อีบุ๊กของ ภูระริน ภูปรดา กุล มีจำหน่ายแล้วที่เว็บซีเอ็ดนะคะ NEW คุณเท่านั้นที่รู้ว่า 'บัวหลวง’ งดงามอย่างไร และคุณเท่านั้นที่จะรู้ว่า ‘เส้นทางสู่บัวหลวง’ มอบอะไรให้
E-book มีจำหน่ายที่ Meb ร้านนายอินทร์ แอปนายอินทร์ปัณณ์และซีเอ็ดค่ะ
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2563
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
2 ตุลาคม 2563
 
All Blogs
 

ตอนที่ 2 Love 90 Tabs (เลิฟไนท์ตี้แท็ปส์) โดย ภูระริน




2



เครื่องปรับอากาศทำให้รอบตัวเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บ ใจฉันสับสนเพราะไม่รู้ว่าต้องคิดอะไรในเวลานี้ ร่างกายสั่นเทาก็พอจะเดาได้ว่าใจฉันกลัว เจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัดสองคนช่วยกันเข็นเตียงของฉันเข้าไปในห้องผ่าตัดอย่างรวดเร็วเมื่อเวลามาถึง แสงไฟสว่างจ้าและเสียงพูดคุยกันของคนราว 8 คนหรือมากกว่านั้นเหมือนกองทัพที่กำลังจะทำงาน ฉันถูกย้ายขึ้นไปนอนเตียงผ่าตัด มือไม้ถูกเครื่องมือหลายอย่างมัดไว้ หรือเอาอะไรมาหนีบนิ้วไว้ เสียงผู้ชายพูดคุยกันฉันจึงเงยหน้าขึ้นไปบนหัว ผู้ชายคนหนึ่งใส่ชุดผ่าตัดสีเขียวนั่งไขว่ห้างอ่านเอกสารอยู่ “เอาหรือยัง ? ” หมอคนนั้นถาม ร่างกายฉันสั่นไปทั้งตัวเพราเสื้อถูกดึงออกเพราะต้องผ่าตัดที่เต้านม

“จะให้ดมยานะคะ ตอนตื่นมีสตินะคะคนไข้ 1 2…..”

เสียงบนหัวขาดหายไปแล้วฉันก็ไม่รู้เรื่องอีกเลย

หากใจฉันยังสามารถสื่อสารได้ ที่พึ่งเดียวที่ใจจะยึดคงเป็นเพียงศัลยแพทย์คนนั้น แสงสว่างที่ออกมาจากกายของเขาก่อนที่จะฉันหลับตาลงเป็นความทรงจำที่ยากจะกล่าวออกมา ห่วงแห่งความศรัทธาเกิดขึ้นในขณะที่ฉันกำลังจะเกิดใหม่

ในฐานะคนไข้มะเร็งเต้านม



ร่างกายกระตุกเมื่อรู้สึกตัวในห้องพักฟื้น ฉันรู้สึกเจ็บที่คอ ฉันดิ้นเหมือนเด็กที่กำลังส่ายหน้าไม่ยอมกินยา รู้สึกว่าน้ำตาไหลออกมา เห็นเงาเลือนรางตรงหน้าก้มหน้าลงมาหา “มีสตินะคะเดี๋ยวตกเตียง ผ่าตัดเรียบร้อยแล้วนะคะ”

ใจฉันไม่ได้เชื่อฟังวิสัญญีแพทย์คนนั้นเลย เธอพูดอะไรอีกยาวเพื่อปลุกให้ฉันตื่น ฉันยังคงดิ้นไม่หยุด สติฉันรีบปลอบตัวเองว่า ‘สวดมนต์’ มันเป็นบทสวดที่ฉันท่องติดปากมาสักระยะแล้ว เมื่อสวดเพียง 3 รอบร่างกายฉันก็นิ่งเหมือนคนหลับไปอีกครั้ง โลกในความมืดสบายขึ้นมาก



ฉันกลับบ้านพร้อมสายระบายเลือดและน้ำเหลืองหลังการผ่าตัดมะเร็งเต้านมแบบ MRM มันคือการผ่าตัดเอาเต้านมและต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้ออก ไม่ใช่การผ่าตัดแบบสงวนเต้าที่จะตัดเอาแต่ก้อนมะเร็งนั้นออก ฉันถูกตัดเต้านมทิ้งเลยหนึ่งข้าง มีผ้าก๊อซ สีขาวแปะอยู่ที่เต้านมข้างซ้ายที่มันแบนราบไปแล้ว ฉันเป็นคนไข้ที่แข็งแรงมากเมื่อไม่ได้แอดมิตข้ามคืนเหมือนคนอื่น ๆ หมอคนนั้นคงดูแล้วว่าฉันไหว และฉันก็ยืนยันว่าฉันกลับไปดูแลตัวเองได้ตั้งแต่ก่อนวันผ่าตัด พอสิ้นฤทธิ์อาการเมายาสลบ ฉันก็นั่งกินปาท่องโก๋จิ้มนมข้นหน้าตาเฉย พร้อมกับสภาพที่เรียกว่า ‘คนไข้มะเร็ง’ ฉันไม่รู้เลยว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ฉันรู้สึกจดจำได้แม่นยำที่สุดว่าฉันได้บอกลาเต้านมของตัวเองไปแล้ว และฉันก็รู้สึกเหมือนได้รู้จักผู้ชายคนหนึ่งเข้าให้แล้ว



ผมไม่ได้พบหมอน้องตั้งแต่วันที่เรานัดกัน เธอหายไปเหมือนรู้ตัวว่าความลับได้ถูกเปิดเผยแล้ว หมอภพเป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่อยู่กับผมในภาวะที่เรียกว่า ‘ล้มทั้งยืน’ ความเงียบของผมเวลาทำงานยังเหมือนเดิม แต่ดูเหมือนว่ารอบ ๆ ตัวจะไม่ได้เงียบไปด้วย ผมรู้สึกว่าผู้คนในโรงพยาบาลมองผมด้วยความสงสาร

“ก็แกไม่ยอมแต่งเขาสักทีเนอะ สาวเลยคบซ้อน เห็นว่าจองโรงแรมแต่งงานแล้วนะ” นางพยาบาลคนหนึ่งพูดกับเพื่อน ๆ เมื่อกำลังรับประทานอาหารกัน ผู้ช่วยของผมเล่าบรรยากาศเรื่องนี้ให้ฟังที่คลินิคส่วนตัวในเย็นวันนี้ แต่ผมไม่มีได้พุดออกมาแม้แต่คำเดียว หางตาของผมมองโทรศัพท์เป็นระยะ ดูเหมือนหมอน้องจะตั้งใจตัดขาดกับผมอย่างไร้เสียงร่ำลา

“หมอก็แต่งงานได้แล้วนะ ถ้ามีใครมาชอบ นิ่มว่าหมอหญิงเขาไม่ได้คบคนเดียวมาตั้งแต่แรก หมอไม่ขอแต่งงานก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่แต่งนี่นา”

“เราก็อย่าไปพูดเลย ยังไงมันก็ออกมาอีหรอบนี้แล้ว ผมโอเค”

“ขอถามหน่อยนะคะ เชื่อว่าเธอรักหมอเหรอ หมอไม่ต้องเสียใจหรอกนะ”

ผมอมยิ้ม นิ่มคิดเหมือนผมนั่นแหละ แต่เธอพูดมันออกมาได้ ที่ผมไม่พูดเพราะผมรู้ดีว่าหมอน้องคบซ้อนมาตลอด คนสวยขนาดนั้นไม่ยอมมาจมปลักกับอาจารย์หมอแก่ ๆ อย่างผมนานนักหรอก 8 ปีที่คบกันมาของเรา เป็น 8 ปีของผมคนเดียวต่างหาก

“ก็เสียใจนะ แต่ว่าก็เข้าใจได้ บางทีการไม่ขอแต่งงานของผมก็เป็นข้อผิดพลาด เมื่อคิดว่าเธอจะเข้าใจมันเหมือนที่เธอยิ้มให้ผมอย่างดูเหมือนเข้าใจ” ผมผลักลิ้นชักส่วนตัวที่นั่งมองกระดาษรายชื่อของโรงแรมสำหรับงานหมั้นเข้าที่ “คนเราเมื่ออายุมากขึ้น บางทีการแต่งงานก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเสมอไป ผมผิดเองที่ช้าไปทุกอย่าง เราจบเรื่องนี้ไว้แค่นี้เถอะ” นิ่มมองผมพลางส่ายหน้า เธอเป็นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและยังมารับงานพิเศษที่คลินิกของผมด้วย บางทีเธอก็เป็นปากแทนผม เป็นคำอธิบายแทนผม ตอนนี้เธอคงเป็นกำแพงให้ผมเพราะเธอไม่เคยชอบหมอน้องมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ผมกลั้นยิ้มเมื่อรู้สึกว่าโลกกำลังเคลื่อนไปข้างหน้า โดยไม่เปิดโอกาสให้ผมแม้แต่จะได้เผชิญหน้า ข้อความของผมไม่ได้ถูกเปิดอ่านเลยตั้งแต่วันนั้น หมอน้องตั้งใจบอกเลิกด้วยภาพที่เพื่อนผมเป็นคนถ่ายเองกับมือ



ฉันมองผ้าก๊อซสีขาวขนาดใหญ่ที่แปะอยู่เต้านมแล้วก็รู้สึกประหลาด ฉันมีหน้าอกแค่ข้างเดียวและไม่สามารถมองเห็นแผลใต้ผ้าปิดแผลนั้นเลย ได้แต่นั่งดูขวดพลาสติก 2 ใบที่มีท่อต่อออกจากตัวของฉันข้างราวนมที่ตัดออกไป มีน้ำสีขุ่นเหมือนเลือดไหลลงท่อนั้นแล้วไหลลงไปที่ขวด ฉันหากระเป๋าผ้ามาใส่มันไว้ เวลาเดินไปไหนก็ถือถุงนั้นไปด้วย ไม่มีความเจ็บปวดใด ๆ เลย ฉันกินได้ นอนหลับเหมือนเด็กที่เกิดใหม่

ฉันมีนัดกับหมอทุกอาทิตย์โดยไม่ได้เปิดแผลนั้นเลย เมื่อเห็นเขารู้สึกเหมือนเห็นสิ่งที่มีค่าอย่างบอกไม่ถูก ฉันเหมือนลูกไก่ที่ได้เห็นแม่ไก่แล้วดีใจอยู่ลึก ๆ ครั้งนี้มีน้ำไหลออกจากตัวฉัน จึงเดาได้ว่าท่อระบายของเสียนั้นไม่ทำงานเพราะฉันทำมันตกบ่อยครั้ง แรงดันอะไรบางอย่างจึงทำงานไม่ปกติ วันนี้ฉันถูกจับเข้าห้องหัตถการเพื่อทำแผล หมอเดินเข้ามาดูแล้วก็หยิบหลอดอะไรบางอย่าง เขาค่อย ๆ ดูดของเสียที่กลายเป็นถุงอยู่ข้าง ๆ ตัวฉันออกมาได้ราว 12 หลอด ระหว่างที่ทำอยู่เขาก็พูดกับสาว ๆ ในห้องนั้นเพื่อสอนให้พยาบาลเหล่านั้นทำ ศัลยแพทย์ระดับอาจารย์แพทย์ก็เหนือชั้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเขาไม่ได้ทำให้ฉันเจ็บเลย ในขณะที่นางพยาบาลมีการชะงักและหยุดหลายครั้ง ฉันไม่ได้โกรธแต่กำลังแยกความรู้สึกว่าใครกำลังทำ ฉันไม่กล้ามองหน้าหมอนานนักเพราะเขาก็ดูเหมือนจะหลบสายตา

ผู้ชายคนนี้เก็บความรู้สึกไว้ที่ตา แต่อาละวาดได้เมื่อโกรธหรือรำคาญ วันนี้เขาพูดจาน่ารักกับสาว ๆ ป้า ๆ พยาบาล “อารมณ์ดี” พยาบาลคนนั้นพูดเมื่อหมอออกไปแล้ว “ปกติก็จะเงียบ ๆ ไม่พูด อย่าให้ได้ขึ้นทีเดียว หมอปากเสียแต่จริง ๆ ใจดี”

ฉันยิ้ม “เคยโดนด่าค่ะ ตอนมาใหม่ ๆ ดุใหญ่เลยว่าไม่รีบมารักษา”

“นั่นแหละ ! ใจดี ดุ ปากเสีย แต่เก่งที่สุดนะ เราเรียกหมอจรวด ทำอะไรเร็วมาก เข้าข่ายอัจฉริยะเลยนะ ทน ๆ หน่อยละกัน จริง ๆ หมอจีใจดีมาก” เธอหัวเราะ

ชื่อหมอจี……ฉันคิด ชื่อเล่นสินะ การถูกกล่าวถึงนี้ถ้าเขามาได้ยินคงไม่ค่อยชอบนะ แต่ฉันว่าเขาคงไม่เถียงแน่ เพราะเขามีอำนาจในการชี้เป็นชี้ตายของคนไข้คนเดียวเสมอ เรื่องนินทาคงไม่ได้สนใจ ทุกครั้งที่มาโรงพยาบาลตามนัด เมื่อฉันบอกชื่อแพทย์ เจ้าหน้าที่จะทำเหมือนคนกลัวอำนาจอะไรบางอย่าง ฉันเดาว่า

อำนาจปากเสียนั่นแหละ



วันนี้ผมกลับเข้าบ้านใหญ่หลังจากหายหน้าไปเกือบ 1 เดือน ผมอ้างกับครอบครัวว่ามีงานและการใข้ชีวิตที่คลินิคของตัวเองก็ดูสมเหตุสมผลที่สุดอยู่แล้ว

“หมอน้องไม่มาด้วยเรอะ ? ” มารดาของผมถาม

“เลิกกันสักพักแล้ว เขากำลังจะแต่งงานแม่”

คุณแม่ของผมนั่งเงียบ แต่มองผมอย่างใช้ความคิด “พ่อแกว่าไง ? ”

“พ่อไม่รู้ แม่บอกก็แล้วกันครับ”

“คบซ้อนเหรอ ? ”

“เขาว่างั้นนะ แต่ผมไม่ได้คุยอีกเลยตั้งแต่เห็นรูป หมอภพถ่ายมาแล้วน้องก็ไม่รับสาย ไม่อ่านข้อความ” ผมยิ้มเจื่อน แม่เดินตรงเข้ามาหาแล้วกอดผมไว้แน่น ท่านลูบหลังผมไปมาโดยไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก น้ำตาผมคลอขึ้นมาแล้วยิ้มออกมาแทนคำพูดใด ๆ มือของแม่ที่ลูบหลังผมอยู่ทำให้ผมอุ่นอย่างประหลาด

“ไม่เป็นไรแม่ คงไม่ใช่คู่ น้องมีสิทธิ์เลือก”

ท่านผละออกจากตัวผมแล้วเดินกลับไปนั่งที่โซฟาเหมือนเดิม “อายุปูนนี้แล้วหมอที่ไหนจะเหลือมาถึงเรา ก็ต้องหารุ่นน้อง รุ่นลูกศิษย์ไป ถ้าอยากได้คนแวดวงเดียวกัน แม่ก็ไม่ได้เสียใจอะไรที่ไม่ได้คนนี้ ความสุขของลูกสำคัญกว่าหลานหรือเมียของลูก ถ้าเจอก็มาบอกก็แล้วกัน ฉันจะแต่งให้วันนั้นเลย” ท่านส่ายหน้า คุณแม่เป็นคนเข้มแข็งและพูดน้อย ถ้าท่านพูดจบแล้วมันก็จบจริง ๆ เสมอ ไม่มีรื้อฟื้น

“ต้องมีลูกสะใภ้เป็นหมอเท่านั้นไหม ? ”

“ไม่ต้องแล้ว หมอมีหัวใจที่เข้าใจคนอาชีพเดียวกันอยู่ฝ่ายเดียวที่ไหน ฉันเป็นครู พ่อแกเป็นหมอยังอยู่ด้วยกันได้ ต่อให้เป็นคนไม่มีอาชีพใด ๆ เลยเขาก็อยู่กับหมอได้ ถ้าเขารักเรามากพอ นี่ฉันไม่ได้แดกดันใครนะ พูดตามเนื้อผ้า”

ท่านก้มลงถักผ้าพันคอตามปกติ “แม่อยากมีหลานมากไหมครับ ? ”

“มีก็ดี ไม่มีก็ไม่เดือดร้อน มีลูกคนเดียวก็เพลียจะแย่แล้วกว่าจะจบหมอขนาดนี้ พ่อแม่จะตายวันไหนก็ไม่รู้ คนที่ต้องอยู่คือ แก อย่าเรื่องสร้างอะไรขึ้นมาให้ตัวเองทรมาน ถ้ามันไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ฝั่งพ่อแกหลานชายเต็มบ้าน ไม่เป็นไร”

“ขอโทษนะครับแม่ ผมผิดเองที่ทำแต่งานจนลืมคิดถึงใจน้อง ถ้าแต่งเร็วกว่านี้น้องก็คงไม่ทำแบบนี้”

“ทำ ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้รักแก”

“แม่…..ไม่ดุสิ”

คุณแม่ของผมยังนั่งถักผ้าพันคอหน้าตาเฉย “ไม่ได้ดุ คนคบซ้อนไม่ใช่เรื่องปกติ เขาไม่ได้รักแกก็แค่นั้น ฉันไม่เศร้า” ผมยิ้มออกมาทันที แม่คงรู้อะไรดี ๆ จากนิ่มผู้ช่วยของผมมามากแล้ว ข่าวลือในโรงพยาบาลไม่ได้ต่างกับข่าวลือในวัดหรือที่ทำงานเอกชนหรอก ที่ไหนมีคนที่ไหนมีปากที่นั่นมีเรื่องราว

ผมถึงได้ไม่ค่อยพูดกับใครนอกเหนือจากเรื่องงาน “ไม่ต้องกลัว คู่แท้แกอาจจะไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่เขาจะรักแกคนเดียว ลองมองดูรอบ ๆ ตัว เขาว่าแกเจอแล้ว หมอดูบอกแม่”

“หมอดูยิปซีนั่นนะเหรอ ยายส่องคนนั้น”

“ใช่ เพื่อนรุ่นพี่ฉันเอง จริง ๆ เรื่องแกกับน้องฉันก็รู้มาก่อนด้วยซ้ำว่าไม่รอด ฉันถึงไม่ได้เร่งให้แกแต่ง ก็เห็นคบกันมานาน นึกว่าแกจะเอาอยู่ นี่ละน้าเขาว่าคนไม่ใช่คู่ยังไงก็ต้องแยกกันสักวัน” ท่านส่ายหน้า

“จีควรบอกพ่อว่าไง ? ”

“บอกว่าถูกเขาทิ้ง พ่อแกจะเลือดขึ้นหน้ามาก แล้วจะหยิ่ง เหมือนแก เขาจะไม่ทุกข์อีกเลยเพราะแกไม่ได้ทำอะไรผิด” ท่านหัวเราะพลางยักไหล่ ผมกับพ่อเหมือนกันมาก แม่คือผู้ขับเคลื่อนครอบครัวอย่างแท้จริง

ผมอยากถามแม่เหมือนกันนะว่าคู่แท้ผมเป็นคนยังไง แต่ก็ไม่อยากงมงายนัก ผมเป็นหมออะไรที่ผมไม่เห็นกับตาผมจะไม่เชื่อมันเด็ดขาด และการวินิจฉัยอะไรของผมต้องมีหลักฐานรับรอง ผมถึงไม่ได้โวยวายเรื่องหมอน้อง และหลักฐานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ หมอภพเพื่อนของผม มันแก่กว่าผมหนึ่งปี เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก และมันไม่เคยโกหก

เสียงไอดังอยู่ข้างหลังผม พ่อของผมเดินเข้ามาตบที่บ่า “ฉันเชื่อแม่แก และฉันก็หยิ่งเรียบร้อย ไม่ต้องพูดเรื่องนี้อีกเลย บุญรักษาลูก” ท่านเดินขึ้นบ้านไม่ได้มองลงมาอีกเลย ผมหันไปหาแม่ ท่านยิ้มกว้างส่งมาให้



คืนนี้ฉันยืนชิดฝาแล้วทิ้งหมาสองตัวไว้ที่พื้น หมาแฝดขวดสีเบอร์กันดี มันคือขวดมีสายระบายของเสียจากการผ่าตัดที่มีสีเหมือนเลือด แต่ฉันมองว่ามันสีสวยเหมือนสีเบอร์กันดี เกือบเดือนแล้วที่อยู่กับมันมาและฉันก็ชำนาญในการปกป้องแผลผ่าตัดและหมาน่ารัก ๆ หน้าตาเป็นขวดสองตัวนี่ดีกว่าเดิมมาก

ฉันยกแขนข้างที่ผ่าตัดค่อย ๆ ไต่ไปตามฝาผนัง มันเป็นการบริหารแขนให้สามารถยืดได้ ฉันว่าฉันเก่งที่ยืดแขนได้เร็วและไม่เกิดอาการติดเชื้อใด ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้แอดมิตที่โรงพยาบาลเหมือนคนไข้มะเร็งเต้านมคนอื่น ๆ ขณะที่บริหารแขน หมาแฝดขวดข้างล่างก็เหมือนพูดได้แล้วบอกว่า เลือดในกายที่ออกมานี้เปลี่ยนสีเพราะมันใช้งานไม่ได้อีกแล้ว ถ้าเธอจำที่หมอเขียนในใบซักประวัติด้วยภาษาแพทย์ได้ เธอคงรู้ว่าก้อนมะเร็งของเธอนั้นไม่ใช่ระยะ 2 แล้ว เธอกลายเป็นคนไข้มะเร็งระยะ 3 ที่หมอเอามันออกมาทันก่อนเข้าสู่ระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะสุดท้าย

รู้เรื่องไหม ?

ฉันได้แต่อมยิ้ม เพราะความไม่รู้ของฉันจึงไม่ได้ก่อความกังวลในจิตด้วยคำว่าระยะ ฉันไม่กลัวอนาคตเพราะฉันไม่รู้ ! ต่อให้หมอบอกว่าระยะที่ 4 ฉันว่าวันฟังผลชิ้นเนื้อครั้งแรกฉันก็ยังไม่ร้องไห้อยู่ดี ตอนนี้รู้แล้วว่าก้อนนั้นคือระยะ 3 ในช่วงที่ฉันรอผ่าตัด ข้างในมันเกิดอะไรรวดเร็ว ซึ่งคนไข้ไม่มีวันรู้ และหมอก็ไม่รู้จนกว่าจะผ่ามันออกมา หมออีกแล้ว หมอสำคัญอีกแล้ว ในหัวฉันตอนนี้นึกถึงแต่ผู้ชายคนหนึ่งที่ใช้คำว่า ‘คนไข้ของผม’ แล้วมันทำให้ฉันอมยิ้ม

หมาแฝด….เรากำลังจะแยกทางกันแล้วนะ 1 เดือนที่อยู่ร่วมกันมา เธอสอนฉันได้มากมาย นอกจากกายที่ฉันต้องดูแลแล้ว ท่อระบายของเสียก็จำเป็นเมื่อมันได้ช่วยระบายของเสียออกมา ฉันเสียอะไรไปมากมายตั้งแต่รู้ว่าเป็นมะเร็ง แต่ฉันกำลังจะได้อะไรกลับมาอีกมากมายเช่นกัน เคยรอวันที่ต้องพบใครสักคนไหม ? การรอคอยที่บอกใครไม่ได้ นี่ฉันเปลี่ยนโลกตัวเองหลังจากฟื้นจากยาสลบได้ขนาดนี้เลยเหรอ ?

ภาพสุดท้ายก่อนการสิ้นสติในห้องผ่าตัด กลายเป็นภาพแรกที่ฉันจำได้

หมอจะรู้ไหมนะ ? ถ้ารู้เขาจะมีรอยยิ้มมากกว่าเดิมไหมนะ ?

หมอหรือหมา ดุฉิบหาย




 

Create Date : 02 ตุลาคม 2563
0 comments
Last Update : 2 ตุลาคม 2563 18:06:59 น.
Counter : 268 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


BlogGang Popular Award#17


 
Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537


New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.