การเดินทางนอกจากจะทำให้จิตใจแกร่งขึ้นแล้ว...ยังช่วยบ่มเพาะความคิดให้เติบโตตามไปด้วย...
Group Blog
 
All Blogs
 

เรื่องดีๆขอบอกต่อ...แล้วแม่จะกอดใคร..

 

* แล้วแม่ จะกอดใคร ? *

 

 

สำหรับลูกทุกคน !!! วันนี้... คุณกอดแม่หรือยัง ?

 



                   เป็นเรื่องของครอบครัวหนึ่ง ที่ไปส่งลูกชายที่สนามบิน

 

 

             "... สาย ตาของผมไปสะดุดกับครอบครัวเล็กครอบครัวหนึ่งเข้า น่าจะเป็นคนจีนพ่อ-แม่-ลูก.... ภาพที่เห็นนั้น

 

คุณลูกตัวใหญ่ซึ่งอายุน่าจะเฉียดสามสิบได้ กำลังกอดเอวฟุบหน้าอยู่กับตักของแม่ ร้องไห้จนตัวสั่นไปหมด ..... แม่เอามือลูบหัวลูกชาย ราวกับเขายังคงเป็นเด็กน้อยตัวเล็กคนเดิมเบา ๆ ด้วยใบหน้าที่เยือกเย็น แต่ฉายแววเศร้าอยู่ในที ในขณะที่คุณพ่อได้แต่ยืนดูอยู่ห่าง ๆ มือกอดอกบ้าง ล้วงกระเป๋าบ้าง

                   เวลา ผ่านไปเท่าไหร่ไม่รู้ แต่คงนานพอที่จะทำให้คนทั้งสามต้องเริ่มต้นบอกลากันจริง ๆ สักที
...ลูกชายคลายกอดจากแม่... ค่อย ๆ ยืนขึ้นช้า ๆ น้ำตานองหน้า เขาสวมกอดผู้หญิงที่สูงเกือบไม่ถึงไหล่คนเดิมตรงหน้าอีกครั้ง ... เป็นกอดที่แม้จะเนิ่นนานและแน่นแค่ไหน ก็เหมือนกับมันดูจะสั้นเกินไปอยู่ดี ลูกชายเช็ดน้ำตาแล้วหันกลับมามองพ่อ เขายิ้มที่มุมปากเล็กน้อยและกอดกันหลวม ๆ พร้อมตบไหล่กันเบา ๆ พอเป็นพิธี

                   ก่อนจะลาจากกันไป เขากอดแม่อีกครั้งอย่างอาลัยอาวรณ์ แล้วเดินถอยหลังขึ้นบันไดเลื่อนไป แม่ยังคงยืนมองดูลูกค่อย ๆ เลื่อนไกลออกไปอย่างสงบนิ่ง ยกมือขึ้นโบกลาช้า ๆ ...ในขณะที่พ่อเริ่มเดินก้มๆ เงยๆ หาทางมองให้เห็นลูกที่ตอนนี้อยู่ไกลจนเกือบลับสายตาอย่างลุกลี้ลุกลน


ผมนึกในใจขึ้นมาอย่างสงสัยว่า " ผู้หญิงคนนี้ช่างใจแข็งจริงที่ไม่ร้องไห้เลยสักนิด "


                ...
และแล้วภาพอันน่าแปลกใจที่ผมไม่คิดว่าจะได้เห็น ก็เกิดขึ้นตรงหน้า ... ในวินาทีที่ลูกชายได้ลับสายตาทั้งคู่ไปแล้ว ผู้ชายที่เมื่อครู่ยืนอยู่ห่าง ๆ กอดอกนิ่ง ๆ มองไปทางอื่น เหมือนไม่ค่อยจะสนใจภาพที่อยู่ตรงหน้าของลูกชายกับหญิงผู้เป็นแม่เท่าไรนัก โผเข้ากอดภรรยาแล้วร้องไห้ออกมาอย่างมากมาย... จนผู้หญิงคนเดิมที่ตอนนี้เปลี่ยนจากหน้าที่ของแม่มาเป็นภรรยาแล้วนั้น ต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาช่วยซับน้ำตาให้ แล้วกอดเขาพร้อมตบไหล่เบา ๆ ราวกับกำลังปลอบเด็กน้อยคนหนึ่งที่อยู่ในร่างของชายสูงอายุ...

 



              ผมคิดถามตัวเองเล่น ๆ ไปว่า ถ้าวันนี้เธอคนนั้นร้องไห้ขึ้นมาบ้างล่ะ จะเหลือใครแข็งแรงพอให้เธอกอดบ้าง ?...



                ผมเชื่อว่า เราส่วนใหญ่คงไม่ลืมกันหรอกที่จะบอกให้ผู้หญิงคนนี้รู้ว่าเรารัก และเราก็มักพูดเตือนกันเสมอ ๆ อยู่แล้วว่า อย่าลืมกอดแม่บ้างนะ วันนี้ผมขอเพิ่มอีกอย่างแล้วกันว่า.... อย่าลืม ให้แม่กอดคุณบ้างนะครับ เพราะเธอก็อาจต้องการมันไม่น้อยไปกว่าคุณหรือใคร.. "
 

             
สำหรับคู่สามีภรรยานะคะ เราสามารถดูแลหัวใจของซึ่งกันและกันให้แข็งแรงได้ง่ายๆค่ะ เพียงแค่กอดกันบ่อยๆ เท่านั้นเอง

             นักวิจัยของมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลน่า สหรัฐฯ ทดลองให้สามีกอดภรรยา(ของตนเอง) เพียงวันละ
20 วินาที พบว่าพฤติกรรมดังกล่าวช่วยลดความดันโลหิต ส่งผลต่อสุขภาพทั้งสองฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ เนื่องจากช่วยลดความเครียดได้

 

 

 

 

 

 

 

 

                   ตัดต่อจาก : คอลัมน์ " คิดเล็กคิดน้อย " โดย คุณอั๋น ภูวนาท คุนผลิน นิตยสารแพรว ฉบับที่ 664 

 




 

Create Date : 14 เมษายน 2555    
Last Update : 14 เมษายน 2555 13:49:06 น.
Counter : 198 Pageviews.  

รักเสียสละ

รักเสียสละ

          ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ  

 

          ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆของฉันมีกัน  

 

          จากนั้นพ่อก็รู้เรื่องพ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพงโดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน         'ใครขโมยเงินไป'   พ่อตวาด 

 

            ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป  น้องชายฉันก็เช่นกัน  พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า 'ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ

 

             พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า       'ผมขโมยเองครับ

 

             ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง 

 

พ่อโกรธมาก       พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย

 

 พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน 

 

                    ' ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้          ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก     แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย'

 

                  คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้    หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด       แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย

 

                    กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมากน้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า          ' พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว

 

                  ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ

 

                     หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง  

 

ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย              

 

                    ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11ปี... 

 

                      เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น     เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียนม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน

 

                      คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน             ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า             'ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ

 

                  แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า   'แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน'

 

                       ทันใดนั้นน้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า

 

        'ผมไม่ต้องการเรียนต่อ    ผมอ่านหนังสือมามากพอแล้วพ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่ 

 

             'ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้    ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้ '

 

                คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน 

 

               ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า

 

'ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้'

 

 แต่ในขณะเดียวกัน         ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้

 

 ใครจะรู้ได้ .......

 

                  วันต่อมาในตอนเช้ามืด   น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น  และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว               ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน

 

                     ขณะฉันกำลังหลับ   'พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ....ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่ '

 

                    ฉันนั่งอยู่บนเตียง           อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า .......ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป  ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17ปี ส่วนฉันอายุ 20ปี .....

 

                      ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน   รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น  กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ .......ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3

 

                         วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก    เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า        'มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ'

 

                ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ??? 

 

                     ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่     ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง  ฉันถามเขาว่า      

 

       'ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ ' น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า    

 

   'ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่
เพื่อนๆ ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี'

 

                    ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง          และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ

 

                     'พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง  เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม'

 

                       จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง         เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า

 

                    'ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน  ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง'

 

 ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี . .

 

                   วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก   ฉันสังเกตเห็นว่าหน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว                เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก

 

                   หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า  'แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก  เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ'

 

                       แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า           ' แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหากวันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้านลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ '

 

                  ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา    ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ   ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด 'เจ็บมากไหม' ฉันถาม

 

            'ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆมีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ และ........

 

น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูดเพราะฉันหันหน้าหนีเขา 

 

น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง
                           'เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ'  

 

                     ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...  หลังจากนั้น  ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง

 

                      หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...

 

                      แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ   ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง   แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี  จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป . ..เขาบอกกับฉันว่า

 

 'พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง

 

                     สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท      แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้  เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา 

 

                    วันหนึ่ง  น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล   และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด

 

                       เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล   ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล  น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา ...
ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า                 ' ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!

 

                        ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้           ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง

 

                          คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด            ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา

 

                        'พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ  คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด'

 

                    น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย ..... 

 

                    ฉันบอกกับน้องว่า            'แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่... '

 

 'ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ'

 

                         น้องชายของฉันจับมือฉันไว้ ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...

 

                    เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี   เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน

 

                   ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า

 

 'ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้'

 

                         น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล 'พี่สาวของผมครับ' ..... 

 

และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้

 

                               'ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง  เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม.  เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน   วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง        พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง  และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล

 

 เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว         เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ .......นับจากวันนั้น          ผมสาบานกับตัวเองว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอเสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว          สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน  คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก .......

 

 'ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ'

 

                      ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้      น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...  

 

                       จงรัก     และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ วันในชีวิตของคุณและเขา

 

 คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ

 

 แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง ..ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ    พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม

 

                                                       จบบริบูรณ์.... 

 

               ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัทฮุนไดและในเครือกว่า 20 บริษัท

 

               ส่วนน้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ   ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า  'ซัมซุง'

 

 และเรื่องราวของท่านทั้ง 2 คนกำลังถูกนำมาสร้างเป็นซี่รี่ย์ โดยดาราเล็กๆ คนคือ ซอง เฮ เคียว / ลี ดอง ฮุค

 

              บู มิง ฮอง       เล่าเรื่อง

 

 

 

 




 

Create Date : 09 เมษายน 2555    
Last Update : 9 เมษายน 2555 15:34:55 น.
Counter : 208 Pageviews.  


SmileIce
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




"คนฉลาดที่อยู่แต่ที่เก่า...ไม่เท่าคนโง่ที่เดินทาง.."
จากหลวงปู่หล้าตาทิพย์ วัดป่าตึง


"การเปลี่ยนแปลง...ต้องนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า..."

New Comments
Friends' blogs
[Add SmileIce's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.