การเดินทางนอกจากจะทำให้จิตใจแกร่งขึ้นแล้ว...ยังช่วยบ่มเพาะความคิดให้เติบโตตามไปด้วย...
Group Blog
 
All Blogs
 
อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม/ดาร์จีริ่ง ตอน 24.ไทเกอร์ฮิลล์

ไทเกอร์ฮิลล์

 

...........

 

ตื่นเต้น..ตกใจ

 

                ฉันคงจะตื่นเต้นโดยไม่รู้ตัวหรือไม่ก็กลัวจะตื่นไม่ทันเวลานัด เมื่อคืนจึงหลับไม่ค่อยสนิท ตอนตีสองกว่าๆ เลยตัดสินใจลุกออกมาเข้าห้องน้ำเห็นหนุ่มน้อยมาดพระเอกนอนอยู่กลางห้องโถงเลยต้องค่อยๆย่องผ่าน... ‘ กิจกรรมของฉันนี่ช่างใหญ่โตนักเล่นเอาคนบางคนอดกลับไปนอนบ้านเลยนะนี่ ’  นึกแล้วก็ขำไม่ออก เขาพลิกตัวใต้ผ้าห่มหนาพร้อมโงหัวขึ้นเล็กน้อยมองมาที่ฉัน เราต่างก็เงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่ฉันอุตส่าห์เงียบที่สุดแล้วนะแต่ก็ไม่พ้นสัญชาตญาณของตำรวจหนุ่มไปได้

 

                 กลับเข้าห้องพยายามจะนอนต่อแต่ก็ไม่หลับเลยลุกขึ้นมาเตรียมตัวรอเวลาออกจากบ้านซะเลย ก่อนได้เวลาเดินทางเล็กน้อยบิจอยโผล่หน้าเข้ามาในห้องฉันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสพร้อมตะโกนบอกว่า

 

                        “ซูเรคาเปลี่ยนใจไปกับเราแล้วล่ะ” ฉันพลอยดีใจไปกับเขาด้วยเพราะเมื่อพลพรรคที่ร่วมทางมีความสุขฉันก็ควรเป็นสุขไปด้วยมิใช่หรือ?  ไม่งั้นบิจอยอาจมีอาการเหมือนคนที่ไม่ได้พกหัวใจติดตัวไปด้วยก็ได้และฉันก็คงจะรู้สึกผิดตลอดเวลาที่อยู่ที่ไทเกอร์ฮิลล์แน่ๆ

 

                 พลขับเอารถมารับเราตรงเวลาที่หน้าบ้าน เราทั้งสี่วิ่งฝ่าความหนาวเย็นไปขึ้นรถ สองข้างทางยังมืดสนิทบ้านช่องตามรายทางยังดูเงียบเชียบ ผู้คนส่วนใหญ่คงยังหลับใหลอยู่ใต้ผ้าห่มอันอบอุ่น เส้นทางบางช่วงคดเคี้ยวขึ้นเขา แสงไฟจากรถสาดส่องไปข้างหน้ากระทบกับไอหมอกที่ลอยตัวผ่านไป ฉันเผลอตัวกระชับมือทั้งสองข้างที่ซุกอยู่ในกระเป๋าเสวทเตอร์เข้ามาเกาะกุมกันไว้เพื่อเพิ่มความอบอุ่น บรรยากาศดูเงียบสงบทั้งนอกและในรถ

                 บิจอยและซูเรคาอิงแอบแนบชิดกันแบบไม่เกรงใจใครอยู่ข้างคนขับบรรยากาศช่างเป็นใจกับทั้งคู่ ดูเหมือนหัวใจของคนทั้งสองจะถูกความหนาวเย็นห่อหุ้มสงบนิ่งเป็นดวงเดียวกันไปแล้ว ตอนนี้ดูเหมือนมีแค่พวกเราห้าคนเท่านั้นที่หลงกลออกจากบ้านในยามวิกาลที่หนาวเหน็บเช่นนี้

 

                รถวิ่งไปพักใหญ่ฉันก็ต้องตกใจเมื่อเห็นหญิงสาวนางหนึ่งถลาออกมาจากความมืดข้างทางพร้อมโบกมือให้รถเราจอด แต่คนขับกลับยังคงขับรถต่อเหมือนมองไม่เห็น ทุกคนในรถดูมีอาการปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้จะสงสัยกับสิ่งที่เห็นเต็มแก่แต่ฉันก็ไม่กล้าทำลายความเงียบที่เจือมนต์ขลังในขณะนั้น

 

                เราต่างก็เงียบกันต่อแต่แล้วอีกไม่นานหญิงสาวคนใหม่ก็ถลาออกจากข้างทางสายเปลี่ยวพร้อมโบกรถเราให้จอดในอาการเดียวกับคนแรก ทุกคนในรถยังคงเงียบต่อไม่มีปฏิกิริยาใดๆเช่นเดิม ฉันชักสงสัยว่าตัวเองตาฝาดไปหรือเปล่า?หรือว่าผีข้างทางออกมาหลอกหลอนให้ฉันเห็นคนเดียว แต่อีกใจหนึ่งก็ค่อนข้างจะมั่นใจว่าทุกคนต้องเห็นเหมือนฉัน แล้วทำไมทุกคนจึงดูนิ่งเฉยไร้อารมณ์ใดๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเช่นนั้น ?

 

                รถวิ่งต่อไปบนเส้นทางลาดชันสลับพื้นที่ราบบางช่วงและไม่นานก็มีหญิงวัยกลางคนออกมายืนโบกมือให้รถเราจอดอีกเช่นเดียวกับสองรายที่ผ่านไปเมื่อพักใหญ่ คราวนี้ต่อมความอยากรู้ของฉันมันไม่ยอมนิ่งเฉยแล้ว ฉันเผลอทำลายความเงียบงันในรถโดยโพล่งถามบิจอย ไปว่า

 

                        “บิจอย...ผู้หญิงพวกนี้มาโบกรถเราทำไม?” บิจอยสดุ้งเล็กน้อยแต่ก็เอี้ยวตัวมาตอบ

 

                        “พวกนี้เป็นแม่ค้า เขาจะขออาศัยขึ้นรถไปไทเกอร์ฮิลล์ด้วย”  โล่งอกไปทีคำตอบของเขาสลายความกังขาของฉันได้อย่างหมดสิ้นและไม่น่าเชื่อ มันไม่เพียงทำให้ฉันโล่งอกจากความสงสัยหากยังให้ความอุ่นใจว่าใช่มีแต่เพียงพวกเราเท่านั้นที่จะขึ้นไทเกอร์ฮิลล์ในวันนี้

 

                 ระยะทางประมาณแปดกิโลเมตรจบลงด้วยเวลานานพอควรในความรู้สึกของฉัน รถจอดบนยอดเขาสูงลูกหนึ่งใกล้ๆกับอาคารสีขาวสูงไม่เกินสามชั้น ใกล้ๆมีรถจอดอยู่ก่อนแล้วไม่กี่คัน ฟ้าเริ่มสาง

              เราขึ้นไปชั้นบนสุดของอาคารสีขาวที่สร้างขึ้นอย่างถาวรเพื่อเป็นที่ชื่นชมเทือกเขากังเชนจุงกาเป็นการเฉพาะ ทั้งชั้นเป็นห้องโถงเดียวมีเก้าอี้วางเรียงรายเกือบเต็มห้องสำหรับผู้มาชม ด้านหน้าและด้านข้างของโถงติดกระจกตลอดแนวช่วงกลางเป็นหน้าต่างบานเลื่อน เรามาก่อนใครๆเลยได้เลือกจุดที่คิดว่าดีที่สุด คือด้านหน้ามุมขวาที่มองได้ทั้งด้านหน้าและด้านข้าง

 

 

ไม่สมหวัง..แต่ยังสมใจ

 

                ดวงอาทิตย์ยังไม่โผล่ แต่สิ่งที่เราเห็นอยู่เบื้องหน้าขณะนี้ก็คือเวิ้งทะเลเมฆและหมอกที่ขาวโพลนกระจายอยู่เต็มท้องฟ้า ด้านข้างขวามือต่ำลงไปยังพอมองเห็นยอดเขาสีเขียวเป็นหย่อมๆโผล่ขึ้นมาแทรกเมฆและหมอกที่บางเบาซึ่งกำลังเคลื่อนตัวไปตามสายลมที่พัดพาไปทางด้านหลัง ความงามของธรรมชาติเช่นนี้หาดูได้ไม่ง่ายนักเมื่อบวกกับความหนาวเย็นของอากาศที่ไม่ถึงขั้นยะเยือกก็ต้องบอกว่าประทับใจและได้อารมณ์จริงๆ

 

                 เบื้องล่างหน้าอาคารมีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งที่สมัครใจยืนชมตามอัธยาศัย บ้างก็ยืนเป็นกลุ่มก้อนบ้างก็กระจายไปตามจุดที่พึงใจ หลายคนจดจ้องด้วยกล้องทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ มีอยู่หนุ่มหนึ่งใส่เสื้อสีแดงออกจะทำตัวพิเศษกว่าใครๆคือผ่าขึ้นไปตั้งขาตั้งกล้องบนหลังคารถดูโดดเด่นกว่าชาวบ้านชนิดไม่เกรงใจสายตาผู้ใด ฉันและบิจอยก็ถือกล้องไม่วางเช่นกัน

 

                 แสงจากดวงอาทิตย์เริ่มสาดส่องเสียดแทงกลุ่มเมฆขึ้นมาแล้ว แต่เมฆหมอกยังคงเกลื่อนเต็มอยู่เหมือนเดิม ผู้คนเริ่มหนาตามากขึ้นโดยเฉพาะเบื้องล่างหน้าอาคารคนเริ่มยืนออกันเต็มพื้นที่เกือบหมด เวลานี้จิตใจทุกคนมุ่งสู่สิ่งเดียวที่เป็นเป้าหมายซึ่งทำให้ทุกคนมาที่นี่

 

                บิจอยบอกว่าช่วงนี้ท้องฟ้าไม่ค่อยแจ่มใสมีเมฆหมอกเยอะคงยากที่จะเห็นกังเชนจุงกาได้ชัดเจน

 

                       “คุณต้องมาเดือนเมษายนท้องฟ้าจะแจ่มใสและเห็นกังเชนจุงกาได้ชัดเจน มันสวยงามมากเมื่ออาทิตย์ขึ้นแสงอาทิตย์จะทำให้เทือกเขาสว่างแจ่มแจ๋วไปทั้งเทือกเขา ผมมาเมื่อปีที่แล้วสวยจริงๆท้องฟ้าไม่มีเมฆหมอกเลย” บิจอยผู้มีความสุนทรีย์ในอารมณ์บรรยายให้ฉันเห็นภาพได้โดยไม่ต้องจินตนาการ

 

                แสงแรกของอาทิตย์ที่สาดส่องแทรกเมฆหมอกมาได้เมื่อสักครู่ บัดนี้ได้ถูกเมฆหนาเลื่อนลอยมาทาบทับไปหมดแล้ว ท้องฟ้ากล่นเกลื่อนไปด้วยเมฆหมอกหนาเช่นนี้ความหวังที่ทุกคนจะได้ยลโฉมแม่นางกังเชนจุงกาเริ่มมีแววลางเลือนซะแล้ว หลายคนลดกล้องลงเพื่อรอเวลาและความหวังใหม่ที่อาจจะมาเยือน บิจอยก้มลงมองนาฬิกา มันคือสัญญาณเตือนให้ฉันรู้ว่าเวลาของฉัน ณ ที่นี้มันมีจำกัด

 

                       “ถ้าเมฆเยอะขนาดนี้คงยากที่จะเห็นกังเชนจุงกาได้ หากรอจนสายมากๆอาจจะพอได้เห็นบ้าง” บิจอยบอก แต่ฉันตระหนักดีว่าเราคงไม่มีเวลามากขนาดนั้น....ได้เริ่มทำใจแล้ว

 

                 เราลงมาชั้นล่างและถ่ายรูปร่วมกันกับวิวสวยบนยอดเขาพอเป็นพิธี แล้วก็ลาเมฆหมอกและทิวเขารอบๆตัว โดยหวังว่าผู้คนที่ยังคงรอคอยต่อไปจะไม่ผิดหวังก่อนจากลาเช่นฉัน

 

                 บนรถระหว่างทางบิจอยบอกว่า ที่โรงเรียนเซนต์ปอล (St.Paul’s School)ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากเส้นทางกลับก็เป็นอีกแห่งที่ดูกังเชนจุงกาได้สวย แต่นี่เราคงไม่มีเวลาแล้ว เพราะเขาต้องรีบไปโรงเรียน

 

( เอ๊า...พูดทำไมบิจอย?  ฟังแล้วมันแค้นนนน....มากกว่า...)

 

                 เรากลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ นับว่าสมใจฉันที่ ได้ทำในสิ่งที่ปรารถนา แม้ว่าจะไม่บรรลุเป้าหมายแต่นั่นก็ด้วยเหตุสุดวิสัย ฉันตั้งใจมั่นว่าจะต้องกลับมาที่นี่อีกครั้งให้ได้เพื่อมาล้างแค้นแม่นางกังเชนจุงกา...ไม่วันใดก็วันหนึ่ง!

 

 

ใจหาย..ร่ำลา

 

                 ฉันเดินเข้าห้องเพื่อเก็บข้าวของบางส่วนที่เหลือ พลันความรู้สึกวังเวงและใจหายก็เกิดขึ้นแทบจะไม่ทันรู้ตัว คำถามผุดขึ้นในใจ  ‘นี่ถึงเวลาแล้วหรือ ?....เวลาที่เราจะต้องเดินอย่างโดดเดี่ยวออกจากวงจรชีวิตของผู้คนที่ได้ให้ความอบอุ่นทั้งใจและกายตลอดเวลาที่เราได้มีโอกาสใกล้ชิดกับพวกเขา แม้จะเป็นเวลาสั้นๆแต่ช่างประทับใจได้แน่นหนัก ’ ใจข้างหนึ่งตอบกลับทันควัน  ‘ใช่...ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วก็ต้องจบลง... ’

 

                       ‘ฉันต้องเข้มแข็งและก้าวเดินต่อไป ที่ผ่านมาคือสิ่งดีๆตามรายทางที่เพิ่งเริ่มต้น ฉันจะต้องเดินต่อเพื่อไปให้ถึงจุดหมายของความตั้งใจ’ ฉันบอกกับตัวเอง      

 

                หลังอาหารเช้าก่อนร่ำลากันฉันได้ขอถ่ายรูปร่วมกับทุกคนยกเว้นเชดุป น้องชายของบิจอยและลามิงผู้เป็นภรรยาซึ่งทั้งสองได้ออกจากบ้านไปเคอซงก่อนที่ฉันจะกลับจากไทเกอร์ฮิลล์แล้ว

 

                บิจอยบอกลาก่อนไปโรงเรียนพร้อมยื่นหนังสือเล่มเล็กปกสวยน่ารักชื่อดาร์จีลิ่งให้ฉัน หน้าปกหนังสือเป็นรูปเทือกเขากังเชนจุงกาที่ดูสง่างามด้วยแสงทองสะท้อนทาทาบไร้เมฆหมอกบดบัง  ฉันรับด้วยความรู้สึกประทับใจอย่างนึกไม่ถึงจริงๆ และไม่ลืมที่จะชวนเขาให้ไปเที่ยวเมืองไทยบ้าง

 

               เพม่ามีเพื่อนมารับที่บ้านเพื่อไปโรงเรียน เธออยู่ในชุดนักเรียนกระโปรงลายสก๊อตต์ดูน่ารักมาก ฉันอวยพรให้เธอเรียนหนังสือเก่งๆได้เป็นคุณหมอสมความตั้งใจ เธอยิ้มรับดูเอียงอายเล็กน้อย ยูเอสและรูปาผู้ภรรยา บอกว่าหากมีโอกาสให้มาเที่ยวดาร์จีลิ่งอีกนะ  ฉันไม่อาจบรรยายความรู้สึกในขณะนี้ได้ บอกได้แต่เพียงว่ามันเต็มตื้นในหัวใจไปทั่วฉันจะจดจำความรู้สึกนี้ไว้ในใจตลอดไป

 

                 ยูเอสเอารถมาส่งฉันที่ท่ารถเพื่อจะต่อไปยังเมืองกาลิมปง(Kalimpong)  เมืองที่บิจอยและ

 

รูปาแนะนำว่าน่าไปเพราะไม่ไกลจากดาร์จีลิ่ง มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะโดยเฉพาะยอดเขาเดโล (Deolo) ซึ่งรูปาย้ำว่า “ต้องขึ้นไปให้ได้นะ

 

                ฉันอำลาดาร์จีลิ่งด้วยความรู้สึกเต็มตื้น ที่นี่มีสิ่งที่ทำให้ฉันประทับใจมากมายโดยเฉพาะการได้สัมผัสกับไออุ่นของความรักที่อบอวลอยู่ในครอบครัวของยูเอส มันได้เผื่อแผ่มาที่ฉันด้วยตลอดเวลาที่ได้ใกล้ชิดและร่วมชายคา ทุกอย่างจะตรึงตราอยู่ในหัวใจฉันตลอดไป ฉันสัญญากับตัวเองว่าจะต้องหาโอกาสกลับมาที่นี่อีกครั้งให้ได้

 

 

........................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




Create Date : 04 เมษายน 2555
Last Update : 8 ตุลาคม 2555 22:34:28 น. 5 comments
Counter : 556 Pageviews.

 
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

สุขสันต์วันเกิดนะขอรับ....


โดย: *คนจัยดี (ขุนเพชรขุนราม ) วันที่: 4 พฤษภาคม 2555 เวลา:4:02:10 น.  

 

SmileIce


โดย: @NBC วันที่: 4 พฤษภาคม 2555 เวลา:9:44:06 น.  

 
สุขสันต์วันเกิดค่ะ
ขอให้มีความสุขมากๆ คิดสิ่งใดขอให้สมปรารถนา
มีความก้าวหน้าทั้งในชีวิตและหน้าที่การงาน
สุขภาพแข็งแรงตลอดปี และตลอดไปค่ะ




โดย: pantawan วันที่: 4 พฤษภาคม 2555 เวลา:11:06:01 น.  

 
HBDค่ะ


โดย: chibifachan วันที่: 4 พฤษภาคม 2555 เวลา:23:54:10 น.  

 
ไปเที่ยวประจวบฯหลายวันเพิ่งได้มาเปิดบ้านสีชมพูค่ะ
ขอขอบคุณ
คุณคนจัยดี(ขุนเพชรขุนราม)
คุณ@NBC
คุณpantawan และ คุณchibifachan มากๆเลยค่ะ
และขอให้สิ่งดีๆและความสุขที่ทุกท่านส่งมาให้กลับไปสู่ทุกท่านอีกร้อยเท่าพันทวีนะคะ


โดย: SmileIce วันที่: 9 พฤษภาคม 2555 เวลา:15:20:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

SmileIce
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




"คนฉลาดที่อยู่แต่ที่เก่า...ไม่เท่าคนโง่ที่เดินทาง.."
จากหลวงปู่หล้าตาทิพย์ วัดป่าตึง


"การเปลี่ยนแปลง...ต้องนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า..."

New Comments
Friends' blogs
[Add SmileIce's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.