยู่แบบไร้ตายเช่นนี้ เพราะโดยส่วนตัวแล้วแรกๆ ชีวิตอมตะคงจะสนุกสนานตื่นเต้นดี แต่มันคงน่าเบื่อมากหากร้อยปีผ่านไป พันปีผ่านไป หมื่นปีผ่านไป ทุกอย่างที่พอจะทำได้ก็ทำไปหมดแล้วและตอนนั้นจะมีชีวิตอมตะไปเพื่ออะไร และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ ANSEL หยุดการฆาตกรรมเอาไว้และหายเข้ากลีบเมฆจะมีเพืยง “ร่องรอย” ที่คล้ายๆ ฝีมือของ ANSEL ทิ้งไว้บ้างประปรายเท่านั้น ซึ่งก็มีการพูดถึงบทสรุปอีกเหมือนกันว่าเหตุที่ ANSEL หายไปเพราะเขาเบื่อหน่ายกับความตื่นเต้นในการฆ่าคนแล้ว บ้างก็บอกว่าไปบวชเป็นพระในลัทธิศาสนาเซ็น บ้างก็ว่าเร้นกายไปยังสถานที่เงียบสงบ แต่ความคิดเห็นที่สนับสนุนมากที่สุดคือ ANSEL มีชีวิตกลมกลืนปกติแถมมีการบอกด้วยว่า ANSEL เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลเล่นอินเตอร์เน็ตเหมือนคนทั่วๆ ไปในสังคมและออกฆ่าคนเพื่อกินวิญญาณตามที่ให้สัญญากับปีศาจเท่านั้น

ถ้า ANSEL ชอบเล่นเนตจริงๆ เจอบทความนี้ก็ส่งอีเมล์หาผมด้วยนะ ผมมีเรื่องอยากคุยกับคุณเยอะเลยล่ะ แต่อย่ามาหาที่บ้านนะครับ กูกลัวววววววว ๕๕๕๕๕

เรื่องน่าสนใจของ Nosferatu ANSEL GAISERIC

๑ ชื่อ GAISERIC ได้ถูกนำไปใช้เป็นตัวละครการ์ตูนเรื่องหนึ่ง แถมเป็นปีศาจอมตะเช่นเดียวกัน การ์ตูนชื่อ Berserk
๒ รูปประกอบผู้วาดเป็นนักเขียนการ์ตูนญี่ปุ่นที่ใช้นามแฝงว่า “อินาริ” ที่อ้างว่าได้เคยพบตัวจริงและพูดคุยกับแอนเชลโดยตรง
๓ Nosferatu เป็นคำที่ใช้เรียกของบุคคลที่เป็นอมตะ ฉะนั้นชื่อจริงๆ ของ ANSEL จะมี ๒ ชื่อนั่นคือ ANSEL GAISERIC ไม่ใช่ชื่อ Nosferatu ANSEL GAISERIC




 

Create Date : 01 เมษายน 2552    
Last Update : 1 เมษายน 2552 21:44:52 น.
Counter : 5180 Pageviews.  

นักชำแหละที่ไม่มีใครไม่รู้จัก Jack the ripper


ชื่อของชายคนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์อังกฤษ ที่ชาวอังกฤษและชาวโลกรู้จักกันดี
ชายคนนี้เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ก่อคดีสะเทือนขวัญมานับครั้งไม่ถ้วน กับหญิงโสเภณีในย่านสลัมของย่านลอนดอน ซึ่งผ่านมากว่าร้อยปีแล้ว

และมีหนังสือที่เกี่ยวกับแจ๊คออกมามากมาย ไม่เท่านั้น เพลง , เรื่องเล่า , ละครโอเปร่า
และภาพยนตร์ก็ยังเคยนำเรื่องราวของชายผู้นี้ไปสร้างกันหลายต่อหลายครั้ง

นับว่า แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ เป็นอาชญากรชื่อดังแห่งยุคหรือศตวรรษนั่นเลยทีเดียว
เป็นสัญญลักษณ์ของความน่ากลัวต่อชาวอังกฤษ จนถึงทุกวันนี้เมื่อนึกถึงชื่อนี้ขึ้นมา
(the man should not be named) ทำไมชื่อของ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ยังคงเป็นที่จดจำกันได้จนถึงทุกวันนี้ ?

คำตอบที่น่าจะกล่าวได้คือ ชายผู้นี้ยังไม่เคยโดนจับได้เลยตั้งแต่เขาก่อคดีสะเทือนขวัญผู้คนในลอนดอนมา ทั้งยังการฆ่าที่โหดเหี้ยมและน่าสยดสยอง ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าเหยื่อโดยการผ่าท้อง และลากเอาไส้มาแขวนไว้ที่เสาไฟฟ้า การแขวนศพเหยื่อไว้บนกำแพง ฯลฯ และที่สำคัญไม่มีข่าวรายงานเลยว่ามีคนที่เคยเห็นหน้าแจ๊คด้วยซ้ำไป กระทั่งผู้ที่อาศัยอยู่ละแวกใกล้ๆ แม้แต่ตอนที่แจ๊คลงมือยังแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรที่ผิดปกติเลย โดยเหยื่อนั้นเสียชีวิตจากการถูกของมีคมแทงหรือไม่ก็ชำแหละ คมมากจนถึงขนาดตัดกระดูกออกมาได้ บ้างก็กล่าวว่าแจ๊คนั้นเป็นหมอผ่าตัดบ้าง คนชำแหละเนื้อบ้าง และหักอกจากหญิงคนรักที่เป็นโสเภณี หรือเพียงผู้หญิงธรรมดา บ้างก็ว่าลูกชายของแจ๊คนั้นโดนโสเภณีหลอกจนกระทั่งต้องฆ่าตัวตาย เลยเป็นเหตุให้เขาก่อคดีเหล่านี้ คดีฆาตกรรมที่แก้ไม่ได้ของแจ๊คเดอะ ริปเปอร์ ทำเอาตำรวจทั้งลอนดอนปวดหัวเป็นการใหญ่ และพยายามสืบหาว่าเขาเป็นใครและทำการฆาตกรรมต่อหญิงโสเภณีไปเพื่ออะไร จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีการตั้งสมมติฐานและสืบจากหลักฐานที่บันทึกไว้อยู่ แต่ก็ยังไม่ได้เรื่องราวคืบหน้าอะไร

ตำนานเรื่องราวที่น่ากลัวนั้นเริ่มจากคืนหนึ่งในกรุงลอนดอน อากาศหนาวและหมอกลงหนาจัด
จนกระทั่งมีชายคนหนึ่งเดินแหวกสายหมอกออกมา พร้อมกับหญิงโสเภณีคนหนึ่ง
โดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองนั้นจะไม่มีโอกาสได้เห็นพรุ่งนี้อีกแล้วเมื่อมาอยู่ในอุ้งมือมัจจุราชของชายที่มาด้วยกัน
เมื่อถึงที่ลับตาคน แจ๊คก็เริ่มฆ่าเหยื่อด้วยมีดอย่างรวดเร็วและเงียบกริบ และจากไปโดยไม่มีใครล่วงรู้
อย่างหนึ่งที่ตำรวจและผู้เชี่ยวชาญกล่าวไว้ว่าเหตุผลที่แจ๊คลงมือนั้น แทบจะหาประเด็นมาอธิบายไม่ได้
ชายผู้นี้ลงมือด้วยความพอใจหรือ ? ลงมือด้วยความแค้นต่อ "ใคร" หรือ "อะไร" สักอย่าง
มาจนกระทั่งถึงเหยื่อรายสุดท้าย จากนั้น แจ๊คเดอะ ริปเปอร์ก็ได้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์คดีฆาตกรรม
โดยไม่เหลือร่องรอยอะไรทิ้งไว้ นอกจากตำนานการฆาตกรรมสยองขวัญ ที่ยังคงเป็นที่จดจำของชาวอังกฤษ
มาจนกระทั่งทุกวันนี้ ...


จุดเริ่มต้นของคืนสยอง
เรื่องราวการชำแหละอย่างสยดสยองที่ทำให้คนทั่วโลกกลัวกันจนตราบทุกวันนี้เกิดขึ้นเมื่อออ ค.ศ.๑๘๘๘ ในมหานครลอนดอน โดยเฉพาะประชาชนในย่านไวท์ ซาเบทและย่านอิสต์ เอนด์
ในขณะที่ประเทศอังกฤษนับว่าเป็นชนชาติที่รุ่งเรืองในอารยธรรมมากที่สุดในโลกขณะนั้น ลอนดอนเป็นเมืองหลวงที่มั่งคั่ง ยิ่งใหญ่ หรูหราที่สุด ชาวลอนดอนทุกคนต้องแต่งกายดี มีมารยาททางสังคมสูงส่งเป็นผู้ดีที่ใช้ชีวิตประจำวันราวกับลีลาพญาหงษ์
แต่ทว่า ในอีกด้านหนึ่งของนครอันศิวไลน์นั้นยังมีตรอก ซอก ซอย ที่อยู่ในจุดอับของความเจริญ ซึ่งชีวิตของคนในนั้นจะดูน่าสังเวช ไม่ผิดกับหนูในท่อ
เด็ก ๕ ขวบมักติดโรคตาย วัยรุ่นติดเหล้า เสพยามีสันดานเป็นโจรไพร่ พวกผู้หญิงวัยรุ่นจนถึงกลางคนจะยึดอาชีพค้าประเวณี ทำตนเปป็นหญิงแพศยา ทำให้รูปร่างเหี่ยว โทรม และแก่เกินวัย ทำให้พวกเธอตกเปปป็นเป้าสายตาของมนุษย์ที่เปรียบได้ดังอสูรร้าย ที่เกลียดชังพวกเธอ จนมันผู้นั้นต้องการให้เธอตายเสมือนไล่บี้แมลงสาบให้ไส้ทะลัก และตายอย่างไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

รายที่หนึ่ง เริ่มต้นในช่วงตี ๕ ของวันที่ ๗ สิงหาคม ค.ศ.๑๘๘๘ มีผู้เข้าแจ้งความตำรวจแล้วแจ้งว่า มีคนถูกฆ่าตายที่หน้าบ้านของเขา เมื่อตำรวจรุดเข้าไปสถานที่เกิดเหตุ ประจวบกับแสงแดดอ่อนยามเช้าส่องเข้าไป ทำให้เห็นสภาพศพที่ยับเยินของผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้คนแถบนั้นต่างรู้จักเธอ ว่าเธอคือ มาร์ธา เทอร์เนอร์ โสเภณีวัย ๓๕ ปี จากสภาพศพชันสูตรออกมาว่า เธอถูกจู่โจมข้างหลัง และฆาตกรได้เชือดคอเธออย่างทารุณ ก่อนที่จะจ้วงล้วงควงแทงเธออีกกว่า ๓๙ แผล เท่านั้นยังไม่พอใจในความวิปริต มันได้เฉือนเนื้อของเธอเป็นชิ้นโตๆ โปะไว้ตรงกองศพ ทว่า...การตายของเธอยังไม่ได้รับการสนใจพอ เพราะถือเป็นเรื่องปรกติ

รายที่ ๒ จากรายแรกผ่านไป ๒๔ วัน ชาวบ้านก็ต้องผวาอีกครั้ง เพราะครั้งนี้โหดเหี้ยมกว่าครั้งแรก ในคืนวันที่ ๓๑ สิงหาคม ย่านไวท์ ซาเบล............มีผู้พบศพแมรี่ แอนนี่ นิโคล"พริ้ตตี้ พอลลี่" วัย ๔๒ ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ ๒ ชั่วโมงเธอได้เดินควงคู่กับชายแปลกหน้าสวมหมวกทรงสูงหลบซ่อนอยู่ในมุมมืด ซึ่งชายผู้นั้นได้เลี้ยงเหล้าเธอ และพาเธอหายไปในความมืด
สันนิษฐานว่าฆาตกรได้ใช้มีดซึ่งผ่านการลับมาอย่างดี ปาดคอเธออย่างรวดเร็ว พอลลี่หมดสิทธิ์ร้อง เพราะหลอดลมของเธอถูกตัดกระจุย และเธอยังไม่ทันตายสนิท คมมีดถูกปักเข้าที่ท้องและชำแหละลากเอาไส้ของเธอออกมา ซึ่งตำรวจผู้ชันสูตรกล่าวว่า*คนร้ายมีความรู้ในด้านกายภาพยอดเยี่ยมมาก เขาน่าจะเป็นหมอก่อนเป็นฆาตกร*

รายที่ ๓ ห่างจากรายที่ ๒ เพียง ๗ วันเท่านั้น"ดาร์ก แอนนี่" หรือ แอนนี่ แชบแมน หญิงบริการผิวคล้ำซึ่งป่วยด้วยวัณโรค ถูกเชือดชำแหละในคืนวันที่ ๘ กันยายนในถนน ฮานเบอรี่ ๒ สองศพที่ผ่านมานั้นยังเทียบกับศพนี้มิได้ เพราะเธอถูกเชือดคอ ก่อนที่จะหั่นเนื้อของเธอเป็นชิ้นๆ และจบลงด้วยการแหวะท้อง ลากเครื่องในออกมากองไว้ข้างนอก
โดยชาวบ้านต่างพากันว่าเป็นฝีมือของตำรวจนั้นเอง เพราะเป็นพวกไม้เบื่อไม้เมากับโสเภณีเหล่านี้มานาน

รายที่ ๔ เช้าวันที่ ๓๐ กันยายน แถวๆ ดัทฟิลด์ ยารัต ตำรวจกำลังออกเวรได้พบขายาวๆ สวมถุงน่องชี้โด่ออกมาจากประตูโรงงาน
ศพนั้นรู้จักกันในนามของ"ลอง ลิซ"วัย ๔๕ ปี เหยื่อรายนี้ถูกขัดจังหวะก่อนที่จะชำแหละเสร็จ ฆาตกรจึงลงกับรายที่ ๕ ทันที อาจเป็นเพราะอารมณค้างน่ะครับ มือชำแหละได้ลงมือสังหารรายที่ ๕ ทันทีเป็นเวลา ๔๕ นาทีหลังจากพบศพของ"ลอง ลิซ"

รายที่ ๕ "เคต เคลลี่" อายุ ๔๓ ปีโดนเชือดเข้าที่ใบหน้า ตามตัวถูกกรัดด้วยและกระหน่ำแทงอย่างไร้ความปราณี ยังไม่พอ.......ฆาตกรตัดไตข้างซ้ายและอวัยวะอื่นๆ กลับบ้านไปด้วย และที่สำคัญ ครั้งนี้ฆาตกรมี Massage เลือดฝากถึงตำรวจด้วยว่า "อย่าโทษชาวยิว พวกนี้ไม่รู้เรื่อง" อันเป็นจุดพลิกผันของเรื่อง เพราะในขณะนั้น ชาวยิวซึ่งอพยบมาจากรัสเซียเกิดถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีส่วนรู้เห็นด้วยกัน ยิ่งทำให้ถูกเข้าใจผิดมากไปกว่าเดิมเสียอีก เพราะชาวยิวในยุคนั้นถูกข่มเหงรังแกจากชาวยุโรป ทำให้เกิดบ้าบอขึ้นมาและลงที่ผู้หญิงหากินก็ได้
ไม่นานนัก สำนักข่าวในย่านถนน ฟรีท สตรีท ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งมีใจความว่าดังนี้
"ท่านที่เคารพ...ผมคอยติดตามข่าวสารอยู่ตลอดเวลาว่าเมื่อไหร่เมื่อไหร่ตำรวจจะได้รู้และตามจับผมได้สักที แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ยังหาไม่พบ ผมขอบอกตามตรงว่า ผมขยะแขยงผู้หญิงบางจำพวก คอยดูสิ ผมจะฆ่าพวกมันให้ได้ครบรูร้อยเข็มขัดของผมเลยจะบอกให้ งานของผมนี่สนุกมากเลย ผมเก็บเลือดของพวกมันใส่เข้าไปปในขวดเอาไว้ใช้ต่างหมึกสำหรับเขียนมาถึงท่านนี่ไง อีกไม่นานท่านจะได้ข่าวคืบหน้าขึ้นมาอีก บางที่ผมอาจจะตัดหูของนังเวรพวกนี้ใส่ซองกับจดหมายด้วยลงชื่อ Jack the Ripper"
นี่เป็นครั้งแรกที่ชื่อของ Jack the Ripper ผุดขึ้นออกมาสู่โกภายนอกและรายสุดท้ายก็มาถึง

(อย่างที่ทราบๆ กันว่าแจ๊คได้ส่งจดหมายให้แก่ตำรวจ แล้ว ๓ เนื้อหาในจดหมายนั้นเนื้อหามีอะไรบ้างล่ะ?
จดหมาย "เจ้านายที่เคารพ"

จดหมาย "เจ้านายที่เคารพ" เป็นฉบับแรก ที่กล่าวถึง นามว่า "แจ๊ด เดอะ ริปเปอร์ เป็นจดหมายลงวันที่ ๒๘ กันยายน ๑๘๘๘ ไปยังสำนักข่าวเซ็นทรัล หลังจากฆาตกรรม แอนนี่ แซ็ปแมน ๑๗ วัน เขียนด้วยลายมือหมึกแดง มีข้อความดังนี้

๒๕ กันยายน ๑๘๘๘

เจ้านายที่เคารพ
ผมได้ยินอยู่เรื่อยว่าตำรวจจะจับผม แต่พวกเขายังหาตัวผมไม่ได้เลย ผมได้แต่หัวเราะเมื่อดูพวกเขาช่างฉลาดล้ำและคุยโวว่ากำลังตามตัวไปถูกทาง เรื่องตลกเกี่ยวกับ ผ้ากันเปื้อนหนัง ทำให้อดหัวเราะไม่ได้จริงๆ ผมอยากกำจัดพวกโสเภณีและผมไม่สามารถหยุดเชือดพวกหล่อนได้จนกว่าจะเอาพวกหล่อนมาคาดรอบพุง งานชิ้นสุดท้ายช่าง ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ผมไม่ให้โอกาสสุภาพสตรีผู้นั้นร้องแม้แต่แอะเดียวตำรวจจะจับผมได้อย่างไรกัน ผมรักงานของผมและอยากจะลงมืออีก ในไม่ช้า คุณ จะได้ยินเรื่องราวของผมอีก เล็กๆน้อยๆ เป็นงานอันสนุกของผม ผมอุส่าเกบเลือดไว้ในขวดเบียร์เพื่อเอาไว้ใช้เขียน แต่มันข้นเหมือนกาวผมเลยใช้มันไม่ได้ แค่หมึกแดงก็เพียงพอแล้วสำหรับผม ฮ่าๆๆๆ งานต่อไปของผมก็คือ ผมจะตัดหูของสุภาพสตรีส่งให้

(ด้านหลัง) เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อความสนุกน่ะ คุณว่าไหมขอให้เก็บจดหมายนี่ไว้ก่อน จนกว่าผมจะทำงานเล็กๆน้อยๆเสร็จก่อน แล้วค่อยส่งให้ตำรวจทันที มีดของผมคมมากและน่าใช้ จนผมต้องออกไปทำงานเดียวนี้ ขอให้โชคดี
ด้วยความจริงใจ
แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์


คงไม่ว่านะที่ผมจะใช้ยี่ห้อประจำตัว

ถัดลงมา ตรงมุมซ้ายของหน้ากระดาษ เขียนไว้ว่า

คงไม่ดีนักที่จะส่งจดหมายนี้ก่อนที่หมึกแดงจะหลดออกจากมือ โชคยังไม่มีเลย อ้อ พวกเขาว่าผมเป็นหมดด้วยล่ะฮ่า ๆ


ไปรษณีย์แจ็คจอมซ่า

วันเดียวกับเดียวกับการเกิดคดีฆาตกรรมสองครั้งซ้อน สำนักข่าวเซ็นทรั่ลได้รับไปรษณียบัตรเปื้อนเลือดสกปรก ไม่ลงวันที่ แต่ประทับตราต้นทางไว้ที่ ๑ ตุลาคม ลายมือและทำนองเหมือนฉบับแรกใจความว่า



ฉันไม่ได้เข้าประจบนายเก่าของฉันตอนหรอกน่ะ ที่ฉันให้รางวัลนี้แก่คุณเพิ่ม
คุณคงได้เห็นงานของแจ็คจอมซ่า เมื่อวานนี้ คราวนี้ฉันทำถึงสองงานซ้อนเชียวนะ งานแรกมีเสียงร้องออกมานิดหน่อย งานเลยไม่เสร็จเรียบร้อย ไม่มีเวลาตัดหูมาให้ตำรวจเลย ขอบคุณที่เก็บจดหมายฉบับก่อนไว้จนฉันทำงานอีกครั้ง

แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์



อย่างไรก็ตามคนเขียนไปรษณีย์บัตรนี้อาจไม่ใช้ฆาตกรก็ได้ เพราะอาจฟังข่าวในเช้าที่เกิดเหตุ และส่งถึงสำนักงานข่าวเซ็นทรัสเลยก็ได้

ปัจจุบันไปรษณีย์ของจริงนี้สูญหายอย่างลึกลับ ไม่มีใครได้พบเห็นไปรษณีย์บัตรฉบับนั้นอีกเลย


จากนรก

วันอังคารที่ ๑๖ ตุลาคม ๑๘๘๘ จ๊อร์จ เอคิ่น ลัสก์ ประธานกรรมการป้องกันภัยของไวท์แช็พเพลได้รับพัสดุกล่องเล็กๆ ห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาล เมื่อเขาเปิดออกดเขาตกตะลึงเมื่อพบ......

ไตครึ่งซีกส่งกลิ่นเหม็นมันถูกตัดแบ่งเป็นทางยาว มีจดหมายแนบใจความว่า


จากนรก

มิสเตอร์ลัสก์

ท่านที่เคารพ

ผมได้ส่งครึ่งหนึ่งของไตที่เอามาจากผู้หญิงคนหนี่งและเก็บรักษาแบ่งให้คุณ ส่วนอีกส่วนได้ทอดและกินไปแล้ว มันช่างอร่อยมาก ผมจะส่งมีดเปื้อนเลือดที่หั่นมันออกมา ถ้าคุณรออีกสักพัก

ลงชื่อ จับฉันเลยเมื่อ

คุณสามารถจับได้
มิสเตอร์ลัสก์



แต่เขาเก็บเรื่องนี้เอาไว้และบอกสมาชิกในคณะเช้ารุ่งขึ้น

และจากการตรวจสอบก็พบว่ามันเป็นไตของคนจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าเจ้าของใดเป็นใครกันแน่ อาจเป็นศพที่โรงบาลแพทย์ หรือ อาจเป็นไตจากศพของนางคัทรีนที่ศพพบว่าไตหายได้สูญหายไป)


รายสุดท้าย แมรี่ เจน แคลลี่ ถูกฆ่าเมื่อวันที่ ๙ พฤษจิกายน ๑๘๘๘ เธอน่าสงสารที่สุด เพราะด้วยวัยเพียง ๒๔ ปี และหน้าตาที่สวยไม่ใช่เล่น ซึ่งผิดกับครั้งที่ผ่านมาเพราะที่ผ่านมาเป็นผู้หญิงแก่ๆ ร่างกายทรุดโทรม
เคลลี่ เป็นสาวสวยผมบลอนด์ เคยทำงานในราชสำนักของอังกกษ เป็นพี่เลี้ยงให้ทารกสาวน้องให้แก่เจ้าชาย อัลเบิร์ต วิคเตอร์ แต่เธอถูกจับได้ว่าทำงานพิเศษเป็นโสเภณี จึงถูกไล่ออก และเข้ามาอาศัยในมิลเลอร์คอร์ด และเธอค้างค่าเช่าห้องประจำ
ผู้ชายคนสุดท้ายก่อนที่เธอจะตายคือ จอร์ซ ฮัทซิ่งสัน ผู้ที่เธอไปของเน แต่เขาไม่ให้ เธอจึงผละออกไปหาชายผู้สวมหมวกยาวสีดำ ผอมสูง
และนั่นคืออครั้งสุดท้ายที่เธอมีชีวิตอยู่..................
เช้าวันที่ ๙ เคลลี่ถูกพบเป็นศพอยู่ในห้องเช่า เพราะคอที่บอบบางของเธอถูกปาดจนเกือบขาด เนื้อถูกแล่เป็นริ้วๆ จนเหลือแต่กระดูกขาวเว่อร์ ท้องถูกผ่าแหวะออก ตับและไส้ถูกกองออกมาระหว่างเท้าสองข้าง

รู้สึกว่าเคลลี่จะเป็นรายสุดท้ายนะครับ เพราะว่าแจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์ จะหยุดทำการแล้ว เพราะไม่มีศพรายไหนที่เป็นแนวชำแหละแบบ แจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์ อีกเลย เสมือนกับว่าเขาหายไปอย่างกระทันหันเลย
สำหรับในเรื่องโคนัน ที่นิ้วนาง เป็นนิ้วที่เล็กกว่านิ้วอื่น เพราะแหวนที่สวมตั้งแต่เด็ก ที่ฆ่าแต่ผู้หญิง เพราะแม่ที่ทอดทิ้งตัวเองตั้งแต่เด็ก ในเรื่องโคนัน คนที่เป็น Jack the Ripper เป็นผู้หญิง

เหอ...เหอ...เหอ...จู่ๆ ก็เลยเถิดไปการ์ตูนเลย อาจเป็นเพราะว่าเขามีหลักและเหตุผลในการเขียนถึงก็ได้นะครับ ต่อไปกระผมขอกล่าวถึงขอสันนิษฐานของเอกลักษณ์ประจำตนของแจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์ ซึ่งพยานปากเอกทั้งเจ้าของร้านอาหารที่หญิงเหล่านั้นเข้าไปก่อนตายและหญิงบริการที่เป็นเพื่อนของผู้เคราะห์ร้ายได้ให้ปากคำพอจะรวบรวมข้อสันนิษฐานได้ดังนี้ครับ


๑.แจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์ เป็นคนที่ถนัดซ้าย คำยืนยันนี้เป็นของตำรวจที่ต้องกล้ำกลืนฝืนตนเข้าไปคุ้ยเขี่ย เอ้ย ชันสูตรซากศพที่เกิดจากฝีมือของเจ้าแจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์
๒.แจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์ เป็นคนรูปร่างผอง สูง ผิวเผือดซีด
๓.เขามีหนวดซึ่งผ่านการคลิบแต่งอย่างดี
๔.เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีดำ หมวกดำทรงสูง หลุบหน้า
๕.ท่าทางดูเป็นผู้ดี แต่อาจรู้จักย่านอีสต์ เอนด์แทบทุกซอกทุกมุม และบางที่ อาจจะรู้ทางมากกว่าตำรวจท้องถิ่นก็เป็นได้
๖.ท่าทางความกระฉับกระเฉง บ่งบอกถึงความเป็นหนุ่มเป็นแน่นแน่นอน มิใช่คนเเก่ มิฉะนั้นการชำแหละอาจจะต้องเกิดความติดขัดได้(ฮา) นอกจากนั้นยังปราดเปรียว ค่อนข้างมีเสน่ห์
๗.มีความรู้สูงโดยพิสูจน์จากกายวิภาค และการใช้ภาษาในการเขียนจดหมาย ซึ่งรายมือสวยพอๆ กับสะบัดสำนวนที่เขียนจดหมายเข้ามา


และแล้ว รายชื่อผู้น่าสงสัยถูกเปิดออกมา ๑๐ ราย ซึ่งเขาแต่ละคนนั้นประวัติก็ดี้ดีซะเหลือเกินนะครับ เรามาดูกันดีกว่าครับ (สั้นๆ)

๑.เจ้าชาย อัลเบิร์ต วิคเตอร์,ดยุคแห่งคลาเรนซ์ ซึ่งทรงเป็นพระราชนัดดาของสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย และพระองค์ถูกสงสัยไม่ใช่เรื่องอื่นไกล เพราะพระอุปนิสัยเสียจนถึงกับเสียมากนี่เอง เพราะทรงเจ้าชู้ ชอบสำส่อนกับโสเภณีในย่านสลัมจนกระทั่งพระองค์ได้ให้กำเนิดทารกจากโสเภณี ซึ่งแมรี่ เจน เคลลี่ (เหยื่อรายสุดท้าย) เลี้ยง แต่พระองค์จับได้ว่า หล่อนมีอาชีพเสริมคือค้าประเวณี จึงถูกไล่ออก จนเคลลี่ประกาศจะแบล็คเมล์โดยรวมกลุ่มกับโสเภณีทั้งหลาย(ก็เหยื่อที่ถูกแจ็คเดอะ ริ้ปเปอร์ฆ่าตาย) ทางราชสำนักจึงมีบัญชาให้เก็บผู้หญิงแพศยานี้เพื่อปกป้องเกียติยศแห่งราชสกุล

๒.เซอร์ วิลเลียม กัลล์ แพทย์ประจำพระราชสำนัก ซึ่งอาจได้รับบัญชามาจากสมเด็จพระบรมราชินีนาถ วิคตอเรียให้มาจัดการแทนก็ได้ แต่หลังจากที่เเมรี่ เจน แคลลี่ตาย ๒ ปี เขาก็เป็นบ้าแล้วถูกจังในโรงพยาบาลโรคจิตลอนดอน

๓.โจเซพ บาร์เน็ต ซึ่งเขาคือสามีของแมรี่ เจน แคลลี่นั้นเออง เหตุผลอาจเพราะเขาต้องการเชือดไก่ให้ลิงดู เพราะเคลลี่ ชอบทอดกายให้คนอื่นที่ไม่ใช่เขาเชยชม เขาจึงฆ่าคนอื่นเพื่อให้หล่อนเลิกทำอาชีพ แต่หล่อนไม่หยุด เขาจึงตัดสินใจลงมือสังหารหล่อนเสียเอง แต่ไม่มีหลักฐานมัดตัวเขา

๔.มองตากู จอร์น ดรูอิต เนติบันฑิตผู้สติไม่สมประกอบ มีความปราดเปรืองและรูปร่างที่ผอมสูงตรงกับบุคลิคของแจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์ แต่เขากระโดน้ำตายก่อนที่แมรี่ เจน แคลลี่จะถูกสังหารทำให้ความคิดนี้ตกไป

๕.แอรอน โควิส โคเฮน เป็นคนที่หัวหน้าตำรวจ เซอร์โรเบิร์ต แอนเดอร์สันสงสัยที่สุด เพราะเขาเป็นช่างทำรองเท้าซึ่งโรคจิต เพราะถูฝึกให้ฆ่าสัตว์ตามประเพณีของชาวยิวบ่อยๆ และเขาเคยถูกจับทุกครั้งเมื่อมีการพบศพ แต่ก็ถูกปล่ออยตัวไปทุกครั้ง

๖.โธมัส เฮย์เนส คัทบุช ผู้เป็นโรคประสาทและทำอะไรโดยที่ตนไม่รู้ตัว และเคยฆ่าผู้หญิงที่ชื่อฟรอเลนซ์ จอนสัน

๗.จอร์จ เซปเมน ชายชาวโปแลนด์ผู้ชอบในการผ่าศพ เพราะเคยเป็นลูกมือให้หมอผ่าศพมาก่อน เขาเคยต้องคดีฆ่าตัดคอหญิงคนหนึ่งและในขณะที่คดีของแจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์ ปรากฎแล้วปรากฎเล่า เขาทำงานเป็นช่างตัดผมในย่านไวท์ ซาเบท และในปี ๑๘๙๕ เขาถูกจัในข้อหาวางยาพิษผู้หญิงที่ทำงานในร้านอาหาร และขณะที่ถูกจับ เขายิ้มและหันมาพูดแสดงความยินดีกับตำรวจว่า
"ขอแสดงความยินดี คุณจับ แจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์ ได้แล้ว"

๘.ดร.อเล็กซานเดอร์ เปตาเคนโก เขาเป็นหมอในคลีนิคย่านอิสต์ เอนด์ ซึ่งหมอคนนี้พฤติกรรมดีมาก เคยเชือดคอหญิงโสเภณีจนเกือบขาดมาแล้ว หลังจากที่แมรี่ เจน เคลลี่ถูกสังหาร เขาก็เดินทางกลับรัสเซีย และเผลอไปฆ่าหญิงอีกหนึงคนจนต้องเข้าโรงพยาบาลโรคจิต

๙.ดร.โธมัส นิลส์ ครีม เป็นผู้ต้องคดี ฆ่าโสเถณีไป ๔ ศพ เขาถูกตัดสินประหารชีวติด้วยการแขวนคอ แต่...........
คำพูดที่ทำให้คนนับหมื่นในขณะนั้นตะลึงก่อนที่เชือกจะตึงเพราะประตูกลใต้เท้าเปิดออก เขาได้ตะโกนว่า "I am Jack the........"
มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่

๑๐.โรเบิร์ต คอนสตัน สตีเฟนสัน ลูกชายเจ้าของโรงงานน้ำมันพืชในมณฑลยอร์คเซียร์ ขี้เมาหยำเป ขี้โม้ที่หนึ่ง และชอบใช้ชื่อของดร.รอสลินติ"ออนสตัน และชอบเดินไปในย่านไวท์ ซาเบทในช่วงที่เกิดฆาตกรรมขึ้น

แต่ยังไงก็ตาม ท่านอาจไม่ทราบว่า ความตายนั้นเจ็บปวดเพียงใด แต่.....ความสำคัญของความตายคือ อุปสงค์ที่ทำให้เกิดความตาย บางท่านตายเพราะโรคภัยไข้เจ็บ บางท่านตายเพราะชราภาพ บางท่านประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต และอุปสงค์ที่ทำให้เกิดความตายนั่นคือ"เพื่อนมนุษย์"ด้วยกันเอง ซึ่งอาจฆ่ากันด้วยวิธีต่างๆ เช่นปืนผาหน้าไม้ โป้งเดียวอาจตายโดยไม่ทันรู้สึกเจ็บปวด แต่..............
มีด ที่ แจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์ใช้สังหารนั้นไม่สามารถฆ่าคนให้ตายในทันที เขาเหล่านั้นจะต้องทนทุกข์ทรมารจากการกระทำของแจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์ ต้องเหลือบเห็นท้องที่ถูกกรีดออกมา อย่าลืมครับเพราะช่วงท้องของเรานั้นไม่มีจุดที่ทำให้ตายได้ ทำให้ยิ่งทรมารเข้าไปใหญ่


ข้อมูลจากต่วยตูน


แล้วตกลงแจ๊คคือใคร?น่าแปลกทั้งๆ ที่โลกนี้มีฆาตกรปริศนาที่ฆ่าคนโหดกว่าแจ๊คมากมายหลายรายนัก แต่ทำไมแจ๊คถึงดัง และคนอื่นถึงรู้จักแต่แจ๊ค ทั้งๆ ที่แจ๊คไม่ใช้ฆาตกรต่อเนื่องคนแรกของโลก และไม่ใช้ฆาตกรปริศนาคนแรกของโลกอีก

นั้นเป็นเพราะสื่อครับ

ช่วงที่แจ๊คอาละวาดเริ่มจาก ๓๑ สิงหาคม ๑๘๘๘ ช่วงนั้นสก็อตแลนด์ยาร์ดถือว่าเป็นองค์กรที่เจริญรุ่งเรื่องและขี้โม้สุดๆ ในตอนนั้น จากคดีหมอคลิปเปนฆ่าหั่นศพเมีย องค์กรนี้มีชื่อเสียงทันที พวกเขามักออกมาโม้ว่า อิๆ พวกกระผมนะมีทีมงานมีคุณภาพ มีเทคโนโลยี เวลาสืบสวนแต่ละทีต้องละเอียดยิบ ต่อให้ฆาตกรจะฆ่าใครโดยไม่ทิ้งหลักฐาน พวกกระผมก็ลากฆาตกรลงโทษจงได้

และพอเกิดคดีแจ๊คขึ้นขึ้นมา สื่อที่หมั่นไส้องค์กรตำรวจสก็อตแลนด์ยาร์ดอยู่แล้วเริ่มยิ้มถึงความล้มเหลวขององค์กรนี้ และก็เริ่มเดือด เมื่อตำรวจอังกฤษไร้น้ำยาปล่อยฆาตกรฆ่าคนไปหลายราย สื่อเริ่มประโคมข่าว และเริ่มกระจายข่าวไปทั่วโลก และชื่อของแจ๊คเริ่มโด่งดังต่อมาเมื่อมีจดหมายส่งมาถึงผู้สื่อข่าว

อีกทั้งคดีนี้มีการสืบสวนพลาดค่อนข้างเยอะ และไม่รู้เพราะอะไรตำรวจไม่ใช้พยานวัตถุที่สำคัญคือรอยนิ้วมือมาประกอบการสอบสวนเลยสักครั้ง

จนคดีจบลง ปริศนาก็เป็นปริศนาตลอดกาล

กระทั้งปัจจุบัน ก็ยังมีคำถามที่ว่าแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์นั้นแท้จริงเป็นใคร

แน่นอนวันนี้ผมมีคำตอบครับ

ครั้งที่แล้วผมเคยเขียนว่าแจ๊คเป็นนักวาดภาพใช่เปล่าครับ แต่นั้นเป็นเพียงการสันนิษฐานว่าเขาเป็นคนเขียนจดหมาย “จากนรก” ซึ่งไม่ได้หมายถึงเขาเป็นฆาตกรสักหน่อย ซึ่งคราวนี้ผมมีข้อมูลใหม่กว่านั้น

แม้คดีของแจ๊คจะจบลงมาตั้งแต่ ปี ค.ศ. ๑๘๙๒ นานแล้ว แต่ใช่ว่าหลายๆ คนจะไม่หยุดการสอบสวนนะครับ เพราะยังมีผู้สนใจซึ่งเรียกตนเองว่า “นักริปเปอร์วิทยา” และผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรม รวมไปถึง สก็อตแลนด์ยาร์ดที่ล้มเหลวยังคงสืบสวนคดีไม่รู้จักหยุดหย่อน

จนกระทั้งเวลาผ่านไป ๑๒๐ ปี ปลายปี ค.ศ. ๒๐๐๖ สก็อตแลนด์ยาร์ดก็เปิดเผยโฉมหน้าของแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ในที่สุด

ภาพนี้สก็อตแลนด์ยาร์ดไม่ได้โม้เอาเองนะครับ (เขาบอกไว้อย่างนั้น) เพื่อกว่าจะทำแบบนี้มา เขาต้องประมวลจากหลักฐานเก่า มาอิงกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นอายุรเวช นักประวัติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาชญากรรม ตำรวจ ฯลฯ และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เรียกว่า อี-ฟิต หรือชื่อเต็มคือ เทคนิคการพิสูจน์ใบหน้าแยกแยะด้วยระบบอิเล็คทรอนิค (The Electronic Facial Identification Technigue) ซึ่งจะเสก็ตภาพออกมาจากการประมวลคำให้การของพยาน ซึ่งสก็อตแลนด์ยาร์ดใช้ข้อมูลจากพยาน ๑๓ ราย ที่เคยและคาดว่าจะเห็นฆาตกรรายนี้เมื่อ ค.ศ. ๑๘๘๘ (การเปิดเผยหน้าแจ๊คครั้งนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดข่าวด้านวิทยาศาสตร์ประจำปี ค.ศ. ๒๐๐๖)

จนได้รูปฆาตกรคนนี้ขึ้นมา ด้วยรูปลักษณ์เป็นชายอายุ ๒๕-๓๕ ปี สูง ๕ ฟุต ๕ นิ้ว ถึง ๕ ฟุต ๗ นิ้ว ผมสีดำหวีรวบไปด้านหลัง คิ้วหนา ไว้หนวด โหนกแก้มสูง เบ้าตาลึก คางเหลี่ยม หน้าตายี่ห้อมหาโจรชัดๆ

ถามว่าข้อมูลนี้เชื่อถือได้แค่ไหน

.....................(เงียบ)

เออ............(สก็อตแลนด์ยาร์ดไม่ตอบ) ผมขอตอบเองก็ไม่ค่อยน่าเชื่อถือแหละครับ เพราะแม้จะมีคนให้ปากคำมากมายว่าเห็นแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ แต่ส่วนใหญ่มีแต่คนบอกว่า “น่าจะเห็น”, “เคยเห็น”,”หรือแค่ผ่านๆ” แต่ไม่เคยมีใครสักคนเห็นจะๆ จังๆ ซึ่งนอกจากเหยื่อละมั้งที่เห็นเขาแบบเต็มๆ

แต่ก็ก็มีพยานคนหนึ่งนะครับที่เห็นแจ๊คแบบจังๆ อยู่แล้วไม่ได้ถูกฆ่าตาย น่าจะเป็นวิลเลียม สมิธ ตำรวจสายตรวจเมื่อ ๑๒๐ ปีก่อน

ในวันที่ ๓๐ กันยายน ค.ศ. ๑๘๘๘ สมิธเห็นชายหญิงคู่หนึ่งอยู่ด้วยกันหลังเที่ยงคืนเล็กน้อย และอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมาผู้หญิงคนที่พบก็กลายเป็นศพที่ ๓ ของแจ๊ค โดยชายที่สิธเห็นนั้น สูงราวๆ ๕ ฟุต ๗ นิ้ว ไว้หนวดเรียวเล็ก ผิวคล้ำ ซึ่งสอดคล้องกับคอมพิวเตอร์ประมวลผลในปัจจุบัน

ส่วนเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับตัวแจ๊ค ก็มีคนออกมาเสนอความเห็นอีกเช่นกัน โดยนายคิม รอสโม ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิประเทศบอกว่าเขาใช้เทคนิคอย่างหนึ่ง นำสถานที่เกิดเหตุแต่ละครั้งบวกกับรายงานที่มีพยานพบเห็นมาประเมินว่า ฆาตกรน่าจะอยู่ที่ไหน ผลออกมาคือ ฆาตกรรายนี้น่าจะพักอาศัยในอาณาเขตไม่เกิน ๑ ตารางไมล์จากสถานที่เกิดเหตุ และมีการวิเคราะห์พันธงอีกว่า ฆาตกรนี้อยู่บนถนนฟลาวเวอร์ หรือถนนดีน ซึ่งห่างจุดเกิดเหตุแต่ละครั้งราวๆ ไม่เกิน ๑๐๐ หลา

และสองถนนนี้เอง ตำรวจเมื่อ ๑๒๐ ปีก่อนก็เคยเคาะประตูบ้านสอบถามเรื่องราวและตามล่าผู้ต้องสงสัยมาแล้ว แต่ต้องกลับบ้านมือเปล่าไปเพราะไม่ได้อะไรสักอย่าง

และเมื่อหน้าฆาตกรบวกกับที่อยู่แล้วผลคือเราได้ชื่อตัวฆาตกรครับ

เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม มีการเปิดเผยหลักฐานชิ้นสำคัญที่ถูกปกปิดหลายปี นั้นคือบันทึกส่วนตัวของโดนัลด์ ซุทเธอร์แลนด์ สอวนสัน สารวัตรใหญ่ประจำหน่วยสืบสวนคดีอาชญากรรม สก็อตแลนด์ยาร์ดผู้รับผิดชอบคดีนี้นับตั้งแต่วันเกิดเหตุ

ทายาทของสวอนสันตัดสินใจมอบบันทึกนี้ให้พิพิธภัณฑ์อาชญากรรมของสก็อตแลนด์ยาร์ดโดยบันทึกนี้เขียนด้วยมือของสวอนสันเองหลักจากเกษียณอายุราชการแล้ว แต่ยังกังวลและคาใจคดีนี้ไม่ลงเลยเขียนบันทึกนี้ไว้เพื่อเพื่อให้คนรุ่นหลังได้อ่านเพื่อหาความจริงต่อไป

ซึ่งในนั้นเขาบอกชื่อฆาตกรที่เขาคิดว่าเป็น “แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์” อีกด้วย

บันทึกนี้ระบุว่าฆาตกรคนนั้นชื่อ อารอน โคสมินสกี้ เป็นช่างตัดผมชาวยิวที่อาศัยในเขตไวท์แซฟเพลย่านที่เกิดเหตุนั้นเอง

สำหรับนาย อารอน โคสมินสกี้ นี้มีการชี้ตัวอย่างลับๆ ของพยานคนหนึ่งที่อ้างว่าเห็นตัวฆาตกร แต่พยานคนนี้ไม่ยอมร่วมมือกับราชการเท่าไหร่เพราะไม่อยากชื่อว่าเป็นคนทรยศเพื่อนร่วมชาติ (พยานเป็นคนยิวเหมือนกัน)

อย่างไรก็ตาม ในการร่วมมือแบบไม่เปิดเผยนั้น ตำรวจพาพยานไปชี้ตัว โดยนายโคสมินสกี้ไปรวมกับคนอื่นๆ ซึ่งพยานสามารถชี้ตัวได้ถูกต้อง หลักจากนั้นตำรวจก็จับตามองโคสมินสกี้ตลอด แต่ตอนนั้นนายนั้นดันเกิดอาการโรคจิตกำเริบ จนถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลรักษาอาการ

งานนี้หลานของสวอนสัน คือเนวิลล์ สวอนสัน บอกว่าคุณปู่มั่นใจเลยว่านายโคสมินสกี้เป็นฆาตกรแน่นอน แต่มีเหตุผลบางอย่างที่ไม่สามารถจับกุมเขาได้ (อิทธิพล?)

ความเห็นของสวอนสันนั้นก็สอดคล้องกับเจ้านายเขาเหมือนกัน คือเซอร์โรเบิร์ต แอนเดอร์สัน เขาก็เขียนบันทึกเหมือนกันว่า สงสัยนายโคสมินสกี้เหมือนกัน

อันที่จริงชื่อของโคสมินสกี้ไม่ใช้เพิ่งจะโผล่ออกมา แต่เป็นชื่อต้นๆ ที่เคยถูกอ้างมาก่อนโดยเจ้าหน้าที่เซอร์เมลวิลล์ แม็กนักห์ แต่เขาเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับสองเพราะเขาสนใจนายมองตากู จอห์น ดรูอิทท์ ว่าน่าจะเป็นแจ๊คมากกว่า

แต่โคสมินสกี้จะเป็นแจ๊ค หรือไม่นั้นไม่มีใครตอบได้ เพราะตอนนี้เจ้าตัวลาโลกไปนานแล้วจะเชิญมาสอบปากคำคงต้องขึ้นคนทรงเจ้าแหละ แถมแม้มีการเปิดเผยเรื่องมากขึ้น แต่ปริศนาก็คือปริศนา เพราะมีคนบางคนนำเสนอว่าบางที่แจ๊คนั้นไม่ได้มีคนเดียว แต่มันมีสองคนขึ้นไปดำเนินการต่างหาก

นายเทรเวอร์ แมริออต อดีตนายตำรวจอังกฤษทุ่มเทเวลากว่า ๑๐ ปี ในการศึกษาสำนวนคดีแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ และประกาศว่า “ไม่มีทางเลยที่ฆาตกรผู้นี้จะทำงานได้โดยลำพังเพียงคนเดียว”

เขาว่าจำนวนเหยื่อของแจ๊คนั้นไม่ทราบแน่ชัดว่ามีกี่รายกันแน่ บางคนบอกว่ามีกว่า ๑๐ ราย แต่เท่าที่นักริปเปอร์วิทยาทั้งหลายลงความเห็นว่าแท้จริงมีเหยื่อแค่ ๕ รายเท่านั้นโดยนับจากรายแรกตั้งแต่สิ้นเดือนสิงหาคม ค.ศ.๑๘๘๘

แต่สิ่งที่แมริออตสะดุดใจมากคือ เหยื่อรายที่ ๓ และ ๔ เพราะเกิดเหตุในคืนเดียวแต่สถานที่กันซึ่งมีระยะห่างกันเพียง ๑๒ นาที ทำให้มีการคาดว่าน่าจะมีการแยกกันลงมือเพราะในเวลาที่น้อยขนาดนี้ ไม่น่าจะมีใครว่องไวพอขนาดทำงานได้ ๒ ศพ ในเวลาไล่เลี่ยงขนาดนี้

บางทีโคสมินสกี้อาจร่วมมือกับใครคนหนึ่งหรืออาจเป็นองค์กร สมาคม หรือใครสักคนที่มีอิทธิยิ่งใหญ่ในอังกฤษ เขาอาจได้ค่าจ้างร่วมมือกันฆ่าโสเภณีทั้ง ๕ โดยมีวัตถุประสงค์บางอย่างซึ่งเราก็ไม่ทราบได้

เรียงลำดับคดีแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์

· ๓๑ สิงหาคม ค.ศ.๑๘๘๘ ฆาตกรรมเหยื่อรายแรก

· ๘ กันยายน ค.ศ.๑๘๘๘ ฆาตกรรมเหยื่อรายที่สอง

· ๒๕ กันยายน ค.ศ.๑๘๘๘ จดหมายส่งถึงสำนักงานเซ็นทรัล ลงนาม “แจ๊คค เดอะ ริปเปอร์”

· ๓๐ กันยายน ค.ศ.๑๘๘๘ ฆาตกรรมเหยื่อรายที่สามกับสี่ในเวลาไล่เลี่ยกัน

· ๑ ตุลาคม ค.ศ.๑๘๘๘ ไปรษณีย์บัตร์ “แจ๊คจอมซ่าส์”ถึงสำนักข่าวเดิม

· ๑๖ ตุลาคม ค.ศ.๑๘๘๘ พัสดุลงชื่อ “จากนรก” ส่งไตครึ่งซีก ไปให้จอร์ชประธานคระกรรมการป้องกันภัยไวท์แซพเพล

· ๙ พฤศจิกายน ค.ศ.๑๘๘๘ เหยื่อรายที่ห้าคาดว่าเป็นรายสุดท้าย

· ๓๑ ธันวาคม ค.ศ.๑๘๘๘ พบศพมองตากู จอห์น ดรูอิทท์ หนึ่งในผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแจ๊คจมน้ำตาย สันนิษฐานว่าเป็นการฆ่าตัวตาย

· ค.ศ.๑๘๙๐ อารอน โคสมินสกี้ ผู้ส่งเข้าโรงพยาบาลโรคจิตและเสียชีวิตในปี ค.ศ.๑๙๑๙

· ค.ศ.๑๘๙๒ ปิดคดีแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ โดยหาผู้กำระทำความผิดไม่เจอ

· ค.ศ.๑๘๙๔ เซอร์เมลวิลล์ แมคนักห์เต็นเขียนบันทึกร่ายยาวแบบลับๆ ว่า เขาสงสัยมองตากู จอห์น ดรูอิทท์

· ค.ศ.๑๙๐๑ มีการสันนิษฐานว่าจดหมายและพัสดุที่ส่งมาเป็นของปลอมทำขึ้นโดยฝีมือของนักข่าว

· ค.ศ.๒๐๐๖ สก็อตแลนด์ยาร์ดเปิดเผยโฉมหน้า แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

ฝีมือของแจ๊คจริงเหรอ?

หลังจากคดีฆาตกรรมเหยื่อรายสุดท้าย(?) แมรี่ เจน ก็เกิดคดีที่คล้ายๆ กับแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ อีกจำนวนมาก แต่หลายฝ่ายไม่ยอมรับว่าเป็นแจ๊ค เนื่องจากการลงมือ และวิธีการไม่เหมือนกัน เช่น บาดแผลไม่ฉกรรจ์มาก

- แฟรี่ เฟย์ ๒๖ ธันวาคม ๑๘๘๗ ถูกตอกด้วยลิ่มที่ท้อง

- อานี่ มิลวู้ด ๒๕ กุมภาพันธ์ ๑๘๘๘ ถูกแทงที่ท้องและขาหลายครั้ง เธอไม่ตายทันทีแต่ก็เสียชีวิตหลังจากออกจากโรงพยาบาลในเดือนถัดมา

- เอย์ด้า วิลสัน ๒๘ มีนาคม ๑๘๘๘ ถูกแทงที่คอ ๒ ครั้งแต่รอดมาได้

- เอม่า อลิซาเบธ สมิธ ๓ เมษายน ๑๘๘๘ ถูกทุบด้วยของแข็งที่ท้อง หากมีแรงเดินกลับบ้านเอง เธอให้การว่าถูกแกงค์เด็กวัยรุ่นทำร้ายและเสียชีวิตในอีก ๒ วันให้หลังที่โรงพยาบาล

- มาร์ธา ทาบลัม ๗ สิงหาคม ๑๘๘๘ ถูกแทง ๓๙ ครั้ง มองจากลักษณะคดีและสถานที่แล้วมีความคล้ายคลึงกับแจ๊คมาก แต่เนื่องจากเหยื่อถูกแทงไม่ใช่ปาดคอ จึงถูกแยกไปต่างหาก

- "ไวท์ฮอลมิสเทรี่" ๒ ตุลาคม ๑๘๘๘ ศพไร้หัวของผู้หญิงถูกพบที่ไวท์ฮอล แขนข้างหนึ่งถูกพบภายหลังในแม่น้ำเทมส์ และขาข้างหนึ่งถูกฝังอยู่ใกล้ที่พบศพ ส่วนอื่นหาไม่พบ

- แอนนี่ ฟาร์เมอร์ ๒๑ พฤศจิกายน ๑๘๘๘ ถูกกรีดคอ แต่แผลไม่ลึกมากจึงรอดตาย ตำรวจมองว่าเป็นการทำร้ายตัวเอง ไม่มีการสืบคดีต่อ

- โรส มิเล็ต ๒๒ ธันวาคม ๑๘๘๘ เสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศ มีร่องรอยถูกรัดคอ แต่เนื่องจากผู้ตายเมาเหล้าอยู่ ตำรวจจึงมองว่าเกิดจากสายรัดเสื้อบังเอิญรัดตัวเองหรือไม่

- อลิซาเบธ แจ๊คสัน ๓๑ พฤษภาคม ~ ๒๕ มิถุนายน ๑๘๘๙ ศพของเธอถูกพบทีละชิ้นในแม่น้ำเทมส์

- อลิซ แม็คเค็นซี่ ๑๗ กรกฎาคม ๑๘๘๙ ตายเนื่องจากถูกตัดเส้นเลือดใหญ่

- "ฆาตกรรมที่ถนนพินชิน" ๑๐ กันยายน ๑๘๘๙ รูปคดีคล้ายคลึงกับ"ไวท์ฮอลมิสเทรี่"(แต่แขนไม่ถูกตัด) กล่าวว่าผู้ตายน่าจะเป็นโสเภณีชื่อลิเดีย ฮาร์ท ตำรวจมองว่าน่าจะเป็นคดีต่อเนื่องกับ"ไวท์ฮอลมิสเทรี่"และคนร้ายถูกเรียกว่า"ทอร์โซคิลเล่อร์"หรือ"ทอร์โซเมอร์เดอร์" ไม่แน่นอนว่า ๒ คดีนี้เกี่ยวข้องกับแจ๊คเดอะริปเปอร์หรือไม่

- ฟรานซิส โคลส์ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๑๘๙๑ ถูกปาดคอตาย

- แครี่ บราวน์ ๒๔ เมษายน ๑๘๙๑ ถูกฆ่าที่แมนฮัตตัน นิวยอร์ค เธอถูกรัดคอแล้วเขือดด้วยมีด ขาและลำตัวถูกแทง มีการพบรังไข่บนเตียงแต่ไม่มีส่วนไหนถูกนำไป รูปคดีคล้ายคลึงกับแจ๊คหากตำรวจลอนดอนก็สรุปว่าคดีทั้งสองไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน

การสืบสวนขอตำรวจผิดพลาดตรงไหนทำไมปล่อยให้แจ๊ครอดไปได้สก็อตแลนด์ยาร์ด เป็นกองบัญชาการของตำรวจนครบาลมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบมหานครลอนดอน ขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย ได้งบประมาทบางส่วนจากรัฐบาล

ถามว่าตำรวจล้มเหลวในการไล่ล่าแจ๊คตรงไหน บอกเลยว่าผมไม่รู้ (อ้าว) เพราะจากข้อมูลที่ได้มาตำรวจหลายนายแต่ละคนเป็นถึงนักสืบระดับพระกาฬทั้งนั้นและทำงานหนักกันแทบทุกคน โดยเฉพาะตอนที่มีจดหมายริปเปอร์(มั่นนิ่ม)ทะลักเข้ามา ตำรวจยิ่งทำงานหนักเป็นสองเท่าไปอีก อีกทั้งกำลังพลไม่พียงพอ เพราะตำรวจบางส่วนทำงานหนักจนล้มป่วย บางคนถูกแบ่งทำหน้าที่ในงานจราจร ทำให้มีการยืมกำลังพลต่างๆ จากหน่วยงานอื่นๆ อีก ทำให้งานขาดการต่อเนื่อง

สำหรับความยากของคดีนี้ จากรายงานของตำรวจในย่านไว้ท์แซ็พเพลบอกว่าในย่านนี้มีผู้คนอาศัยอยู่จำนวนมากถึง ๘๓๕๐ คน ในจำนวนนั้นมีโสเภณี ๑๒๐๐ คน มีห้องแบ่งเช่า ๒๓๓ หลัง ซึ่งยากที่จะหาเบาะแส ปกป้อง หรือหาผู้กระทำความผิดจากกลุ่มคนเหล่านั้น

อีกปัญหาหนึ่งที่ตำรวจไม่รู้จะสืบสวนยังไงก็คือแรงจูงใจนักการฆ่าโสเภณีเหล่านั้น ว่าทำไมแจ๊คถึงอยากฆ่าเหยื่อตลอดจนคำให้การไม่เหมือนกันของแต่ละคนที่บอกลักษณะแจ๊คแตกต่างกันออกไป

ส่วนการสืบสวนของตำรวจ ตำรวจใช้วิธีหลายรูปแบบมากในการสืบสวน เช่น การใช้สุนัขดมกลิ่น ตั้งรางวัลนำจับ หาประวัติเหยื่อ แม้กระทั้งการถ่ายม่านตาผู้ตายโดยคิดว่าลูกตาของเหยื่อบางคนอาจบันทึกภาพฆาตกรไว้ก่อนตาย

ดูเหมือนมีวิธีเดียวเท่านั้นที่ตำรวจไม่นำมาใช้ นั้นคือการหารอยนิ้วมือแฝง เนื่องจากช่วงนั้นสก็อตแลนด์ยาร์ดไม่สนใจวิธีนี้มากนัก แม้วิธีนี้จะเป็นที่ยอมรับมากว่าทศวรรษแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม แม้คดีแจ๊คจะปิดสำนวนไปนานแล้ว แต่ตำรวจทั้งหลายที่มีส่วนในการไล่ล่าหาตัวแจ๊คยังคงแค้นไม่หาย พวกเขาได้จัดเก็บ พยาน หลักฐาน ที่เกี่ยวข้องกับคดีนั้น มาเขียนเป็นจดหมาย บันทึกความทรงจำ หรืออัตชีวประวัติ จนนำไปสู่การถกเถียงของนักแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ในเวลาต่อมา



อารอน โคสมินสกี้

อารอน โคสมินสกี้ ไม่มีใครทราบประวัติของเขามากนัก รู้แต่ว่าเขาเป็นช่างตัดผมชาวยิวโบลิซ มีอาการป่วยทางจิตตั้งแต่อายุ ๒๕

ปี ๑๘๘๘ ช่วงที่แจ๊คออกอาละวาดนั้น ไม่มีใครทราบข่าวว่า อารอน โคสมินสกี้ ไปไหน และเป็นอย่างไรในปีนั้น กว่าจะโผล่มาอีกทีก็เมื่อ ๒ ปีข้างหน้าช่วงที่แจ๊คหายตัวไปแล้ว

วันเสาร์ที่ ๑๒ กรกฎาคม ๑๕๙๐ อารอน โคสมินสกี้ ถูกส่งตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาลไมล์สเอ็นด์ โอลด์ทาวน์ หลังจากป่วยมาสองปี ตามบันทึกของโรงพยาบาลอนาถาแห่งนี้ระบุว่า เขาร่างกายแข็งแรงดี แต่เป็นโรคประสาท สามวันต่อมาเขาถูกส่งไปอยู่ในความดูแลของพี่ชายซึ่งดูเหมือนจะชื่อวู้ล์ฟ อับราฮัมส์

ปี ๑๘๙๑ อารอน โคสมินสกี้ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลอนาถาอีกครั้ง ในขณะนั้นเขาอาศัยอยู่กับมอร์ริส ลูบ นาวสกี้ซึ่งเป็นพี่เขย

วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๑๘๙๑ เขาถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลโรคจิตโคลนี่ย์แฮ็ทช์ มีบันทึกอาการบอกว่าเขามักทำอะไรที่ไม่รู้ตัว และส่วนมากมักทำอะไรบ้าๆ เช่น ดื่มน้ำก๊อกประปาจากถนน กินอาหารจากขยะ ถือมีดไล่ขู่น้องสาว ทำร้ายตนเอง เนื้อตัวสกปรกไม่ยอมอาบน้ำ แต่กระนั้นเขาก็ไม่มีท่าทีที่ฆ่าตัวตายและไม่เคยอาละวาดฆ่าคน

ปี ๑๙๑๙ อารอน โคสมินสกี้เสียชีวิตในโรงพยาบาลโรคจิตที่ลี้ฟดอน ขณะอายุ ๒๕ ปี



อารอน โคสมินสกี้คือแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์จริงหรือ?

ในด้านนักแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์วิทยาบางคนไม่เห็นด้วยกับทฤษฏีนี้ (ตอนนั้นเขายังไม่ได้อ่านบันทึกลับ) เพราะตามบันทึกประวัติจะเห็นได้ว่าเขาเป็นเพียงคนจรจัดที่เที่ยวหาอาหารตามถังขยะกันมากกว่าจะเห็นเป็นฆาตกรโหดฆ่าโสเภณีต่อเนื่อง ๔-๕ ศพ

นอกจากนี้ ไม่มีพยานคนไหนที่เอ่ยว่าอารอน โคสมินสกี้เหมือนแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์เลย (อย่าลืมพยานเหล่านั้นแค่เห็นผ่านๆ เชื่อถือไม่ค่อยได้) และสารวัตสวอนสันเองก็ไม่เคยเอ่ยชื่อพยานสักคนที่อ้างว่าอารอน โคสมินสกี้คือผู้ต้องสงสัย (ตอนนั้นไม่มีการพูดถึงบันทักลับนี้)

โคสมินสกี้เป็นคนตัวเล็กและบอบบาง แต่คำให้การของพยานส่วนมากบอกว่าแจ๊คที่เขาเห็นเป็นคนรูปร่างกำยำ ไหล่กว้าง อายุราว ๔๐ ปี แต่งตัวเหมือนเสมียนมากกว่ากรรมกร มีท่าทีเหมือนผู้ดีตกยาก ซึ่งต่างจากโคสมินสกี้ที่แต่งตัวเหมือนขอทาน ยกเว้นวิลเลียม สมิธ ตำรวจคนที่เห็นแจ๊คกับเหยื่อรายที่ ๓ ให้การว่าเหมือนโคสมินสกี้มาก



มองตากูว์ จอห์น ดรูอิทท์

มองตากูว์ จอห์น ดรูอิทท์ (หรือมองตากู) เป็นชายที่หลายๆ คน ต่างมีความเห็นว่าเขาอาจเป็นแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์มากที่สุดในผู้ต้องสงสัยในจำนวนหลายๆ คนที่ว่ามา

มองตากูว์ จอห์น ดรูอิทท์ เกิดเมื่อ ๑๕ สิงหาคม ๑๘๕๗ เป็นลูกชายคนที่สองของศัฃยแพทย์วิลเลี่ยม ดรูอิทท์แห่งวิมบอร์นในดอร์เซ็ท จบจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฝอร์ดในปี ๑๘๘๐ ด้วยเกียรตินิยมอันดับสามในสาขาวิชาคล้าสสิค ต่อมาเขาก็ไปเรียนเป็นแพทย์ปีหนึ่งก่อนที่จะเบนเข็มเป็นนักกฎหมายโดยสมัครเข้าเรียนอินเน่อร์ เท็มเพิ่ลเดือนพฤษภาคม ๑๘๘๒ และเดือนเมษายน ๑๘๘๕ ขณะเรียนกฎหมายเขาก็ทำอาชีพเป็นครูไปด้วย และบิดาของเขาก็เสียชีวิตในปีเดียวกัน

ในปี ๑๘๘๘ ปีทีแจ๊คออกอาละวาด ชีวิตของมองตากูว์ช่วงนั้นถึงขั้นล้มเหลวพอดี เมื่อเขาถูกไล่ออกจากงาน เนื่องจากเขามีพฤติกรรมรักร่วมเพศและกระทำการลวนลามละเมิดเด็กนักเรียนชาย แต่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าเป็นจริงหรือไม่

อย่างไรก็ตามต่อมา ยายและน้องสาวของมองตากูว์เกิดอาการผิดปกติทางจิตและฆ่าตัวตาย และแม่ต้องเข้าไปบำบัดจิตที่แคล็ปตันในเดือนกรกฎาคม ช่วงนี้มองตากูว์ทุกข์มากๆ และส่งผลต่อสถาวะจิตใจ แต่ด้านสถานภาพการเงินของเขายังคงมั่งคงอยู่

ในขณะนั้น มองตากูว์ จอห์น ดรูอิทท์ อายุ ๓๑ ปี

๓๑ ธันวาคม ๑๘๘๘ เวลา ๑๓.๐๐ น. ผู้พบศพขึ้นอืด มองตากูว์ จอห์น ดรูอิทท์ที่แม่น้ำเธมส์เลยท่าเรือธอร์นีย์คร้อฟท์ไปเล็กน้อย จากการสืบสวนพบว่าเขาหายตัวไปจากบ้านไป ๔ อาทิตย์ และไม่มีร่องรอยถูกทำลายใดๆ สาเหตุการตายคือจมน้ำตาย โดยมีก้อนหิน ๔ ก้อนในกระเป๋าเสื้อโค้ทเป็นตัวถ่วงตนเองให้จมน้ำตาย

๓๐ ธันวาคม ก่อนวันที่ มองตากูว์ จอห์น ดรูอิทท์ ตายมีการพบจดหมายลาตายของผู้ตาย มันซ่อนอยู่ในที่อยู่บ้านของมองตากูว์ ในจดหมายเขียนไว้ว่า “นับตั้งแต่วันศุกร์ ผมรู้สึกกำลังจะเป็นแม่ และสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผมก็คือความตาย”



มองตากูว์ จอห์น ดรูอิทท์คือแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์จริงหรือ?

เจ้าหน้าที่เซอร์เมลวิลล์ แม็กนักห์ ตำรวจที่สืบคดีแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ปลักใจเชื่อสุดๆ ว่า มองตากูว์ เป็นคนร้ายแน่นอน เพียงแต่จากพยาน (ที่ไม่ค่อยน่าเชื่อถือนัก) บอกว่ามองตากูว์นั้นมีรูปร่างผอมซูบซีด ไม่กำยำและไหล่กว้างเหมือนกับแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ที่พยานทั่วไปพบเห็น และแจ๊คนี้คาดว่าเป็นชาวต่างชาติแต่มองตากูว์ไม่ใช้

นอกจากนั้นเขายังมียังมีหลักฐานอ้างที่อยู่อีก คือ หนึ่งวันหลังจากแมรี่ แอนน์นิคอลส์เสียชีวิต มองตากูว์ซึ่งเป็นนักกีฬาคริกเก็ตกำลังเล่นให้ทีมในมณฑตดอร์เซ็ทอยู่ซึ่งอยู่ห่างที่เกิดเหตุไกลเหมือนกัน และตอนเกิดเหตุคดีฆาตกรรมแอนนี่ แซ็ปแมน ๖ ชั่วโมง เขากำลังเล่นให้ทีมแบล็คฮี๊ธในลอนดอนตอนใต้ ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ว่าเขาสามารถเดินทางข้ามเมืองไปฆ่าคนและกลับไปตอนเช้าไปเล่นคริกเก็ตได้ทันตามที่กำหนด

พลังจิตช่วยหาตัวแจ๊คโรเบิร์ต เจมส์ ลีส์ เขาเป็นคนดังมีชื่อเสียงในฐานะเป็นนักสืบพลังจิตหยั่งรู้อดีตและอนาคต เมื่ออายุ ๑๙ ปี เขาเคยแสดงพลังอำนาจจิตให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของพระเนตรของพระราชินีวิคทอเรียมาแล้ว จนถึงขั้นได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาราชินีแบบลับๆ อีกด้วย

เมื่อตอนช่วงแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ออกมาไล่ฆ่าคนรายแรกนั้น ลีส์ลองใช้พลังจิตหาตัวฆาตกรว่าในอนาคตฆตกรรายนี้จะฆ่าใครเล่นๆ ดู พบว่าเขามองเหตุการณ์อนาคตทั้งหมดก่อนเกิดคดีฆาตกรรมครั้งที่สอง เขาเห็นหญิงชายคู่หนึ่งเดินมาด้วยกันตามตรอกซอยแคบๆ นาฬิกาบอกเวลา ๐๐.๓๐ น. จู่ๆ ฝ่ายหญิงก็ถูกลากหลบไปที่ซุ้มประตู และฆาตกรก็ใช้มีดคมกริบบาดคอเธอ ร่างเธอแน่นิ่ง และมันก็ชำแหลจนแหลกเละ คนร้ายเช็ดเลือดออกจากตัวแล้วแจกแจงสวมเสื้อคลุมยาวปกปิดร่างก่อนหายลับ ไปในเงามืด

ภาพนั้นรบกวนจิตใจของลีล์มาก เขาได้เขียนบันทึกเอาไว้อย่างละเอียด แล้วตรงดิ่งไปสถานีตำรวจสก็อตแลนด์ และเล่าเรื่องเหตุการณ์ณือนาคตของคดีที่สองให้ตำรวจฟัง แต่เนื่องจากพอดีเวลานั้นไม่มีรายงานคดีฆาตกรรมแบบนี้เกิดขึ้น ลีส์เลยโดนไล่ออกไปในเวลาอันรวดเร็ว พร้อมกลับตกเป็นผู้ต้องสงสัยอีก

และในคืนนั้นเองที่แจ๊คออกปฏิบัติการฆ่าเหยื่ออีกครั้งในรูปแบบเดียวที่ลีส์บรรยายในสมุดพกไม่ผิดเพี้ยน!

ท่านคิดว่ามันบังเอิญเหรอ งั้นก็จงอ่านต่อ

หลักจากที่มีการฆาตกรรมเหยื่อรายที่สอง ลีส์ก็ได้เห็นภาพการฆาตกรรมอีก แต่ไม่ละเอียดเท่าหนแรก เขาเห็นหูผู้หญิงคนหนึ่งถูกเฉือนทิ้ง เขาตรงดิ่งไปสถานีตำรวจอีกครั้ง คราวนี้ตำรวจสนฟังเรื่องของเขามากกว่าเดิม(นิดหน่อย) เนื่องจากพอดีมีจดหมายลงนามแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ส่งมายังสถานี ในนั้นมีคำว่า “เฉือนหูของนังหญิงทิ้ง แล้วส่งให้เจ้าหน้าที่ดูเล่นๆ สนุกๆ”

แต่ที่แน่ๆ วันที่ ๑ ตุลาคม มีการพบเหยื่อรายที่สาม หล่อนถูกเฉือนหูทิ้งตามคำบอกเล่าของลีส์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยน

และแล้วลีส์ก็ได้มองทะลุล่วงเวลาเห็นฉากฆาตกรรมครั้งที่สามและถือว่าเป็นการมองอนาคต (แต่เป็นอดีต) เป็นครั้งสุดท้ายของลีส์ เพียงแต่มันเกิดขึ้นหลังจากฆาตกรรมครั้งที่สามไปแล้ว คราวนี้มันแจ่มชัดกว่าครั้งแรกเพราะเขาเห็นฆาตกรแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ชัดเจน ลีส์เดินตรงไปสถานีตำรวจ บอกว่าเขารู้ตัวว่าใครเป็นแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ คราวนี้ตำรวจประทับใจรายละเอียดที่ลีส์บรรยายให้ฟัง จากนั้นตำรวจพาลีส์ไปยังสถานที่เกิดเหตุเมื่อเร็วๆ นี้ จากจุดนั้น ลีส์เดินนำเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตามถนนในกรุงลอนดอน พลางบอกว่าเขารู้ดีว่าเขากำลังตามหาใคร ตำบลไหน และแล้วเขาก็โผล่มาที่บ้านของ เซอร์ วิลเลียม กัลล์ นายแพทย์ที่นับถือหน้าถือตา แต่เบื้องหลังเป็นบุคคลเสียสติ ภรรยายอมรับว่าเขาจะหายตัวทุกครั้งที่มีการปรากฏตัวของแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์

เซอร์วิลเลี่ยม กัลล์คือใคร? เขาไม่ใช้ขี้แน่ เพราะเขาเป็นถึงแพทย์หลวงรักษาองค์ราชินี!? และมีชื่อเป็นผู้ต้องสงสัยของตำรวจมานานแล้ว และเป็นเจ้าของทฤษฏีที่ว่าราชวงศ์อังกฤษอาจอยู่เบื้องหลังของแจ๊ค

ไม่รู้ว่าลีล์จะพาตำรวจไปถูกบ้านหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ นายแพทย์ วิลเลียม กัลล์ถูกส่งไปอยู่โรงพยาบาลบ้าเรียบร้อย และบังเอิญเหลือเกินช่วงที่เขาถูกส่งไปโรงพยาบาลคดีฆาตกรรมเขย่าขวัญก็สิ้นสุดลงในช่วงนั้นเอง

มันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องบังเอิญกันแน่?

และเรื่องยุ่งๆ ของแจ๊คก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ

จากหนังสือ ปิดคดี แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ สำนักพิมพ์รหัสคดี
แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ต้นแบบฆาตกรต่อเนื่อง โดยกอบกุล สำนักพิมพ์รหัสคดี
ต่วยตูน




 

Create Date : 28 มีนาคม 2552    
Last Update : 28 มีนาคม 2552 22:41:32 น.
Counter : 1943 Pageviews.  

ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) จอมเผด็จการณ์ ผู้สังหารชาวยิวนับ ๖๐ ล้าน



กล่าวถึงผู้นำที่สังหารโหด สหาย มนุษย์ ด้วยกันเองอย่างมากมายมหาศาล เราคงมองข้ามท่านผู้นำคนนี้มิได้อย่างเด็ดขาด

ย้อนไปในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งแม้นว่าจะจบลงไปนาน ๖ ทศวรรษแล้วก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่า วีรกรรมของคนผู้นี้มิเคยลืมเลือนไปจากชีวิตของมนุษย์ โดยเฉพาะชาวยิว

เขาคือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) อาชญากรสงครามอันดับ ๑ ของโลกที่สังหารมวลมนุษยชาติไม่ต่ำกว่า ๖๐ ล้านคน (เท่ากับประชากรไทยทั้งชาติอ่ะ)

อ่านวีรกรรมอย่างคร่าวๆ แค่นี้หลายท่านยังคงนึกภาพมิได้ใช่ไหม ถ้าเช่นนั้น เราตามไปดูเรื่องราวแบบทะลวง ล้วงลึกกันดีกว่าขอรับ


ประวัติของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

เขาเกิดในวันที่ ๒๐ เม.ย. ปี ค.ศ.๑๘๘๙ ที่เมืองเบราเนา ประเทศออสเตรีย (หลายท่านน่าจะสงสัย ทำไมชาวออสเตรียอย่างเขามาเป็นผู้นำของเยอรมันได้) มีบิดาชื่อ อาลัวส์ ฮิตเลอร์ และมารดาชื่อ คลาร่า ฮิตเลอร์


ค.ศ. 1903อาลัวส์ ฮิตเลอร์ (Alois Hitler) บิดาของอดอล์ฟ และครอบครัวย้ายไปอยู่ที่เมืองลินซ์ (Linz) ภายหลังอาลัวส์เสียชีวิตลงในวัย ๖๕ ปี



ค.ศ. ๑๙๐๗ คลารา ฮิตเลอร์ (Klara Hitler) มารดาของอดอล์ฟ เสียชีวิตลงด้วยวัย ๔๗ ปี ด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งนั่น ทำให้ฮิตเลอร์หนีห่างออกจากอลัวส์ บิดาของเขา ไปอยู่กับป้าของเขาในเวียนนา


กล่าวถึง อาลัวส์ บิดาของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์นั้น เกิดมาในตระกูลของชาวนาที่มีชีวิตที่ขัดสนและแร้นแค้น แต่ทว่า ด้วยความที่เป็นคนที่ฉลาดเฉลียวรักความก้าวหน้าและทะเยอทะยาน ทำให้อาลัวส์ได้ก้าวขึ้นเป็นพนักงานเก็บภาษี และได้แต่งงานกับ คลอร่า มารดาของฮิตเลอร์ต่อจากนั้นนั่นเอง ซึ่งอายุอานามของทั้งคู่นั้นห่างเหินกันมากถึง ๒๓ ปี และมีลูกติดมา ๒ คน ก่อนที่จะมี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์


ฮิตเลอร์วัยเด็ก


แต่ทว่าหลังจาก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เกิดมาไม่นานนัก พวกพี่ๆ ซึ่งเป็นพี่ชายต่างมารดาทั้งสองคนและ พี่ชายคนโตของ อดอล์ฟ พากันตายโดยที่บันทึกมิได้บอกเลยว่าทั้งสามคน เสียชีวิตไปด้วยอะไรกันแน่ บ้างก็ว่าเกิดจากภัยสงครามโลกครั้งที่ ๑ หรืออะไรก็ตาม ทำให้ครอบครัวฮิตเลอร์ เหลือทายาทสืบสกุลอยู่เพียง ๒ คนนั่นคือ เขา อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และ น้องสาวของเขา

บิดาของอดอร์ฟ ฮิตเลอร์เป็นบิดาที่เข้มงวดมากกับการเรียน ทำให้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เป็นเด็กที่ฉลาดและเป็นที่ประทับใจของนักเรียนและบรรดาอาจารย์ด้วยกัน ทำให้เขา ถูกยกเป็นตำเเหน่งหัวหน้ากลุ่มเด็ก
แต่ผลที่สุดแล้ว เมื่อนานวันเข้า วิชาในระดับสูงก็เริ่มยาก ทำให้เพื่อนๆของเขาเริ่มเสื่อมศรัทธากับหัวหน้าคนนี้เหลือเกิน และบิดาก็เริ่มที่จะลงไม้ลงมือหนักๆกับเขาแรงขึ้น เพราะเกรงว่า อดอล์ฟ บุตรชาย จะมิได้เข้ารับราชการ และเมื่อได้รับความกดดันมากขึ้น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จึงหันไปสนใจในเรื่องของวิชาทหารและการต่อสู้

จนในที่สุด เมื่อฮิตเลอร์พบกับชายผู้หนึ่ง ทำให้อนาคตของเด็กหนุ่มคนนี้ต้องเปลี่ยนไป เมื่อเขาสนิทกับอาจารย์ของเขา นามว่า ลีโอโพลด์ พอตช์

ฮิตเลอร์ รัก เคารพ ชื่นชมอาจาย์มัธยมคนนี้มาก และอาจารย์มักจะเล่าถึงชัยชนะของเยอรมันที่เหนือฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ.๑๘๗๐ ทำให้ฮิตเลอร์ชื่นชอบเยอรมันเป็นมาก โดยเฉพาะ เขามีวีรบุรุษในดวงใจ นั่นคือ มีออตโต วอน บิสมาร์ก นายกรัฐมนตรีของอาณาจักรเยอรมนี

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เป็นชายหนุ่มที่คิดว่า เขาเป็นนักศึกษาศิลปะที่เก่ง จึงได้ขอร้องบิดาของเขา ซึ่งต้องการให้เขาเรียนรู้ในเรื่องของวิชาคลังเพื่อเข้ารับราชการ ทำให้ทั้งคู่ทะเลาะกันแทบบ้านแตก จนกระทั่งจบศึกพ่อ-ลูกด้วยการที่บิดาของเขาเสียชีวิตไป ทำให้ อดอร์ฟ ฮิตเลอร์ ได้โอกาสที่จะเรียนศิลปะสมใจ

อันเนื่องมาจากหลังจากที่บิดาเสียชีวิต ฮิตเลอร์ ได้เกียจคร้านกับการเรียน จนทำให้มารดาของเขายอมให้เขาออกจากโรงเรียนเพื่อไปเรียนศิลปะตามที่เขาอยากเรียน

ต่อมา เมื่ออายุ ๑๘ มรดกบำนาญจากบิดาตกไปอยู่ในมือของเขา ทำให้เขามุ่งหน้าไปกรุงเวียนนาเพื่อสอบเข้าเรียนวิชาศิลปะ

แต่ทว่า โชคร้ายของมวลมนุษยชาติ อันเนื่องมาจากทางสถาบันในกรุงเวียนนาไม่รับเขาเข้าไปเป็นนักศึกษา เพราะไม่มีใบรับรองการจบการศึกษาจากสถาบันเก่านั่นเอง

ความอับอายครั้งนี้ก็ถือเป็นหนึ่งในการจุดชนวนให้ฮิตเลอร์เกลียดชาวยิวไปอีกหนึ่งขั้นประกอบกับเมื่อช่วงที่เขาอยู่กรุงเวียนนาในช่วง ๖ ปีหลังจากที่ เขาได้รู้ว่า ไม่มีทางเรียนศิลปะได้แน่นอน ข่าวร้ายอีกข่าวคือ มารดาของเขา คลาร่า ฮิตเลอร์ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านมจากการรักษาผิดๆ ของแพทย์ชาวยิวที่มารักษาคนจนๆ ที่ไม่ใช่มารดาของฮิตเลอร์

ฮิตเลอร์รักมารดาของเขาที่สุด แน่นอนว่าเขาย่อมเสียใจมาก และพกรูปของมารดาตลอดเวลา มีตำนานหนึ่งของฮิตเลอร์ว่าไว้ เมื่อฮิตเลอร์ยิงตัวตาย เขายังห้อยจี้ที่มีรูปมารดาของเขาอยู่

จนกระทั่ง เมื่อกรุงเวียนนาแห่งออสเตรีย ประกาศรับสมัครทหารเข้าประจำการ ฮิตเลอร์หลีกเลี่ยงการเกณฑ์ เนื่องจากเกลียดประเทศของตนเองอยู่ลึกๆ

แต่กลับมาเข้ารับการเกณฑ์ใน เยอรมัน ชาติคู่รักคู่คิดแทนนอกจากนี้ยังชื่นชมอาณาจักรเยอรมนีที่เหนือกว่าออสเตรียมาตั้งแต่เด็ก จึงไปเป็นอาสาสมัครในกองทัพเยอรมนี ที่ขึ้นชื่อว่า ดุดันและน่าเกรงขามของกษัตริย์ ไกเซอร์


ขอข้ามช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ เลยนะขอรับ เนื่องจากเรื่องนี้อาจยาวและไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าใดนัก

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ จบลง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ย้ายไปอยู่มิวนิกและเริ่มวีถีแห่งทางการเมือง ซึ่งก็ลำบากพอดูสำหรับคนหนุ่มอย่างเขา จนกระทั่งปีค.ศ.๑๙๑๒ ก้าวขึ้นเป็น หัวหน้าพรรคนาซี (National Socialist German Worker'S Party) มีนโยบายต่อต้านชาวยิวและผู้นิยมลัทธิสังคมนิยม



การล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

หลังจากพรรคนาซี ได้ยึดครองอำนาจได้ทั้งหมด ฮิตเลอร์จึงก่อตั้ง หน่วย SS (Schutzstaffel) ขึ้นมาในปี ค.ศ.๑๙๒๗ โดยมี ไฮน์ริก ฮิมเลอร์(Heinrich Himmler) เป็นรองผู้นำ ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจพอที่จะคานอำนาจกับหน่วยพิเศษ เกสตาโป ซึ่งเป็นหน่วยที่มีอำนาจที่สุดในสมัยนั้น แต่หน่วยงาน SS นี้พิเศษกว่าในด้านการซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อฮิตเลอร์เพียงผู้เดียวเท่านั้น

จนกระทั่งปี ค.ศ.๑๙๒๕ ฮิมเลอร์จึงได้เข้าเป็นผู้นำสูงสุดแทนฮิตเลอร์ในขณะที่ฮิตเลอร์เป็นนายกรัฐมนตรีของเยอรมันเรียบร้อยแล้ว


Heinrich Luitpold Himmler (๗ October ๑๙๐๐ – ๒๓ May ๑๙๔๕) ไฮน์ริค ฮิมเลอร์ หัวหน้าหน่วย SS ภายหลังถูกจับตัวได้กินยาฆ่าตัวตาย


ทว่า หลังจากนี้เป็นต้นไป นี่คือจุดเริ่มแห่งฝันร้ายของมวลมนุษย์ที่เพิ่งจะเริ่มอีกครั้ง เพราะหลังจากที่ฮิตเลอร์เข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศ เขาไม่รีรอเลยที่จะนำนโยบายที่เขามีมาใช้ นั่นคือ การกำจัดเชื้อชาติที่ไม่มีประโยชน์ต่อโลกใบนี้ นอกเหนือจากชาวอารยันที่มีเชื้อบริสุทธิ์และชาญฉลาดเท่านั้น

หมายความถึงชาวยิวที่มีหลายสัญชาติ ชาวสลาฟ และ ยิบซีต่างๆ ที่กระจายตามยุโรป กำลังจะถูกตามล่าซึ่งแน่นอน คณะรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านนาซีหรือกลุ่ม แอนตี้นาซี ออกมาเรียกร้อง โดยเฉพาะ หน่วย SA(Sturmabteilung) ซึ่งเป็นหน่วยคู่ขนานของหน่วยเอสเอส และมีทีท่าว่าจะต่อต้านนาซีตลอดเวลา

แต่ก็ได้แค่นั้น เพราะฮิตเลอร์ มีแผนการณ์ที่จะสังหารผู้นำระดับสูงซึ่งมีการประชุมกันระหว่างพรรค นาซีที่จัดขึ้นที่ *แบด เวสส์ (Bad Wiesse)* ในแคว้น บาวาเรีย โดยการกำจัดหน่วย SA ที่ถูกคุมตัวในคืนเดียวถึง ๖๕๐ศพ (อย่างไม่เป็นทางการ) จนเป็นที่จดจำกันในประวัติศาสตร์ของคนในเยอร์มันของคืน ราตรีแห่งการลอบสังหารอย่างไม่หยุดยั้ง หรือ Night of the long Knives นั่นคือการสังหารอย่างฉาบฉวยและไม่ปิดบังอะไรกันเลย

กล่าวคือ ก่อนที่ฮิตลอร์จะสังหารชาวยิว เขาทำลายล้างพลพรรคพวกเดียวกันกับเขาก่อน เพื่อทดสอบจิตใจของทหารในสังกัด SS ของเขา



เริ่มต้นฆาตกรรมระดับโลก

ปีค.ศ.๑๙๓๘ นาซีได้โอกาศในการสังหารชาวยิวกลุ่มแรกสุดนั่นคือ ชาวยิวเชื้อสายโปแลนด์ด้วยการนำชาวยิวเชื้อสายโปแลนด์ที่ถูกถอนสัญชาติจากโปแลนด์ไปที่ค่ายคาดู โดยอ้างเหตุผลว่า เพื่อนำไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น

แต่เมื่อไปถึงชายแดนดังกล่าว นาซีได้โอกาศสาดกระสุนปืน เข้าใส่ทันทีในจำนวนชาวยิวที่มีถึง ๑๗,๐๐๐ คนต้องดับดิ้นไม่ว่าจะเป็นบุรุษเพศ สตรีเพศ เด็กและคนชราอย่างไร้ความปราณี

ต่อมาหลังจากการสังหารหมู่ครั้งแรกเมื่อปี ๑๙๓๘ ทหารคนสนิทของฮิตเลอร์ รีนฮาร์ด เฮย์ดริช ได้โอกาศทำลายล้างชาวยิวนอกจากชีวิตด้วยการอ้างถึงเด็กหนุ่มชาวยิวนายหนึ่งที่ลอบสังหารเอกอัครราชทูตของเยอรมัน แต่กลับพลาดไปสังหารผู้ช่วยของเขา ทำให้เหตุการณ์ในสถานทูตเกิดความวุ่นวายพักหนึ่ง แต่ก็สงบลงเพราะเด็กหนุ่มผูนั้นถูกจับกุมตัว

เมื่อเห็นว่านาซีกำลังถูกต่อต้านโดยชาวยิว เฮย์ดริช จึงสั่งให้มีการลอบวางเพลิงในโบสถ์ชาวยิวทั้งเยอรมัน โดยมีคำสั่งมิให้ช่วยดับไฟ แต่ถ้าหากไฟลามไปถึงบ้านของคนเยอรมันก็ให้ช่วยดับ ทำให้ประเมินค่าความเสียหายออกมาได้ถึง3ล้านปอนด์ในสมัยเมื่อ ๖๐ กว่าปีที่แล้ว แต่เมื่อนำมาเทียบกับสมัยนี้ อาจมหาศาลถึงหนึ่งหมื่นล้านบาทได้


นอกเหนือจากนั้น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ยังเป็นผู้สนับสนุนให้มีการจัดตั้ง สำนักงานผู้อพยบเชื้อสายยิว (Office of Jewish Emigration) ขึ้นในกรุงเวียนนา-ออสเตรีย

โดยมีการเก็บเงินเพื่อรับรองความปลอดภัยของชาวยิวที่มา จ่ายทรัพย์สินเพื่อความปลอดภัยของตนเอง ซึ่งวิธีนี้สร้างความมั่งคั่งให้นาซีมหาศาลจน รินฮาร์ด เฮย์ดริช ขออนุมัติการสร้างสาขาที่2ในกรุงปราก ในประเทศ เชคโกสะโลวาเกียอีกแห่ง

นอกเหนือจากนั้น นาซียังได้ส่งกองกำลังไปรุกรานโปแลนด์อย่างบ้าคลั่งในหลังจากการปะทะกันในวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๑๙๓๙ แม้ว่าฮิตเลอร์จะมิได้สั่งการก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นผลงานของเขาทั้งสิ้นด้วยหลักฐานจาก แบร์ลีน ดอกคูเมนท์ เซนเตอร์ (Berlin Document Center) แหล่งเก็บข้อมูลของเอสเอสและนาซีนั่นเอง และใช้เวลาเพียง ๓ วันก็สามารถควบคุมเมืองหลวสงของโปแลนด์ได้ไม่ยากเย็นนัก

เพราะนาซีมีรถถังที่สมัยนั้นถือว่าเป็นรถถังที่ดีที่ สุดของยุค ว่าด้วยความถึกและความแรงของปืนที่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามต้องยอมศิโรราบ ป้อมปืนเป็นเหล็กที่นำมาหล่อเป็นชิ้นเดียวตัวรถมีการลาดเอียงที่ดี จนมิต้องสงสัยว่าทำไมนาซีถึงบุกเมืองหลวงง่ายดังพลิกฝ่ามือนัก

โครงการสร้างชาวอารยันสายเลือดบริสุทธิ์

เพื่อให้เยอรมันเต็มไปด้วยชาวอารยันที่มีสายเลือดบริสุทธิ์ที่แท้จริง ฮิตเลอร์ ออกคำสั่งให้ฮิมเลอร์ ริเริ่มการสร้างโครงการ * ผลิตสายเลือดชาวอารยันบริสุทธิ์*ที่มีชื่อว่า แลเบ็นสบอร์น (Lebensborn) ในปีค.ศ.๑๙๓๓

ซึ่งเป็นโครงการที่สนับสนุนให้ชาวเยอรมันมีลูกกันได้โดยที่ไม่ต้องคุมกำเนิด สนับสนุนการหย่าร้างกับคู่รักที่ไม่สามารถมีบุตรได้อย่างง่ายดาย เพื่อไปหาคู่อื่น เพื่อการขยายเผ่าพันธุ์อย่างเต็มที่ (ดูคล้ายกันกับยุคของจอมพล แปลก พิบูรณ์สงครามเลยขอรับ)

นอกจากนั้นยังมีการรับฝากเลี้ยงเด็ก โดยสร้างบ้านของโครงการแลเบ็นสบอร์น จนทั่วเยอรมัน โดยจะฝากให้รัฐบาลเลี้ยงหรือโอนกรรมสิทธิ์ให้รัฐบาลเลยก็ได้

นี่คือยุทธวิธีที่สร้างความอัปยศที่สุดอย่างหนึ่งของชาวเยอรมัน เพราะเด็กที่เกิดมาและอยู่ในความดูแลของรัฐบาลนาซี เมื่อมาถึงปัจจุบัน เด็กที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้อายุจะเฉลี่ยประมาณ ๖๐-๗๐ปี กลับต้องดำรงชีวิตอย่างหลบๆซ่อนๆเพื่อมิให้ชาวโลกรับรูว่าตนคือผลผลิตแห่งความอัปยศของนาซี กลุ่มบุคคลที่โลกตราหน้าและเกลียดชังที่สุด

นี่คือ ๑ ในเรื่องราวที่ไม่มีใครคาดถึงและเป็นผลกระทบมาจากแนวคิดแบบพิศดาร แต่เรื่องจริงๆนั่นก็คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ กระหายที่จะครองโลก ให้ได้จริงๆ



ฮิตเลอร์กับค่ายมรณะ (Extermination Camp)
ช่วงทศวรรษที่ ๑๙๓๐-๑๙๔๐ ฮิตเลอร์ได้สร้างความวุ่นวายจนทั่วซะแล้ว มีการออกคำสั่งให้สร้างค่ายล้างเผ่าพันธุ์เพิ่มขึ้นอีก ๑๓ แห่งในเยอรมัน โดยแต่ละค่ายจะคิดค้นวิธีสังหารหมู่โดยทำเวลาได้เร็วและโหดเหี้ยมที่สุดเท่าที่มนุษย์จะคิดค้นได้



เอาชวิตซ์ คือ ค่ายที่โหดร้ายที่สุดแห่งหนึ่ง โดยค่ายนี้ มีการทรมานนักโทษแทบทุกทาง เช่น การนำชาวยิวไปรวมกันในห้องห้องหนึ่ง แต่เมื่อถึงเวลา พื้นข้างใต้ของห้องกลับเป็น เตาหลอม (Cremation Ovens) เมื่อเปิดออกมา ร่างของชาวยิวจะตกลงไปในเตาหลอมอันร้อนและไม่ต่างไปจากไฟนรก เพื่อทำการ ฌาปณกิจในช่วงเดียวกันทันที

บางครั้งก็รมแก็สพิษเพื่อให้ตายในทันทีโดยมิได้ส่งเสียงแต่อย่างไรโดยใช้กรดเหลว ซี คลอน บี (Zy klon-B) ซึ่งมีลักษณะเป็นประกายมาใช้สังหารหมู่ การรมแก็สพิษ นั้น สามารถสังหารชาวยิวได้ถึง ๒๐๐๐ คนในห้องนั้น โดยใช้เวลาเพียงแค่ ๑๐-๒๐ นาทีเท่านั้น

ทำให้ค่าย เอาชวิสซ์ สามารถทำตัวเลขสังหารหมู่ได้มากกว่าค่าย เทร็บลิงก้าถึง ๑๐ เท่าจนเป็นที่ลือลั่นกันในหมู่ของนาซี นอกเหนือจากนั้น นาซียังมีรายได้พิเศษจากการตัดชิ้นส่วนและสิ่งของที่ติดอยู่ในร่างกายอันไร้ชีพของชาวยิว ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ จี้ ต่างหู และแหวนเพชร รวมไปถึงฟันทองที่ติดอยู่กับศพ จะถูกทำการเลาะออกอย่างเร็วไวทันที



นอกเหนือจากนั้น ศพของสตรีเพศชาวยิว จะถูกกล้อนผมอันยาวของพวกเธอและนำเส้นผมไปถักเป็นถุงเท้าสำหรับลูกเรือดำน้ำ ซึ่งนั้นคือ ลูกเรือของ เรือ ยู (U Boat)

เทรปลิงก้า ๑ ใน ๓ ค่ายที่โหดเป็นอันดับ ๒ รองจากเอาชวิตต์ แม้ว่าตัวเลขยอดสังหารจะน้อยก็ตามที แต่ขึ้นชื่อในวิธีการสังหารที่มุทะลุ โหดเหี้ยมที่สุดใน ๑๖ ค่ายในเยอรมัน ยกตัวอย่างเช่น การใช้ปืนยิงกรอกปากสดๆ ฟาดด้วยพานท้ายปืนและถีบจนตกลงไปในร่อง และที่โหดที่สุดคือการถลกหนังศีรษะชาวยิวและนำมาทำเป็นโคมไฟ

ค่ายมรณะ คาดู เป็นค่ายแห่งแรกของนาซีที่สร้างมายุคแรกๆ แต่ผู้ใช้กลุ่มแรกกลับเป็นชาวเยอรมันด้วยกันเองนั่นคือ กลุ่ม เอสเอ ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านลัทธินาซี จนถูกนำตัวมาสังหารในค่าย

วิธีการสังหารค่ายนี้กินเวลามากที่สุด แต่ก็ทรมานที่สุดเหมือนกัน เพราะค่ายนี้จะมีวิธีการสังหารนั่นคือ ปล่อยให้อดอาหารจนกระทั่งตายไปนั่นเอง

ความโหดร้ายอันเป็นตำนานสืบต่อมาของวงการแพทย์

ชาวยิวในค่ายนี้นอกจากจะต้องมาถูกสังหารแล้ว พวกเขามีหน้าที่เป็นหนูทดลองให้กับการแพทย์ของนาซีด้วย

แต่ละวันจะมีการทดลองอันน่าขยะแขยง ทั้งนี้เพื่อความต้องการของนาซีในการที่จะเป็นเจ้า ผู้ครองโลก

ด้วยการนำของ โจเซฟ เมงเกเล หัวหน้าแพทย์ของเอาชวิตซ์ จะทำการฉีดสารพิษเข้าที่ลูกนัยส์ตาของคนทดลองเพื่อดูผลว่าสารพิษจะทำปฏิกิริยาอย่างใด การนำศพของชาวยิว มาปะติด เพื่อสร้างมนุษย์ทดลองรายใหม่ หรือการฉีกสารกระตุ้นกล้ามเนื้อเพื่อให้มีกำลังมาก แต่กลับเกิดภาวะการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อฉับพลัน จนเกิดการระเบิดของกล้ามเนื้อซะได้ โดยการออกคำสั่งของ ไฮร์ริก ฮิมเลอร์ ผู้กระตือรือร้นในการรู้ความลับของร่างกายมนุษย์

แต่นอกเหนือจากนี้ ฮิตเลอร์ยังถือว่าเป็นคนที่น่าชื่นชมในเรื่องของการดูแลเอาใจใส่พรรกพวกนาซีเหมือนกัน เพราะแม้วาระสุดท้ายของเขา ฮิมเลอร์ก็ยังสร้างสวนสมุนไพร เพื่อนำไปใช้รักษาทหารนาซีที่ป่วยและบาดเจ็บอยู่ด้วย

จนกระทั่ง ในเดือนกรกฏาคม ค.ศ.๑๙๔๔ ฮิตเลอร์หวิดที่จะสิ้นชื่อจากการถูกลอบสังหารด้วยผู้นำทหารระดับสูงอย่าง เค้าท์ คลอส วอน สตารฟ เฟนเบอร์ก (Count Claus Von Starffenberg) แต่กลับรอดมาได้อย่างเหลือเชื่อ แต่ก็ทำให้ฮิตเลอร์หมดความเชื่อถือในตัวของทหารนาซีด้วยกันนอกจาก ไฮร์ริก ฮิมเลอร์ ฮิตเลอร์จึงออกคำสั่งให้ฮิมเลอร์ สร้างกองกำลังสำรอง ดำรงตำแหน่ง ผู้นำ *กองทัพสำรอง*(Reserve Army) เป็นการเร่งด่วน


วาระสุดท้ายของอสูรสงครามนาซี


เมื่อกองทัพสัมพันธมิตร ยกพลขึ้นบกในวัน ดี-เดย์จนสามารถเอาชัยเหนือนาซีได้ โดยการประชิดเมืองเบอร์ลิน ฮิตเลอร์ซึ่งล่วงรู้ชะตากรรมของเขาเองจึงได้ตัดสินใจแต่งงานกับเอวา บราวด์ ในวันที่ ๒๑ เมษายน ๑๙๔๕ และฆ่าตัวตายในเช้าของวันต่อมานั่นเอง


เอวา บราวด์ สตรีคนเดียวที่พิชิตใจท่านผู้นำได้แม้เพียงแค่วันเดียว


การตายของฮิตเลอร์สร้างความสับสนให้กองทัพนาซีนัก และอีกเพียงไม่นานนัก บรรดาผู้นำระดับสูงของเกสตาโปและเอสเอสต้องกระจัดกระจายไป

ไฮน์ริก ฮิมเลอร์ ซึ่งหลบหนีไปได้และปลอมชื่อเป็น ไฮน์ริก ฮิตซิงเกอร์และเข้าไปปะปนกับกลุ่มผู้อพยบ แต่ต่อมาก็ถูกจับได้ และฆ่าตัวตายก่อนที่เขาจะถูกตัดสินในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๑๙๔๕ หลังจากการมรณะกรรมของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้เป็นนายเพียง ๓๔ วันพอดี และร่างของ ฮิมเลอร์ถูกฝังแบบลวกๆในป่าใกล้เมือง ลูนเบิอร์ก (Luneburg) โดยไม่มีป้ายหลุมศพ เหมือนกับศพไร้ญาติอย่างไรอย่างนั้น

สุดท้ายกลับมีเพียงคนเดียวที่รอดไปได้ เขาคือ *อดอล์ฟ ไอค์เมินน์ * ซึ่งหลบหนีการจับกุมตัวถึง ๑๐ กว่าปี ตั้งแต่ปี ๑๙๔๕ โดยที่เขาถูกจับ แต่ก็ถูกปล่อยตัวเพราะเขาอ้างว่าเป็นนักบินในกองทัพของเยอรมัน ทำให้ไม่มีใครสนใจและปล่อยตัวไป

แต่ต่อมา เขาก็ถูกจับขึ้นศาลในวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๑๙๖๑ โดยรัฐบาลยิวแจ้งข้อหาไว้ถึง ๑๕ คดีเช่น มีส่วนร่วมในการสังหารชาวยิวถึง ๖ ล้านคน สังหารยิปซีถึง ๑,๕๐๐ คน สั่งสังหารเด็กอีกกว่า ๑๐๐ ศพ ซึ่งแม้เขาจะแก้ต่างอย่างไรก็ไม่สามารถแก้ตัวได้ ท้ายสุด คืนวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๑๙๖๑ เวลา ๒๓:๕๓ นาที อดอล์ฟ ไอค์เมินน์ ถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ ในเรือนจำ แรมเลห์ ซึ่งตั้งอยู่นอกกรุงเทลอาวีฟ เมืองหลวงประเทศอิสราเอล

เป็นการจบฉากอสูรแห่งนาซีทั้งหมดด้วยความตายที่สาสมไหมขอรับ กับความตายของชาวยิวเรือน ๖ ล้านคน กระนั้นก็ตาม ผ่านไป ๖ ทศวรรษแล้ว เรื่องราวการสังหารโหดชาวยิวนั้นจะ ต้องตราตึงไว้กับโลกนี้ตลอดกาล

มีข่าวลือกันมาเมื่อหลายปีก่อนว่า มีการก่อตั้งหน่วย*นีโอ นาซี*ซึ่งว่ากันว่า ผู้ก่อตั้งคือฮิตเลอร์ ที่ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ เพราะฮิตเลอร์ที่ฆ่าตัวตายพร้อมอีวา บราวด์ คือตัวปลอม และฮิตเลอร์มีตัวปลอมอีกนับสิบๆคน

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หากเขายังมีชีวิตอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของโลก เขาจะรับรู้ความแค้นบ้างหรือไม่ โดยเฉพาะ ชาวยิว ชาวโปล คนผิวดำที่ถูกสังหารขณะที่นาซีเรืองอำนาจ พวกเขาจะคิดอย่างไร เราไม่สามารถรับรู้ได้

สุดท้ายแล้ว อสูรนาซีจักต้องล้มลงเพราะแพ้ภัยตนเอง
ภัยที่ทำให้กับคนอื่น ชาติอื่นจะต้องตราตึงชื่อของเขาว่าตลอดกาล
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แอนตี้ ไครส์แห่งอาณาจักร ไรซ์


ความรู้เพิ่มเติม

อาณาจักรไรซ์ที่ ๓ ตามที่ฮิตเลอร์ว่าไว้ คืออะไร หลายท่านคงสงสัย ข้าน้อยขอตอบให้ขอรับ

อาณาจักรไรซ์ ในโลกนี้ มีมา ๒ อาณาจักรแล้วนั่นคือ

๑ st Reich ก็คือ กรีกของ พระเจ้าอเล็กชานเดอมหาราช

๒ nd Reich คือ โรมันหรือ ออตโตมัน

การที่จะเป็นจักรวรรดิ ได้ก็ต้องมีอะไรเป็นสัญญลักษณ์เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิ ดังนั้นฮิตเลอร์เลยบัญชาการให้ สถาปนิกทุกคนในกลุ่มนาซี ทำการออกแบบสถาปัตยกรรมสำหรับจักรวรรวดิใหม่และฮิตเลอร์ตั้งใจจะสร้าง ๓ rd Reich นั่นคือ เยอรมันนั่นเอง แต่กลับล่มสลายไปเร็วเกินคาด ด้วยเนื่องจากอาณาจักรไรซ์จะต้องมีการออกเเบบวัตถุและสถาปัตยากรรมให้คงทน และยืนยาวนับพันๆ ปี แต่นาซีกลับอยู่ได้เพียง ๖ ปีเท่านั้น

หัวหน้าสถาปนิกของนาซีนายนี้มีชื่อว่า อัลแบร์ต ชพีร์ (Albert Speer) ซึ่งเข้าเป็นสมาชิกพรรคนาซีเพราะเชื่อมั่นในตัว ฮิตเลอร์ และ อัลแบร์ต ชพีร์คนนี้ตอนเริ่มเกิดสงครามมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรม รับภาระเร่งผลิตยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพทั้งหมด รวมทั้งการเกณฑ์ยิวมาเป็นแรงงานด้วย พอสงครามจบก็เลยโดนข้อหาหนักเข้าไปตอนที่พิจารณาคดีที่นูเรมแบร์ก ถูกขังที่คุก ชพันดู (spandau) อยู่ถึง ๒๐ ปีในฐานะอาชญากรสงคราม แล้วจึงถูกปล่อยตัวมา เขียนหนังสือไว้เล่มนึงด้วยชื่อ Inside The Third Reich หรือ อีกหนึ่งด้านของอาณาจักรไรซ์ที่ ๓


เหรียญกล้าหาญเหรียญแรกของฮิตเลอร์ที่ติดมาตั้งแต่ได้จวบจนวาระสุดท้าย




 

Create Date : 26 มีนาคม 2552    
Last Update : 26 มีนาคม 2552 19:17:06 น.
Counter : 4204 Pageviews.  

ตำนานที่สุดแห่งความโรคจิต Ed Gein ฆาตกรที่มีแฟนคลับมากที่สุดในโลก


จากเด็กติดแม่สู่ฆาตรกรวิปลาส

เอ็ดเวิร์ด กีน (Edward Theodore Gein) เกิดในปี ค.ศ.๑๙๐๖ อาศัยอยู่หมู่บ้านเล็กๆ ที่ชื่อเพลนฟิลด์ รัฐวิสคอนซิล อเมริกา ครอบครัวของเอ็ดประกอบอาชีพเกษตรกร ซึ่งมีด้วยกัน ๔ คน คือ ตัวเขา พ่อ - ปีศาจสุราที่จะแสดงความโหดร้ายทุกครั้งที่ขาดสติ และเป็นภาระของครอบครัว แม่ - แม่บ้านที่งมงายในศาสนา หน้าไม่รับแขกและเป็นใหญ่ในบ้าน มักจะตะโกนด่าลั่นตลอดเวลา ถ้ามีสิ่งใดผิดปกติไปจากเดิมในบ้าน และเฮนรี่พี่ชายของเขา

เอ็ดเป็นคนที่มีหน้าตาธรรมดาแบบชายอเมริกันบ้านนอกทั่วไป ไม่มีอะไรเด่น เว้นแต่ดวงตาของเขาที่สุกใสและดูลึกลับต่อผู้พบเห็น เขาเป็นคนขี้อายและชอบเก็บตัว ชีวิตในวัยเด็กจึงเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว มีเพียงแม่ของเขาเท่านั้นที่เปรียบเป็นทั้งเพื่อน และครู (เอ็ดออกมาจากโรงเรียนกลางคัน) แต่ทว่าวิธีการเลี้ยงของแม่เขานั้น ออกจะผิดแปลกไปสักหน่อย เธอเลี้ยงดูเอ็ดอย่างเด็กผู้หญิง เพราะเธอหวังว่าลูกคนที่สองเป็นหญิง และกิจกรรมที่เธอมักทำร่วมกับเอ็ดอยู่บ่อยๆ คือ การพาเขาไปดูการชำแหละซากสัตว์

คำสอนที่เธอมักสอนเอ็ดอยู่บ่อยๆ เธอมักสอนว่า “ผู้หญิงทุกคน (ยกเว้นแม่) ล้วนบาปหนา” และ “แกไม่สามารถมีเพื่อนได้ ยกเว้นแม่” เขาเชื่อคำสอนนี้ และเขามองแม่เหมือนเป็นพระเจ้า แม้จนสิ้นอายุขัย จนกระทั่งพ่อของเขาตายเมื่ออายุยี่สิบกว่าๆ กิจการทั้งหมดทั้งสามคนที่เหลือจึงเป็นผู้รับผิดชอบ ถึงแม้เอ็ดและพี่ชายจะถึงวัยหนุ่ม แต่เขาก็ยังเป็นโสด ผิดจากวัยรุ่นทั่วไป เนื่องจากไม่มีหญิงสาวคนไหน ทนคำพูดของแม่ได้ เธอบอกว่าการมีเพศสัมพันธ์นั้นเป็นบาปยิ่ง เมื่อเอ็ดอายุ ๔๐ ฟาร์มของเขาอยู่ในช่วงวิกฤต ผลผลิตภายในฟาร์มไม่ดี ขาดทุนมากมาย พี่ชายของเอ็ดต้องทำงานอื่นเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งช่วงนี้เองพี่ชายเขามักปากกล้าโต้เถียงแม่เป็นประจำ แต่เอ็ดก็ยังเข้าข้างแม่ แม้เรื่องที่โต้เถียงกันแม่จะเป็นฝ่ายผิดก็ตาม สำหรับเขาแม่คือพระเจ้า และมันผู้ใดที่ต่อต้านพระเจ้ามันต้องได้รับบทลงโทษ

ในปี ๑๙๔๔ เฮนรี่พี่ชายของเอ็ดก็เสียชีวิตจากการถูกไฟคลอก ในขณะที่เกิดแพลิงไหม้ในแปลงข้าวโพด มีหลายคนเห็นพี่ชายของเอ็ดอยู่กับเอ็ดในแปลงข้าวโพดก่อนเกิดเหตุไม่นานนัก ปีถัดมาแม่ของเขาล้มป่วยอัมพาธ และเสียชีวิตไปจากการเกิดอุบัติเหตุ ปัญหาต่างๆ ทั้งงานฟาร์มและปัญหาครอบครัวล้วนมีส่วนให้เขาเปลี่ยนแปลงไป กระทั่งเอ็ด กีน วัย ๕๑ ปี เขาเป็นชายที่สุภาพ อ่อนโยน และสันโดษ แต่สำหรับชาวบ้าน เขาดูเป็นคนน่ารังเกียจ เป็นคนผิดปกติ ออกกระตุ้งกระติ้งแบบผู้หญิง จึงไม่ค่อยมีใครสุงสิง หรือพยายามสนิทเท่าใดนัก

เมื่อปราศจากแม่ เขาก็เป็นอิสระ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องการให้แม่กลับคืนมา...

จุดเริ่มตำนานจอมถลก

เขาเริ่มสนใจในร่างกายของเพศหญิงที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เป็นการสนใจที่แปลกประหลาด สับสน แยกไม่ออกว่ามันเป็นความต้องการทางเพศ หรือความต้องการเรือนร่างของสตรี เขาหาหนังสือที่เกี่ยวกับเรือนร่างของสตรีเพศมาอ่าน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับการแพทย์ สาระนุกรม หรือแม้กระทั่งทดลองของนาซีในสงครามโลกครั้งที่สอง ข้อมูลเหล่านี้กระตุ้นความปรารถนาในจิตใจให้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้นเขาปิดตายห้องต่างๆ ในบ้านตัวเองยกเว้นห้องครัว และห้องนอนที่อยู่ชั้นล่างเท่านั้น

ไม่รู้ว่าเอ็ดได้ฆ่าเหยื่อไปกี่คนกันแน่ แต่จากสืบสวนของตำรวจเขาว่าเอ็ดฆ่าเหยื่อ ๒ ราย เหยื่อรายแรกที่เขาลงมือคือ นางมารี โฮแกน วัย ๕๕ ปี ในปี ๑๙๕๔ แม่หม้ายเจ้าของร้านอาหารและบาร์เล็กๆ ชื่อโฮแกน ทราเวิร์น ที่หมู่บ้านไพน์โกรฟ ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ว่ามีอะไรเกิดขึ้น ระหว่างเธออยู่กับเอ็ดตามลำพัง จนกระทั่งมีลูกค้าคนหนึ่ง เข้าไปที่นั่น แต่ก็ไม่พบคนขาย ตรงกันข้ามสิ่งที่ปรากฏกลับเป็นเลือดกองใหญ่บนพื้นตรงประตูด้านหลังร้าน กับกระสุนปืนพกขนาด ๓๒ หนึ่งปลอก รอยเลือดปรากฏเป็นระยะๆ ไปจนถึงที่จอดรถและหายไป เข้าใจว่านางมารีคงถูกนำไปขึ้นรถจากตรงนั้น ตำรวจไม่สามารถตามหาตัวเธอได้ แต่ในบันทึกการสอบปากคำพยานของตำรวจ นายเอลโม เจ้าของโรงเลื้อยได้ให้การกับตำรวจว่า เขาเคยคุยกับเอ็ดเรื่องการหายตัวของมารี เอ็ดตอบเขาว่าเธออยู่ที่ฟาร์มของเขานั่นแหละไม่ได้หายไปไหนหรอก ตอนนั้นเอลโมคิดว่าเอ็ดพูดเล่น จึงไม่ใส่ใจ และถามอะไรเพิ่มเติม ซึ่งนั้นก็ไม่อาจทำให้เขาตกเป็นผู้ต้องสงสัยได้

สามปีให้หลังจากการเสียชีวิตของมารี เอ็ดเริ่มหาเหยื่อรายใหม่ ความซวยหนนี้ตกไปอยู่ที่ นางเบอร์นิซ วอร์เดน หญิงหม้ายวัย ๖๐ ปี เจ้าของร้านขายอุปกรณ์ในเมืองเพลนฟิลด์ วันนั้นเป็นวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๑๙๕๗ แน่นอนว่าเอ็ดเข้ามาในร้านตอนที่ไม่มีคนอยู่ เขาใช้ปืนขนาด .๒๒ ที่นำมาเองใส่เข้าไปในปืนไรเฟิล และยิงเธอโดยไม่ทันรู้ตัว จากนั้นจึงนำร่างของเธอขึ้นรถบรรทุกสำหรับส่งของ แล้วขับกลับบ้านเขาในเวลาต่อมา แฟรงค์ลูกชายของเบอร์นิชที่เพิ่งกลับมาจากการล่าสัตว์ เขาเห็นประตูร้านของแม่เขาล็อคเอาไว้ แต่มีไฟเปิดอยู่ด้านในซึ่งมันผิดปกติ เพราะนี่เป็นเวลาที่ร้านควรปิดได้แล้ว เมื่อเปิดประตูเข้าไปข้างใน ก็พบเครื่องคิดเงินหายไปและมีกองเลือดกระจายอยู่เต็มพื้น แฟรงค์รีบโทรแจ้งตำรวจทันที จากการสอบปากคำของคนในพื้นที่ใกล้เคียง มีผู้พบเห็นรถส่งของของร้านแล่นผ่านไปเมื่อเวลาประมาณ ๙.๓๐ น.

ในขณะที่ตำรวจกำลังตรวจสอบที่เกิดเหตุ แฟรงค์และเจ้าหน้าที่ก็ได้พบหลักฐานชิ้นสำคัญอย่างหนึ่งเข้า นั่นก็คือใบเสร็จรับเงินว่าร้านได้ขายของให้ใครบ้าง แฟรงค์จึงฉุกคิดขึ้นได้ว่า เมื่อวานมีลูกค้าประจำของร้านรายหนึ่งได้ถามกับเขาว่า พรุ่งนี้เขาจะอยู่ร้านหรือเปล่า และลูกค้าประจำคนนั้นก็คือ เอ็ดเวิร์ด กีน

แฟรงค์และตำรวจรีบรุดไปที่ฟาร์มของเอ็ดทันที เนื่องจากกลัวว่าเอ็ดจะรู้ตัว และหลบหนี แต่เมื่อไปถึงกลับไม่พบตัวของเอ็ด เจ้าหน้าที่จึงยังไม่สามารถเข้าตรวจค้นภายในบ้านได้ พวกเขาจึงขับรถออกค้นหาแถวเวสต์เพลนฟิลด์ อันเป็นสถานที่ที่เอ็ดชอบไปซื้อของใช้ พอไปถึงก็พบกับเอ็ดพอดี เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัว และทันใดนั้นเอง เอ็ดก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยทันที เพราะเขาเอ่ยปากบอกแก่เจ้าหน้าที่ว่า เขาเป็นผู้ต้องสงสัยฆ่านางวอร์เดน ทั้งๆ ที่ยังไม่มีใครเอ่ยถาม

เปิดบ้านเอ็ดเวิร์ด กีน พิพิธภัณฑ์มนุษย์หรือบ้านผีสิง

เย็นวันนั้น ตำรวจชุดเดิมพร้อมอาวุธครบมือกลับไปที่บ้านของเอ็ดอีกครั้งเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม ทันทีที่ก้าวออกจากรถ ทุกคนในที่นั้นต่างได้กลิ่นเน่าโชยจากตัวบ้านของเขา เด็กๆ แถวนั้นเรียกมันว่าบ้านผีสิง เขาเปิดประตูที่ด้านข้าง เพราะประตูหน้าล็อค เวลาที่ไปค้นนั้นเป็นเวลาหัวค่ำ ตัวบ้านนั้นมืดเพราะไม่มีไฟฟ้าใช้ ภายในบ้านมีน้ำขัง ซึ่งมันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่แม่เขามีชีวิตอยู่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงใช้ไฟฉายสาด และตามเข้าเอ็ดเข้าไป สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำเอาทุกคนหัวใจแทบหยุดเต้นด้วยความสยดสยอง

มันคือร่างเปลือยเปล่า ซีดขาวโพลน ร่างหนึ่งถูกแขวนห้อยหัวอยู่กับคานของโครงหลังคา ขาทั้งสองข้างแยกออกกว้าง เห็นชัดว่าร่างนั้นถูกอะไรบางอย่างผ่านด้านหน้า ตั้งแต่หว่างขายาวไปถึงลำคอ ดูจากร่างแล้วเป็นผู้หญิง เพียงแต่ไม่รู้ว่าใคร เพราะร่างนั้นปราศจากหัว...

ท่ามกลางกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบ้านของพวกเขา สำรวจต่อก็พบว่าทั้งบ้านแทบจะเหมือนกองขยะ ที่ไม่เคยเก็บกวาดเลย และ เจ้าหน้าที่ก็แทบช็อกกันอีกครั้ง เพราะบ้านหลังนี้คล้ายพิพิธภัณฑ์เก็บซากศพ และอวัยวะศพ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกจากหลายๆ ส่วนของมนุษย์ มีจมูกที่ตัดออกจากใบหน้าคนจำนวน ๔ จมูก กระป๋องใส่อาหารที่ขึงด้วยหนังมนุษย์ที่ทำเป็นกลอง

ถ้วยที่ทำจากกะโหลกของมนุษย์ โดยตัดส่วนบนของกะโหลกออก หน้ากากที่เฉือนออกมาจากใบหน้าของผู้หญิง จำนวน ๙ ชิ้น หัวของผู้หญิงที่ถูกเลื่อยส่วนบนตั้งแต่โหนกคิ้วออกไปจำนวนสิบหัว เก้าอี้ถูกเปลี่ยนจากเบาะธรรมดาเป็นเบาะหนังมนุษย์ ในตู้เต็มไปด้วยอวัยวะมนุษย์ มีกำไลมือ กระเป๋าหิ้ว ปลอกมีด สนับแข้ง โคมไฟ เสื้อที่ทำจากหนังมนุษย์ เข็มขัดที่ประดับด้วยปลายถันของสตรีสี่ชิ้น นอกจากนี้ยังมีอวัยวะหลายส่วนที่ใช้ประดับบ้าน เช่น หัวคน ริมฝีปาก อวัยวะเพศของผู้หญิง หัวกะโหลกที่ติดไว้ข้างเตียงที่เคยเป็นของแม่ของเอ็ดเอง กับหนังร่างกายของผู้หญิงแบบเต็มตัวตั้งแต่ใบหน้าลงไป ว่ากันว่า เมื่อถึงพระจันทร์เต็มดวง เอ็ดจะออกมาเต้นรำโดยใช้หน้ากากเป็นผู้หญิงใส่วิก และเสื้อกั๊กเต็มยศ ส่วนอวัยวะเพศถูกใส่ไว้ในกางเกงใน (นี่อาจเป็นที่มาของชื่อภาพยนตร์เรื่อง In the Light of the Moon)

ในที่สุด พวกเจ้าหน้าที่ก็พบศีรษะของนางวอร์เดน และไส้ของเธออยู่กระทะบนเตา แต่เอ็ดปฏิเสธว่าเขาไม่กินเนื้อคน แต่จากการสอบถามเพื่อนบ้าน หลายคนบอกว่าเคยได้รับเนื้อเป็นของขวัญ เขาบอกว่าเป็นเนื้อกวางที่ล่ามาได้ ทั้งๆ ที่เอ็ดเองบอกว่าไม่เคยเข้าป่าล่าสัตว์เลย ถึงตอนนี้เจ้าหนี้ที่ก็รู้แล้วว่ามันคือเนื้ออะไรจากการชันสูตรศพ และอวัยวะทั้งหมดภายในบ้าน พบว่าจำนวนศพที่อยู่ในบ้านมีทั้งหมดถึงสิบห้าศพด้วยกัน และชิ้นส่วนของมนุษย์ที่ไม่เข้ากับร่างใดอีกมากมายในบ้านเขา

บทสรุปของบุรุษวิปลาส ความตายอันนำไปสู่การเกิดใหม่

ถึงอย่างไรตำรวจสามารถตั้งข้อหาฆ่าคนตายให้แก่เอ็ดได้แค่สองศพ นั่นคือนางมารี โฮแกน และนางเบอร์นิซ วอร์เดน ซึ่งทั้งสองมีหน้าตาคล้ายแม่ของเขา แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังสงสัยว่าเขาอาจเป็นคนสังหารพี่ชายของเขา คนงานสองคนที่ทำงานในฟาร์ม และเด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวสองคน แต่เนื่องจากไม่พบหลักฐานใดที่สามารถมัดตัวเขาได้ เอ็ดจึงถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลบ้า ชื่อ เซ็นทรัล สเตท (Central State Hospital) หลังจากแพทย์วินิจฉัยพบว่าเขาเป็นคนผิดปกติทางจิตอย่างรุนแรง ต่อมาถูกย้ายตัวไปรักษาตัวที่สถาบันวิจัย และดูแลผู้ป่วยทางจิตแมนโดด้า (Mendota State Hospital) ทั้งที่เขาก่อคดีฆาตกรรมที่โหดเหี้ยม และน่ากลัวอย่างที่ไม่มีใครทำมาก่อน ในบันทึกคำให้การของคนที่ดูแลเขาได้เขียนไว้ว่า เอ็ดเป็นคนเรียบร้อย สุภาพ ไม่ก้าวร้าวกับคนอื่น แต่เขามักพูดถึงความสุขที่เขาได้ฆ่าเหยื่อบ่อยๆ

เวลาผ่านไป ๑๐ ปี ศาลได้ตำสินคดีของเขา ซึ่งผลคือ เอ็ดผิดจริง แต่ทำไปเพราะอาการป่วยทางจิตอย่างรุนแรงเพราะบ้า ดังนั้น เขาจึงถูกควบคุมตัวอยู่ที่เมนโดด้า จนวาระสุดท้ายของเขาในปี ค.ศ.๑๙๘๔ ด้วยโรคหัวใจ ในวัย ๗๗ ปี ในระหว่างที่เขาติดคุกบ้านสยองขวัญของเขาก็ถูกไฟไหม้

เหมือนทุกอย่างจะจบ แต่ตำนานบทใหม่ที่ถูกเล่าขานกำลังเพิ่งเริ่มต้น ในปี ค.ศ.๑๙๖๐ นิตยสารไลฟ์และไทม์ลงข่าวเกี่ยวกับตัวเขา และบ้านสยองขวัญ เรื่องของเอ็ดกับโด่งดังไปทั่ว กลายเป็นตำนานของวิสคอนซิล จนนักเขียน โรเบิร์ต บลอซ นำเรื่องราวของเขาไปเขียนเป็นนวนิยายในปี และนิยายดังกล่าวถูกนำไปสร้างเป็นหนังสยองขวัญต่างๆ มากมายที่กล่าวถึง และได้รับรางวัลมากมาย เพราะเนื้อเรื่องแปลกใหม่ และโด่งดังจนเป็นต้นแบบภาพยนตร์แนวนี้ต่อมาอีกนับไม่ถ้วน และเอ็ดเวิร์ด กีนก็กลายเป็นฆาตกรที่มีแฟนคลับมากที่สุดในโลก และมีร้านขายสินค้าแนวนี้อีกนับไม่ถ้วนในอเมริกา ดินแดนที่มีการก่ออาชญากรรมมากที่สุดในโลก แต่เอ็ดไม่รับรู้อะไรแล้ว ร่างกายของเขาสงบนิ่งในสุสาน เหลือไว้แต่ตำนานที่ถูกนำมาเล่าขานอย่างไม่รู้จบ


เปิดบันทึกสยอง Ed Gien ฆาตกรจิตวิปริต ของนายอำเภอ Arthur schley
๑๗ พฤศจิกายน ๑๙๕๗ นาย arthur schley นายอำเภอจากเมือง painfield กำลังปฏิบัติหน้าที่ในการสืบหาการหายตัวไปอย่างลึกลับของนาง Bernic Worden วัย ๕๘ ปี เจ้าของร้านชำย่าน painfield จากการตรวจสอบภายในร้านของเธอพบใบเสร็จรับเงินตกอยู่ที่พื้นใกล้กองเลือดที่ไหลเป็นทางยาวและเงิดสดบนโต๊ะที่หายไปจำนวนหนึ่ง จากหลักฐานนี่เองที่นำทางให้นายอำเภอ Schley พบกับประสบการณ์ที่จะไม่มีวันลืมเลือนตลอดชีวิต

จากการหายตัวไปอย่างลึกลับของนาง Bernic Worden ทำให้เย็นวันหนึ่งในปี ๑๙๕๗ นายอำเภอ Schley เดินทางมาที่ไร่แห่งหนึ่งในรัฐ Wisconsin ซึ่งอยู่ห่างไกลจากผู้คน นายอำเภอ Schley ยืนมองทุ่งแห่งนี้ด้วยความวิตกกังวลอย่างบอกไม่ถูก ในมือของเขามีเอกสารฉบับหนึ่งซึ่งมันคือเอกสิทธ์ในการเข้าตรวจค้นบ้านและไร่แห่งนี้ซึ่งนาย Ed Gien อายุ ๕๑ ปีเป็นเจ้าของและยังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในการหายตัวไปของนาง Worden ด้วยเพราะพฤติกรรมเยือกเย็นและไม่เคยสุงสิงกับใคร Gien จึงตกอยู่ในสถานะเช่นนี้

นายอำเภอ Schley เดินตรงไปยังบ้านที่มีสภาพเก่าและทรุดโทรมหน้าบ้านถูกตกแต่งด้วยเขาสัตว์และเศษกระดูกที่ถูกห้อยเป็นเครื่องประดับตกแต่งบ้าน นายอำเภอ Schley เดินสำรวจอยู่รอบบริเวณบ้าน ซึ่งเต็มไปด้วย ซากรถยนต์ สิ่งของเหลือใช้และเสื้อผ้าของผู้หญิง ระหว่างที่เดินสำรวจเขาก็พบกับประตูบานหนึ่งซึ่งมันไม่ได้ถูกปิดล็อคไว้ มองจากทางด้านนอก เขาพอเดาได้ว่ามันน่าจะเป็นประตูห้องครัว นายอำเภอ Schley ตัดสินใจเดินตรงเข้าไปยังประตูนั้น ด้านในมืดสนิทแสงสว่างจากด้านนอกไม่สามารถเล็ดลอดเข้ามาได้ เขาคว้ากระบอกไฟฉายที่ติดอยู่กับเข็มขัดข้างเอวส่องมองดูรอบๆ เขาก้าวเดินอย่างช้าๆด้วยความระมัดระวัง ในห้องครัวที่มืดมิด กลิ่นเหม็นเน่าสัมผัสกับจมูกของเขาอย่างจัง Schley พยายามมองหาต้นตอของกลิ่น จนพบกับถังขยะ ๑ ใบในมุมหนึ่งของห้องครัว ระหว่างที่เขาสำรวจถังขยะใบนั้น มือข้างหนึ่งของเขาก็เหวี่ยงไปกระทบกับวัตถุบางอย่างเขากลับหลังหันทันที แล้วสาดแสงไฟจากกระบอกไฟฉายไปยังสิ่งนั้น

เบื้องหน้าของ นายอำเภอ Schley ตอนนี้คือร่างกายมนุษย์!!!!! มันถูกห้อยลงมาจากเพดานด้านบน ไร้หัว ท้องถูกกรีดแหวกเป็นทางยาวแล้วเอาเครื่องในออกแขวนกับคานด้านบน ตอนนี้บริเวณพื้นห้องเนืองนองไปด้วยเลือดสีแดงฉาน ความรู้สึกของเขาตอนนี้คล้ายดั่งยืนอยู่กลางทะเลเลือดเพียงลำพัง นายอำเภอ Schley ยืนตะลึงกับภาพเบื้องหน้า เขาตั้งสติอยู่ครู่ใหญ่ก่อนพิจารณาดูซากศพนั้น นายอำเภอ Schley รู้ทันทีว่า นี่คือคำตอบที่ทำให้เขามายังบ้านหลังนี้ ร่างที่ถูกห้อยลงมาคือร่างของนาง Worden หญิงวัย ๕๘ ปีที่เขากำลังตามหา ไม่ห่างจากบริเวณนั้นสักเท่าไร คำตอบของนายอำเภอ Schley ก็ชัดเจนขึ้นอีกเมื่อข้างเท้าของเขาคือ ศรีษะของนาง Worden ที่ถูกประดับประดาไปด้วยตะปูนับร้อยตัว มันทิ่มในรูหู ดวงตา และทั่วทั้งใบหน้าของเธอ ราวกับสิ่งของที่เตรียมไว้เพื่อโชว์หรือ ตกแต่ง นายอำเภอ Schley เริ่มรู้สึกหวั่นในการตรวจค้นครั้งนี้แต่นั้นยิ่งทำให้เขาตั้งคำถามขึ้นในใจว่านาย Ed Gien เจ้าของบ้านไร่แห่งนี้คือมนุษย์หรือ?????????

นายอำเภอ Schley เดินตามทางจนมาถึงบริเวณห้องโถงใหญ่ของบ้าน ข้าวของเครื่องใช้ถูกวางทิ้งกระจัดกระจาย เฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าๆที่ผุพังถูกตั้งเป็นสัดส่วน บนโต๊ะมีตะเกียงและถ้วยชามตั้งวางอยู่ นายอำเภอ Schley เดินตรงไปยังที่โต๊ะทันที เขาหยิบไฟแช็คจากในกระเป๋า คว้าตะเกียงที่อยู่บนโต๊ะนำมาจุดไฟ แสงสว่างจากตะเกียงกระทบกับวัตถุรอบๆห้อง นายอำเภอ Schley มองไปรอบๆ แล้วสายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับอะไรหลายๆ อย่าง เป็นครั้งแรกที่เขาไม่คิดอยากเชื่อสายตาตัวเอง เพราะสิ่งที่เขาเห็นนั้น

มันคือ ใบหน้าของสตรี ๙ คนที่ถูกตรึงติดแน่นไว้กับกำแพง มันถูกตกแต่งราวกับเป็นงานปฎิมากรรมชั้นสูง ผ้าม่านที่ประดับประดาไปด้วยริมฝีปากของผู้หญิง เก้าอี้ที่ถูกขึงจากผิวหนังของมนุษย์ และข้างตัวของเขาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะคือชามซุปที่ทำจากกะโหลกศรีษะด้านบนของมนุษย์ และจานที่ใส่หัวใจสีแดงสดพร้อมรับประทาน

นายอำเภอ Schley ตกอยู่ในสภาพจิตที่เลวร้าย เขาหวาดกลัวและหวาดหวั่นชายชื่อ Ed Gien ขึ้นมาทันที หัวใจเต้นระรัว กลางฝ่ามือ ใบหน้า เสื้อผ้าชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขาคว้าวิทยุสื่อสารขอกำลังเสริมเป็นการด่วน ในสมองคิดเพียงว่าภาพเหล่านี้มันเคยเกิดขึ้นเพียงในนิยายสยองขวัญ เขาไม่เชื่อ เพราะไม่อยากเชื่อว่ามันเกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง เมื่อกำลังเสริมมาถึงการค้นอย่างละเอียดจึงเริ่มขึ้น บ้านหลังนี้คล้ายกับพิธภัณฑ์สะสมชิ้นส่วนมนุษย์ แขนขาและอวัยวะบางส่วนกระจัดกระจายกลาดเกลื่อนทั่วบ้าน บ้างถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงามแต่สยดสยองราวกับเป็นคอลเล็คชั่นมนุษย์ จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบกับตู้เสื้อผ้า ซึ่งในตู้แขวนเสื้อเชิ้ตนับสิบตัว ที่ตัดเย็บจากหนังของมนุษย์ ใก้ลกันนั้นยังพบกล่องที่ถูกเก็บไว้อย่างระมัดระวัง ในกล่องมันถูกบรรจุแน่นไปด้วยจมูกและอวัยวะเพศหญิงที่แห้งแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจและนาย อำเภอ Schley ไม่รอช้าเร่งติดตามค้นหานาย Ed Gien ทันที ตำรวจวิทยุให้ตั้งด่านสกัดทุกทางที่คิดว่าเขาจะไปแต่ นาย อำเภอ Schley และตำรวจก็ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อ Ed Gien หายตัวไปอย่างลึกลับไร้ร่องรอย สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียงแค่ความหวาดกลัวในจิตใจของตำรวจและนายอำเภอ Schley

หลังจากข่าวของ Ed Gien แพร่หลายออกไป ไม่นานนัก ทางการก็ออกตามล่าตัว Ed Gien จนเป็นผลสำร็จ เขาถูกส่งตัวไปในคุกเขต Wautoma , จากการสอบสวน Ed Gien รับสารภาพทุกข้อกล่าวหาด้วยใบหน้าที่ราบเรียบไร้ความรู้สึก เขาเล่าให้ตำรวจฟังว่า.........

ผมระเบิดสมองของเธอ (นาง Worden) ด้วยปืนไรเฟิลขนาด.๒๒ จากนั้นจึงลากเธอกลับมาที่โรงนา จากคำให้การนี่เองที่ทำให้ตำรวจพบหลักฐานที่สำคัญอีกหลายชิ้นซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า Ed Gien เป็นฆาตกรจิตวิปลาสที่สุดในยุคสมัย จาการตรวจค้นโรงนาและบ้านของเขาอย่างละเอียดอีกครั้ง ตำรวจก็ต้องตะลึงงันเมื่อสิ่งที่พวกเขาพบคือ ศพผู้หญิงจำนวนนับสิบถูกตัดแขนตัดขา และส่วนสำคัญในร่างกายถูกเฉือนออกไม่ว่าจะเป็น หน้าอก จมูก หู หรือแม้แต่อวัยวะเพศ นอกจากนั้นภายในบ้านยังพบ ใบหน้าพร้อมเส้นผมที่ถูกลอกออกมาแช่ไว้ในขวดโหล ดองด้วยเกลือดูคล้ายเพื่อสวมใส่เป็นหน้ากาก นอกจากนั้น Ed Gien ยังเล่าให้ตำรวจฟังด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มว่า ....

“เกือบทุกคืนผมมักจะใส่หน้ากากเหล่านั้น สวมใส่เสื้อที่ตัดเย็บจากผิวหนังของพวกหล่อน และหนีบอวัยวะเพศนั้นไว้ที่หว่างขา พร้อมกระโดดโลดเต้นไปมากลางท้องทุ่งใต้แสงจันทร์ ผมมีความสุขที่ทำเช่นนั้น ผมเป็นหนึ่งเดียวกับพวกเธอ”

เรื่องราวของ Ed gien เป็นแรงบันดาลใจ ให้ผู้กำกับมากมายถ่ายทอดออกมาในรูปแบบเฉพาะตัวไม่ว่าจะเป็น Psycho, The Silence Of The Lambs, ไม่เว้นแม้แต่ภาพยนตร์สยองขวัญสุดคลาสสิค The Texas Chainsaw Massacre ซึ่งเหล่าบรรดาฆาตกรในภาพยนตร์ต่างก็ได้ Ed Gien เป็นต้นแบบแทบทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีหนังสือชีวประวัติของ Ed Gien ที่ชื่อ Deviant: The Shocking True Story of Ed Gein, the Original Psycho โดย Harold Schechter แต่ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหรือภาพยนตร์ก็คงไม่อาจทัดเทียมความเป็นหนึ่งในตำนานฆาตรกรต่อเนื่อง จิตวิปริต วิปลาส แห่งยุคสมัยอย่าง Ed Gien ได้อย่างแน่นอน




 

Create Date : 23 มีนาคม 2552    
Last Update : 23 มีนาคม 2552 19:09:11 น.
Counter : 1727 Pageviews.  

อิซซากะ ซากาวะ ผู้พิศมัยเนื้อมนุษย์



อาหารประจำชาติของญี่ปุ่นใครๆ ก็รู้ว่ามันคือซาซิมิหรือปลาดิบ แต่สำหรับซากาวะแล้ว เขาชอบเนื้อมนุษย์ เขาฆ่าเพื่อนนักศึกษาชาวยุโรปแล้วกินเธอเพื่อสนองอารมณ์วิปริต เมื่อถูกจับ เขารอดจากคุกแล้วกลับไปยังประเทศบ้านเกิดอย่างสบายในฐานะคนกินคน

อิสเซ ซากาวะ (ระหว่างหาข้อมูลบางที่ก็เรียกว่า อิซซากะ ซากาวะ Issei Sagawa) เกิดเมื่อ ๑๑ กรกฎาคม ๑๙๔๙ บิดาของเขาเป็นทหารที่เคยถูกกักตัวอยู่ที่รัสเซีย และต่อมาได้ประสบผลสำเร็จเป็นประธานการบริษัทอุตสาหกรรมเครื่องดื่มคูติระในกรุงโตเกียวและขยายสาขาไปทั่วโลก (รวมทั้งประเทศไทย)

ว่ากันว่าตอนที่ซาคาว่าเกิดมานั้น แม่ของเขาคลอดก่อนกำหนดจนเกือบจะแท้งและซากาวะก็ตัวเล็กมากจนมีขนาดเพียงฝ่ามือข้างเดียวของพ่อ

เมื่อโตขึ้นซากาวะมีรูปร่างเตี้ยมากสูงไม่เกิน ๕ ฟุต มือเท้ามีขนาดเล็ก เสียงพูดก็แหลมเหมือนผู้หญิง และมีท่าทางกระตุ้งกระติ้งออกไปทางผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย มีแนวโน้มอาจเป็นพวกลักเพศ แต่ถึงเขาเป็นอย่างนี้พ่อของเขาก็รักลูกสุดดวงใจเพราะเขาคือหนึ่งเดียวที่จะสานต่อกิจการของครอบครัว

ซากาวะเป็นเด็กที่ฉลาดมากแต่ร่างกายค่อนข้างอ่อนแอ ผอม และค่อนข้างกังวลเรื่องส่วนสูงของตนเอง แต่เขาชอบวรรณกรรม โดยนิยมอ่านงานเขียนเรื่อง Wuthering Heights (Emily Jane Brontë), War and Peace (Voyna i mir) และ"สี่ดรุณี"(Louisa May Alcott) ซึ่งจากความชอบนี้เองทำให้เขามีความรู้ในภาษาต่างประเทศหลายภาษา จนสามารถไปเรียนต่อวิชาวรรณคดีอังกฤษที่มหาวิทยาลัยวาโกอย่างสบาย

และที่ยุโรปนี้เอง เขาได้เกิดหลงใหลสตรีชาวยุโรปที่รูปร่างสูงกว่าเขาและหลงรักพวกเธออย่างลึกซึ้ง

ซึ้งจน....................อยากกินพวกเธอ

เมื่ออิสเซ วากาวะ เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยวาโก เขาเริ่มสนใจ TEMPEST ของเชคเปียร์ส ซาคาว่าเลือกหัวข้อนี้มาเป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท ซึ่งฉบับภาษาฝรั่งเศสได้รับเสียงวิจารณ์อันดีจากอาจารย์หลายคน และมีกำหนดจะตีพิมพ์หากเขาไม่ถูกจับในคดีอันอื้อฉาวนี้เสียก่อน


ครั้งแรก

ไม่รู้ว่าอิสเซ ซากาวะนั้นมีความรู้สึกอยากกินคนตั้งแต่เมื่อไหร่

จากการสันนิษฐานเขาอาจเริ่มรู้สึกอยากกินคน ตอนที่เขาเรียนอยู่วาโก ที่นั้นเขาได้ตกหลุมรักครูสาวเยอรมันคนหนึ่งอย่างหักปักหัวปำ แต่ไม่ได้รักแบบชู้สาว แต่เป็น..............

"เวลาที่ผมพบผู้หญิงคนนี้ ผมชั่งใจไม่ถูกว่าจะกินเธอดีไหม"

วันหนึ่งในฤดูร้อน อิสเซลอบปีนไปหน้าต่างที่ครูสาวพักอยู่ ตอนนั้นเธอกำลังหลับสนิทนอนเปลือยกาย อิสเซมาเห็นก็เกิดอารมณ์ขึ้น แต่เวลานั้นเขาไม่ได้พกอาวุธติดตัวมาด้วย จึงใช้ร่มกันฝนแทนมีด แต่ครูสาวตื่นมาเห็นก่อนจึงร้องโวยวายให้คนมาช่วย ทำให้อิสเซเผ่นหนีสุดชีวิต

ในเวลาต่อมาพ่อของอิสเซได้จ่ายค่าเสียหายในคดีนี้ ผู้เสียหายก็ไม่ติดใจที่จะเอาเรื่อง อิสเซจึงไม่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีนี้

อิสเซเมื่อพลาดครั้งแรก เขารู้สึกอาการผิดปกติของเขาจึงได้ทำเรื่องความรู้สึกอยากกินมนุษย์ไปหาจิตแพทย์ จิตแพทย์ตกใจเมื่อรู้ว่าอิสเซไม่ได้แค่มีความคิดแต่ได้ลงมือแล้วแต่ทำไม่สำเร็จ และมีสิทธิสูงที่จะก่อการแบบนี้ต่อไปในวันข้างหน้าอีกครั้ง

จิตแพทย์ได้ทำการพูดคุยกับอิสเซยืนยันว่า เขาเป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่งถ้าไม่แก้ไข แต่ถึงกระนั้นจิตแพทย์ก็เก็บเป็นความลับนี้ไว้ เนื่องจากไม่มีผลสรุปอย่างเป็นทางการ

เมื่อพ่ออิสเซรู้ข่าวจึงแก้ปัญญานี้โดยการให้อิสเซไปเรียนที่อื่นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ อิซเซเลือกที่จะไปเรียนที่ปารีสเพราะที่นั้นเป็นแหล่งรวมเหยื่อผู้หญิงที่มีลักษณะตรงสเป็กเขาพอดี



เรนี ฮาร์เทเวลท์

ระหว่างที่อิสเซทำการศึกษาที่ "สถาบัน เซนซิแยร์" ในมหานครกรุงปารีส ในปี ค.ศ. ๑๙๘๑

อิสเซได้ตกหลุมรักนักศึกษาชาวยุโรปคนหนึ่งชื่อเรนี ฮาร์เทเวลท์ ที่นั่งถัดไปในห้องเรียน

เรนีเป็นสาวสวยชาวยุโรปเหนืออายุ ๒๕ ปี ผมสีบบลอนด์ พูดได้ถึง ๓ ภาษา เธอตั้งเป้าหมายว่าจะเรียนให้จบปริญญาเอกด้านวรรณคดีฝรั่งเศสเพื่อประกอบอาชีพในอนาคต

อิสเซหลงรักเธอจนหักห้ามใจไม่ได้ทุกครั้งที่เห็นแขนขาวเนียนของเธอ เรนีเป็นผู้หญิงในฝันของเขา เขาต้องหาทางให้ถึงตัวเธอให้จงได้

ระยะแรกอิสเซปูทางด้วยการขอให้เรนีสอนภาษาเยอรมันให้เขา โดยเสนอค่าจ้างในราคาสูงๆ เรนียอมรับข้อเสนอนี้

อิสเซเริ่มแผนการด้วยการเขียนจดหมายสารภาพรักกับเธอ นัดเธอไปดูคอนเสิร์ตและนิทรรศการศิลปะต่างๆ แม้ว่าอิสเซจะตัวเล็กและเดินกระตุ้งกระติ้งแบบผู้หญิงแต่เรนีก็ไม่ได้รังเกียจที่จะไปไหนมาไหนด้วยกัน จนบางครั้งเรนีก็ชวนอิสเซไปกินน้ำชาบ้านของตัวเอง บางครั้งก็เต้นรำด้วยกัน

แต่บางครั้งอิสเซก็มักแสดงพฤติกรรมวิปริตให้เรนีเห็นบ่อยๆ เช่น ครั้งหนึ่งอิสเซเชิญเรนีมาที่อพาร์ทเมนต์เพื่อรับประทานอาหารค่ำ อิสเซให้เรนีอ่านกวีคลาสสิกของเยอรมัน เธอทำตามที่อิสเซต้องการ พอเรนีออกไปแล้วกลับก็พบอิสเซแสดงอารมณ์วิปริตออกมา เขาสูดดมกลิ่นที่เก้าอี้ที่เรนินั่ง ใช้ลิ้นเลียที่ผ้าบุเก้าอี้ พร้อมสบถว่าแม่คุณเอ๋ยฉันจะกินเธอให้อิ่มแปล้ให้จงได้

เรนีเห็นพฤติกรรมของอิสเซ ดูแล้วน่าขยะแขยงอย่างยิ่ง

และแล้ววันนั้นก็มาถึง................................(จากคำให้การของอิสเซในเวลาต่อมาบอกว่าเขามีความคิดที่จะฆ่าโสเภณีเพื่อฆ่ากินศพหลายครั้งแล้ว แต่ตัดใจก่อนเพราะทำไม่ลง)



ชิ้นส่วนในตู้เย็น


ดึกสงัดของคืนวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๑๙๘๑ ใจกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

แถวๆบริเวณที่ทิ้งขยะของริมฝั่งแม่น้ำแซน ซึ่งไม่ห่างจากโบสถ์ นอเตรอะดามมี มากนัก เป็นสถานที่ที่คนไม่ค่อยจะผ่าน หรือเรียกได้ว่าเป็นที่เปลี่ยวลับหูลับตาคน และที่นี่ เป็นจุดรวมของคนเร่ร่อนที่ชาวฝรั่งเศlเรียกว่า "พวกโกซา" มาอาศัยหลับๆ นอนๆและคุ้ยเขี่ยหาเศษขยะเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ต่อ พอได้เงินมาจากการขโมยของหรือทำผิดกกฎหมายบางอย่างก็นำไปซื้อเหล้าขาวราคาถูกๆ ใส่ขวดน้ำ เดินโซซัดโซเซ บ้างก็พร่ำเพ้อบ้าบอด่าทอไปต่างๆนานาแล้วแต่จะนึกได้ ไม่ยี่หร่าในตัวเองและผู้อื่นที่อยู่ในบริเวณชุมชนนั้นๆพร้อมกับเนื้อตัวที่สกปรกมอมแมมเหม็นสาบ

และในคืนนั้นนั่นเอง วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๑๙๘๑ พวกโกซา กลุ่มหนึ่งจะนอนก็นอนไม่หลับ อย่ากระนั้นเลย คุ้ยหาของในกองขยะดีกว่า เผื่อจะได้เจออะไรบางอย่างดีดีตัดหน้าคนอื่น ในขณะที่คนอื่นๆเขานั้น กำลังเมาพับและหลับไปอย่างเมามายไร้สติ

ทันใดนั้น มีเสียงรถแท็กซี่คันหนึ่งแล่นผ่านมา โกซาวัยคะนองผู้นั้นต้องยกมือเข้าปิดป้องที่ใบหน้า กันมิให้แสงสว่างจากไฟส่องหน้ารถเข้ามากระทบตา เขาจึงทำตาหยีๆเพื่อดูสถานการณ์ และแล้วประตูรถแท็กซี่เปิดอ้าออกมา มีหนุ่มเอเซียผู้หนึ่งกำลังค้นกระเป๋าเดินทางใบมหึมาออกจากรถอย่างเร่งรีบและทุลักทุเล เพราะท่าทางกระเป๋าใบนั้นคงจะหนักเอาการ

เมื่อหนุ่มเอเชียนั้นเห็นพวกโกซาก็ตกใจเขาทิ้งกระเป๋านั้นไว้ ก็ปิดประตูรถแท็กซี่ และบึ้งถอยออกไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทราบว่า เหตุการณ์นั้นได้เข้ามาสู่สายตาของโกซาผู้หนึ่งแล้วและท่ามกลางกองขยะที่เน่าเหม็น

หลังจากนั้นมีสองสามีภรรยาคนหนึ่งเดินมาเห็นเหตุการณ์พอดีจึงเดินมาดูหีบใบใหญ่นั้นพร้อมกับโอซา

เมื่อฝากระเป๋าถูกเปิดออกทันที่ และทันใดนั้น.......................

มือมนุษย์ข้างหนึ่งยืดออกจากซิปกระเป๋ามีคราบเลือดติดกรัง ภายในเป็นศพชิ้นส่วนมนุษย์ที่ถูกตัดเป็นท่อนๆ ยัดใส่ลงภายในอย่างประณีต แต่ในเวลาไม่นานชิ้นส่วนเหล่านั้นได้ส่งกลิ่นคาวคลุ้งออกมาจนน่าสะอิดสะเอียน สองสามีภรรยาและพวกโกซาร้องอุทานลั่น ผงะหงายหลังไป ก่อนที่จะตั้งสติได้ และวิ่งแจ้นไปแจ้งความกับตำรวจทันที

นี่คือคำให้การของโคซา และสองสามีภรรยาคู่นั้น ซึ่งหนึ่งชั่วโมงต่อมาหลังเกิดเหตุ ตำรวจได้พบกระเป๋าเดินทางขนาดมหึมาที่โกซานั้นแจ้งความไว้ ตำรวจได้สอบถามบริษัทแท็กซี่หลายๆแห่ง แล้วก็ได้เบาะแสว่า ในคืนนั้น มีชายชาวเอเซียว่าจ้างให้รถแท็กซี่ให้ช่วยขนของจากอพาร์ทเม้นต์ไปทิ้งที่กองขยะริมแม่น้ำแซน

ในขณะเดียวกันสื่อมวลชนเริ่มทำข่าวคดีนี้อย่างสนุกสนานจนเก้าอี้ผกก.ตำรวจร้อน

สี่วันต่อมาหลังจากการพบชิ้นส่วนมนุษย์ ตำรวจถือหมายค้นเข้าห้องพักของนักศึกษาชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง ชื่อว่า"อิสเซ ซากาวะ"

เมื่อเปิดประตู ชายเตี้ยร่างผอมออกมาต้อนรับและให้ความร่วมมือกับตำรวจเป็นอย่างดี

เขาได้ให้รายละเอียดว่า เขาชื่อ อิสเซ ซากาวะ อายุ ๓๒ ปี เป็นลูกชายของเศรษฐีโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น

แนะนำตัวเสร็จแล้ว เขาก็ทำตนเหมือนไม่มีความผิดอะไร ซากาวะเชิญชวนตำรวจให้เข้ามาในห้อง จัดแจงเสิร์ฟน้ำชาและคาดว่าน่าจะชวนให้รับประทานอาหารมื้อเย็นด้วยกันเป็นเพื่อกับเ

แต่ด้วยการต้อนรับที่อบอุ่น ห้องของเขาที่สะอาดสะอ้าน แต่ทว่า.........

ยังมีอะไรบางอย่างที่มีกลิ่นอายแห่งความกลัวและขนพองสยองเกล้า

ที่ตรงนั้น...โต๊ะอาหาร ตำรวจต่างพากันพะอืดพะอมกับก้อนเนื้อเป็นกองๆ และเครื่องในที่ล้างๆออกมาไว้ในชาม กะละมังตั้งเรียงเป็นแถวเป็นแนว แล้วยังมีหม้อพะโล้ หม้อต้มเค็มวางไว้ข้างๆ

ถ้ามองเข้าไปในครัวก็จะมองเห็นสตู ซึ่งกำลังเดือดปุดๆอยู่บนเตา สิ่งเหล่านี้ทำให้ตำรวจที่เข้ามารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างไรไม่รู้ แต่ใจพวกเขาคิดว่า ซากาวะดูท่าทางอบอุ่น ไม่น่าจะวิปริตขนาดนั้นหรอกมั้ง............

แต่ว่า........ลางสังหรณ์ก็บังเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อตำรวจเอื้อมมือเขาไปเปิดตู้เย็น

ไอเย็นๆของน้ำแข็งระเหยออกมา ม้วนตัวออกมาเป็นวงรี ปรากฏศีรษะของผู้หญิงคนหนึ่งวางเด่นเป็นสง่าอยู่กลางแสงไฟจ้า

ศีรษะที่ถูกตัดแค่คอมีผมยาวสีน้ำตาลทอง ใบหน้าที่เคยดูสวย แต่บัดนี้กลับดูสยอง

ตาข้างหนึ่งหรี่เกือบปิดสนิท อีกข้างหนึ่งลืมตาครึ่งๆ จมูกแหว่ง เปรอะเลือด และปากถูเฉือนออกมาทำให้เห็นแผงฟันขาวเวอร์เผยอ้าคล้ายกำลังส่งยิ้มออกมาให้กับผู้ที่จ้องมองเธอ

"แล้วส่วนที่เหลือมันอยู่ไหน?"ตำรวจผู้ซึ่งถือหมายค้นถามด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน ขณะที่ตำรวจอีกหนึ่งคนเหงื่อไหลออกมาเป็นจุดๆ

"ผมทานมันไปแล้วครับ" ซากาวะตอบอย่างยิ้มแย้ม ซื่อๆ ง่ายๆ เมื่อถามถึงเต้านมข้างขวา

"ปรุงสุกๆ อย่างนั้นหรือ!"ตำรวจนายนั้นถามซ้ำอีก เหมือนว่าเขาไม่อยากจะเชื่อในการกระทำของซากาวะ และเหลือเชื่อว่า คนเราจะมีวิธีการทำครัวและเครื่องปรุงวัตถุดิบที่สุดจะวิปริตได้ถึงเพียงนี้

"ดิบๆ ครับ ผมจะลองทำดูแบบซาซิมิดู!!!"ซากาวะตอบแล้วหัวเราะ

"แล่บางๆ ให้เฉียบ แล้วกินดิบๆ หวานหอม อร่อยยิ่งกว่าปลาแซลมอนซะอีกนะครับ


เมนูชวนอ๊วกของเขายังมิได้หมดเพียงเท่านี้ ซากาวะชี้ชวนให้ตำรวจทั้งหลายดู ซุปต้มเค็ม พะโล้เนื้อ สตู และต้มเครื่องในที่เก็บไว้กินกับข้าวสวยๆ ร้อนๆ

"แหมๆ..........ผมไม่อยากเชื่อเลยนะนี่ ผู้หญิงตัวแค่นี้จะนำมาปรุงอาหารได้เยอะขนาดนี้ แถมอร่อยซะด้วย ดูสิ ผมเก็บไว้กินได้หลายๆ อาทิตย์แน่ะ"

ตำรวจและคอข่าวอาชญากรรมแทบทุกคนต่างพากันโก่งคอ อาเจียนกันหมด กว่าจะทำใจสืบสวนกันต่อไปได้รายการอาหารทั้งหมดเช่น ต้มเค็ม สตู ซาซิมิเต้านม ทุกรายการถูกถ่ายเก็บไว้เป็นหลักฐาน พร้อมทั้งศีรษะที่เผยออยู่ในตู้เย็นด้วย

ภาพทั้งหมดถูกนักข่าวจากนิตยสาร Photo ถ่ายเก็บเป็นสารคดีเล่มที่พิเศษสุด แต่น่าเสียดาย เพราะวางจำหน่ายเพียงวันเดียว ทางการสั่งให้เก็บออกจากแผงทั้งหมด เพราะว่ามันน่ากลัวเกินเขย่าขวัญเกินกว่าที่ประชาชนจะรับได้(แต่ผมหาเจอง่ะ ฮ่าๆ)

คืนมรณะและบันทึกของอิสเซ

ย้อนกลับไปวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๑๙๘๑ นั่นคือวาระสุดท้ายของเธอ

อิสเซตัดสินใจฆ่าเรนีเพราะอยากกินเธอ จึงได้ชวนเรนีมาวันเกิดครบรอบ ๓๒ ของเขา

ที่โต๊ะตัวเตี้ย (โต๊ะโทคัทซึ) นั่งตามสไตล์ญี่ปุ่น ซากาวะแอบปลื้มอยู่เงียบๆ เพราะในใจเขาอยากกินเรนีใจจะขาดแล้ว

เมื่อเรนีมาถึงอิสเซได้ต้อนรับเธอด้วยธรรมเนียมญี่ปุ่นด้วยการให้เรนีนั่งคุกเข่ากับพื้นชงชาให้ดื่มผสมเหล้าลงไปด้วย จากนั้นเขาได้สารภาพรักกับเรนีทันที ขณะที่เรนีกำลังตั้งใจสอนเขา

เรนีดูท่าทางจะตกใจมาก เนื่องจากรับสถานการณ์ไม่ทัน หล่อนจึงแกล่งตอบกลบเกลื่อนไปว่าเธอคบอิสเซแค่เป็นเพื่อนเท่านั้น ไม่ใช่แบบชู้สาว

อิสเซเงียบไปพักหนึ่งแล้วผงะจากเรนีเดินไปหยิบกวีนิพนธ์มาส่งให้เธอ แล้วเอื้อมมือไปกดปุ่มบันทึกเสียงในขณะที่เรนีอ่านกวีนิพนธ์ อิสเซฟังเรนีอ่านกวีนิพนธ์พอใจแล้วจากนั้นก็เดินไปข้างหลัง หยิบปืนเดินกลับมาจากนั้นก็จ่อยิงกลางหลังเรนีหนึ่งนัด เรนีสะดุ้งเฮือกหล่นลงจากเก้าอี้ลงกองอยู่บนพื้นเธอตายทันที อิสเซพูดพล่านกับเรนีเหมือนคนบ้าต่อหน้าศพของเรนี

อิสเซเริ่มเปลื้อยผ้าออกจากศพของเรนีพบว่ามันยุ่งยากพอสมควร แต่ช่างหัวมันเถอะเพราะตอนนี้เธอเป็นของเขาแล้ว

อิสเซเดินไปหยิบมีดยาวคมกริบมาเฉือนหัวนมข้างซ้าย กับปลายจมูกของเรนีอย่างชำนาญ จากนั้นเขาเอาปลายจมูกใส่ปากเคี้ยวกินดิบๆ อย่างเอร็ดอร่อย

ในตอนหนึ่งในหนังสือ "ในหมอก" อิสเซได้บรรยายตอนนี้อย่างกวีนิพนธ์ไว้ว่า

"ข้าพเจ้าเอามือจับเอวเธอแล้วคิดว่าจะกินส่วนไหนก่อนเป็นอันดับแรก เอาล่ะแก้มก้นขวานี้แหละ กร้วม ข้าพเจ้าอ้าปากกัดลงไปเต็มที่แต่มันเหนียวมากจนฟันกัดไม่เข้า"

จากนั้นเขาก็เล่าไปฉากๆ ถึงเรื่องไขมันและกล้ามเนื้อ

"ข้าพเจ้าใช้มีดจ้วงแทงลงไปร่างของเรนี ไขมันก็ผลุดออกจากบาดแผลที่ฉีกกว้างสีมันเหลืองเหมือนสีเมล็ดข้าวโพดไม่ผิด ข้าพเจ้าดึงออกมาดม ปรากฏว่ามันไม่มีกลิ่นคาวและเหม็นเขียวสักนิด ข้าพเจ้าจึงแลลึกเข้าไปจนถึงเนื้อแดง ตัดเป็นชิ้นพอๆ คำใส่ปากเคี้ยวดิบๆ มันละลายในปากรสชาติคล้ายทูน่าทำซาซิมิในภัตตาคารไม่มีผิด" อิสเซง่วนอยู่กับการชำแหละศพของเรนีด้วยมีดปอกสายไฟอันคมกริบมาชำแหละเป็นชิ้นๆ ส่วนหนึ่งเก็บสำรองไว้กิน ส่วนหนึ่งก็ใส่ปากเคี้ยวดิบๆ โดยอาหารจานแรกที่อิสเซทำคือ "เนื้อคนผัดมัสตาร์ค" เขาถ่ายรูปศพที่อันเป็นเศษเนื้อเธอไว้เป็นที่ระลึกก่อนที่จะเปลือกเสื้อผ้าร่วมรักกับศพอย่างหื่นกระหาย เขาบรรยายฉากนี้อย่างละเอียดลออไว้ว่า

"ระหว่างที่ข้าพเจ้าร่วมรักกับศพของเธอมันเหมือนกับว่าเธอหอบหายใจออกมา ข้าพเจ้าเร่งจังหวะแล้วบอกกับเธอว่า ผมรักเธอที่สุดในโลก โอ้....ว"


เนื้อที่ชำแหละไว้อิสเซได้เก็บไว้เพื่อทำอาหาร กินไปพลางฟังเสียงบทกวีที่เรนิอ่านในเทปบันทึกไปพลาง เมื่ออิ่มก็ใช้กางเกงในของเธอซับปากแทนผ้าเช็ดหน้า จากนั้นเดินกลับไปที่ศพเรนี ตัดเต้านมสองข้างไปอบในเตาอบ พอสุกก็เอามากินแชแต่ปรากฏว่าเขาไม่ชอบเพราะมันเหนียวยืดยาด ซึ่งเขาชอบเนื้อต้นขาของเรนีมากกว่า

เมื่ออิสเซชำแหละศพจนเหนื่อยหลังจากนั้นเขาก็ลากศพที่ยับเยินไปนอนกอดบนเตียงจนม่อยหลับ โดยเขาตั้งใจว่าจะทำลายหลักฐานในวันรุ่งขึ้นให้หมด

พอวันรุ่งเช้าเมื่อเขาตื่นนอนก็แทะเนื้อจากท้องแขนไปถึงข้อศอก ช่วงนี้อิสเซเขียนไว้ว่า

"ไม่รู้น่ะ ว่าทำไมแต่บอกได้คำเดียวว่า อร่อยชะมัด"

อิสเซยังไม่หายหิว เขาเชือดโน่นเชือดนี้กับอวัยวะส่วนต่างๆ ที่เหลืออยู่แม้แต่ทวารหนักเขาก็คว้านออกมา แล้วยัดใส่ปากเคี้ยวแต่กลิ่นมาสุดทนจนเขาต้องคายออกมา ชิ้นส่วนจากทวารหนักที่เหลือเขาต้องนำไปทอดแต่ก็รับไม่ได้เพราะมันเหม็นสุดๆ เขาจำเป็นต้องเททิ้งถังขยะแล้วแล่ส่วนอื่นๆ ไปกินต่อไป

เวลาผ่านไปแมลงวันฝูงใหญ่เริ่มแห่กันมาตอมซากศพอันแหลกเหลว อิสเซเริ่มได้สติว่าศพของเรนีเริ่มส่งกลิ่น เวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์หมดลงแล้ว อิสเซต้องทำลายหลักฐาน

อิสเซเริ่มจากใช้ขวานสับร่างของเรนีเป็นท่อนๆ เพื่อจะยัดลงในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ๆ เอาไปทิ้งเพื่อเอาหลักฐานไปทำลาย เขาสับไปก็เกิดอารมณ์เปลี่ยว จึงใช้มือของเรนิมาสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองเป็นทาง

ทำไปกินไป เอาเนื้อจมูกมากินเสียงกรุบกรอบบ้าง เอาริมฝีปากเธอกินบ้าง อิสเซได้บรรยายในตอนนี้ไว้ว่า

"ข้าพเจ้าอยากกินลิ้นเธอแต่งัดขากรรไกรล่างออกมาไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าก็เอามือล้วงผ่านช่องว่างระหว่างฟันเข้าไปจนได้ ที่สุดก็ควักปลายลิ้นออกมา ข้าพเจ้าใช้ใบมีดเฉือนปลายลิ้นของเธอออกแล้วโยนใส่ปากเคี้ยวหน้ากระจกเงา"

จากนั้นก็ล้วงเข้าไปคลำอวัยวะภายในซึ่งทำให้เขาปวดแสบปวดร้อนเมื่อไปสัมผัสกับกรดในกระเพาะอาหารเข้า แต่สุดท้ายก็เอาขวานตัดศีรษะของเรนีออกจากร่าง อิสเซขยุ้มเส้นผมของเรนีไว้ หิ้วหัวของเธอไว้ตรงหน้าอิสเซแล้วบรรยายความรู้สึกตรงนี้ไว้ว่า


"ตอนนี้แหละที่ได้ประจักษ์ว่าตนเองคือมนุษย์กินคนที่แท้จริง"

กว่าที่จะยัดชิ้นส่วนของเรนีลงในกระเป๋าเดินทางเรียบร้อยก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนของวันที่สองของการฆาตกรรม ลากปกระเป๋าลงมาจากกระเป๋าลงมาจากอพาร์มเมนต์เพื่อเรียกแท็กซี่ ลงมาจากแท็กซี่ที่ บัวส์ เดอ บูโลญจน์ ลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปในสวนสาธารณะกะว่าจะหย่อนลงในสระน้ำ แต่กระเป๋าใบใหญ่มากยากแก่การเคลื่อนย้าย แถมคนดูก็จ้องเขม็ง จนเขาต้องตัดสินใจทิ้งกระเป๋าแล้วเผ่นเอาตัวรอดทันที


บ้าสถานเดียว


ตำรวจได้ทำการบุกที่ห้องพักของอิสเซหลังจกพบศพเรนีพร้อมหมายค้น ตำรวจทำการตรวจดูเย็นถึงกับผงะเมื่อพบชิ้นส่วนมนุษย์ อาทิ ริมฝีปาก เนื้อหนัง ที่ถูกแล่อย่างสยดสยอง เลือดละเลงเต็มตู้เย็น

อิสเซสารภาพและเผยรายละเอียดการทำการฆาตกรรมเรนีทุกขั้นตอน ดังที่ปรากฏก่อนหน้านี้ และเขายังสารภาพกับตำรวจด้วยว่าเขามีอาการป่วยทางจิตแต่ไม่ได้ทำการรักษาจริงๆ จังๆ ก่อนหน้าที่จะมาเรียนที่ฝรั่งเศส

ตำรวจได้นำสำนวนและคำรับสารภาพของอิสเซส่งไปให้อัยการและผู้พิพากษา

อัยการเคยถามอิสเซว่ากินเนื้อของเหยื่อด้วยเหตุใด มันอร่อยหรือ? คำตอบของซากาวะคือ

"มันไม่เห็นจะอร่อยตรงไหน ผมฆ่าเธอเพราะอยากกินเธอดูเท่านั้น"

ผู้พิพากษาอ่านสำนวนจนไตร่ตรองแล้วก็คำสั่งไม่เปิดศาลพิจารณาคดีเพราะพฤติกรรมของอิสเซชัดเจนแล้วว่าเป็นคนบ้า แต่ให้นำตัวไปบำบัดในโรงพยาบาลโรงจิต โดยให้จิตแพทย์สามคนทำการตรวจสอบอิสเซเพื่อแน่ใจ จนมีความคิดเห็นตรงกันว่า "รักษาไม่หาย"

อิสเซ ซากาวะจึงถูกนำตัวไปรักษาในโรงพยาบาลโรคจิต พอล กีโรด์

ส่วนอากิระ ซากาวะ บิดาของอิสเซ ได้วิ่งเต้นขอให้นำตัวอิสเซารักษาตัวที่โรงพยาบาลโรคจิตมัคสึซาวะแทนที่จะเป็นพอล กีโรด์ และในขณะเดียวกันด้านผอ.โรงพยาบาลพอล กีโรด์ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาล และเชื่อว่าอิสเซไม่บ้า สมควรที่ได้รับโทษติดคุก แต่ด้วยความมุมานะของพ่อของอิสเซทำให้อิสเซได้รับการปล่อยตัวในเดือนสิงหาคมปี ค.ศ. ๑๙๘๕ หลังใช้ชีวิตในโรงพยาบาลนั้นเพียงแค่ ๑๕ เดือน

แต่ถึงอย่างไรอิสเซต้องอยู่ในการดูแลของจิตแพทย์อย่างใกล้ชิด จนสามารถออกไปใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นอีกครั้งในอีก ๕ ปีต่อมา ทั้งยังสามารถทำพาสปอร์ตไปยังประเทศเยอรมันอีกด้วย



ความสุขของอิสเซ


ทุกวันนี้อิสเซ วากาวะ มีความสุขกับการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการตกเป็นเป้าสนใจของสื่อต่างๆ ที่ทำให้เขากลายเป็นดารา ส่วนสาธารณะชนแทนที่จะประฌานกับยกย่องและตั้งฉายาให้เขาว่า "บิดาแห่งการกินคน" รู้สึกอิสเซจะพอใจฉายานี้มากถึงกับหลุดปากว่า "ยอดว่ะ"

นอกจากนี้อิสเซยังออกรายการทอร์ค โชว์เพื่อพูดประสบการณ์กินคน และได้แสดงภาพยนตร์ลามกที่ผลิตในประเทศอีกหลายเรื่อง(อิจฉาจัง) เมื่อมีเวลาว่างก็เขียนนวนิยายรวม ๔ เล่มด้วยกัน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับฆ่ากินศพของเรนีหนังสือเล่มนั้นชื่อว่า"IN THE FOG" ซึ่งขายดีระดับ BEST SELLING สามารถขายได้กว่า ๒๐๐,๐๐๐ เล่มจนพ่อของอิสเซต้องภูมิใจ

นอกจากนี้ความดังของอิสเซจะปรากฏในรูปแบบสื่อต่างๆ มากมาย เช่น

วงโรลริ่ง สโตน ได้แต่งเพลงชื่อ "เลือดท่วม" อันเนื่องจากประทับใจการกินคนของอิสเซ

เรื่องของเขาได้ดัดแปลงเป็นการ์ตูน

ได้ถ่ายปกเปลือยให้ร้านอาหารชื่อดังในญี่ปุ่น

เปิดเว็บ ไซท์ ของตัวเอง ให้คนเยี่ยมชมว่าการกินเนื้อคนไม่ใช้เรื่องน่ารังเกียจเดียดฉันแต่อย่างใด พร้อมให้คนไปเยื่ยมชมภาพเขียนรูปก้นของสตรียุโรปให้ดูอย่างเป็นศิลปะ


อิสเซใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระอยู่อย่างสงบสุขในบ้านเกิด และเป็นที่ภาคภูมิใจของพ่อตราบชั่วอายุไข

จากหนังสือฆ่ากินศพ โดย ส.องครักษ์ สำนักพิมพ์เครือเถา




 

Create Date : 22 มีนาคม 2552    
Last Update : 22 มีนาคม 2552 15:39:09 น.
Counter : 11068 Pageviews.  

1  2  

ประมุขเฒ่าพรรคมาร
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add ประมุขเฒ่าพรรคมาร's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.