Group Blog
 
All blogs
 

การขอขมาและระลึกคุณแม่พระคงคาในทรรศนะของข้าพเจ้า

การขอขมาและระลึกคุณแม่พระคงคาที่ถูกต้องในทัศนะของข้าพเจ้า

*ข้อเขียนนี้ มาจากความรู้สึกของผมนะครับ อาจไม่เป็นจริงก็ได้

“ลอย ลอย กระทง ลอย ลอย กระทง…” เสียงเพลงแว่วมา กระตุ้นเตือนให้รู้ว่า เทศกาลลอยกระทงนั้นเวียนมาครบรอบอีกปีหนึ่ง… เป็นเทศกาลแห่งความสุข มีกิจกรรมต่างๆ มากมายให้คนไทย และคนในหลายประเทศในภูมิภาคได้ร่วมกันทำ… แสงไฟประดับประดา เสียงประทัดจุดดังเป็นเวลานาน พลุถูกจุดอย่างสวยงาม และกิจกรรมที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจและเฝ้ารอ…

แต่เราเคยนึกกันหรือไม่ว่า “เราไปลอยกระทงกันทำไม?”

หลายคนทราบ หลายคนไม่ทราบ ทำตามๆ เขาไป เป็นประเพณี เป็นความสนุก เป็นการเฉลิมฉลอง

แท้จริงแล้ว เราลอยกระทง เราทำเพื่อ
1)ระลึกในพระคุณของน้ำ ของพระแม่คงคา ไม่มีน้ำ ชีวิตนี้จักเกิดมาไม่ได้
2)ขอขมาแม่พระคงคา
3)บางพื้นที่ ก็เพื่อการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที
4)บางพื้นที่ ก็เพื่อเป็นการบูชาพระมหาสาวกต่างๆ

คนไทยเรา คงไม่พ้นข้อที่ 1 และ 2 คือ การขอขมาและระลึกในพระคุณของแม่พระคงคา หรือว่า “น้ำ” (มิใช่เวลาแห่งการขอพร)

สำหรับผมแล้ว การขอขมาแม่พระคงคาที่ดีที่สุด มิใช่การรอเทศกาลที่หนึ่งปีมีครั้ง จริงๆ แล้ว เราต้องทำทุกวันครับ

นั่นคือ “การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ใช้ตามความจำเป็น และหาทางใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช้ตามใจ เพราะคิดว่า ฉันมีเงินจ่าย”

หากหัวใจคุณระลึกถึงคุณของน้ำ คุณควรมีสติในการใช้ และมองโลกนี้อย่างเป็นเหตุเป็นผล เพราะ “กระทง” แม้สวยเพียงใด ไม่สามารถส่งข้อความของหัวใจใคร ไปถึงพระแม่คงคาได้ หากหัวใจของผู้นั้น ยังไม่เข้าใจ “คุณของน้ำ”

แต่หากคุณระลึกรู้ในคุณของน้ำ ใช้อย่างประหยัด ไม่ได้ใช้ตามกำลังทรัพย์ คุณได้ระลึกในพระคุณแม่คงคา “ทุกวัน” ซึ่งย่อมดีกว่า การรอวันเพ็ญ เดือนสิบสอง ของทุกปี … นั่นรึเปล่าครับ การเคารพในแม่พระคงคา… มงคลที่เกิดขึ้นทุกวัน ดีกว่าเกิดขึ้นปีละครั้งใช่หรือไม่…

ลอยกระทงปีนี้ ขอจงใช้หัวใจลอย และทุกวันต่อจากนี้ จงลอยกระทงในใจทุกวันตราบจนวันสุดท้ายของการใช้น้ำ





 

Create Date : 21 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2553 8:14:42 น.
Counter : 416 Pageviews.  

@ @ @ - - - ได้เวลา “กาฝาก” ทำเพื่อชาติบ้านเมือง - - - @ @ @

ทุกวันนี้ “ทุกข์” กันไหมครับ? ถ้าไม่ทุกข์ ก็ไม่ต้องอ่านต่อครับ… กรุณาปิดด่วน ถ้ายังมีทุกข์อยู่กับเหตุการณ์บ้านเมือง กรุณาอ่านต่อ

เมืองไทย เมืองยิ้ม เมืองของคนอารมณ์ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าอีก ๙๐ เปอร์เซนต์ของประเทศในโลกนี้ มีขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ สั่งสมกันเป็นหลายร้อยปี มีภาษาเป็นของตนเอง ทำให้สื่อสารกันได้ถึง “ใจ” เป็นประเทศที่มีพระพุทธศาสนาฝังรากลึก ผู้คนน่ารักมีศีลธรรมจรรยา

จริงๆ แล้ว คนไทย น่าจะเป็นกลุ่มคนที่มีความสุขมากกว่าใคร แต่ทุกวันนี้ คนไทยส่วนใหญ่ มี “ทุกข์” หนัก

คนไทยฆ่ากัน คนไทยแบ่งแยก คนไทยไม่รักกัน คนไทยจึงไม่มีความสุข ทำไม มาลองหาคำตอบและทางแก้อย่างสร้างสรรค์กันดีกว่าครับ

ต้นเหตุของปัญหา
การจะแก้ปัญหาอย่างถาวร เราต้องมองที่ต้นเหตุของปัญหา

1) ปัญหาของ “กาฝาก” ต้นเหตุของสรรพปัญหา

พลเมือง หมายถึง พละกำลังของประเทศ คุณเป็นกำลังของประเทศในการเป็นพลเมืองดี โดยทำหน้าที่ดังนี้ไหม
1.การรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.การปฏิบัติตามกฎหมาย
3.การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
4.การ พัฒนาประเทศ
4.1 การป้องกันประเทศ
4.2. การรับราชการทหาร
4.3. การเสียภาษีอากร
4.4. การช่วยเหลือราชการ
4.5. การศึกษาอบรม
4.6. การพิทักษ์ปกป้องและสืบสานศิลปะ วัฒนธรรมของชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น
4.7. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

คุณทำครบไหม คุณทำกี่ข้อ คุณจะถือว่าคุณเป็นพลเมืองที่ดีได้ไหมกับสิ่งที่คุณเป็น?
คุณรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อย่างไร และสงสัยไหมครับว่า ทำไมจึงเลือกเอามาเป็นข้อที่หนึ่ง นั่นก็เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดที่ประเทศจะดำรงอยู่ได้

มาลองฟังผมขยายความและบ่นกัน

การเมืองเป็นเรื่องที่พลเมืองที่ดีควรมีส่วนร่วม การเมืองแทรกซึมอยู่ในเกือบทุกๆ เรื่องที่เราทำ แต่คนส่วนใหญ่อาจมองการเมืองแยกออกจากสิ่งต่างๆ ส่วนตัวผมคิดว่า “แยกไม่ได้”

ผมชอบท่องเที่ยวธรรมชาติ นอกจากเป็นการกลับสู่รากของตนเอง ธรรมชาติยังนำความสุขที่เมืองไม่สามารถให้ผมได้ ป่าและสรรพสิ่งในป่ายังสอนผม ให้บทเรียนชีวิตกับผมเสมอ ในเรื่องการเมืองนี้ ผมขอเปรียบคนไทยส่วนใหญ่ว่าเป็น “กาฝาก” ประเทศนี้เป็นดั่ง “ต้นไม้” และมีคนไทยส่วนน้อยเป็น “ส่วนต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ของต้นไม้”

กาฝากคืออะไร กาฝากเป็นพืชที่อาศัยเกาะขึ้นกับพืชอื่น โดยทั่วไปแล้ว กาฝากจะดูดเอาน้ำเลี้ยงของต้นไม้หนึ่งๆ โดยที่ตัวมันไม่ได้มีประโยชน์กับต้นไม้นั้น หากมีเยอะเกินบางทีก็ดูดจนต้นไม้นั้นๆ แห้งตายไปก็มี ต้นไม้ที่ชื่อ “ประเทศไทย” ก็ถูกกาฝากจำนวนมากรุมดูดน้ำเลี้ยงอย่างไม่ยั้ง เข้าขั้นร่อแร่ ใกล้ตายเต็มทน

แต่ธรรมชาติมีวิถีของการอยู่รอดอย่างน่ามหัศจรรย์ ต้นไม้ที่คุณคิดว่ามันจะตายแน่แล้ว มันก็ไม่ตาย เพราะพอมันไม่มีกาฝากมารุมเร้าหรือมีจำนวนไม่เยอะ ประกอบกับมีน้ำฝน มีแสงแดด ปฏิกิริยาของการเอาตัวรอด กลับทำให้ต้นนั้นแข็งแรงกว่าเดิมอาจจะกลับชูช่อ ออกดอกออกผลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และยังประโยชน์ให้กับสรรพสิ่งอื่นๆ อีกด้วย ผมมองว่า ประเทศไทยก็จะมีปาฎิหารย์ของการอยู่รอดได้ แต่เราจะต้องทำให้กาฝากออกจากต้นไม้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือทำให้มีจำนวนน้อยที่สุด

วิธีการแก้ปัญหา ไม่ใช่หน้าที่ใคร ไม่ได้เริ่มที่ใคร แต่ “เริ่มต้นจากตัวคุณเอง”

ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น หลายคนโทษนักการเมือง หลายคนโทษการเคลื่อนไหวทางการเมือง หลายคนโทษโน้นโทษนี้ แต่ลืมโทษตนเอง

ทำไมนะเหรอ?

ผมมองว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เกิดมาจากความไม่เอาใจใส่ในบ้านเมือง คนไทยไม่ทำหน้าที่ของพลเมืองดี ไม่ทำหน้าที่รักษาสถาบันหลักของชาติ คนไทยส่วนใหญ่สนใจแต่ “ตนเอง” จะใช้คำว่า “เห็นแก่ตัว” ก็ไม่มากเกินไป ต่างคนต่างเร่งจะ “ดูดน้ำเลี้ยง” อย่างไม่เคยพอใจ ประกอบกับไม่มีการปลูกฝังค่านิยมที่ดี ค่านิยมการรักชาติอย่างจริงจัง สอนแต่ให้คนคิดแต่เรื่อง “เศรษฐกิจ” การปลูกฝังค่านิยมดีๆ มีน้อยจนเกินไป

ประเทศที่ประชาชนต้องทนทุกข์ทรมานจากความขัดแย้ง จากภัยธรรมชาติ จากนักการเมือง เขาจะ “จำ” และไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก

คนไทยส่วนใหญ่ไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ และการทำเพื่อส่วนรวม คิดว่า หน้าที่ของประชาชนชาวไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ก็คือ การหย่อนบัตรเลือกตั้ง จากนั้น จะไปทำอะไรก็ได้ เสร็จแล้วก็ไป “กิน ขี้ ปี้ นอน” กันต่อไป เวลาผ่านไป เขาก็บอกว่า ต้องไปเลือกตั้ง คุณก็มาเลือก จากนั้นก็เข้าวัฏจักรเดิม กิน ขี้ ปี้ นอน กันต่อไป...

หากคุณเป็นแบบนี้ คุณได้รับ คะแนนกาฝากชนิดทำร้ายประเทศชาติไป ๕๐ คะแนน (ลดหลั่นกันไปตามสิ่งที่ทำตามหน้าที่พลเมืองดี)

2) ระดับสติ ปัญญา

มนุษย์ต่างจากสรรพสัตว์ตรงมีสมองใหญ่ ดูเหมือนมี ปัญญา มาก แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่

คำว่า “ความรู้” กับ “ปัญญา” เป็นคนละเรื่องกัน

คุณจะจบปริญญาเอก มีตำแหน่งใหญ่โต เป็นอาจารย์ เป็นนักวิชาการ เป็นอะไรก็ได้ที่คนเขาสมมุติให้คุณเป็น “ความรู้” คุณอาจจะมีครับ แต่นั่นไม่ได้รับประกันว่าคุณมี “ปัญญา” เลยสักนิด

คนไทยมีทุกอย่างครับ แต่ไม่มี “ปัญญา” โง่เขลาเบาปัญญา ขออภัยที่พูดตรงๆ นั่นรวมถึงตัวผมด้วย

เราเชื่ออะไรกันง่ายๆ เราจึงหลงใหลอะไรง่ายๆ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนบทหนึ่งเรื่อง กาลามสูตร สรุปสั้นๆ ก็คือ ท่านไม่ให้เชื่อสิ่งใดๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณและโทษ หรือดีและไม่ดี ก่อนที่จะเชื่อ ไม่ว่าใครจะพูดให้คุณฟัง คุณต้องพิจารณาให้ดีเสียก่อน แล้วค่อยเชื่อ

เราเลือกจะเชื่อ “สื่อ” เชื่อคนใกล้ชิด เชื่อหมอดู เชื่ออะไรต่ออะไร โดยไม่ต้องคิด ไม่พิจารณา และบางทีเราก็ “เชื่อ” ของเราเอง โดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริง

การจะมีปัญญาได้ เราต้องฝึกครับ หลักการขั้นแรกไม่ใช่การไปเข้าเรียนมหาวิทยาลัยไหน แต่คือการอยู่กับปัจจุบัน รักษาสติ ครองสติ ไม่วิ่งวนไปกับความต้องการของตัวเองมากจนเกินไป มองตัวตนของเราอยู่เสมอ อย่าโกรธง่ายเกินไป อย่าปล่อยใจให้ใหลหลงกับสิ่งหนึ่งๆ มากเกินไป

สตินอกจากจะทำให้คุณมีปัญญาแบบรอบด้าน ยังช่วยให้ประเทศชาติบ้านเมืองสงบสุข คิดดูสิครับว่า หากทุกคนมีสติ ประเทศเราจะเป็นแบบนี้หรือ? ไม่ต้องไปพูดถึงขั้นตอนอื่นหรอกครับ เรารักษาสติกันให้ได้ก่อน

ส่วนประกอบการสร้างสติที่สำคัญ ก็คือ การพยายามรักษาศีลห้าให้ได้ ไม่ง่ายเลยนะครับกับการรักษาศีลห้าให้ได้ทุกขณะ แต่ศีลห้าจะเป็นดั่งกรอบของการพิจารณาให้เราตัดสินใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ช่วยให้เราครองสติไว้ได้ สติเราจะมากขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นพวกเราจะรู้ได้เองว่า จะต้องทำอะไรต่อไป เพื่อยกระดับจิตใจของเรา

หากคุณเชื่อสิ่งใด โดยไม่ไตร่ตรอง พิจารณาให้ทุกด้าน และพร้อมใส่อารมณ์ ปรุงแต่งความคิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปในทางลบ พร้อมด่าว่าคนอื่นเสมอ คุณได้คะแนนกาฝาก “ชนิดทำร้ายตนเอง” ไป ๒๕ คะแนนครับ

3) ค่านิยม นโยบายรัฐ กับ ทุนนิยม

ทุนนิยมคงไม่ไปจากชีวิตของเราได้ เรามาไกลมาก แต่ไม่ว่าจะเป็นวิเศษนิยม หรืออะไรนิยม ก็มีข้อเสียข้อดีกันทั้งนั้น แต่สำคัญคือ ต้องมี “ศีลธรรม” ครอบเอาไว้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในหลวงของเราทรงมีพระปรีชาสามารถอย่างล้ำลึก และที่สำคัญทรงมีพระเมตตาต่อปวงชนชาวไทยอย่างใหญ่หลวงที่ทรงสอนพวกเราเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ทุนนิยมทำอะไรเราไม่ได้ หากเรามี "ความพอดีและพอใจ”

คำว่า “พอดี” คืออะไร พอดี คือ วงจรของการควบคุมกิเลสให้อยู่นิ่ง อยู่ในระดับที่ไม่เดือดร้อนต่อตนเอง เช่น ตนเองมีฐานะในระดับที่สามารถมีรถญี่ปุ่นขับคันเล็กพอประมาณ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่ได้เสียบ่อยๆ แต่วันดีคืนร้าย เพื่อนบ้านขับรถยุโรปราคาแพงกว่าของตนหลายเท่า ก็ “อยากได้” แบบนี้ เริ่มไม่ “พอใจ” กับสิ่งที่ตนเอง “มี” เริ่มอยากได้ในสิ่งที่ “เกินฐานะ” ความทุกข์เข้ามาทันที ในวินาทีนั้นเลยครับ และใครจะทุกข์มากทุกข์น้อย ก็ขึ้นกับ “สติ” จะกลับมาได้ไวขนาดไหน หากยอมทุกข์ต่อไป ความทุกข์จะเพิ่มระดับเมื่อมีเงินไม่พอจ่ายหนี้ ต้องกู้หนี้ยืมสินเพิ่ม ครอบครัวเริ่มต้องลำบากมากขึ้น “วัตถุ” ที่เราหวังว่าจะสร้างความสุขให้กับเรา อาจเพิ่มทุกข์ให้อย่างหนักแทน

ความเป็นจริงคือ คนไทยต่างคนก็ต่างหา “เงิน” และ “วัตถุ” กันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อสถานะทางสังคม เพื่อความอยู่ดี (กว่าคนอื่น) เพื่อความสะดวกสบาย และอีกหลายๆ “เพื่อ” จนเราลืมไปว่า การหาความสุขไม่ยากขนาดนั้น และความสุขเหล่านั้น เป็นเพียงของปลอม ที่เร่งเอาความโลภ ความโกรธ ความหลงเข้าสู่ชีวิตของคุณอย่างไม่เคยหยุดพัก

ผมเชื่อว่า ยิ่ง “เงินและวัตถุ” เข้ากินพื้นที่ในหัวใจของพวกเรามากขึ้นเท่าไหร่ เราจะห่างไกลจากความสุขแท้มากขึ้นเท่านั้น

หากคุณเห็นแก่เงิน เห็นแก่วัตถุ มองไม่เห็นส่วนรวม มองไม่เห็นประเทศชาติ คุณได้รับคะแนนกาฝาก “ชนิดทำร้ายตนเองและประเทศชาติ” ๒๕ คะแนน

อ่านมาจนถึงบัดนี้ ได้กันคนละกี่คะแนนแล้วครับ

จริงๆ แล้ว มีอีกหลายข้อที่เราควร “เป็น” แต่ผมคิดว่า สามข้อนี้ หากเราทำได้ เราจะมีคุณค่า หัวใจเราจะสงบสุข ประเทศชาติจะสงบสุขแน่นอนที่สุดครับ

ผู้ปลูกต้นไม้ต้นนี้คือใคร คุณควรจะตอบแทนเขาอย่างไร

สำหรับผมแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ คือ ผู้ที่ปลูกต้นไม้ต้นนี้ พระองค์ทำนุบำรุง รดน้ำ พรวนดิน ตัดกิ่ง กำจัดวัชพืช กำจัดศัตรูพืช พระองค์ทำงานอย่างหนักเพื่อต้นไม้ต้นนี้จะงอกงาม พระองค์ประสงค์ให้ต้นไม้นี้เติบใหญ่อย่างแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันเชื้อโรค มีวงจรของธรรมชาติที่แข็งแกร่งที่จะต่อสู้กับสรรพปัญหาได้ด้วยส่วนต่างๆ ของต้นไม้ ใบทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ กิ่งทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ ลำต้น ดอกไม้ ลูกไม้ เปลือกไม้ ส่วนประกอบภายในต่างทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ

พระองค์ไม่ได้ต้องการเป็นเจ้าของต้นไม้นี้ พระองค์ทรงรักต้นไม้นี้เกินความเป็นเจ้าของ ในหลวงโอบกอดต้นไม้ต้นนี้ด้วยความรักและพระเมตตาอย่างหาเปรียบมิได้ และพร่ำบอกให้เราอยู่ได้ด้วยตัวเอง พระองค์ไม่สามารถดูแลต้นไม้ต้นนี้ได้ตลอดไป

ผมเขียนมาถึงตรงนี้ น้ำตาก็ไหล

ประชาชนชาวไทย เลือกจะเป็น พละ ของต้นไม้นี้ หรือเลือกจะเป็น เชื้อโรคและกาฝากของต้นไม้นี้ จริงๆ แล้วผมไม่ควรต้องถามคำถามนี้เลย เพราะคำตอบน่าจะเป็นอย่างแรก แต่เพราะอะไร เราจึงทำตัวเป็นอย่างหลัง

ถึงเวลาหรือยังครับ กาฝากทั้งหลาย ที่คุณจะทำหน้าที่ “พลเมืองที่ดี” ของประเทศนี้ มากกว่า รุมทึ้งดึงประโยชน์จากประเทศนี้โดยไม่ตอบแทนอะไรเลย

ความกตัญญูทำให้คนเป็นคนแท้

มีคำกล่าวว่า แม้ว่าเราจะทำบุญ ทำดีแค่ไหน แต่หากไม่มี “ความกตัญญู” เราจะเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐไม่ได้ เพราะความกตัญญูรู้คุณ คือ ศีลธรรมประจำใจที่สำคัญมากที่สุดข้อหนึ่ง

คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงเรามา ให้ความรักเราอย่างเต็มที่ ให้เราได้สัมผัส “รักแท้” ทุกวี่วัน เราต้องตอบแทน เราไม่ควรถามว่า “ต้องตอบแทนสักเท่าไหร่” เพราะไม่ว่าคุณจะตอบแทนสักเท่าไหร่ คุณก็ไม่มีทางเสมอบุญคุณของคุณพ่อคุณแม่ได้ ยกเว้นว่าคุณจะพาให้ท่านเข้าสู่ความเป็นอริยบุคคลได้ ผมคิดว่า คงทำกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราต้องตอบแทนผู้มีพระคุณอย่างเต็มกำลัง

เช่นเดียวกับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เราต้องตอบแทน

ชาติให้พื้นที่ชีวิต - ศาสนาให้หลักในการดำเนินชีวิต - พระมหากษัตริย์ให้เสาหลักใจและโอบกอดเราด้วยรักและเมตตา

ได้เวลาหรือยังครับ ที่จะตอบแทน

คุณพร้อมปฏิญาณไปกับผมไหมว่า “เราจักตายไป พร้อมกับความเป็นคนที่แท้”

ผมขอยกตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง เช่น

1) เริ่มจากแบ่งเวลา - แบ่งเวลาอันมีค่าทำเพื่อคนอื่น เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ - หากคุณโชคดีมีหน้าที่การงานที่ ทำเพื่อชาติโดยตรงอยู่แล้ว ข้าราชการ นักพัฒนา ถือว่าส่วนใหญ่ในชีวิตของคุณได้ทำเพื่อชาติบ้านเมืองแล้ว แต่ต้องทำอย่างเต็มที่ ไม่ทุจริต เป็นข้าราชการที่ดี
2) รู้หน้าที่ทำตนเป็น “พลเมืองดี” ของประเทศ หากจำไม่ได้ กรุณากลับไปอ่านในส่วนต้นว่ามีอะไรบ้าง
3) มีส่วนร่วมทางการเมือง ติดตามข่าวสารบ้านเมือง ใช้การพิจารณาไตร่ตรอง จะแสดงออกใดๆ อยู่บนหลักของปัญญาและความมีศีลธรรม
4) โทษคนอื่นให้น้อย แต่มุ่งพัฒนาตนเอง ครองสติ เจริญปัญญาให้มากเข้า
5) รู้ ผิด ชอบ ชั่ว ดี ไม่ทำในสิ่งไม่ดี ไม่เอาความมักง่ายเป็นที่ตั้ง

ได้เวลาหรือยังที่พวกเราจะพลิกสถานะจาก "กาฝาก" เป็นส่วนต่างๆ ที่มีประโยชน์ของต้นไม้ และทำให้ต้นไม้ที่ชื่อ "ประเทศไทย" นี้แข็งแรง ไม่สะท้านต่อพายุฝน ไม่ประหวั่นพรั่นพรึงกับสิ่งเลวร้าย ไม่ยอมแพ้กับเชื้อโรคร้าย สามารถรักษาตนเอง ร่วมมือร่วมใจกันต่อสู้ มีสุขทุกข์ก็ร่วมกันทุกขณะ ประสานน้ำใจกันทุกเวลา ยังประโยชน์ต่อผู้อาศัยร่มไม้ ยังประโยชน์ต่อสรรพสิ่ง มีลูกไม้ให้กินอิ่ม มีดอกไม้ให้ชื่นใจ มีกำลังใจให้แก่กัน ร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีงาม จะได้อยู่กันอย่างร่มเย็น มีความสงบสุข

และที่สำคัญ ทำให้ผู้ปลูก "พ่อหลวงของเรา" ภาคภูมิใจ สมกับที่พระองค์ปลูกต้นไม้ต้นนี้ด้วย "หัวใจ" ของพระองค์

ได้เวลาหรือยัง กาฝากทั้งหลาย ได้เวลารึยัง?

จากคนไทยธรรมดา กาฝากคนหนึ่งผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์

ปล. ขออภัยที่อาจใช้คำแรง แต่หวังว่าเพื่อนๆ พี่น้อง ที่ได้อ่าน คงจะเข้าใจเจตนาของผม




 

Create Date : 30 เมษายน 2553    
Last Update : 30 เมษายน 2553 22:00:13 น.
Counter : 350 Pageviews.  

@ @ @ - - - ทุกวินาทีที่หายใจ นั้นมีค่า - - - @ @ @

สวัสดีครับทุกท่าน ห่างหายจากการเขียนและเข้าอ่าน blog มานานมากครับ ด้วยภาระกิจมากมาย และความพยายามในการพัฒนาตนเอง จึงไม่ได้มีเวลาเข้ามาเลย

เมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ไปเที่ยวกับกัลยณมิตรเก่าแก่มา มีเวลาถ่ายภาพประมาณหนึ่งชั่วโมง เลยเอาภาพมาให้ชมครับ จะเอารูปมาลงดีๆ ก็ไม่ได้ครับ ต้องลีลาใส่ข้อความเครียดๆ ให้อ่านกัน :D

ผีเสื้อตัวน้อย

ยินดีด้วยครับ คุณผู้โชคดี ผู้ที่ยังมีลมหายใจอยู่
แต่คุณจะมีกี่วินาทีเหลือบนโลกใบนี้อีก ๑ วินาที หรือ เจ็ดหมื่นล้านวินาที?
คุณมีเวลาเหลือเท่าไหร่ ก็ไม่สำคัญเท่ากับ คุณใช้เวลาอย่างไร

คุณกำลังมองหา "ความสุข" ใช่หรือไม่
คุณเจอรึยังครับ แล้วมัน "สุข" จริงไหม
แม้จะ "มี" แต่ทำไม บางวัน ก็ยัง "ทุกข์"
หรือว่า มันจะไม่ใช่ "ความสุข"

ชีวิตที่ "จม" กับ "ความสุข" ที่สมมุติ
ต้องตามหา "ไขว่คว้า" เพื่อให้ได้มา
แต่ได้มาแล้ว ก็ "อยากได้อีก"
หรือได้มาแล้ว ต้องทุกข์กับการ "รักษา"
เราต้องการอย่างนั้นจริงๆ เหรอ

เราจะใช้เวลา "รักษา" ความ "มี"
หรือเราจะใช้เวลารักษา "ใจเรา"
ทุกวินาทีที่คุณอยู่กับป้จจุบัน คือวินาทีที่คุณแข็งแกร่งที่สุด
นั่นแปลว่า หัวใจของคุณก็มีเกราะที่แข็งแกร่งที่สุดเช่นกัน

วันนี้ "สุข" พรุ่งนี้ อาจจะ "ทุกข์"
วันนี้ "รัก" พรุ่งนี้ อาจจะ "ไม่รัก"
วันนี้ "มี" พรุ่งนี้ อาจจะ "ไม่มี"
แต่สิ่งที่คุณ "มี" แน่นอน คือ "วินาทีนี้"

อดีตได้ผ่านไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง และไม่รู้จะมาไหม
ประโยชน์อันใดจะถวิลหา และคาดหวัง...

รากฐานที่ขาดไม่ได้ของความสุขแท้ คือการอยู่กับปัจจุบัน
ให้เป็นทางการหน่อย พระท่านเรียกว่า "มีสติ"

ต่อให้ "มี" ทุกสิ่งอย่างในโลกนี้หรือนอกโลก
แต่ไม่มี "สติ" ก็เหมือน "ไม่มี" อะไรเลย

คนไหนอยู่กับปัจจุบันได้นาน คนนั้นก็มีความสุขนาน
หัวใจที่มีสติ อยู่กับปัจจุบัน คือ หัวใจของคนที่มีความสุข

เพราะมีสติ... จึงมองเห็นทุข์...
เพราะมองเห็นทุกข์... สุขแท้จึงบังเกิด...

เลือกเอาว่าจะ ให้วินาทีนี้ คุณสุข หรือ ทุกข์
เลือกเอาจะ "สุขแท้" "สุขเทียม" หรือ "ทุกข์ถาวร"
ชีวิตเป็นของคุณ เลือกเอาครับ ...





 

Create Date : 04 มีนาคม 2553    
Last Update : 4 มีนาคม 2553 8:18:32 น.
Counter : 244 Pageviews.  

@@++"หาสุขจากทุกข์"++@@

"ชีวิตมนุษย์ทุกคนล้วนมีความทุกข์" เป็นความจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ เกริ่นนำก็น่าสลดหดหู่กันแล้วใช่ไหมครับ แต่จริงๆ สิ่งที่ผมจะเขียนเป็นเรื่องที่จะทำให้ท่านมีความสุขได้เกือบตลอดเวลาต่างหาก

สองสามวันก่อนผมได้เผอิญส่ายสายตาไปพบกับคำๆ นี้ "หาสุขจากทุกข์" ซึ่งเป็นคำที่ท่านพุทธทาสเคยพูดเอาไว้ แต่ผมได้อ่านจากไหนผมจำไม่ได้แล้วครับ แต่คำๆ นี้ติดอยู่ในสมองมาสองสามวัน จนเอามาใส่เป็นคำแสดงชื่อใน MSN Messenger โปรแกรมแชทยอดนิยม แล้ววันนี้ก็เป็นวันดีที่อยากจะเขียน Blog ซะหน่อย แต่เปลี่ยนจากการดูนก ท่องธรรมชาติ มาเป็นข้อคิดข้อปฏิบัติ เผื่อจะทำให้ผู้อ่านได้มีสุขเพิ่มขึ้นจากการ "หาสุขจากทุกข์" ให้เจอ

ผมทราบดีถึงข้อจำกัดบางประการ แต่ละคนอาจจะมีข้อจำกัดที่แตกต่าง เช่น ที่บ้านเข้มงวด มีครอบครัวแล้ว มีรายได้ไม่มาก และอื่นๆ อีกมากมาย แต่สิ่งที่ผมจะเขียนเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ครับ แต่ในเชิงของการปฏิบัติจะมากน้อยย่อมทำได้แตกต่างกันตามความเป็นจริง แต่ยืนยันว่าทำได้ทุกคนทุกข้อครับ และหากว่าท่านไม่เคยเป็นแบบที่ผมบอก ก็ขอให้ลองดู ส่วนบางท่านอาจจะหลงลืมไปในบางข้อ ก็ขอให้กลับมาลองดูใหม่ ชีวิตอาจจะแตกต่างกว่าที่เป็นอยู่

ลองมาดูแนวคิดของผมดูครับ

- ความสุขต้องมาจากการมองตนเอง และรู้สึกดีจากตนเองก่อน

ข้อนี้สำคัญมากครับ คนเราทุกคนล้วนมีข้อดีและไม่ดี หรือมีปมเด่นปมด้อยบางอย่าง บางคนหน้าตาดี, มีฐานะดี ก็อาจจะนิสัยไม่ดี บางคนหน้าตาผิวพรรณไม่ดี แต่มีนิสัยดี มีเมตตา บางคนไม่มีคุณพ่อ บางคนไม่มีคุณแม่ บางคนไม่มีเพื่อน บางคนทำงานช้าหรือไม่เก่ง บางคนเรียนหนังสือไม่เก่ง บางคนอ้วน และบางคนก็อาจจะผอมเกินไป คงจะมีบ้างละครับบางคนที่ดีไปซะหมด (ในสายตา
ของคนอื่น) แต่ผมมั่นใจว่าเขาอาจจะมีความทุกข์บางอย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง แน่นอน

คุณเห็นด้วยไหมครับ ว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบ?

แต่ผมมั่นใจว่า ทุกคนทุกท่านมีข้อดี มีส่วนดี ได้ทำประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งมาไม่มากก็น้อย ทุกๆ คนล้วนสร้างสรรค์ให้โลกดำเนินต่อไป ทำให้โลกนี้มีสเน่ห์น่าสัมผัส น่าอาศัยอย่างยิ่ง

สิ่งที่ผมอยากให้คุณลองมองตัวของคุณก็คือ หาสิ่งดีๆ หรือข้อดีของคุณให้เจอ แล้วยืนขึ้น เริ่มเดินด้วยความรู้สึกใหม่ ความรู้สึกดี ด้วยทัศนคติที่ดีที่มีต่อตนเองแล้ว คุณจะพบว่า การดำเนินชีวิตของคุณ การมองโลก การมองชีวิต และผู้คนจะเริ่มเปลี่ยนไป

เอ แล้วถ้าเกิดบางคนบอกว่า ผมหาข้อดีไม่เจอซักอย่างละ ไม่มีอะไรดี ไม่มีอะไรน่าภาคภูมิใจแม้แต่น้อย แสดงว่าคุณยังมองตนเองในแง่ร้ายเกินไปครับ ผมให้เวลาคุณคิดอีก ๕ วันก็แล้วกันครับ แล้วค่อยอ่านต่อ เพราะถ้าปราศจากข้อนี้แล้ว รากฐานของความสุขอาจจะไม่ยั่งยืนนัก คุณจึงต้องไปพึ่งสิ่งเร้าต่างๆ เพื่อสนองความต้องการของคุณจนเกินไป

- มองโลกในแง่ดี ทุกๆ สถานการณ์

ชีวิตบางคนนั้นรันทด ชีวิตบางคนก็เริดหรูเหลือคณานับ แต่ผมจะบอกว่า การที่คุณได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้น เป็นความโชคดีอย่างมากมายแล้ว หลายคนยังมองไม่ออกว่า โชคดีอย่างไร ลองไปสัมผัสกับธรรมชาติดูบ้างไหมครับ ลองไม่เดินห้างซักสองวัน หยุด shopping ซักอาทิตย์ แล้วไปสัมผัสกับแสงแดด สายลม ขุนเขา ป่าไม้ สัตว์น้อยใหญ่ ค่อยๆ มอง ค่อยๆ ใช้ใจสัมผัส แค่ได้ยินได้เห็นนกร้องเพลง สายลมเบาๆ ปะทะหน้า บางคนก็สามารถมีความสุขอย่างมากมาย คุณไม่ต้องมีรถหรูราคาแพงจึงจะมีความสุขได้ ยิ่งกว่านั้นบางคนนั่งนิ่งๆ ก็หาความสุขได้แล้ว

มาลองดูการมองโลกในแง่ดีกันต่อ ขอยกตัวอย่างการคิดในแง่ดีแบบเบื้องต้นซักหน่อยครับ

# เจ้านายบ่นการทำงานของเรา - พยายามคิดข้อดีให้ออก - อืม เราจะได้พัฒนา นายเขามีประสบการณ์มากกว่า ลดอัตตาตนเองลงบ้างก็ดีนะ จะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ
# เพื่อนไม่ไปกินข้าวด้วย - คิดข้อดีให้ออก - ดีซะอีก วันนี้จะกินอะไรก็ได้ตามใจ ไม่ต้องเกรงใจใคร (อย่าเพิ่งคิดอะไรลบๆ ออกมานะครับ)
# ทะเลาะกับแฟน - คิดข้อดีให้ออก - อืม ดีนะ เราจะได้เข้าใจเขามากขึ้น และเขาจะได้เข้าใจเรามากขึ้นด้วย จะได้รักกันยิ่งขึ้นไปอีก
# โดนโกงค่าแท็กซี่ - คิดข้อดีให้ออก - อืม เรารายได้ก็มากกว่า เขาคงต้องการใช้เงินน่ะ ไม่งั้นคงไม่โกงเงินเราแบบนี้หรอก ถือเป็นการกระจายรายได้ เอาเงินไปซื้อกระเป๋าแพงกว่านี้เยอะ ทำบุญไปละกัน
# ของร้านโชว์ห่วยมันแพงกว่าโลตัสนี่น่า - คิดข้อดีให้ออก - เราคนไทย ก็ช่วยๆ กันไป แพงกว่าไม่กี่บาท แถมใกล้บ้าน และจะได้รู้จักเฮียเจ้าของร้านไว้ด้วย ได้รู้จักคนบนโลกนี้เพิ่มอีกซักคน
# โอ้ย รถติด - คิดข้อดีให้ออก - ดีจะได้ฟังเพลง นี่อยู่บ้านก็ไม่ค่อยได้ฟัง เดี๋ยวร้องให้ลั่นรถเลย

ในฐานะที่เติบโตมาในเมืองหลวง มีเพื่อนมากมายหลากหลายพื้นฐาน จำนวนคนเมืองหลวงที่มองโลกในแง่ร้ายมีเยอะมากมาย ส่วนหนึ่งเกิดจาก จิตใจขาดความละเอียดอ่อน การมองแต่ตนเองเป็นหลัก เนื่องจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบ แข่งขัน และการขวนขวายในวัตถุและเงินทอง จึงทำให้เป็นคนที่เห็นแก่ตนเองมากจนเกินไป

มีคนหลายคนครับที่คิดในแง่ร้าย แต่ไม่รู้ว่าตนเองคิดในแง่ร้าย ข้อนี้ก็สำคัญ หลายคนเห็นว่าเพื่อนคิดร้าย แต่ไม่กล้าพูดเกรงว่าเพื่อนจะเสียใจ เยอะทีเดียวครับ กรณีนี้

ผมอยากจะบอกว่า ในทุกๆ สถานการณ์มีเรื่องดีซ่อนอยู่เสมอ มองหาให้เจอ และคิดข้อดีให้ออกก่อนข้อร้าย ชีวิตคุณจะเบาและรู้สึกดี



- ค้นคว้าหาสิ่งที่ชอบ และลงมือทำ

ผมชอบตีแบต เล่นบาส ถ่ายภาพ ดูนก เล่นดนตรี ร้องเพลง ฯลฯ คุณละครับ ชอบทำอะไรบ้าง และที่สำคัญ มีอะไรที่คุณอยากทำ แล้วยังไม่ได้ทำบ้างไหมครับ? ผมมีเยอะเลยละ ผมก็ค่อยๆ ทำไปทีละอย่างสองอย่าง มาเริ่มเอาตอนแก่ก็หลายอย่างครับ เวลาว่างไม่ค่อยมีหรอกครับ แต่มีเพื่อนหรือคนรู้จักหลายคน ไม่ได้ทำอะไรเลย หยุดการเรียนรู้ลงตั้งแต่จบปริญญาตรี หรือโท อ้างว่าเหนื่อยแล้ว ขี้เกียจบ้าง

ท่านอาจจะพลาดอะไรหลายอย่างในชีวิตลงครับ เวลาเป็นของมีค่า + ชีวิตมีแค่ปัจจุบัน + โลกกว้างนี้มีอะไรมากมายรอคุณอยู่ คุณจะมัวนอนอยู่ทำไมครับ ลุกขึ้นได้แล้ว!!

ไม่มีอะไรหรอกครับที่ยากเกินความสามารถและความพยายาม อย่าหยุดความคิดสร้างสรรค์ของคุณด้วยการสร้างข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ฉันอายุมากแล้ว ฉันมันจน ฉันมันไม่หล่อ ไม่สวย ฉันมันไม่มีความสามารถ ฉันไม่มีเพื่อนไป (ขาดความมั่นใจ) ฉันกลัว! โอ้ย นั่นมันสำหรับเด็กจะทำ อายเขา และอื่นๆ อีกมากมาย สารพัดข้ออ้าง ข้อจำกัดที่คุณสร้างขึ้นมา หรือไม่ สังคมก็สร้างมันขึ้นมาให้คุณ

ลองดูสิครับว่า ข้อจำกัดเหล่านั้น ผิดไปจากศีลธรรมอันดี หรือกฎหมายของสังคมหรือไม่ ถ้าไม่ ผมขอสนับสนุนให้คุณทำสิ่งที่คุณอยากทำ รีบครับ เวลามีน้อยจริงๆ ครับ!

- ออกไปมองโลกกว้าง โลกนี้กว้างใหญ่มีอะไรให้คุณทำให้คุณเพลิดเพลินมากมายนัก

ผมไม่ได้พูดถึงการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่การได้ชม ได้ทำ สิ่งต่างๆ บนโลกนี้เพื่อเปิดโลกทรรศน์ของคุณ จะทำให้คุณมีมุมมองในชีวิตเปลี่ยนไป ในท้ายที่สุด คุณจะพบว่า ชีวิตของคุณมิได้สูญเปล่า คุณได้สร้าง ได้ทำ ได้สัมผัสสิ่งต่างๆ อย่างมากมายมาแล้ว

เอาละลองดูมาสิครับว่า โลกนี้มันกว้างใหญ่ และมีอะไรให้คุณทำอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะคนที่มีชีวิตอยู่แต่ในเมือง จันทร์ถึงศุกร์ก็ทำงาน ตกเย็นดูละคร เสาร์อาทิตย์ก็นอนตื่นสายๆ ตื่นมาไปห้าง ซื้อของ ดูหนัง กินอาหารอร่อยๆ จบลงที่ละคร แล้วก็นอนหลับ แล้วคุณก็บอกว่า ชีวิตฉันดีอยู่แล้ว

ผมไม่เถียงหรอกครับ มันก็ดีอยู่ครับ แต่ผมแค่จะบอกว่า ชีวิตและโลกใบนี้มีอะไรให้คุณทำอีกมากมาย

หากว่า ชีวิตเป็นดั่งรสของน้ำผลไม้ คุณก็คงได้ดื่มแค่น้ำส้มกับน้ำฝรั่ง ผมว่า ดื่มบ่อยๆ ดื่มอยู่แค่สองรส วันหนึ่งคุณอาจจะเบื่อได้ และคุณไม่เชื่อฟังนักโภชนาการที่บอกว่า ให้คุณกินอาหารที่หลากหลาย เพื่อสุขภาพแข็งแรง สารอาหารบางอย่างมีอยู่ในพืช ผัก ผลไม้ชนิดอื่นๆ คุณก็อาจจะขาดสารอาหารบางอย่างที่จำเป็นไป สุดท้ายคุณก็อาจจะเป็นโรคร้ายได้ เพราะภูมิต้านทานต่ำ ลองไปดื่มน้ำแคนตาลูป น้ำเสาวรส น้ำใบเตย น้ำเก๊กฮวย น้ำมะม่วง และสารพัดน้ำดูบ้างไหมครับ แต่ละรสแต่ละอย่างก็มีข้อดีและรสชาติเฉพาะ และคุณอาจจะพบว่า คุณแข็งแรงขึ้นขนาดไหน

ไม่ต่างอะไรกับชีวิตนี้ครับ

ถ้าคุณเที่ยวแต่ทะเล คุณจะไม่ซาบซึ้งขุนเขาและป่าไม้
ถ้าคุณเดินแต่ห้าง คุณจะไม่เข้าใจว่าเท้าสัมผัสดินแล้วได้ความรู้สึกแบบไหน
ถ้าคุณดูแต่ทีวี คุณจะมองไม่ออกว่า ยามพระอาทิตย์อัสดงมันสวยงามขนาดไหน
ถ้าคุณกอดแต่ขวดเหล้า คุณจะรู้ได้ยังไงว่า กอดต้นไม้และพูดกับเขาทำให้คุณอิ่มใจขนาดไหน

แต่ เราคงทำทุกอย่างในโลกไม่ได้หรอกครับ เลือกทำในสิ่งที่คุณอยากทำ อยากสัมผัส ถ้าคิดไม่ออก ลองไปถามผู้รู้ อินเตอร์เนตนี่ละสุดยอดของแหล่งความรู้ ไม่น่าจะยากนะครับ



- ออกจากพันธนาการ แต่ถ้าออกไม่ได้ ก็เข้าใจมัน มองให้ออกถึงข้อดี

แน่นอนครับ แต่ละคนมีห่วงบางอย่าง มีมากมีน้อยก็แล้วแต่สถานะและสิ่งแวดล้อม

เพื่อนบางคนบอกว่า "อิจฉาแกจริงๆ ได้ออกไปเที่ยวอีกแล้ว นี่ฉันต้องทำแต่งาน" ผมก็จะบอกออกไปว่า "ก็ไปบ้างสิ อย่ามามัวอิจฉา เสียเวลาเปล่าๆ" เพื่อนบอก "จะไปได้ไง งานเพียบ อยากเลื่อนตำแหน่ง" ผมบอกว่า งั้นแกก็เลือกชีวิตของแกแล้วว่าอยากจะได้ตำแหน่งใหญ่โตขึ้น งั้นก็อย่าบ่น ฉันมาถึงทุกวันนี้ได้ เพราะฉันทำมาว่ะ ฉันเลือกแบบนี้

สถานการณ์ที่คุณเป็นอยู่ ส่วนใหญ่แล้ว คุณเป็นผู้เลือกเองครับ คุณโทษโน้นโทษนี่ แต่ลืมคิดไปว่า คุณมาอยู่ตรงนี้ได้ เพราะตัวคุณใช่ไหม

คนส่วนใหญ่มีทางเลือก แต่หลายคนไม่กล้าเปลี่ยน คนเรากลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวที่บ้านจะว่า กลัวเพื่อนไม่คบ กลัวอื่นๆ อีกมากมายจะกลัว

แต่ชีวิตนี้เป็นของคุณครับ คุณจะเอายังไง

บางคนอาจจะแย้งว่า คุณมันโชคดี แต่ผมไม่โชคดีอย่างคุณ พันธนาการต่างๆ มันรัดผมไว้หมดแล้ว อันนั้นมันก็อาจจะเป็นบุญเป็นกรรมของแต่ละคน (จริงๆ แล้วผมพูดซ้ำ แต่ใช้คำเปลี่ยนไป) คุณก็ต้องเข้าใจพันธนาการของคุณ คุยกับพันธนาการของคุณ ขอเวลาส่วนตัวบ้าง ขอโอกาสไปทำอย่างอื่นบ้าง ผมคิดว่า มันน่าจะเป็นไปได้นะครับ คุณจะได้ออกไปทำสิ่งที่คุณต้องการบ้าง มองข้อดีของพันธนาการนั้นๆ ให้ออกครับ สำหรับบางคนบอกว่า เป็นไปไม่ได้หรอก ฉันไม่สามารถออกไปจากพันธนาการนี้ได้เลย คุณก็ต้องใช้หลักการมองโลกในแง่ดีเสมอ มองหาข้อดีให้ออกครับ และอยู่กับมันอย่างมีความสุขขึ้นหรือทุกข์ให้น้อยลง แล้วเมื่อสิ่งกีดขวางเบาบางลงแล้ว คุณอาจจะเริ่มมองเห็นทางไป และอาจจะพบทางลัด ไม่ต้องติดไฟแดงก็ได้ครับ



- อย่ามองคนอื่นๆ ไปในทางร้าย

จริงๆ ข้อนี้ก็รวมอยู่ในข้อการมองโลกในแง่ดี แต่ผมอยากขยายความข้อนี้ เพราะเป็นข้อสำคัญ จากประสบการณ์ได้พบเห็นพูดคุยกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายคนมองคนอื่น คนที่ไม่ใช่พวกตน หรือแม้แต่พวกตนที่ทำอะไรไม่ถูกใจ ไปในทางลบได้อย่างง่ายดาย

#อย่าตัดสินใครด้วยการฟังความข้างเดียว หรือการบอกต่อๆ กันมา
#อย่าตัดสินใครเพียงเพราะเราไปพบเห็นเหตุการณ์บางอย่าง เพราะคุณอาจจะไม่รู้ข้อเท็จจริงว่า อะไรเกิดขึ้นกันแน่
#อย่าตัดสินใครด้วยใจที่เป็นอคติ มองด้วยใจเป็นกลาง และพยายามครับ พยายามมองโลกในแง่ดี

เพราะการตัดสินคนๆ หนึ่งโดยไม่มีเหตุผลที่เพียงพอ คุณอาจจะปิดโอกาสให้คุณได้สัมผัสกับคนดีๆ หนึ่งคนที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตของคุณไปในทางที่ดีได้ และคุณยังได้สร้างความขุ่นมัวให้เกิดขึ้นในใจคุณโดยไม่จำเป็น เป็นการสะสมความทุกข์ไว้ในใจโดยใช่เหตุ

- ทำเพื่อผู้อื่นบ้าง แล้วจะพบว่า ชีวิตของเรามีค่าสำหรับผู้อื่นมากขนาดไหน

มนุษย์มักเห็นแก่ตัว มองผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก จึงดำเนินชีวิตไปด้วยหลักนั้น ความสุขที่ได้จึงฉาบฉวย มาเร็วและไปเร็ว

การได้ช่วยเหลือผู้อื่น ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ผู้ที่พิการ ผู้ที่ชรา ผู้ถูกกระทำ เด็กและผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคม นำความสุข ความปิติ ความอิ่มเอิบใจ เกินกว่าความสุขที่ได้จากวัตถุเงินทอง อย่างหาประมาณมิได้

หลายคนหาเงินมาได้ ก็เอาไปซื้อของที่ตนอยากได้ หรือไปทำในสิ่งที่ตนอยากทำอย่างเดียว โดยหาใส่ใจในผู้ร่วมสังคมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงไม่ หากว่าคุณโชคดีแล้ว คุณเป็นผู้ที่ "มี" แล้ว ลองมองออกไปข้างนอก คุณจะเห็นกลุ่มคนที่มีทุกข์ทางกายและใจมากมายในสังคมเดียวกันกับที่คุณอยู่

คุณจะหยิบยื่นสิ่งที่คุณ "มี" หรือมีจน "ล้น" ช่วยเหลือเขาเหล่านั้นได้บ้างไหม

ลองมาดูสิ่งที่คุณจะทำเพื่อผู้อื่นได้ โดยอาจจะไม่ต้องใช้เงิน แต่ใช้เวลาและใจ ดังเช่น
- สอนหนังสือเด็กพิการตาบอด
- เป็นอาสาสมัครช่วยในงานการของสังคม เช่น เก็บขยะ
- เป็นครูอาสาไปสอนเด็กในถิ่นธุรกันดาร
- ไปเป็นเพื่อนคุย เพื่อนใจของผู้ป่วยที่ป่วยหนัก ตามโรงพยาบาล
และอื่นๆ อีกมากมายที่คุณจะทำเพื่อสังคมได้ โดยไม่ต้องใช้เงิน

ขอให้คุณได้พบกับความอิ่มใจ ความปิติ ความรู้สึกดีๆ ที่ได้ทำเพื่อผู้อื่นที่ด้อยกว่าหรือกำลังประสบความทุกข์หนัก และขอให้สิ่งดีๆ เหล่านั้นทำให้ชีวิตของคุณดีขึ้นไปเรื่อยๆ และขอให้คุณได้มิติใหม่แห่งการดำเนินชีวิตโดยการเรียนรู้จากผู้คนที่คุณได้ช่วยเหลือเหล่านั้น

- ปฏิบัติธรรมสิครับ แล้วจะพบกับความสุขกว่าสุข เพราะเข้าใจทุกข์จึงสุขได้อย่างแท้จริง

สิ่งที่ผมเขียนมามากมายก่อนหน้า เป็นเพียงเครื่องมือหรือข้อปฏิบัติให้เราๆ ท่านๆ พบกับความสุขแบบทั่วไปแบบทางโลก แต่มีความสุขอีกประเภทที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้สัมผัส คุณไม่ต้องมีเพื่อนเป็นสิบๆ ไปร้องคาราโอเกะกัน หรือต้องไปสังสรรค์ในผับในบาร์ หรือต้องไปเที่ยวให้รอบโลกซะก่อน คุณถึงจะสุข ในความเป็นจริง มีความสุขอีกประเภทหนึ่งทีเหนือความสุขเหล่านั้น ความสุขที่บอกหรือให้กันไม่ได้ ใครอยากได้ต้องปฏิบัติเอาเอง ความสุขที่เกิดจากความเข้าใจในตัวตนของตัวเอง ไม่ต้องใช้เงินซักบาท

เราเกิดมาลืมตาก็มองออกไปข้างนอก เมื่อมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้น ก็มักจะโทษสิ่งภายนอก โทษคนโน้นคนนี้ จะหาคนที่เข้าใจสาเหตุแห่งทุกข์ว่า จริงๆ แล้วมาจากตนเองก็น้อยเต็มทน เราต้องมองเข้าไปข้างใน มองไปที่ตัวตนของเรา หากเราเข้าใจตัวตนอย่างแท้จริงแล้ว เราจะเข้าใจทุกสิ่งในจักรวาลได้ และวันนั้น ความสุขเหนือสุข การหาสุขจากทุกข์แบบสมบูรณ์แบบจึงจะเกิดขึ้น

เราจะเข้าใจตัวเองได้ การปฏิบัติธรรมจะเป็นเสมือนทางสายเอก ทางหลวงทางหลักที่จะนำท่านไปสู่จุดหมาย พาไปสู่ความสุขที่แท้จริงได้

หลายคนมีอคติกับคำว่า ปฏิบัติธรรม บ้างก็สร้างข้ออ้างมากมายให้กับตนเอง "ฉันยังเด็กอยู่" "โอ้ย ยังไม่ถึงเวลา เอาไว้ใกล้ๆ เกษียณก่อนละกัน" "นั่นมันสำหรับคนที่มีแต่ทุกข์ ฉันน่ะสุขตลอด เพื่อนก็มีเยอะแยะ ปาร์ตี้ก็เพียบ" "ฉันไม่มีเวลาหรอก ต้องทำมาหากิน" "ฉันไม่มีเวลาหรอก ต้องเร่งทำผลงาน จะได้เลื่อนตำแหน่ง"

ลองคิดง่ายๆ ครับ ทำไมเขาถึงว่า ธรรมะดี ปฏิบัติแล้วชีวิตมีความสุข คุณไม่สงสัยกันบ้างรึครับ? อย่ารอจนแก่แล้วจึงไปสนใจ เพราะเมื่อถึงเวลานั้น คุณก็เหนื่อยล้า หูตาฝ้าฟาง แขนขาก็ทำงานไม่เหมือนเดิมแล้ว แล้วคุณจะพร้อมปฏิบัติธรรมได้อย่างไรครับ แล้วคุณจะมีเวลาได้สัมผัสสิ่งที่สุดยอดนี้ได้นานแค่ไหนครับ?

แต่ในข้อนี้บังคับกันไม่ได้ รอให้ถึงเวลากันเองครับ

การทำบุญมิใช่การทำแต่ทาน เอาไว้ผมจะเขียนความเห็นเรื่องการทำบุญในโอกาสต่อไปครับ แต่จะหาสิ่งใดที่ดีไปกว่าการได้ปฏิบัติธรรม เพื่อจะได้สัมผัสกับธรรมชาติของตนเอง คงไม่มีอีกแล้ว คุณจะได้ทำบุญใหญ่ที่ไม่มีบุญไหนใหญ่กว่า

ลองเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ เข้าสู่ชีวิต สิ่งที่คนจำนวนมากมายได้พิสูจน์แล้วว่าดีจริง ให้โอกาสกับสิ่งดีๆ สิ่งนี้ และที่สำคัญให้โอกาสกับตนเองที่จะได้ออกจากความทุกข์ หรืออยู่บนความทุกข์ได้อย่างมีความสุข

ชีวิตของพวกเราทุกคนล้วนมีทุกข์ มากน้อยแตกต่างกันไป เราสามารถบรรเทาเบาบางหรือแม้แต่กำจัดความทุกข์ไปได้

ขอสรุปดังนี้ครับ
- จริงๆ แล้ว ข้อแรกและข้อสุดท้ายเป็นเรื่องเดียวกันครับ เพียงแต่การปฏิบัติธรรมจะทำให้ท่านเข้าถึงตัวตนได้อย่างแท้จริง
- จำให้ขึ้นใจ ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน ทุกข์ขนาดไหน ย่อมมีจุดดีอยู่ มองโลกในแง่ดี และหาความสุขหรือข้อดีนั้นๆ ให้เจอ
- เปิดใจรับสิ่งใหม่ โลกนี้มีสิ่งดีงามมากมาย อย่าสร้างอคติขึ้น
- อย่าประมาท เวลาเป็นของมีค่า ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก
- ทำเพื่อผู้อื่นบ้าง และจะพบว่า การให้มีค่ากว่าการรับมากสักเพียงใด

ขอให้ทุกคนโชคดี หาสุขจากทุกข์ และมีความสุขอย่างแท้จริงได้ในเร็ววันนะครับ อวยพรให้ผมด้วย...









 

Create Date : 21 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 9:34:29 น.
Counter : 562 Pageviews.  

ตอบแทนพระคุณ ก่อนที่จะสายเกินไป @ Tokyo Tower - รักยิ่งใหญ่ หัวใจให้เธอ

สวัสดีครับทุกท่านที่เข้ามาอ่าน

วันนี้ผมได้มีโอกาสชมภาพยนต์ดีๆ เรื่องหนึ่ง เป็นหนังญี่ปุ่น ชื่อ "Tokyo Tower" ชื่อภาษาไทยว่า "รักยิ่งใหญ่ หัวใจให้เธอ"



ขอเกริ่นนิดหนึ่งก่อนครับ เหตุที่ได้ไปดูเรื่องนี้เพราะได้ดูหนังตัวอย่างของหนังเรื่องนี้เมื่อประมาณซักเดือนเศษๆ ที่ผ่านมา ผมตราตรึงไปกับเรื่องราวที่ตัดมานำเสนอ แม้จะเพียงแค่ไม่กี่นาที ก็ทำให้ผมน้ำตาเริ่มซึม เพราะหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เกี่ยวกับความรักของแม่ที่มีต่อลูกชาย ทุกท่านที่ได้ดูหนังตัวอย่างคงจะเดาเนื้อเรื่องได้ไม่ยาก แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่แกนหรือ Plot ของเรื่อง

ตัวผมจะคิดเสมอว่า ชีวิตที่มีมาได้ทุกวันนี้ ก็เพราะคุณพ่อคุณแม่ จะทำอย่างไรเพื่อตอบแทนท่านให้มากที่สุด ทำให้ท่านมีความสุข ให้สมกับที่ท่านได้เลี้ยงดูเรามาด้วยความมานะอุตสาหะอย่างหาสิ่งใดเปรียบมิได้

พอเจอความรักที่แม่มีต่อลูกแล้วของหนังเรื่องนี้ อึ้งครับ... อึ้งกับความรักที่บริสุทธิ์ ที่ไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ

วันนี้ผมจึง ตั้งอกตั้งใจ จะไปซึมซับ การนำเสนอความรักของแม่ผู้บังเกิดเกล้าในแบบฉบับญี่ปุ่น ซึ่งหนังญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่ผมได้มีโอกาสดู จะเป็นหนังที่มีคุณภาพยิ่ง มักจะนำแง่คิด ข้อคิดดีๆ ให้เสมอ

และหนังเรื่อง Tokyo Tower ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวังแม้แต่นิดเดียวครับ แต่กลับกระตุ้นเตือนให้ผมคิดถึง "แม่" "พระคุณ" และ "การตอบแทน"

ผมจะไม่เล่าทั้งหมด แต่จะนำแกนเรื่องมานำเสนอในบางส่วน เพราะอยากให้ทุกท่าน หาโอกาสไปดู หากหลังลาโรงไปแล้ว ไปหาซื้อ DVD เอามาชมให้ได้นะครับ แต่ในที่นี้จะขอนำแง่คิด และสะท้อนบางตอนของหนังออกมาเป็นตัวหนังสือ ตามความคิดที่มีเล็กน้อยของผมเอง

คำว่าแม่
"แม่" คำๆ นี้เหนือคำบรรยาย เหนือจินตนาการใดๆ จะเรียงร้อยเป็นถ้อยคำที่แสดงความเป็นแม่ได้หมด แม่ผู้เป็นทุกอย่าง ผู้เสียสละ ผู้ที่รักเราอย่างไม่ต้องการสิ่งตอบแทน

ในหนัง ย้อนอดีตให้เห็นความเป็นไป และการดำเนินเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ได้ใจความชัดเจน เป็นเรื่องของครอบครัวเล็กๆ มี แม่ พ่อ และก็ลูกชายน่ารักหนึ่งคนในต่างจังหวัดของญี่ปุ่น

คุณแม่ในเรื่องทุ่มเท ทำงาน หาเงิน เพื่อให้ลูกสามารถไปเรียนที่โตเกียวได้ เก็บหอมรอมริบทุกเยนเพื่อลูก โดยสร้างกำลังใจให้ตนเอง คือ รอคอยความสำเร็จของลูก นั่นคือ การสำเร็จการศึกษา

ลูกชาย

แต่ลูกกลับใช้เงินที่แม่ส่งไปใช้ชีวิตไปวันๆ กับการสูบบุหรี่ เกมส์ การพนัน และผู้หญิง ไม่สนใจเรียน จนกระทั่งปีที่สี่ กลับโทรไปหาแม่ และบอกว่าจะเลิกเรียน คุณแม่ก็อึ้ง และได้พยายามให้ลูกเรียนต่ออีกปี จนกระทั่งลูกชายตัวแสบก็เรียนจนจบด้วยเงินที่คุณแม่หามาเพิ่มให้ แต่ลูกชายเองก็มีหนี้สินมากมาย จากการใช้เงินอย่างไร้ค่า

กำลังใจ ให้สู้ต่อ

กำลังใจของคุณแม่ คือ ความสำเร็จของลูก ใบปริญญา เมื่อลูกชายเรียนจบแล้ว คุณแม่ก็เอาใบปริญญาติดไว้ที่ทำงานเสมอ เพื่อเอาไว้ดูเวลาต้องการกำลังใจ ตลอดเวลา คุณแม่ไม่ได้ต้องการอะไร มากไปกว่าเห็นลูกดำเนินชีวิตไปได้ด้วยดี

จุดเปลี่ยน

ลูกชายคิดได้ ทำงานทุกอย่างที่ขวางหน้า ทำงานหนักเพื่อตอบแทนให้คุณแม่ โดยข่าวการเป็นมะเร็งของคุณแม่เป็นจุดเปลี่ยน แม้เหมือนจะหายแล้วจากการรักษา แต่คุณแม่ก็กลับมาเป็นอีก และร้ายแรงกว่าเดิม

ตอบแทนคุณ

๑๕ ปีผ่านไป แม่ลูก ได้กลับมาอยู่ด้วยกัน เพราะลูกรักเสนอให้แม่มาอยู่ด้วย เขาจะดูแลคุณแม่เอง ต้องบอกตรงนี้ก่อนครับว่า ชีวิตสมรสของคุณแม่ไม่สำเร็จ เพราะเลิกกับคุณพ่อ แต่ไม่ได้หย่านะ คุณแม่จึงดำเนินชีวิตในช่วงเป็นมะเร็งโดยลำพัง มีเพียงเพื่อน

ภาพของความรู้สึกของคุณแม่ หลังจากที่คุณกับลูกว่าลูกจะให้ไปอยู่ด้วยนั้น เรียกน้ำตาของผมออกมา และจากนั้น ก็แทบไม่ได้หยุดไหลเลย หากท่านได้มีโอกาสดู ให้ดูสีหน้าการแสดงออกตรงนี้ให้ดีครับ หน้านิ่งๆ แต่ความหมายลึกซึ้งกินใจ

หลังจากการมาของคุณแม่ ลูกก็พยายามตอบแทนคุณ โดยพาไปเที่ยวและกินในตลอดหนึ่งปีที่คุณแม่มาอยู่ด้วย โดยคุณแม่เป็นทีรักของเพื่อนลูกทั้งหมด

เมื่ออาการของแม่ทรุดหนักลง สิ่งต่างๆ จึงเผยออกมา

ลูก
ลูกพยายามอย่างหนัก เพื่อคุณแม่ แม้ค่ารักษาพยาบาลจะแพง ที่อยู่จะแพงแค่ไหน ก็เพื่อแม่ เขาก็พยายามหามา

แม่
เธอสู้อย่างสุดใจ เข้มแข็งเพื่อการมีชีวิตอยู่ สู้กับโรคร้ายอย่างกล้าหาญ เพื่อลูก

พ่อ
ในช่วงท้ายของการต่อสู้ คุณพ่อได้กลับมาให้กำลังใจ อยู่เคียงข้าง คุณแม่ยังรักคุณพ่อมากมาย

การสูญเสีย

ไม่มีใครห้ามความตายได้ สำคัญเพียงว่า เวลาที่คุณมีบนโลก คุณได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม สำหรับหน้าที่ และบทบาทของคุณเพียงใด

แม้คุณแม่จะไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน แต่ลูกย่อมสมควรรู้ และตอบแทนท่านให้สมกับสิ่งต่างๆ ที่ท่านให้มา "อย่ารอให้ท่าน เมื่อท่านจากไปแล้ว"

ในหนังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของแต่ละคน กับการพลัดพรากที่ไม่อาจเลี่ยงได้ ทุกคนได้ทำหน้าที่ของตนอย่างดีเยี่ยม

แม่ทำเพื่อลูกอย่างสุดใจ เมื่อตนยังแข็งแรง หรือยังทำไหว ....

ลูกเลี้ยงดูผู้มีพระคุณอย่างสุดความสามารถ ....

การตอบแทน จึงเกิดขึ้น ในเรื่องก่อนตายคุณแม่ ฝากบอกแฟนของลูกว่า "แค่ปีเดียวที่ลูกพาไปเที่ยวและกินของอร่อย ก็เหมือนกับการตอบแทนให้กับแม่ ทั้งชีวิต..." ตรงนี้ทำให้ลูกคิดได้ว่า อย่างน้อยเขาก็ได้ทำให้กับแม่แล้ว แต่ขณะเดียวกัน ก็ให้เห็นว่า คุณแม่ต้องการน้อยเพียงไร.... สิ่งที่ตนเองทำ ไม่เคยเอามาเทียบบรรญัติไตรยางค์...

สะท้อนกลับมาที่พวกเรา

วันนี้คุณได้ทำอะไร เพื่อผู้มีพระคุณของคุณรึยังครับ? อย่ามัวแต่หลงอยู่ในตัวตน ความสุขและความสำเร็จ จนลืมว่า คุณมีวันนี้เพราะใคร... แม้ท่านจะแก่เฒ่า จะหลงลืม จะอ่อนแอ จะช้า หรืออาจทำให้คุณหัวเสียในบางครั้ง หยุดคิดสักนิดครับ ตอนเป็นเด็กคุณเป็นอย่างไรบ้าง คุณทำให้พ่อแม่เสียใจ หรือทำตัวไม่ดีอย่างไรบ้างรึเปล่า ฉะนั้น อย่าโกรธ อย่าโทษท่านเลย... แต่จงรักท่านให้มาก รักอย่างที่ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ทำแบบที่ท่านทำให้คุณทั้งชีวิตจะได้ไหม

คิดครับ ว่าคุณจะทำอะไรให้ท่านบ้าง ไม่ใช่จะเอาแต่ผลประโยชน์ ถึงเวลารึยังที่ท่านจะเป็นผู้ให้บ้าง....

สำหรับผม ผมระลึกเสมอ ถึงการตอบแทน เพราะผมไม่เพียงแต่โชคดีที่เกิดมา... แต่ยังโชคที่ได้เกิดมาเป็นลูกของแม่ ผมคงทำบุญมาอย่างมากมายครับ

ขอบคุณมากครับแม่...

ปล. มิใช่แค่คุณแม่นะครับ คุณพ่อด้วย เดี๋ยวคุณพ่อจะน้อยใจ หามาชมกันให้ได้นะครับ สำหรับหนังที่โครงเรื่องเดิมๆ แต่ความซาบซึ้งใจเหลือเกินคณา ดูเสร็จหลายท่านคงจะนึกถึงคุณแม่เหมือนผม และรักคุณแม่มากยิ่งขึ้นไปอีก

สำหรับคนที่ผู้มีพระคุณเสียไปหมดแล้ว ก็ไม่เป็นไรครับ ขอให้ระลึกถึงท่านเสมอ และทำบุญไปให้ท่าน ทำตนเป็นคนดี แม้ท่านจะไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่ท่านย่อมดีใจกับคนที่เราเป็น แม้อยู่คนละภพชาติ กุศลกรรมอาจส่งไปถึงได้ครับ

ชมหนังเรื่องนี้ได้โรงหนังสยามแห่งเดียว > http://www.apexsiam-square.com/popup.asp?id=425






 

Create Date : 12 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2551 9:54:43 น.
Counter : 570 Pageviews.  

1  2  

โชคดีที่เกิดมา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ธรรมชาติ ธรรมะ ดนตรี กีฬา หนัง หนังสือ เป็นสิ่งที่ชอบ เชื่อว่า ชั่วขณะเดียวเท่านั้นที่เรามีชีวิตอยู่ ก็คือปัจจุบัน - ชีวิตไม่มีวันพรุ่งนี้
Friends' blogs
[Add โชคดีที่เกิดมา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.