Group Blog
 
 
ธันวาคม 2551
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
4 ธันวาคม 2551
 
All Blogs
 

รวมสูตรการทำแยมผลไม้ +สูตรเพื่อคนรักสุขภาพ

แยมมะละกอกลิ่นมะนาวน้ำตาลต่ำ เพื่อคนรักสุขภาพ



ใครๆก็รักสุขภาพ ฉะนั้นนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เปิดครัวสาธิตการทำ “แยมมะละกอกลิ่นมะนาวน้ำตาลต่ำ”
อันเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อผู้ป่วยที่ต้องควบคุมน้ำตาลและผู้รักสุขภาพ
เผยสูตรอาหารทำเงินแบบง่าย ๆ ในยุคของแพง
โดย นางสาวช่อ ลัดดา เที่ยงพุก นักวิจัยจากฝ่ายกระบวนการและแปรรูป
สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ม.เกษตรศาสตร์ เป็นผู้สาธิตการทำ

อันว่า แยมมะละกอนี้เป็นหนึ่งในอีกหลายเมนูอาหารของสถาบันค้นคว้าและ
พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ที่สามารถให้แม่บ้านนำกลับไปปรุงให้สมาชิกที่บ้านได้ชิม
กันอย่างง่าย ๆ และยังเป็นอาหารเสริมสุขภาพไปพร้อม ๆ กันด้วย

ช่อลัดดา กล่าวว่า แยมคือผลิตภัณฑ์ถนอมอาหารที่ทำจากเนื้อผลไม้ผสมกับน้ำตาล
หรือจะผสมกับน้ำผลไม้หรือน้ำผลไม้เข้มข้นด้วยก็ได้
และทำให้มีความเข้มข้นเหนียวพอเหมาะ ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหารของ
กระทรวงสาธารณสุข แยมโดยทั่วไปมีน้ำตาลสูงประมาณ 59-61%
แต่แยมมะละกอกลิ่นมะนาวน้ำตาลต่ำ จะมีระดับน้ำตาล 35% เท่านั้น
ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องงดอาหารรสหวานและต้องควบคุมน้ำตาล ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก
ผู้ป่วยโรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และผู้ที่รักสุขภาพทั้งหลาย
และที่เลือกมะละกอมาแปรรูปเป็นแยมก็เนื่องจากมะละกอเป็นผลไม้ที่ปลูกง่าย
ให้ผลทุกฤดูกาล ราคาไม่แพง มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ช่วยระบายท้อง
และยังมีสารเพคตินที่ช่วยให้เกิดเจลปริมาณสูงจึงเหมาะที่จะนำมาทำแยม


สูตรการทำแยมมะละกอกลิ่นมะนาวน้ำตาลต่ำ


ประกอบด้วย
เนื้อมะละกอสุก 310 กรัม
น้ำมะนาว 90 กรัม
น้ำตาลทรายขาว 330 กรัม
เกลือ 0.20 กรัม
ผงบุก 5 กรัม
แบะแซ 100 กรัม
ผงเพคติน (Low methoxyl pectin) 5 กรัม

วิธีทำ
เริ่มด้วยการนำชิ้นมะละกอสุกมาหั่นหรือปั่นหยาบนำเพคตินมาผสมกับ
น้ำตาลทราย 6 เท่าของน้ำหนักแล้วคนให้เข้ากัน เติมน้ำ 2 เท่าของน้ำหนักเพคติน
รวมกับน้ำตาลทรายและคนให้เข้ากัน นำเนื้อมะละกอที่หั่นแล้วมาใส่หม้อสเตนเลส
แล้วเอาไปตั้งไฟ คนให้เดือดอ่อน ๆ 5 นาที ใส่น้ำตาลทรายทีละน้อย
เพิ่มไฟให้แรงขึ้น คนตลอดเวลา ใส่เกลือ เคี่ยวจนน้ำตาลละลายดี
จึงเติมสารละลายเพคตินและน้ำมะนาวที่ใส่รวมกับแบะแซ ล้างภาชนะด้วยน้ำร้อน
เคี่ยวต่อจนส่วนผสมเดือด ยกลงมาชั่งน้ำหนักแยมต้องได้ 1,000 กรัม
ถ้าน้ำหนักเกินก็ให้เคี่ยวต่อไป

แต่ถ้าน้ำหนักน้อยกว่าก็ให้เติมน้ำต้มสุก เมื่อได้น้ำหนัก 1,000 กรัมแล้ว
ให้ยกลงจากเตาช้อนฟองออกบรรจุใส่ขวดแก้วที่ผ่านการนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว 5 นาที
รอให้อุณหภูมิแยมลดลง 85-93 องศาเซลเซียสแล้วจึงปิดฝาให้สนิท
ก่อนที่จะวางทิ้งไว้ให้แยมเป็นเจล ก็จะได้แยมมะละกอที่มีน้ำตาลต่ำประมาณ 35%
และควรเก็บแยมไว้ในตู้เย็นหรือใส่สารกันเสียคือโซเดียมเบนโซเอท 0.04%
และโปรตัสเซียมซอร์เบท 0.04% ของน้ำหนักแยมโดยละลายน้ำเล็กน้อย
และใส่ในช่วงใกล้จุดยุติ จะสามารถเก็บแยมไว้ได้ที่อุณหภูมิห้องไม่ต่ำกว่า 6 เดือน

สำหรับรสชาติผลไม้นั้น เราสามารถนำไปปรับเปลี่ยนรสชาติของผลไม้ได้ตามความชอบ
หรือทำแล้วจะนำไปจำหน่ายก็จะดีไม่น้อย เพราะเป็นการช่วยกันนำสูตรอาหารจาก
งานวิจัยไปใช้เพิ่มมูลค่าให้ผลไม้ไทยและยังส่งเสริมสุขภาพ ผู้บริโภคได้อีกด้วย

ผู้สนใจที่จะปรึกษาเรื่องคุณภาพและมาตรฐานอาหารอื่น ๆ สามารถติดต่อได้ที่
สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ม.เกษตรศาสตร์
โทรศัพท์ 0-29428629 ต่อ 614.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2551


การทำแยม เยลลี่และมาร์มาเลต


แยม หมายถึง ผลิตภัณฑ์ทำจากผลไม้ผสมกับสารที่ให้ความหวาน
อาจผสมน้ำผลไม้หรือน้ำผลไม้เข้มข้นด้วยก็ได้แล้วทำให้มีความเหนียวพอเหมาะ

เยลลี่ หมายถึง ผลิตภัณฑ์ซึ่งทำจากผลไม้ที่ได้จากการคั้นหรือสกัดจากผลไม้สด
หรือน้ำผลไม้ที่ผ่านกรรมวิธีหรือทำให้เข้มข้น หรือแช่แข็งผสมกับสารที่ให้
ความหวาน และทำให้มีความข้นเหนียวพอเหมาะโดยไม่มีเนื้อผลไม้เจือปน

เยลลี่
มาร์มาเลต หมายถึง ผลิตภัณฑ์ซึ่งทำจากตระกูลส้ม อาจมีเนื้อผลไม้หรือไม่มีก็ได้
ผสมกับเปลือกหรือเนื้อผลไม้ชิ้นบาง ๆ และสารที่ให้ความหวาน
ทำให้มีความเข้มข้นเหนียวพอเหมาะ ในกรณีที่ทำจากผลไม้ชนิดอื่นให้ระบุชื่อของ
ผลไม้ชนิดนั้นไวัหลังคำว่ามาร์มาเลต จะเห็นได้ว่าหลักการในการทำแยม เยลลี่
และมาร์มาเลตก็ใช้หลักการเดียวกันแตกต่างกันไปบ้าง
เช่น แยม ใช้เนื้อผลไม้ด้วยเยลลี่กรองเอาเฉพาะส่วนที่ใส
และมาร์มาเลตทำจากส้มและผสมผิวส้ม ลงไปด้วย

ส่วนประกอบในการทำแยมและเยลลี่
1. ผลไม้และผักบางชนิด ก็สามารถนำมาทำแยมและเยลลี่ได้
แต่ก็ต้องเลือกดูให้เหมาะสมในการที่จะนำมาใช้ทำแยม ควรจะเลือกดูว่า
ผลไม้นั้นควรจะ สด ไม่เน่าเสีย ไม่เป็นโรคหรือมีรา
เพราะส่วนที่จะนำมาทำจะเป็นพวกเนื้อผลไม้ (pulp)
น้ำผลไม้ (juice) อาจเป็นผลไม้สดหรือผลไม้ที่แช่แข็ง แช่เย็น ตลอดจน
เนื้อผลไม้ที่บรรจุกระป๋องก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการและความเหมาะสม
นอกจากนี้ ผลไม้สดที่ใช้อาจเป็นผลไม้สุกหรือดิบ หรือผสมกันระหว่างสุกกับดิบก็ได้
เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่น รส สีตามต้องการ
ถ้าเป็นผลไม้สดควรล้างกำจัดผง ฝุ่นละออง ยาฆ่าแมลงตกค้างและสิ่งอื่นที่ติดปนมา
ให้หมดไปก่อน ที่จะนำมาทำผลิตภัณฑ์
โดยปกติ แยมประกอบด้วยส่วนของผลไม้ 45 ส่วนต่อน้ำตาล 55 ส่วน
ต้มหรือเคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนมีความเข้มข้นประมาณ 68.5-70 องศาบริกซ์
แยกมอาจทำจากผลไม้ชนิดเดียวหรือหลายชนิดผสมกันก็ได้

ส่วนเยลลี่ก็มีส่วนประกอบคล้ายคลึงกับแยม
แต่ใช้น้ำผลไม้หรือส่วนน้ำที่สกัดจากผลไม้ที่ใช้ทำต้องผ่านการกรอง
เพื่อให้ได้น้ำผลไม้ใสและต้องไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20 ของน้ำหนัก

2. น้ำตาล เป็นตัวให้ความหวานและเนื้อแก่ผลิตภัณฑ์
และช่วยให้เพคตินตกตะกอนเป็นเจลปริมาณน้ำตาลที่ใช้ขึ้นอยู่กับปริมาณเพคติน
และความเป็นกรดด่างของเนื้อหรือน้ำผลไม้ชนิดนั้น ๆ ถ้าปริมาณเพคตินมาก
ปริมาณน้ำตาลที่ใช้ต่อน้ำหนักของผลไม้ก็มากด้วย แต่ในทางทางกันข้าม
ถ้าผลไม้ มีความเป็นกรดสูง (เปรี้ยว) ปริมาณน้ำตาลที่ใช้ต่อน้ำหนักผลไม้
หรือน้ำผลไม้ต่ำ อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำตาลทั้งในแยมและเยลลี่ไม่ควรสูงกว่า
70 องศาบริกซ์ (วัดโดย รีแฟคโตมิเตอร์)

3. กรด นอกจากมีความสำคัญต่อรสของผลิตภัณฑ์แล้วยังช่วยให้เจลอยู่ตัวมากขึ้น
แต่ถ้ามีกรดมากเกินไปก็จะทำลายความอยู่ตัวของเจลได้
โดยปกติ ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ของแยม
และเยลลี่อยู่ระหว่าง pH 3.0-3.5 ส่วน pH ที่เหมาะสมที่สุดทั้ง
ของแยมและเยลลี่คือ pH 3.2 กรดที่ใช้ส่วนใหญ่มีอยู่แล้ว ตามธรรมชาติ
3.1 กรดซิตริก มีใน ส้ม มะนาว
3.2 กรดทาร์ทาริด มีใน องุ่น มะขาม
3.3 กรดมาลิก มีใน แอปเปิ้ล

4. เพคติน (pectin) เป็นสารละลายน้ำได้เป็นสารที่สกัดจากผลไม้
เช่น เปลือกส้ม ส้มโอ เป็นต้น เพคตินจะเกิดเป็นร่างแหในขณะที่ต้มน้ำตาลกับผลไม้
ทำให้เกิดเจลขึ้น ปริมาณเพคตินที่เติมลงไปขึ้นอยู่กับชนิดของผลไม้ คือ ถ้าปริมาณ
เพคตินในผลไม้มาก จำนวนเพคตินที่เติมลงไปก็น้อยหรืออาจไม่ต้องใช้เลยก็ได้
การตรวจสอบปริมาณเพคตินในน้ำผลไม้อย่างง่าย ๆ คือ
น้ำผลไม้ที่กรองจนใส 1 ส่วน ผสมกับแอลกอฮอล์
(ethyl alcohol 95%) 3 ส่วน ใส่ในถ้วยแก้วที่ ใสสะอาด
ผสมให้เข้ากันดี ถ้าเกิดตะกอนคล้ายวุ้นหนา แสดงว่าเพคตินมาก
ถ้าวุ้นบาง แสดงว่ามีเพคตินปานกลาง
ถ้าเป็นตะกอนเล็ก ๆ ลอยอยู่ทั่วไป แสดงว่ามีเพคตินน้อย

คุณลักษณะของแยมและเยลลี่ที่ดี คือ
แยมที่ดีต้องมีลักษณะข้นเหนียวหรือกึ่งแข็งกึ่งเหลว
พอเหมาะสำหรับ ใช้ทา มีสี กลิ่น รส ตามชนิดของผลไม้ที่ใช้ทำ

การตรวจดูว่าแยมได้ที่หรือยัง
แยมจะได้ที่อาจดูได้โดยใช้เทอร์โมมิเตอร์วัด ให้อุณหภูมิของผลิตภัณฑ์ถึง
103 ํ-105 ํ ซ. หรืออาจวัดโดยใช้รีแฟรคโตมิเตอร์วัดหาร้อยละของ
สารที่ละลาย ได้ให้ถึง 68.5 ก็ถือว่าใช้ได้

การบรรจุ
ก่อนการบรรจุ ควรลดอุณหภูมิของผลิตภัณฑ์เป็น 90 ํซ.
แล้วรีบบรรจุในขวดที่ล้างสะอาดและอบฆ่าเชื้อแล้ว
ถ้ามีฟองควรตักฟองที่อยู่ที่ผิวหน้าแยมทิ้ง
เพราะ ถ้ามีฟองจะทำให้ผลิตภัณฑ์ขุ่นดูไม่น่ารับประทาน

แยมสับปะรด สูตร 1



ส่วนผสม
เนื้อสับปะรด 400 กรัม (หั่นละเอียด)
น้ำสับปะรด 200 กรัม
น้ำตาลทราย 700 กรัม
ผงเพคติน 1 ช้อนโต๊ะ
กรดมะนาว 2 ช้อนชา
เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ
1. นำเนื้อและน้ำสับปะรดใส่กระทะทองเหลืองตั้งไฟ
2. แบ่งน้ำตาลทราย 50 กรัมผสมกับผงเพคติน
ค่อย ๆ โรยลงในสับปะรด คนจนน้ำตาลทรายละลาย
3. เติมน้ำตาลทรายที่เหลือจนหมด คนให้ละลายแล้วกวนต่อไป
4. เติมกรดมะนาว เกลือลงไป แล้วคนไปเรื่อย ๆ
จนวัดความหวานได้ 68 บริกซ์ หรือเมื่อยกพายไม้ขึ้นแยมจะค่อย ๆ ไหลลงมา
5. บรรจุลงขวดสะอาดที่ฆ่าเชื้อแล้ว
ขณะที่แยมยังร้อนปิดฝาตั้งทิ้งไว้ให้เย็น แยมจะแข็งตัว

หมายเหตุ
- ขวดที่จะใช้บรรจุต้องล้างให้สะอาด แล้วนึ่งฆ่าเชื้อประมาณ 15 นาที ผึ่งให้แห้ง
- แยมที่เปิดใช้แล้ว ควรเก็บไว้ในตู้เย็น

แยมสับปะรด สูตร 2

ส่วนผสม
สับปะรดสับละเอียด 2 ถ้วย
น้ำตาล 2 ถ้วย
น้ำ 1/2 ถ้วย
เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีทำของครูนิจ
1.สับปะรดปอกเปลือกแล้วสับหยาบๆ เอาแกนออกเสีย แล้วเทใส่ลงในหม้อเคลือบ
เติมน้ำตามส่วน แล้วต้มเคี่ยวไฟปานกลางให้น้ำงวดลงและ
สับปะรดเปื่อยยกลงจากเตาทิ้งไว้ให้เย็น
2.เทสับปะรดใส่ลงในกระชอนหยาบๆ ครูดให้เนื้อหลุดมาให้หมด
ตวงด้วยถ้วยตวงตามส่วนข้างบน มีสับปะรด น้ำตาล เกลือ
แล้วยกขึ้นมาตั้งไฟกลางเคี่ยวจนงวด
3.เทใส่ขวดแก้วซึ่งเตรียมไว้ เทแยมใส่ขณะกำลังร้อนให้เต็มขวด
ทิ้งไว้ให่เย็น แล้วปิดฝาเก็บไว้รับประทาน

ที่มา http://www.krunid.com/board/index.php?topic=25.0


แยมสับปะรด สูตร 3

แยมสูตรนี้จะมีลักษณะเป็นวุ้น
เพราะมีส่วนผสมของผงเพคติน ซึ่งหาซื้อได้จากร้านขายอุปกรณ์เบเกอรี่ทั่วไป
ผงเพคตินสกัดมาจากผลไม้ที่มีเพคตินมาก จึงใช้ได้อย่างปลอดภัย
และไม่ทำให้รสชาติแยมเสียไป
โดยในการใช้ ต้องพยายามให้เพคตินละลายให้หมดก่อนน้ำตาล
ช่วงที่ใส่เพคตินจึงควรใช้ไฟอ่อน เมื่อเพคตินละลายหมด จึงค่อยเร่งไฟขึ้น

ส่วนผสม
เนื้อสับปะรดสับละเอียด 300 กรัม
น้ำสับปะรด 700 กรัม
น้ำตาลทราย 800 กรัม
น้ำเปล่า 150 กรัม
กรดซิตริก 1 ช้อนโต๊ะ
ผงเพคติน 7 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
ผสมเนื้อสับปะรด น้ำสับปะรด น้ำเปล่า น้ำตาลทราย 400 กรัม
ยกตั้งบนไฟกลางจนเนื้อสับปะรดสุกใส
ผสมน้ำตาลทราย 400 กรัมกับเพคติน หรี่ไฟให้อ่อนลง เติมน้ำตาลลงในสับปะรด
ใส่กรดซิตริกคนให้ละลาย เร่งไฟขึ้นเล็กน้อย คนด้วยพายไม้อย่างสม่ำเสมอ
จนส่วนผสมเดือดประมาณ 1-2 นาที ตักดูส่วนผสมหนืดขึ้น ตักแล้วไม่หยดลงมา
ปิดไฟ คนไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมอุ่น และข้นขึ้น เทใส่ขวดที่ต้มฆ่าเชื้อแล้ว
และแห้งดี ปิดฝา รอเย็น เก็บเข้าตู้เย็น ใช้ทานกับขนมปัง

ที่มา มะลิลา.คอม

แยมผิวมะนาว (มาร์มาเลต)

ส่วนผสม
น้ำมะนาวสด 150 กรัม
น้ำตาลทราย 600 กรัม
เยื่อจากเปลือกมะนาว 50 กรัม
เปลือกมะนาวหั่นชิ้นเล็กต้มกับน้ำตาล 50 กรัม
น้ำเปล่า 150 กรัม

วิธีทำ
1. คั้นมะนาวเอาแต่น้ำ
2. นำเปลือกมะนาวไปกับน้ำผสมเกลือ 5% พอเดือดตักออกแช่น้ำเย็น
นำไปต้มกับน้ำเดือดอีก 1 ครั้ง ล้างน้ำเย็น
3. ดึงเอาเยื่อขาว ๆ ออกมาปั่นกับน้ำเล็กน้อยให้ละเอียด
4. เปลือกหั่นชิ้นเล็กยาว ต้มกับน้ำจนมะนาวนิ่ม ตักขึ้นพักไว้
5. เตรียมน้ำ 130 กรัม ต้มกับน้ำตาลทราย 70 กรัม พอน้ำตาลละลาย
ใส่เปลือกมะนาวที่ต้มแล้วตั้งไฟอ่อน จนน้ำเชื่อมซึมเข้าในเปลือกมะนาว
น้ำเชื่อมจะงวด และเข้มข้น ปิดไฟยกลงตักเอาแต่เปลือกมะนาวใส่ ตะแกรงพักไว้
6. นำเยื่อมะนาวที่ปั่นแล้วต้มกับน้ำเปล่า 150 กรัม ต้มให้เดือด 3-5 นาที
เติมน้ำตาลทราย คนให้ละลาย ต้มให้เดือด 2-3 นาที ต้องค่อย ๆ คนอย่าให้ไหม้
7. เติมมะนาวลงไป ต้มต่อไปจนวัดความหวานได้ 68-70%
8. คนให้ฟองออก เทใส่ขวดที่นึ่งแล้ว ปิดฝาให้แน่น คว่ำขวดลงประมาณ 3 นาที
แล้วหงายขึ้น อย่าปล่อยทิ้งไว้จนเย็น เพราะจะทำให้เป็นก้อนค้างบริเวณฝาขวด
9. ล้างขวดให้สะอาด เก็บไว้รับประทานได้นานวัน

จัดทำโดย มัณฑนา ร่วมรักษ์
สำนักบริการคอมพิวเตอร์ , 30 พฤศจิกายน 2543

แยมมะนาว

โดย คุณวราพรรณ ชัยชนะศิริ

แยมโฮมเมดสูตรนี้ อาจทำยากนิดหน่อย เพราะต้องจัดการกับผิวมะนาว
ให้คลายความขมลง แต่ให้ผลลัพท์เป็นความอร่อย สำหรับใครที่ชอบมะนาว
แยมสูตรนี้น่าสนใจทีเดียว หากอยากให้สีสวยอาจเติมสีผสมอาหารนิดหน่อย
เพราะอย่างว่าแหละ สีมะนาวออกจะจืดชืดไปสักนิด

ส่วนผสม
ผิวมะนาว 10 ผล
น้ำมะนาว 1/2 ถ้วย
น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
น้ำ สำหรับปั่นผิวมะนาว 1 ถ้วย
น้ำ สำหรับผสมผงเยลาติน 1/2 ถ้วย
ผงเยลาติน 1/4 ถ้วย
เกลือ 5 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
หั่นผิวมะนาวเป็นฝอยๆ ต้มในน้ำเดือด 1 ครั้ง
แช่ในน้ำทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วนำไปขยำเกลือ ล้างด้วยน้ำสะอาด
ต้มผิวมะนาวในน้ำเดือดอีกครั้ง ประมาณ 5 นาที
แช่น้ำทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง ให้ผิวมะนาวจืดลง
แยกผิวมะนาวออกมาส่วนหนึ่ง นำมาซอยเป็นชิ้นเล็กๆ
ส่วนที่เหลือปั่นพร้อมน้ำให้ละเอียด นำไปเคี่ยวกับน้ำตาลทราย
และผิวมะนาวที่แยกเก็บไว้ ให้เป็นยางมะตูม ใส่ผงเยลาติน
เคี่ยวต่อจนเดือด พักไว้ให้เย็น ก่อนบรรจุขวด


แยมสตรอเบอร์รี่

แยมเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากน้ำ และเนื้อผลไม้ปนกัน ผลไม้ที่จะนำมาทำแยมนั้น
จะต้องเลือกชนิดที่มีเพคตินสูง ผลไม้ที่นิยมนำมาใช้ทำแยมกันมากได้แก่
สับปะรด ส้ม สตรอเบอร์รี่ ในการทำแยมจะต้องเลือกผลไม้ที่ห่าม จนเกือบสุก
เพราะจะเป็นช่วงที่มีเพคตินอยู่มากที่สุด และมีกรดอยู่ในปริมาณที่เพียงพอ
แยมที่ดีควรมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบอยู่ 68% มีลักษณะที่อ่อนตัว
สามารถทาบนขนมปังได้ง่าย ภาชนะที่บรรจุแยมก็ต้องมีความสามารถ
ในการทนความร้อนได้ดี เพราะจะต้องทำการบรรจุในขณะที่แยมยังร้อนอยู่
ส่วนใหญ่นิยมใช้ขวดแก้วที่ผ่านการต้ม หรือนึ่งเพื่อฆ่าเชื้อมาแล้ว
เมื่อบรรจุเสร็จแล้วควรปิดฝาให้สนิทและเก็บไว้ในที่ ๆ เย็นและแห้ง

อุปกรณ์สำคัญที่ควรจะมีเมื่อทำแยมก็คือ
หม้อเคลือบใบโต ๆ แล้วก็ควรจะสูง ๆ ด้วย คือเมื่อนำผลไม้ใส่ลงไปแล้ว
หม้อจะต้องสูงกว่าผลไม้ประมาณ 4 เท่า เวลาทำแยมก็เริ่มจากนำเนื้อผลไม้
และน้ำผลไม้(ถ้ามี)ใส่ลงไปในหม้อ จากนั้นก็นำไปตั้งไฟอ่อน ๆพอเริ่มเดือด
ก็ให้เร่งไฟเป็นไฟกลางค่อนข้างแรง ช่วงนี้ห้ามละสายตาเด็ดขาดและต้องหมั่นคน
เพราะไม่งั้นแยมจะไหม้ติดหม้อ เคี่ยวให้เดือดไปเรื่อย ๆ ประมาณ 10 นาที
จนเหนียวดี สังเกตว่ามันได้ที่จากเวลาเรายกไม้พาย ที่ใช้กวนขึ้นมา
มันจะหยดเป็นสายช้า ๆ ลักษณะหนืด ๆ ก็ใช้ได้ หรือทดลองหยดลงไปในน้ำเย็น
ถ้ามันจมดิ่งลงไป แปลว่า แยมใช้ได้แล้ว หรืออาจวัดโดยเทอร์โมมิเตอร์สำหรับ
ใช้ทำทอฟฟี่ จะต้องได้อุณหภูมิประมาณ 218 - 220 F
หรือ 103 - 105 C จึงจะใช้ได้

แยมสตรอเบอร์รี่ (สูตร 1)

ส่วนผสม :
สตรอเบอร์รี่ 500 กรัม
น้ำตาลทราย 2 ถ้วย

วิธีทำ :
ล้างสตรอเบอร์รี่ให้สะอาด ผ่าครึ่งลูกใส่ลงในหม้อ เคล้ากับน้ำตาล
แล้วนำไปตั้งไฟอ่อน ๆ คอยคนตลอดเวลา
เมื่อโดนความร้อน น้ำสตรอเบอร์รี่จะออกมา
ตั้งไฟเคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนสตรอเบอร์รี่สุกนุ่มและข้นติดพาย
จึงตักใส่ขวดที่ล้างสะอาดแล้วปิดฝา

แยมสตรอเบอร์รี่ (สูตร 2)

วิธีทำ :
ละลาย เจลาตินผง 1/2 ออนซ์ (14.1 กรัม)กับน้ำ 1+1/2 ถ้วย
ลงในภาชนะเคลือบใบโต ๆ ตั้งทิ้งไว้ 4 นาที
ถ้าหาเจลาตินผงไม่ได้ก็ใช้แผ่นเจลาติน ยี่ห้อ เยลลิต้า [GELITA] แทนได้
เป็นซองสีฟ้า ๆ หาซื้อได้ในซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป โดยใช้ประมาณ 8 - 9 แผ่น
ตัดให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำมาแช่ในน้ำ ตั้งทิ้งไว้ 4 นาทีเหมือนกัน
จากนั้นก็นำส่วนผสมนี้ขึ้นตั้งไฟอ่อนประมาณ 5 นาที คนเรื่อย ๆ จนเจลาตินละลายดี
จึงเติมสตรอเบอรี่4 + 1/ 2 ถ้วย , น้ำตาลทราย3/ 4 ถ้วย และ
น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะลงไป ตั้งไฟจนส่วนผสมเดือด
แล้วเร่งไฟเป็นไฟกลางค่อนข้างแรง เคี่ยวให้เดือดต่อไปอีกประมาณ 10 นาที
ช่วงนี้ต้องหมั่นคน พอได้ที่ก็ยกลง ทิ้งให้เย็น
แล้วตักใส่ขวดที่นึ่งฆ่าเชื้อแล้ว เป็นอันเสร็จ

แยมสตรอเบอร์รี่ (สูตร 3 )

วิธีทำ :
นำสตรอเบอร์รี่ 4 +1/ 2 ถ้วย ใส่ลงในหม้อเคลือบก้นหนา
ใช้ทัพพีกดสตรอเบอร์รี่ให้แตก เติมน้ำตาล 5 - 7 ถ้วย
และน้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะลงไป นำขึ้นตั้งไฟกลางค่อนข้างแรงจนเดือด หมั่นคน
เมื่อส่วนผสมเดือดดีแล้ว เติมเพคตินชนิดน้ำ (Liquid Pectic)
ลงไป 9 ออนซ์ ( 1 ออนซ์ = 2 ช้อนโต๊ะ)
เพคตินนี้สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์เบเกอรี่ คนให้เข้ากัน
พอเดือดจัด ๆ อีกครั้งก็ยกลง บรรจุลงขวด

http://www.maama.com/column/guzzie/view.php?id=000347


แยมมะละกอ


สูตรที่ 1
เนื้อมะละกอสุก (บด) 400 กรัม (2 ถ.ต.)
น้ำ 200 กรัม (1 ถ.ต.)
น้ำตาลทรายขาว 800 กรัม หรือ 4 ถ.ต.
ผงเพคติน 8.4 กรัม (2 ช.ช.)
กรดมะนาว (กรดซิตริก) 8.4 กรัม (2 ช.ช.)หรือใช้น้ำมะนาว 100 ซีซี (1/2 ถ.ต.)
เกลือ 2.1 กรัม (1/2 ช.ช)

สูตรที่ 2
เนื้อมะละกอสุก (บด) 400 กรัม หรือ 2 ถ.ต.
เนื้อสับปะรด (หั่นชิ้นเล็ก) 200 กรัม (1 ถ.ต.)
น้ำตาลทรายขาว 800 กรัม หรือ 4 ถ.ต.
ผงเพคติน 8.4 กรัม หรือ 2 ช.ช.
เกลือ 2.1 กรัม หรือ 1/2 ช.ช.
กรดมะนาว (กรดซิตริก) 7.0 กรัม หรือ 1 1/2 ช.ช.

วิธีทำ
1. นำเนื้อผลไม้ใส่หม้อปลอดสนิมหรือกะทะทองเหลือตั้งไฟ
2. เติมน้ำตาลทรายขาวที่เหลือหลังจากแบ่งบางส่วน
ไปผสมกับผงเพคติน คนจนน้ำตาลทรายละลายหมด
3. ค่อย ๆ โรยผงเพคตินที่ผสมกับน้ำตาลทรายลงไป คนให้เข้ากัน
และกวนต่อไปเรื่อย ๆ จนข้น
4. เติมกรดมะนาว หรือน้ำมะนาวลงไป แล้วคนไปเรื่อย ๆ
จนวัดความหวานได้ 65 องศาบริกซ์ หรือเมื่อยกไม้พายขึ้นตามแนวนอน
แยมจะค่อย ๆ ไหลย้อยเป็นแผ่นคล้ายผ้าม่าน
5. บรรจุขณะร้อนลงไปในขวดที่สะอาดซึ่งผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว
ปิดฝาทิ้งไว้ให้เย็นแยมจะแข็งตัว

หมายเหตุ
1. แยมที่เปิดใช้แล้ว ควรเก็บในตู้เย็น จะช่วยให้เก็บได้นาน
2. ขวดที่ใช้บรรจุ ต้องนำมาล้างให้สะอาด ทั้งขวดและฝาแล้วนึ่งฆ่าเชื้อ
นานประมาณ 15 นาที ผึ่งให้แห้งโดยคว่ำขวด และฝาตะแกรงที่สะอาด
แล้วปิดฝาให้สนิท พร้อมที่จะนำไปใช้

โดย
สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

แยมมะตูม



เครื่องปรุง
เนื้อมะตูมขูด 6 ช้อนโต๊ะ
อินทผลัมสดลูกใหญ่ 3 ผล
เกลือนิดหน่อย
ขนมปังโฮลวีต

วิธีทำ
ขูดเนื้อมะตูมออกมาให้ได้ตามปริมาณข้างต้น แกะอินทผลัมออกจากเมล็ด
หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำไปผสมกับเนื้อมะตูม เติมเกลือลงไป
แล้วคนให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ปิ้งขนมปังแล้วใช้แยมมะตูมทา

หมายเหตุ
แยมมะตูมนี้จะรสชาติและกลิ่นพิเศษ เป็นแยมที่หากินยาก
สูตรที่ให้ไว้เป็นแยมที่ทำจากมะตูมสด ทำแล้วกินเลย
แต่หากอยากเก็บไว้ใช้นาน ๆ ให้เอาใส่ชามแล้วใช้แผ่นฟิล์มปิดหน้า
ทำสุกในไมโครเวฟ ใช้ไฟแรงนาน 2 นาที แล้วเก็บไว้ในตู้เย็นจะเก็บได้นานเป็นเดือน

ที่มา http://www.balavi.com/content_th/food/F01-06-51_4.asp

แยมมะม่วง

ส่วนผสม
เนื้อมะม่วงสุกบดละเอียด 1,000 กรัม
กรดมะนาว 10 กรัม
น้ำตาลทราย 1,000 กรัม
น้ำ 250 กรัม

วิธีทำ
1. เติมกรดมะนาว น้ำในเนื้อมะม่วง ต้มโดยใช้ไฟอ่อนจนเกือบเดือด
คนตลอดเวลาจนเนื้อมะม่วงข้น

2. เติมน้ำตาลทรายทีละน้อย คนส่วนผสมอยู่ตลอดเวลาจนน้ำตาลละลายหมด
เพิ่มไฟให้แรงขึ้นจนส่วนผสมเดือด
วัดปริมาณสารละลายทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 65 องศาบริกซ์
ดูการเกิดเจลโดยใช้พายตักขึ้นดูลักษณะการไหลเป็นแผ่น ช้อนฟองทิ้ง

3. บรรจุแยมลงในขวดที่ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์แล้ว

แยมพุทรา

ส่วนประกอบ
เนื้อพุทรา 500 กรัม หรือ 1/2 กก.
น้ำตาลทรายขาว 400 กรัม หรือ 4 ขีด
เพคตินผง 9.0 กรัม หรือประมาณ 4 1/2; ช้อนชา
กรดซิตริก (กรดมะนาว)8.0กรัม หรือประมาณ 2 3/4; ช้อนชา
น้ำสะอาด 800 มิลลิกรัม หรือประมาณ 3 ถ้วยตวง

วิธีทำ
- ใช้พุทราสุกแต่ไม่งอม ล้างให้สะอาด ปอกเปลือก สับให้ละเอียด
- ใส่กรดซิตริก ต้มจนเนื้อพุทราเปื่อยใช้ไฟอ่อน ๆ
- เติมน้ำตาลทรายผสมเพคติน เพิ่มไฟให้แรงขึ้นจากอุณหภูมิถึง 105 องศาเซลเซียส และความข้นไม่ต่ำกว่า 65 องศาบริกซ์
- บรรจุขวดที่สะอาดและปิดสนิท

แยมส้มโอ

ส่วนผสม
ส้มโอ (แกะเอาแต่เนื้อ) 1 ผล
น้ำตาลทราย 4 ถ้วย
มะนาว 1 ผล
น้ำ

วิธีทำ
1.ส้มโอแกะเอาแต่เนื้อ แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ
2.ใส่หม้อเคลือบต้มกับน้ำในอัตราส่วน 2/1 (น้ำ 2 ถ้วยต่อส้ม 1 ถ้วย) จนเปื่อยประมาณ 20 นาที
3.ตวงส้มใส่หม้อผสมกับน้ำตาลในอัตราส่วน 1/1 (ส้ม 1 ถ้วยต่อน้ำตาล 1 ถ้วย) กวนในไฟขนาดกลางใช้ช้อนไม้คนอยู่เสมอ ใส่มะนาว (ถ้าส้มหวาน) กวนจนกระทั่งข้นใส ประมาณ 30 นาที
4.เทแยกใส่ขวดซึ่งล้างสะอาดแล้ว เว้นที่ว่างปากขวดประมาร 1/8 นิ้ว ปิดฝาทันทีจะเก็บไว้ได้นาน (ควรเก็บไว้ในที่เย็น)

แยมลูกท้อ

ส่วนผสม
เนื้อลูกท้อ 3 ถ้วย
น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย
น้ำตาลทราย 3 ถ้วย
เกลือ 1 ช้อนชา

วิธีทำ
1. ลูกท้อล้างให้สะอาด ผ่าสองเอาเม็ดออก แล้วสับให้ละเอียด
2. ตวงน้ำตามส่วยใส่ลงในหม้อเคลือบ ใส่ลูกท้อที่สับแล้วลงไปคนให้เข้ากัน
เคี่ยวไฟปานกลางจนน้ำงวดและลูกท้อเปื่อย
3. ใส่น้ำตาลที่ตวงไว้ลงไปในหม้อลูกท้อ พร้อมกับเกลือ แล้วเคี่ยวต่อไปจนงวด

4. เทใส่ขวดแก้วซึ่งเตรียมไว้ขณะแยมยังร้อน ๆ ปิดฝาให้สนิท

ที่มา http://www.horapa.com/webboard/show.php?No=188

แยมกล้วย
โดย ศ. ชวนชม จันทระเปารยะ

แยมโฮมเมดสูตรนี้ หาทานที่ไหนไม่ได้หรอกค่ะ นอกจากทำเอง
หากไม่ชอบหวานอาจลดน้ำตาลได้บ้าง แต่ระยะเวลาที่เก็บอาจสั้นลง คือ
ถ้าเก็บในตู้เย็น จะอยู่ได้ประมาณ 1-2 สัปดาห์
หลักอย่างหนึ่งในการทำแยม คือ หากเนื้อผลไม้ที่ใช้ทำรสไม่จัดพอ
มักจะนิยมเติมน้ำมะนาว หรือน้ำส้ม เพื่อให้รสแหลมขึ้น
และเพิ่มความเป็นวุ้นให้กับแยมด้วยค่ะ

ส่วนผสม
กล้วยหอมห่าม 12 ผล
มะนาว 4 ผล
น้ำตาลทราย ประมาณ 1 กิโลกรัม
ส้มเกลี้ยง 6 ผล

วิธีทำ
ปอกเปลือกกล้วย หั่นเป็นชิ้นบางๆ แต่ให้คงเป็นแว่นรูปกล้วยไม่แตกจากกัน
ตวงน้ำตาลในอัตราส่วนกล้วย 1 ก.ก. ต่อน้ำตาลทราย 1 1/2 ก.ก.
ปอกเปลือกส้มเกลี้ยงเอาแต่เนื้อ หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
คั้นมะนาว แล้วผสมน้ำมะนาว กล้วย ส้มเกลี้ยง เข้าด้วยกัน นำไปต้ม
โดยใช้ไฟอ่อนๆ นานประมาณ 15 นาที ใส่น้ำตาลทราย
หมั่นคนจนน้ำตาลละลายดี และส่วนผสมเหนียวได้ที่ ปิดไฟ
บรรจุลงขวดที่ทำความสะอาดไว้แล้ว ปิดฝาผนึก

ที่มา มะลิลา.คอม


เยลลี่(jelly) มีลักษณัคล้ายแยมมาก
ผิดกันที่แยมมีเนื้อผลไม้อยู่ด้วย
แต่เยลลี่ไม่มี เป็นน้ำผลไม้ที่มีลักษณะเป็นวุ้นใสเป็นเงา ตักป้ายได้ดี

ผลไม้ที่ทำเยลลี่ จะต้องเป็นผลไม้ที่มีสารเพคติน (pectin)
คือมีลักษณะเป็นวุ้นมาก วุ้นหรือเพคตินี้มีอยู่ในเนื้อผลไม้เอง ผลไม้ที่มีสารเพคตินมาก
มักเป็นผลไม้ที่ไม่สุกจนเกินไป
ได้แก่ กระเจี้ยบ มะขาม ฝรั่ง มะกอกน้ำ มะดัน มะพูด ชมพู่ เป็นต้น

วิธีดูว่าผลไม้ชนิดใดมีสารเพคติน มากน้อยแค่ไหนทำดังนี้

1. สับหรือหั่นผลไม้เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่น้ำต้ม ให้น้ำในผลไม้ออกมากๆ
2. ตักน้ำผลไม้ที่ต้มออกมานิดหน่อย เอาแอลกอฮอล์ชนิด 70 %
หรือแอลกอฮอล์ชนิดที่ทำความสะอาดแผลเทลงในน้ำผลไม้
ถ้าน้ำผลไม้ชนิดนั้นมีสารเพคตินอยู่มาก ก็จับตัวกันเป็นก้อนวุ้นทันที
ถ้ามีน้อยจะไม่จับตัวกัน ได้แต่เป็นตะกอนขุ่นๆ

จำนวนเพคตินในน้ำผลไม้เป็นสิ่งที่ช่วยให้เราใส่ปริมาณน้ำตาลได้ถูกต้องด้วย
ถ้ามีเพคตินมากก็ใส่น้ำตาลให้มากหน่อย ถ้าน้อยก็ลดลง

การปรุง :เยลลี่กระเจี๊ยบ
ส่วนผสม
กระเจี๊ยบสดแกะใช้แต่กลีบแดง 3 ถ้วย
น้ำ 3 ถ้วย
น้ำตาล

วิธีทำ
1. หั่นกระเจี๊ยบเป็นชิ้นเล็กๆ (หรือใช้เครื่องบดพร้อมกับน้ำ)
ต้มในหม้อเคลือบประมาณ 1/2 ชั่วโมง หรือให้น้ำในกระเจี๊ยบออกมามากที่สุด
คอยช้อนฟองทิ้งเพื่อให้ได้เยลลี่ที่ใสดี ต้มไฟแรง
2. ใช้ผ้าขาวบางกรอง กากที่เหลือใสหม้อเดิม ใส่น้ำลงไปอีกประมาณ 2 ถ้วย
ต้มต่อ (กระเจี๊ยบมีเพคตินมาก ต้มน้ำครั้งที่สองได้อีก)
แล้วกรองน้ำรวมกับครั้งแรก กากกระเจี๊ยบจะนำไปทำแยมต่อก็ได้
แต่จะมีลักษณะเป็นวุ้นน้อยลง
3. ตวงน้ำกระเจี๊ยบที่กรอง น้ำกระเจี๊ยบ 1 ถ้วย ใช้น้ำตาล 1 ถ้วย 4.
ใส่หม้อเคลือบตั้งไฟแรง เคี่ยวจนน้ำกระเจี๊ยบข้น วิธีดูว่าใช้ได้หรือยัง
โดยหยดน้ำกระเจี๊ยบลงในน้ำ ถ้าน้ำกระเจี๊ยบรวมตัวกันเป็นก้อนแข็ง
ไม่กระจายก็ใช้ได้ ยกลง
5. เทบรรจุในขวดที่ต้มฆ่าเชื้อแล้วให้เต็มขวด
รินหรือตักส่วนที่เป็นฟองข้างหน้าออก ปิดฝาสนิท
6. ถ้าอยากเก็บไว้นานๆ ปิดหน้าด้วยพาราฟิน แล้วปิดฝาขวดอีกที

หมายเหตุ
เยลลี่ นำไปใช้ได้เช่นเดียวกับแยม คือ ทาขนมปัง จิ้มเนื้อ หมู ปลา ไก่ทอด
ใช้แต่งหน้าขนมต่างๆก็ได้

ที่มา http://dental.anamai.moph.go.th/oralhealth/kanom/sweets_detail.php?id_sweets=10038

แปลกใหม่กับเยลลี่เห็ด

ส่วนมาก เยลลี่ที่วางขายตามท้องตลาด มักเป็นเยลลี่ปรุงแต่ง กลิ่น รส
และมีส่วนผสมของน้ำผลไม้ต่าง ๆ ปัจจุบัน เยลลี่ได้รับการพัฒนาสินค้าให้มี
ความหลากหลาย แปลกลิ้น แปลกตาออกไป เช่น การทำเยลลี่จากเห็ด
โดยเฉพาะจาก "เห็ดหูหนู" ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายคือ
สามารถรักษาโรคกระเพาะและริดสีดวง

การทำเยลลี่จากเห็ด จึงเป็นการสร้างรายได้อีกช่องทางหนึ่ง เพราะเยลลีเห็ด
มีขั้นตอนการทำที่ไม่ยุ่งยาก วัตถุดิบหาง่าย และการลงทุนไม่สูง

ส่วนประกอบ
1. เห็ดหูหนู 250 กรัม
2. น้ำตาลทราย 250 กรัม
3. เกลือป่น 1 ช้อนชา
4. มะขามเปียก 1 ถ้วยตวง

วีธีทำ
1. นำเห็ดหูหนูมาต้มให้เดือด นานประมาณ 5 - 10 นาที ตักขึ้น
สะเด็ดน้ำให้แห้ง แล้วนำไปปั่น หรือบดอย่างละเอียด
2. นำเห็ดบดละเอียดใส่หม้อตั้งไฟ ใส่น้ำตาลทรายและเกลือตามกำหนด
แล้วจึงเคี่ยวให้ละลายจนเข้ากันดี
3. เติมน้ำมะขามเปียกที่คั้นแล้ว ผสมกับเห็ดหูหนูที่เคี่ยวกับเครื่องปรุง
เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติให้เข้มข้น เคี่ยวด้วยไฟปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 15 นาที
4. หลังจากเคี่ยวจนได้ที่ นำไปราดบนแผ่นพลาสติก ปาดให้ผิวเรียบ
นำไปตาก 2 - 3 แดด หรือเข้าเตาอบ เพื่อให้เห็ดหูหนูแห้งสนิท
5. เมื่อเห็ดหูหนูเป็นแผ่นแห้งดีแล้ว ก็ม้วนตัดเป็นชิ้นๆ คลุกด้วยน้ำตาล

ลักษณะที่ดีของเยลลี่เห็ด
เยลลี่เห็ดที่ดีต้องมีลักษณะกึ่งแข็ง กึ่งเหลวพอเหมาะ

เรียบเรียงจาก
อู่ทิพย์. "ทำเห็ดให้เป็นของกินอร่อย ส่งเสริมอาชีพเพิ่มรายได้".
นิตยสารเส้นทางเศรษฐี. ปีที่ 5 ฉบับที่ 49 (มีนาคม 2542) : หน้า 88 - 89.

เยลลีมะขามเปยก

สวนผสม
มะขามเปยกใหมๆ สับ 2 ถวย
น้ํา 4 ถวย
น้ําตาล 4 ถวย

วิธีทํา มีขั้นตอนดังนี้
1)แชน้ํามะขามเปยกกับน้ําขยําเขาดวยกัน กรองดวยกระชอน เอาเยื่อออก
เทใสหมอ ทิ้งไวใหนอนกน รินน้ําใสออกเพื่อใหไดเนื้อขนๆ
2) ตวงน้ํามะขามเปยกใสลงในหมอเคลือบ จะไดน้ํามะขามประมาณ 4 ถวย
ใสน้ําตาล ตั้งไฟออน เคี่ยวประมาณ 30 นาที จนขนพอปายติด
ตักใสขวดที่สะอาด แลวปดฝา
(เยลลีมะขามตองใชหมอเคลือบ ถาใชกระทะทองหรืออะลูมิเนียม มะขามจะเปนสีดํา)

หมายเหตุผงเพคติน หาซื้อได้ตามร้านที่จำหน่าย อุปกรณ์ทำขนม,ทำผลไม้ค่ะ




 

Create Date : 04 ธันวาคม 2551
18 comments
Last Update : 17 ธันวาคม 2551 21:52:47 น.
Counter : Pageviews.

 

ขายหนมปังปิ้งมือใหม่อยู่ค่ะ ขอบคุนมากๆ เลย อิอิ

เด๋วจาลองไปมั่วๆ ทำดูนะคะ โดยเฉพาะสตอรเบอรี่ทำง่ายดีค่ะ คุคุ

 

โดย: ณ ปลายฉัตร 4 ธันวาคม 2551 10:05:55 น.  

 

อยาก ชิม กล้วย กับ มะละกอ อะ

 

โดย: OFFBASS 4 ธันวาคม 2551 18:07:57 น.  

 

แอบมาอ่าน เก็บข้อมูลจ้า..ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ

 

โดย: เจแปนเบอร์รี่ 22 มกราคม 2552 10:52:09 น.  

 

ขอบคุณสำหลับข้อมูน

 

โดย: ยาจกน้อย IP: 203.172.199.254 17 กุมภาพันธ์ 2552 8:28:41 น.  

 

ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ


เดี๋ยวว่าจะลองทำแยมสตรอเบอร์รี่ดู ช่วงนี้ถูก ^___^

 

โดย: กลิ่นพยอม IP: 118.172.101.93 19 กุมภาพันธ์ 2552 21:20:24 น.  

 

อยากได้สูตรการทำแยมมังคุดจัง

 

โดย: หวาน IP: 118.174.184.132 25 มิถุนายน 2552 18:55:25 น.  

 

น่าจะมีภาพประกอบการทำด้วยนะ

 

โดย: กระแต IP: 119.31.126.141 18 ตุลาคม 2552 16:02:46 น.  

 

ขอบคุณที่ให้ความรู้ อ่านแล้วก็เข้าใจดีค่ะ

 

โดย: poom IP: 203.144.144.165 10 กุมภาพันธ์ 2553 14:01:22 น.  

 

แปลกดีขอบคุณ

 

โดย: Moon IP: 202.149.25.235 12 เมษายน 2553 10:28:56 น.  

 

ขอบคุณมากๆ ๆๆทีได้ความรู้จากตรงนี้ เพื่อนำไปถ่ายทอดให้กับคนอื่นที่เขาไม่มีโอกาสมาตรงนี้

 

โดย: นงกร่าง IP: 118.174.207.243 19 พฤศจิกายน 2553 22:14:10 น.  

 

วันนี้ลองทำแยมมะละกอ อร่อยดี ขอบคุณค่ะ

 

โดย: ชงโคใบบาง IP: 118.172.85.238 25 พฤศจิกายน 2553 22:13:46 น.  

 

ขอบคุณ ที่มี ไอเดีย มา เล่า สู่ กัน เด้อ ขอบ ใจหลาย

 

โดย: วิภา IP: 187.34.77.38 28 พฤศจิกายน 2553 23:44:12 น.  

 

ทุกสูตรถูกใจมากคะ

 

โดย: พรพรรณ IP: 58.9.19.186 12 เมษายน 2554 9:10:22 น.  

 

เป็นความรู้ที่เกิดประโยชน์ที่สุด

 

โดย: อังคณา IP: 125.25.115.133 18 ธันวาคม 2554 11:31:32 น.  

 

ขอบคุณมากๆครับผม

 

โดย: Vcoper IP: 125.25.125.124 12 มิถุนายน 2555 14:09:20 น.  

 

ขอบคุณมากค่ะ

 

โดย: คนรักการทำอาหาร IP: 49.230.240.63 20 สิงหาคม 2555 20:50:53 น.  

 

ขอขอบคุณ เจ้าของกระทู้มากคะ

 

โดย: jeap IP: 80.139.69.156 22 สิงหาคม 2555 15:45:13 น.  

 

มีใครเคยทำแยมลูกหม่อนบ้าง

 

โดย: พงษ์จันทร์ IP: 180.183.19.67 15 เมษายน 2556 17:42:56 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ทุกคนไม่ได้รู้ทุกสิ่ง
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




















Friends' blogs
[Add ทุกคนไม่ได้รู้ทุกสิ่ง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.