การเดินทางนอกจากจะทำให้จิตใจแกร่งขึ้นแล้ว...ยังช่วยบ่มเพาะความคิดให้เติบโตตามไปด้วย...
Group Blog
 
All Blogs
 

เรื่องเล่าต่อกันมา...ในวาระครบรอบเดือนประสูติสมเด็จพระเทพฯ

เรื่องเล่าต่อกันมา...ในวาระครบรอบเดือนประสูติสมเด็จพระเทพฯ

 

 

ความรู้สึกของคนลาวต่อสมเด็จพระเทพฯ

 

 

                 ผมไปสอนหนังสือที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี...ในคลาสที่สอน มีนักเรียนทุนปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวมาเรียนด้วย เป็นหญิงหนึ่งคนและชายหนึ่งคน...

 

                 การสอนวันนั้นไม่เน้นทางวิชาการ แต่เน้นวิธีคิด ตอนหนึ่งผมถามลูกศิษย์ชาวลาวว่า

 

                             “รู้จักสมเด็จพระเทพรัตนฯหรือไม่”

 

           นักศึกษาลาวตอบว่า    “รู้จักดีค่ะ”

 

                 ผมถามต่อว่า “วิจารณ์หรือแสดงความรู้สึกต่อพระองค์ท่านสักนิดสิครับ”

 

           นักศึกษาลาวตอบว่า

 

                                “พระเทพรักคนลาว เป็นห่วงคนลาว เข้าใจคนลาว ช่วยเหลือคนลาว ไม่เคยดูถูกคนลาว ท่านเป็นคนที่ดีมากๆๆ”

 

                ผมถามนักศึกษาลาวต่อว่า “คนลาวรู้สึกอย่างไรต่อพระองค์ในภาพรวม”

 

                นักศึกษาลาวตอบเสียงเครือๆว่า “คนลาวรักสมเด็จพระเทพมากๆ มีบ้านพระเทพอยู่ที่เขื่อนน้ำงึมด้วย เรารู้สึกว่าพระเทพเป็นคนที่ดีที่สุด เป็นห่วงและทำให้เมืองลาวมากๆ...ฯลฯ”

 

           ผมพูดต่อไปว่า “มีอะไรจะพูดอีกใหมครับ”

 

           นักศึกษาลาว...เงียบ และยกมือขึ้นปาดน้ำตา

 

                        

 

                     คัดลอกจากหนังสือ Secret (ฉบับ26 มีนาคม 2555)

 

                     ซึ่งงเรียบเรียงและตัดทอนจากฟอร์เวิร์ดเมล

 

                     โดยคุณยอดเยี่ยม เทพธรานนท์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 13 เมษายน 2555    
Last Update : 13 เมษายน 2555 11:53:08 น.
Counter : 255 Pageviews.  

อยากเล่าต่อ...ในวาระเดือนประสูติสมเด็จพระเทพฯ..ให้พ่อเลี้ยงข้าวครู

ให้พ่อเลี้ยงข้าวครู

 

            เมื่อหลายปีก่อน(ประมาณสัก13ปี) มีนักธุรกิจคนหนึ่งที่ทำงานอยู่กับ คุณเจริญ-คุณหญิงวรรณา  สิริวัฒนภักดี ไปหาอาตมา(พระราชวิจตรปฏิภาณ) ที่วัดสุทัศน์ เมื่อพบกันท่านผู้นี้ก็แจ้งความประสงค์ของการมาพบ และเล่าเรื่องที่เป็นจุดประสงค์ ดังนี้

 

             “เมื่อตอนเป็นครูสอนวิชาภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ ปกติผมต้องไปค้นคว้าข้อมูลในหอสมุดแห่งชาติ ต่อมาก็มีนักเรียนหญิงคนหนึ่งผูกเปียสองข้าง เข้าไปค้นข้อมูลอย่างจริงจัง ว่างก็สนทนากันถึงเรื่องวิชาการ

 

                “อยู่มาวันหนึ่ง นักเรียนหญิงคนนั้นก็ชวนผมไปเที่ยวบ้าน โดยบอกว่าจะให้พ่อเลี้ยงข้าวหนึ่งมื้อในฐานะที่ให้ความรู้ด้านวิชาการ โดยมีการนัดแนะกันที่พระราชวังดุสิต สวนจิตรลดา โดยเธอบอกว่าเมื่อเข้าประตูที่ 1 แล้วขอให้บอกแก่คนที่เฝ้าประตูด้วยคำพูดนี้ (เป็นคำเฉพาะ...)

 

                  “ครั้นถึงวันนัดหมาย ผมได้เดินทางไปโดยรถแท็กซี่ เมื่อเข้าประตูผมก็มิได้สงสัยคงบอกเจ้าหน้าที่ตามนั้น ครั้นถึงชั้นที่ 2 ผมก็บอกตามนั้นอีก เจ้าหน้าที่ก็อัธยาศัยดี ให้ความเคารพผมอย่างยิ่ง

 

                   “แต่พอถึงชั้นที่ 3 ผมก็เริ่มเห็นภาพชัดเจนว่า แท้ที่จริงเด็กผู้หญิงคนนั้นคือ ‘สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ’ ซึ่งตอนนั้นยังมิได้เฉลิมพระยศนี้ครับ พอผมนึกออกผมก็เริ่มสั่นแล้ว

 

              “ แต่เหตุที่ผมนึกไม่ออก เพราะผมไม่เคยคิดเลยว่า เจ้าฟ้าจะสนพระทัยในวิชาการอย่างจริงจัง เวลาค้นคว้าก็ทรงสืบค้นด้วยพระองค์เองทุกอย่าง ทรงค้นคว้าและจดจำอย่างขมีขมันโดยมิได้มีข้าราชบริพารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพระองค์ และเวลาที่สนทนาก็ให้ความนับถือคู่สนทนา    ยิ่งรู้ว่าผมเป็นครูสอนวิชาดังกล่าว

 

                        “ เมื่อผมรู้ว่านักเรียนหญิงคนนั้นคือสมเด็จพระเทพฯ ผมก็ประหม่า และแล้วรถแท็กซี่ก็ถึงที่นัดพบ สักครู่พระองค์ก็เสด็จออกมาแล้วตรัสปฏิสันถาร ถึงตอนนั้นผมก็ก้มลงกราบกับพื้น  และที่ทำให้ผมสั่นยิ่งขึ้นก็คือ ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าคุณพ่อของเด็กผู้หญิงคนนี้คือ ‘พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

 

                 “สักครู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จฯออกมา ทรงมีพระพักตร์ที่ยิ้มแย้มแล้วตรัสว่า ‘เห็นลูกสาวบอกว่าเป็นเพื่อนกัน’

 

                 “ เมื่อพระองค์ตรัสอย่างนี้ ผมก็ก้มลงกราบด้วยความประหม่าที่สุด แล้วกราบบังคมทูลว่า ‘มิเป็นการบังอาจ พระพุทธเจ้าข้า’ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระมหากรุณาธิคุณตรัสว่า ขอให้ทำตัวตามปกติ ไม่ต้องประหม่าหรือกลัวแต่อย่างใด พระองค์ตรัสขอบใจที่ได้เป็นเพื่อนสนทนาวิชาการดังกล่าว

 

                           “ จากนั้นพระองค์ก็ตรัสว่า ‘อันที่จริงก็มีผู้อยากขอเข้าเฝ้าเป็นจำนวนมาก บางรายก็ขอนำเงินขึ้นทูลเกล้าฯถวาย แต่เราก็ไม่สามารถจะรับเงินของบางคนได้ เราจะรับเงินของเขาได้อย่างไร ในเมื่อเงินที่เขานำมาถวายเรานั้น เป็นเงินที่เกิดจากการขายแผ่นดินของเรา เราจึงรับเงินนั้นไม่ได้ ถ้าจะถามพระราชาอย่างเราว่า พระราชาอย่างเรานั้นต้องการอะไร เราก็ขอตอบว่า

 

พระราชาอย่างเราต้องการคนซื่อสัตย์ เพราะคนที่ซื่อสัตย์คือสมบัติของพระราชาอย่างเรา’

 

                  “ ผมก้มลงกราบถวายบังคมพระองค์อีกครั้ง ด้วยความซาบซึ้งน้ำตาไหลในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้แก่ครูสอนหนังสือเล็กๆคนหนึ่งพระราชดำรัสของพระองค์มีคุณค่ายิ่งต่อชีวิตของผม จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็พระราชทานเลี้ยงก๋วยเตี๋ยว เป็นอาหารที่ผมรับประทานแล้วอิ่มตลอดชีวิต...”

 

 

            คัดลอกจากหนังสือ Secret ฉบับที่ 26 มีนาคม 2555

 

            ซึ่งตัดทอนจากบทความเรื่อง  “คนซื่อสัตย์คือสมบัติของพระราชา”

 

                         โดยพระราชวิจิตรปฏิภาณ วัดสุทัศน์ฯ

 

                          ที่มา:หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม 2551 

 




 

Create Date : 12 เมษายน 2555    
Last Update : 12 เมษายน 2555 10:35:53 น.
Counter : 255 Pageviews.  


SmileIce
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




"คนฉลาดที่อยู่แต่ที่เก่า...ไม่เท่าคนโง่ที่เดินทาง.."
จากหลวงปู่หล้าตาทิพย์ วัดป่าตึง


"การเปลี่ยนแปลง...ต้องนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า..."

New Comments
Friends' blogs
[Add SmileIce's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.