Love Lives Forever...I do it for u, Michael Jackson...You're always in my heart...
Group Blog
 
All Blogs
 

...โมงยามสุดท้าย Michael Jackson’s This Is It...โดย โพสต์ ทูเดย์

รายงานโดย :แหนง-ดู: วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552

โลกยังไม่ยอมให้เขาตายไปจากความทรงจำ แม้ร่างของ ไมเคิล แจ็กสัน จะกลับคืนสู่ผืนดินไปแล้ว

แต่ภาพระหว่างการฝึกซ้อมและเตรียมตัวขึ้นเวทีคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของเขากำลังจะทำให้ราชาเพลงป๊อปผู้นี้ฟื้นคืนชีพอีกครั้งในโรงภาพยนตร์

โซนี่ พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ Michael Jackson’s This Is It ฟิล์มคอนเสิร์ตของไมเคิล แจ็กสัน ซึ่งผู้ชมทุกมุมโลกจะได้พบกับภาพและเสียงสุดอลังการ เพื่อสดุดีตำนานของโลกดนตรีผู้ล่วงลับ โดยได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจาก The Estate of Michael Jackson

แฟนๆ ของไมเคิล แจ็กสัน จะได้เห็นการทำงานที่พิถีพิถันของศิลปินคนโปรดและได้รับรู้ว่ากว่าจะมาเป็นแต่ละคอนเสิร์ตของราชาเพลงป๊อปนั้นยากเย็นเพียงใด

หนึ่งในประจักษ์พยานผู้ได้ใช้เวลาช่วงสุดท้ายระหว่างการฝึกซ้อมเพื่อเตรียมตัวขึ้นคอนเสิร์ต This Is It กับ ไมเคิล แจ็กสัน คือมือกีตาร์สาวเชื้อสายกรีกจากออสเตรเลีย โอเรียนติ พานาการิส



จากแฟนเพลงคนหนึ่งที่เปิดวิดีโอของเขาดูครั้งแล้วครั้งเล่า วันหนึ่งเมื่อได้มายืนเคียงข้างเขาบนเวทีคอนเสิร์ต โอเรียนติแทบจะไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ครั้งแรกที่ได้พบเขา หญิงสาวทั้งตื่นเต้นและประหม่า เมื่อไมเคิลจากไปโดยไม่ได้กล่าวลา เธอจึงยังโศกเศร้าไม่สร่างจนถึงวันนี้

“เขาคือไอคอนทางดนตรี ไมเคิลต้องการสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับแฟนๆ เขาเป็นคนน่ารักและเป็นนักเต้นที่มหัศจรรย์ การได้เป็นส่วนหนึ่งในวงของเอ็มเจคือประสบการณ์ที่ฉันจะไม่มีวันลืมเลย ...”

ไม่ได้เป็นแค่คนร่วมงาน แต่สำหรับโอเรียนติแล้ว ไมเคิล แจ็กสัน คือแรงบันดาลใจของเธอ “ถ้าได้เห็นไมเคิลเต้นและร้อง คุณจะรู้ว่าเขาเกิดมาเพื่อสิ่งนี้” ไม่ได้เป็นแค่แบ็กอัพ แต่ไมเคิลกับทีมงานได้ให้โอกาสโอเรียนติแสดงเดี่ยวในช่วง Aftermath ตอนท้ายของเพลง Black or White ด้วย

ตลอดเวลา 3 เดือนที่ได้ทำงานร่วมกับเขา มือกีตาร์สาวพบว่า ไมเคิล แจ็กสัน คือผู้นิยมความสมบูรณ์แบบและมีความสามารถรอบด้าน “เขามีหูที่มหัศจรรย์มาก ไมเคิลได้ยินทุกอย่าง” นั่นทำให้เธอละทิ้งอีโก้ส่วนตัวและรับฟัง “เขาทำให้ฉันเชื่อใจตัวเองมากขึ้น” ไมเคิลจะทำสิ่งที่ต้องการให้สำเร็จ “แต่เขาไม่ได้มีอีโก้” และในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง โอเรียนติ พบว่า ศิลปินชื่อก้องโลกคนนี้น่ารักและปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างดี

“การได้ยืนอยู่ข้างๆ ไมเคิลบนเวทีเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ ฉันชอบดูเอ็มเจกับแดนเซอร์เต้นในเพลง Thriller มาก คอนเสิร์ตนี้จะต้องเป็นโชว์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแน่ๆ”

แต่ไมเคิลก็ไม่ได้แสดงและไม่มีแฟนๆ ได้ดูคอนเสิร์ตนี้ “เมื่อได้ยินข่าวร้ายนั่น ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่า คนที่เปี่ยมไปด้วยพลังอย่างเขาได้จากเราไปแล้ว”



ส่วน แชนนอน โฮลต์แซพฟ์เฟล หนึ่งในแดนเซอร์ที่ผ่านการคัดเลือกสุดหินมาร่วมทีมของราชาเพลงป๊อป แม้การทำงานกับไมเคิลจะเป็นงานหนัก เพราะพวกเขาต้องซ้อมเต้นวันละ 810 ชั่วโมงต่อวัน และ 6 วันต่อสัปดาห์ แต่นี่นับเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า

“ไมเคิลคืออัจฉริยะ เขาเป็นหัวใจและวิญญาณในสิ่งที่เรากำลังทำ เขาทำให้เรารู้สึกเป็นหนึ่งในครอบครัวนี้ มันจึงไม่เหมือนกำลังทำงานอยู่ ในฐานะแฟนเพลง เขาเป็นทุกสิ่งที่เราจินตนาการไว้”

แชนนอนสัมผัสพบว่า ไมเคิลเป็นคนมองโลกในแง่บวกและมีความรักเผื่อแผ่ให้กับทุกคน “มันเหมือนมีเด็กขี้เล่นคนหนึ่งอยู่ในตัวเขา ไมเคิลอารมณ์ดีและทำให้บรรยากาศดีเสมอ”

และภาพยนตร์เรื่องนี้คืออีกมุมหนึ่งของเขาที่ทุกคนอาจจะไม่เคยเห็นมาก่อน “เขาไม่ได้ทำงานนี้เพื่อที่จะพิสูจน์อะไร แต่เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับโลกและส่งสารดีๆ ให้กับทุกคน” แชนนอนเชื่อเช่นนั้น

พบกับวินาทีประวัติศาสตร์กับบันทึกครั้งสุดท้ายของราชาเพลงป๊อป ไมเคิล แจ็กสัน ที่โลกต้องจารึกกับการแสดงและภาพคอนเสิร์ตที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ใน Michael Jackson’s This Is It พร้อมกันทั่วโลกตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. ในโรงภาพยนตร์ เพียง 14 วันเท่านั้น

Link://www.posttoday.com/lifestyle.php?id=73790





 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2552 21:36:26 น.
Counter : 780 Pageviews.  

“This Is It” แรงบันดาลใจ...ใครบันดาลใคร

คำเตือน : บทความนี้จะเต็มไปด้วยอคตินะครับ ขอย้ำ!! เพราะผมรักMJ ไม่รักกันอย่าว่ากันนะครับ...

เสียงร้องแหลมสูง ท่าเต้นที่เป็นเอกลักษณ์ และ การลูบเป้า ที่เคยเป็น Talk of the world (ไม่ใช่แค่ Town) มาจนถึงวันนี้ ของ ‘King of Pop’ Michael Jackson และความสูญเสียที่ช๊อคโลกที่สุดของปีนี้ ทำให้ผมคงไม่ต้องอธิบายอะไรมากมายอีกแล้วสำหรับภาพยนตร์สารคดีเบื้องหลังคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของราชาเพลงป๊อปผู้นี้ กับการนำเอาภาพการซ้อมครั้งสุดท้ายของคอนเสิร์ต “This is it” ที่ชาวโลกยังไม่มีโอกาสได้เห็นการร่ายรำบนถนนสายดนตรีครั้งสุดท้ายของเขา เพียงแค่ภาพยนตร์ยังไม่ได้ลงโรงฉายก็ทำเอาแฟนคลับทั่วโลกเกิดความกระหายใคร่ดูคอนเสิร์ตครั้งนี้มากขนาดไหน ซึ่งผลงานที่ออกมาก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังแต่อย่างใด การนำเสนอภาพคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่ การตัดต่อที่ทรงพลัง และ สำคัญที่สุดการนำเสนอตัวตนเบื้องหลังฉากแต่เต็มไปด้วยความเป็นมืออาชีพของ MJ ก็ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว

ผมเองเป็นแฟนคลับของMJ มานาน ได้ชมคอนเสิร์ตของเขาแทบจะทุกอัลบั้ม ได้รับรู้ความตั้งใจ และ สัมผัสความเป็นมืออาชีพของผู้ชายคนนี้ได้มาตลอด แต่ครั้งนี้เป็นสิ่งที่แตกต่างออกไป อาจเป็นเพราะว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้าย ที่จะได้เห็นอัจฉริยะผู้นี้ ร่ายรำอยู่บนบทเพลงและจังหวะดนตรีที่เขาได้ส่งผ่านความรู้สึกออกมา ราวกับเทวทูตแห่งเสียงดนตรีที่นำพาความสุขมาสู่ผู้คน หลายคนอาจบอกว่าสิ่งที่ผมเขียนมันเกินความจริง แต่คำว่า ‘ความสุข’ ของผม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความไพเราะของเสียงดนตรีเท่านั้น แต่คือพลังที่ส่งออกมาให้เราได้สัมผัสจริงๆครับ พลังที่ทำให้คนที่ได้เห็นเขาเต้น และ ร้องเพลง ลืมสิ่งที่อยู่ในชีวิตจริง และ พร้อมที่จะเดินทางไปกับเขาบนเส้นทางของเสียงเพลง

ครั้งแรกที่ผมได้เห็นคนที่ดูคอนเสิร์ตของเขากรี๊ดเหมือนคนบ้า เบียดเสียดกันดูคอนเสิร์ตจนเป็นลมนั้น ก็มีความเห็นไม่ต่างจากคนทั่วไปที่คิดว่าคนเหล่านั้นเหมือนคนบ้าไปแล้ว แต่พอได้สัมผัสถึงผลงานของเขาจริงๆก็ได้เห็นถึงพลังที่แตกต่าง พลังที่ไม่เพียงแต่ดึงตัวเองออกจากโลกแห่งความเป็นจริงเท่านั้น แต่ยังดึงอารมณ์ของผู้คนที่อยู่รอบข้างเขาเดินทางไปพร้อมกันด้วย

หากเราสังเกตเห็น จะพบว่า MJ ตอนที่ไม่ได้ร้องเพลง กับตอนที่อยู่บนเวทีแตกต่างกันเป็นคนละคน แทบมองไม่เห็นคราบของผู้ชายขี้อาย ถ่อมตัว เก็บตัวเลย แต่เมื่อเขาได้จับไมโครโฟน หรือ เต้นรำไปรอบๆเวที สิ่งที่ผมเห็นกลับเป็นเหมือนเด็กคนหนึ่งซึ่งได้ของเล่นที่ชอบ และ เล่นกับมันไปโดยไม่ได้สนใจผู้อื่น การร้องเพลงของ MJ อาจจะไม่ไพเราะที่สุด ท่าเต้น Moonwalk ของ MJ อาจจะสู้ Dancer เก่งๆระดับโลกหลายคนไม่ได้ แต่สิ่งที่เรารับรู้ได้จากความรู้สึกว่าชายคนนี้กำลังสนุกกับสิ่งที่ตัวเองทำ และ รักกับมัน เราจะรู้สึกได้เลยว่าเขามั่นใจ และ ปล่อยใจไปกับเสียงเพลงอย่างเต็มตัว เขาไม่ได้ร้องเพลง และ เต้นรำด้วยร่างกายของเขา แต่เขาขับขานสิ่งเหล่านั้นออกมาจากใจ หลายฉากของการซ้อมที่เหล่าทีมงานบนเวทีจะต้องรอสัญญาณต่างๆจาก MJ ไม่ว่าจะเป็นดนตรี หรือ การเต้น ซึ่งเขาใช้เพียงความรู้สึกเท่านั้นที่บอกตัวเอง การดื่มด่ำกับอารมณ์ในขณะนั้น นี่ต่างหากที่ทำให้เขาไม่เหมือนใคร และ ไม่มีใครเหมือนอีกแล้วบนโลกใบนี้

และด้วยพลังที่เขาถ่ายทอดออกมานี่เองที่เราได้รับรู้ และ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลากหลายคนบนโลกใบนี้ คนที่ไม่เข้าใจคงถามว่าท่าเต้นลูบเป้าจะกลายเป็นแรงบันดาลใจได้อย่างไร? ใช่ครับ! ท่าเต้นไม่ใช่แรงบันดาลใจ แต่สิ่งที่เขาตั้งใจสร้างสรรค์ออกมาต่างหากที่เป็นแรงบันดาลใจ ภาพของการทุ่มเทฝึกซ้อมเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด ทำให้หลายคนต้องหยุดหายใจด้วยความประทับใจ และความประทับใจนี่เองที่สร้างต้นแบบแห่งแรงใจ ให้หลายคนอยากทำตาม หรืออย่างน้อยก็ได้เข้าไปสัมผัสสิ่งเหล่านี้ได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น ในความเห็นของผมความอยากใกล้ชิดนี้เองกระมังที่ทำให้เขาต้องการช่องว่างสำหรับตัวเองบ้าง มากกว่าการถูกรุกล้ำโดยพวกเราเองที่ชอบเขา แต่ไม่เคยรู้ตัวว่ากำลังทำร้ายเขาอยู่เหมือนกัน

ภาพของแฟนคลับรายล้อมในทุกที่ที่เขาปรากฏตัว หรือแม้กระทั่งช่วงต้นเรื่องที่เป็นการสัมภาษณ์ Dancer ที่เข้ามาออดิชั่น คงเป็นคำตอบของคำว่าแรงบันดาลใจที่เขามีให้กับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เราเคยได้หันกลับไปมองหรือไม่ว่า แล้วแรงบันดาลใจของ MJ นั้นล่ะ คือใคร ในความเห็นของผมแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ออกมาก็คือเหล่าแฟนคลับของเขานั้นเอง คำพูดหนึ่งที่ MJ พูดกับทีมงานว่า “...ขอให้ทุกคนทุ่มเทให้เต็มที่ คนดูต้องการเห็นสิ่งที่แตกต่าง หลุดพ้น และ หลีกหนีจากชีวิต ต้องการเห็นความเก่งกาจที่เขาไม่เคยเห็น ต้องการไปในที่ที่พวกเขาไม่เคยไป เราจะพาเขาไปในที่นั้น เพราะฉะนั้นเราต้องทุ่มเทให้เต็มที่แบบสุดๆ” (ประมาณนี้แหละ) และทุกครั้งที่เขาคิดอะไรในคอนเสิร์ตของเขา เขาจะนึกถึงคนดูเป็นอย่างแรก แสดงให้เห็นว่า เหล่าคนดูที่ติดตามเขา จัดให้เขาเป็นแรงบันดาลใจนี่เอง ที่ทำให้เขาทำในสิ่งที่ดีที่สุดออกมาได้ แม้ว่าแฟนคลับทุกคนจะมองตามหลังเขาที่เป็นแรงบันดาลใจอยู่ แต่เชื่อไหมครับว่า เขาเองก็ไม่เคยที่จะหันหลังให้กับเรา เขาหันหน้าเข้าหาเราที่ก็เป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยู่เหมือนกัน

สิ่งเหล่านี้แหละครับ ที่ทำให้เขาต้องอดทนต่อสู้กับสิ่งที่เขาเผชิญอยู่ ความทุกข์ที่พวกเราก็รู้อยู่แล้วว่าคืออะไร แปลกนะครับ แม้ว่าอุปสรรคในชีวิตมันจะยากแค่ไหน ตราบใดที่เรามีแรงบันดาลใจ เราก็จะพร้อมฝ่าฟันมันไปเสมอ หลายคนมองว่าคนที่คลั่งใคล้ในตัวเขาเป็นคนบ้า วัยรุ่นไร้สาระ แต่ผมว่าเขากำลังหาแรงบันดาลใจมากกว่า เราต้องอิจฉาเขามากกว่าที่อย่างน้อยเขาก็มีสิ่งที่ยึดเหนี่ยวเอาไว้และพร้อมจะเติบโตไปกับมัน ต่างกับคนในสมัยนี้ส่วนใหญ่ที่ไร้ซึ่งแรงบันดาลใจแม้แต่ชีวิตของตัวเอง เราจึงได้เห็นคนที่ฆ่าตัวตายบ่อยๆเพราะปัญหา นั่นก็เพียงเพราะเขาขาดความหวัง ความฝัน และ เป้าหมาย ปัญหาของเราหากเปรียบกับที่ MJเจออยู่ก็คงเทียบกันไม่ได้ แต่เขาก็พร้อมเสมอที่จะมีชีวิตอยู่ เพื่อทำในสิ่งที่เขารัก และ เพื่อคนที่เขารัก แรงบันดาลใจของแต่ละคนคงไม่เหมือนกันหรอกครับ และคงไม่จำเป็นด้วยที่จะต้องเหมือนกัน แต่สำคัญว่าแรงบันดาลใจของเรานั้น แรงมากพอที่จะบันดาลชีวิตเราด้วยหรือไม่มากกว่า....

หลังจากที่ผมชมภาพยนตร์เรื่องนี้เสร็จ ผมเก็บทุกภาพที่เห็น ทุกความประทับใจที่มีต่อครั้งสุดท้ายของฮีโร่คนนี้ มาเป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง เพื่อจะได้กลับไปเผชิญกับชีวิตจริงด้วยความเป็นมืออาชีพแบบ MJ ... แล้วผมก็ยังแอบภูมิใจในตัวเองเงียบๆคนเดียวด้วยความเห็นแก่ตัวว่า ‘คนอย่างเรานี่แหละก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับ King of Pop ได้เหมือนกัน’ ใครจะบันดาลใคร ผมก็คงไม่อาจรู้ได้ แต่ที่แน่ๆ Michael Jackson , “This is it” – คนนี้แหละ นี่แหละใช่เลย!!!!!!

ยาวไปหน่อย ขอบคุณครับที่อ่าน

ขอขอบคุณ คุณ คนขี่แผ่น
//www.pantip.com/cafe/chalermkrung/topic/C8484545/C8484545.html




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2552 20:55:38 น.
Counter : 313 Pageviews.  

ประสบการณ์ล้ำค่า เหนือกว่า คำว่าหน้าที่.... ตำรวจไทย กับ ไมเคิล แจ๊คสัน

ไมเคิล แจ๊คสัน มาเปิดการแสดงที่เมืองไทย 2 ครั้ง ทั้งสองครั้งนั้น ผมไม่มีโอกาสวาสนาได้ไปชมการแสดงของเขา ด้วยยังเยาว์และเขลานัก แม้กระนั้นก็ยังรับรู้ได้ถึงกระแสความยิ่งใหญ่ของบุคคลคนนี้ ที่ถึงทุกวันนี้ ก็ไม่เคยพบเห็นการจัดคอนเสิร์ตครั้งอื่นใดของศิลปินท่านไหน ที่จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ในเมืองไทยได้เช่นนั้นอีก

ผมอาจเป็นคนรุ่นใหม่ทั่วไปที่ไม่ “ทันได้สัมผัส” ความยิ่งใหญ่ของ ไมเคิล

ภาพไมเคิล ในมโนภาพของผมตลอดยี่สิบกว่าปีมานี้ ไม่มีอะไรมากกว่า นักร้องที่ถามใครก็รู้จัก เป็นสัญลักษณ์ของประเทศอเมริกา ที่มีหน้าตาและเสียงยังกับผู้หญิง(ไม่ใช่แนวที่ผมจะชอบได้เลย) ซึ่งต่อมากลายเป็นหน้าตาเปลี่ยนไป จนดูแปลกประหลาด อีกทั้งมีพฤติกรรมประหลาดไม่เหมือนใครอีกด้วย สื่อนำเสนอเรื่องเหล่านี้มากกว่าผลงานของเขาเสียอีก นั่นเป็นไมเคิล แจ๊คสันที่ผมรู้จัก ก่อนวันที่ 26 มิถุนายน ปีนี้เอง ที่ผมได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของเขา…
ในวันนั้นผมเข้าพันทิพตามปกติแต่บรรยากาศของพันทิพในวันนั้นแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าห้องไหนก็กล่าวถึงการจากไปของคนคนนี้ จนผมอดไม่ได้ต้องตั้งกระทู้ถาม(แดกดัน) ในเฉลิมไทยถึงเหตุการณ์ดังกล่าว แล้วก็มีผู้มาชี้ทางสว่างให้กับผม ด้วยคำพูดท้าทาย(กึ่งแดกดันเช่นกัน) ที่นำให้ผมต้องเข้าไปในกระทู้แนะนำ และได้ดูคลิปของไมเคิล เป็นครั้งแรก และได้ค้นพบว่า ผมเกือบไปแล้วครับ เกือบต้องตายไปโดยไม่ได้รู้จักกับ‘การแสดงของบุคคลที่ทำให้รู้สึกตะลึงงัน ขนลุก!’ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไมเคิล แจ๊คสันในสายตาผม ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ยิ่งศึกษาชีวิตของเขา ยิ่งเกิดแรงบันดาลใจ และกลายเป็นความรักต่อศิลปินท่านนี้อย่างที่สุด

อารัมภบทเสียยาว เข้าเรื่องเลยนะครับ ต่อไปนี้เป็นบทความสัมภาษณ์ของนายตำรวจท่านหนึ่ง ที่ท่านได้ทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับไมเคิล ช่วงที่มาเปิดการแสดงในไทยในปี 1993 ท่านให้สัมภาษณ์ไว้เป็นภาษาอังกฤษ ผมขออนุญาตถอดความเป็นภาษาไทยนะครับ ผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ ณ ที่นี้

++++++++++++++

ขอลูกช้างตัวหนึ่งไว้สำหรับเป็นเพื่อนเล่น และห้องที่เต็มไปด้วยของเล่นกับลูกโป่ง? แถมด้วยการหลบออกไปท่องชมบรรยากาศของเมืองที่ชวนตื่นตาตื่นใจที่สุดในเอเชีย โดยปราศจากสายตาจับจ้องของเหล่าบอดี้การ์ดและแฟนเพลงงั้นเหรอ ?

ไม่มีปัญหา ในเมื่อคุณคือ คิง ออฟ พอป และคุณก็เพิ่งสร้างสัมพันธ์อันดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลที่ทำหน้าที่ดูแลคนดังผู้มาเยี่ยมเยือน...

เมื่อ พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ วีระวัฒนโยธิน (ยศขณะนั้นเป็น พ.ต.ท.) ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการประจำกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ได้ทราบข่าวการจากไปของ ไมเคิล แจ๊คสัน ท่านก็รู้สึกเสียใจ เนื่องจากท่านได้เคยทำหน้าที่ดูแลเมกะสตาร์ผู้นี้ตอนเขามาเปิดการแสดงที่เมืองไทยในปี 1993 และ ปี 1996 และมีโอกาสได้ใกล้ชิดสนิทสนมพอที่จะเรียนรู้ได้ว่า แจ๊คสัน เป็นอัจฉริยะทางด้านดนตรี ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ในขณะเดียวกัน เขากลับมีจิตวิญญาณของความเป็นเด็ก ขี้เล่นและแสนไร้เดียงสา

“ผมช็อคนะ ก็เหมือนกับที่ทุกคนรู้สึกกับการเสียชีวิตโดยกะทันหันของเขา มันชา ตื้อ อาจไม่ถึงกับทรุด แต่ผมคิดว่า นอกจากโลกจะสูญเสียนักร้องนักแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไปแล้ว ยังอาจสูญเสียบุคคลที่นิสัยดีที่สุดไปแล้วอีกด้วย” พ.ต.ท.ทวีศักดิ์กล่าว

ทัวร์ครั้งแรกในเดือนสิงหาคม ปี1993 นายตำรวจท่านนี้เล่าว่า ไมเคิลมาถึงกรุงเทพฯ ‘อย่างกระทันหัน’โดยออกจากฮ่องกงล่วงหน้าหนึ่งวัน พร้อมบอดี้การ์ดประจำตัวผู้ดูแลเพียงหนึ่งคนเท่านั้น จู่ๆทัวร์ครั้งนี้ก็เกิดโกลาหลขึ้นเมื่อไมเคิลต้องเลื่อนการแสดงสองรอบออกไป อันเป็นผลจากเกิดการฟ้องร้องคดีล่วงละเมิดเด็กของเขาในอเมริกาขึ้นมา(ส่งผลให้ไมเคิลช็อค จนอาการไมเกรนกำเริบในวันแสดงตามกำหนดการเดิม)

มันเป็นเหตุการณ์โกลาหล เพราะเราต้องวางแผนการรักษาความปลอดภัยใหม่โดยเร็วที่สุด พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ หยุดกล่าวสักครู่หนึ่งเพื่อหวนรำลึกถึงเหตุการณ์สุดวุ่นวายครานั้น “ถึงกระนั้น มันก็สนุกดีนะ”
พันโทในตอนนั้น ได้รีบรุดไปยังโรงแรมโอเรียนเต็ล ซึ่งแจ๊คสันมีกำหนดการจะเข้าพักที่นั่น ต้องฝ่าฝูงชนแฟนๆหลายร้อยที่มาออกันอยู่ด้านหน้าโรงแรม

“ผมได้รับการคำสั่งให้เข้าไปพบพวกเขาโดยเร็วที่สุด ผมแทบกระโดดขึ้นลิฟท์ไปเลย และต้องประหลาดใจมากๆ เมื่อพบเขากับบอดี้การ์ดประจำตัวยืนอยู่ข้างๆ นั่นเอง อย่างกับฉากในหนังแน่ะ”

แจ๊คสันเป็นฝ่ายทักทายเขาก่อนด้วยถ้อยคำทักทายแสนธรรมดา “หวัดดีครับ”

“เขาขี้อายมากๆ เขามองผมแล้วก็ ชี้มาที่ชุดเครื่องแบบของผมแล้วอยู่ดีๆก็โพล่งขึ้นมาว่า “สวยดีนะครับ”

เวลานั้น สื่อรายงานว่า ไมเคิลและเพื่อนร่วมงานของเขารวมทั้งลูกทีมกำลังมีเรื่องขัดแย้งกัน
สำหรับ พ.ต.ท.ทวีศักดิ์ เขาคิดว่า เหมือนไมเคิลกำลังหนีจากอะไรบางอย่าง “เขาไม่มีกระเป๋าเดินทางติดตัวมาเลยสักใบ” เขาเล่าว่า บอดี้การ์ดประจำตัวที่ไว้ใจได้ของไมเคิลได้บอกกับเขาในภายหลังว่า ไมเคิลนั้น ถูกรายล้อมไปด้วย ‘คนไม่ดี’ ที่เอาแต่ฉวยผลประโยชน์จากชื่อเสียงและเงินทองของเขา ราวกับ ’ปลิงดูดเลือด’

“ เหล่าบริวารของไมเคิล ฉวยเอาทุกอย่างที่ขวางหน้า พอผมถามว่า จะให้เก็บเงินได้ที่ใคร พวกเขาบอก ‘ก็เก็บกับไมเคิลไง”

เนื่องจากการมาเร็วกว่ากำหนดทำให้ไม่มีแผนใดๆ พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ ได้ขอให้ผู้ติดตามถามไมเคิลว่า เขาอยากทำอะไรในระหว่างนี้

“ไมเคิล ออกอาการอายอย่างเห็นได้ชัด เขากระซิบบอกผู้ติดตามให้บอกผมว่า เขาอยากจะออกไปเที่ยวในเมืองเสียหน่อย เขาอยากจะได้เห็นสถานที่ที่ชาวกรุงเทพเที่ยวกัน เอ่อ...งั้นไปสยามสแควร์ก็แล้วกัน”

เช้าวันรุ่งขึ้น พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ พาทั้งคู่ออกจากโรงแรม
“ผมซื้อของขวัญให้เขา แต่ไม่มีเวลาห่อหรอก เขาเห็นผมหิ้วถุงพลาสติกใบเล็กๆมาด้วย ผมว่าเขารู้นะ ว่านั่นน่ะผมซื้อมาให้เขา เห็นเขามองเจ้าถุงนั่นด้วยท่าทีสนใจใคร่รู้ตลอดเวลา ผมว่าเขาคงเดาอยู่ว่าข้างในมันเป็นอะไรน่ะ แต่ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่า จะเหมาะหรือเปล่า ที่จะให้เขาแบบนั้น”

“ผู้ติดตามของเขาไม่ว่าอะไร ดังนั้นผมก็เลยยื่นของขวัญให้ไมเคิล “นี่สำหรับคุณครับ” ผมบอกได้เลยว่าเขาตื่นเต้นมากตอนเปิดมันออกมา ตาเขาเป็นประกาย แล้วเขาก็ยิ้มกว้างเลย เหมือนเขาแอบกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดีอยู่ในใจ เหมือนเด็กๆเวลาได้ขนมหวานอย่างไรอย่างนั้น ‘ขอบคุณมากครับ’เขากล่าว”

“มันเป็นชุดเครื่องประดับยศแบบเดียวกับที่ติดบนเครื่องแบบของผม ที่เขาชี้แล้วชมว่าสวยจังเมื่อวันก่อน”

ที่สยามสแควร์ เราสามคน เข้าไปในร้านขายแผ่นเสียง ไมเคิลดูจะสนใจใคร่รู้ว่าคนไทยชอบดนตรีแบบไหน เขาซื้อแผ่นซีดีจำนวนมาก หลังจากนั้นก็มุ่งตรงไปยังสยามเซ็นเตอร์ และใช้เวลานานพอดูที่ร้านขายอุปกรณ์ดนตรี

“ไมเคิลเดินตรงดิ่งไปที่แกรนด์เปียนโนหลังหนึ่ง เขานั่งลงแล้วก็เริ่มเล่น ผมคิดในใจว่า ‘ว้าว โชคดีชะมัด ผมได้มีโอกาสพิเศษชมการแสดงส่วนตัวของเขาด้วย‘ แต่ไมเคิลก็แค่ดีดไล่เสียงเหมือนเด็กหัดเล่นพร้อมกระทืบเค้าตามจังหวะเล่นเท่านั้น เหมือนเขาทำเล่นสนุกๆเสียมากกว่า”

ตลอดทั้งวัน ไมเคิลดูจะผ่อนคลายและสบายๆ แม้จะยังขี้อาย แต่ก็โบกมือให้กับผู้คนบนท้องถนนที่จำเขาได้และตะโกนเรียกชื่อเขา มีกลุ่มแฟนเพลงชาวญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งที่ตามเขาไปรอบโลก พวกเขาตามมากรุงเทพด้วยและถึงกับจ้างเรือเพื่อที่จะได้เห็นไมเคิลจากระเบียงโรงแรมเพียงนิดหนึ่งก็ยังดี

“เขาได้เป็นคนธรรมดาที่ได้สนุกกับช่วงเวลาแห่งการผจญภัยอันแสนสั้น ชื่นชมกับทุกห้วงขณะแห่งความอิสระเสรีอันหาได้ยากยิ่งของเขา” พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ กล่าวย้อนถึงไมเคิล เมื่อถามว่า ไมเคิลชอบออกคำสั่งหรือไม่ เขาตอบว่า

“ไม่เลย ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ คำขอที่ไม่ธรรมดาของเขาก็แค่ อยากเล่นกับลูกช้างในโรงแรม อยากออกไปเยี่ยมเด็กๆ และก็ขอห้องเล่นเกมส์ที่เต็มไปด้วยของเล่นและก็ลูกโป่ง”

“มันอาจดูแปลก แต่อย่างที่เราทราบกัน เขาโตมาโดยปราศจากวัยเด็ก”

นายตำรวจยังได้กล่าวถึงแรงจูงใจที่ก่อเกิดท่าลูบเป้าอันลือลั่นของไมเคิลด้วย
“ไมเคิลชอบมีปัญหาเรื่องซิปไหลเลื่อนเสมอ มันชอบรูดลงและเปิดเองอยู่บ่อยๆ ผมเองเคยบอกเขาครั้งหนึ่งด้วย เขาเขินเอามากๆ ผมว่าเรื่องซิปนี่แหละที่เป็นแรงจูงใจให้เกิดท่าเต้นเฉพาะตัวอันนั้น”

เมื่อถามว่า คุณเคยเห็นหน้าเขาใกล้ๆไหม นายตำรวจตอบว่า
“เคย...ผิวของเขามันซีดราวกับว่าจะโปร่งแสงเลย(ไม่มีเม็ดสีเลย) ด้วยเหตุนี้ไมเคิลจะปิดบังใบหน้าของเขาด้วยผ้าปิดผืนใหญ่เวลาออกไปที่สาธารณะ”
ทีมงานของแจ๊คสัน ตามมาถึงหลังวันนั้น และ พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ได้กล่าวว่า เขาได้รับการต่อว่าต่อขานจาก หนึ่งในทีมบอดี้การ์ดของไมเคิล แต่ นายตำรวจไทยผู้ซึ่งมีประสบการณ์การดูแลทีมฟุตบอลบราซิลและกองประกวดนางงามจักรวาลมาแล้ว ได้ยืนยันว่า ทางตำรวจท่องเที่ยวได้วางกำลังจัดระเบียบการรักษาความปลอดภัยอย่างดี และ ไมเคิลสบายดี

อย่างไรก็ดี วันหยุดสิ้นสุดลงแล้ว ไมเคิลกลับไมทำงานอีกครั้ง เขามีหมายกำหนดการจะต้องไปถ่ายทำมิวสิควิดิที่โรงเรียนนายเรืออากาศ กองทัพอากาศไทย โดยเขาเดินสวนสนามเคียงข้างไปกับเหล่านักเรียนนายร้อย คลิปนี้ถูกนำไปฉายทาง MTV หลายต่อหลายครั้ง

“ไมเคิล แม่นยำและเป็นมืออาชีพมากๆ การถ่ายทำเป็นไปด้วยดี บนเวทีเขายิ่งน่าตื่นตาตื่นใจ มันเป็นคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดในประเทศไทย”

สิ้นสุดการแสดง แจ๊คสันและทีมงานออกจากไทยไปสิงคโปร์เกือบทันที พ.ต.อ.ทวีศักดิ์เล่าให้เราฟังว่า ไมเคิลนั่งอยู่ในรถกับบอดี้การ์ดประจำตัวของเขา ไมเคิลดูอ่อนแอและเหนื่อยล้า หลังทุ่มเทกำลังกายทั้งหมดไปกับการแสดง

“แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังหันไปพยักหน้ากับบอดี้การ์ดประจำตัวของเขา ผู้ซึ่งเป็นมิตรกับผมตลอดช่วงเวลาที่มีร่วมกัน เขาส่งถุงให้ผมถุงหนึ่ง ผมเปิดมันออก คราวนี้ เป็นผมบ้างละ ที่เป็นฝ่ายดีใจอย่างกับเด็กๆ เขาได้มอบแว่นกันแดดรุ่นลิขสิทธ์ของเขาให้ผมคู่หนึ่ง ผ้าเช็ดหน้า และรูปถ่ายของเขาพร้อมลายเซ็น ‘ขอบคุณสำหรับของขวัญและสำหรับการดูแลของคุณด้วยนะครับ’ ไมเคิลกล่าว พร้อมรอยยิ้มแสนจริงใจไร้เดียงสาเหมือนกับที่ผมได้เห็นมาก่อนหน้านี้ ผมดีใจจริงๆ”

“ นอกจากโลกจะสูญเสียนักร้องนักแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไปแล้ว ยังอาจสูญเสียบุคคลที่นิสัยดีที่สุดไปแล้วอีกด้วย”



"รอบตัวเขา รายล้อมไปด้วย ‘คนไม่ดี’ ที่หวังแต่ฉวยผลประโยชน์จากชื่อเสียงและเงินทองของเขา ราวกับ ’ปลิงดูดเลือด’"



แม้ภายหลังเขาต้องยกเลิกทัวร์ในบางประเทศเนื่องจากอาการป่วยอันเป็นผลจากความวิตกกังวลที่ได้รับจากปัญหาคดีความ แต่รายได้ในส่วนค่าตัวของเขาทั้งหมด เขาก็ ยังมอบให้เพื่อการกุศล



จำนวนมากกว่า 500 ล้านเหรียญ ซึ่งมากพอๆกับ หนี้สินที่เขามีอยู่ ก่อนเสียชีวิต



ถ้าแม้นว่า เขาจะเห็นแก่ตัวกว่านี้สักนิด



ถ้าแม้นว่า เขาจะแข็งกร้าวกว่าที่เป็นและไม่ตกเป็นเหยื่อของปลิงที่คอยจ้องสูบเลือดได้ง่ายๆ

เขาอาจได้เสวยสุขกับชื่อเสียงและเงินทองที่เขาหาได้มาเองอย่างสบาย โดยไม่ต้องสนใจใคร

และอาจไม่ต้องกดดันกับคอนเสิร์ตที่จู่ๆเพิ่มจาก 10 รอบ เป็น 50 รอบ จนเครียดและนอนไม่หลับ จนนำไปสู่....



แต่ไม่ว่ายังไง....

คุณดีที่สุดแล้ว ไมเคิล แจ๊คสัน



ขอขอบคุณ
//drfeelgoed.ไม่อนุญาตให้โฆษณา/journal/item/16

ขอขอบคุณ คุณ : blue gourami




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2552 20:04:12 น.
Counter : 1027 Pageviews.  

History World Tour ความยิ่งใหญ่ อันเป็นที่สุดของที่สุดของโลก

เกร็ดเล็กน้อยสำหรับความยิ่งใหญ่ของ History World Tour

การแสดงแบ่งเป็นสองช่วง
ช่วงที่ 1 - เริ่ม 7 กันยายน 1996 ถึง 4 มกราคม 1997
ช่วงที่ 2 - เริ่ม 31 พฤษภาคม 1997 ถึง 15 ตุลาคม 1997

History World เปิดการแสดงทั่วโลก
ใน 56 เมืองสำคัญ
5 ทวีป
35 ประเทศ
รวมทั้งหมด 82 รอบ
และผู้ชมการแสดงสดกว่า 4.5 ล้านคน

นั่นทำให้ History World Tour เป็นการแสดงสดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่โลกนี้เคยมีมา



- มีเจ้าหน้าที่อย่างเป็นทางการทั้งหมด 160 คน ส่วนการจัดแสดงในแต่ละแห่งจะมีการจ้างแรงงานท้องถิ่นในส่วนของการจัดพื้นที่เช่นเวที ประมาณ 200 คน และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 200 คน

- รูปแบบของเวทีมี 3 แบบที่แตกต่างกัน ในแต่ละแบบใช้การขนย้ายโดยรถบรรทุก 7 คันโดยน้ำหนักอุปกรณ์รวม 200 ตัน ใช้เวลา 3 วันในการประกอบเวที

ใช้เวลา 24 ชั่วโมงเต็มในการ Set อุปกรณ์ประกอบ เช่น ไฟ อุปกรณ์เครื่องดนตรี และอีก 24 ชั่วโมงเต็มสำหรับการเดินสายอุปกรณ์ต่าง ๆ

โดยอุปกรณ์ทั้งหมดมีน้ำหนักรวม 550 ตันจากการขนย้ายด้วยรถบรรทุก 22 คัน

ทำให้อุปกรณ์ทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นเวทีการแสดงที่สมบุรณ์ใช้การขนย้ายด้วยรถบรรทุก 43 คันโดยมีน้ำหนักรวมของอุปกรณ์ทั้งหมดสูงถึง
1,200 ตัน (หรือเทียบเท่าน้ำหนักช้างโตเต็มวัย 400 เชือก หรือ เครื่องบินโบอิ้ง 747 จำนวน 70 ลำ หรือกระสวยอวกาศ 13 ลำ)

- อุปกรณ์เกี่ยวกับแสงใช้สายเคเบิลยาว 35 กิโลเมตร นำหนัก 3200 กิโลกรัม และใช้รถบรรทุก 5 คันในการขนย้าย

- ระบบเสียงออกแบบโดย Clair Bros Audio มีตู้ทั้งหมด 140 ตู้ ให้กำลัง 400,000 วัตต์ มีน้ำหนักรวม 30 ตัน มี sub 50 ตัวในการเป็นแรงขับระบบเสียงรอบทิศทาง ดูแลโดย Trip Khalaf ซึ่งเคยทำงานร่วมกับมาแล้วกับ Madonna, Steely Dan และ Queen

ทิ้งท้าย...สำหรับ สว กกท ครับ

ผู้ออกแบบชุดสีทองอร่ามให้ Michael Jackson ได้นำไปโลดแล่นกระชากใจสาว ๆ คือ ..... Gianni Versace ....



Credit : Michael Jackson Trader.com

ขอขอบคุณ คุณ Hypotic Ego
//www.pantip.com/cafe/chalermkrung/topic/C8568952/C8568952.html







 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2552 16:47:37 น.
Counter : 364 Pageviews.  

ตัวตนและความสำเร็จของไมเคิล

ตัวตนและความสำเร็จของไมเคิล
บทความดีๆ จากกรุงเทพธุรกิจ



Heal the World, make it a better place for you and for me and the entire human races. There are people dying. If you care enough for the living, make a better place for you and for me.” (Here the world we’re living, save it for our children.)

ผมคงจะพลาดหลายๆ แง่คิด หลายๆ มุมมอง ที่ได้จากภาพยนตร์ “This is it” ถ้าไม่ได้เจ้าลูกชายที่คะยั้นคะยอให้พาไปดู

ผมยอมรับว่า ดีใจมากที่ได้มาดื่มด่ำกับความรู้สึกถอยหลังไปเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน สมัยที่ Michael ดังเป็นพลุแตก

Single ที่ตัดออกมาทีละเพลงติด Chart American Top 40 เกือบทุกเพลง

เมื่อได้ฟังทีละเพลงแล้ว ชวนให้คิดถึงบรรยากาศในตอนนั้น คิดถึงเพื่อนๆ คิดถึงท่าเต้นลูบเป้า ท่าเต้นถอยหลัง Moon Walk รวมทั้งรองเท้าดำเงาวับกับถุงเท้าสีขาว ที่พากันหัดร้องหัดเต้นและแต่งตัวเลียนแบบจนเป็น fashion ในยุคนั้น

แต่พอดูไปได้ประมาณ 30 นาที ผมรู้สึกชื่นชมตัวตนของ Michael มาก และไม่พ้นที่ผมต้องวิเคราะห์ถึงความสำเร็จของเขา จากรายละเอียดที่พอจะเก็บได้ดังนี้



แรงบันดาลใจ (Inspiration) ทุกเพลงที่แสดงบนเวที มีเรื่องราวที่มาที่ไป รายละเอียดของ Theme การแสดงแต่ละเพลง ไม่ว่าจะเป็น Thriller เรื่องผีๆ หรือ Beat it ยกพวกตีกัน I can’t stop loving you ความรัก แรงบันดาลใจไม่ได้เกิดขึ้นที่ตัว Michael เอง เพราะแม้แต่แดนเซอร์ก็เป็นการคัดสรรมา ประกวดกันมาเป็นรอบๆ จากทั่วทุกมุมโลก แต่ละคนคือคนที่มีแรงบันดาลใจเช่นเดียวกันกับ Michael ทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นการจ้างมาแล้วค่อยมาฝึกกัน

ในองค์กรหากผู้นำมีแรงบันดาลใจในการริเริ่มและมุ่งมั่นในสิ่งที่จะไปให้ถึง อีกทั้งสามารถคัดสรรผู้ตามที่มีแรงบันดาลใจเป็นหนึ่งเดียวกัน งานที่ออกมาย่อมดีกว่าการทำตามคำสั่งอย่างแน่นอน



ความจริงใจ ความรัก (Love) บนเวทีตอนซ้อมใหญ่มีอยู่เพลงหนึ่งที่ Michael จะต้องหยุดร้องก่อนร้องท่อนสุดท้ายของเพลง แต่เขาหยุดอยู่นานพร้อมหลับตา ผู้ร่วมซ้อมสงสัยว่าทำไมหยุดนานเหลือเกิน ที่จริง Michael หยุด ไม่ได้แค่ทำเสียง เก็บเสียงเพื่อรอเปล่งออกมาในตอนท้าย แต่หยุดเพื่อให้เข้าถึงอารมณ์ในเนื้อหาของเพลงนั้น ซึ่งเป็นพลังที่จะเปล่งเสียงออกมาให้ได้อย่างกินใจ

ในองค์กรหากคนส่วนใหญ่ให้ใจในการทำงาน ไม่เพียงแต่ทำงานให้เสร็จๆ ตามเวลา ค่าจ้าง หรือเพื่อให้มีส่งมอบนายหรือลูกค้า เท่านั้น งานที่ออกมาจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง



ความประณีต (Neatness) Michael ต้องการให้งานที่จะออกมากลมกล่อมได้อารมณ์เพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสกับการแสดงและเสียงเพลงที่ดีที่สุด จึงมีการซ้อม แก้ไขการเล่นบางท่อนบางตอนใหม่บ่อยๆ จนนักเปียโนเล่นไม่ถูก ต้องเล่นซ้ำๆ อยู่หลายรอบจนหน้าเสีย เคยบ้างไหมที่เราต้องทำงานนั้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งนี้ ไม่เพียงเพื่อให้ลูกค้าพอใจ แต่ให้ลูกค้ารักและประทับใจในสินค้าและบริการของเราต่างหาก

ความเป็นผู้นำ (Leadership Style) เสียงดนตรี แสงไฟ และเอฟเฟคท์ต่างๆ เมื่อไรขึ้น เมื่อไรลง ต้องดูที่ท่าเต้น มือ เท้า จังหวะก้าวของ Michael เท่านั้น แตกต่างจากการแสดงบางแห่งที่ดนตรีนำ นักแสดงตาม ในการดำเนินงานขององค์กรต้องมีผู้นำที่เป็น leader (มากกว่าเป็น Boss) ที่นำให้ทุกคนเดินและหันไปในทิศทางเดียวกัน จะได้ไม่ต้องได้ยินคำกล่าวที่ว่า “เล่นไม่เป็นเพลง”



ศรัทธาและทุ่มเท (Belief & Devotion) นักดนตรีของ Michael ล้วนเป็นคนที่ศรัทธาในตัวของ Michael ชอบเพลงของเขา ร้องและเล่นเพลงของเขาได้ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่เกรด 3 จนฝันที่เป็นจริงในวันนี้ วันที่ได้มาเล่นโดยผ่านการคัดเลือก เป็นการ “มา” ด้วยความทุ่มเท ศรัทธาต่อ Michael และยังศรัทธาต่อตนเองด้วย เทียบแล้วการทำงานด้วยความศรัทธาและทุ่มเทย่อมส่งผลที่เหนือกว่าการทำงานเพียงเพราะคำว่า “หน้าที่” และ “ความรับผิดชอบ” เท่านั้น

ความสุภาพ ความอ่อนน้อมถ่อมตน (Calm & Gentle) ตอนจะตำหนินักร้องประสานเสียง นักดนตรี นักเต้น Michael มักพูดเสมอว่า “ไม่เป็นไรนะ ลองใหม่ ขอให้อดทนกับผม ผมอยากให้งานออกมาดีที่สุด ก็มันเป็นการซ้อมไม่ใช่หรือ”, “That’s why we are here for.” เขาไม่เคยแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวให้เห็น ตบท้ายกล่าวขอบคุณทีมงานด้วย “We are family.”

เราๆ ท่านๆ ย้อนมาถามตัวเอง เคยโกรธลูกน้องแบบฉุนเฉียวและต่อว่ากลับไปอย่างรุนแรงหรือไม่?



พรสวรรค์ (Gift) Michael เล่นดนตรีเป็นหรือเปล่าไม่รู้ เพราะตลอดเรื่องไม่เห็นจับดนตรีสักชิ้น แต่กำกับได้ บอกได้ว่าต้องการอะไร มีการตลาดอยู่ในตัว รู้ว่าโทนแบบนี้ผู้ชมฟังไม่ได้อารมณ์แน่ ในการทำงานหากเรามีทุกข้อที่กล่าวผ่านมาแล้วบวกกับพรสวรรค์ที่ค้นพบว่า นั่นคือ เรา ก็จะวิเศษที่สุด ดังนั้น ถามตัวเองว่า ชอบงานที่ทำอยู่ไหม ใช่ไหม ถ้าไม่ชอบ ไม่ใช่ รีบเปลี่ยนซะเพราะ Gift จะเป็นตัวทวีคูณพาเราไปสู่จุดสูงสุด

ความจริงใจต่อโลก สิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่ของผู้คนรุ่นต่อๆ ไปในอนาคต (Corporate Social Responsibility) Michael ได้สะท้อนและถ่ายทอดออกมาจากใจด้วยเพลง Earth Song, Heal the World ที่จริงเขาได้แสดงออกถึงความเป็นห่วงในเรื่องนี้มา ตั้งแต่ต้นๆ ยุค 1980 เขาไม่ได้ทำเป็น CSR ให้ตัวเองและทีมงาน แต่สะท้อนออกมาจากใจจริงๆ เพลงเหล่านี้แต่งก่อนคำว่า CSR จะถูกบัญญัติขึ้นมาใช้ในวงการธุรกิจด้วยซ้ำไป เทียบกับการทำ CSR ขององค์กรต่างๆ ในปัจจุบัน จริงใจแค่ไหน หรือแค่ทำเพื่อภาพลักษณ์ให้องค์กรดูดี หรือแก้ข้อขัดแย้งที่องค์กรของตนได้สร้างมลภาวะทิ้งไว้ให้กับโลก



วันนี้ เสียดายที่ Michael ตายไป แม้จะตายไปแล้วก็ยังทำเงินมากมายมหาศาล ถ้าไม่ตายเขาคงทำเงินไปช่วยเหลือเด็กๆ ที่ด้อยโอกาสได้มากกว่านี้อีก วันนี้จะมีใครมาแทนหรือเปล่า ยังไม่รู้ แต่อย่างน้อยก็สามารถสะท้อนให้คนมีรู้จักให้และให้มากขึ้นเพื่อจรรโลง สังคมโลกให้ดีขึ้น

วันนี้เราๆ ท่านๆ ยังไม่ตาย ทำให้ได้นะครับ ทำให้กับตัวเอง ทำให้กับองค์กรที่ท่านรัก ทำให้สังคมและประเทศชาติของเรา เพื่อความรุ่งเรืองของอนาคตอันถาวร ทำให้คำเหล่านี้ Inspiration, Belief, Love, Devotion and Gift เป็นจริง

“This is it”!!!


เครดิต บุญชัย ปัณฑุรอัมพร
ที่มา //www.bangkokbiznews.com/.../ตัวตนและความสำเร็จไมเคิล-แจ็คสัน.html - 14 hours ago

ขอขอบคุณ น้องเต้าหู้กับน้องเต้าฮวย ค่ะ






 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2552 12:19:07 น.
Counter : 399 Pageviews.  

1  2  3  4  

Jeeup
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




แดุ่ไมเคิล ที่รัก.... ตั้งใจทำบล็อกนี้ เพื่อเป็นการเก็บรวบรวมบทความดี ๆ ที่เขียนเรื่องราวของคุณ.. ผลงานที่งดงาม.. ภาพแห่งความประทับใจที่ทิ้งร่องรอยของคุณไว้ ณ โลกใบนี้... โลกที่คุณใช้เวลาทั้งชีวิตที่จะปกป้อง...หวงแหน... ด้วยความรักและปรารถนาทีุ่ลึกซึ้งต่อผู้คนทั้งหลาย... สิ่งที่ฉันทำได้เพื่อคุณช่างเล็กน้อยราวหยดน้ำในมหาสมุทร เมื่อเทียบกับสิ่งที่คุณทำเพื่อคนอื่นอยู่เสมอ... พักให้สบายนะ... สักวันเราคงได้พบกันอีกครั้งในบ้านของพระเจ้า.....
Friends' blogs
[Add Jeeup's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.