กุมภาพันธ์ 2552

1
4
6
8
9
10
11
12
13
14
15
16
18
19
20
21
22
23
24
25
27
28
 
All Blog
สอนลูกเองก็ได้...ง่ายจัง13 : Floortime เวลาทอง ของครอบครัว





ฉิก : หวัดดีครับ กลับมาต่อกันเรื่องแนะนำหนังสือกันต่อดีกว่า
วันก่อนมีลงรูปหนังสือ floortime เอาไว้
คุณป้อมช่วยบอกนิดนึงซิครับ ว่าเล่มนี้เป็นยังไง

ป้อม : สุโค่ยยยยยยย....จบข่าว

ฉิก : อะไรนะครับ ดูข้อย?

ป้อม : ม่ายช่ายๆ สุโค่ย....ภาษาญี่ปุ่น แปลว่า ยอดเยี่ยมน่ะครับ

ฉิก : งั้นเหรอ ช่วยขยายความเยอะๆหน่อยจะได้มั้ยครับ

ป้อม : อ้าว! ก็เห็นบอกว่า ให้พูดนิดเดียว ปั้ดโธ่!

OK คืองี้ครับ ช่วงหลังๆมานี่ผมเห็นพวกพ่อๆแม่ๆเรานี่ ไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่กับลูกกันซักเท่าไหร่เลย

คิดดูนะครับ วันๆเราต้องไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัวกันงกๆๆๆๆๆ ทั้งพ่อทั้งแม่เลย เพราะ หาคนเดียวไม่ค่อยจะพอแล้ว ทีนี้ลูกเราจะอยู่กับใครล่ะ ก็อยู่กับย่าๆยายๆมั่ง อยู่กับพี่เลี้ยงมั่ง อยู่ศูนย์รับเลี้ยงเด็กบ้าง เช้าๆเราออกไปทำงานตั้งแต่ลูกยังไม่ตื่น กลับมาจากทำงานลูกก็หลับไปซะแล้ว

พอโตขึ้นหน่อยเราก็เอาเข้ารร. ตั้งแต่ชั้นบริบาล อนุบาล จนเข้าชั้นประถม
วันหยุดเสาร์อาทิตย์แทนที่จะได้อยู่กับลูกๆ ก็ต้องให้ลูกไปเรียนขี่ม้า ยิงธนู เอ้ย!!! ไม่ใช่ ต้องไปเรียนกวดวิชา เรียนดนตรี กีฬา ศิลปะ กันสารพัดสารเพ ไม่งั้นเดี๋ยวน้อยหน้าเพื่อนๆซะอีก เวลาว่างที่พอจะมีบ้าง ลูกเราก็ดันอยากพักผ่อนดูทีวี เล่นเกมคอมพิวเตอร์ เล่นเน็ตซะอีก ไม่รู้ว่าวันๆเราได้มีเวลาได้อยู่กับลูกกันบ้างหรือเปล่า

คือ แบบว่าผมเสียดายนะครับ เวลาช่วงนี้ที่เราจะได้อยู่กับลูกตั้งแต่ยังเล็กๆ ก็ไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันจริงๆจังๆซักเท่าไหร่

ผมเข้าใจนะครับ ว่าพวกเราเองก็ต้องทำงานสร้างความมั่นคงทางการเงินในช่วงที่ลูกยังเล็กนี่แหล่ะ แต่กว่าเราจะเริ่มสบาย มีเงินมีทองใช้ ลูกเรามันก็โตเป็นวัยรุ่นซะแล้ว และ คราวนี้พอเราเริ่มมีเวลาให้ลูกมากขึ้น ลูกๆมันดันไม่มีเวลาให้เราซะอีก บอกอยากมีเวลาส่วนตัวมั่งล่ะ อยากเที่ยวเล่นกับเพื่อนมั่งล่ะ เฮ้อ! เศร้า...





ฉิก : ผมเห็นคนอื่นเขาก็แบบนี้ทั้งนั้นนิครับ ถ้าไม่ให้ลูกเรียนกวดวิชา มันก็สอบเข้ารร.ดังๆไม่ได้ เดี๋ยวนี้สอบเข้าป.1 นี่ยากจะตายชัก ตอนอนุบาลก็เลยต้องเรียนกันเยอะหน่อย อีกอย่างที่เราทำงานหนักเนี่ยก็เพื่อลูกเองนะครับ

ป้อม : ผมว่าเราต้องกลับมามองกันใหม่แล้วล่ะครับ ว่าเราอยากให้ลูกเราเป็นยังไง และ จะไปทางไหนกันดี

อย่าลืมนะครับว่าคนที่อยากให้เข้ารร.ดังๆน่ะ คือ พวกพ่อแม่เรา ไม่ใช่ตัวลูกเราเองซักหน่อย ถ้าชีวิตในวัยเด็กเขาต้องหายไป เพราะ ต้องมานั่งคร่ำเคร่งกับการเรียน การสอบเข้า การกวดวิชาแต่เพียงด้านเดียว มันก็น่าเสียดายนะครับ

และ ที่เราบอกว่าเราทำงานหนักก็เพื่อลูกเนี่ย จริงๆตัวลูกเราเองก็ไม่ได้ต้องการเงินทองมากมายอะไรเลย เค้าขอแค่เวลาที่ได้อยู่กับพ่อแม่อย่างมีความสุขก็เพียงพอแล้ว

ฉิก : แล้วพอจะมีแนวทางอะไรพอจะช่วยได้มั่งไหมครับ

ป้อม : เรื่องเวลาที่จะมีให้ลูกน่ะ ผมว่ามันต้องพยายามหาๆกันล่ะครับ
ไม่ว่าจะทำงานให้น้อยลง ปรับเปลี่ยนตารางเวลางาน ไปรับไปส่งลูกที่รร.เอง ลดการดูทีวี เรียนกวดวิชาให้น้อยลงหน่อย สอนลูกเองบ้างก็ได้ ลองดูหลายๆแบบ แล้วคุณก็จะพบว่าจริงๆแล้ว มันก็พอมีเวลาที่เราจะอยู่กับลูกตั้งเยอะแยะนะครับ

ฉิก : ทีนี้บางคนบอกว่า เวลาอยู่กับลูกก็ไม่รู้จะทำอะไรดี เลยมักลงเอยด้วยการให้ลูกๆนั่งดูทีวี พ่อแม่นั่งอ่านนสพ.อะไรแบบเนี้ยก็มีนะครับ

ป้อม : นี่ไงครับ พวกเราถึงต้องเรียนรู้ที่จะ"อยู่กับลูก"อย่างสร้างสรรค์ และ มีความสุข ในการใช้ชีวิตร่วมกันแบบพ่อแม่ลูก




ฉิก : หูย.....พูดน่ะมันง่าย ทำจริงๆมันยากนะครับ

ป้อม : ผมถึงแนะนำให้อ่านหนังสือ Floortime ไงครับ

ฉิก : อะไรนะครับ ฟลอร์เอ็กเซอร์ไซส์ เนี่ยนะ มันยิมนาสติกไม่ใช่เหรอ

ป้อม : ตูล่ะเบื่อ ตูล่ะเซ็ง

ไม่ใช่ว้อย Floortime มันมาจากคำว่า FLOORที่แปลว่า พื้น + TIME ที่แปลว่า เวลา น่ะครับ

ฉิก : อ๋อ! แปลว่า พ่อแม่ควรมีเวลาสนับสนุนให้ลูกนั่งเล่นกับพื้นใช่มั้ยครับ

ป้อม : ม่ายช่ายๆ มันเป็นการเปรียบเทียบน่ะครับ ว่าเป็นเวลาที่ให้พ่อแม่ต้องลดระดับลงมาจาก"เบื้องบน" มาอยู่ในระดับเดียวกับลูก คือที่ "พื้น" หมายถึง ให้ลูกเป็นผู้นำในการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกัน การเล่นกัน ที่ลูกเราชอบหรือสนใจ โดยพ่อแม่เป็นฝ่ายคอยสนับสนุน และ กระตุ้นลูกเป็นระยะๆ โดยใช้เวลาว่างที่มีซักวันละครึ่งชั่วโมงก็ได้แล้ว

ฉิก : พูดง่ายๆว่า ให้ลงมาเล่นกับลูก โดยให้ลูกเป็นฝ่ายเริ่มเองว่างั้นเหอะ

ป้อม : นั่นล่ะครับ เพียงแต่เราต้องไม่คล้อยตามลูกจนเกินไป ในทางตรงกันข้าม ก็ไม่ควรไปคอยบงการลูกให้ทำโน่นทำนี่ตามที่เราต้องการด้วย

ที่ถูกคือ เราต้องพยายามกระตุ้นให้ลูกลองทำเอง และ พยายามแก้ปัญหาเองก่อน พยายามอ่านความคิด ความรู้สึก อารมณ์ และ ตอบสนองต่อความต้องการของเขาอย่างเหมาะสมด้วย







ฉิก : แล้วมันมีที่มาที่ไปยังไงล่ะครับ ไอ้Floortimeเนี่ย

ป้อม : จริงๆแล้วFloortimeมาจากเทคนิค Developmental Individual -Difference Relationship-base Approach (DIR) โดย Dr. Stanley Greenspan และ คณะ เพื่อใช้ส่งเสริมพัฒนาการเด็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เช่น เด็กออทิสติก เด็กสมาธิสั้น เด็กสติปัญญาล่าช้า

แต่ก็มีคนนำมาปรับใช้ในเด็กปกติ และ พบว่าได้ผลดีมาก พบว่าช่วยให้มีการสื่อสารในครอบครัวได้ดีขึ้น กระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้น เด็กมีสติ สมาธิ มีความมั่นคงทางอารมณ์ มีความเป็นตัวของตัวเอง มีความเป็นเหตุเป็นผล มีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ

พูดง่ายๆว่า การส่งเสริมพัฒนาการด้วยวิธี Floortimeนี่ คลอบคลุมพัฒนาการอย่างรอบด้าน รวมถึง EQ ของเด็กอีกด้วย


ฉิก : โห...มันดีขนาดนั้นเลยเหรอครับ กะอีแค่การเล่นกับลูกแค่เนี้ยนะ

ป้อม : พูดงี้จะบอกว่าไม่เชื่อใช่มั้ยล่ะ งั้นจะอธิบายให้ฟัง

ต้องบอกว่า เด็กทุกคนจำเป็นต้องมีสัมพันธภาพที่แน่นแฟ้นกับพ่อแม่ เพื่อเป็นรากฐานชีวิตที่มั่นคง ก่อนที่ลูกจะสร้างความรัก และ ความผูกพันกับผู้อื่น และหากเขาทำได้ เขาก็จะมีความมั่นใจในการก้าวออกไปเผชิญโลกภายนอกต่อไป ดังนั้น Floortime จึงช่วยได้มากตรงจุดนี้

ลักษณะเฉพาะของ Floortime คือ เน้นการส่งเสริมพัฒนาการจากระดับล่างขึ้นมา เน้นที่กระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ และ ขับเคลื่อนจากความต้องการของเด็กเอง

ผมอยากบอกว่า บางทีพ่อแม่เราก็ตั้งใจที่จะ"ปั้นเด็ก"มากจนเกินไป โดยไปพยายามเน้นที่ "ผลลัพธ์"เป็นหลัก ใช้วิธีที่ให้ผลเร็วทันใจที่สุด โดยการ"บอกให้จำ ท่องจำตามที่ครูสอน" และ เชื่อฟังคำสั่งแบบไม่มีเงื่อนไข

แต่ผลที่ได้น่ะไม่ยั่งยืนหรอกครับ เพราะ คนเราจะให้มาตามบอกตามสอนกันตลอดมันก็ไม่ไหว เด็กพวกนี้มักจะแก้ปัญหาในชีวิตจริงไม่ค่อยได้ ไม่ยืดหยุ่น และ ไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์ เพราะ ไม่ได้มีโอกาสฝึกการคิดแก้ปัญหาด้วยตัวเองผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ




ฉิก : อืมมมมม....น่าสนใจ พอจะสรุปวิธีทำกิจกรรม Floortime ให้ฟังคร่าวๆบ้างได้ไหมครับ

ป้อม : ในรายละเอียดคงต้องไปหาอ่านในหนังสือกันเอาเองนะครับ ในนั้นมีตัวอย่างกิจกรรม และ วิธีแก้ปัญหามากมาย แต่พอจะสรุปย่อๆดังนี้ครับ

- ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ โดยให้โอกาสลูกได้เลือกทำสิ่งที่ลูกสนใจ หลีกเลี่ยงการชี้นำ และ การรีบด่วนสรุปให้ลูก แต่ให้ใช้การซักถาม ในลักษณะที่พ่อแม่เองก็อยากจะรู้จริงๆ

- ฝึกทักษะที่สำคัญที่สุด คือ "ทักษะการคิด" เพื่อให้รู้เท่าทันความคิด และ จิตใจของตัวเอง

- ให้ความรัก และ ความอบอุ่นลูกด้วยท่าที"ผ่อนคลาย"

- ปรับน้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง ให้เหมาะกับการรับรู้ของลูก

- ตอบสนองต่อการแสดงออกทางอารมณ์ของลูกอย่างเหมาะสม

-"เล่น"กันให้สนุก

- ส่งเสริมพัฒนาการของลูกตามระดับขั้น โดยการกระตุ้นให้ลูกเริ่มการสื่อสาร ฝึกแก้ปัญหาด้วยตัวของลูกเอง ส่งเสริมการเล่นบทบาทสมมติ เชื่อมโยงเหตุและผล

- อย่าเร่งเร้าลูกมากเกินไป อย่าบังคับควบคุมลูกเกินพอดี และ อย่าทอดทิ้งลูกทั้งทางร่างกายและจิตใจ

- ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกโดยดูจาก"มุมมอง"ของเด็ก เห็นใจเขา และ พูดภาษาเดียวกับเขา

ฉิก : อย่าลืมไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านกันนะครับ ไว้เจอกันใหม่นะครับ หวัดดีคร้าบบบบบบบบบบบ





Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2552 10:15:06 น.
Counter : 2486 Pageviews.

7 comments
  
น่าอ่านจริงค่ะ
ขอสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ต

วันก่อน คุยกับสามี
สามีบอกว่า เหมือน morning talk เลย
แต่บ้านเราคงต้องเปลี่ยนเป็นตอนเย็น

(ตอนเช้าคุยกันในรถ)
.
.

เมื่อวานลองดู

ลูกชายเอาแต่วิ่งคึ่กๆ กับคลานเล่นกับน้องชายค่า
โดย: ภุชงค์.ชมภูมิ IP: 203.99.253.12 วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:14:53:55 น.
  
ขอบคุณที่สนใจนะคะ

หากต้องการศึกษาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

แนะนำ

Playground politics และ Great kids
ของคุณหมอกรีนสแปนค่ะ
โดย: พุทธิคา IP: 58.9.141.181 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:19:28:00 น.
  
หูยยยยยย....ดีใจจัง คุณพุทธิตาคนเขียนหนังสือเข้ามาตอบเองเลย

ขอบคุณนะครับที่เขียนหนังสือดีๆมาให้อ่าน
และ ขอบคุณมากครับสำหรับหนังสือที่แนะนำมา
จะลองไปหามาอ่านดูทั้ง 2 เล่มเลยครับ
โดย: ฉิกซิงแซ IP: 125.24.82.207 วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:7:49:50 น.
  
หนังสือ น่าสนใจอีกแล้วค่ะ

โดย: ปลายดินสอ วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:12:33:05 น.
  
อยากเข้าใจ ลองอ่านเล่ม 4 "ฟลอร์ไทม์กํบเด็กออทิสติก" สิครับ ชื่ออาจน่ากลัวเพราะสำหรับเด็กออทิสติก แต่เล่มนี้รวมข้อเขียนของพ่อแม่ที่ใช้วิธีนี้กับลูก จึงอ่านง่าย อ่านสนุก ทำให้เห็นภาพได้ว่า ฟลอร์ไทม์คืออะไรครับ
และพูดก็พูดเถอะ ขนาดเด็กออทิสติกยังดีขึ้นได้ นับประสาอะไรกับลูกขอลเราที่"พร้อม"อยู่แล้ว จะไม่ยิ่งดีขึ้นได้ไง เมื่อพ่อแม่ที่มีลูกออทิสติกนำเทคนิกนี้มาใช้กับพี่น้องที่เป็นเด็กปกติด้วยก็พบว่าลูก"ปกติ"คนอื่นๆ ก็ยิ่งมีพัฒนาการทางด้านความคิดขแก้ปัญหา อารมณ์-สังคม ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างน่าพอใจครับ
โดย: ครูพบ IP: 58.9.209.64 วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:13:48:55 น.
  
ขอโทษครับ พิมพ์ผิดบางที่ ขอแก้ใหม่นะครับ

อยากเข้าใจ ลองอ่านเล่ม 4 "ฟลอร์ไทม์กํบเด็กออทิสติก" สิครับ ชื่ออาจน่ากลัว "เด็กออทิสติก" แต่เล่มนี้รวมข้อเขียนของพ่อแม่ที่ใช้วิธีนี้กับลูก จึงอ่านง่าย อ่านสนุก ทำให้เห็นภาพได้ว่า ฟลอร์ไทม์คืออะไรครับ
และพูดก็พูดเถอะ ขนาดเด็กออทิสติกยังดีขึ้นได้ นับประสาอะไรกับลูกของเราที่"พร้อม"อยู่แล้ว จะไม่ยิ่งดีขึ้นได้ไง
เมื่อพ่อแม่ที่มีลูกออทิสติกนำเทคนิกนี้มาใช้กับพี่น้องที่เป็นเด็กปกติด้วยก็พบว่าลูก"ปกติ"คนอื่นๆ ก็ยิ่งมีพัฒนาการทางด้านความคิด-แก้ปัญหา อารมณ์-สังคม ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างน่าพอใจครับ
โดย: ครูพบ IP: 58.9.209.64 วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:13:52:29 น.
  

ขอบคุณ ที่แนะนำค่า
ต้องไปสอยมาซะแล้ว

โดย: mnpinpin IP: 58.8.237.43 วันที่: 22 เมษายน 2552 เวลา:22:46:29 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ฉิกซิงแซ
Location :
นครศรีธรรมราช  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]



เกิดและโตที่กรุงเทพ
เป็นศิษย์เก่าร.ร.ใกล้บ้าน คือ วัดสุทธิ
จับพลัดจับผลู สอบติดหมอจุฬา แบบงงๆ
แล้วมาต่อเฉพาะทางด้านเด็กที่ มอ. หาดใหญ่

บังเอิญมาเจอ"จอม" ที่ต่อมากลายมาเป็นคู่ชีวิต
เลยได้มาอยู่อยู่ภาคใต้ยาวเลย
ไม่ได้กลับมาอยู่กทม.อย่างที่ตั้งใจไว้
เพราะ"คุณนาย"ไม่ชอบรถติดอย่างแรง

เป็นอาจารย์ด้านโรคหัวใจเด็กที่ มอ.ได้ไม่เท่าไหร่
ก็มาได้ข่าวดีว่าจะได้เป็นพ่อคนแล้ว

ต้องมาตัดสินใจกันอีกว่าจะไปเรียนต่อที่ ILLINOIS, USA
ดีหรือเปล่า เพราะ "ผบทบ." กลัวหนาวมาก เลยลาออกมาซะเลยดีกว่า

ตอนนี้ สบายๆกับงานที่คลินิก 2 แห่ง
ว่างๆก็เล่นกับลูกสาว(น้องพลอย)และ ลูกชาย(น้องเพชร)จอมซนน้อยๆ และ หาเรื่องไปเที่ยวกับครอบครัวบ้างตามสะดวก

New Comments