ประมุขเฒ่าพรรคมาร
Group Blog
 
All blogs
 

ปิดทีวีกันเถอะครับ (จะดูไปทำไมเพราะมีแต่เรื่องไร้สมองที่คนไทยคิดกันไม่ค่อยจะเป็น)


คนส่วนใหญ่มักชอบบ่นว่า “ไม่มีเวลาเลยโว้ย” ทั้งๆ ที่นาฬิกาทุกหน้าปัดก็มี ๒๔ ชั่วโมงเท่ากันทุกเรือน

กลับมานั่งมองตัวเราบ่นว่าไม่มีเวลาบ่อยขนาดไหนหว่า ถึงมาเห็นว่าอืม….. เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยบ่นว่า “ไม่มีเวลา” เลยแฮะ ทั้งๆ ที่ก็ยังคงมีบ้านหลังเดิม เดินทางเหมือนเดิม กินอาหารจานเดิม

กลับมานั่งคิดทบทวนอีกหนว่าสิ่งไหนที่ทำให้เรามี “เวลา” เพิ่มมากขึ้น มากพอที่จะทำในสิ่งที่อยากทำมากมายขนาดนี้ นึกไป นึกมาก็ถึงบางอ้อครับว่า

ผมเลิกดูทีวีมาหลายปีแล้วครับ
คำว่าเลิกดูทีวีที่ว่านี่คือ ไม่ถึงกับปิด ๒๔ ชั่วโมง แต่หากให้นับหัวเฉลี่ยที่ผมดูทีวีต่อวันแค่ข่าวภาคดึกเท่านั้น ประมาณไม่ถึง ๑ ชั่วโมง


สาเหตุทีทำให้เลิกดูทีวีนี่คือ

๑ เบื่อละครครับ มุกเดิมตลอดแต่ก็แปลกทำไมพอเผลอดูแล้วมันติดจังเลยวะ รำคาญตัวเองเลิกดูแม่งเลย

๒ เบื่อเกมส์โชว์ครับ โคตรเซ็ง ขายแต่ความฮา กับมุกซึ้งกากๆ เบื่อที่ต้องมาดูดาราเปิดแผ่นป้าย

๓ รายการทีวีจำพวกวาไรตี้ ขอบอกตรงๆ เลยนะบางรายการไม่ต้องไปดูมันชีวิตจะดีขึ้น ไม่ต้องไปดูมันเลยจะดีกว่า ยิ่งดูผมว่าสังคมมันจะแย่ลงนะ

๔ กิจกรรมเยอะขึ้น กิจกรรมที่ว่าผมรวมไปถึงการทำงานที่มากขึ้นด้วยครับ ภาระหน้าที่บังคับให้ไม่สามารถดูทีวีได้ เมื่อหมดช่วงงานเยอะจบลง ก็เลยขี้เกียจเปิดมาเจออะไรบ้าๆ บอๆ แบบที่ผ่านมาแล้ว

๕ หนังสือน่าอ่านมีมากขึ้น แม้ในวงการอื่นจะตกต่ำ แต่เมื่อ ๔ ปีที่ผ่านมาวงการวรรณกรรมไทยถือว่าพัฒนาถึงขีดสุด ตอนนี้ผมเสพหนังสือดีๆ มากมาย แต่มาตอนนี้วงการวรรณกรรมไทยโดนต่างชาติ (หนังสือแปล) ยึดไปอีกแล้วครับ

ลองปิดทีวีดูซิครับ แล้วเอาเวลาที่เราดูทีวีต่อวันหลายๆ ชั่วโมงไปทำอะไรอย่างอื่นดูบ้าง แล้วคุณจะรู้ว่าเวลาที่เสียไปกับการจ้องหน้าจอ เป็นทาสจอสีที่ต้องจ่ายด้วยเวลาอันมีค่ามันเสียประโยชน์มหาศาลขนาดไหน

นอกจากสาเหตุทั้ง ๕ ข้อที่เขียนระบายมาสักครู่ มันยังมี “เหตุผล” สำคัญอีกข้อนึงครับที่ผมเลิกดูทีวีอย่างเด็ดขาด

นั่นคือโคตรพ่อโคตรแม่เบื่อกับนิสัย “ไร้สมองของคนไทย” คำว่าไร้สมองในที่นี้ไม่ได้แปลว่าโง่ แต่หมายถึงอาการ “ขี้ลอก” ไร้ซี่งความคิดของบรรดาครีเอทีฟที่สมองตีบตันไร้ไอเดียอย่างแท้จริง


ยกตัวอย่างเช่น
ไอ้การเอาหนังสือพิมพ์มาอ่านตอนเช้าเนี้ยะ คือทำไมมันต้องมีเหมือนๆ กันทุกช่องเลยวะ แม่งอีแบบนี้มันจะต่างกันตรงไหนในเมื่อทุกช่องต่างเปิดหนังสือพิมพ์มาย่อยให้คนดูเสร็จสรรพเหมือนๆ กันทุกช่อง?


ข่าวบันเทิง ทำไมมันมีแต่การสัมภาษณ์ดาราเท่านั้น? ที่ปวดร้าวคือส่วนใหญ่ไม่พ้นนำเสนอเรื่องราวโคตรปัญญาอ่อนแบบ อั้มหิวข้าว……………… เอ้อ แล้ว….แล้วไงวะ สัตว์เอ๊ย อั้มหิวข้าวนี่มึงถึงขั้นต้องมาถ่ายภาพอั้มเดินไปบอกทีมงานว่า “อั้มหิวข้าว” แล้วพิธีก็แซวว่า “อั้มหิวข้าวน่ารักจังเลย” นี่ข่าวบ้านพ่อมึงเหรอครับ หากนี่เป็นข่าวได้ หมาที่บ้านผมตีลังกาขี้นี่คงพาดหัวหน้าหนึ่งเลยดิวะแสดดดดดดดดดดดดด


ข่าวบันเทิงมันควรจะนำเสนอความเคลื่อนไหววงการบันเทิงเช่น ดนตรี ศิลปะ วัฒนธรรม หนัง ฯลฯ ประเด็นแม่งเยอะแยะ กูไม่เคยผ่านตาเลยวันๆ เจอแต่ อั้มหิวข้าว มดจูบแฟน โมนมหก ตัวประกอบสาหร่ายแล่บ โว้ยยยยยอะไรกันวะเนี้ยะ




 

Create Date : 20 เมษายน 2552    
Last Update : 20 เมษายน 2552 22:34:18 น.
Counter : 283 Pageviews.  

ขอบคุณวันเกิด

บันทึกขอบคุณประจำวันเกิด

๑ ขอบคุณมารดาที่ให้กำเนิดเรามาดูโลกจนถึงปัจจุบันนี้

๒ ขอบคุณหลวงพ่อที่พยายามโทรมาอวยพรแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้คุยกันซะที

๓ ขอบคุณแอนกับพี่กิตที่อวยพรวันเกิด

๔ ขอบคุณยุ้ยที่พาไปเลี้ยงเมื่อวาน

๖ ขอบคุณพี่จิ๋มที่เลี้ยงสเต็ก

สหายในมัลติพาย //darkpun.multiply.com

๗ ขอบคุณพี่นัตที่อวยพรในไซด์นะครับ

๘ ขอบคุณพี่สันที่อวยพรในไซด์ครับ

๙ ขอบคุณกุ้งที่จำวันเกิดได้

๑๐ ขอบคุณ muikowlat ที่อวยพรในไซด์ครับ

๑๑ ขอบคุณ kong2u ที่อวยพรในไซด์ครับ

สหายในฮิ๕ //spiritsun.hi5.com

๑๒ ขอบคุณ RanChu ที่อวยพรในไซด์ครับ

๑๓ ขอบคุณ A ที่จำวันเกิดพี่ได้นะจ๊ะ

๑๔ ขอบคุณ Mayteria ที่อวยพรในไซด์ครับ

๑๕ ขอบคุณ Dakanda ที่ตามมาอวยพรครับ

๑๖ ขอบคุณ Silence ที่อวยพรในไซด์ครับ

๑๗ ขอบคุณ Ting ที่อวยพรในไซด์ครับ

๑๘ ขอบคุณ Chubby ChoCoBo ที่อวยพรในไซด์ครับ

๑๙ ขอบคุณ กิ๊ฟ ที่อุตส่าห์มาอวยพรนะหายไปนานนะเนี้ยะ

๒๐ ขอบคุณ Joao ที่อวยพรในไซด์ครับ

สหายจาก //blacksunday.bloggang.com

๒๑ ขอบคุณ หนีแม่มาอาร์ซีเอ ที่อวยพรในไซด์ครับ

๒๒ ขอบคุณ veerar ที่อวยพรในไซด์ครับ

๒๓ ขอบคุณ เกศสุริยง ที่อวยพรในไซด์ครับ

๒๔ ขอบคุณ อสัญแดหวา ที่อวยพรในไซด์ครับ

๒๕ ขอบคุณ ดอกฝิ่นในสายลมหนาว ที่อวยพรในไซด์ครับ

๒๖ ขอบคุณ UStogetheR ที่อวยพรในไซด์ครับ

๒๗ ขอบคุณ fifty-four ที่อวยพรในไซด์ครับ

๒๘ ขอบคุณ Takaw ที่อวยพรในไซด์ครับ

๒๙ ขอบคุณ amornsri ที่อวยพรในไซด์ครับ

๓๐ ขอบคุณ แม่น้องแปงแปง ที่อวยพรในไซด์ครับ

๓๑ ขอบคุณ haiku ที่อวยพรในไซด์ครับ

๓๒ ขอบคุณ โสมรัศมี ที่อวยพรในไซด์ครับ

๓๓ ขอบคุณ ส้มแช่อิ่ม ที่อวยพรในไซด์ครับ

๓๔ ขอบคุณทุกๆ คนครับที่ยังจำกันได้นะ




 

Create Date : 31 มีนาคม 2552    
Last Update : 31 มีนาคม 2552 23:42:34 น.
Counter : 374 Pageviews.  

เคยถามตัวเองบ้างไหมว่าความล้มเหลวคืออะไร?


สำหรับผมนะความล้มเหลวคือการที่เราทำผิดเล็กๆ น้อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีกทุกวันๆ ตอนนี้ก็มานั่งถามตัวเองว่า “เฮ้ย อายุก็ปูนนี้แล้วนา กูทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันรึยังวะเนี้ย?” ไอ้คำว่าเป็นชิ้นเป็นอันสำหรับผมไม่ได้แปลว่า มีงานประจำทำหาเลี้ยงตัวเองพอกันอดตายได้, เปิดร้านขายของเล็กๆ พอยาไส้, หรือมีชีวิตอยู่ไปวันๆ กับงานประจำที่มันผลาญชีวิตเราให้หมดไปทุกๆ วินาที ห่า นี่กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ พอแก่ปั๊บก็มารำลึกความหลังแล้วตายไปอย่างไร้ความหมายเหรอวะ

มาย้อนดูสมัยพ่อแม่เรา ทำไมคนยุคนั้นทำไมเขาได้งานดีๆ ตำแหน่งใหญ่ๆ กันทั้งนั้นเลยวุ้ย พอมายุคนี้ คนเรียนจบแทบไม่มีความหมายอะไร คำว่า “มีความรู้” แม่งก็รู้กันทุกคนอ่ะเปิด Net เข้า Google แป๊ปเดียวรู้หมดแล้ว ไม่ต้องไขว่คว้าเข้าห้องสมุดดั่งกาลก่อน ที่ว่า “รู้เฉพาะทาง” ก็เห็นกันดาดดื่น สุดท้ายไม่เห็นมีใครที่เดินตามระบบทางสังคมแล้วโดดเด่นได้สักกะคน

พึ่งมารู้เหตุผลว่า ที่ผู้ใหญ่เขาเป็นใหญ่เป็นโตกันได้เนี้ยมันอาศัยหลายปัจจัยอยู่เหมือนกันนะ อย่างเช่น

๑. ขยัน แน่นอนล่ะขยันกันทุกคน ยิ่งเด็กสมัยนี้ ในยุคที่ทุกอย่างคือการแข่งขัน แม่งขยันกันตาบวมเบ่ง อาเจียรเป็นเลือดยังเคยเห็นเลย เรื่องขยันไม่ต้องพูดถึง

๒. มีทุนทรัพย์ ก็แปลว่ามรดกนั่นล่ะ แต่อันนี้ขอผ่านแล้วกันปัจจัยมันง่ายไป

๓. โอกาส คำเนี้ยจริงๆ แล้วเราสามารถสร้างมันได้ ขอเพียงมีสติและคอยหมั่นสังเกตกลไกของสังคมรับรองโอกาสนี่ขนมเลย

๔. จังหวะ บางทีต่อให้เก่งขนาดไหน มี Skill สุดเทพที่ในโลกนี้มีคุณคนเดียวมี หากจังหวะไม่ดี ก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังตีนได้ง่ายๆ เหมือนกันนะ คนสมัยก่อนมี “โอกาส” ในการ “สร้างจังหวะ” ให้ชีวิตเยอะ เพราะความบีบรัดและช่องว่างให้หายใจเยอะกว่าทุกวันนี้มาก ความ “กว้างของสังคม” มันต่างกัน

๕. ยุค ยุคสมัยของพ่อแม่เรา คือยุคเบบี้บูมเมอร์ ยุคนิคมอุตสาหกรรม การสร้างเงินมันเอื้อต่อการลงทุนลงแรงอย่างยิ่ง ถือเป็นยุคบุกเบิกการดำเนินธุรกิจและชีวิตในการทำเงิน ทำงานเลยทีเดียว

เมื่อพิจารณาครบ ๕ ข้อแล้วจะเห็นเลยว่า ข้อสุดท้ายนี่แหละคือคำตอบที่ผมถามทิ้งไว้ในช่วงแรก แต่ช่างมันเถอะ เพราะมันเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ เราจะไม่มีทางแก้ไขหรือสร้าง ข้อ ๓ กับข้อ ๔ เพื่อกรุยทางให้สามารถโชว์ ข้อ ๑ กับ ข้อ ๒ ให้โลกได้รับรู้เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตหรือหนทางรวยกะเขาบ้างรึไงหว่า

ประเด็นคือผมไม่อยากเห็นเด็กรุ่นใหม่พอเรียนจบ ไม่มีงานทำสุดท้ายก็มุกเดิมๆ ล่ะครับพี่น้อง เรียนจบง่ายๆ ต่อโทไม่ก็บวชแม่งเลยมีเวลาเยอะนักก็ หากหนักหน่อย ขายประกันมันซะโทรจิกกูดีนัก หรือจะไปทำขายตรงธุรกิจล่าความฝันหากอึดคุณสำเร็จหากอ่อนแอก็ตายเยี่ยงเขียดริมฟุตบาท อันนี้ผมให้คำตอบคุณไม่ได้ แต่ผมจะให้ข้อคิดดีที่กลั่นกรองมาจากสมองที่รอบหยักน้อยๆ อันนี้มาแบ่งปันให้แล้วกัน

ในความคิดผมนะ ทุกอย่างมีแรงกระตุ้น แรงกระตุ้นเพื่อให้เรากระทำอะไรสักอย่างออกไป สำหรับในการทำงาน นักปรัชญาโลกจิม รอน เคยบอกไว้ว่า

แรงกระตุ้นของมนุษย์มี ๔ อย่าง

๑. ต้องการได้รับความยอมรับ

๒. ได้รับชัยชนะ

๓. ครอบครัว

๔. การกุศล (การให้)

ถ้าเกิดมีคำถามว่า คนเราเนี้ยส่วนใหญ่ทำมาหาแดกดิ้นรนแข่งขันกันหูลู่หูถังเพื่ออะไร ชัวร์ตอบเหมือนกัน ๙๙.๙๙% เลยว่าเพื่อเงิน แต่หากถามต่อไปอีกล่ะว่า เมื่อได้เงินตามที่ต้องการแล้วคุณจะเอาเงินเนี้ยไปทำอะไรล่ะ มันก็จะได้อีกคำตอบหนึ่ง และคำถามสุดท้าย เมื่อคุณได้ทุกอย่างตามที่ต้องการแล้ว คุณอยากได้อะไรในชีวิตของคุณจริงๆ

เห็นไหมว่าทุกอย่างไปเป็นลำดับขั้น มนุษย์ส่วนใหญ่ต้องการความยอมรับ (อย่างว่าคนคือสัตว์สังคมนี่เนอะ) เมื่อเรามีเพื่อน มีฝูงของเรามักจะสบายใจ ยิ่งได้รับความยอมรับด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีความสุข บางคนอาจต้องการชัยชนะ เพราะถูกดูถูกเอาไว้แยะ เพราะอดอยากปากแห้งมานานอยากที่จะได้อยากมีกับเขาบ้าง สารพัดเหตุผลก็เพื่อชัยชนะกันทั้งนั้น บางคนอยากให้ครอบครัวของตนมีความสุข หาเลี้ยงพวกเขาได้ อยากสร้างบ้าน อยากซื้อรถ อยากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ก็เพื่อครอบครัวและความสะดวกสบายหรือเรียกเป็นศัพท์เท่ห์ๆ ว่า “หาซื้อความคล่องตัวในชีวิตประจำวัน” แต่เมื่อใดที่เราผ่านทั้ง ๓ ข้อนี้มาแล้ว เชื่อผมไหมมันจะเกิดข้อ ๔ นั่นคือการให้ นอกเสียจากคุณเป็นคนเห็นแก่ตัวโลภมากจนไม่สามารถควบคุมตนเองได้อีกต่อไป เมื่อนั้นแหละผมก็ยินดีต้อนรับและแสดงความยินดีด้วยที่คุณได้เข้าสู่

ยุคมิสัญญี อย่างแท้จริงแล้ว มนุษย์ยุคใหม่เอ๋ย





๔ กันยายน ๒๕๕๐

เขียนคาราวะให้แก่ทุกความเห็นแก่ตัวทุกผู้ที่มอบให้แก่ฉัน ที่ทำให้ฉันมองโลกยุคนี้กระจ่างขึ้น




 

Create Date : 19 มีนาคม 2552    
Last Update : 19 มีนาคม 2552 19:05:31 น.
Counter : 326 Pageviews.  

อาทิตย์ • ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๒ • ปิดฉากพญาอินทรีแห่งสวนอักษร



เป็นช่วงเวลากว่า ๔๐ ปี ที่มีอยู่บางสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปตามกาลเวลา จริงๆ แล้วคือผมไม่อยากให้มันเปลี่ยนไปแม้จะนานแค่ไหน และจริงๆแล้ว ก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยแม้เพียงวินาทีเดียวกับสิ่งที่เป็นอยู่ของศิลปินแห่งชาตินาม รงค์ วงษ์สวรรค์

ผลงานของพญาอินทรีแห่งสวนอักษรคงไม่จำเป็นต้องเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน เอาตำนานมาบีบเค้าให้เท่าบทกวีไม่กี่บรรทัด ว่าบุคคลที่เป็นหนึ่งในตำนานของหมู่นักเขียนเอาเป็นแบบอย่าง ด้วยภาษาที่ดุดัน ดิบเถื่อนแต่กลับสวยงาม แยบยลน่าขบคิดแต่กลับหาได้ดัดจริตและเสแสร้งปั้นแต่ง (ซึ่งหลายคนรับไม่ได้ต่อความตรงไปตรงมากับความคิดและความจริง) มันคือความสวยงามทางความคิดที่ถูกขัดเกลาจากมุมมองและทัศนะที่ลุ่มลึกจนถ่ายทอดออกมาเป็นแบบฉบับของตัวเองที่ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนในยุคไหนก็ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ผมสามารถพูดเต็มปากเต็มคำเลยว่า สำหรับอาชีพนักเขียนแล้ว รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นนักปราชญ์ที่หาได้ยากยิ่งแล้วในปัจจุบัน

ตลอดเวลาด้วยแนวคิดและวิถีการดำรงชีวิตที่พึ่งพาธรรมชาติและสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตที่สมถะ และด้วยคำพูดว่า “นักเขียนไม่ใช่มนุษย์ประหลาด ผมเป็น art labou” ที่ท่านยึดถึงมาตลอดชีวิตนี่เองที่มันสะท้อนถึงความเป็นตัวท่านได้เป็นอย่างดี

และวันนี้ประเทศไทยได้สูญเสียงครั้งยิ่งใหญ่กับสุดยอดนักเขียน รงค์ วงษ์สวรรค์ ด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตกด้วยวัย ๗๗ ปี ด้วยใจอาวรณ์ครับ รู้สึกใจหายจริงๆ ที่ได้รู้ข่าวนี้ อำลาอาลัยด้วยจิตคาราวะจริงๆ ครับปู่

โดย พัทธ์ชลิต เรืองศรี


สู่สวรรค์ตามวงษ์ เถิด รงค์ วงษ์สวรรค์

สิ้น รงค์ สิ้นคำ ตำนานสิ้น
สวนทูนอินก็เหงาเงียบยะเยียบเศร้า
สิ้นแล้วท่วงอักษรสะท้อนเงา
สิ้นจบงานบอกเล่า ก็จากจร


สิ้น รงค์ วงษ์สวรรค์
หลับสู่นิจนิรันดร์ ในสวนอักษร
พญาอินทรีถึงเวลาหลับนอน
เถิดพักผ่อน ณ สวนสวรรค์


โดยคำ ลานเทวา



รงค์ วงษ์สวรรค์ ย้ายตัวเองมาอยู่ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ในสวนทูนอิน ที่รกครื้มไปด้วยพรรณไม้นานาพรรณของครอบครัว เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยเรื้อรังตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ และสร้างสรรค์งานต่าง ๆ มากมาย ณ ที่นี่ตลอดมา มีผลงานหนังสือแยกตามปี ดังต่อไปนี้

๒๕๐๓ - หนาวผู้หญิง, เถ้าอารมณ์ , ไฟอาย

๒๕๐๔ - สนิมสร้อย,บนถนนของความเป็นหนุ่ม, สนิมกรุงเทพฯ

๒๕๐๕ - ปักเป้ากับจุฬา, บางลำพูสแควร์, คืนรัก

๒๕๐๖ - เสเพลบอยบันทึก,พ่อบ้านหนีเที่ยว

๒๕๑๑ - ใต้ถุนป่าคอนกรีต ขบวนหนึ่ง, หอมดอกประดวน,นิราศดิบ

๒๕๑๒ - เสเพลบอยชาวไร่, ผู้มียี่เกในหัวใจ, หัวใจที่มีตีน, ใต้ถุนป่าคอนกรีต ขบวนสอง,หลงกลิ่นกัญชา

๒๕๑๓ - ฝนซาฟ้าหม่น

๒๕๑๔ - น้ำค้างเปื้อนแดด, ไอ้แมลงวันที่รัก,แดง รวี,หนามดอกไม้, ใต้ถุนป่าคอนกรีต ขบวนสาม

๒๕๑๕ - 00.00 น., ปีนตลิ่ง, ดลใจภุมริน,บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า

๒๕๑๖ - นักเลง โกเมน,กรุงเทพฯ รจนา, สัตหีบ : ยังไม่มีลาก่อน, ตาคลี : น้ำตาไม่มีเสียงร้องไห้,ชุมทางพลอยแดง (สารคดี),นาฑีสุดท้ายทับทิมดง

๒๕๑๗ - อเมริกันตาย, แม่ม่ายบุษบง

๒๕๑๘ - คึกฤทธิ์แสบสันต์, ๒๓ เรื่องสั้น,ไม่นานเกินรอ,น้ำตาสองเม็ด,ความหิวที่รัก,มาเฟียก้นซอย,๒๘ ดีกรีเที่ยงวัน บรั่นดีเที่ยงคืน (’รงค์ วงษ์สวรรค์ และ "หำน้อย"), ดอกไม้ในถังขยะ

๒๕๑๙ - จากแชมเพญถึงกัญชา, ขี่ม้าชมดอกไม้, จากโคนต้นไม้ริมคลอง, ถึงป่าคอนกรีต, 2 นาฑีใต้แสงดาวแดง, ปักกิ่ง-กรุงเทพฯ, ซูสีไทเฮา, กัญชาธิปไตย

๒๕๒๐ - ดอกไม้และงูพิษ, ยินโทนิค ๒๘ ดีกรี

๒๕๒๑ - แอลกอฮอลิเดย์, เบื้องข้างพันเอกณรงค์ กิตติขจร, บนหลังหมาแดดสีทอง, ผู้ดีน้ำครำ ๑, ’รงค์ วงษ์สวรรค์ แสบสันต์, แกงส้มผักบุ้ง ๒๒.00น.

๒๕๒๒ - ผู้ดีน้ำครำ ๒

๒๕๒๕ - บักหำน้อย ซ้ายปลาร้าขวาเนย, สาหร่ายปลายตะเกียบ

๒๕๒๗ - นินทากรุงเทพฯ บุหลันลบแสงสุรยา-บรูไน, ระบำค้อนเคียว, ลมหายใจสงคราม

๒๕๒๘ - ไสบาบานักบุญในนรก

๒๕๒๙ - สามเหลี่ยมในวงกลม

๒๕๓๑ - สารคดีไฉไลคลาสสิค , ครูสีดา

๒๕๓๕ - ผกานุช บุรีรำ

๒๕๓๖ - ดอกไม้ดอลล่าร์, ระบำนกป่า,พูดกับบ้าน, ขุนนางป่า

๒๕๓๗ - แมงบาร์

๒๕๓๘ - ๒ นาฑีบางลำพู,บูชาครูนักเลง,บาลีนีส์ทัดดอกลั่นทม,ดอกไม้ในถังขยะ, พรานล่าอารมณ์ขัน

๒๕๓๙ - คึกฤทธิ์ ปราโมช ในเงาเวลาของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์, บนถนนอากาศ

๒๕๔๐ - กินหอมตอมม่วน

๒๕๔๒ - เมนูบ้านท้ายวัง, เงาของเวลา, นอนบ้านคืนนี้, ลมบาดหิน

๒๕๔๔ - นินทา ฯพณฯ สากกะเบือ, นินทานายกรัฐมนตรี, โคบาลนักเลงปืน, หงา คาราวาน เงา-สีสันของแดด, อเมริกา -อเมริกู

๒๕๔๕ - มาดเกี้ยว

๒๕๔๖ - ฝนเหล็ก -- ไฟปืน '๓๕, นาฑีสุดท้ายทับทิมดง (รวมเล่มครั้งแรก)

๒๕๔๗ - บักอี สีจำปา



คิดถึงปู่คลิ๊กไปเยี่ยมได้ที่ : //www.tuneingarden.com




 

Create Date : 18 มีนาคม 2552    
Last Update : 18 มีนาคม 2552 19:34:22 น.
Counter : 328 Pageviews.  


ประมุขเฒ่าพรรคมาร
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add ประมุขเฒ่าพรรคมาร's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.