อีบุ๊กของ ภูระริน ภูปรดา กุล มีจำหน่ายแล้วที่เว็บซีเอ็ดนะคะ
E-book มีจำหน่ายที่ Meb ร้านนายอินทร์ แอปนายอินทร์ปัณณ์และ ebooks.in.th ค่ะ
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2563
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
21 ตุลาคม 2563
 
All Blogs
 

ตอนที่ 5 : ขอให้รักของฉัน อยู่กับเธอตลอดไป เล่ม 1 - 3 โดย ภูระริน



5



ตอนเช้าภูสิตารีบแต่งตัวและหิ้วปิ่นโตพร้อมกับของฝากที่น้านิดาจัดให้เดินไปที่บ้านปรเมษฐ์ เธออยากเห็นว่าเพื่อนจะเป็นยังไงบ้าง ใจมันร้อนรนเหลือเกิน

ปรเมษฐ์นั่งอยู่บนเตียงนอน เขาตื่นแต่เช้าเพราะเมื่อคืนรู้สึกเหมือนหลับไปยาวนานมาก เมื่อมองจากทางหน้าต่างก็มองเห็นภูสิตาเดินหน้าซีดมาแต่ไกล เด็กชายยิ้มกับตัวเองเมื่อเห็นภูสิตากึ่งลากกึ่งถือตะกร้าใบโตมาอย่างระมัดระวัง

“พ่อกับน้านิดาให้มาเอาของมาเยี่ยมบอลค่ะ”

คุณแม่ของเขายิ้มให้และรับของไว้ ปรมัตถ์น้องชายของปรเมษฐ์เดินเข้ามาพลางยิ้ม “มาแล้วเหรอ บอลอยู่ข้างบน ไปหาไหมครับ ? ” เด็กชายเสนอ ปกติภูสิตาได้พบปรมัตถ์บ้างแต่ไม่ได้พูดจากัน วันนี้เด็กชายดูเป็นมิตรกับเธอจนน่าตกใจ ภูสิตาได้แต่อมยิ้มไม่ได้พูดอะไรออกมา

“ไปสิลูก บอลอยู่ข้างบนจ้ะ ไปดูได้ เดี๋ยวน้องเบสยกข้าวต้มขึ้นไปด้วยนะ ”

“ไปสิ ขึ้นไปพร้อมกัน” เด็กชายชวน



ปรเมษฐ์มาเปิดประตูให้ด้วยตัวเอง “มาแล้วเหรอ กำลังหิวเลย” เขายังอยู่ในชุดนอน พยายามทำเสียงให้ดูสดใสแต่มันก็ทำได้ยากเย็น ที่ศีรษะของเขามีผ้าพันแผลสีขาวพันไว้โดยรอบ เขาทักภูสิตาแล้วก็ขึ้นไปนอนบนเตียงนอนอย่างเหนื่อยล้า

“ดีขึ้นไหม ? น้านิดาฝากข้าวต้มมาให้ แม่บอกให้กิน” ปรมัตถ์พูดพลางวางถาดข้าวต้มไว้ข้าง ๆ หัวเตียงแล้วหันมายิ้มให้ภูสิตาอย่างเป็นมิตร พอเด็กหญิงยิ้มตอบ เขาจึงไปดูหนังสือที่โต๊ะทำการบ้านของปรเมษฐ์ นั่งหันหลังให้คนทั้งสองเสีย

ภูสิตาเดินไปนั่งตรงเก้าอี้ที่วางอยู่ติดกับหน้าต่าง มองลงไปเห็นถนนหน้าบ้าน จึงทำให้รู้ว่าเขามองเห็นเธอเดินมาแน่ ถ้าเขามานั่งตรงนี้ “กินสิ เดี๋ยวเย็นหมด” เธอหันมาสั่งเบา ๆ ปรเมษฐ์ไม่พูด แต่ขยับตัวลุกขึ้นนั่งตักข้าวต้มเข้าปากช้า ๆ อย่างว่าง่าย

ใบหน้าของเขากลายเป็นสีแดงผิดหูผิดตา จะมีก็แต่ดวงตาที่ดูอ่อนโยน เมื่อสบตากันที่ดูคุ้นเคย “เป็นไข้ไหม ? ” ภูสิตานึกถึงคำพูดของพ่อเมื่อคืน จึงอยากรู้ว่าเขาเป็นอย่างที่พ่อว่าหรือเปล่า เธอลุกเดินเข้าไปหาเขาที่ข้างเตียง แล้วนั่งพับเพียบมองเขากินข้าว ดวงตาคู่นั้นมองเธอเป็นระยะ ปรเมษฐ์เคี้ยวข้าวได้ไม่กี่คำก็วางช้อนลง

“เป็น ปวดหัวมาก”

“แล้วจะไปวัดไหวไหม ? ”

ปรมัตถ์หันมามอง เขารอคำตอบอยู่เหมือนกัน

“อยากไป แต่ดูก่อน ง่วงจัง อย่าไปไหนนะ เดี๋ยวเราก็ตื่น” ปรเมษฐ์ล้มตัวลงนอน ดึงผ้าห่มคลุมตัว แล้วดึงมือของภูสิตาเข้าไปกุมไว้ในผ้าห่มด้วย เด็กหญิงหน้าซีดทำตัวไม่ถูก พอจะดึงมือกลับมา ปรเมษฐ์ก็ใช้แรงเท่าที่มีดึงมือเธอกลับเข้าไปอีก ปรมัตถ์เห็นทุกอย่าง เขามองอยู่นานแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร “อยู่นิ่ง ๆ ก่อนนะ” ปรเมษฐ์พูดเบา

ภูสิตาหันมามองปรมัตถ์ เขายิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน “ฟังเขาเถอะครับ เขาหลับแล้วค่อยลงไปก็ได้” แล้วปรมัตถ์ก็เดินออกไป ภูสิตาแทบจะร้องไห้ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครสั่งเธอได้แบบนี้ ทำไมสั่งคนอื่นได้หน้าตาเฉยแบบนี้ ? ทั้งพี่ทั้งน้องเลย อยากจะวิ่งออกไปจากห้องนี้เดี๋ยวนี้ แต่พอเห็นหน้าปรเมษฐ์คนที่กำลังจะหลับ ดูเหมือนจะแย่กว่าเมื่อวานก็ใจอ่อน ภูสิตาจึงเลือกที่จะนั่งนิ่ง ๆ ดังคำสั่ง



พอภูสิตากลับไปได้สักพัก ปรมัตถ์ก็เข้าไปในห้องนอนพี่ชายอีกครั้ง “ปวดหัวจังเลย เจ็บจังเลย ” ปรเมษฐ์พูดออกมาโดยไม่รู้ตัว เหงื่อซึมออกมาเพราะพิษไข้ ปรมัตถ์นั่งลงข้าง ๆ แล้วใช้ผ้าเช็ดเหงื่อให้พี่ชาย ก็แค่หัวแตกทำไมถึงกับเพ้อ เด็กชายนึกอยู่ในใจ “บอล ตื่นเถอะ กินยานะ ” ปรมัตถ์พยายามปลุกพี่ชายให้รู้ตัว

เมื่อเขารู้สึกตัวแล้วก็กุมขมับแน่น กัดริมฝีปากปากเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส “ทำไมมันปวดหัวมากขนาดนี้ ? ” น้องชายมองเขาด้วยความเป็นห่วงพลางยื่นยาให้

“ก็นี่ไงกินยาที่หมอให้ เดี๋ยวก็หาย ”

“ตาลไปไหน ? ”

“พึ่งกลับไป ไม่เป็นไรหรอก นายต้องกินยา ไม่งั้นพรุ่งนี้ไปวัดไม่ได้ แม่บอกให้กินยา ไม่กินห้ามไปวัด ” ปรเมษฐ์มองหน้าน้องชายแล้วหยิบยาเข้าปากดื่มน้ำตามอย่างว่าง่าย ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ค่อยจะถูกชะตากับยานัก แต่ครั้งนี้ดูจะเต็มใจกิน “นอนสิ ระวังเถอะอ่อนแอมาก ๆ เพื่อนคนนั้นจะหายไปเลย” ปรมัตถ์ดึงผ้าห่มปิดหน้าพี่ชายแล้วหัวเราะ



ภูสิตาไม่อยากไปวัดเลยวันนี้ แต่อยากไปดูคนป่วยมากกว่า นัดกับเพื่อน ๆ ไว้ที่วัดเลย เพราะไม่ต้องไปเรียนหนังสือ วัดอยู่ไม่ไกลนัก เธอจึงขออนุญาตพ่อไปเอง ภูสิตาออกเดินไปตามทางไม่นานก็มีรถยนต์คันหนึ่งขับมาจอดข้าง ๆ เธอ

“ ขึ้นรถสิ จะไปวัดใช่ไหม ? ” เสียงทุ้มคุ้นหูทำให้เด็กหญิงต้องหันไปมอง มองเห็นปรมัตถ์ยื่นหน้าออกมายิ้มให้ โดยมีพี่ชายตัวดีนั่งหน้านิ่งอยู่ เมื่อน้องชายพูดจบไม่นานนักปรเมษฐ์ก็เปิดประตูรถยนต์แล้วเดินออกมา ภูสิตาไม่ขยับตัวเลยสักนิดเดียว เขาจึงดึงมือภูสิตาให้เข้าไปนั่งตรงกลางระหว่างเขากับปรมัตถ์ทันที

น้องชายของเขายิ้มกว้าง ขยับตัวให้ที่นั่งภูสิตาเหมือนรู้หน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี คนขับรถขับออกไปตามจุดหมายไม่ได้เอ่ยอะไร “หาย….แล้วเหรอ ไม่เจ็บเหรอ ? ” เธอมองที่ผ้าพันแผลที่หน้าผากเพื่อนอย่างเป็นห่วง

ปรเมษฐ์อมยิ้มแล้วผลักที่หน้าผากของภูสิตาเบา ๆ “อย่ามาทำหน้าแบบนี้ บอกแล้วไงไม่เป็นไร” ปรมัตถ์นั่งอยู่ข้าง ๆ รับรู้ถึงความรู้สึกของคนทั้งสองได้ทั้งหมด อีกคนหนึ่งห่วงใยมากมาย อีกคนกำลังพยายามเข้มแข็งและอ่อนโยนที่สุด

“ไม่ต้องห่วงครับพี่ คนนี้ตายยาก” ปรมัตถ์พูดพลางหัวเราะ “ลุงครับ เดี๋ยวช่วยแวะส่งเบสก่อนนะครับ เบสไม่ไปวัด เบสขี้เกียจ แล้วค่อยเลยไปส่งพี่บอลที่วัด” ปรมัตถ์บอกคนขับรถ ภูสิตาเห็นป้ายชื่อแล้วจึงได้รู้ว่าเป็นคนขับรถของโรงเรียนมัธยม

“เป็นไงล่ะใหญ่โตซะไม่มี มีคนขับรถท่านผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมมาขับรถให้ นี่ถ้าไม่ใช่เราไม่ได้นั่งสบาย ๆ หรอกนะ แม่ฝากหรอก ลุงเขาต้องไปทางนั้นพอดี” คนเจ็บยังอารมณ์ดีหัวเราะร่า ปรมัตถ์เองก็หัวเราะออกมาเช่นกัน

“ก็ดีหรอก แต่บอลจะไหวเหรอ ? มันร้อนนะ กลัวฝนตกด้วย”

“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวคนอื่น ๆ เขาคงไปถวายพานพุ่มกัน ของเราก็มีนะ นั่นไง แม่ทำให้ เราเอามาเผื่อตัวด้วย” ปรเมษฐ์ชี้ให้เพื่อนดูพานพุ่มที่จัดมาอย่างสวยงามบนเบาะข้างคนขับ ภูสิตาอดดีใจไม่ได้ที่มีคนนึกถึงตัวเอง พานพุ่มสองอันนั้นถือว่าเป็นของส่วนตัวของทางบ้านปรเมษฐ์ ไม่ใช่รูปแบบที่ได้รับคำสั่งจากทางโรงเรียน เพื่อนของเธอคนนี้อ่อนโยนและใจดีเหมือนที่ปูนาคุยโม้ไว้ไม่มีผิด



รถยนต์จอดส่งปรมัตถ์แล้ววิ่งต่อไปอีกไม่นานก็ถึงวัด ปรเมษฐ์บอกให้ลุงคนขับรถจอดรถห่างจากประตูวัดไกลพอสมควร เขาไม่อยากให้ใครสังเกตเห็นว่าเขามาด้วยรถยนต์ “เราลงเถอะเดินไปหน่อยก็ได้นะ เดี๋ยวลุงเอาพานลงไปให้” ทั้งคู่ยกมือไหว้ขอบคุณลุงคนขับรถที่มาส่ง

ที่ศาลาการเปรียญ นักเรียนหลายคนจับกลุ่มกันคุยเบา ๆ คงมากันนานแล้วเพราะมีเครื่องสังฆทานหลายถังและพานพุ่มวางอยู่หน้าพระประธาน เด็กทั้งสองก้มลงกราบพระพร้อมกันและถวายพานพุ่มคู่นั้นด้วยใจที่สงบสุขอย่างเด็ก ๆ หลวงพ่อเจ้าอาวาสของวัดนี้ มองเห็นคนทั้งสองตั้งแต่ก้าวขึ้นมาแล้ว พอเด็กทั้งสองเงยหน้าขึ้น ท่านก็มายืนอยู่ตรงหน้า “แม่เราคงจะยุ่งล่ะสิวันนี้ ? ”

ปรเมษฐ์ก้มลงกราบท่าน “ครับ แม่คงจะตามมา บอลไม่ค่อยสบาย แม่เลยบอกให้มาก่อน เดี๋ยวคนจะเยอะ นี่เพื่อนครับ”

ท่านไม่พูดอะไร แต่ลงไปนั่งที่เบาะของท่าน ภูสิตามองหน้าปรเมษฐ์ด้วยความรู้สึกประหลาด เขาพูดจากับพระเหมือนตัวเองเป็นผู้ใหญ่และดูจะรู้จักมักคุ้นกับท่านเป็นอย่างดี “เจ้าตัวเล็กเข้ามาใกล้ ๆ ” ท่านกวักมือให้ภูสิตาคลานเข้าไปหา จึงคลานเข้าไปไม่ให้ใกล้ท่านมากนัก “สะอาด ใสเหมือนดวงแก้ว รักษาตัวเองดี ๆ นะ” ภูสิตายังนั่งเงียบ ไม่ได้ตอบอะไรท่าน ได้แต่พนมมือนิ่ง

“รู้จักภูสิตาด้วยเหรอครับ ? ”

หลวงพ่ออมยิ้ม “ไม่หรอก ไว้โตอีกหน่อยแล้วจะเข้าใจ เราก็อย่าประมาท ถ้าพลาดอีกก็จะเจ็บตัว” ปรเมษฐ์หัวเราะเมื่อถูกเตือน เขาลูบที่ผ้าพันแผลกลบเกลื่อน

ภูสิตาก้มลงกราบ สีหน้าเธอยังคงไร้ความรู้สึกใด ๆ

“ตาลเป็นอะไร ทำไมตัวไม่พูดอะไรเลย ? ”

“ไม่รู้สิ ไม่รู้จะพูดอะไร” เธอยิ้มให้เพื่อน เด็กทั้งสองคลานออกไปแล้ว สิ่งที่อยู่ในใจท่านเจ้าอาวาสมีแต่ความสงบนิ่ง



เดินเตร็ดเตร่ในวัดกันอยู่สักพัก ภูสิตาจึงถาม “เหนื่อยไหม กลับเลยไหม ? ”

“อยากกลับแล้วเหรอ ? เรายังไม่เป็นไร อยากสูดอากาศดี ๆ ที่นี่ก่อน” ปรเมษฐ์เดินนำไปนั่งพักที่ม้านั่งใต้ต้นโพธิ์ใหญ่หน้าโบสถ์เพราะรู้สึกเหนื่อย แต่ไม่อยากให้คนที่มาด้วยเป็นห่วง ยังไงก็ต้องรอแม่มาถึงก่อน จะให้เขาเดินกลับบ้านเองคงไม่ไหวแน่ ภูสิตาดูหน้าคนเจ็บแล้วก็อดห่วงไม่ได้ ปากบอกไม่เป็นไร แต่สีหน้าของเขาซีดเผือด

“เราไปตามอาจารย์ให้นะ จะได้กลับบ้านเร็ว ๆ ”

“อย่าลำบากเลย เดี๋ยวแม่ก็มาถึง อีกไม่นานหรอก นั่งนะ” เขาอ้อนวอน ภูสิตาไม่ตอบ สายตาของเด็กหญิงมองไปยังโบสถ์ตรงหน้า

ก็ได้ จะอยู่ด้วยกัน จะไม่ไปไหน ถ้าไปก็ไปด้วยกันนะ เธอคิด ปรเมษฐ์ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองพูดด้วยประโยคเดียวกันกับภูสิตา มันดังก้องอยู่ในหัวพร้อมกับเสียงระฆังที่ดังก้องไปทั่วบริเวณ สัญญาณนั้นดังกังวานราวกับเป็นเสียงเดียวที่มีอยู่ในโลก

ผู้คนมากมายเดินกันเต็มลานวัดในขณะที่ภูสิตากับปรเมษฐ์ยังคงนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่นั้น เด็กชายเอนหลังพิงพนักม้านั่งจนหลับไปไม่รู้ตัว ภูสิตาใช้กิ่งไม้นั่งขีดเขียนอะไรเล่นอยู่บนพื้นดิน พอรู้สึกเบื่อจึงได้หันไปเห็นเพื่อนกำลังหลับอยู่ ภูสิตาเอามือไปแตะที่ขาของเด็กชาย แล้วจึงตัดสินใจปลุก “บอลกลับบ้านเถอะ ตัวร้อนมากเลย”

“อะไรนะ? แม่มาแล้วเหรอ ? ” เด็กชายปาดเหงื่อที่ซึมออกมาที่หน้าผาก

“ใช่นั่นไง ! ” ภูสิตาดีใจจนตาเป็นประกาย ปรเมษฐ์พยักหน้ารับ แล้วแข็งใจลุกขึ้นออกเดินไปก่อนภูสิตา “ไม่ต้องมามองแบบนั้น เราไม่ล้มหรอก”

เขาเห็นสีหน้าภูสิตาได้อย่างไรกันทั้ง ๆ ที่หันหลังให้แล้ว เด็กหญิงนึกในใจ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป



เย็นวันนั้นพ่อและน้านิดาพาภูสิตาออกไปร่วมเวียนเทียนที่วัด ภูสิตาพยายามมองหาปรเมษฐ์ในหมู่เพื่อน ๆ เหมือนกันแต่ก็ไม่พบ มองไปบนท้องฟ้าเวลานี้มองเห็นพระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่เหนือต้นพิกุลใหญ่ สวยงามเกินกว่าที่จะเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้ ปรเมษฐ์จะลุกขึ้นมาดูหรือเปล่า ? หรือจะเอาแต่นั่งเล่นเกมอยู่ก็ไม่รู้ได้ เด็กหญิงสูดลมหายใจเอากลิ่นดอกไม้และสายลมในวัดเข้าเต็มปอด แปลกดีที่เพื่อน ๆ ก็มากันครบทำไมต้องไปนึกถึงเขา? ป่านนี้คนไม่สบายก็คงนอนหลับไปแล้ว ขอให้เขาปลอดภัย ขอให้ปรเมษฐ์แข็งแรงขึ้นในเร็ววัน เด็กหญิงอธิษฐานในใจ



ภูสิตาไปโรงเรียนแต่เช้า หวังจะเห็นใครบางคนที่เธอกำลังเป็นห่วงนั่งลอกการบ้านอยู่ หรือไม่ก็นอนก้มหน้าแนบคุดคู้อยู่บนโต๊ะอย่างที่เห็นบ่อย ๆ แต่ก็ไม่มีคนที่เธอรอ หลังเคารพธงชาติได้ไม่นาน นักเรียนแยกย้ายเข้าห้องเรียนกันหมดแล้ว ภูสิตาเห็นปรเมษฐ์เดินถือกระเป๋าเข้ามาจากหลังห้องเรียนเงียบ ๆ เมื่ออาจารย์ที่กำลังเริ่มสอนวิชาแรกหันหน้าเข้ากระดาน เขามองมาที่ภูสิตาครู่เดียวแล้วก็เอาหนังสือเรียนออกมาวาง ภูสิตาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึงได้เฉยชาทั้ง ๆ ที่เมื่อวานก็เจอกัน เด็กหญิงได้แต่มองเท่านั้นเอง “บอล เมื่อคืนแกไม่ได้ไปเวียนเทียนที่วัดเหรอวะ ? สาว ๆ สวย ๆ ทั้งนั้นเลย” เอกรินทร์ถามปรเมษฐ์เบา ๆ สีหน้าของเด็กชายแช่มชื่นดูเป็นหนุ่มน้อยเกินวัยเพราะรูปร่างใหญ่ ภูสิตาได้ยินทุกคำพูดของเอกรินทร์ แต่เธอมองไปที่ปรเมษฐ์เท่านั้น ผ้าพันแผลที่พันรอบศีรษะไม่มีแล้ว เหลือเพียงพลาสเตอร์ยาสีอ่อนปิดทับผ้าพันแผลเล็ก ๆ ไว้

“สาวที่ไหนของแก ? ข้าก็เห็นตัวเท่าลูกหมากันทั้งนั้นแหละ” ปรเมษฐ์ตอบพลางเขียนตามที่อาจารย์เขียนที่หน้ากระดานดำลงบนสมุดของตัวเอง

“อ้าว ! งั้นแกก็ไปเหรอ ทำไมไม่เห็นวะ ? ”

“งั้นจะเห็นเหรอ ? มีแต่คนอื่น ไม่เห็นข้าเท่านั้น” เขาหมายถึงคนที่ฟังอยู่ด้วย แต่ก็ไม่ได้หันไปดู

“หนวกหู ! ” เสียงโมรีแทรกขึ้น ภูสิตาหันไปดูหน้าคนที่ถูกดุ ปรเมษฐ์มีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้สนใจใคร หากแต่ปากเอ่ย “ทำไมไม่รอ ? ”

“แหม ! เป็นเทวดาหรือไง ? ใคร ๆ จะต้องรอตัว” โมรีตอบเพราะคิดว่าเขาถามเธอด้วย ปรเมษฐ์วางปากกา เขาหันไปมองหน้าภูสิตา แต่เจ้าตัวทำเหมือนไม่ได้ยินอะไร เด็กชายก้มหน้าจดงานในสมุดเมื่อหันไปเห็นท่าทางเย็นชาของภูสิตา

ตั้งแต่วันนั้นทั้งภูสิตาและปรเมษฐ์ก็ไม่ได้คุยกันอีก ปรเมษฐ์พยายามหาเรื่องคุยกับเพื่อนคนนี้เหมือนกันแต่ก็ไม่เป็นผล ไม่เข้าใจว่าทำไมภูสิตาจึงไม่คุยกับเขา ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย หลายครั้งที่เดินผ่านหรือจำเป็นต้องมองหน้ากัน สายตาของภูสิตาก็นิ่งเฉย  เวลาผ่านไปเกือบ 2 เดือน เขากับภูสิตาห่างเหินกันออกไปเรื่อย ๆ เมื่อโมรีขอเปลี่ยนที่นั่งกับเพื่อนที่นั่งอยู่หน้าห้อง ทำให้ภูสิตาต้องย้ายตามไปด้วย ตามปกติปรเมษฐ์ไม่จำเป็นต้องเดินไปขออนุญาตอาจารย์ไปเข้าห้องน้ำ เขาสามารถหลบออกจากห้องทางประตูด้านหลังได้ทันที วันนี้เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกอยากจะเดินออกไปทางหน้าห้อง ตั้งใจเดินให้ช้ากว่าปกติ แล้วจึงหยุดอยู่ที่โต๊ะของภูสิตา “ยืมปากกาหน่อย”

ภูสิตาเงยหน้ามอง ไม่ได้ตอบว่าอะไร เธอคิดมาตลอดว่า เขาคงไม่ดีกับเธอเหมือนเดิมแล้วแต่ไม่รู้จะพูดยังไง ได้แต่ยื่นปากกาให้อย่างเสียไม่ได้ ปรเมษฐ์รับปากกาแล้วก็เดินเลยไปขออนุญาตอาจารย์ออกจากห้องเรียน

ปรเมษฐ์หายไปนานจนเปลี่ยนวิชาเรียนใหม่แล้วเขาก็ยังไม่กลับเข้ามา ภูสิตาร้อนรนเพราะเธอเองก็มีปากกาใช้เพียงด้ามเดียว อ่านหนังสือรอก็แล้ว คุยกับโมรีรอก็แล้วก็ไม่เห็นเขากลับมา พอหันซ้ายหันขวาไปมาอีกที ก็เห็นเขากลับมานั่งอยู่ที่นั่งของเขาแล้ว “แล้วทำไมไม่เอามาคืน” ภูสิตาพูดเบา ๆ คนเดียว แล้วจึงตัดสินใจลุกไปหาเขาเด็กหญิงโกรธไม่น้อยแต่ก็เก็บไว้ในใจ เธอเดินตรงไปที่โต๊ะของปรเมษฐ์ โดยที่เจ้าของโต๊ะมองเห็นท่าทางของผู้มาตลอดเวลา ภูสิตามองเห็นปากกาของตัวเองวางอยู่จึงเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาทันที ปรเมษฐ์นั่งเอามือเท้าศีรษะมองเฉย ๆ ไม่ได้พูดอะไร พอภูสิตาเดินกลับมาที่โต๊ะแล้ว ก็ดึงปลอกปากกาออกมา อะไรบางอย่างร่วงลงบนโต๊ะ กระดาษสีขาวเล็ก ๆ ถูกม้วนอัดอยู่ในปลอกปากกา ภูสิตาแกะมันออกมาดู

“เป็นอะไร ? ใครทำอะไรให้ ? ” ข้อความสั้น ๆ ตัวหนังสือขนาดใหญ่คุ้นตา เป็นลายมือของปรเมษฐ์ เธอหันไปมองหน้าเขา ปรเมษฐ์เอามือบังริมฝีปากบางนั้นไว้ หากแต่ดวงตายาวจ้องมาไม่วางตา

ทำไมไม่ถามเอง ? ภูสิตานึกในใจ นิ่งมองมันอยู่นานแล้วจึงหันกลับมาสนใจหนังสือตรงหน้าต่อ ไม่นานก็มีกระดาษปั้นเป็นก้อนลอยมาโดนศีรษะของเธอเข้า มองหาตัวต้นตอ ปรเมษฐ์ก็ยิ้มให้อย่างภาคภูมิ บอกชัดว่าเขาเป็นคนทำ เพื่อน ๆ ในห้องไม่มีใครสังเกตพฤติกรรมของทั้งสองคน ภูสิตาโกรธแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงได้แต่ก้มหน้าอย่างเดียว ตอนนี้ถ้าโมรีนั่งอยู่ข้าง ๆ เธอคงให้โมรีจัดการเขาไปแล้ว แต่มองเห็นโมรีกำลังยุ่งอยู่กับการบ้านที่กำลังลอกเพื่อนคนหนึ่งที่โต๊ะถัดไปก็ไม่อยากกวนใจ

“เป็นอะไร ? ” ปรเมษฐ์ถือสมุดของตัวเองมานั่งข้าง ๆ เธอ เขาก้มหน้าก้มตาดูหนังสือและเครื่องเขียนอื่น ๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะของภูสิตา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ถามว่าเป็นอะไร ทำไมไม่ตอบ ? ” เขาคาดคั้นต่อ

ภูสิตาก้มหน้าไม่มองเขาเหมือนกัน “เราสบายดี”

“รู้แล้ว แต่ทำไมไม่คุยกับเราเหมือนเดิม ? ”

“ใครกันแน่ ? อย่ามาหาเรื่อง วันนั้นเราไม่เห็นใคร ” เด็กหญิงหมายถึงวันที่ไปเวียนเทียนที่วัด ภูสิตาหันมาสบตาปรเมษฐ์ ไม่อยากให้เรื่องยืดเยื้ออีกต่อไป

เด็กชายจ้องมาเขม็ง “วันนั้นเรารีบไปหา แต่พอไปถึงบ้านก็ปิดเงียบ พอไปถึงวัดก็เห็นตัวมองหาใครก็ไม่รู้ มองผ่านเราตัวก็ทำเป็นไม่เห็น” เขาเล่าพลางขีดปากกาลงบนโต๊ะแรง ๆ อย่างไม่ตั้งใจ

“ก็เราไม่เห็นจริง ๆ ไปกับพ่อขืนมัวแต่มองหาคนอยู่ก็หลงทางนะสิ”

“ถ้าไปกับเรา ก็คงไม่ต้องกลัวขนาดนั้น พากลับบ้านได้ เราแกะผ้าพันแผลออก แล้วติดพลาสเตอร์ แค่นี้ก็จำไม่ได้ ” ปรเมษฐ์คิดอย่างนี้ตั้งแต่เห็นเธอที่วัดแล้ว ดูสิว่าจะจำได้ไหม แล้วเธอก็จำไม่ได้จริง ๆ

“ใครจะรู้ว่าหายแล้ว ทำไมไม่มาทักเอง ? ”

“ต้องรีบกลับ แม่จะเป็นห่วง ” เสียงนั้นแผ่วเบาลงพร้อมกับอารมณ์ที่เย็นลงแล้ว

“ก็ไม่เห็นต้องดุกัน ถามดี ๆ ก็ได้”

“เราก็พูดแบบนี้แหละ ขอโทษก็ได้” คนพูดยิ้มตาหยี ภูสิตาอ่อนใจกับคำตอบ แต่ก็ยิ้มให้อย่างเข้าใจ เมื่อได้คำตอบที่ต้องการแล้วปรเมษฐ์ก็ลุกกลับไปที่นั่งของตนอย่างอารมณ์ดี




 

Create Date : 21 ตุลาคม 2563
0 comments
Last Update : 21 ตุลาคม 2563 15:05:39 น.
Counter : 38 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


BlogGang Popular Award#16


 
Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537






New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.