การเดินทางนอกจากจะทำให้จิตใจแกร่งขึ้นแล้ว...ยังช่วยบ่มเพาะความคิดให้เติบโตตามไปด้วย...
Group Blog
 
All Blogs
 
อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม /กังต๊อก ตอน 35. หมู่บ้านเล็กในหุบเขา

สู่หมู่บ้านเล็กในหุบเขา

……..

คืนนี้ฉันรีบเก็บของลงเป้เพราะพรุ่งนี้จะต้องออกเดินทางโดยจี๊ปเพื่อขึ้นเขาสูงเป็นเวลาสามวันสองคืนแล้วจึงจะกลับมาพักโรงแรมเดิม ข้าวของส่วนที่คิดว่าสามวันข้างหน้าไม่จำเป็นต้องใช้ถูกเก็บใส่ถุงสายรุ้งใบใหญ่ฝากไว้ที่โรงแรม

ใช่แล้วเราสามคนซื้อทัวร์เพื่อที่จะขึ้นเขาไปเที่ยวหุบเขายุมถัง...หุบเขาแห่งดอกไม้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหุบเขาที่สวยที่สุดในสิกขิม แต่หุบเขาแห่งนี้จะมีดอกไม้สวยให้ชื่นชมสมคำล่ำลือก็ต้องมาในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมซึ่งพวกเราก็รู้ดี แต่เมื่อเราได้มาถึงสิกขิมแล้วจะยามไหนยังไงก็ต้องไปเห็นให้ได้ อนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอนเราอาจไม่มีโอกาสมาที่นี่อีกเลยก็ได้ นี่คือเหตุผลที่เราเห็นร่วมกัน

วันนี้กว่าจะเจรจาตกลงราคาทัวร์กันได้ก็เล่นเอาพวกเราหงุดหงิดและเหนื่อยหอบไปหลายรอบ เจ้าไบจุงผู้จัดการหนุ่มดูเผินๆก็น่าจะเป็นคนพูดง่ายแต่เอาเข้าจริงๆไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ส่วนหนึ่งคงเพราะคราวนี้เป็นการย้อนกลับมาใหม่เป็นครั้งที่สองของพวกเราเพื่อมาเจรจาต่อรองอีกครั้งหลังจากที่ได้ออกไปดูทัวร์รายอื่นมาแล้วแต่ก็ไม่เข้าท่าคิดว่ามาต่อรองเจ้าไบจุงใหม่น่าจะดีกว่า

                  แต่กลับมาคราวนี้บังเอิญมาเจอเอาตอนเจ้า

ไบจุงกำลังมีลูกค้าอินเดียรายใหม่ซึ่งมีแววว่ากำลังจะกล่อมได้ซะด้วย ตอนนี้ไบจุงเลยเห็นเราเป็นตัวสำรองให้นั่งรอไปก่อน

   ระหว่างนั่งรอฉันอดแปลกใจไม่ได้ที่พวกเขาพูดคุยต่อรองกันเป็นภาษาอังกฤษแทนที่จะใช้ภาษาฮินดีหรือภาษาท้องถิ่นของเขาคุยกัน แต่ไบจุงก็ไขข้อข้องใจให้ฟังภายหลังว่า

“อินเดียเป็นประเทศที่ใหญ่มากมีภาษาท้องถิ่นเยอะชนิดนับไม่ถ้วนลูกทัวร์รายนี้มาจากทางใต้เขาไม่สามารถพูดภาษาฮินดีหรือภาษาท้องถิ่นของเราได้เราเลยต้องใช้ภาษาอังกฤษแทน” นี่เป็นความรู้ใหม่สำหรับฉันจริงๆ (ความจริงก็คือ ภาษาราชการของอินเดียมีสองภาษาได้แก่ ฮินดีกับอังกฤษ คนทางใต้ส่วนใหญ่จะพูดภาษาฮินดีไม่ได้จึงใช้ภาษาอังกฤษแทน แต่ฉันแอบรู้ภายหลังว่าคนทางใต้นั้นส่วนใหญ่จะเป็นชาวทมิฬนาดูซึ่งมีใจออกห่างจากรัฐบาลอินเดียและต้องการจะแยกตัวเป็นอิสระตลอดเวลา ดังนั้นพวกเขาจึงต่อต้านการที่จะเรียนรู้หรือพูดภาษาฮินดี)

และที่ต่อรองเจ้าไบจุงยากอีกเหตุหนึ่งก็คือบังเอิญที่ที่เราอยากจะไปกันนั้นไบจุงมีลูกทัวร์จะไปที่นั่นอยู่แล้วในวันเดียวกับที่เราจะไป เป็นคู่ฮันนี่มูนชาวเบงกาลี (คนอินเดียที่อาศัยอยู่ในแถบเบงกอล)

พอความต้องการของเราสามคนไปตรงกับใจทั้งคู่ เพื่อใช้ทรัพยากรให้คุ้ม ไบจุงก็เลยลองโทร. ถามสองคนว่าพวกเราจะร่วมไปด้วยได้ไหมโดยทั้งสองจะได้จ่ายในราคาที่ถูกลงซึ่งทั้งสองตอบกลับว่ายินดี ส่วนราคาที่ไบจุงเสนอให้พวกเรานั้นถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างแพง (คิดว่าไบจุงต้องเอากำไรในสัดส่วน ที่เพิ่มขึ้น) เราจึงพยายามต่อรองเพื่อให้ได้ราคาที่พอใจ สุดท้ายไบจุงลดให้เราในราคาที่พอรับได้แต่ไม่ใช่ราคาที่พอใจนักพร้อมกับขอร้องเราว่าอย่าไปบอกราคาของพวกเราให้กับคู่ฮันนี่มูนรู้นะ เพราะเขาเรียกจากทั้งคู่ในราคาที่แพงกว่าพวกเรา ซึ่งราคาของทั้งคู่ที่เขาบอกนั้นแพงกว่าพวกเรามาก เรารับปากเขา แต่ก็หวั่นๆเหมือนกันว่าเจ้าไบจุงอาจจะเล่นตลกเรื่องราคากับเราโดยไปบอกกับคู่ฮันนี่มูนทำนองเดียวกับบอกกับพวกเราก็ได้

ตกกลางคืนยังไม่วายทำให้เราตื่นเต้นอีกเขาโทร.มาบอกว่าไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะขอเพอมิตหรือใบอนุญาตเข้าพื้นที่ให้พวกเราได้หรือไม่ แล้วจะแจ้งให้เราทราบอีกทีตอนเช้า.... ‘เอ๊า...แล้วจะให้เก็บของไหมเนี่ยะ…แผนขอโก่งราคาอีกหรือเปล่านะ?’ พวกเราเริ่มระแวง

แต่ครึ่งชั่วโมงให้หลัง ก็โทรมาบอกว่าให้เตรียมหลักฐานทุกอย่างเพื่อทำเพอมิตไว้ เขาจะมาเอาที่โรงแรมตอนเช้า หลังทำเพอมิตเสร็จจะออกเดินทางเลย ‘เฮ้อ!....ค่อยยังชั่วหน่อย..’

สิบโมงกว่าจี๊ปตีตรายี่ห้อมหินทราก็มาจอดรับเราใกล้ๆโรงแรม คู่ฮันนี่มูนนั่งเคียงข้างคนขับอยู่แล้ว เรายิ้มให้กันเชิงทักทาย คนขับหนุ่มใหญ่หนวดเฟิ้มมาดขรึมไม่มีรอยยิ้มทักทายแต่ท่าทีน่าจะใจดี ไกด์หนุ่มกระวีกระวาดมาช่วยยกเป้ไปไว้ช่วงท้ายของรถก่อนปีนขึ้นไปนั่งเฝ้า เราสามคนขึ้นไปนั่งแถวกลางซึ่งว่างรอเราอยู่แล้ว รถเคลื่อนตัวออกโดยไม่มีคำพูดไดๆหลุดออกมาจากปากใครทั้งสิ้นเหมือนทุกอย่างดำเนินไปตามหน้าที่ของมัน...

รถวิ่งฝ่าสายฝนพรำอย่างท้าทายเหมือนจะย้ำให้คนนั่งสังวรว่ามาหน้าฝนก็ต้องเจอฝนแบบนี้แหละ... เราสามคนไทยทำลายความเงียบด้วยการชี้ชวนกันมองฝ่าสายฝนทะลุไปยังเมฆหมอกขาวด้วยความทึ่งกับภาพที่เห็น เมฆหมอกมันหนาทึบทับถมกันไปบนไหล่เขาจนแทบจะมองไม่เห็นทิวทัศน์ที่ห่างจากรถเกินไปกว่าสิบเมตร.... ไม่บ่อยนักที่เราจะเจอะเจอได้ที่เมืองไทย ....

ถึงจุดชมวิวทาชิ(Tashi viewpoint) เราต้องเคาะผ่านเพราะขึ้นไปชมก็คงไม่เห็นอะไรนอกจากเมฆหมอกขาวหนาที่บดบังทัศนียภาพทั้งหมด

ถนนดิบๆที่มีทั้งดินเลนเละด้วยฝนพรำตลอดเวลา มีทั้งหินก้อนเล็กก้อนใหญ่ไม่มาตรฐานดูขรุขระและทำให้รถสะท้านสะเทือนกระแทกกระทั้นไปทั้งคัน บางช่วงมีดินและหินทะลายลงมาขวางทาง คนขับต้องขับเบี่ยงอย่างระมัดระวังสุดชีวิต  แม้เส้นทางจะคดเคี้ยวไปตามไหล่เขาท่ามกลางหมอกทึบเบื้องหน้า แต่รถก็ไปได้รอด นั่นย่อมพิสูจน์ได้ว่าคนขับหนวดเฟิ้มมาดขรึมของเรานั้นฝีมือขั้นเทพจริงๆ

ส่วนข้างทางเบื้องล่างนั้นเล่าก็เป็นหุบเหวแห่งสายน้ำที่ไหลแรงกระทบกระแทกปะทะโขดหินใหญ่น้อยที่บังอาจมาขวางกั้นทางผ่านด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง มันก่อเกิดคลื่นใหญ่กรรโชกโตรกผาซัดซ่าแตกกระจาย บางจุดต้องแสงแดดปรากฏสายรุ้งพรายแผ่ขึ้นมาให้เห็นได้อย่างน่าอัศจรรย์

ผืนน้ำที่บ้าคลั่งนั้นส่งเสียงดังไม่เกรงใจผู้ใดส่วนหนึ่งคงเพราะตลอดทางมันมีเพื่อนพ้องพันธุ์เดียวกันทั้งขนาดเล็กและใหญ่เข้ามาสมทบตลอดเวลา บ้างก็กระโจนลงมาจากยอดเขาสูงอย่างฮึกเหิมและมีพลัง บ้างก็ไหลเลื้อยทะลักทะลุลงมาจากซอกเขาข้างๆอย่างคึกคะนอง และไม่น้อยเลยที่ไหลเรื่อยเอื่อยๆอย่างรื่นรมย์และมีศิลปะในตัวเอง แล้วมันก็มาพานพบและคบกันทะลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าทะลักทะลวงแข่งขนานไปกับเจ้ามหินทราของเรา

ยามนี้ฉันอดที่จะนึกถึงเมืองไทยของฉันไม่ได้ คำว่าน้ำตกมันช่างยากซะเหลือเกินที่จะหาดูได้ง่ายๆแบบนี้ เราต้องเสียเงินและบุกบั่นเข้าไปหาในป่าลึกของอุทยานจึงจะได้พานพบและเสพสมกับบรรยากาศอันชุ่มชื่นนั้น....สำหรับที่นี่อยากบอกอย่างยียวนว่า เห็นซะจนเบื่อ....

บ่ายแก่ๆเราแวะทานอาหารกลางวันที่ร้านเล็กๆริมทางกลางขุนเขา เจ้าของร้านดูน่าจะเป็นชาวบ้านที่ไม่ปฏิเสธรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากโอกาสที่วิ่งมาหา พืชผักเมืองหนาวที่เราคุ้นเคย เช่น กะหล่ำปลี มะเขือเทศ แตงกวา และฯลฯ กองสุมไม่เป็นระเบียบอยู่บนชั้นเก่าๆ บางส่วนกระจายอยู่มุมห้องครัว มันเรียกดีกรีความหิวของพวกเราให้พุ่งปรี๊ดขึ้นได้ทันใด

กับท่าทีเป็นกันเองแต่ไม่ใช่มืออาชีพของเจ้าของร้านประกอบกับคำบอกกล่าวล่วงหน้าที่ว่าอยากทานอะไรก็บอกได้เลย ทำให้เราสามคนไทยกล้าถือวิสาสะเข้าไปชุลมุนวุ่นวายในครัวได้อย่างสนิทใจและก็สนุกกับเมนูที่เราเลือกสรรและทำกันเองจากวัตถุดิบที่มี โดยเฉพาะน้องสองคนวิญญาณแม่ครัวเข้าสิงซะแล้ว

ไม่กี่นาทีเราก็ได้ผัดผักหลากชนิดสีสันน่ากินจานโตออกมาวางบนโต๊ะเคียงข้างด้วย ไข่เจียวหอมกรุ่น แถมแกงจืดไข่น้ำอีกหนึ่งชาม ตามด้วยน้ำปลาพริกบีบมะนาวกลิ่นผิวมะนาวและไข่เจียวหอมฟุ้งจนทำให้คู่ฮันนี่มูนซึ่งกำลังพุ้ยข้าวเข้าปากด้วยมือเปล่าตามสไตล์อินเดียขนานแท้และดั้งเดิมต้องเงยหน้าหันมามอง และไอ้หนุ่มก็อดใจไม่ไหวต้องลุกขึ้นมาขอตักผัดผักไปลองจากนั้นก็หันมายกนิ้วให้

อิ่มอร่อยด้วยฝีมือของพวกเราเองแล้วก็มาขึ้นรถต่อ ฉันเห็นซูดาไกด์หนุ่มยื่นเงินให้เจ้าของร้านไปสองร้อยรูปีสำหรับมื้อนี้ของพวกเราเจ็ดคน 

เราเดินทางต่อฝ่าสายฝนพรำในบางช่วงเส้นทางคงคดเคี้ยวตามไหล่เขา ผ่านน้ำตกน้อยใหญ่นับไม่ถ้วนตลอดเส้นทาง สะพานที่มีเป็นระยะๆประดับไปด้วยธงมนต์หลากสีปลิวไสวเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีและมีแต่สิ่งที่เป็นมงคลตามความเชื่อของคนในพื้นที่

เย็นย่ำหกโมงกว่าอากาศเย็นลง เราก็มาถึงหมู่บ้านลาเชน(Lachen) เราจะพักที่นี่หนึ่งคืน ที่พักของเราสะดวกสบายพอควร แม้ห้องน้ำของฉันเครื่องทำน้ำอุ่นจะใช้ไม่ได้แต่ซูดาไกด์หนุ่มผู้ซ่อนความใจดีไว้ภายใต้ท่าทีที่เงียบหงอยก็ยอมไปเอาจากห้องอื่นมาให้หนึ่งถัง ด้วยฉันไม่ยอมเข้าไปอาบน้ำห้องคนอื่น ทั้งๆที่คู่ฮันนี่มูนก็บอกว่าเขาไม่ถือ และน้องคนไทยทั้งสองก็ยินดี ส่วนฉันหากจะให้ไปอาบน้ำห้องอื่น ด้วยเหตุผลที่จำเป็นกว่านี้ก็ไม่เกี่ยง แต่สถานการณ์แบบนี้ฉันอยากจะให้ซูดาไกด์หนุ่มเห็นว่าการบริการลูกทัวร์ที่ดีนั้นเป็นอย่างไร เพื่อจะได้เป็นตัวอย่างที่ดีที่ไกด์ควรปฏิบัติต่อลูกทัวร์ต่อไป

เสร็จภารกิจส่วนตัวเราทานมื้อเย็นกันที่ห้องอาหารซึ่งอยู่ชั้นล่างของตึกที่พัก แขกที่มาพักวันนี้มีเฉพาะพวกเราจริงๆ อากาศไม่ถึงขั้นหนาวมากเมื่อใส่เสื้อกันหนาวแล้วก็รู้สึกอุ่นดี

พวกเรารู้สึกเป็นกันเองมากขึ้น คู่ฮันนี่มูนก็ดูช่างคุยมากกว่าเมื่อกลางวันโดยเฉพาะฝ่ายชายดูเหมือนเขาจะรู้ไปทุกเรื่องและออกแนวขี้คุยแกมโอ่หน่อยๆ เขาทำงานบริษัทประกันภัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งซึ่งบริษัทแม่อยู่ที่อังกฤษ ส่วนฝ่ายหญิงเป็นทนายความนับว่าทั้งคู่มีอาชีพที่ดีทีเดียว ทั้งสองแต่งงานกันได้หกเดือนกว่าแล้วแต่งานรัดตัวมากโดยเฉพาะฝ่ายหญิง จึงไม่มีเวลาไปฮันนี่มูนสักทีเพิ่งจะปลีกตัวจากงานได้ก็ช่วงนี้เอง

หลังอาหารเราคุยกันต่อและเป็นโอกาสให้พวกเราคนไทยได้ซักถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นในหลายๆเรื่องที่เราสนใจเกี่ยวกับอินเดีย

และอย่างนึกไม่ถึงพอคุยถึงเรื่องปัญหาปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่ของคนในอินเดีย ซูดาไกด์หนุ่มก็เดินเข้ามาในห้องร่วมวงกับพวกเรา ฉันถามหนุ่มเบงกาลีว่า

“ทำไมคนรวยกับคนจนในอินเดียจึงแตกต่างกันเอามากๆ สังเกตได้จากบ้านหลังโตๆและรถยนต์คันงามๆที่เห็นบนท้องถนนขณะเดียวกันคนยากจนก็มีอยู่ให้เห็นจำนวนมาก” เขาไม่ตอบแต่หันไปถามตรงๆกับซูดาไกด์หนุ่มที่เพิ่งนั่งลงได้ไม่ถึงนาทีแต่ทันได้ฟังคำถามของฉัน

“ซุดา.. ยูแต่งงานหรือยัง?”

“ผมมีเมียแล้วและมีลูกแล้ว” ไกด์หนุ่มตอบทันควันอย่างเปิดเผย ฉันประเมินอายุเขาน่าจะยี่สิบกลางๆ แต่ท่าทีเงียบๆดูขี้อายนิดๆต่างหากที่ทำให้ฉันคิดว่าเขาไม่น่าจะแต่งงานเร็ว

“นี่แหละคือปัญหา…” หนุ่มเบงกาลีเหมือนได้ทีเกทับด้วยสีหน้าเหยียดนิดๆแล้วถามต่อ

“มีลูก -เมียแล้ว...แต่ถ้าไม่มีงานทำล่ะจะทำยังไง?” เขาซักเหมือนเป็นทนาย ซูดาหน้าถอดสีอย่างมีอารมณ์ก่อนที่จะโต้กลับทันควันอย่างมั่นใจว่า

“ผมต้องหางานทำให้ได้ ผมมีพลังพอที่จะหา….” ท่าทีเข้มของซูดาตอนนี้มันขัดกับบุคลิกที่ผ่านมาตลอดทั้งวัน ฉันออกจะแปลกใจนิดๆกับคำพูดและท่าทีของสองคนที่ดูจะขัดแย้งกันอยู่ในที พวกเราได้แต่พยายามที่จะชวนคุยให้เป็นเรื่องสนุก สักครู่ภรรยาหนุ่มเบงกาลีก็บ่นว่าง่วงและขอตัวไปนอน(อาจเป็นการเลี่ยงสถานการณ์ความขัดแย้งที่เริ่มตั้งเค้าก็เป็นได้)

เมื่อทั้งคู่ไปแล้วซูดาก็ชวนพวกเราย้ายไปนั่งดื่มน้ำชาต่อที่ห้องครัว เขาบอกว่าที่นั่นจะอบอุ่นกว่าห้องอาหาร

ห้องครัวแยกไปอยู่อาคารไม้ชั้นเดียวข้างตึกที่เราพัก พอผ่านประตูห้องเข้าไปในโถงกว้างก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที กลางห้องมีกองไฟที่กำลังคุโชนด้วยการซุกฟืนเข้าไปของหนุ่มกลางคน 4-5 คนที่นั่งอยู่รอบๆ ห่างกันพอประมาณมีกองไฟอีกหนึ่งกองกำลังจะมอดลง ลึกเข้าไปมุมห้องด้านหนึ่งจัดเป็นที่ปรุงอาหาร มีชั้นวางของใช้และเครื่องครัว อีกมุมหนึ่งเป็นเคาท์เตอร์เล็กๆมีเครื่องดื่มและของกินตามสภาพไว้บริการแขกที่มาใช้บริการ

ซูดานำเราเดินเข้าไปนั่งลงบนตั่งเล็กๆรอบกองไฟที่กำลังจะมอดนั้น ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามสัญชาตญาณของมนุษย์  สายตาของพวกเราและกลุ่มคนรอบกองไฟประสานกันโดยบังเอิญภายใต้แสงไฟสลัว

แสงสลัวภายในห้องดูนุ่มกว่าปกติ เพราะมาจากไฟฟ้ามุมห้องเพียงดวงเดียวผสานกับแสงจากกองไฟกลางห้องที่ลุกโชนด้วยฟืนที่ถูกซุกเข้าไปเป็นบางช่วง ฉันอยากจะบอกว่า...นี่มันบรรยากาศในโรงเตี๊ยมดีๆนี่เอง....ดูมีเสน่ห์และได้อารมณ์สำหรับคนเดินทางอย่างฉันที่มีโอกาสรอนแรมมาถึงนี่

ซูดาจัดการกับกองไฟให้ลุกโชนขึ้นใหม่ก่อนจะหันไปทักทายคนกลุ่มนั้นตามมรรยาทมากกว่าจะคุ้นเคย แล้วจึงหันมาบอกพวกเราว่า

“ พวกเขาเป็นคนเลปชา อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้มานานตั้งแต่รุ่นพ่อ-แม่ พวกเขาเป็นเพื่อนเจ้าของที่พัก กลางคืนชอบมาพบปะพูดคุยกันที่นี่”

ฉันตื่นตากับกระบอกไม้ไผ่อันยาวใหญ่ที่มีท่อต่อออกจากกลางปล้อง ปลายปล้องด้านล่างวางเอียงบนพื้น ส่วนปลายด้านบนถูกจ่อเข้าที่ปากของชายคนหนึ่ง เขาดูดบางสิ่งจากปากกระบอกไม้ไผ่เข้าไปอย่างรื่นรมย์ แล้วก็ส่งต่อให้เพื่อนคนถัดไป....

ซูดารินน้ำชาร้อนๆแจกพวกเราและไม่ลืมที่จะบอกว่า

“นี่เป็นชาอย่างดีของสิกขิม” ปกติฉันจะไม่ดื่มน้ำชาเพราะกลัวท้องผูกแต่บรรยากาศยามนี้ชวนให้ต้องยื่นมือรับและเปลี่ยนคำปฏิเสธเป็นคำขอบคุณ ฉันเผลอนึกถึงคู่สามีภรรยาเบงกาลีที่พลาดโอกาสงามนี้ เลยโพล่งไปว่า

“คู่ฮันนี่มูนน่าจะได้มาร่วมดื่มน้ำชากับพวกเราด้วยนะ” คำพูดฉันพลันทำให้สีหน้าซูดาเปลี่ยนไปทันที เขาพูดถึงคนทั้งสองในเชิงไม่พึงใจว่า

“ พวกเบงกาลี....ก็เหมือนคนอินเดียทั่วไปที่ชอบดูถูกและกดขี่คนสิกขิม....” สีหน้าเขาจริงจังเจือแววขมขื่น พร้อมสารภาพต่อว่า

“ความจริงผมยังไม่มีเมียหรอก... แต่ผมต้องบอกเขาไปแบบนั้นเพื่อแสดงให้เขารู้ว่าผมมีพลังพอที่จะสู้และอยู่ได้ด้วยตัวเอง.... ” แรกๆฉันเองก็งงกับคำพูดของเขาแต่ชั่วครู่ก็นึกรู้ได้....มันไม่ต่างกันเลยกับกรณีการประท้วงของพวกกูรข่า(เนปาลี)ที่เกิดขึ้นที่

มิริค...หรือคำพูดที่พร่างพรูด้วยความเจ็บช้ำอยู่ในทีของสาวน้อยแซมเทน…อีกทั้งลูกทัวร์ชาวทมิฬนาดูจากทางใต้ที่ไม่ยอมพูดภาษาฮินดี....เหล่านี้ประดุจดังกองไฟบนแผ่นดินอินเดียที่รอวันประทุ ฉันเข้าใจได้แล้วถึงบรรยากาศที่ดูเงียบๆและห่างเหินผิดปกติระหว่างไกด์หนุ่มกับสองสามีภรรยาชาวเบงกาลีนับตั้งแต่ขึ้นรถมาตั้งแต่เมื่อตอนเช้า

และเมื่อบ่ายวันนี้ฉันได้บอกคู่ฮันนี่มูนไปว่าฉันมีแผนจะไปเที่ยวแคชเมียร์ด้วย ฝ่ายหญิงทำตาโต สีหน้าตกใจบอกว่าเมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมามีการก่อการร้ายที่นั่น ยูไปไม่ได้หรอก.... ถ้าเป็นเธอๆจะเที่ยวเฉพาะที่ชิมลาและมะนาลี ซึ่งอยู่ห่างจากแคชเมียร์มากพอสมควร

“ ยูไม่ควรเข้าไปในแคชเมียร์เพราะแคชเมียร์กำลังวุ่นวาย เขาต้องการแบ่งแยกดินแดนเพื่อปกครองตนเอง” เธอบอกในที่สุด

ถึงตอนนี้ฉันตระหนักได้เป็นอย่างดีแล้วว่า แม้ในอดีตอินเดียจะสามารถรวบรวมแผ่นดินที่แตกแยกกันให้มาเป็นผืนแผ่นเดียวกันได้ซึ่งก็ด้วยความพยายามอย่างยากลำบากยิ่งนั้น บัดนี้ทุกอย่างมันยังหาจบลงไม่.... อินเดียยังจะต้องใช้ทั้งพละกำลังคน งบประมาณ อีกทั้งเวลาอันยาวนานจนยากที่จะประเมิน เพื่อที่จะสมานจิตใจและความสามัคคีของคนในประเทศที่อาจเรียกได้ว่าร้อยเผ่าพันแม่ที่ยังแปลกแยกแตกกันอยู่ให้เป็นหนึ่งเดียวซึ่งดูมันน่าจะเป็นอะไรที่ยากยิ่งกว่าที่ผ่านมาด้วย…

คืนนี้พวกเราแยกจากกันโดยฉันเผลอพกพาเอาความรู้สึกเศร้าๆและเห็นใจซูดาเข้ามาในห้องนอนด้วยโดยไม่รู้ตัว......

……………………..




Create Date : 25 พฤษภาคม 2555
Last Update : 18 กรกฎาคม 2557 18:19:30 น. 0 comments
Counter : 518 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

SmileIce
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




"คนฉลาดที่อยู่แต่ที่เก่า...ไม่เท่าคนโง่ที่เดินทาง.."
จากหลวงปู่หล้าตาทิพย์ วัดป่าตึง


"การเปลี่ยนแปลง...ต้องนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า..."

New Comments
Friends' blogs
[Add SmileIce's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.