Group Blog
 
All Blogs
 
เราเกิดมาทำไม

เราเกิดมาทำไม
รสธรรม



เธอจงระวังความคิดของเธอ
เพราะความคิดของเธอจะกลายเป็นความประพฤติของเธอ

เธอจงระวังความประพฤติของเธอ
เพราะความประพฤติของเธอจะกลายเป็นความเคยชินของเธอ

เธอจงระวังความเคยชินของเธอ
เพราะความเคยชินของเธอ จะกลายเป็นอุปนิสัยของเธอ

เธอจงระวังอุปนิสัยของเธอ
เพราะอุปนิสัยของเธอจะกำหนดชะตากรรมของเธอชั่วชีวิต

โดย พระอาจารย์ชา สุภัทโท)



หลังจากที่ได้อ่านข้อความของพระอาจารย์ชา สุภัทโท ที่ได้รับมาจากเมล์ที่เพื่อนคนหนึ่ง
ส่งมาให้ แล้วก็เลยพอจะได้คำตอบที่เคยเฝ้าถามตัวเองมานานแล้วว่า เราเกิดมาทำไม

เราเกิดมาทำไม นั้นน่ะสินะ เพื่อนๆ เคยลองถามตัวเองบ้างไหมคะว่าเราเกิดมาทำไม
จากข้อความของพระอาจารย์ชา สุภัทโท นั้น คำตอบหนึ่งก็คือเกิดมาตามชะตากรรม
ที่เราเป็นผู้กำหนดไงคะ

จะสังเกตได้ว่า เราเกิดมาก็เกิดมาแต่ตัว ไม่มีเสื้อผ้า ไม่มีเพื่อน เอ สงสัยคงต้องยกเว้น
คนที่เกิดมาเป็นฝาแฝดกันแล้วมั้งคะ ดังนั้นเมื่อจะตายไปก็คงไม่สามารถเอาอะไรติดตัวตาม
ไปได้หรอกค่ะ

มีบางคนได้กล่าวไว้ว่า ตั้งแต่ที่เราลืมตาขึ้นมาอยู่ในโลกนี้ เราก็เกิดมาพร้อมกับความเจ็บ
ความแก่ และความตาย เพียงแต่ว่าความเจ็บ ความแก่ และความตายนั้น จะมาปรากฏ
ให้เราเห็นตอนไหนก็เท่านั้นเองค่ะ

ทุกวันนี้ ถ้าเราลองสังเกตดู ร่างกายของเรานี่ทุกส่วน มันเสื่อมไปหมดค่ะ ยกตัวอย่างเช่น
ผมมันก็เสื่อมไป ล่วงไป ขนมันก็เสื่อมไป เล็บมันก็เสื่อมไป หนัง มันก็เสื่อมไป
อะไรทุกอย่างมันเสื่อมไปหมดทั้งนั้นค่ะ ถ้าอย่างนั้นแล้ว เราจะเกิดมาทำไมล่ะคะ
เกิดมาเพื่อทรมานหรือคะ เกิดมาให้ได้รับความทุกข์อย่างนั้นหรือคะ

เอาเถอะน่า ไหนๆ ก็เกิดมาแล้ว ก็อย่าให้เสียชาติเกิดแล้วกัน เราลองมาดูตามหลักการ
ของวิทยาศาสตร์ซะหน่อยนะคะ ที่ว่าเมื่อมีการกระทำ (Action) ก็ย่อมมีการกระทำกลับ (Reaction)

เราเกิดมาทำไม หลายๆ คนตอบว่า เกิดมาเพื่อชดใช้กรรมเก่าบ้างล่ะ
เกิดมาเพื่อสร้างกรรมใหม่บ้างล่ะ

คำตอบแรกนี้เห็นท่าจะจริงนะคะ ถ้าเราลองเฝ้าสังเกตดูได้จาก ทำไมบางคนที่เกิดมาพร้อมด้วย
ทรัพย์สมบัติ หรือรูปสมบัติ หรือทั้งสองอย่างก็ตาม แต่บางคนกลับเกิดมา แม้แต่อวัยวะยังไม่ครบ
๓๒ ประการเลย เช่น คนที่ตาบอด หรือหูหนวกแต่กำเนิด เป็นต้น ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
เราเคยไปทำกรรมอะไรให้กับใครไว้ที่ไหนอย่างไรหรือเปล่าคะ

แต่เมื่อเราเกิดมาแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะใดก็ตาม หลังจากที่เราได้ชดใช้กรรมเก่า
เมื่อชาติที่ผ่านมาแล้ว คำตอบที่สองก็คงจะเป็นจริงอีก ก็เราอีกนั่นแหละที่เป็นผู้สร้างกรรมใหม่
ที่เราต้องได้ชดใช้แน่ ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า ส่วนมากไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้าหรอก
รับรองในชาตินี้แน่ ตัวอย่างเช่น การที่เราทำดี แล้วเราเกิดความสบายใจ
หรือเราทำไม่ดี ตัวเราเองนั่นแหละที่ทุกข์ใจเอง แค่นี้ก็เห็นผลกรรมชัดๆ อยู่แล้ว
ไม่ต้องไปดูอะไรมาก

สรุปแล้วการกระทำต่างๆ ของเราคงหนีไม่พ้นเรื่องของกรรมเป็นแน่แท้ เราลองมาศึกษา
ทำความเข้าใจกันดูในเรื่องของกรรมกันดีกว่าค่ะ หลังจากนั้นเราก็เลือกเอาแล้วกันว่า
เราควรจะประพฤติแบบเดิมต่อไปเรื่อยๆ หรือเราควรจะเพิ่มหรือลดการกระทำบางอย่าง
ของเราลงค่ะ

กรรม สามารถจำแนกได้เป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ ๓ ประเภท ดังต่อไปนี้ คือ

๑. กรรมที่ให้ผลตามความหนัก-เบา ซึ่งจำแนกย่อยได้เป็น ๔ ประเภทคือ
๑.๑ ครุกรรม หรือ กรรมหนัก
กรรมประเภทนี้มีอำนาจเหนือกรรมอื่นใดทั้งสิ้น จะส่งผลในทันที ถ้าเป็นกรรมฝ่ายกุศล
เช่น ผู้ที่ได้ฌานสมาบัติ ย่อมไปบังเกิดในพรหมโลก ไม่มีอกุศลอื่นใดมาขัดขวางได้
ถ้าเป็นครุกรรมฝ่ายอกุศลกรรม หรือกรรมชั่วอย่างหนัก เช่น อนันตริยกรรม คือ
การฆ่าบิดา มารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงห้อพระโลหิต และการทำให้
สงฆ์แตกสามัคคีกัน ที่เรียกว่า สังฆเภท ย่อมตกมหานรกอเวจีทันทีหลังจากชาตินี้ ไม่มีบุญ
กุศลใดๆ มาช่วยเหลือป้องกันได้
๑.๒ อาจิณณกรรม หรือ กรรมสะสม
กรรมสะสมฝ่ายกุศล ได้แก่ การทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา การตั้งอยู่ในศีล
ในธรรม การละเว้นความชั่ว เป็นต้น เมื่อสะสมกุศลทั้งหลายแม้ทีละเล็กทีละน้อย
เมื่อสะสมอยู่เรื่อยๆ มากเข้า ก็กลายเป็นพลังกุศลที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนกรรมสะสมฝ่าย
อกุศล ได้แก่ การทำความชั่วทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าสัตว์วันละเล็กวันละน้อย เช่น การฆ่ามด
หรือการตบยุงก็ตาม กรรมประเภทนี้จะให้ผลรองมาจากอาสันนกรรม
๑.๓ อาสันนกรรม หรือ กรรมเมื่อใกล้ตาย
คือกรรมที่ระลึกเมื่อใกล้จะตาย มีอิทธิพลในการสร้างภพสร้างชาติใหม่รองจากครุกรรม
อาสันนกรรมที่ให้ผลก่อนตายนั้นให้ผลหนักเบาในลักษณะที่ แม้จะทำความดีมาตลอดชีวิต ก่อนตาย
จิตเศร้าหมองด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อาสันนกรรมนี้ก็จะบันดาลให้ไปสู่อบายภูมิก่อนกรรมอื่นจะให้ผล
ยกตัวอย่างเช่น เศรษฐีผู้หนึ่ง บริจาคทรัพย์สม่ำเสมอ ตักบาตร ฟังธรรม รักษาศีล เป็นนิจ
แต่ตอนป่วยหนักใกล้จะตาย ขาดการดูแลเอาใจใส่จากลูกหลาน เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ เสียแรงที่เป็นมหาเศรษฐี
มีเงินมีทองมากมาย แต่ก็ไม่สามารถซื้อความดูแลจากใครๆ ได้ ดูแล้วไม่ต่างจากยาจกเข็ญใจ
ทำให้นึกเห็นภาพยาจกอยู่เนืองๆ พอจิตสุดท้ายจับที่ยาจก จึงทำให้ไปปฏิสนธิในท้องของยาจกในชาติถัดไป
หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง พระนางมัลลิกาเทวี ผู้เป็นมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศล ทำความดีมาตลอด
ชีวิต ก่อนตายจิตเศร้าหมองเนื่องจากเคยเดินสะดุดเท้าพระสวามี เป็นเหตุให้เท้าของท่านต้องแหย่ในนรกถึง
๗ วันมนุษย์ เป็นต้น ในทางตรงกันข้ามคืออาสันนกรรมฝ่ายกุศล เมื่อจิตระลึกได้ก่อนที่จะดับไปจากภพภูมินี้
ก็ย่อมจะมีอิทธิพลไปสร้างภพภูมิใหม่ที่ดีได้ ถึงแม้ว่า จะประกอบอกุศลเป็นประจำอยู่ก็ตาม
ดังนั้นอาสันนกรรมจึงทำหน้าที่เป็นชนกกรรม คือกรรม ที่นำไปเกิดในชาติถัดไป
หลังจากหมดหน้าที่ของชนกกรรมแล้ว อาจิณณกรรมทั้งฝ่ายกุศล และฝ่ายอกุศลก็จะเข้ามาทำหน้าที่ให้ผลต่อไป
๑.๔ กตัตตากรรม หรือ กรรมเล็กๆ น้อยๆ
คือกรรมที่สักแต่กระทำ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกุศลหรือฝ่ายอกุศลก็ตาม จะให้ผลเมื่อกรรม
ประเภทอื่นๆ ให้ผลหมดแล้ว ดังนั้นกรรมประเภทนี้จึงเป็นกรรมที่ให้ผลน้อยที่สุด

๒. กรรมที่ให้ผลตามหน้าที่ ซึ่งจำแนกย่อยได้เป็น ๔ ประเภทคือ
๒.๑ ชนกกรรม หรือ กรรมที่ให้ผลมาตั้งแต่เกิด
เป็นกรรมที่ให้กำเนิดดุจบิดามารดา คือให้ผลในการปฏิสนธิในชาตินี้หรือชาติหน้า เช่น
การเกิดมาในภพภูมิที่สูง หรือต่ำ หรือ การเกิดในภพภูมิมนุษย์ ในครรภ์มารดาที่เป็น
เศรษฐี หรือเกิดมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น
๒.๒ อุปัตถัมภกกรรม หรือ กรรมที่เป็นพี่เลี้ยง
คือกรรมที่รอให้ผลต่อจากชนกกรรม เป็นกรรมที่เกิดมาจากกรรมสะสม ตัวอย่างเช่น
หลังจากที่มหาเศรษฐีได้เกิดมาเป็นทารกของยาจก แต่จากการที่ทารกผู้นี้ได้เคยทำ
กุศลมาจากชาติปางก่อน จึงทำให้มีผู้ที่เมตตา คอยช่วยเหลือเขาไม่ให้ได้รับความยาก
ลำบากในกาลต่อมา หรืออาจมีเหตุบังเอิญให้ได้เจอผู้มีใจบุญรับไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม
ให้ได้ศึกษาเล่าเรียนในระดับสูงต่อไป ทั้งนี้ก็เพราะอานิสงส์ของกุศลในชาติที่แล้วนั่นเอง
๒.๓ อุปปีฬกกรรม หรือ กรรมเบียดเบียน
คือกรรมที่คอยขัดคอ เบียดเบียน บีบคั้น ให้กรรมก่อนหน้านี้เพลาลง ให้เสียหายไปบ้าง
แต่ไม่ถึงกับรุนแรงไป เช่น จากที่เคยทำความดีมา ทำให้ไปเกิดในครอบครัวที่สุขสบาย
แต่จากการที่เคยเผลอไปฆ่าหรือเบียดเบียนสัตว์ จึงทำให้เป็นคนที่มีสุขภาพไม่ค่อยจะดี
มีโรคภัยเบียดเบียนอยู่ตลอดเวลา หรือคนที่เกิดมาสุขภาพไม่ดี เจ็บป่วยสามวันดีสี่วันไข้
แต่ผลจากกุศลกรรมที่เคยสะสมไว้ ทำให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บในไม่ช้าได้ หรือคนที่เกิดมายากจน
ผลจากกรรมดีที่ได้สะสมไว้ จะดลใจให้รู้จักทำมาค้าขึ้น ก็อาจมีโอกาสร่ำรวยขึ้นมาได้ เป็นต้น
๒.๔ อุปฆาตกกรรม หรือ กรรมตัดรอน
เป็นกรรมที่มีอำนาจมากเป็นพิเศษ จะให้ผลอย่างรุนแรงในทันที สามารถขจัดหรือทำลาย
กรรมที่ให้ผลอยู่ก่อนแล้วได้ ตัวอย่างเช่น ได้เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น ได้รับการศึกษา
ในระดับสูง แต่บังเอิญต้องกลับบ้านดึก ก็เลยถูกฆ่าข่มขืน หรืออาจเกิดอุบัติเหตุตายโหงได้
อันนี้จัดเป็นกรรมตัดรอนฝ่ายอกุศล หรือในทางตรงกันข้าม เกิดมาในสลัมสกปรกยากจน
บังเอิญได้ทุนการศึกษาจากผู้ใจบุญ ทำให้ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนในระดับสูง
หรืออาจได้ลาภก้อนใหญ่ จากการที่เจอคนทำกระเป๋าสตางค์ตกไว้ แต่จากการสอบถามแจ้งความ
ตามหาเจ้าของแล้วไม่ปรากฏ ทำให้สามารถร่ำรวยขึ้นมาเป็นเศรษฐี มั่งมีเงินทองขึ้นมาได้ เป็นต้น

๓. กรรมที่ให้ผลตามกาลเวลา ซึ่งจำแนกย่อยได้เป็น ๔ ประเภทคือ
๓.๑ ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม หรือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน
นั่นคือให้ผลในชาติปัจจุบันนั่นเอง ซึ่งแบ่งออกได้เป็น ๒ อย่างคือ
๓.๑.๑ ให้ผลในเวลาที่ไม่นานนัก คือประมาณ ๗ วัน
๓.๑.๒ ให้ผลโดยไม่มีกำหนดเวลา
กรรมประเภทนี้เปรียบเหมือนการนำเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ มาปลูกลงพร้อมกัน พืชบางชนิดให้
ผลเร็ว พืชบางชนิดเติบโตให้ผลช้า บางชนิดก็ให้ผลเป็นระยะเวลายาวนาน ขึ้นอยู่กับ
กรรมที่ทำนั้นเป็นฝ่ายกุศลหรือฝ่ายอกุศล
๓.๒ อุปปัชชเวทนียกรรม หรือ กรรมที่ให้ผลในชาติที่ต่อจากชาตินี้
เป็นผลมาจากครุกรรมหรือกรรมหนัก
๓.๓ อปราปริยเวทนียกรรม หรือ กรรมที่ให้ผลในชาติที่ต่อจากชาติหน้า
คือกรรมที่ให้ผลถัดจากชาติหน้าไป โดยไม่มีกำหนดว่ากี่ชาติ สุดแต่ว่ามีโอกาสเมื่อไร
ก็ให้ผลเมื่อนั้น กรรมนี้จะคอยติดตามอยู่ตลอดเวลา ถ้าตามทันเมื่อใดก็ให้ผลเมื่อนั้น
ยกตัวอย่างเช่น พระมหาโมคคัลลานะ พระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า
เคยทำร้ายทุบตีมารดาของท่าน แต่ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว เป็นผู้สิ้นอาสวะกิเลสเครื่อง
เศร้าหมอง หมดเหตุที่จะนำพาให้ไปเกิดใหม่ จึงไม่มีชาติหน้าอีก ไม่ต้องไปเสวยผลกรรม
ในมหานรก แต่ท่านก็ไม่พ้น ทั้งๆ ที่ท่านมีอิทธิฤทธิ์สามารถหายตัวได้ ท่านยอมให้โจรทุบ
จนปรินิพพาน เป็นต้น
๓.๔ อโหสิกรรม หรือ กรรมที่เลิกให้ผล
คือกรรมที่ได้ให้ผลจนเสร็จสิ้นแล้ว หรือกรรมที่ตามไม่ทันจะให้ผล พ้นกำหนดหมดเชื้อแล้ว
จึงเลิกให้ผล ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของท่านผู้หนึ่งในสมัยพุทธกาล
ที่ท่านคลอดลูกออกมาแล้วโดนยักษิณีแปลงมาขโมยเอาลูกไปกิน จนถึงลูกคนสุดท้ายท่านก็เลย
รู้แกวรีบวิ่งเข้าไปในพระเชตุวันมหาวิหาร ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ยักษิณีเข้าเขตวิหารไม่ได้
รออยู่ข้างนอก จนกระทั่งพระพุทธเจ้าต้องการแสดงเหตุที่คนทั้งสอง เฝ้าจองเวรกันและกัน
มานานแสนนานแล้ว จึงตรัสเรียกให้ยักษิณีเข้าเฝ้าแล้วแสดงเหตุให้ทราบว่าเคยเบียดเบียน
กันมาอย่างไร หลังจากที่ทั้งสอง ทราบเหตุแล้วก็อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน ก็เป็นอันว่ากรรมที่
เคยเบียดเบียนกันมาก็เป็นอันสิ้นสุด

จะเห็นได้ว่า เหตุการณ์บางอย่างเป็นเรื่องของกรรมที่ละเอียดอ่อน สลับซับซ้อนยิ่งนัก
หากเกิดขึ้นแล้วจะทำอะไรเพื่อแก้ไขไม่ได้ นอกจากตั้งสติให้มั่น ทำใจให้ยอมรับไปตามกฎแห่งกรรม
การทำใจยอมรับกรรมนั้น คือการทำใจยอมรับ ความเป็นจริงในสิ่งที่เกิดขึ้น
มิใช่การนั่งงอมืองอเท้ารอให้ผลมันเกิดขึ้นโดยไม่ทำอะไรด้วยปัญญาเลย หรือมัวแต่ท้อแท้ ควรรีบเจริญสติ
ทำแต่ความดี ละเว้นความชั่ว และทำจิตใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ ตามหลักของพระพุทธศาสนา
แต่ถ้ากรรมนั้นบังเอิญเกิดขึ้นกับบุคคลที่เรารักเคารพ เราพึงรับรู้ว่า
กรรมบางอย่างก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล ทำได้เพียงแค่แผ่เมตตาให้บุคคลผู้เคราะห์ร้าย
เหล่านั้น และถ้ามีโอกาสควรให้เขาได้ทำความเข้าใจในเรื่องของกรรม และให้กำหนดการเจริญสติค่ะ
(ซึ่งเคยได้เกริ่นไว้แล้วในเพื่อนไทยฉบับเมื่อปีที่แล้วค่ะ)

นับตั้งแต่เวลานี้ไป เราอาจเริ่มละกรรมที่เป็นอกุศลได้ ด้วยการทำความดี ถือศีล ๕ พัฒนาจิตใจเรา
ให้ก้าวหน้าไปในทางธรรมยิ่งขึ้น โดยการพิจารณาดูว่า เมื่อมีเหตุการณ์ใดๆ เข้ามา ในขณะนั้น
จิตเราตกหรือไม่ เรารู้สึกอย่างไร มีโลภ โกรธ หลง หรือไม่ เพราะเหตุใด เมื่อรู้ที่สาเหตุนั้นแล้ว
ก็พยายามระงับที่ต้นเหตุนั้น ส่วนมากมักเกิดจากการไม่ถูกใจ ไม่เป็นที่พอใจของเรา เมื่อดับที่
เหตุนั้นได้แล้ว ผลที่ได้ก็คือการลดละกิเลสต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งเหตุที่จะก่อให้เกิดกรรม
ที่เป็นไปในทางอกุศลด้วย

สุดท้ายนี้ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก จงดลบันดาลให้
ทุกๆ ท่านมีสติอยู่ทุกเมื่อ เพื่อเจริญกุศลกรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เจริญในธรรมทุกท่านเทอญค่ะ.



Create Date : 11 เมษายน 2548
Last Update : 11 เมษายน 2548 16:39:03 น. 15 comments
Counter : 236 Pageviews.

 
สาธุจ้า


โดย: suparatta วันที่: 11 เมษายน 2548 เวลา:21:38:54 น.  

 
ตูนแวะมาอ่านค่ะ

จะแวะมาบ่อย ๆ


โดย: กังฟู IP: 202.44.14.194 วันที่: 21 เมษายน 2548 เวลา:17:33:26 น.  

 
มันก็ดีนะ ได้ความรู้เยอะดี


โดย: someone in this city IP: 203.151.141.194 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:14:40:00 น.  

 
สาธุ


โดย: someone in this city IP: 202.69.141.4 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:14:41:52 น.  

 
ขอบใจ


โดย: เเมน IP: 58.10.169.79 วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:18:58:27 น.  

 
เราเกิดมาเพื่อสร้างความดี


โดย: นิรนาม IP: 202.28.77.32 วันที่: 28 มีนาคม 2549 เวลา:11:06:12 น.  

 


โดย: ลลล IP: 202.143.156.5 วันที่: 30 ตุลาคม 2549 เวลา:14:19:45 น.  

 
คนเราเกิดมาก็มีเส้นทางชีวิตไม่เหมือนกันบางคนก็โรยไปด้วยกลีบกุหลาบบางคนก็โรยไปด้วยตาปูเรือใบที่ต้องทนลำบากตรากตรำกับชีวิต


โดย: kan0951 IP: 125.25.9.105 วันที่: 23 มีนาคม 2550 เวลา:12:55:40 น.  

 


โดย: ต้นโอ๊ต IP: 203.113.57.105 วันที่: 23 พฤษภาคม 2550 เวลา:19:20:33 น.  

 
เป็นข้อความที่ดีมั่ก...มาก
ขอบคุณที่หามาให้อ่านนะคร้า >_


โดย: ต้นโอ๊ต IP: 203.113.57.105 วันที่: 23 พฤษภาคม 2550 เวลา:19:22:15 น.  

 
สาธุอตานัง


โดย: กอล์ฟ IP: 125.25.142.134 วันที่: 15 ธันวาคม 2550 เวลา:21:35:31 น.  

 
ดีใจค่ะที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง


โดย: ชยุดา IP: 58.10.90.127 วันที่: 16 ตุลาคม 2552 เวลา:12:05:32 น.  

 
ดีใจค่ะที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง


โดย: ชยุดา IP: 58.10.90.127 วันที่: 16 ตุลาคม 2552 เวลา:12:06:18 น.  

 
เราเกิดมาทำไม่นั้นหรือจะสำคัญเท่าเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร


โดย: ชิวิตหนึ่ง IP: 118.173.110.126 วันที่: 27 มกราคม 2553 เวลา:16:25:02 น.  

 
เกิดมาชดใช้ เกิดมาสร้าง เกิดมารู้แจ้ง


โดย: ชา IP: 118.173.188.7 วันที่: 11 มกราคม 2555 เวลา:18:32:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ลูกป้ามล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ลูกป้ามล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.