การเดินทางนอกจากจะทำให้จิตใจแกร่งขึ้นแล้ว...ยังช่วยบ่มเพาะความคิดให้เติบโตตามไปด้วย...
Group Blog
 
All Blogs
 
อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม/ดาร์จีริ่ง ตอน 22.สำราญยกครัว

ปิดบ้านสำราญยกครัว

 

..............

 

ชมวัดเก่าชื่อกูม

 

                หลังอาหารเช้าของวันใหม่ หนุ่มน้อยมาดพระเอกผู้เงียบขรึมชวนค้นหาลูกน้องของยูเอสก็นำโตโยต้าโฟร์วีลพร้อมคนขับมาจอดหน้าบ้าน ตกลงวันนี้ยูเอสปิดบ้านพาฉันและสมาชิกในครอบครัวทุกคน ไปเที่ยวกัน เมื่อวานฉันบอกเขาไปแล้วว่าฉันไปเที่ยวเองได้ แต่ขอรบกวนเขาช่วยแนะนำเรื่องการเดินทางไปสถานที่เที่ยวแต่ละจุดเท่านั้น  เขากลับบอกว่า

 

                        “ไม่เป็นไรหรอก ที่เที่ยวมีหลายแห่งและระยะทางไกล เอารถไปเองสะดวกกว่า” นี่คือคำตอบที่เปี่ยมไปด้วยน้ำใจจากเขา

 

                วันนี้หนูน้อยเพม่าแต่งตัวเต็มที่กระโปรงชุดขาวระบายด้วยผ้าลูกไม้พลิ้วรอบตัวตัดกับเสื้อยืดแขนยาวและกางเกงยืดขายาวสีแดงที่ใส่ไว้ข้างในอีกชั้น มันดูหรูหราเกินกว่าจะไปเที่ยวแนวผจญภัยในเทือกเขา ทุกคนอยู่ในอารมณ์คึกคักเพราะจะได้ไปเที่ยวกันทั้งบ้าน นั่นแสดงว่าวันนี้ยูเอสยอมหยุดงานทั้งวันเพื่อความสุขของทุกคนในครอบครัวรวมทั้งแขกที่โชคดีอย่างฉันด้วย นึกแล้วทั้งปลาบปลื้มและเกรงใจไปพร้อมกัน...อดคิดไม่ได้ว่าฉันคงจะดวงดีมีวาสนาจึงได้ตกลงมาในทะเลน้ำใจของคนที่นี่

 

                 สมาชิกขึ้นรถครบนับแล้วสิบคนพอดีรถก็เคลื่อนตัวออก  รถวิ่งออกไปนอกเมืองบนเส้นทางที่ไปยังเมืองกูม(Ghoom) เราแวะที่วัดกูม(Ghoom Monastery)ซึ่งเป็นวัดทิเบตที่มีอายุเก่าแก่กว่าร้อยห้าสิบปี นับเป็นหนึ่งในสามของวัดทิเบตที่ใหญ่ที่สุดในดาร์จีลิ่ง ภายในวัดประดิษฐานองค์พระศรีอริยเมตตรัยที่มีขนาดสูงถึงสิบห้าฟุต ที่วัดนี้ในช่วงปีใหม่ของชาวทิเบตซึ่งอยู่ระหว่างกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนมีนาคมจะมีการประกอบพิธีการทางศาสนา มีการแสดงการเต้นรำหรือระบำแบบทิเบต

 

            บิจอยควักกล้องออกมาถ่ายรูปอย่างเมามันและไม่ลืมขอบคุณฉันอีกครั้งที่ทำให้กล้องเขาคืนชีพจนใช้การได้(ซะที)

 

 

ชื่นมื่นที่สวนสาธารณะ

 

                ออกจากวัดกูมเราไปต่อที่สวนหิน(Rock Garden) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกันเท่าใดนัก ที่นี่เป็นสวนสาธารณะพื้นที่ร่มครึ้มไปด้วยป่าไม้สีเขียว มีธารน้ำตกใสไหลผ่านโขดหินใหญ่ – เล็ก และรินลื่นไปตามซอกหินที่รายเรียงเลียบเลาะเรื่อยไปตามไหล่เขา อากาศช่วงกลางวันกำลังเย็นสบายไม่ร้อนและก็ไม่หนาวบรรยากาศเป็นธรรมชาติจริงๆประมาณอุทยานแห่งชาติของไทยเลยทีเดียว เราถ่ายรูปและเดินชมธรรมชาติกันอย่างเพลิดเพลิน

 

                จากนั้นเราข้ามสะพานผ่านน้ำตกต่อไปยังสวนสาธารณะกังกามายา(Ganga Maya Park) ซึ่งอยู่ติดกันที่นี่ทิวทัศน์สวยงามเหมาะกับการพาครอบครัวไปปิคนิคเสาร์-อาทิตย์ มีสนามเด็กเล่น มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมของชนพื้นเมือง เราได้ชมการเต้นรำของชาวเนปาลี ซึ่งมีสาวๆวัยรุ่นเป็นคนเต้นแต่มีไอ้หนุ่มใหญ่คอยควบคุมและสอนท่ารำไปพร้อมๆด้วย ดูๆแล้วเหมือนมาดูเขาซ้อมเต้นรำซะมากกว่า

 

                เราเข้าเมืองเพื่อกินอาหารกลางวันที่ภัตตาคารเดิมที่ยูเอสพาฉันมาทานเมื่อวานนี้ วันนี้ฉันจึงถือโอกาสเป็นเจ้ามือเลี้ยงตอบแทนความมีน้ำใจของคนทั้งครอบครัวบ้าง

 

 

เที่ยวสวนสัตว์

 

                จบอาหารกลางวันพวกเราก็ไปต่อที่สวนสัตว์ (Padmaja Naidu Himalayan Zoological park) และสถาบันปีนเขาหิมาลัย(Himalayan Mountaineering Institute:HMI)ซึ่งอยู่ติดกันหรือดูเหมือนจะอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่ไม่ไกลจากกลางเมืองมากนัก สวนสัตว์ตั้งอยู่บนไหล่เขาบรรยากาศร่มครึ้มดูชุ่มชื่น พื้นดินยังฉ่ำน้ำเพราะป่าชื้น สัตว์ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ที่สามารถอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่แถบเทือกเขาหิมาลัยซึ่งอยู่ในเขตเบงกอลตะวันตก ที่เด่นและเห็นมีอยู่มากมายหลากหลายชนิดก็คือนก นอกจากนั้น ก็มีเสืออีกหลายเผ่าพันธุ์แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในแถบเทือกเขาหิมาลัย ยูเอสถามฉันว่า

 

                      “สวนสัตว์ที่เมืองไทยมีเสือไหม?” นึกขำอยู่ในทีกับคำถามของเขา

 

                      “มี..แต่เสือพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในแถบหิมาลัยนั้นน่าจะไม่มี” ฉันตอบอย่างไม่มั่นใจในความถูกต้องนัก เดาเอาว่าสภาพพื้นที่ที่แตกต่างกันมากเสือที่อยู่ในแถบนี้น่าจะอยู่ได้ยากในพื้นที่แถบร้อนเช่นประเทศไทย

 

                เราเดินทะลุมาถึงสถาบันการสอนเกี่ยวกับการปีนเขาหิมาลัย สถาบันนี้นอกจากจะเปิดสอนเกี่ยวกับการปีนเขาแล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับการปีนเขาด้วย ภายในพิพิธภัณฑ์จะให้ความรู้เกี่ยวกับสภาพพื้นที่ อากาศและภูมิประเทศในแถบเทือกเขาหิมาลัย มีการนำอุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็นในการปีนเขาและใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้บนยอดเขาสูงมาแสดง โดยเฉพาะการอยู่บนยอดเขาหิมาลัยที่อากาศเบาบางมากจำเป็นต้องมีเครื่องหรือถังออกซิเจนเข้าช่วยเพื่อการหายใจ นับเป็นความรู้ใหม่และดีมากๆสำหรับผู้ที่มาจากดินแดนที่ลุ่มห่างไกลจากพื้นที่สูงๆอย่างฉัน

 

 

เดินช้อปปิ้ง

 

                บ่ายแก่เราแวะเข้าเมืองไปเดินถนนคนเดินหรือย่านการค้าที่นักท่องเที่ยวที่มาถึงดาร์จีลิ่งจะต้องไม่พลาด นั่นคือย่านโชราสต้า( Chowrasta) ที่นี่เป็นที่เดียวที่ฉันได้เห็นพื้นที่ราบที่มีขนาดกว้างที่สุดซึ่ง น่าจะไม่เกินสามร้อยกว่าตารางวา เป็นทั้งที่พักผ่อนหย่อนใจยามเย็นของชาวเมืองและลานการแสดงในงานเทศกาลต่างๆเป็นจุดที่สูงพอควรมองลงไปเห็นตึกรามบ้านช่องเกาะตามไหล่เขาเต็มไปหมด สองข้างถนนสู่ลานนี้เป็นร้านค้าขายสินค้าและของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวซึ่งก็เดินกันให้ขวักไขว่ไปทั่ว

 

               รูปาภรรยายูเอสชวนฉันเข้าไปดูร้านขายเครื่องประดับซึ่งก็ถูกใจฉันตรงที่มีสร้อยหินหลากสีในราคาถูกๆชนิดที่ฉันยอมสมัครใจกระชากเงินออกจากกระเป๋าไปอย่างง่ายดาย ก็ร้อยรูปีได้มาตั้งสี่-ห้าเส้น กะเอาไปฝากชาวบ้านใส่เล่นๆสนุกๆ แต่ยังไงก็ต้องยั้งใจไว้บ้างเพราะเกรงจะเป็นภาระในการแบกหามติดตัวไปตลอดการเดินทางที่ยังอีกยาวไกล  รูปาเลือกซื้อได้สอง-สาม เส้นแต่ราคาแพงกว่าของฉันทุกเส้น ก็ประเภทออกแนวสวยงามล้ำค่านั่นแหละ

 

 

รถไฟสายมรดกโลก

 

                 ออกจากย่านโชราสต้าแล้วต้องขอบอกว่า ยัง... ยังไม่พอโปรแกรมของยูเอสประเภทวันเดียวเที่ยวทั่วเมือง เราไปต่อสถานีรถไฟเล็ก(Toy Train) นับเป็นรถไฟสายที่เก่าแก่มีอายุมากกว่าร้อยปีแต่สูงที่สุดในอินเดียหรือไม่ชักไม่แน่ใจ ดูจากสภาพทั้งหัวรถไฟและสถานีเก่าแก่ได้สมอายุจริงๆ

 

                นึกถึงวันที่นั่งรถไฟมาจากโกลกาตาหากฉันไม่เจอดีเพน จากสิริกูริถ้าตรงมาที่ดาร์จีริ่งเลยสามารถมาได้สองทางคือทางรถยนต์ที่ต้องนั่งไปบนถนนที่คดเคี้ยวขึ้นเขานานกว่าสามชั่วโมงหรืออีกทางก็นั่งรถไฟเล็กนี่แหละจากสถานีนิวจัลปายกูริขึ้นเขาสูงกว่าพันห้าร้อยเมตรใช้เวลากว่าเจ็ดชั่วโมง

 

                 การเดินทางโดยรถไฟเล็กบนเส้นทางนี้ถือเป็นการเดินทางแบบคลาสสิกนั่งกินลมชมวิวไปเรื่อยๆมากกว่าจะมุ่งทำความเร็วแข่งกับเวลา การได้ดื่มด่ำกับทิวทัศน์ที่สวยงามสลับกับชื่นชมเสน่ห์เฉพาะตัวของไร่ชาบนไหล่เขาสุดลูกหูลูกตาจากสองข้างทางสำหรับบางคนบอกว่ามีคุณค่าเกินประมาณ ฉันเองก็เสียดายอยู่บ้างที่ไม่มีโอกาสเช่นนั้น....แต่ชีวิตคนเรามักจะต้องเลือกเสมอไม่มีใครได้ทั้งหมด

 

 

แวะเจดีย์สันติภาพ

 

               เย็นได้ที่เราขึ้นไปดูพระอาทิตย์อัสดงบนเจดีย์สันติภาพของญี่ปุ่น(Japanese Peace  Pagoda) ที่นี่องค์กรพุทธศาสนิกชนของญี่ปุ่น(Japanease Buddhist Nipponzan Myohoji) เป็นผู้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์เศร้าสลดที่เกิดขึ้นจากสงครามที่สหรัฐใช้ปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิของญี่ปุ่นในปี ค.ศ.1945 เจดีย์นี้อยู่ติดกับวัดนิปปอนซันเมียวโฮจิ (Nipponzan Myohoji Temple) ซึ่งไม่แปลก ช่วงเวลาเช่นนี้เราจะได้ยินเสียงสวดมนต์แซมเสียงระฆังดังออกมาจากวัดตลอดเวลา

 

 

จบที่อนุสรณ์สถานสงคราม

 

               วันนี้เราไปจบที่อนุสรณ์สถานสงครามบาตาเซีย (Batasia war memorial)  ท่ามกลางบรรยากาศสลัวๆที่แทบจะถ่ายรูปไม่ได้

 

                        “ที่นี่หากบรรยากาศแจ่มใสเราจะเห็นเทือกเขากังเชนจุงกาได้สวยงามมาก” ยูเอสบอก

 

                แต่วันนี้ และขณะนี้บรรยากาศกำลังคืบคลานไปสู่ความมืด จึงมองแทบไม่เห็นอะไรเลยแต่ก็นับว่ายังดีที่ได้มีโอกาสมายืน ณ ตรงจุดนี้ จุดที่เป็นทั้งอนุสรณ์สถานของประชาชนผู้หาญกล้าที่ได้พลีชีพให้กับแผ่นดินในสงครามต่างๆจนประเทศได้รับอิสรภาพ และที่นี่ก็เป็นจุดที่รถไฟเล็กเคยมาเลี้ยววนกลับเป็นมุมสามร้อยหกสิบองศาเพื่อให้ผู้โดยสารที่นั่งรถไฟได้ชมเทือกเขากังเชนจุงกาแบบพาโนรามานั่นเอง...เจตนาของคนสร้างช่างละเมียดละไมในอารมณ์อันสุนทรีย์ อย่างนี้ต้องบอกว่าน่าชื่นชมจริงๆ

 

 

 

.......................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




Create Date : 04 เมษายน 2555
Last Update : 9 ตุลาคม 2555 17:50:42 น. 0 comments
Counter : 500 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

SmileIce
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




"คนฉลาดที่อยู่แต่ที่เก่า...ไม่เท่าคนโง่ที่เดินทาง.."
จากหลวงปู่หล้าตาทิพย์ วัดป่าตึง


"การเปลี่ยนแปลง...ต้องนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า..."

New Comments
Friends' blogs
[Add SmileIce's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.