All Blog
Misa's diary : มุมบวก เจอพิษโควิด รร.ปิด 14 วัน
กิ๊กมักคิดเสมอว่า ในความโชคร้าย ก็จะมีความโชคดีอยู่ด้วยเสมอ ขึ้นกับมุมมองของเรา ครั้งนี้ก็เช่นกัน ...

ในบันทึกนี้ จะขอไม่ดราม่าเรื่องโควิดนะคะ แค่อยากบันทึกเรื่องมิสา


เล่าย้อนนิดนึงว่าเมื่อ ต้นเดือนกพ.ที่ผ่านมา กิ๊กและพี่หยี่ได้เดินทางไปทำงานที่โปรตุเกส โดยก่อนไปโปรตุเกสเราได้แวะเที่ยวที่ปารีส 2 วัน และไปโปรตุเกสต่อ รวมทั้งสิ้น 13 วัน พอกลับมา ทางรร.โทรแจ้งให้เด็กๆหยุดเรียน 14 วัน เพราะพ่อกับแม่เดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งเราก็ยินดีปฎิบัติตาม แต่ตอนนั้นคือ สงสารมิสามากๆ สิตานั้นไม่เท่าไหร่ อยู่อนุบาล ไม่ได้มีอะไรมากอยู่แล้ว แต่มิสาคือ ป.4 มันเริ่มมีเนื้อหาวิชาการ มีสอบ มีส่งงาน แล้วนี่คือ หยุด 14 วัน ก็จะไม่ทันเพื่อน ซึ่งตอนที่รร.โทร.มา กิ๊กเองเดาได้เลยว่ามิสาต้องเสียใจมากๆๆแน่ๆ นางเป็นเด็กไม่ชอบหยุดเรียน ตั้งแต่ประถมมา คือ ไม่อยากหยุดเลย สาเหตุเพราะนางไม่อยากทำงานตามเพื่อนๆ มันเยอะ งานค้างเยอะ 555 คือ ไม่ใช่ขยันเรียนอะไรหรอก แต่ขี้เกียจตามเก็บงาน 555 เพราะฉะนั้น บ้านเราแทบจะไม่ลาหยุดเลย ถ้าไม่มีอะไรจำเป็นจริงๆ อย่างไปเที่ยวก็ต้องไปหยุดยาว (คนล้านแปดก็ต้องยอม) กับปิดเทอม แค่นั้น ทำให้สิตาก็อดเที่ยวไปด้วย 555 เคยให้เธอลาหยุดเพราะไปเที่ยว แบบซื้อ voucher ที่ต้องใช้วันหยุด เธอโวยวายเยอะมาก จนกิ๊กเหนื่อยใจ ในเมื่อลูกอยากไปรร.ขนาดนั้น ก็เชิญค่ะ !

เพราะฉะนั้น ถ้าต้องขาดเรียน 14 วันขนาดนี้ ก็นะ โวยวายแน่นอน ... และก็เป็นจริงดังคาด พอเธอรู้ เธอเสียใจมากๆๆๆ หนูไม่อยากหยุดเรียนเลย บลาๆ ซึ่งกิ๊กกับครูประจำชั้นก็มีการคุยกันไว้แล้ว คือ ทางรร.ก็เข้าใจเด็กที่ต้องลาหยุด ก็จะมีการส่งงาน ส่งการบ้านมาทางไลน์ ให้เลื่อนสอบได้ คือ มีมาตรการต่างๆ แบบที่เรี่ยกว่าไม่ให้กระทบกระเทือนการเรียนมากนัก (แต่มันก็เรียนได้ไม่เท่าเด็กที่ไปรร.อยู่แล้ว) กิ๊กรู้ว่ามิสาจะห่วงเรื่องตามเก็บงานตามเพื่อนๆมากที่สุด ก็เลยคุยกับลูก

กิ๊ก  : เรื่องงานไม่ต้องห่วงลูก ครูเค้าจะส่งมาให้ทางไลน์ เราก็อยู่บ้านก็ทำได้ ส่วนสอบครูเค้าจะให้เลื่อนได้ทุกวิชา
มิสานั่งเงียบซักพัก ก็พูดขึ้นว่า

มิสา : หนูเป็นห่วง 3 วิชา คือ คณิต วิทย์ และอังกฤษ
แม่ : เลข ไม่เป็นไรมั๊ง เพราะเดี๋ยวครูก็ส่งแบบฝึกมาทางไลน์ (คือ ยังเข้าใจว่าลูกกลัวทำงานไม่ทันเพื่อน)
มิสา : แต่เลขมันต้องฟังครูนะคุณแม่ ถ้าเราไม่ได้เรียนที่ครูสอนมันจะไม่เข้าใจวิธีคิด
แม่ : อืมม มันก็จริง แต่วิทย์ไม่ต้องนี่ เดี๋ยวพอจะสอบครูเค้าก็จะมีชีทสรุปให้อ่าน
มิสา : วิทย์ ก็ต้องมีการทดลอง ถ้าเราไม่ได้ทำการทดลอง เราก็จะไม่เข้าใจนะ
แม่ : อืมม
มิสา : เวลาสอบวิทย์ หนูไม่ได้อ่านจากชีทหรอก หนูรู้อยู่ก่อนอ่านชีทอีก เพราะมันมีทดลอง มันทำให้หนูเข้าใจ ชีทแค่มาอ่านทวนๆ
แม่ : อืมม (เริ่มสังเกตอะไรบางอย่างได้)
มิสา : อังกฤษก็เหมือนกัน หนูต้องฟัง teacher อธิบาย ไม่งั้นก็ไม่เข้าใจ มีแค่ dictation เท่านั้นที่จำเอา แต่นอกนั้นก็ต้องให้ครูสอน


มิสาพูดจบหน้าเศร้าๆ แล้วก็บอกว่า คุณแม่ให้ครูอัดคลิปตอนสอนมาเปิดให้หนูดูได้มั้ยอ่ะ หนูจะได้เข้าใจ

แม่นี่เศร้าแทนลูกเลย (คือ รู้สึกผิดที่ทำให้ลูกต้องหยุดเรียน) แต่เหนือความเศร้า จากที่คุยกับมิสา แม่รู้สึกว่า มิสามีความอยากเรียนรู้มาก เค้าอยากเข้าใจในบทเรียนต่างๆ ทุกวิชา มีแต่คำว่า หนูอยาก เข้าใจ เข้าใจ และเข้าใจ คือ ไม่ได้มาจากกลัวได้คะแนนไม่ดีหรืออะไร หรือแค่อยากทำงานให้เสร็จๆตามเพื่อน แต่มาจาก "ความอยากเรียนเพื่่อให้เข้าใจจริงๆ" ... แม่ปลื่มเลยนะ ณ จุดนี้ รู้เลยว่า การที่เราให้ลูกเรี่ยนรร.ทางเลือก (ในอนาคตจะเป็นไงไม่รู้) แต่ ณ จุดนี้ รรได้จุดประกายความอยากเรียนรู้ ความอยากเข้าใจบทเรียน (ที่มีครูสอน)ให้กับมิสา ในวัยป.4 นี้ เค้าไม่ได้มุ่งแต่ท่องๆ สอบๆ แต่เค้าอยากเรียนรู้มากกว่า ซึ่งกิ๊กว่า เป็นอะไรที่สำคัญมากๆสำหรับเด็ก ทำยังไงให้เค้ามีความใฝ่รู้ อยากเรียนรู้ให้มากที่สุด เราควรสนใจกระบวนการตรงนี้มากกว่า มุ่งไปที่ผลลัพธ์ แบบสอบให้ได้ที่ 1 หรือ สอบได้เกรด 4 หมด สำหรับเด็กยุคนี้ มันหมดเวลาแล้ว ที่เราจะสนใจแต่เป้าหมาย แต่ควรให้เค้ามีความอยากเรียนรู้ แล้วกระบวนการเรียนรู้(โดยวิธีต่างๆ)มันจะตามมาเอง 


ซึ่งกิ๊กก็เลยคุยกับคุณครูถึงเรื่องนี้ ว่าจะอาจจะมีการสอนนอกเวลาให้กับมิสา เพราะกิ๊กคิดว่า ในเมื่อเด็กคนนึง อยากเรียนรู้ขนาดนี้ คือ ไม่ควรปล่อยผ่านอ่ะ ... แต่ว่าในที่สุด เนื่องจากสถานการณ์โควิดมันแย่ลง ไปๆมาๆ รร.ก็ประกาศปิดทั้งหมด 14 วันไปเลย แล้วก็มีการเรียนออนไลน์แทน (ทุกคน) ซึ่งการเรียนออนไลน์ ก็หนักหน่วงอยู่ 555

บันทึกนี้ แค่อยากบันทึกไว้ว่า แม้ว่าจะเป็นเรื่องเศร้าที่ต้องหยุดเรียน แต่ก็ทำให้แม่ได้เห็นอะไรบางอย่างในตัวลูก ^_^

 



Create Date : 04 มีนาคม 2563
Last Update : 4 มีนาคม 2563 15:02:59 น.
Counter : 346 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
Sita's journal : สิตาเป็นเด็กตลก #1
จริงๆแล้วคำพูดของลูกตอนเป็นเด็กๆเนี่ย มันมีอะไรตลกๆเยอะเลย อยากจะบันทึกไว้ทั้งหมด แต่กว่าจะคิดได้ ก็ 6 ขวบแล้วค่ะ 555

เริ่มเรื่องแรกเลย

ระหว่างนั่งอยู่บนรถ เรา 4 คนพ่อแม่ลูก ก็คุยกันถึงเรื่องว่า ถ้าแม่ไม่ได้แต่งงานกับพ่อแล้วจะเป็นยังไง

พี่หยี่ : ถ้าแม่เค้าไม่ได้แต่งกับพ่อนะ เค้าก็คงต้องไปแต่งงานกับผู้ชายคนอื่น
มิสา : ทำไมอ่ะ
พี่หยี่ : ก็ผู้หญิง ก็ต้องอยากแต่งงานอ่ะ
สิตา : แต่งกับพ่อก็ดีนะ ... ตลกดี 555
กิ๊ก : 555 ความดีของพ่อ มีแค่นี้เหรอลูก ^^"

แหม นึกว่าเธอจะบอกว่า ถ้าไม่แต่งกับพ่อ ก็ไม่มีพวกหนูอะไรแบบนี้ เธอดันบอกว่า พ่อตลกดีซะนี่ 12


อีกเรื่องนึงตอนเปิดเทอมใหม่ อ.2

เปิดเทอมใหม่ ในฐานะพี่กลาง(อ.2) ก็ต้องดูแลน้องเล็ก(อ.1)ที่เพิ่งมารร.ครั้งแรก
พี่สิตาก็มีความเห่ออยู่ไม่น้อย ... และเมื่อได้ facetime กับน้ากลอย ก็ต้องเล่าซะหน่อย

สิตา : น้ากลอยรู้มั้ยหนูดูและน้องอะไร
น้ากลอย : ไม่รู้ค่ะ น้องอะไรคะ
สิตา : ให้น้ากลอยทาย
น้ากลอย : โอ้ว ชื่อมีเป็นพันๆชื่อ น้าจะทายถูกมั้ย 555 ใบ้ให้น้าหน่อยสิ
สิตา : ชื่อที่คล้ายๆเค้กอ่ะ
น้ากลอย : คุ้กกี้? (ไม่ใช่) โดนัท? (ไม่ใช่) ไอติม? (ไม่ใช่) ... แล้วน้าก็ทายชื่อของหวานอีกมากมาย
สิตา : ไม่ใช่เลย
น้ากลอย : น้าไม่รู้แล้วอ่ะ เฉลยเถอะ
สิตา : ก็น้องเคทไง
น้ากลอย : ^^"


ถามจริง จะมีใครทายถูกมั้ยเนี่ย 555

อีกเรื่องนึง แสดงถึงความเป็นตัวตนของเธอ

เพื่อนๆอ.2ของสิตา มีแก๊งค์อยู่ 2 แก๊งค์ คือ แก๊งค์ฮีโร่ และแก๊งค์เจ้าหญิง และเด็กแสบอย่างสิตาก็อยู่แก๊งค์ฮีโร่อย่างไม่ต้องสงสัย 555 แถมเป็นผู้หญิงคนเดียวในแก๊งค์ด้วย วันนึงสิตากลับมาฟ้องแม่ว่า

สิตา : หนูออกจากแก๊งค์ฮีโร่แล้วนะ
แม่ : ทำไมล่ะลูก
สิตา : ก็หนูวิ่งช้าที่สุดเลยอ่ะ หนูเลยออกจากแก๊งค์แล้ว
แม่ : ถ้างั้นหนูก็จะไปเข้าแก๊งค์เจ้าหญิงแล้วสิ (แม่ดีใจ อิอิ)
สิตา : ไม่ ! หนูจะหัดวิ่งให้เร็วขึ้น แล้วไปเข้าแก๊งค์ฮีโร่เหมือนเดิม
แม่ : จ้า .. เอาที่สบายใจเลยลูก ^^"


แหม่ อุตส่าห์ดีใจนึกว่าจะได้ไปอยู่แก๊งค์เด็กผู้หญิงแล้วเชียว... 
อ่ะ บันทึกต่ออีกหน่อย ตอนนี้อยู่ อ.3 แล้ว ก็จะมีปัญหา โดนเพื่อนคนนึงชอบตั้งตัวเป็นหัวหน้าแก๊งค์ และถ้าใครทำไรไม่ถูกใจก็จะไล่ออกจากแก๊งค์ แน่นอน สิตาก็โดนไล่ออกจากแกงค์ กลับบ้านร้องไห้ประจำ ... จนเวลาผ่านมาเทอม 3 สิตามีเพื่อนสนิทเป็นเด็กผู้หญิง (คาดว่าเพิ่งคิดได้) แล้วเธอก็ยังโดนไล่ออกจากแก๊งค์เหมือนเดิม

แม่ : สิตา หนูก็ไม่ต้องไปอยู่แก๊งค์ฮีโร่แล้ว หนูมีปุณแล้วนี่
สิตา : ก็หนูเสียดายอ่ะ หนูเป็นผู้ร่วมตั้งแก๊งค์มาตั้งแต่อ.1นะ
แม่ : 555 จ้าๆ

เธอถือว่าเธอเป็นผู้ก่อตั้งแก๊งค์เลยอ่ะ เออ.. ก็เข้าใจเธอนะ ^^"



Create Date : 28 มกราคม 2563
Last Update : 28 มกราคม 2563 15:28:44 น.
Counter : 301 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
Misa's Dairy : เมื่อการกอดกลายเป็นรางวัลของมิสา (24/1/2020)

สมัยที่มิสาเรียนเปียโนใหม่ๆ (เริ่มเรียนตอน 6 ขวบ) กิ๊กมีวิธีจูงใจให้เธอซ้อมเปียโนโดยการทำตารางสะสมแต้ม ซ้อม 1 ครั้ง(วัน)ได้ 1 แต้ม ซึ่งแรกๆเลย ก็เอาแค่ 7 แต้ม (คือ 1 อาทิตย์) เพื่อแลกของที่อยากได้ 1 อย่าง แบบเอาให้เร็วหน่อย จะได้ไม่รู้สึกว่ายากจนหมดกำลังใจ แต่ถ้าอยากได้ของที่แพงหน่อย ก็จะต้องเพิ่มแต้ม เช่น 7+7+7 อะไรแบบนี้ จากนั้น พอการซ้อมเริ่มอยู่ตัวขึ้น แต้มก็จะเพิ่มขึ้น เป็น 10 แต้ม 14 แต้ม ถึง 20 แต้ม ถึงจะได้ของ 1 ชิ้น ... แรกๆนี่คือ ซ้อมปุ๊บต้องแปะแต้ม ลืมก็ต้องแปะย้อน แบบห้ามเสียสิทธิ์(ที่ซ้อมไปแล้ว 555) แต่พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ บางทีก็ลืมบ้างอะไรบ้าง จนมาเข้าปีที่ 3 นี่แหละ ที่เริ่มต้องสอบแล้ว ก็รู้ว่าต้องซ้อมเพื่อสอบ ซ้อมเพื่อต้องเล่นให้ดีขึ้น เป้าหมายที่จะเก็บแต้มแลกของก็ค่อยๆลดลง ลืมแปะแต้มอยู่บ่อยๆ ล่าสุดคือ แปะไว้ 40 แต้ม แต่ยังไม่รู้จะแลกของอะไร :) 

และปีนี้ มิสาก็ 10 ขวบแล้ว กิ๊กก็เลยบอกมิสาว่า ตอนนี้หนูรู้แล้วว่าเราต้องซ้อมเปียโนเพื่ออะไร มันไม่ใช่เพื่อแต้ม เพื่อแลกของแล้วนะ แม่ขอยกเลิกการสะสมแต้มเปียโนก็แล้วกัน แต่รางวัลของการซ้อมจะเป็น "กอดแน่นๆจากแม่แทน :)" ... พอมิสาได้ยิน ก็หัวเราะ แล้วเรา 2 คนแม่ลูกก็กอดกันแน่นๆๆๆๆ :) จริงๆ เรื่องกอดเนี่ย กิ๊กก็พูดขำๆไปงั้นแหละ เหมือนให้มิสาขำๆ ให้รู้สึกว่าแม่มีอะไรให้นะ 555 แต่ว่าเป็นอะไรที่ไม่เสียเงิน อิอิ คือ เค้ารู้หน้าที่แล้วว่าต้องซ้อมเปียโน ไม่จำเป็นต้องมีรางวัลอะไร

แล้วหลังจากวันนั้นไม่นาน ... มีอยู่วันนึง มิสาก็ซ้อมเปียโนเสร็จ คือ กิ๊กก็ฟังอยู่นั่นแหละ เพราะต้องคอยดูเค้าบันทึกการซ้อมด้วย(ครูเปียโนให้ทำ) แต่พอซ้อมเสร็จเราก็แยกย้ายกัน ... พอถึงเวลานอน มิสาก็เข้ามากอดกิ๊ก แล้วบอกว่า"คุณแม่บอกว่า จะให้กอดแน่นๆเป็นรางวัลที่หนูซ้อมเปียโน วันนี้คุณแม่ยังไม่ได้กอดหนูเลยนะ ^^" ... กิ๊กนี่อึ้งเลย ... เลยรู้ว่า เด็กๆไม่ว่าจะโตขนาดไหน เค้าก็ยังอยากให้แม่กอดอยู่ดีเนอะ :) เป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่ประทับใจนะ (ปนรู้สึกผิดนิดๆที่ไม่ได้กอดลูก 555) รู้เลยว่า ลูกรู้สึกว่ากอดของเรามีค่าเป็นรางวัลให้กับเค้าจริงๆ 

 

 

แล้ววันนี้ ... คุณกอดลูๆแล้วรึยังคะ



Create Date : 24 มกราคม 2563
Last Update : 24 มกราคม 2563 15:52:18 น.
Counter : 345 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
มิสากับ Ice Skate บทที่ 3 : การแข่งไอซ์สเก็ตครั้งแรก


จริงๆแล้ว แม้ว่าเราจะมีเป้าระยะกลางนั่นคือ เรียน Academy จนจบ level 10 แต่แม่เองก็แอบมีเป้าหมายอีกอย่างในใจคือ อยากให้มิสาลองแข่งไอซ์สเก็ตซักครั้ง เพราะการแข่งไอซ์สเก็ตนั้น จริงๆแล้วแม่มองว่ามันเหมือนการโชว์(แสดง)มากกว่า เพราะเวลาที่เราเรียน เราจะเรียนเป็นท่าต่างๆ เช่น การหมุน การกระโดด แต่การแข่ง(ประกอบเพลง) มันจะเป็นการร้อยเรียงท่าต่างๆที่เรียนมา ออกมาเป็นโชว์ประกอบเพลง คือ เราจะได้รู้ว่า ทาต่างๆนั้นที่เราเรียนมา ผลสำเร็จของมันจะเป็นยังไง (ก็คือ เป็นโชว์ๆนึงนั่นเอง) แม่เลยไม่ใช้คำว่า แข่ง กับมิสา แต่แม่จะบอกมิสาว่า เป็นการแสดงไอซ์สเก็ตแทน 555 เพื่อลดความกดดัน เพราะเราไม่ได้แข่งเพื่อเอาแพ้เอาชนะ แต่เราแข่งเอาประสบการณ์มากกว่า ... แต่ถึงจะพูดว่าแสดง ก็พูดไปเถอ 555 ยังไงมิสาก็ยังไม่ยอมๆๆๆๆท่าเดียว แม่ก็เลยกะว่า เดี๋ยวเอาให้จบ level 10 ก่อน แล้วจะให้มิสาลองแข่งแมทช์เล็กๆซักครั้งนึง ก่อนที่จะตัดสินใจว่า จะไปต่อกับไอซ์สเก็ต หรือ จะจบกันแค่นี้

ตามกำหนด มิสาจะเรียนจบ level 10 ประมาณเดือนกรกฎา แต่ซักประมาณพฤษภา มิสาก็เร่ืมๆพูดว่า หนูชักอยากแสดงแล้วสิ ... แม่นี่ ฮึ ! แม่หูฝาดไปรึป่าว 555 และไหนๆลูกพูดมาเองแล้ว แม่ก็ต้องสนอง 555 แม่ก็เลยจัดการคุยกับโค้ชว่าอยากให้มิสาแข่งไอซ์สเก็ตดูบ้าง ซึ่งตอนนั้น แมทช์ใกล้ๆเลย ก็มี Skate Asia 2019 ซึ่งจัดขึ้นเดือนสิงหา แต่อันนี้จะเป็นแมทช์ใหญ่เลย แบบทั้ง asia เลย กับมีอีกอันเป็น Skate Pattaya ซึ่งจัดประมาณเดือนตุลา ก็จะเป็นแมทช์เล็กๆ ใจแม่ก็อยากให้เอาแมทช์เล็กๆก่อน เพราะเป็นครั้งแรก ก็อยากให้ได้เหรียญอะไรบ้าง เผื่อเป็นกำลังใจเล็กๆ จะได้อยากเรียนต่อ 555 (เป็นเป้าหมายซ่อนเร้น) แต่โค้ชบอก ไหนๆก็แข่งแล้ว เอาแมทช์ใหญ่ไปเลยแม่ ... แม่ก็เลย เอาตามใจโค้ชละกัน ... แล้วในที่สุด มิสาก็ได้ลงแข่งใน Skate Asia 2019 ซึ่งลงไว้ 2 โปรแกรม ก็คือ 1. Spot Character ในระดับ Delta (ระดับนี้ ก็คือ เป็นระดับสูงสุดของมิสา  ซึ่งก็ต้องสอบก่อน เพื่อจะได้ดูว่าจะได้แข่งในระดับไหน อันนี้ก็เหมือนกัน ที่แม่คิดว่าจะให้มิสา แข่งในระดับที่ต่ำกว่าความสามารถจริงนิดหน่อย 555 แต่โค้ชบอกว่า มันจะเหมือนแกล้งเด็กนะคะ ^^" กับอีกอย่าง แม่ไม่แน่ใจว่า มิสาจะเรียนต่อรึป่าว ก็เลยเอาระดับสูงสุดที่เค้าสอบได้ละกัน ก็จะได้เก็บประกาศนียบัตรไว้ให้มิสาดูตอนโต 555) อันนี้เป็นการแข่งแบบใช้เพลง และ 2. Solo Com ในระดับ Delta อันนี้จะเป็นการแข่ง 3 ท่าบังคับของระดับ Delta

มิสามีเวลาในการซ้อมประมาณ 7 สัปดาห์ (ก็คือ เรียน 7 ครั้ง) ก่อนการแข่งครั้งนี้ ตอนซ้อม มิสายังดูชิลล์ๆอยู่มากๆ พอแม่ลองถามดูว่าเป็นไง มิสาก็จะบอกว่า หนูชอบทำโปรแกรม (ก็คือ ทำโปรแกรมเพื่อแข่ง) เพราะมันได้เอาท่ามาต่อๆกัน มันสวยดี 555 แม่ก็ดีใจนะ แต่ก็แอบคิดว่า ยังไม่เจอของจริง เพราะความน่ากลัว มันจะอยู่ที่ตอนลงแข่งจริง ตอนลงลาน ลงไปโชว์คนเดียวในลาน โดยมีคนดูรอบลานเต็มไปหมด และมีกรรมการคอยให้คะแนนอยู่ ซึ่งแม่คิดว่า มันไม่ใช่สิ่งที่ธรรมดาสำหรับเด็กขี้เขิน ขี้อายแบบมิสาแน่ๆ แม่กลัวมิสาจะตืนเต้น จนเข็ด อาจจะไม่อยากเรียนต่อแล้วก็ได้ 555 ... มิสายังคงชิลล์เรื่อยๆ จนมาถึงวันแข่งเลยนั่นแหละ ที่ความรู้สึกตื่นเต้นเริ่มมา ซึ่งแม่คิดว่มาช้ามากกก เพราะแม่ตื่นเต้นมาเป็นเดือนๆ 555 แต่ถึงแม้จะตื่นเต้น แม่ว่ามิสาก็ดูนิ่งกว่าที่คิด (ไม่เหมือนตอนสอบเกรดเปียโน อันนั้นคือ ตืนเต้นจนถึงวินาทีสุดท้ายที่จะเข้าห้องสอบ) ตอนจะลงแข่ง ก็เดินไปกับโค้ชเลย แม่กับพ่อยังไม่ทันเป่าหัวให้พรเลย 555 แต่แม่ก็เลย เลยตามเลย ไปทำอวยโน่นนี่ กอดให้กำลังใจ เดี๋ยวจากไม่ตื่นเต้นจะตื่นเต้นเอา ก็เลยปล่อยมิสาไปกับโค้ชเลย แล้วก็ไปเก็บตัวข้างๆลานประมาณ 20 นาที ก็ถึงเวลาลงแข่ง...

++ มิสาเลือกเป็นมู่หลาน...เพลงที่ใช้คือ Reflection++
 








มีคลิปด้วยค่ะ
 


กับอีกโปรแกรมนึง คือ Solo Com

 









 
ก่อนแข่ง แม่กับมิสาก็คุยกันแล้วว่า นี่เป็นการแข่งครั้งแรก เราก็แข่งเอาประสบการณ์ก่อน แข่งให้รู้ว่า การทำโปรแกรมมันเป็นยังไง ความรู้สึกเมื่อลงลานไปโชว์คนเดียวท่ามกลางคนดูเยอะๆมันเป็นยังไง เราจะยังไม่ซีเรียสเรื่องเหรียญว่า ต้องได้เหรียญทอง เหรียญเงินอะไร ซึ่งผลออกมาก็คือ ได้เหรียญปลอบใจ ^^" (คือ ไม่ได้เหรียญจริงๆ 555) แต่ถึงแม้จะเตรียมใจกันมาแล้ว แม่ก็ยังแอบกลัวว่ามิสาจะเสียใจรึป่าว แล้วไหนจะต้องมาคิดว่าจะเรียนต่อมั้ยอีก แต่ปรากฎว่า มิสาไม่เสียใจเลย บอกว่า เป็นครั้งแรกเนอะคุณแม่ แล้วก็ไม่เสียกำลังใจด้วย กลับบอกว่าจะสู้ต่อด้วยซ้ำ มิสาบอกว่า คราวหน้าหนูไม่เอาอันดับสุดท้ายแล้วนะ ^^ คือ นี่เป็นอะไรที่แม่ชื่นชมหนูมากๆ คือ ใจสู้จริงๆ แล้วเราก็ไม่ต้องแม้แต่มานั่งคุยกันเลยด้วยซ้ำว่าจะเรียนต่อรึป่าว เพราะมิสาแสดงออกชัดมากว่าไปต่อ สู้ต่อแน่นอน 422 แม่ภูมิใจมากๆ



Create Date : 22 สิงหาคม 2562
Last Update : 22 สิงหาคม 2562 23:56:07 น.
Counter : 246 Pageviews.

0 comment
มิสากับ Ice skate บทที่ 2 : เมื่อมิสามาเรียน Academy Elite Skate
เคยเขียนบันทึกเรื่องราวการเรียนไอซ์เก็ตของมิสาไว้ตั้งแต่ตอนก่อนนู๊น สมัยมิสาเพิ่งเรียนไอซ์ไปได้ 2 คอร์ส (หรือ 20 ครั้ง) ตอนนั้น เดือนมีนา ปี 59 ผ่านมาถึงปี 62 ซึ่งปีนี้ มิสาได้ลงแข่งไอซ์เก็ตเป็นครั้งแรก แม่เลยอยากจะบันทึกเรื่องราวต่อจาก 20 ครั้งของหนูจนมาถึงการแข่งขันแรกของหนูหน่อยนะ

หลังจากเรียนไอซ์สเก็ตไปได้เกือบปี ครูน้ำตาลก็ให้มิสาลงสอบไอซ์เก็ตครั้งแรกในระดับ Pre-Alpha ซึ่งอันที่จริง ท่าของ Pre-Alpha นั้นง่ายมากๆ มิสาทำได้หมด แต่ความยากของการสอบคือ การที่ต้องลงลานไปคนเดียว รอกรรมการเรียกชื่อ แล้วก็ทำการทดสอบกลางลานกับกรรมการ โดยมีผู้ชม(ก็คือผปค.ของผู้สอบ)อยู่รอบลาน ตอนนั้นมิสา 6 ขวบ(อยู่ ป.1ล่ะ) แต่แม่ก็กลัวมากๆ ตื่นเต้นมากๆ กลัวลูกร้องไห้ไม่ยอมลงสนาม 555 แต่ในที่สุดการสอบการผ่านไปด้วยดี

เราเรียนไอซ์เก็ตที่ CTW ต่อมาอีกซักเกือบปีเหมือนกัน ก็ปรากฏว่าครูน้ำตาลจะลาการสอนไปสอบป.โท ตอนนั้นครูหาครูใหม่มาให้เพราะกลัวว่าถ้าหายไปนาน เดี๋ยวจะไม่ต่อเนื่อง มิสาก็เลยเรียนกับครูใหม่ไปคอร์สนึงเหมือนกัน แต่พอเรียนจบ ช่วงนั้น CTW เค้าปิด renovate พอดี ลานไอซ์ที่ CTW ก็ปิดไปด้วย ก็เลยเป็นโอกาสดีที่ได้พามิสาย้ายลานมายังลานที่เซ็นทรัล พระราม 9 ซึ่งใหญ่กว่า และคนเล่นที่นี่ก็ดูจริงจังกว่ามากๆ และเป็นโอกาสที่แม่ได้ให้มิสาลงเรียน Academy Elite Learn to Skate ซึ่งเป็นการเรียนกลุ่ม (และราคาถูกกว่า) Academy ของที่นี่ นร.เยอะ และจริงจัง คอร์สนึงเรียน 5 สัปดาห์ เรียนสัปดาห์ละ 2 ครั้ง (ก็คือ 10 ครั้ง)เรียนเสร็จสอบ ถ้าผ่าน ก็จะเลื่อนไปอีก level นึง  มีทั้งหมด 10 level ซึ่งถ้าเรียน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็จะจบเลเวล 10 ประมาณ 1 ปีนิดๆ แต่เนื่องด้วย แม่สามารถพามิสามาเรียนได้แค่สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็เลยกินเวลาไป 2 ปีเลยกว่าจะจบ

ว่าด้วยเรื่องของ Academy ต้องบอกก่อนว่า เป็นการเรียนกลุ่ม ซึ่งจะต่างจากการเรียนเดี่ยว(private แบบตัวต่อตัว) เพราะ เด็กๆจะไม่มีครูประกบ เค้าจะต้องฝึกทำท่าต่างๆ(ตามเลเวล)ไปเรื่อยๆด้วยตัวเอง ทำไปพร้อมๆกับเพื่อนๆ พูดง่ายๆคือ มันเป็นการ survive บนลานด้วยตัวเอง โดยไม่มีครูคอยจับ และไม่มีเพื่อนคุย 555 ซึ่งข้อดี คือ เด็กๆก็จะได้ฝึกเยอะ ต้องช่วยตัวเอง พยายามทำเอง แต่ข้อเสียคือ ท่าก็อาจจะไม่ได้เป๊ะ ไม่ได้สวยเท่าไหร่ เทียบกับเรียนเดี่ยวที่มีครูประกบเลย ท่าก็จะสวยกว่า แต่ข้อเสีย คือ ถ้าเด็กคุยเก่ง (เช่น มิสา) นางก็จะชวนครูคุยไปเรื่อย แล้วถ้าแบบขี้เกียจ หรือ กลัว นางก็จะเกาะครูไปเรื่อยเช่นกัน ซึ่งก็คือ มิสาเนี่ยแหละ ... ครูก็เลยแนะนำว่า มิสาน่าจะไปเรียน Academy นะคะคุณแม่ เรียนคู่กันไปก็ได้ เพราะดีคนละแบบ แล้วมันจะพัฒนาไวมาก เพราะถ้าเรียนเดี่ยวมิสาก็จะเกาะครูแจ ไม่ยอมทำเอง แล้วมันก็คือ แบบช้ามากๆอ่ะ .... แม่ก็บอกให้มิสาไปเรียน แต่มิสาก็งอแง ร้องไห้ฟูมฟายเลยทีเดียว แล้วก็พอพูดถึงเรียนกลุ่มทีไร ก็โวยวาย ทะเลาะกันตลอด สุดท้าย ก็เลยไม่ได้ไปซักที ... แต่พอลานที่ CTW ปิด แล้วต้องไปเรียนที่ พระราม 9 ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ลองเรียนกลุ่มดูซะเลย แม่ให้พ่อเป็นคนพูด ปรากฎพ่อพูดทีเดียว (เอารางวัลมาล่อ) มิสายอมเรียนแบบง่ายดาย ไม่เสียน้ำตาซักแอะ ... แม่รู้เลย โดนลูกหลอกมาตลอด Y_Y

มิสามาเริ่มเรียน Academy โดยเริ่มที่เลเวล 3 เลย เพราะแม่บอกครูว่าเคยเรียนเดี่ยวมาแล้ว ซึ่งคราวนี้ แม่ให้เรียน Academy อย่างเดียวเลย ไม่ได้ให้เรียนเดี่ยวควบคู่ เพราะไม่มีเวลาด้วย และตอนนั้นก็อยากดูความเอาจริงเอาจังของลูกด้วย เพราะเหมือน 2 ปีที่เรียนเดี่ยวมา มิสาเรียนไปอย่างช้าๆ 555 เหมือนเรียนด้วยความชิลล์ ไม่ได้อยากแข่ง ไม่ได้อยากสอบ ไม่ได้มีเป้าหมายอะไร แต่เรียนเพลินๆ เรื่อยๆ (ซึ่งเอาจริงๆ พอเรียนมาซักพัก แม่ก็รู้แล้วแหละ) .... พ่อเองก็ถามอยู่เรื่อยๆว่าจะให้ลูกเรียนไปถึงเมื่อไหร่ เพราะดูแล้วมิสาก็ไม่ได้จะลงแข่งอะไรกับเค้า พ่อเค้าอยากให้ไปลองอะไรอย่างอื่นบ้าง (กลับไปอ่านตอนแรกได้ว่าทำไมท่านพ่อไม่สนับสนุน 555) แม่ก็เลยมาตั้งเป้ากับมิสาว่าเราจะเรียนกันไปถึงไหน แล้วสองแม่ลูกก็ได้เป้าระยะกลางมา นั่นคือ มิสาจะเรียนให้ถึง level 10 หลังจากนั้นจะดูอีกทีว่าจะยังไงต่อ จะแข่งมั้ย จะสอบมั้ย หรือจะเลิกเรียน

พอเรียนไปได้ประมาณ level 6 ตอนนี้ท่าต่างๆก็เริ่มยาก และมิสาทำไม่ได้แล้ว (ซึ่งจริงๆเท่ากับว่า level ที่ผ่านมา นางเคยเรียนเดี่ยวมาแล้ว เลยพอทำได้อยู่แล้ว ไม่ต้องอาศัยใครช่วย) จะซ้อมเองก็ยาก มิสาก็บอกแม่ว่า หนูอยากเรียนเดี่ยวด้วย อยากให้ครูมาช่วยสอนจับท่า ... แม่ก็เป็นประเภทแบบ อยากให้ลูกเรียนอยู่แล้วไง ก็เลยหาครูให้ แล้วก็เรียน private เพิ่มอีก 1 ชม. หลังเรียนกลุ่มเสร็จ ... แล้วก็เรียนควบคู่กันมาจนถึง level 10


 
++ แปะรูปบรรยากาศการเรียนซะหน่อย ++

ในระหว่างเรียน Academy อยู่ (ช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา) แม่ถามตัวเองอยู่ตลอดว่า ทำไมแม่ถึงให้มิสาเรียนไอซ์เกตต่อ ทั้งๆที่อย่างที่บอก คือ มิสามาเรียนชิลล์ๆ ไม่ได้มี passion ในการเล่นไอซ์ขนาดนั้น มิสาไม่แข่ง ไม่สอบ คือ มันไม่มีเป้าหมายอ่ะ (แม้จะมีเป้าที่ level 10 แต่นั่นคือ เป้าของมิสา แต่ไม่ใช่เป้าหมายของแม่ เพราะแม่ไม่รู้ว่าไอ้ level 10 มันจะนำไปทำอะไรได้ เป้าหมายของแม่ คือ ดูว่าลูกได้อะไรจากการเรียนนี้) ซึ่งการพามิสาไปเรียนแต่ละครั้ง ต้องขับรถจากพระราม 2 ไปพระราม 9 คือ ก็ไม่ได้ใกล้บ้านเลย (เป็นการเรียนพิเศษที่ไกลที่สุดในบรรดาที่เรียนทั้งหมด) ไปถึงเพื่อไปเรียนแค่ 45 นาที แล้วก็กลับ ... มิสาไม่แม้แต่จะวิ่งเล่นต่อ หรือ ซ้อมด้วยซ้ำ แต่มันมี moment นึงที่แบบ แม่ต้องบันทึกเลย คือ ตอนนั้นมิสาอยู่ level 5 แล้วมันมีท่าหมุนตัวหรืออะไรนี่ล่ะที่แบบมิสาทำไม่ได้ แล้วมิสาจะกลัวการสอบเลื่อน level มาก นางกลัวไม่ผ่าน ทีนี้ก็เลยอยู่ซ้อมเองต่อ (คือ ต้องแบบที่สุดจริงๆถึงยอมซ้อมเอง ^_^') ทำเท่าไหร่ก็ไม่ได้ เพราะมันทรงตัวไม่อยู่ จนมีรุ่นพี่ที่รร.คนนึงเค้าเรียนอยู่ที่พระราม 9 เหมือนกัน เค้าเข้ามาแนะนำว่า ก็ไปซ้อมกับกำแพงสิ จับกำแพงเอา มิสาก็เลยเดินไปซ้อมหมุน โดยจับกับกำแพงเพื่อไม่ให้ล้ม แล้วค่อยๆปล่อยมือ แม่จำได้ว่าแม่ยืนรอมิสาซ้อมนานมาก เป็นครึ่งชม. ท่าเดียวนี่แหละ จนกระทั่งทำได้ (แม่มองไกลๆเห็น) มิสาวิ่งกลับมาหาแม่ด้วยความดีใจ แล้วบอกว่า คุณแม่ ตอนที่หนูทำได้นะ หนูดีใจจนน้ำตาไหลเลยอ่ะ ... ประโยคนี้เอง ที่ทำให้แม่รู้ว่า แม่จะให้หนูเรียนไปเพื่ออะไร ... มันไม่ใช่การแข่ง มันไม่ใช่การสอบวัด level  แต่มันคือ การที่ให้หนูเรียนรู้ที่จะพยายามทำอะไรซักอย่าง แล้วทำสำเร็จ การทำอะไรซักอย่าง เพื่อเอาชนะขีดจำกัดของตัวเอง แม่รู้ว่า การเล่นกีฬา(ซักชนิด)จะทำให้หนูได้ฝึกตัวเอง และหนูก็เลือกแล้วว่าจะเป็น ice skate นี่แหละ ... ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลหลักที่แม่ยังมีกำลังใจส่งหนูเรียนต่อไป

แม่ไปเจอบทความนึงมา ซึ่งตรงกับใจแม่มาก ขอยกเอามาลงที่นี่เลย

 

#ฉันให้ลูกเรียนกีฬาไปทำไม?

.

ได้อ่านบทความของคุณแม่ต่างชาติท่านหนึ่ง 

ซึ่งเขียนถึงเหตุผลที่เธอทุ่มเทเงินทองและเวลามากมาย

เพื่อส่งลูกเรียนกีฬา 

รู้สึกประทับใจกับแนวคิดของคุณแม่ท่านนี้จังเลย 

จึงอยากนำมาแชร์กันนะคะ

.

เพื่อนคนหนึ่งของฉันถามว่า 

"ทำไมเธอจึงยอมจ่ายเงินตั้งมากมายเพื่อให้ลูกเล่นกีฬา" 

อืม มันก็จริง ฉันยอมรับ 

แต่ฉันไม่ได้จ่ายเงินเพื่อให้ลูกเล่นกีฬาหรอกนะ 

จริงๆ ฉันไม่ได้ให้ความสนใจในกีฬาที่เด็กๆ เล่นเท่าไหร่นักหรอก

อ้าว แล้วถ้าฉันไม่ได้จ่ายเพื่อกีฬา แล้วฉันจ่ายเงินเพื่ออะไรกันล่ะ

.

ฉันจ่ายเพื่อช่วงเวลาที่ลูกจะได้รู้สึกถึงความเหน็ดเหนื่อยจนอยากจะเลิกทำ แต่เขาก็ไม่ล้มเลิก

.

ฉันจ่ายเพื่อวันเวลาที่ลูกๆ ของฉันกลับมาจากโรงเรียนด้วยความเหน็ดเหนื่อยเกินกว่าจะไปซ้อมกีฬา แต่พวกเขาก็ยังไปอยู่ดี

.

ฉันจ่ายเพื่อที่ลูกของฉันจะได้มีวินัย focus และทุ่มเท

.

ฉันจ่ายเพื่อให้ลูกของฉันเรียนรู้ที่จะดูแลร่างกายของเขา, 

อุปกรณ์กีฬาและสิ่งของต่างๆ ของเขาเอง

.

ฉันจ่ายเพื่อให้ลูกของฉันเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นและเป็นสมาชิกที่ดีของทีม เรียนรู้ที่จะแพ้และถ่อมตัวเมื่อชนะ

.

ฉันจ่ายเพื่อให้ลูกของฉันได้เรียนรู้ที่จะรับมือกับความผิดหวัง 

เมื่อเขาไม่ได้ตำแหน่งที่เขาต้องการ 

แต่เขาก็ยังคงกลับไปฝึกซ้อมวันแล้ววันเล่าอย่างดีที่สุด

.

ฉันจ่ายเพื่อให้ลูกของฉันได้เรียนรู้ที่จะพิชิตเป้าหมาย

.

ฉันจ่ายเพื่อให้ลูกของฉันได้เรียนรู้ไม่เพียงที่จะเคารพตัวเอง 

แต่เคารพคู่แข่ง, โค้ชและเจ้าหน้าที่

.

ฉันจ่ายเพื่อให้ลูกของฉันได้เรียนรู้ว่า 

ความสำเร็จหรือการเป็นแชมเปี้ยนนั้น 

มันต้องแลกมาด้วยการทุ่มเททำงานหนัก 

ฝึกฝนวันละหลายๆ ชั่วโมง ปีแล้วปีเล่า 

พวกเขาจะเรียนรู้ว่ามันไม่มีความสำเร็จชั่วข้ามคืน

.

ฉันจ่ายเพื่อให้ลูกของฉันได้ภูมิใจในความสำเร็จเล็กๆ 

และฝึกฝนเพื่อเป้าหมายใหญ่ของเขา

.

ฉันจ่ายเพื่อให้ลูกของฉันได้มีโอกาสสร้างมิตรภาพที่ยั่งยืน, 

ความทรงจำที่มีค่า, และภูมิใจในความสำเร็จของพวกเขา 

แบบที่ฉันก็รู้สึกเช่นกัน

.

ฉันจ่ายเพื่อให้ลูกของฉันได้ไปอยู่ในสนามแทนที่จะอยู่หน้าจอ

.

ฉันสามารถเขียนได้อีกยืดยาว แต่ขอสรุปสั้นๆ นะว่า 

ฉันไม่ได้จ่ายเพื่อกีฬาหรอก 

แต่ฉันจ่ายเพื่อ "โอกาส" ที่กีฬาสามารถให้กับลูกๆของฉันได้

กีฬาช่วยพัฒนาคุณลักษณะที่ดีรอบด้าน

ในการดำรงชีวิตอยู่เพื่อตัวเองและผู้อื่น 

จากที่ฉันสังเกต ฉันคิดว่ามันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ ทีเดียว

Cr. บทความ Trevlyn Mayo Palframan


และในที่สุด มิสาก็เรียนจบ level 10 เรียบร้อยเมื่อปลายเดือน ก.ค. 62 ที่ผ่านมานี้เอง
 

 

ตอนต่อไป จะเล่าเรื่อง จุดเริ่มต้นของการแข่ง Ice skate ล่ะนะ ^^


 



Create Date : 06 สิงหาคม 2562
Last Update : 22 สิงหาคม 2562 22:52:32 น.
Counter : 377 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  

BlogGang Popular Award#16



Beauty & Bambi
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 36 คน [?]



นิยามตัวเองได้ว่า เป็นคนชอบ เที่ยว กิน ช๊อป ค่ะ...แต่ตอนนี้มีเจ้าตัวน้อยแล้วค่ะ อาจจะไม่ค่อยได้อัพเรื่องเที่ยวบ่อยๆ เพราะลูกยังเล็กอยู่...ส่วนใหญ่ตอนนี้ก็จะอัพเรื่องลูกซะเป็นส่วนใหญ่ค่ะ ^_^

*** เราไม่ค่อยได้เข้ามาเช็คที่ blog เท่าไร่ ถ้าเพื่อนๆอ่านแล้วมีคำถาม รบกวนถามมาทางหลังไมค์ หรือ อีเมลล์เลยนะคะ (ดูอีเมลล์จาก profile ได้ค่ะ) เรายินดีตอบทันทีค่ะ แต่ถ้ามาทิ้งคำถามไว้ที่ blog มันอาจจะนานกว่าเราจะมาอ่านเจออ่ะค่ะ ***
New Comments
  •  Bloggang.com