เมษายน 2554

 
 
 
 
 
2
3
4
5
6
7
9
10
13
14
15
17
18
19
20
21
23
24
25
27
28
30
 
All Blog
ชีวิตที่เลือกเกิดไม่ได้ แต่ถูกเลือก

ควายตัวใหญ่ผิวหนังสีดำเป็นมันวาวเมื่อต้องกระทบแสงอาทิตย์ยามเช้าถูกดึงเข้าซองขนาดพอดีตัวด้วยน้ำตาอาบแก้ม แววตาทั้งสองบ่งบอกให้เห็นถึงความตระหนกและวิตกกังวลเหมือนจะร้องขอความช่วยเหลืออย่างเห็นได้ชัด ผิวหนังของมันสั่นเทิ้มไปทั้งตัว หางม้วนผ่านช่องหว่างขาหลังทั้งสองข้างแนบแน่นรัดติดหน้าท้องของตนเอง อุจจาระปัสสาวะลาดเต็มพื้นระหว่างทางเดินเข้าซอง

ชายสองคนช่วยกันดึงเชือกไนล่อนเส้นเขื่องที่ผูกติดสนปลายจมูกของควายตัวใหญ่รอดหว่างขาหน้าอย่างแรงจนเลือดสด ๆ สีแดงไหลซึมออกจากปลายจมูกทั้งสองข้าง ควายตัวใหญ่แสดงอาการเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจนต้องก้มหน้ารอดหว่างขาหน้าของตนเองตามแรงดึง มองเห็นแนวกระดูกสันหลังร้อยเรียงเป็นข้อตรงบริเวณคออย่างชัดเจน ในขณะที่มีผู้ชายไม่ใส่เสื้อจนเห็นผิวหนังที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อมองดูเป็นมันวาวไม่แตกต่างไปจากควายตัวใหญ่อีกคนหนึ่งเดินถือปืนพกสั้นขนาด 11 ม.ม. จ่อกดลงบริเวณแนวกระดูกสันหลังตรงคอควายตัวใหญ่พร้อมเหนี่ยวไก

ปัง....... เสียงดังจนแสบแก้วหู ควายตัวใหญ่รู้สึกชาไปทั้งตัวพร้อม ๆ กับความมืดมิดคืบคลานเข้ามาจนไม่รู้สึกตัว ร่างกายล้มลงเกรงและชักกระตุก ในขณะที่ชายอีกคนรีบดึงถังอลูมิเนียมขนาดใหญ่ให้มาอยู่ใต้บริเวณคอควายตัวใหญ่ พร้อมดึงมีดยาวคมกริบเป็นประกายแวววับปาดลงบริเวณคอด้วยความรวดเร็ว เลือดสีแดงเข้มไหลทะลักพุ่งกระฉูดเหมือนน้ำพุลงถังอลูมิเนียม พร้อมๆ กับหัวควายตัวใหญ่ถูกเชือดหลุดออกจากลำตัว ทั้งที่ดวงตาทั้งสองยังคงลุกโพลนไปด้วยความตระหนก เหมือนกับเป็นการร้องขอชีวิตในโอกาสสุดท้าย

คนงาน 3-4 คนช่วยกันจับควายตัวใหญ่ที่ปราศจากหัวหงายท้องขึ้น ใช้มีดยาวกรีดหนังลงบริเวณหน้าท้องตั้งแต่โคนหางยาวตลอดถึงลำคอ ในขณะที่ชายอีก 2 คน ช่วยกันตัดข้อเท้าทั้งสี่ออก พร้อมกรีดหนังด้านในของขาทั้งสี่ข้างยาวตลอดจนบรรจบกับรอยกรีดบริเวณหน้าท้อง หนังถูกแล่และถลกออกจากตัวอย่างรวดเร็วจนสามารถมองเห็นเนื้อสีขาวอมชมพูที่ยังคงสั่นระริก

แคว๊ก..แคว๊ก....เสียงปลายมีดถูกกดด้วยความแรงและเร็วลงบริเวณเนื้อตลอดหน้าท้องเป็นแผลยาว เครื่องในไหลทะลักออกมากองบริเวณพื้นและถูกตัดแยกออกไปทันที
ตะขอเหล็กยาวงุ้มเป็นมันวาวถูกเกี่ยวตรงบริเวณคอของซากควายตัวใหญ่พร้อมถูกชักลอกขึ้นไป ในขณะที่มีใบเลื่อยขนาดใหญ่เลื่อยแบ่งตัวควายออกเป็น 4 ส่วน แล้วถูกแยกวิ่งไปตามสายพานเพื่อชำแหละและนำส่งรถบรรทุกหน้าโรงฆ่า แล้วนำส่งต่อไปยังตลาดสดใช้บริโภคต่อไป
ควายตัวใหญ่สีดำบริเวณด้านหน้าซองเตรียมถูกฆ่ามีมากกว่า 20 ตัว กำลังยืนร้องไห้น้ำตาไหล.........

เนื้อเป็นอาหารที่ให้คุณค่าทางโปรตีน และส่วนที่เล็กที่สุดของโปรตีนก็คือกรดอมิโน โดยปกติแล้วกรดอมิโนจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ กรดอมิโนจำเป็น มีอยู่จำนวน 9 ตัว ร่างกายของเราไม่สามารถสร้างเองได้ จำเป็นต้องรับประทานจากภายนอกเข้าไป และกรดอมิโนอีกชนิดหนึ่ง คือ กรดอมิโนไม่จำเป็น ซึ่งเป็นกรดอมิโนที่ร่างกายของเราสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ภายใต้เงื่อนไขว่า จำเป็นต้องได้รับกรดอมิโนจำเป็นให้ครบเสียก่อน ดังนั้นหากร่างกายของคนเราได้รับกรดอมิโนจำเป็นไม่ครบหรือไม่ได้รับ ร่างกายก็จะไม่สามารถสร้างกรดอมิโนไม่จำเป็นได้ ส่งผลให้กระบวนการซ่อมแซมส่วนที่สึกหล่อหรือการเจริญเติมโตของร่างกายบกพร่องหรือผิดปกติ

นอกจากนี้ส่วนประกอบสำคัญของเนี้อยังมีเลือด น้ำเหลือง ไขมัน แร่ธาตุ และอื่น ๆ อีกมากมาย ปกติคนที่มีอายุมากเอ็นไซม์ที่ใช้ย่อยเนื้อในกระเพาะอาหารก็จะลดลงตามไปด้วย ในขณะที่ไขมันจากสัตว์ก็จะสะสมในร่างกายของเรา ส่งผลต่อการเป็นโรคเกี่ยวกับระบบเลือดและหัวใจในผู้สูงอายุ จากรายงานทางวิชาการเกี่ยวกับสุขภาพพบว่า การรับประทานเนื้อสัตว์อาจส่งผลให้เกิดเนื้อร้ายในที่ต่างๆ ของร่างกาย ซ้ำร้ายอาจส่งผลต่อการเกิดกลิ่นตัวที่รุนแรงของคนบางคนได้อีกด้วยเช่นกัน
ถ้าเราไม่รับประทานเนื้อสัตว์ใหญ่แล้ว เราจะได้โปรตีนหรือกรดอมีโนเหล่านี้มาจากไหน....

โปรตีนหรือกรดอมิโนเหล่านี้เราสามารถได้รับจากเนื้อสัตว์ประเภทอื่น เช่น ปลา หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ประเภทนม หรือจากพืชตระกูลถั่วก็ได้
วันมะรืนเป็นวันพระ งดฆ่าสัตว์ วันนี้จึงมีควายตัวใหญ่ยืนหน้าซองฆ่า ร้องไห้น้ำตาไหล....มากว่าปกติ




Create Date : 16 เมษายน 2554
Last Update : 16 เมษายน 2554 5:27:38 น.
Counter : 513 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

คนทำงานด้านเด็ก
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
เกิด 17 ก.พ.2502 จังหวัดชัยนาท เป็นบุตร นายสุเทพ-นางชิ้น ไทยเขียว
จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 โรเรียนวัดโพธิ์ทอง ต.บางขุด อ.สรรคบุรี แล้วมาเรียนมัธยมที่โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ อ.สรรคบุรี จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
"ตอนเรียนมัธยม เป็นช่วงปี 2515-2517 ผมต้องขี่จักรยานไปกลับวันละ 18 ก.ม. ลำบากมากโดยเฉพาะในหน้าฝน ผมเป็นคนที่ไม่ตั้งใจเรียน แต่ไม่เกเร พอผมเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยากทำนาเหมือนคุณพ่อคุณแม่ แต่ธรรมชาติช่วย จังหวะที่ผมเรียนจบ เกิดน้ำท่วมใหญ่ รวมถึงที่นา ผมต้องลงไปช่วยคุณพ่อ คุณแม่ยกฟ้อนข้าวขึ้นที่สูง เหนื่อยมาก รู้สึกลำบาก ไม่อยากทำนาอีกแล้ว เริ่มอยากเรียนหนังสือต่อ"
ผมจึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พักอยู่กับญาติที่กองรักษาการณ์ทำเนียบรัฐบาล ตัวเลือดตามล่องกระดานกัดติดหลังเป็นแถวเลยอยู่ไม่ได้ น้าชายไปฝากอยู่กับแฟนของเพื่อนตำรวจเป็นหมอนวดแถวถนนเพชรบุรีอยู่อีก 1 สัปดาห์ ต่อมาจึงได้หาที่พักถาวรได้ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ขณะนั้นมีน้าชายชื่อ นายวิชิต เรียนทัพ อดีตนายก อบต.บางขุด พักอาศัยอยู่ก่อน
"ผมสอบเข้าศึกษาต่ออะไรก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นจ่าอากาศ ช่างฝีมือทหาร เตรียมทหาร หรือแม้แต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคค่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการไม่ตั้งใจเรียน มาเรียนต่อได้เพราะวิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ กิ่งเพชร ราชเทวี เปิดรับนักศึกษาภาคค่ำ ในขณะที่สถาบันการศึกษาอื่นๆ ได้เปิดเรียนไปแล้วเกือบหนึ่งเทอมแล้ว จึงมีที่เรียน"
"ช่วงที่อยู่วัดเห็นพระเณรนั่งดูหนังสือ ไม่นอน ผมจึงไม่นอน ผลการเรียนจึงเริ่มดีขึ้น โดยกลางวันทำงาน กลางคืนเรียน ไม่อยากใช้เงินคุณพ่อคุณแม่ เพราะรู้ว่าท่านลำบาก กระทั่งเรียนจบอนุปริญญา หรือปกศ.สูง เอกสังคมศึกษา ในระดับปริญญาไม่มีที่เรียนกลางคืน ต้องเรียนกลางวัน จึงไม่ได้ทำงานจนจบการศึกษาบัณฑิตหรือ กศ.บ. เอกสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพลศึกษา"
"ช่วงนั้น ผมขอหลวงพ่อคุมศาลาเผาศพ และรับอาราธนาศีล บริการน้ำ-อาหาร รับจ้างจุดธูปเพื่อหาเงินเรียนจนจบปริญญาตรี สอบเข้าศึกษาต่อปริญญาโทได้ขณะที่เรียนเทอมสุดท้ายของปริญญาตรี จบปริญญาโท สังคมศาสตรมหาบัณฑิต (สค.ม.) อาชญาวิทยาและกระบวนการยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล รุ่นที่ 4 ทำงานภาคเอกชนอยู่ 4 ปี จึงเข้ารับราชการเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2529 โดยเป็นพนักงานคุมประพฤติ 3 จังหวัดชลบุรี"
ต.ค. 2541 เติบโตมาเป็นเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 7 จ่าศาลจังหวัดปากพนัง รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานโครงการพัฒนาระบบงานศาล, 16 ก.พ. 2542 เป็นจ่าศาลจังหวัดอำนาจเจริญ, 18 มี.ค. 2542 ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน กระทรวงยุติธรรม คณะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการพิจารณาจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรม, 4 มิย. 2544 ได้รับเลือกตั้งเป็น อกพ. สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 8 มิย.2544 รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการศูนย์บริการข้อมูลตุลาการ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 15 ต.ค. 2544 ช่วยทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน โครงการส่งเสริมประสิทธิภาพสถานพินิจ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 7 พ.ย. 2544 คณะกรรมการบริหารแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 9 พ.ศ.2545-2549, 12 มีค.2545 กรรมการและเลขานุการการเตรียมความพร้อมในการจัดทำโครงสร้างกระทรวงยุติธรรมตามมติคณะรัฐมนตรี, 3 ต.ค.2545 รักษาราชการแทนรองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับ 9 ในตำแหน่ง รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เมื่อ 25 เมย.2546
ย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมคุมประพฤติ 1 ปี 8 เดือน ก่อนจะได้รับคำสั่งให้กลับมาทำงานในตำแหน่งรองอธิบดีพินิจและคุ้ม ครองเด็กและเยาวชนอีกครั้งและได้ขึ้นเป็นอธิบดีในที่สุด
ผลงานดีเด่นที่เป็นที่ยอมรับ คือ จัดทำมาตรฐานกลางการปฏิบัติงานธุรการศาล และนำวิธีการบริหารงานคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (Total Quality Management/ TQM) จนศาลจังหวัดนครราชสีมาได้รับ การประกาศรับรองด้านบริการ ISO 9000
การปฏิรูปกระทรวงยุติธรรม ในฐานะเป็นคณะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการพิจารณาจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรม ตามมติคณะรัฐมนตรี จนสามารถรวบรวมหน่วยงานต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมเข้ามาอยู่ร่วมกันในปัจจุบัน
ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณด้านการบำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2550 และได้รับเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น พ.ศ.2544 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือแห่งชาติ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 9 สค.2550
"ทุกอย่างที่ทําให้เรามาถึงวันนี้ ได้กรรมเป็นตัวกํากับทั้งหมด และอะไรที่เราเคยเสีย ใจแบบสุดๆ หรือว่าเศร้าใจอย่างสุดๆ ความรู้สึกนั้นมันไม่เคยเสถียรเลย มันลดลงมาหมด
วันนี้ดีใจที่ได้เป็นอธิบดี อาจจะดีใจจน ตัวลอย แต่ว่าไม่เท่าไหร่ก็ลดลง เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจเท่าทันโลก เข้าใจเรื่องกฎของไตรลักษณ์ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป มียศเสื่อมยศ มีลาภเสื่อมลาภ เพราะฉะนั้นอย่าไปยึดติด ที่สําคัญที่สุด คือเรามีหน้าที่ หน้าที่นั้นต้องทําให้ดีที่สุดในการที่จะมองไปที่ประชาชนและเด็กๆ
ผมเชื่อว่าผมอาจจะมีกรรมดีที่ได้มีหน้าที่การงานที่ดี แต่ส่วนหนึ่งผมว่า ผมก็อาจจะเคยทํากรรมอะไรไว้บางอย่างกับเด็กๆ ผมถึงต้องชดใช้อะไรมากมายถึงขนาดนี้ รู้สึกว่าต้องเป็นทุกข์เป็นร้อน เห็นอะไรไม่สบายใจต้องเข้าไปจัดการ ฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็อยากเห็นสังคมมีคุณธรรม มีจริยธรรม เพราะทุกวันนี้เรื่องเหล่านี้มันตกต่ำไปมาก"
สมรสกับเบญจพร ไทยเขียว ซึ่งรับราชการครู มีบุตรชาย 2 คน นายชัชชล ไทยเขียว อายุ 25 ปี จบศึกษาด้านภาษาและวัฒนธรรม และศึกษาดนตรีและทำเครื่องดนิตรีกู่ฉินไปด้วยที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบอาชีพส่วนตัวสอนคนตรีกู่ฉิน และจำหน่ายเครื่องคนตรีจีนคุณภาพจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน อาจารย์พิเศษ
และนายยิ่งคุณ ไทยเขียว อายุ 23 ปี จบศึกษาคณะวิศวศาสตร์คอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น ปัจจุบันกำลังศึกษา MBA มหาวิทยาลัยหอการค้า