W H I T E A M U L E T
Group Blog
 
All blogs
 
[[[ R・E・V・I・E・W ]]] รองพื้นตัวโปรด & อายไลเนอร์สำหรับคนเปลือกตามัน & เทป/กาวติดตาสองชั้น


ห่างหายจากห้องแป้งและเครื่องสำอางไปนานเลยค่ะ ดูเผินๆเหมือนจะกลับตัวได้ก้มหน้าก้มตาใช้กรุเครื่องสำอางปัจจุบันให้หมดก่อน แต่ความจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ค่ะ เป็นความจำเป็นว่าเงินหมดไปกับการซื้อเลนส์กล้องและอุปกรณ์ต่างๆตะหากจึงไม่มีเงินเหลือมาซื้อเครื่องสำอาง ไม่งั้นอาจโดนเจ้าของบ้านตะเพิดออกเข้าสักวัน โทษฐานไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าค่ะ

งวดนี้เป็นรีวิวเล็กๆ(แต่ยาว)นะคะ เห็นคุณเทนกลับมารีวิวรองพื้นที่ห้องแป้งอีกครั้งหลังจากหายไปนาน เราก็เลยพลอยอยากเขียนรีวิวเครื่องสำอางที่ห่างหายไปนานกะเค้ามั่งค่ะ (เป็นแฟนคลับรีวิวของคุณเทนอยู่ค่ะ เท่าที่ลองใช้ตามส่วนใหญ่จะถูกใจเกือบทั้งนั้นเลย) มีรีวิวทั้งหมดสามส่วนค่ะ ถ้าไม่อยากอ่านทั้งหมดก็เลือกคลิกจากข้างล่างเลย

รีวิวส่วนแรก จะเป็นรองพื้นนะคะ จะว่าไปก็มีตัวเดิมๆเหมือนที่รีวิวไปหนก่อน (ที่นี่) แต่ก็มีที่ยังไม่เคยรีวิวเหมือนกันค่ะ

รีวิวส่วนที่สอง จะเป็นตระกูลอายไลเนอร์ค่ะ เผอิญว่าเพิ่งค้นพบตัวใหม่ที่ถูกใจและถูกเงินเมื่อเร็วๆนี้เลยรวบรวมมาเขียนนิดนึงค่ะ

รีวิวส่วนสุดท้าย เป็นพวกอุปกรณ์ทําตาสองชั้นค่ะ ส่วนนี้นี่คือทำรูปไว้นานแล้ว แต่ลืมมาเขียนรีวิวไปซะสนิทเลยค่ะ ดองจนตัวเองยังลืม ก็ขอถือโอกาสเอาออกมาเสิร์ฟที่บล็อคนี้เลยนะคะ


** คะแนนความชอบ(ส่วนตัว) **

คะแนนเราให้เป็น 0 - 5 นะคะ
0-2 : ไม่ชอบ ไม่คิดจะซื้อใช้อีกแน่นอน
3 : ปานกลาง ไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ดีจนถึงขนาดประทับใจ จนอยากใช้ต่อ
4 : ค่อนไปทางชอบ และให้ผลที่ดีใช้ได้ คงจะซื้อต่อถ้าตอนนั้นไม่มีตัวอื่นๆที่ชอบมากกว่า
มากกว่า 4: ชอบมาก(อย่างน้อยก็ ณ ตอนนี้ที่เขียนรีวิว) น่าจะซื้อต่อแน่ถ้าในอนาคตไม่มีตัวดีกว่าเข้ามา

ปล. โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ อย่าลืมว่าผิวแต่ละคนนั้นต่างกันไป ลางเนื้อชอบลางยาค่ะ ในที่นี้เป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัวของเราเท่านั้นไม่ได้มีข้อมูลวิชาการอ้างอิงใดๆทั้งสิ้น (ไม่ชอบวิชาเคมีค่ะ)

------------------------------------------------------------------

Foundation Review

** สภาพผิว **

สภาพผิวเป็นคนผิวแห้งมากๆเลยนะคะ ผิวค่อนข้างขาว(โดยเฉพาะหลังมาเรียนที่ญี่ปุ่นนี่)อันเดอร์โทนชมพู หน้าไม่ค่อยมีปัญหาสิวหรือรูขุมขนกว้างเท่าไหร่ แต่ปัญหาหนักๆบนใบหน้านอกจากผิวที่แห้งจัดๆก็คือ ช่วงรอบดวงตาค่ะ ผิวใต้ตาแห้งมากๆ แถมมีริ้วรอยลึก และคล้ำกว่าผิวหน้ามากอย่างเห็นได้ชัด แพนด้าตัวโตเต็มวัยสุดๆค่ะ

สภาพผิว หน้าเราดูเผินๆจากระยะห่างปกติ ก็มองกันว่าหน้าใสดี แต่หารู้ไม่ถ้ามองใกล้เข้ามาอีกหน่อย จะเห็นว่าหน้าเป็นขุยๆบางจุด และดูแห้งขาดความชุ่มชื้นค่ะ ยิ่งถ้าช่วงไหนละเลยหน่อยดื่มน้ำน้อย บำรุงผิวทาครีมหรือmaskหน้าไม่สม่ำเสมอ ยิ่งดูผิวแห้งๆเหี่ยวๆน่าเกลียดเลยค่ะ

** My favourite look **

ลุคที่เราชอบจะเป็นลุคใสๆ(ประหนึ่งว่าไม่ได้ลงรองพื้น)นะคะ การคุมมันไม่ใช่ประเด็นที่เราสนใจเพราะเราผิวแห้ง และตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ไทยด้วยค่ะ สำคัญคือมันต้องไม่ทำให้ผิวเราดูแห้งขึ้นค่ะ ระดับการปกปิดสนใจบ้าง เพราะช่วยปิดแพนด้าได้บ้าง แต่ถ้าปกปิดดีซะจนดูหนาไปก็ไม่โปรดเหมือนกัน ผิวแห้งก็จริงแต่ชอบลุคหน้าเนียนๆมากกว่าลุคหน้ามันค่ะ

พวกตระกูล BB cream ยอดฮิต เคยลองอยู่สองสามยี่ห้อแต่ไม่ถูกใจเลยค่ะ สำหรับเรามันหนาและดูโบกซะยิ่งกว่ารองพื้นที่เราใช้อยู่เสียอีก แถมไม่ดูแนบเนียนไปกับผิว สรุปว่าไม่ใช่สเป็คค่ะ

ภาพรวมๆของรองพื้นสามตัวที่จะรีวิวในหนนี้นะคะ พวกนี้จะเป็นตัวที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันหรือเพิ่งได้มาลองใหม่ค่ะ (ตัวเก่าๆก็อยู่ใน รีวิวเก่า ค่ะ)


โชว์หลังและก้นสองตัวค่ะ อีกตัวข้างหลังไม่เห็นเขียนชื่อสีอะไรไว้เลยเอาไปเป็นพนักเก้าอี้เข้าฉากแทน


จากภาพแรกสุดจะรีวิวเรียงลำดับเบอร์จากซ้ายไปขวานะคะ


1. Cle de Peau Beaute Teint Naturel Correcteur SPF24 PA++ 30mL (O10)

ซื้อขวดนี้มาตั้งแต่ พค 2008 เลยค่ะ (หลักฐานที่ บล็อคนี้) เคาเตอร์ CDP นี้แวะไปขอแซมเปิ้ลลองบ่อยมาก มีอะไรใหม่เป็นต้องแวะไปขอมาลอง แต่เคยเสียเงินให้เค้าแค่หนเดียวเท่านั้นกับเจ้าขวดนี้แหล่ะค่ะ ถ้าจัดอันดับน่ากลัวจะติดโผลูกค้ายอดแย่ >.< โชคดีว่าที่ญี่ปุ่นเค้าบริการดี ขอลองอะไรก็ให้อยู่แล้วไม่ว่าอะไรเลยรอดตัวไปค่ะ (ก็นอกจากรองพื้นที่เลิฟมากจนยอมจ่ายแพงแล้ว อย่างอื่นมันเกินจะกล้าจ่ายค่ะ)

ขวดนี้สองปีกว่าแล้วเพิ่งจะเกือบหมดขวด (หมดอายุหรือยังก็ไม่รู้ค่ะเนี่ย >.< ) ที่ไม่หมดซะทีนี่ไม่ใช่ว่าไม่ชอบนะคะ ตัวนี้นี่รองพื้นสุดเลิฟเลยแต่ของมันแพงค่ะเลยเก็บไว้ใช้เฉพาะวันที่อยากผิวเด้ง เป๊ะ เป็นพิเศษเท่านั้น จริงๆก็เคยรีวิวไว้แล้วในบล็อคเก่าๆแต่เอาเป็นว่าซ้ำอีกทีละกันนะคะสำหรับตัวนี้

รองพื้นรุ่นนี้เนื้อเป็นโลชั่นชุ่มๆค่ะ ทาง่าย เกลี่ยง่ายมากๆ อารมณ์เหมือนทาโลชั่นบำรุงผิวเลย มีกลิ่นหอมอ่อนๆ(หอมสำหรับเราน่ะนะคะ)และมีส่วนผสมกันแดดเล็กน้อย ถ้าที่ญี่ปุ่นฤดูที่ไม่ค่อยมีแดด บ่อยครั้งเราก็ทาตัวนี้โดยข้ามกันแดดไปเลยค่ะ สีที่เราใช้นี้เป็นอันเดอร์โทนชมพูนะคะไปกันได้กับผิวเราเลย ปริมาณที่ใช้สำหรับเราไม่ลงรองพื้นเยอะค่ะ กดแค่เกือบๆหนึ่งปั๊มก็ทาได้ทั่วหน้าแล้ว (นี่เป็นอีกสาเหตค่ะว่าใช้ไม่หมดขวดซะที เพราะเราใช้ทีละไม่เยอะค่ะ)

สิ่งที่เราเลิฟมากๆกับรองพื้นยี่ห้อนี้คือ ความผ่องเด้งและความเนียนแนบไปกับผิวค่ะ สำหรับเราแล้วได้ผลเป๊ะๆๆๆอย่างที่คุณเทนเคยรีวิวถึงรองพื้นยี่ห้อนี้ไว้เมื่อสามปีก่อนเลย เอฟเฟ็คนี้พอใช้มานานๆก็จะเริ่มชินมองไม่ออกบ้าง แต่ยังจำได้แม่นค่ะว่าช่วงใช้ใหม่ๆนี่กรี๊ดกร๊าดมากว่าวันไหนใช้รองพื้นตัวนี้ผิวดูออร่า หน้าเด้ง(ไม่ใช่หน้าวอกหรือลอยนะคะ) ผิวดูผู้ดี๊ผู้ดี ยิ่งตัวนี้ผสมชิมเมอร์เล็กๆด้วยยิ่งทำให้หน้าแห้งๆของเราดูดีมีชีวิตชีวาขึ้นด้วยค่ะ

อีกอย่างคือรองพื้นนี้มันเนียนแนบไปกับผิวมากๆเลยค่ะ ถ่ายรูปออกมาซูมดู 100% ยังดูไม่ออกเลยค่ะว่ามีรองพื้นอยู่บนผิว ระดับการปกปิดก็ถือว่าดีเลยล่ะค่ะถ้าเทียบกับรองพื้นสูตรน้ำอื่นๆที่เราเคยลองมา คือรู้ๆกันนะคะว่ารองพื้นแบบน้ำจะไม่ปกปิดเท่าแบบครีม แต่เอาเป็นว่าแบบน้ำยี่ห้อนี้ปิดดีกว่ายี่ห้ออื่นๆทั้งหมดที่เราเคยลองมาค่ะ เห็นได้ชัดจากระดับการปกปิดแพนด้าว่าถ้าใช้ตัวนี้แพนด้าจะดูตัวเล็กลงกว่าใช้ยี่ห้ออื่นๆค่ะ

สรุปคือ รองพื้นอื่นๆที่ใช้มาหลักๆก็ใช้เพื่อทำให้หน้าเนียนสีผิวสม่ำเสมอใช่มั๊ยคะ แต่ตัวนี้ได้พิเศษคือความโกลวและเด้งของผิวด้วยค่ะ ส่วนตัวลองมาหลายยี่ห้อ(ที่ญี่ปุ่นขอแซมเปิ้ลได้ค่ะ เลยได้ลองมาเยอะ)แต่ก็ไม่เคยได้เอฟเฟ็คแบบนี้จากรองพื้นยี่ห้ออื่นเลยค่ะ (sisley เคยลองแต่เฉยๆค่ะอ่านได้ใน รีวิวเก่า ส่วน impress ก็เคยลองแต่ไม่ประทับใจอย่างรุนแรงค่ะ บ่นไว้ที่ล่างสุดของ บล็อคนี้ BA ของ impress ที่ญี่ปุ่นใจดีให้แซมเปิ้ลมาเพียบ สุดท้ายเราเลยเอาไปแจกจ่ายคนอื่นหมดแล้วค่ะ)

คะแนนความชอบ(ส่วนตัว): 4.5/5
ซื้อต่อไหม : ผ่านมาเกือบสองปีก็ยังไม่เปลี่ยนใจจากรองพื้นรุ่นนี้ยี่ห้อนี้ค่ะ สุดที่เลิฟจริงๆ หมดขวดนี้ต้องต่อขวดใหม่แน่ๆ แต่ตอนนี้คิดอยู่ว่าจะลองใช้ O20 ดูบ้างดีไหมเพราะตอนเทสจริงๆเราก็ใช้ได้ทั้งสองสีน่ะค่ะ


2. Make Up Forever Face & Body Liquid Makeup 50mL (1)

ตัวนี้ก็รู้จักมาจากรีวิวรองพื้นสุดฮ็อตของคุณเทนเมื่อสามปีก่อนอีกนั่นล่ะค่ะ ตามที่คุณเทนรีวิวไว้รองพื้นนี้เป็น original ของ MUF ที่โด่งดังมานาน ให้การปกปิดที่ไม่สูงนัก แต่ได้ลุคเป็นธรรมชาติบนผิวและค่อนข้างแนบเนียนไปกับผิวใช้ได้ เนื้อรองพื้นเป็นกึ่งน้ำกึ่งเจลหยุ่นๆ ทาๆไปให้อารมณ์เหมือนรองพื้นสูตรน้ำเหลวๆแต่ก็ยังทาได้ง่าย เทคนิคของคุณเทนบอกให้ทาแล้วรอแป๊บนึง พอรองพื้นที่เหลวๆเริ่มเซ็ตตัวนิดๆบนหน้าให้รีบเกลี่ยรีบตบให้เนียนในจังหวะนั้นเลยค่ะ

สำหรับเราเวลาใช้จะเทตัวนี้มาผสมกับเบสสีอ่อนที่หลังมือก่อนค่ะแล้วค่อยทาบนหน้า (รองพื้นสีนี้เข้มไปเยอะสำหรับเราค่ะ BA เลือกให้ผิด T_T แต่ซื้อมาแล้วก็ต้องหาทางใช้ให้ได้) วิธีทาก็ใช้ตามคุณเทนเลยค่ะ ถ้าตรงไหนอยากปกปิดเพิ่มพอแห้งแล้วก็ค่อยแปะๆทับไปอีกทีนึง

นอกจากเรื่องสีเข้มเกินไปแล้วเราก็ชอบตัวนี้ค่ะ ดูผิวเนียนสม่ำเสมอและก็เนียนแนบไปกับผิวดี (เราไม่ชอบรองพื้นที่ใช้แล้วเห็นชัดว่า ลงรองพื้นมาน่ะค่ะ) แต่ตัวนี้ไม่ได้เอฟเฟ็คหน้าเด้ง หน้าโกลวเหมือน CDP นะคะได้แค่หน้าเนียนเหมือนรองพื้นปกติ เราก็เลยจะใช้ในวันที่ไม่พิเศษนักค่ะ เอาแค่วันไหนนึกอยากหน้าเนียนบ้างอะไรบ้าง

เทียบกับรองพื้นน้ำอื่นๆตัวนี้ก็ทาง่ายมากแล้วปริมาณก็สุดคุ้มเลยค่ะ ถ้าทาแต่หน้านี่เรียกว่าใช้กันได้แบบยาวๆเลยค่ะ เผลอๆจะเบื่อก่อนหมดขวดซะด้วยซ้ำ(รองพื้นนี้ใช้ทาตัวได้ด้วยนะคะ) แถมให้อีกนิดว่าน้องสาวเรา(สภาพผิวคล้ายๆกะเรานี่ล่ะค่ะ)เค้าก็ใช้ตัวนี้อยู่ คอนเฟิมมาว่าหน้าเด้งเช้ายันเย็นไม่ต้องทำอะไรเลยค่ะ ไปทำบุญเก้าวัดอากาศร้อนๆที่ไทย เหงื่อไหลโชก มาดูกระจกอีกทีตอนเย็นๆเค้าว่าหน้ายังเป๊ะอยู่เลย (แต่น้องเราไม่เคยใช้ CDP นะคะเลยเทียบให้ไม่ถูก)

คะแนนความชอบ(ส่วนตัว): 4/5
ซื้อต่อไหม : นี่ก็เป็นอีกตัวที่ใช้มานานค่ะถ้าไม่นับว่าไม่มีเอฟเฟ็คผิวเด้งเหมือน CDP และเทยาก (ขวดแบบนี้ ถ้าเทไม่ระวังรองพื้นพรวดมาเยอะเกินไปทุกทีเลยค่ะ) ก็ยังไม่มีข้อติค่ะ และด้วยความที่ทาง่ายและปริมาณก็เยอะถ้าถึงเวลาต้องซื้อขวดใหม่สำหรับวันที่ไม่พิเศษนักก็อาจซื้อตัวนี้ซ้ำค่ะ (แต่มีวี่แววว่าจะเบื่อและแอบแว่บไปลองตัวอื่นใหม่ๆกะเค้ามั่ง)


3. Cle De Peau Beaute Teint Naturel Satine SPF18 PA++ 3g (O10) (หลอดเล็กๆในภาพด้านบนน่ะค่ะ)

ในไลน์ของ CDP รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ปกปิดอยู่ปานกลาง มากกว่ารุ่นขวดปั๊มแต่น้อยกว่ารุ่นครีมค่ะ ที่เราได้แซมเปิ้ลมาใช้นี้เป็นสูตรใหม่ค่ะ กะไปขอมาลองซองเดียวเล็กๆแต่เค้าให้มาทั้งหลอดเลย (จริงๆเคยได้มาแล้วหนนึงด้วยค่ะ แต่สี O20 หลักฐานที่ข้อ 7 ใน บล็อคนี้ เลย แต่นานเกิน ใช้หมดลืมไปแล้วอ่ะค่ะว่าใช้แล้วผลเป็นยังไงมั่ง)

สูตรใหม่นี้คุณเทนรีวิวไว้ว่าไม่ดีเท่าสูตรเก่า ไม่แนบเนียนไปกับผิวเท่าสูตรเก่า เราอ่านแล้วก็เกิดอาการอยากรู้อยากเห็นไปขอแซมเปิ้ลมาลอง(อีกที)กะเค้ามั่งค่ะ ดูซิว่าจะจริงดังคำรีวิวหรือเปล่า แต่น่าเสียดายว่าเราไม่ค่อยมีประสบการณ์กับรุ่นนี้สูตรเก่าเท่าไหร่เลยเทียบกันไม่ถูก จากที่ลองมากับตัวรุ่นนี้จะข้นเป็นครีมๆมากกว่ารุ่นหัวปั๊มแต่ก็ยังทาและเกลี่ยได้ง่ายค่ะ เนื้อครีมไม่มีชิมเมอร์เลยจะดูแม็ตกว่าแบบโลชั่นหน่อย ถ้าวันไหนเราผิวแห้งกว่าปกตินี่ต้องเลี่ยงตัวนี้กันหน่อยค่ะ ไม่งั้นมองใกล้ๆหน้ายิ่งจะดูแห้งแล้งขาดความชุ่มชื้น

ส่วนที่ว่าสูตรใหม่ไม่ค่อยแนบเนียนกับผิวหรือเปล่าอันนี้ตามตรงว่าเราดูไม่ออกค่ะ อย่างว่าไม่(ค่อย)เคยใช้สูตรเก่าเลยเทียบกันไม่ถูก แต่ถ้าเอาแบบมองไกลๆถ่ายรูปออกมาก็ยังดูได้ผิวดูดี๊ดูดีตามแบบฉบับรองพื้น CDP อยู่นะคะ เผอิญตอนนี้ที่ญี่ปุ่นหน้าหนาวแล้วถ้าเป็นตอนหน้าร้อนอากาศไม่แห้งนักอาจได้ผลดีกว่านี้ค่ะสำหรับเรา(ที่ผิวแห้งมาก)

คะแนนความชอบ(ส่วนตัว): 3/5
ซื้อต่อไหม : โดยรวมสำหรับเราก็ถือว่าตัวนี้ยังได้มาตรฐานของ CDP อยู่นะคะ(ให้เอฟเฟ็คผิวงามๆและกลิ่นหอมๆ) เกลี่ยอะไรก็ไม่ยาก แต่เราคิดว่าคงไม่ซื้อรุ่นนี้ล่ะค่ะ เพราะไม่ได้ต้องการการปกปิดระดับนี้และเราก็ผิวแห้งด้วยชอบแบบรุ่นขวดปั๊มเนื้อโลชั่นชุ่มๆมากกว่า ตัวนี้นี่ทำให้หน้าเราดูแห้งขึ้น ถ้ามองใกล้ๆแล้วผิวดูสูงอายุขึ้นยังไงชอบกลค่ะสำหรับหน้าหนาว(ญี่ปุ่น)นี้

อัพเดตคะแนนใหม่ค่ะ: ขอเหลือแค่ 1/5 พอ
ซื้อต่อไหม : ณ ตอนนี้ขอบอกว่าไม่ซื้อรุ่นนี้แน่นอนค่ะ ตอนใช้ครั้งสุดท้ายโตเกียวยังไม่เข้าหน้าหนาวเต็มที่ อากาศเย็นสบายๆก็แค่ว่าใช้แล้วทำให้ดูหน้าแห้งๆเป็นขุยเล็กน้อย(มองไกลๆไม่เห็น) วันนี้นึกอยากลองอีกทีปรากฏว่าเละค่ะ ตอนทาใหม่ๆก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่ตกเย็นมาส่องกระจกทีตกใจเลยค่ะ ทำไมหน้าเราลอกเป็นขุยได้ขนาดนี้ สรุปว่าไม่เวิร์คกับเราค่ะ ขนาดตอนนี้โตเกียวแค่ประมาณ 9 ถึง 13 องศาเองยังอาการหนักอย่างนี้ รุ่นโลชั่นเคยไปใช้ที่ฮอกไกโด -9 องศายังไม่เห็นเป็นงี้เลยอ่ะค่ะ (ดีว่าหลอดนี้ได้มาฟรีนะคะเนี่ย)


4. Cle de Peau Beaute Teint Naturel Fluide (O10)



อันนี้เพิ่มมาค่ะ โดยใช้รูปจากบล็อคเก่าเพราะซองจริงใช้หมดทิ้งไปตั้งนานแล้วค่ะ ไหนๆก็รีวิวรองพื้น CDP ไปสองรุ่นแล้ว ก็เลยเอาอีกรุ่นที่เหลือมาใส่รวมกันไว้เลยค่ะ (ขอเป็นแซมเปิ้ลมาลองเหมือนเดิม) รุ่นนี้เป็นรุ่นครีมที่ปกปิดสูงสุดและแม็ตที่สุดในไลน์รองพื้นของ CDP นะคะ จริงๆก็รู้อยู่ว่าไม่เหมาะกับเราแต่ก็อยากลองดูค่ะ

ชาร์ตนี้แค็ปมาจากเว็บของ Cle de Peau Beaute Japan เป็น Foundation matrix ที่เค้าทำสรุปไว้น่ะค่ะ (ชาร์ตเก่าตอน Naturel Satine สูตรเก่ากระปุกสี่เหลี่ยม เรามีแค็ปเก็บไว้อยู่ ตรงนี้ ในบล็อคเก่า PREVIEW เทสรองพื้นที่ Cle De Peau @Matsuzakaya น่ะค่ะ)

ซ้ายคือ Mat ขวาคือ Dewy ด้านบนคือปกปิดสูง ด้านล่างคือปกปิดน้อยกว่าค่ะ ตัวเนื้อโลชั่นขวดปั๊มเห็นง่ายกว่าเพื่อนอยู่ที่ล่างขวาเลยค่ะ ส่วนตัว Naturel Satine (รีวิวข้อ 3 ตะกี้) คือตัวบนขวา และตัวนี้ที่กำลังจะรีวิว Naturel Fluide คือตัวบนซ้ายค่ะ ดูจากชาร์ตนี้ Naturel Satine กับ Naturel Fluide เหมือนจะระดับการปกปิดพอๆกัน แต่เวลาเราคุยกับ BA ที่ญี่ปุ่นเค้ามักจะบอกว่าตัว Naturel Fluide นี้ปกปิดมากที่สุดน่ะค่ะ อาจเพราะว่ามันแม็ตกว่าด้วย (ปล ชื่อรุ่นรองพื้น CDP ที่ไทยและที่ญี่ปุ่นตั้งไม่เหมือนกันนะคะ สับสนงุนงงมาก เวลาเรียกเราเรียกจากเนื้อเอาค่ะว่าอันไหนแม็ตกว่า อันไหนปกปิดมากกว่า)

ผลการลองนี่สุดจะประเมินประสิทธิภาพรองพื้นได้ค่ะ รุ่นนี้เนื้อมันหนืดๆฝืดๆทายากมากกกกกกกกก ซองเล็กๆหนึ่งซองที่ได้มานี่เรารีดแล้วรีดอีกแต่ก็ไม่สามารถทามันได้ทั่วหน้าค่ะ สรุปวันนั้นเลยออกไปแบบหน้าทารองพื้นไม่ทั่ว -"- ถ้ามือใหม่เกลี่ยมั่วๆมีแววจะเกลี่ยไม่สำเร็จเหมือนเราค่ะ แต่ถ้าใครผิวมันและต้องการการปกปิดมากและเกลี่ยรองพื้นได้เก่งพอตัวน่าจะเหมาะกับรุ่นนี้ค่ะ

คะแนนความชอบ(ส่วนตัว): n/a
ซื้อต่อไหม : ลองหนึ่งหนยังทาได้ไม่ทั่วหน้า ประเมินผลไม่ถูกเลยค่ะ เดาเอาเองว่าระดับการปกปิดคงสุดยอด เนื้อแห้งแม็ตมาก และน่าจะมีเอฟเฟ็คผิวเด้งๆตามแบบฉบับรองพื้นยี่ห้อนี้ด้วย แต่เรื่องเกลี่ยนี่ยากจริงๆจังๆค่ะ ใครจะลองก็แนะนำให้ลองหัดลองเกลี่ยเองที่เคาเตอร์ให้เรียบร้อยก่อน ไม่งั้นซื้อมาแล้วเกลี่ยไม่ได้จะแย่เอานะคะ

------------------------------------------------------------------

Eyeliner Review

** ปัญหารอบดวงตา **

เราเป็นคนชั้นตาไม่เสมอค่ะ ตาซ้ายเป็นสองชั้นหลบในแถมเปลือกตายังมันขั้นเทพอีก(ทั้งๆที่เราเป็นคนผิวแห้งมากๆ) พอเปลือกตามันมากแล้วตาสองชั้นหลุบหายเข้าไปข้างใน อายไลเนอร์มันก็เลยเลอะเป็นเส้นบนเปลือกตาประจำเลยค่ะ

ปกติถ้าดูรีวิวอายไลเนอร์ เราจะดูก่อนเลยค่ะว่าคนรีวิวชั้นตาเป็นแบบไหน ถ้าเป็นตาหลบในเหมือนเราล่ะก็จะตั้งใจดูมากค่ะ ว่าใช้ตัวไหนแล้วเลอะน้อยที่สุด จากการลองมาเยอะสรุปได้ว่า พวกแบบฝุ่นหรือเจลหรือดินสอนี่ยี่ห้อเทพอันไหนก็ไม่มีทางติดตาเราได้ถึงเย็นค่ะ ต่อให้ลงเบสที่ตาก่อน หรือ ลงคอนซีลเลอร์เป็นพื้นก่อน หรือ เอาอายแชโดว์ทาทับก็ตาม ยังไงๆก็เลอะค่ะ (ยกเว้นเราจะทำตาสองชั้นมันซะเลย เส้นก็จะอยู่ได้ถึงเย็นค่ะ)

แต่ตอนนี้สนใจ Benefit She Laq อยู่ค่ะ หาเคาเตอร์ที่โตเกียวไม่เจอ แต่เห็นว่ากันว่ามันช่วยซีลเครื่องสำอางได้ดี

** ประสบการณ์การใช้ **

อายไลเนอร์นี่เขียนมาห้าปีได้แล้วมั้งคะ ยิ่งช่วงอยู่ญีปุ่นนี่เขียนทุกครั้งก่อนออกจากบ้านค่ะ แต่ห้าปีก็ไม่ได้แปลว่าเก่งแต่อย่างใดค่ะ ตาตัวเองยังเขียนเส้นเบี้ยวประจำเลย แต่ก็พอรู้แล้วค่ะว่าตาแบบเรานี่ต้องอายไลเนอร์แบบไหนถึงจะเอาอยู่

** My favourite look **

สำหรับอายไลเนอร์นี้ไม่ขออะไรมากค่ะ ขอแค่มันอยู่ติดทนเส้นดำเข้มไปได้ถึงเย็นเราก็พอใจแล้วค่ะ เส้นซอฟต์ๆจริงๆก็ชอบนะคะแต่จากประสบการณ์พวกที่ให้เส้นซอฟต์ๆมันไม่เคยอยู่กับตาเราไปได้ถึงเย็นเลย ลองมาหลายอันจนต้องยอมรับความจริงข้อนี้ค่ะ

รูปของทั้งห้าอันที่จะรีวิวในหนนี้นะคะ


เรียงลำดับเหมือนเดิม แต่เปิดให้ดูหัวกันชัดๆค่ะ


รีวิวเรียงลำดับจากซ้ายไปขวาดังนี้นะคะ


1. Etude House Proof 10 Liquid Liner (black)

ตัวนี้ซื้อมาโดยบังเอิญตอนไปเที่ยวเกาหลีค่ะแต่ผลคือชอบมากๆเลย หัวเป็นพู่กันก็เขียนยากหน่อยตามประสา แต่ตัวนี้นี่ขีดทีเดียวก็ได้สีดำสนิทเลยไม่ต้องขีดย้ำกันหลายรอบ กรีดแล้วก็จะเป็นแผ่นๆติดอยู่ที่เปลือกตาเส้นดูแข็งก็จริง แต่อย่างน้อยมันก็ติดทนที่ตาเราได้ทั้งวันค่ะ ไม่ว่าจะตอนอยู่ไทยหรืออยู่ญี่ปุ่นก็ตาม

คะแนนความชอบ(ส่วนตัว): 4/5
ซื้อต่อไหม : จริงๆชอบตัวนี้มากนะคะ สีเข้ม ติดทน แต่เราหาซื้อยากค่ะ ถ้าหาซื้อได้ง่ายๆและไม่แพงไปนักก็คงใช้ต่อ แต่ถ้าหาซื้อไม่ได้ก็คงไปหาตัวอื่นๆมาใช้แทนค่ะ พวกอายไลเนอร์นี่ไม่ซีเรียสเท่าไหร่ว่าต้องอันนี้ๆเท่านั้นเหมือนพวกรองพื้น


2. Kate Liquid Eyeliner 1.8mL (BK-1)

ตัวนี้เป็นตัวตายตัวแทน Etude อันข้างบนค่ะ อยู่ญี่ปุ่น(หรืออยู่ไทยก็ตาม)หาซื้อยี่ห้อนี้ได้ง่ายมากและราคาก็ถูกด้วย จากที่ลองมาตัวนี้ก็ติดทนพอใช้ได้เลย แถวๆหัวตาบางทีมีเลอะๆเลือนๆนิดหน่อยแต่เส้นโดยรวมก็ยังอยู่ได้ถึงตอนเย็นเลยค่ะ ข้อเสียของตัวนี้คือมันออกจะน้ำๆมากเกินไป ลากเส้นไปหนแรกนี่สีดำไม่ค่อยติดเลยค่ะ ต้องรอให้แห้งแล้วค่อยลงย้ำอีกรอบ(หรือสองรอบ)ถึงจะได้เส้นดำสม่ำเสมอทั้งเส้น

คะแนนความชอบ(ส่วนตัว): 3/5
ซื้อต่อไหม : ตัวนี้เห็นแก่ว่าหาซื้อง่ายก็คงต้องใช้ต่อไปล่ะค่ะ เสียเวลาย้ำเส้นหน่อยนึงเวลาเขียน ตรงหัวตาเลือนเล็กน้อย แต่อย่างน้อยเย็นย่ำมาเส้นอายไลเนอร์โดยรวมก็ยังอยู่ที่ตา ยังตาคมได้อยู่ทั้งวันค่ะ


3. Shu Uemura Drawing Pencil 1.2g

สำหรับตัวนี้ใช้หมดมาหลายแท่งแล้วค่ะ ทั้งสีดำ สีน้ำตาล สีกรมท่า เปลี่ยนไปเรื่อยๆค่ะเน้นสีเข้มๆไว้ก่อน

แน่นอนว่าแบบดินสอนี่เขียนยังไงก็ไม่ติดเปลือกตามันๆของเราค่ะ แต่เราใช้เฉพาะเขียนขอบตาล่างและเขียนอินเนอร์เท่านั้นเลยโอเค แบบดินสอใช้ไล้ขอบตาล่างและถมอินเนอร์ได้ง่าย เนื้อดินสอตัวนี้ก็ไม่แข็งเกินไปเขียนแล้วไม่เจ็บตา แล้วก็เส้นไม่คมจนเกินไปสำหรับเขียนขอบตาล่างด้วยค่ะ เอาคอตตอนบัดถูๆนิดนึงก็ฟุ้งกำลังดีแล้ว สำหรับความติดทน แบบดินสอก็มีเลอะบ้างตามประสานะคะ แต่สำหรับเราถือว่ายังรับได้ค่ะ เลอะนิดเดียวแต่เส้นไลเนอร์(ขอบตาล่าง)และอินเนอร์ที่เขียนไว้ก็อยู่ได้ถึงเย็นค่ะ (ลองมาแล้วทั้งที่ไทยและญี่ปุ่น)

จริงๆเราชอบใช้ คาเวียร์+แปรงหัวดอกบัว ของ LM เขียนอินเนอร์ค่ะ หัวแปรงมันถมช่องว่างตรงคิ้วได้ดีและไม่เจ็บตาด้วย แต่คาเวียร์ของ LM นี่มันติดไม่ทนเอาซะเลย ต่อให้ใช้พวก Magic eye changer ช่วยก็เถอะ ลงท้ายลองไปลองมาเราก็มาโอเคกับ Shu แท่งนี้ล่ะค่ะว่าติดทนใช้ได้และเขียนอินเนอร์ง่ายดี เคยอยากลองเอาแบบลิควิดมาเขียนขอบตาล่างเหมือนกันแต่ยังไม่สามารถค่ะ ทำเลอะเทอะทุกทีเลย

คะแนนความชอบ(ส่วนตัว): 4/5
ซื้อต่อไหม : จริงๆตัวนี้ใช้มาเกินสามแท่งแล้วล่ะค่ะ ไม่ชอบอย่างเดียวว่าเหลาทีแท่งสั้นไปเยอะแต่เทียบกับผลที่ได้แล้วก็ถือว่าคุ้ม ก่อนนี้ก็มีแนวโน้มว่าจะใช้ต่อไปเรื่อยๆ(สำหรับเขียนขอบตาล่างและอินเนอร์เท่านั้น) แต่ ณ ตอนนี้มีน้องใหม่มาแรง หาซื้อง่ายกว่า ใช้ได้สะดวกกว่า (คิดว่า)ถูกกว่า คุณภาพใกล้เคียงกัน ก็เลยคิดว่าคงไม่ซื้อแท่งนี้ต่อแล้วล่ะค่ะ


4. Integrate Slim Liquid Eyeliner EX 0.5mL (BK999)

ตัวนี้ตอนที่ Etude หมดก็ไปหามาใช้จากร้านขายยาแถวบ้าน(ที่ญี่ปุ่น)ค่ะ เป็นแบบปากกาเมจิคเขียนง่ายมากๆ สีดำกำลังดี แม้จะไม่ดำเข้มดำสนิทแต่ก็ดูเป็นธรรมชาติดีค่ะ เส้นไม่แข็งและกริ๊บเกินไปเหมือนพวกแบบจิ้มจุ่มหัวพู่กันด้วย ใช้วันแรกๆนี่เลิฟเลยค่ะว่าเขียนง่าย ตวัดหาง ตวัดมุมอะไรก็ง่าย เส้นก็ดูเนียนเป็นธรรมชาติ แต่พอวันต่อๆมาที่ญี่ปุ่นอากาศร้อนขึ้นหน่อย(แต่ก็ยังเย็นกว่าที่ไทยเยอะ)นี่ออกลายเลยค่ะ เส้นเขียนไว้ดีๆตอนเช้า ตกเย็นมาเส้นหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ ไม่ต้องใช้ makeup remover กันเลยค่ะ T_T

คะแนนความชอบ(ส่วนตัว): 1/5
ซื้อต่อไหม : แม้จะเสียดายในความเขียนง่าย ใช้สะดวก และเป็นธรรมชาติ แต่ในเมื่อติดตาเราไม่ทนแบบนี้ก็คงต้องบายล่ะค่ะ ตาคมสวยได้อยู่ไม่กี่ชั่วโมงเองไม่เหมาะจะฝากผีฝากไข้เท่าไหร่


5. Kate Lasting Gel Pencil 0.2g (BK-1)

ตัวนี้บังเอิญเจอค่ะ เห็นว่าแปลกดีเลยลองซื้อมา เป็น gel liner ของ kate ที่อัดมาเป็นแท่ง ใช้วิธีหมุนๆให้ไส้ออกมา ไม่ต้องพกกบเหลาดินสอให้ยุ่งยากเวลาพาไปเที่ยวด้วยเลยค่ะ ตัวนี้ล่ะค่ะที่เป็นน้องใหม่มาแรงแทนที่ Shu drawing pencil ตัวบน เนื่องจากเนื้อแบบนี้เรารู้อยู่แล้วค่ะว่าไม่ติดทนบนเปลือกตาเราหรอก ตอนซื้อก็กะมาไว้พกติดตัวไว้เติมเส้นขอบตาล่างระหว่างวันเท่านั้น

แต่พอลองๆใช้แล้วกลับติดใจค่ะ ความติดทนและเขียนง่าย(สำหรับไลเนอร์ที่ขอบตาล่างและอินเนอร์)นี่เราให้สูสีกับ Shu drawing pencil เลย แล้วแถมตัวนี้สะดวกกว่าด้วยเพราะไม่ต้องคอยมาเหลาให้แหลมค่ะ ตั้งแต่ได้มาก็ใช้ทุกวันสองเดือนแล้ว(อาทิตย์นึงใช้ประมาณ 4-5 วัน) ตอนนี้หมุนออกมาเหลือไส้ยาวไม่ถึง 2cm แล้วล่ะค่ะ ตรงนี้นี่เหมือนจะคุ้นๆว่า Shu แท่งนึงอยู่ได้นานกว่านี้นะคะ แต่ยังไม่ได้ลองคำนวนเทียบเวลาดูว่าตกลงถ้านับระยะเวลาในการใช้แล้วตัวไหนจะแพงกว่ากันแน่

คะแนนความชอบ(ส่วนตัว): 4.5/5
ซื้อต่อไหม : สำหรับตัวนี้ประสิทธิภาพเราให้เท่ากับ Shu drawing pencil ค่ะ แต่ +0.5 ที่เพิ่มมาคือเรื่องของความสะดวกที่ไม่ต้องมาคอยเหลาค่ะ ถ้าตราบใดที่ยังไม่เลิกผลิตคิดว่าเราก็คงใช้ไปเรื่อยๆค่ะ

------------------------------------------------------------------

Double Eyelid Glue/Tape Review

** ปัญหารอบดวงตา **

เราเป็นคนชั้นตาไม่เสมอค่ะ เรียกว่าเกือบจะมีเหล่าเต๊ง ตาซ้ายเป็นสองชั้นหลบใน ส่วนตาขวาบางวันก็สองชั้น บางวันก็ชั้นเดียว บางวันหนักหน่อยมาเลยสามสี่ชั้นค่ะ แต่ไม่ว่าจะวันไหนตาซ้ายก็ยังสองชั้นหลบในเหมือนเดิม สรุปคือตาสองข้างดูไม่เท่ากันซะเป็นส่วนใหญ่ค่ะ ไม่รู้จะทำไงให้ตาขวาเป็นชั้นเดียวด้วย

ซึ่งมันคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ค่ะ ธรรมชาติสร้างคนมาก็ไม่ symmetry เป๊ะๆอยู่แล้ว แต่ที่มันเป็นปัญหาก็คือ ตาหลบในมันทำให้อายไลเนอร์เราเลอะนี่สิคะ ถ้าไม่ใช้พวกลิควิดไปเลยเหมือนที่รีวิวข้างบน อารมณ์ไหนอยากจะซอฟต์บ้าง อยากจะตาเท่ากันสองข้างบ้าง ก็ต้องหาทางทำให้ตาซ้ายเรามีสองชั้นซะค่ะ

** ประสบการณ์การใช้ **

อุปกรณ์ทำตาสองชั้นเพิ่งจะมาหัดมาลองจริงๆจังๆก็เมื่อต้นปีก่อนค่ะ จริงๆซื้อมานานแล้วก็ดองไว้เพราะลองครั้งแรกๆแล้วไม่สำเร็จ ผ่านมาเกือบสองปีตอนนี้คิดว่าคล่องแล้วล่ะค่ะ เผลอๆคนที่มหาลัยอาจลืมไปแล้วว่าตาซ้ายเราหลบใน เพราะเราทำตาสองชั้นทุกครั้งที่ออกจากบ้านเลย

** My favourite look **

ขอแค่ให้ชั้นตามันอยู่ได้ทั้งวัน ไม่เด้งหลุดออกมาก็โอเคค่ะ แต่ถ้าจะให้ดีขออย่าให้มันทำให้พวกแป้งหรืออายแชโดว์บนเปลือกตาเป็นคราบด้วยก็ดี


1. DOUBLE EYELID TWO-SIDE TAPE




ตัวนี้เห็นขายอยู่ร้านขายยาญี่ปุ่นเลยซื้อมาลองค่ะ แพ็คเกจน่ารักมีช่องเล็กๆให้ดึงเทปกาวสองหน้าขนาดความกว้างประมาณ 1mm ออกมา มีกรรไกรเล็กๆและไม้ดันชั้นตามาให้เรียบร้อยค่ะ วิธีใช้นี่เค้าให้เอาตุ่มกลมๆสองตุ่มตรงไม้ดันชั้นตาแปะไว้ที่เทป กะให้ความยาวเทปพอดีความกว้างตาแต่ละคน จากนั้นก็ลอกส่วนกระดาษบนเทปออก เหลือแต่เทปสองหน้าเปลือยๆติดบนไม้ค่ะ สุดท้ายก็เอาเทปแปะตาเลย แปะทั้งๆที่เทปติดอยู่บนไม้นั่นเลยค่ะแล้วก็ใช้ไม้ดันๆให้เป็นชั้นพอดีด้วย อธิบายงงๆหน่อยแต่เค้ามีภาพอธิบายไว้น่ะค่ะเข้าใจไม่ยาก

ตัวนี้นี่เป็นอะไรที่ลองกี่ครั้งก็เหลวค่ะ ดูเผินๆก็ว่าสะดวกดีตัดเทปมาให้ได้ขนาดเรียบร้อย แต่เอาจริงๆเรามีปัญหามากเลยค่ะกับการลอกกระดาษบนเทปกาวสองหน้าออก และตัวเทปสองหน้ามันก็บ๊างบาง กว่าจะลอกส่วนกระดาษออกมาได้ กว่าจะเอามาติดบนตาได้ เราเป็นต้องทำเทปที่ตัดมาเละเทะยับเยินซะทุกทีเลยค่ะ ผลคือไม่เคยแปะออกมาสำเร็จเลยค่ะสำหรับตัวนี้

คะแนนความชอบ(ส่วนตัว): 0/5
ซื้อต่อไหม : เสียดายก็เสียดายนะคะ แต่ลองกี่ทีก็ไม่เป็นผลสุดท้ายต้องโยนทิ้งไปค่ะ อยู่ญี่ปุ่นไม่รู้จะส่งต่อให้ใครช่วยใช้ดี


2. KOJI ACTIVE EYE TALK



อันนี้เป็นแบบกาวแล้วค่ะ ใช้อยู่ระยะนึงเลย วิธีใช้ให้เอาพู่กัน(คล้ายๆพู่กันยาทาเล็บน่ะค่ะ)จุ่มกาวแล้วทาในบริเวณที่เรากะจะให้มันพับติดเข้ามาเป็นชั้นตาค่ะ (อันนี้กะไม่ยากค่ะ ลองไม่กี่ครั้งก็จับทางได้แล้วว่าต้องทาตรงไหน ทากว้างเท่าไหร่) รอแป๊บนึงพอกาวเริ่มแห้งนิดนึงก็เอาไม้ดันชั้นตา(ฝั่งที่มีสองขา)ที่ให้มาด้วยกันดันชั้นตาให้พับเข้าไปติดเป็นตาสองชั้นค่ะ แค่นี้ชั้นตาตรงที่ทากาวไว้ก็จะหลุบเข้าไปตามที่เราดันและติดกันด้วยกาวที่เราทาไว้ค่ะ ส่วนไม้ฝั่งที่มีขาแหลมๆขาเดียวอันนี้ก็ใช้กรีดตามหลังให้ชั้นตาเข้าที่เข้าทางยิ่งขึ้น

จากที่ลองใช้มาก็ติดทนใช้ได้เลยนะคะ ตาสองชั้นอยู่ได้ถึงเย็นเลย แต่ข้อเสียของแบบกาวคือถ้าทาพลาดมันจะทิ้งร่องรอยไว้บนเปลือกตาค่ะ พอทารองพื้นหรืออายแชโดว์อะไรต่อบางทีก็พลอยจะเป็นคราบไปด้วย จินตนาการง่ายๆว่ามันเป็นกาวน้ำน่ะค่ะ แปะแล้วดึงออกก็ต้องมีเละกันบ้าง อีกอย่างคือผิวที่ติดกันด้วยกาวนี่มองใกล้ๆมันก็ดูรั้งๆตึงๆแปลกๆเหมือนกันค่ะ อันนี้อธิบายไม่ถูกคงต้องลองหาตัวอย่างดูเองนะคะ

คะแนนความชอบ(ส่วนตัว): 3/5
ซื้อต่อไหม : ถ้าเฉพาะที่เราเคยใช้มาตัวนี้ก็โอเคนะคะติดทนใช้ได้ แต่ถ้าทาไม่เป๊ะ พลาดบ่อยๆจะพลอยทำให้อะไรๆที่อุตส่าห์ทาไว้ที่เปลือกตาเละเทะเป็นคราบอะไรตามไปด้วยค่ะ ตอนนี้ก็เลยจะไม่ใช้แบบกาวแล้ว


3. 3M TAPE



Back to basic ค่ะ ใช้แบบกาวมาสักระยะ นึกอยากลองแบบเทปที่ใครๆพูดถึงกันบ้าง ลองครั้งแรกตัดเทปเป็นรูปสระอิแบบมั่วๆ แปะป้าบเข้าที่เปลือกตาปุ๊บตาสองชั้น(แบบเบี้ยวๆเพราะยังกะไม่ถูก)มาทันทีเลยค่ะ แปลกใจเหมือนกันว่า โหทำง่ายมากกว่าที่คิดเสียอีก จากนั้นก็เลยหันมาพึ่งเทปติดแผลแบบนี้ทำตาสองชั้นมาตลอดค่ะ

แรกๆจะติดเทปตั้งแต่ก่อนลงเบสหรือรองพื้นเลยค่ะ กะว่าจะได้ติดผิวได้แน่นที่สุด แต่แบบนี้นี่กว่าเราจะลงแป้งอะไรที่เปลือกตาเสร็จ หลับตาลืมตาไปหลายหนเทปกาวเลื่อนไปเลื่อนมาทำให้มีกาวติดตามขอบๆรอบๆตัวเทป ลงแป้งอะไรแล้วไม่เนียนค่ะ เป็นคราบๆรอยเทป หลังๆก็เลยจะทาแป้งอะไรเสร็จก่อน ก่อนลงอายแชโดว์ก็แปะเทปซะให้เรียบร้อยค่ะ แบบนี้พวกรองพื้นที่เปลือกตาไม่เป็นคราบ แต่ตัวเทปก็จะติดไม่ค่อยแน่นกับผิวเท่าไหร่ค่ะ (มีชั้นรองพื้น กับชั้นแป้งคั่นระหว่างผิวอยู่) ยังไม่เคยลองทางสายกลางแปะหลังรองพื้นแต่ก่อนลงแป้งค่ะ อาจจะติดทนกว่านี้ก็เป็นได้

ส่วนตัวไม่ชอบแบบเทปนี่นิดนึงตรงที่พอเราหลับตาหรือหลุบตามันจะเห็นตัวเทปน่ะค่ะ ถ้าใครมามองใกล้หน่อยก็คงเห็นว่ามีเทปอะไรแปะอยู่ที่ตาเรา เนื่องจากเราไม่ค่อยแต่งสีที่ตาด้วยเลยไม่ค่อยมีอะไรช่วยพรางรอยเทปค่ะ (แต่ส่วนตัวคิดว่าเห็นเทปยังดูแปลกน้อยกว่าตอนเห็นเปลือกตาติดกันด้วยกาวนะคะ)

คะแนนความชอบ(ส่วนตัว): 4/5
ซื้อต่อไหม : ด้วยความง่ายและราคาถูกแสนถูกก็ใช้แบบเทปนี่มาเป็นปีแล้วล่ะค่ะ ตอนเช้าแค่เสียเวลาตัดเทปให้เป็นรูปเพิ่มอีกนิดนึง (วันไหนตัดดีก็ทีเดียวได้รูปพอดี แต่บางวันก็ต้องตัดกันหลายหนค่ะกว่าจะได้รูปร่างและความกว้างพอดีชั้นตาเรา)

------------------------------------------------------------------

จบรีวิวเล็กๆแต่ยาวแสนยาวเพียงเท่านี้นะคะ ความไม่มีเงิน(พอ)เป็นยาชงัดนักทำให้เลิกช้อปเสื้อผ้าและเครื่องสำอางได้ค่ะ ขอก้มหน้าก้มตาใช้ที่มีอยู่ต่อไปก่อนค่ะ หมดเมื่อไหร่ค่อยซื้อเพิ่ม


>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด



Create Date : 15 ธันวาคม 2553
Last Update : 30 ธันวาคม 2553 18:03:38 น. 10 comments
Counter : 6729 Pageviews.

 
Etude House Proof 10 Liquid Liner (black)
ปลื้มตัวนี้เหมือนกันเลยค่ะ ขนกลับมาจากเกาหลี
เปนโหลเลย ใช้ดี ใช้ทนจริง ๆ ๆ


โดย: SQ.bunniebelle วันที่: 16 ธันวาคม 2553 เวลา:3:18:30 น.  

 
ชอบค่ะ รีวิวละเอียดดี


โดย: puy_naka63 วันที่: 16 ธันวาคม 2553 เวลา:12:49:24 น.  

 
เข้ามาอ่านค่ะ
รีวิวละเอียดดี ติดตามมานานแล้วค่ะ ^^


โดย: oh_gift99 วันที่: 16 ธันวาคม 2553 เวลา:20:07:44 น.  

 
อยากได้รองพื้น CDP ตัวเทพบ้างจัง แต่แพงเหลือเกิน T-T
เราก็ตา 2 ชั้นหลบใน มีปัญหากับอายไลเนอร์เหมือนกันค่ะ มาแอบเก็บข้อมูลบ้าง
ส่วนเทปแปะตา เราซื้อแบบที่มันตัดมาเป็นสระอิสำเร็จรูปเลย ใช้ง่ายมาก ลอกปุ๊บแปะปั๊บ 555


โดย: Shiny Christmas วันที่: 16 ธันวาคม 2553 เวลา:20:35:23 น.  

 
เราใช้รองพื้น CDP Teint Naturel Fluide อยู่ค่ะ
เพิ่งรู้นะคะว่ามันหนาแล้วก็เกลี่ยยากกว่ารุ่น Teint Naturel Satine อะค่ะ
เราเคยลองใช้ sample ของ Satine รู้สึกว่ามันเกลี่ยยากกว่าแล้วก็หนากว่าอีกนะคะ
แล้วตอนซื้อ บีเอที่ญี่ปุ่นก็บอกเราว่ารุ่น Satine หนาและปกปิดมากกว่าอะค่ะ ก็เลยเอารุ่น Fluide มา

ตอนนี้อยากลองใช้รุ่น Teint Naturel Correcteur บ้างจัง ไม่รู้ว่าจะมันเกินไปสำหรับเรามั้ย


โดย: *ดินสอพอง* IP: 180.180.147.178 วันที่: 18 ธันวาคม 2553 เวลา:11:17:30 น.  

 
--> *ดินสอพอง*

ไปเช็คดูในเว็บ cdp japan มาแล้ว ใน foundation matrix เค้าเหมือนจะให้ naturel fluide กับ naturel satine ระดับการปกปิดสูงพอๆกันเลยค่ะ แต่ fluide จะแม็ตมากกว่า

คือเราจำชื่อรุ่นสองตัวนี้ไม่เคยได้เลยค่ะว่าตัวไหนเป็นตัวไหน เวลาถาม BA ที่ญี่ปุ่นก็จะถามเอาว่าตัวไหนปกปิดมากที่สุดเค้าก็จะชี้รุ่น fluide ให้มา เราก็จะรู้ไปโดยปริยายอ่ะค่ะว่า อ๋อ ต้วนี้เองที่(เรา)ทายากๆ เพราะ BA เค้าจะไม่แนะนำให้เราใช้ตัว fluide นี้เลยค่ะ แนะนำตัว Satine หรือ ตัวขวดปั๊มมากกว่าน่ะค่ะ เพราะเหมาะกับผิวแห้งเนื้อลื่นกว่า

คุณดินสอพองพูดมาเราเองก็ชักงงเหมือนกันค่ะ ว่าเอ๊ะตกลงรุ่นไหนปกปิดมากกว่ากันแน่เนี่ย แต่รุ่น satine สูตรใหม่นี่เราก็ว่าฝืดๆนิดนึงเหมือนกันค่ะ ไม่ลื่นปรื๊ดเหมือนรุ่นขวดปั๊ม อาจเพราะเราได้มาทั้งหลอดด้วยก็เป็นได้มั้งคะเลยยังทาได้ทั่วหน้าอยู่ รุ่น fluide ตอนนั้นนี่สุดๆเลยค่ะทาได้ไม่ถึงครึ่งหน้าเลย หมดซองซะแล้ว

ถ้าเทียบเฉพาะรุ่นโลชั่นขวดปั๊มกับ Satine ตัวหลังก็ดูปกปิดมากกว่าจริงๆล่ะค่ะ แต่เทียบกับตัว Fluide นี่เราเทียบไม่ถูกจริงๆค่ะ ความสามารถไม่เพียงพอทาไม่สำเร็จอ่ะค่ะ

ปล ถ้าอยู่ญี่ปุ่นใช้รุ่นขวดปั๊มตอนอากาศเย็นๆน่าจะไม่มันจนเกินไปนะคะ

ปล2 ไหนๆแล้วเลยไปแค็บ Foundation matrix อันใหม่มาแปะไว้ในรีวิวด้วยเลยค่ะ จะได้ไว้ดูว่าหน้าตากระปุกเป็นไงกันมั่ง


โดย: White Amulet วันที่: 18 ธันวาคม 2553 เวลา:13:38:43 น.  

 
อยากลอง CDP จังเลยค่ะ แต่เสียดายเงิน เห็นหลายๆ คนบอกว่าดีมากๆ

ชอบอายไลเนอร์ของ shu เหมือนกันค่ะ แต่ต้องเป็นสี me black เท่านั้น (สีดำมีกลิตเตอร์) รู้สึกว่าทนกว่าสีดำธรรมดา (M BLACK)


โดย: มิถุนายน วันที่: 19 ธันวาคม 2553 เวลา:9:32:59 น.  

 
เอนทรีนี้ไม่ได้อ่านนะครับ แต่เท่าที่กดเลื่อนลงมาก็รู้เลยว่ารีวิวได้ละเอียดมากครับ


โดย: kirofsky วันที่: 19 ธันวาคม 2553 เวลา:21:17:01 น.  

 
--> มิถุนายน
จำรีวิวของคุณมิถุนาได้ค่ะ แวะไปทักเหมือนกันเพราะชอบ drawing pencil ตัวเดียวกันเลย ^^ แต่ตอนนี้มี Kate มาแทน ชักไม่ชัวร์ว่าจะได้ซื้อ drawing pencil แท่งต่อไปแล้วล่ะค่ะเนี่ย


--> kirofsky
ไม่นึกว่าจะมาเจิมกระทั่งบล็อคนี้นะคะเนี่ย ก่อนปิดบล็อค(ปล่อยร้าง)กลับไทยสงสัยต้องมีให้รางวัลแขก VIP ประจำบล็อคซะแล้ว ^^

ตอนนี้ยุ่งๆอ่ะค่ะ สิ้นๆปีไปเลยถึงจะเริ่มว่างมาต่อบล็อคที่ค้างไว้เยอะมากๆ (ปีนี้เที่ยวเยอะ แถมงานก็ต้องทำ เวลาเขียนบล็อคเลยหมดเกลี้ยงเลยค่า)


โดย: White Amulet วันที่: 20 ธันวาคม 2553 เวลา:12:09:27 น.  

 
ชอบ etude house eye liner ตัวนี้มากเลยคะ ดำสนิท เขียนง่าย ติดทน แต่เสียดายว่าแห้งช้าไปหน่อย

^__^ เคยใช้กาวทำตาสองชั้นแล้วเจอปัญหาเดียวกันเลยคะ สุดท้ายมาตายรังที่สติ๊กเกอร์ 3M เหมือนกันเลย อิอิอิอิอิ


โดย: whitepiano555 วันที่: 20 ธันวาคม 2553 เวลา:15:42:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

White Amulet
Location :
Bangkok Thailand / Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




บล็อคนี้ถึงไม่ค่อยมีอะไรแต่ถ้าจะก๊อปปี้ข้อความหรือรูปอะไรไปโพสที่อื่น ก็รบกวนช่วยใส่เครดิตลิงค์บล็อคนี้ไว้ด้วยนะคะ

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำภาพและข้อความในบล็อคไปเผยแพร่(ในแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)แต่สงวนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพถ่ายและเนื้อหาค่ะ

ค้นหาทุกสิ่งอย่างในบล็อคนี้

New Comments
Friends' blogs
[Add White Amulet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.