ผู้สูงวัยยังมีความสุขทางกามารมณ์กัน ได้ อายุ 80ปี ยังคงดีอยู่

















































ผลการสำรวจเมื่อเร็วๆนี้เปิดเผยให้รู้ว่า
พลเมืองผู้อาวุโสยุคปัจจุบัน ยังคงมีความสุขทางเพศกันอยู่ได้
แม้จะมีวัยล่วงเลยเข้าขั้น 80 ปีแล้ว...


วารสาร
วิชาการ "สุขวิทยาทางเพศ"
ของสหรัฐฯรายงานผลการสำรวจบรรดาผู้สูงวัยทั้งชายหญิง วัยระหว่าง 57-85 ปี
ประมาณ 3,000 คน ซึ่งทำขึ้นโดยมหาวิทยาลัยชิคาโก
โดยสอบถามถึงชีวิตกามารมณ์ที่ผ่านมาเมื่อปีกลาย ปรากฏผลว่า ยังมีหญิงชายสูงวัยบางราย
ยังคงมีความสุขทางกามารมณ์ในช่วงปีหลังๆ อยู่

ผล
การสำรวจเปิดเผยให้รู้ว่า
คนสูงอายุจำนวนครึ่งต่อครึ่งยอมรับว่ามีปัญหาในเรื่องนี้อยู่บ้าง
อย่างน้อยก็หนึ่งอย่าง แต่ก็มีผู้ชายมากถึงร้อยละ 68 และสตรีร้อยละ 42
เล่าว่า ก็ยังคงดำเนินไปด้วยดีอยู่ จนถึงเมื่อปีกลาย

ในส่วน
ปัญหาอุปสรรคขวางกั้นนั้น
ทางด้านฝ่ายหญิงจะมีปัญหาสุขภาพมากมายกว่าฝ่ายชายด้วยกัน.




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทย
รัฐ






Free TextEditor







































































































 

Create Date : 05 มิถุนายน 2553    
Last Update : 5 มิถุนายน 2553 21:31:14 น.
Counter : 44 Pageviews.  

จากการเยียวยาโรคสู่ ศัลยกรรมความงาม





จากการเยียวยาโรคสู่ “ศัลยกรรมความงาม”


ในระยะแรกของการนำ “โบท็อกซ์” มาใช้งานนั้น จุดประสงค์หลักๆ ก็คือ
เพื่อใช้สำหรับรักษาอาการกระตุกของกล้ามเนื้อตา อาการตาเหล่หรือตาเข
ตลอดไปจนถึงอาการปวดตึง ผิดธรรมดาของกล้ามเนื้อคอ
  โดยมีการอนุญาตให้ใช้ได้ในประเทศสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 2532




แต่เรื่องของการฉีดโบท็อกซ์มาฮือฮากันจริงๆ ก็ตอนที่องค์การอาหารและยา
สหรัฐฯ หรือที่นิยมเรียกกันย่อๆ ว่า เอฟดีเอ (FDA, Food and Drug
Administration) อนุมัติให้ใช้ “โบท็อกซ์”
เพื่อประโยชน์ในอุตสาหกรรมความงามในเดือนเมษายน 2545 เพราะฉะนั้น
ใครไปฉีดโบท็อกซ์กันมาก่อนหน้านั้น ก็ควรจะรับทราบกันไว้ด้วยว่า
เป็นการทำศัลยกรรมแบบผิดกฎหมายนะครับ เนื่องจากไม่มีหน่วยงานไหนในโลก
รับรองความปลอดภัยให้นะครับ ส่วนของประเทศไทยนั้น องค์การอาหารและยา (หรือ
อย.) อนุญาตให้ใช้ได้หรือไม่ ผมยังค้นข้อมูลแบบเป็นทางการไม่พบนะครับ
ถ้าใครพอทราบช่วยบอกให้ทราบด้วยนะครับ




ประเด็นที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งก็คือ
การฉีดโบท็อกซ์นั้นจะเห็นผลได้เร็วมากคือ อาจจะเพียงไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึง
2-3 วันภายหลังจากการฉีด แต่ผลจากการฉีดจะไม่คงอยู่อย่างถาวรนะครับคือ
มีรายงานว่าจะอยู่ได้ราว 3-6 เดือน (อาจนานได้ถึง 8 เดือน) หากต้อง
การลบรอยย่นอีก ก็ต้องฉีดซ้ำอีก
โดยจะต้องเป็นการฉีดโดยตรง
ที่กล้ามเนื้อบริเวณนั้นๆ เพื่อลดความเสี่ยง จากการแพร่กระจายของท็อกซิน
ที่อาจจะเกิดขึ้นได้เช่นกัน















ตัวอย่างโบท็อกซ์สำเร็จรูป

ที่พร้อมใช้สำหรับศัลยกรรมความงาม
ความนิยมของโบท็อกซ์เห็นได้ชัดเจนจาก
คำเปรียบเทียบในโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมความงามชิ้นนี้






ความคลั่งไคล้ ความงามแบบเปลือกๆ
นั้นมีอย่างมากมายมหาศาลจนเหลือเชื่อเลยล่ะครับ สมาคมศัลยกรรมพลาสติก
เพื่อความงามแห่งอเมริกา (ASAPS, the American Society for Aesthetic
Plastic Surgery) ระบุว่า การฉีดโบท็อกซ์ เป็นกระบวนการที่เติบโตเร็วที่สุด
ในอุตสาหกรรมเสริมความงามในปี 2544 โดยพบว่ามีชาวอเมริกันจำนวน มากกว่า
1.6 ล้านคน ที่ฉีดโบท็อกซ์
ซึ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าปีก่อนนั้นราว 46 เปอร์เซ็นต์




จำนวนดังกล่าวมากจน แซงหน้าจำนวนผู้ที่ผ่าตัดเสริมหน้าอก
(ซึ่งเป็นศัลยกรรมความงาม อีกแบบหนึ่งที่ฮิตมากในสหรัฐฯ) ในปีนั้นเสียอีก
และถ้าใครช่างสังเกตสักนิด ก็จะสังเกตเห็นได้ว่า ตัวเลขที่ผมยกมา
เป็นของปี
2544 ซึ่งเป็นปีก่อนหน้าที่ FDA
จะอนุมัติ ให้ใช้โบท็อกซ์
เพื่อประโยชน์ด้านความงามเสียอีก





ไม่แน่ว่าสาเหตุหลักๆ ของเรื่องนี้อาจจะมาจากคำโฆษณา ประเภทที่ว่า
“คุณสามารถกลับเป็นหนุ่มสาวได้ง่ายๆ เพียงแค่การฉีดโบท็อกซ์เพียงเข็มเดียว”
หรือไม่ก็ “ลบรอยเหี่ยวย่น รอยตีนกาได้ผลทันใจ” อะไรประมาณนั้น …
ก็เป็นได้นะครับ




ไหนๆ ก็พาดพิงถึงเรื่องการผ่าตัดเสริมอกแล้ว
ก็ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยว่า ข้อมูลที่ได้จากนิตยสาร Time
ฉบับวันที่ 18 เมษายน 2548 ระบุว่า FDA ประกาศยกเลิกการใช้ ซิ
ลิโคน

สำหรับการผ่าตัดเสริมหน้าอกไปก่อนหน้านี้แล้วถึง 13 ปี
สาเหตุหลักก็คือความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยมีสถิติที่ชี้ว่า ... มี
โอกาสเสี่ยงสูงถึง 74 เปอร์เซ็นต์สำหรับคนไข้ ที่จะเกิดการแตกของถุงซิลิโคน
ภายในระยะเวลา 10 ปีภายหลังการผ่าตัด





สูงจนน่าตกใจเลยนะครับ ... เอ ว่าแต่เมืองไทยยังใช้ “ซิลิโคน”
สำหรับการผ่าตัดเสริมหน้าอกกันอยู่ (อย่างถูกกฎหมาย) หรือเปล่า
ใครพอจะทราบไหมครับ ?





สวยแบบสุ่มเสี่ยง


ข้อมูลที่คนส่วนใหญ่น่าจะไม่ทราบกันก็คือ ในสหรัฐฯ นั้น
การฉีดโบท็อกซ์เพื่อลบรอยเหี่ยวย่นหรือรอยตีนกา
สามารถทำให้กับคนไข้อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปเท่านั้น หรือสรุปง่ายๆ ก็คือ ศัลยกรรม
ความงามด้วยโบท็อกซ์ที่ทำกันอยู่นั้น จำนวนมากเป็นการทำที่ผิดกฎหมาย

ซึ่งผมก็ยังสงสัยว่า … ในหมู่คนไทยนั้น
ไม่ว่าแพทย์หรือคนไข้จะมีสักกี่คนที่ทราบเรื่องนี้
เพราะเห็นโฆษณากันโครมครามจนดูเหมือนว่า ใครที่ต้องการก็น่าจะทำได้
(ถ้ามีเงินพอจ่าย)!




นอกเหนือจากข้อควรระวังบางประการ จากการฉีดโบท็อกซ์ เช่น
การดื่มแอลกอฮอล์อาจจะมีผลทำให้โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ได้ไม่ดี
หรืออาจแย่ไปกว่านั้นอีกก็คือ ทำให้เกิดรอยแผล
บริเวณตำแหน่งที่ฉีดโบท็อกซ์ได้อีกด้วย
แต่คำเตือนที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นที่ FDA เตือนไว้เช่นกันก็คือ ใน
ระหว่างการฉีดโบท็อกซ์ อาจเกิดผลข้างเคียงขึ้นได้เสมอ
(มัก
จะเกิดกับคนไข้ราว
3-10 เปอร์เซ็นต์)
จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแล อย่างใกล้ชิดของแพทย์
และต้องทำการฉีดในสถานที่ซึ่งมีเครื่องมือ พร้อมรับมือกับเหตุฉุกเฉินได้




ผลข้างเคียงจากการฉีดโบท็อกซ์นั้น มีหลายรูปแบบด้วยกัน

ไม่ว่าจะเป็นอาการเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่ปวดศีรษะ คลื่นไส้ คัน เจ็บคอ มีไข้
มีอาการคล้ายเป็นหวัด ไปจนถึงเกิดอาการเจ็บปวดและเกิดแผลช้ำบริเวณที่ฉีด
เกิดอาการกล้ามเนื้อเปลือกตาหย่อน กล้ามเนื้ออ่อนแรง
และเกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบน เป็นต้น



ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดนั้น การฉีดโบท็อกซ์ที่ผิดขนาดไปมากๆ
อาจทำให้คนไข้เสียชีวิตได้เช่นกัน














ความน่าหวาดเสียวของการทำศัลยกรรมความงาม
ด้วยโบท็อกซ์




ในเอกสารการวิจัยทางการแพทย์ก็มีระบุว่า ผู้ที่ฉีดโบท็อกซ์บ่อยๆ
นั้นมีผลข้างเคียงที่คาดไม่ถึงอีกอย่างหนึ่งก็คือ มีใบหน้าที่ ดู
คล้ายหน้ากาก
คือ   แลดูไม่มีอารมณ์
ความรู้สึกมากขึ้นทุกที   ซึ่งก็คล้ายกับอาการ
ที่พบในผู้ป่วยที่โดนพิษโบท็อกซ์ ตามธรรมชาติบางราย
ที่เป็นอัมพาตของกล้ามเนื้อใบหน้าบางส่วน เนื่องจากโบท็อกซ์
อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ง่ายและได้มาก การควบคุมปริมาณหรือโดส (dose)
ของโบท็อกซ์ให้ถูกต้องเหมาะสม จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง













ลักษณะ “ใบหน้าแบบหน้ากาก”
ของผู้ป่วยรายหนึ่งที่ได้รับโบท็อกซ์จากธรรมชาติ






วิทยาศาสตร์ฟุ่มเฟือย
= วิทยาศาสตร์
เทียม
?



จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า แม้ว่าเรื่องของโบท็อกซ์นั้น
จะมีข้อมูลพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์รองรับอยู่จริง และไม่ได้เป็น
“วิทยาศาสตร์เทียม” ด้วยตัวของมันเองก็ตามที   แต่ก็น่าสนใจไม่น้อยว่า
  การที่เริ่มต้นจากเจตนาดีที่ต้องการนำ   โบท็อกซ์มาใช้ในการรักษาโรค




แต่ต่อมาก็เกิดเลยเถิดมาเป็นเรื่องของการทำศัลยกรรมความงามไปเสียได้
(เรียกว่า “ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ แต่พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา”
ไปเสียนี่) ทำให้ช่วยเน้นย้ำว่า ...

ตัวความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ได้มีความดีหรือความเลว
โดยตัวของมันเอง แต่ขึ้นอยู่กับ
ผู้นำ
ไปใช้
และ จุด
ประสงค์ของการนำไปใช้
มากกว่า
ว่าเป็นไป
เพื่อประโยชน์ หรือ เพื่อผล
ประโยชน์





นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกแต่จริงนะครับ … เวลาอ่านนิยายกำลังภายในจีนแล้ว
เราอาจจะพบว่าในเนื้อเรื่องมีการ ใช้พิษไปแก้พิษ
(เข้าทำนองสุภาษิตไทยที่ว่า “หนามยอกให้เอาหนามบ่ง”)
ซึ่งฟังดูออกจะแปลกประหลาดพิกลมากแล้ว
แต่การใช้พิษแก้พิษก็จะกลับกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญไปเลย ...
เมื่อเทียบกับโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการ ใช้พิษ
เสริมความงาม
กันอย่างมากมาย
บานตะไท (ชนิดไม่กลัวตายกันเลยทีเดียว)















ลักษณะใบหน้าฉีด
โบท็อกซ์ที่นักเขียนการ์ตูนเมืองนอกนิยมนำมาเขียนล้อเลียน






บทความต่อ: ดี
ท็อกซ์: ล้างพิษร่างกาย ... ทำได้จริงหรือ?
ได้ที่

http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=329




แหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์



สำหรับท่านที่สนใจข้อมูลเกี่ยวกับโบท็อกซ์หรือมาตรฐานเกี่ยวกับอาหารและยา
ชนิดต่างๆ ท่านสามารถหาความรู้ได้จากเว็บไซต์ของ FDA ที่ http://www.fda.gov/
อีกเว็บไซต์หนึ่งที่ให้ข้อมูลอย่างละเอียดละออเกี่ยวกับโบท็อกซ์และเรื่อง
อื่นๆ ทางการแพทย์ได้แก่ http://www.emedicine.com/






บทความนี้บางส่วนดัดแปลงจาก


นำชัย ชีววิวรรธน์ (2548), โบท็อกซ์ (Botox):สวย
ด้วยยาพิษ
, คอลัมน์  ‘จับผิดวิทย์เก๊’, วารสารอัพเดท
(UpDATE), ฉบับที่ 214

เกี่ยวกับผู้เขียน








ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ จบ ม.ปลาย จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
และรับทุนการศึกษาโครงการ พสวท เพื่อศึกษาต่อ ป.ตรี ด้านชีววิทยา
ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย
และ ป.โท ด้านชีวเคมี จากมหาวิทยาลัยมหิดล และสำเร็จปริญญาเอก
Molecular Genetics จาก Kumamoto University
ประเทศญี่ปุ่นจ๊ะ



ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์
ไม่เพียงแค่เป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ฝีมือดีของ
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ แต่ยังเป็นคนที่ถ่ายทอด
เรื่องราววิทยาศาสตร์ได้อย่างดีเยี่ยม สนุกสนาน ฟังง่าย เข้าใจง่าย
นอกเหนือจากผลงานวิจัย ดร.นำชัย มีผลงานด้านการเขียน
เรื่องวิทยาศาสตร์ด้วยเช่นกัน ดังเช่น สู่ชีวิตอมตะ
(เทคโนโลยีชีวภาพและการแพทย์ศตวรรษที่ 21), ดีเอ็นเอ ปริศนาลับรหัสชีวิต,
จากอณูถึงอนันต์ วิทยาศาสตร์ต้องรู้, วิทยาศาสตร์ในสตาร์ วอร์ส เป็นต้น




ดร.นำชัย เป็นอีกหนึ่งท่าน ที่ขอเป็นอีกแรง
ช่วยผลักดัน การเผยแพร่เรื่องราววิทยาศาสตร์ดีๆ สู่ประเทศไทย ผ่านวิชาการ.คอม





Free TextEditor







































































































 

Create Date : 05 มิถุนายน 2553    
Last Update : 5 มิถุนายน 2553 18:45:05 น.
Counter : 56 Pageviews.  

โบท็อกซ์ คืออะไร



โบท็อกซ์ (Botox): สวยด้วยยาพิษ




เคยได้ยินคำว่า “โบท็อกซ์” กันบ้างไหมครับ?


เคยได้ยินไหมครับว่า มีสารที่ฉีดลบรอยเหี่ยวย่น (ตีนกา) บนใบหน้าได้?


เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงคำเล่าลือ?




ในบทความตอนนี้ เราจะมาดูกันว่า คนเราอุตริวิตถารขนาดนำเอา “สารพิษ”
มาใช้ประโยชน์ ในการทำศัลยกรรมความงามกันได้อย่างไร



โบท็อกซ์ คืออะไร ?



คำว่า “โบท็อกซ์ (Botox?) เป็นชื่อทางการค้า (trade name)
ของสารชีวภาพชนิดหนึ่งคือ โบทูลินัม ท็อกซิน เอ (Botulinum toxin A)
ซึ่งถ้าใครไปค้นคำว่า “โบทูลินัม” ดู
ก็จะพบว่าเป็นชื่อของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งคือ คลอสทริเดียม โบทูลินัม
(Clostridium botulinum)
ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษแก่มนุษย์


















แบคทีเรีย Clostridium
botulinum ที่ถ่ายรูป
และตกแต่งสีด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน






คำว่า “ท็อกซิน” นั้นแปลตรงตัวว่า “สารพิษ” แต่ว่าคำนี้เป็นคำกลางๆ นะครับ
กล่าวคือ อาจจะเป็นสารพิษต่อมนุษย์หรือไม่ก็ได้ เช่น
สารพิษบางอย่างเป็นพิษต่อแมลงบางชนิด แต่ไม่เป็นพิษต่อมนุษย์
ในกรณีนี้ก็เรียกสารดังกล่าวว่า “ท็อกซิน” ได้เช่นเดียวกัน ส่วนคำว่า
“เอ” นั้นระบุว่า
ท็อกซินชนิดนี้เป็นหนึ่งในท็อกซินที่สิ่งมีชีวิตชนิดนี้ผลิตได้ (มีทั้งหมด 7
ชนิด)


ในบทความนี้ ผมจะขออนุญาตเรียกว่า “ท็อกซิน” ทับศัพท์ไป แทนที่จะใช้ว่า
“สารพิษ” หรือ “ชีวพิษ” (ตามการบัญญัติศัพท์ของราชบัณฑิตยสถาน)
เพราะต้องการหลีกเลี่ยงความหมายที่เหลื่อมล้ำกันเล็กน้อยสำหรับคำในภาษา
อังกฤษและไทยนะครับ




ขอสรุปง่ายๆ เสียตรงนี้ก่อนว่า โบท็อกซ์
นั้นมีที่มาจากท็อกซิน ที่พบในแบคทีเรียชนิดหนึ่ง
ที่ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษในมนุษย์
นั่นเอง




ท็อกซินชนิดนี้พบตามธรรมชาติตั้งแต่ปี 1817 โดยนายแพทย์ชาวเยอรมันชื่อ
จัสทินัส เคอร์เนอร์ (Justinus Kerner) ท็อกซินชนิดนี้มีอันตรายไม่น้อย
กล่าวคือ อาจมีความรุนแรง ถึงขนาดทำให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาต
หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว เนื่องจากท็อกซินดังกล่าว
จะออกฤทธิ์โดยการไปจับกับส่วนปลายของเซลล์ประสาท ทำให้เซลล์ประสาท
ไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาท
(neurotransmitter) ชนิด
หนึ่ง
คือ อะซีทิลโคลีน (acetylcholine) ได้ มีผลทำให้กล้ามเนื้อไม่อาจหดตัวได้
ซึ่งในผู้ป่วยรายที่เสียชีวิต สาเหตุส่วนใหญ่ก็มักจะมาจากว่า
กล้ามเนื้อหน้าอกซึ่งเกี่ยวข้องกับการหายใจ ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
นั่นเอง




อ่านมาถึงตรงนี้ บางคนอาจจะเริ่มสงสัยแล้วสินะครับว่า
ถ้าการมีท็อกซินดังกล่าวมีอันตรายเช่นนั้นแล้ว ทำไมยังจะมีคนต้องการฉีด
“โบท็อกซ์” อยู่อีก หรือไม่เช่นนั้นก็อาจจะสงสัยว่า ก็แล้ว “โบท็อกซ์”
มาเกี่ยวข้องกับการลบรอยเหี่ยวย่นได้อย่างไร
คำตอบเรื่องนี้ง่ายนิดเดียวนั่นก็คือ …


การที่กล้ามเนื้อส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายไม่สามารถเคลื่อนไหวได้
(หรือเป็นอัมพาตไป) ก็จะมีผลข้างเคียงสำคัญคือ มันจะไม่สามารถทำให้เกิด
“รอยเหี่ยวย่น” ได้นั่นเองครับ













โปรตีนโบท็อกซ์ทำงานด้วยการแย่งจับกับสาร
สื่อประสาท (ในที่นี้ แทนสารสื่อประสาทด้วย

ก้อนเล็กๆ ที่อยู่กันเป็นกระจุกบริเวณปลายเซลล์ประสาทในภาพ)









Free TextEditor































































































 

Create Date : 05 มิถุนายน 2553    
Last Update : 5 มิถุนายน 2553 18:43:20 น.
Counter : 57 Pageviews.  

สหรัฐจับตามองดาวเทียมวันละ 1,300 ดวงที่อาจชนกัน
































กองทัพอากาศสหรัฐเผยว่า กำลังติดตามดาวเทียมวันละ 800
ดวงที่อาจชนกัน เป็นดาวเทียมที่สามารถหลบหลีกได้
และจะเพิ่มการติดตามดาวเทียมที่หลบหลีกไม่ได้ 500 ดวงภายในปีนี้



กองทัพอากาศสหรัฐเพิ่มศักยภาพในการคาด
เดาการชนกันในอวกาศหลังจากดาวเทียมสื่อสารของกองทัพรัสเซียที่ไม่ได้ใช้การ
แล้วชนดาวเทียมพาณิชย์ของอิริเดียม บริษัทในสหรัฐเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์
พล.อ.อ.เควิน ชิลตัน
ผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการยุทธศาสตร์สหรัฐกล่าวต่อที่ประชุมด้านอวกาศในเมือง
โอมาฮา รัฐเนบราสกา ว่า
เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลอย่างมากต่ออุตสาหกรรมดาวเทียมในช่วงปีที่ผ่านมา
และลบล้างความรู้สึกที่ว่าอวกาศกว้างใหญ่เกินกว่าจะเกิดการชนกันได้
เจ้าหน้าที่ทหารอยากวิเคราะห์โอกาสที่ดาวเทียมจะชนกันให้ละเอียดลึกซึ้งแต่
ขาดบุคลากรและอุปกรณ์สนับสนุน เพราะก่อนเกิดเหตุดาวเทียมชนกัน
มีการติดตามดาวเทียมวันละไม่ถึง 100 ดวง
การที่
ไม่มีหน่วยงานใดทั้งภาครัฐและเอกชนคาดการณ์เหตุดาวเทียมรัสเซียชนกับดาว
เทียมสหรัฐย้ำให้เห็นว่าดาวเทียมของสหรัฐตกอยู่ในภาวะเสี่ยง
ทั้งที่ใช้งานครอบคลุมวัตถุประสงค์ทางทหารและพลเรือนหลากหลายอย่าง



พล.อ.อ.ชิลตัน เผยว่า

ขณะ
นี้กองทัพอากาศกำลังติดตามดาวเทียม ชิ้นส่วนจรวดและวัตถุต่าง ๆ
ในอวกาศมากกว่า 20,000 ชิ้น เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 14,000
ชิ้นเมื่อไม่กี่ปีก่อน แต่จำนวนดังกล่าวเป็นเพียงวัตถุที่ตรวจพบเท่านั้น
ยังมีวัตถุในอวกาศอีกมากที่ตรวจไม่พบ

ทำให้ดาวเทียมที่โคจรอยู่ในอวกาศเสี่ยงภัย



ด้าน พล.อ.ท.แลร์รี เจมส์
ผู้บังคับการหน่วยบัญชาการส่วนพันธกิจร่วมด้านอวกาศเผยว่า


กอง
ทัพอากาศบรรลุเป้าหมายติดตามดาวเทียมหลบหลีกได้ที่อาจชนกัน 800 ดวง
ตั้งแต่เดือนกันยายน เร็วกว่าเป้าหมาย 1 เดือน
และจะเพิ่มการติดตามดาวเทียมหลบหลีกไม่ได้ 500
ดวงภายในสิ้นปีนี้เพื่อแจ้งข้อมูลแก่หน่วยงานที่ขอมา
ดาวเทียมเหล่านี้ไม่มีเชื้อเพลิงสำรองทำให้หลบหลีกไม่ได้เมื่อเข้าสู่วงโคจร
แล้ว




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:"ข่าวเข้ม ฉับไว
เป็นกลาง"







Free TextEditor







































































































 

Create Date : 02 มิถุนายน 2553    
Last Update : 2 มิถุนายน 2553 17:08:45 น.
Counter : 45 Pageviews.  

หนีภัย ความดันโลหิตสูง





























ใครๆ ก็กลัวโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งได้รับสมญานามว่า
"ฆาตกรเงียบ"


แบบไหนที่เรียกว่า ความดันโลหิตสูง

ปกติ
ค่าความดันโลหิตสูง ที่เหมาะสมของคนปกติไม่ควรเกิน 130/85 มิลลิเมตรปรอท
หากตรวจวัดระดับความดันโลหิตได้ค่าออกมามากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท
ถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง
และการปล่อยให้ความดันโลหิตสูงอยู่เป็นเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด
โรคต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดในสมองตีบ โรคหัวใจ โรคไตวาย
เส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง อัมพาต เป็นต้น


ไม่อยากป่วยเป็น
โรคนี้ ในรายงานประจำฉบับ นิตยสาร "ชีวจิต" ฉบับเดือนก.ย. โดย ศรีสุภา
มีวงษ์ มีคำแนะนำของคุณหมอมาฝาก 6 วิธีด้วยกัน


คำแนะนำบอกว่า
ก่อนอื่นควรเริ่มต้นง่ายๆ
ด้วยการปรับปรุงนิสัยหรือความเคยชินในชีวิตประจำวัน
เพื่อป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนี้

1.รู้ค่าความดันโลหิตของตัวเอง
การวัดความดันโลหิตเป็นวิธีการเดียวที่ทำให้ทราบว่า
ความดันของเราอยู่ในระดับปกติหรือไม่
ควรวัดความดันโลหิตอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ (ถ้าอายุมากกว่า 40 ปี)
และไม่มีปัจจัยเสี่ยง ให้วัดความดันโลหิตปีละ 1 ครั้ง)

2.ปรับเปลี่ยนอาหารเพื่อสุขภาพ
กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเพื่อช่วยลดความดันโลหิต
และยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้ด้วย เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืช ผัก และผลไม้ต่างๆ

3.ลดการกินเกลือ
ควรจำกัดเกลือที่กินในแต่ละวันไม่ให้เกิน 6 กรัม (หรือเทียบเท่า 1 ช้อนชา)
จะช่วยลดความดันโลหิตลงได้ประมาณ 2-8 มิลลิเมตรปรอท

4.หลีกเลี่ยงความเครียด หากเป็นไปได้
พยายามเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เครียดทั้งที่ทำงานและที่บ้าน
หากไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือหลีกเลี่ยงได้
พยายามตอบสนองต่อสภาพที่เครียดอย่างมีสติและนุ่มนวล

5.หยุดสูบบุหรี่และงดดื่มแอลกอฮอล์
ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูง

6.หมั่นออกกำลังกาย การออกกำลังกาย เช่น
แอโรบิกอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความดันโลหิตได้ การวิ่ง เดินเร็ว ว่ายน้ำ
หรือรำกระบอง เป็นต้น

ง่ายๆ แค่นี้เอง ทำได้ไหม


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์
ข่าวสด





Free TextEditor







































































































 

Create Date : 02 มิถุนายน 2553    
Last Update : 2 มิถุนายน 2553 17:06:18 น.
Counter : 44 Pageviews.  

1  2  3  

tongsehow
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add tongsehow's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.