Group Blog
 
All blogs
 
@ @ @ - - - ได้เวลา “กาฝาก” ทำเพื่อชาติบ้านเมือง - - - @ @ @

ทุกวันนี้ “ทุกข์” กันไหมครับ? ถ้าไม่ทุกข์ ก็ไม่ต้องอ่านต่อครับ… กรุณาปิดด่วน ถ้ายังมีทุกข์อยู่กับเหตุการณ์บ้านเมือง กรุณาอ่านต่อ

เมืองไทย เมืองยิ้ม เมืองของคนอารมณ์ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าอีก ๙๐ เปอร์เซนต์ของประเทศในโลกนี้ มีขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ สั่งสมกันเป็นหลายร้อยปี มีภาษาเป็นของตนเอง ทำให้สื่อสารกันได้ถึง “ใจ” เป็นประเทศที่มีพระพุทธศาสนาฝังรากลึก ผู้คนน่ารักมีศีลธรรมจรรยา

จริงๆ แล้ว คนไทย น่าจะเป็นกลุ่มคนที่มีความสุขมากกว่าใคร แต่ทุกวันนี้ คนไทยส่วนใหญ่ มี “ทุกข์” หนัก

คนไทยฆ่ากัน คนไทยแบ่งแยก คนไทยไม่รักกัน คนไทยจึงไม่มีความสุข ทำไม มาลองหาคำตอบและทางแก้อย่างสร้างสรรค์กันดีกว่าครับ

ต้นเหตุของปัญหา
การจะแก้ปัญหาอย่างถาวร เราต้องมองที่ต้นเหตุของปัญหา

1) ปัญหาของ “กาฝาก” ต้นเหตุของสรรพปัญหา

พลเมือง หมายถึง พละกำลังของประเทศ คุณเป็นกำลังของประเทศในการเป็นพลเมืองดี โดยทำหน้าที่ดังนี้ไหม
1.การรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.การปฏิบัติตามกฎหมาย
3.การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
4.การ พัฒนาประเทศ
4.1 การป้องกันประเทศ
4.2. การรับราชการทหาร
4.3. การเสียภาษีอากร
4.4. การช่วยเหลือราชการ
4.5. การศึกษาอบรม
4.6. การพิทักษ์ปกป้องและสืบสานศิลปะ วัฒนธรรมของชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น
4.7. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

คุณทำครบไหม คุณทำกี่ข้อ คุณจะถือว่าคุณเป็นพลเมืองที่ดีได้ไหมกับสิ่งที่คุณเป็น?
คุณรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อย่างไร และสงสัยไหมครับว่า ทำไมจึงเลือกเอามาเป็นข้อที่หนึ่ง นั่นก็เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดที่ประเทศจะดำรงอยู่ได้

มาลองฟังผมขยายความและบ่นกัน

การเมืองเป็นเรื่องที่พลเมืองที่ดีควรมีส่วนร่วม การเมืองแทรกซึมอยู่ในเกือบทุกๆ เรื่องที่เราทำ แต่คนส่วนใหญ่อาจมองการเมืองแยกออกจากสิ่งต่างๆ ส่วนตัวผมคิดว่า “แยกไม่ได้”

ผมชอบท่องเที่ยวธรรมชาติ นอกจากเป็นการกลับสู่รากของตนเอง ธรรมชาติยังนำความสุขที่เมืองไม่สามารถให้ผมได้ ป่าและสรรพสิ่งในป่ายังสอนผม ให้บทเรียนชีวิตกับผมเสมอ ในเรื่องการเมืองนี้ ผมขอเปรียบคนไทยส่วนใหญ่ว่าเป็น “กาฝาก” ประเทศนี้เป็นดั่ง “ต้นไม้” และมีคนไทยส่วนน้อยเป็น “ส่วนต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ของต้นไม้”

กาฝากคืออะไร กาฝากเป็นพืชที่อาศัยเกาะขึ้นกับพืชอื่น โดยทั่วไปแล้ว กาฝากจะดูดเอาน้ำเลี้ยงของต้นไม้หนึ่งๆ โดยที่ตัวมันไม่ได้มีประโยชน์กับต้นไม้นั้น หากมีเยอะเกินบางทีก็ดูดจนต้นไม้นั้นๆ แห้งตายไปก็มี ต้นไม้ที่ชื่อ “ประเทศไทย” ก็ถูกกาฝากจำนวนมากรุมดูดน้ำเลี้ยงอย่างไม่ยั้ง เข้าขั้นร่อแร่ ใกล้ตายเต็มทน

แต่ธรรมชาติมีวิถีของการอยู่รอดอย่างน่ามหัศจรรย์ ต้นไม้ที่คุณคิดว่ามันจะตายแน่แล้ว มันก็ไม่ตาย เพราะพอมันไม่มีกาฝากมารุมเร้าหรือมีจำนวนไม่เยอะ ประกอบกับมีน้ำฝน มีแสงแดด ปฏิกิริยาของการเอาตัวรอด กลับทำให้ต้นนั้นแข็งแรงกว่าเดิมอาจจะกลับชูช่อ ออกดอกออกผลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และยังประโยชน์ให้กับสรรพสิ่งอื่นๆ อีกด้วย ผมมองว่า ประเทศไทยก็จะมีปาฎิหารย์ของการอยู่รอดได้ แต่เราจะต้องทำให้กาฝากออกจากต้นไม้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือทำให้มีจำนวนน้อยที่สุด

วิธีการแก้ปัญหา ไม่ใช่หน้าที่ใคร ไม่ได้เริ่มที่ใคร แต่ “เริ่มต้นจากตัวคุณเอง”

ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น หลายคนโทษนักการเมือง หลายคนโทษการเคลื่อนไหวทางการเมือง หลายคนโทษโน้นโทษนี้ แต่ลืมโทษตนเอง

ทำไมนะเหรอ?

ผมมองว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เกิดมาจากความไม่เอาใจใส่ในบ้านเมือง คนไทยไม่ทำหน้าที่ของพลเมืองดี ไม่ทำหน้าที่รักษาสถาบันหลักของชาติ คนไทยส่วนใหญ่สนใจแต่ “ตนเอง” จะใช้คำว่า “เห็นแก่ตัว” ก็ไม่มากเกินไป ต่างคนต่างเร่งจะ “ดูดน้ำเลี้ยง” อย่างไม่เคยพอใจ ประกอบกับไม่มีการปลูกฝังค่านิยมที่ดี ค่านิยมการรักชาติอย่างจริงจัง สอนแต่ให้คนคิดแต่เรื่อง “เศรษฐกิจ” การปลูกฝังค่านิยมดีๆ มีน้อยจนเกินไป

ประเทศที่ประชาชนต้องทนทุกข์ทรมานจากความขัดแย้ง จากภัยธรรมชาติ จากนักการเมือง เขาจะ “จำ” และไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก

คนไทยส่วนใหญ่ไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ และการทำเพื่อส่วนรวม คิดว่า หน้าที่ของประชาชนชาวไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ก็คือ การหย่อนบัตรเลือกตั้ง จากนั้น จะไปทำอะไรก็ได้ เสร็จแล้วก็ไป “กิน ขี้ ปี้ นอน” กันต่อไป เวลาผ่านไป เขาก็บอกว่า ต้องไปเลือกตั้ง คุณก็มาเลือก จากนั้นก็เข้าวัฏจักรเดิม กิน ขี้ ปี้ นอน กันต่อไป...

หากคุณเป็นแบบนี้ คุณได้รับ คะแนนกาฝากชนิดทำร้ายประเทศชาติไป ๕๐ คะแนน (ลดหลั่นกันไปตามสิ่งที่ทำตามหน้าที่พลเมืองดี)

2) ระดับสติ ปัญญา

มนุษย์ต่างจากสรรพสัตว์ตรงมีสมองใหญ่ ดูเหมือนมี ปัญญา มาก แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่

คำว่า “ความรู้” กับ “ปัญญา” เป็นคนละเรื่องกัน

คุณจะจบปริญญาเอก มีตำแหน่งใหญ่โต เป็นอาจารย์ เป็นนักวิชาการ เป็นอะไรก็ได้ที่คนเขาสมมุติให้คุณเป็น “ความรู้” คุณอาจจะมีครับ แต่นั่นไม่ได้รับประกันว่าคุณมี “ปัญญา” เลยสักนิด

คนไทยมีทุกอย่างครับ แต่ไม่มี “ปัญญา” โง่เขลาเบาปัญญา ขออภัยที่พูดตรงๆ นั่นรวมถึงตัวผมด้วย

เราเชื่ออะไรกันง่ายๆ เราจึงหลงใหลอะไรง่ายๆ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนบทหนึ่งเรื่อง กาลามสูตร สรุปสั้นๆ ก็คือ ท่านไม่ให้เชื่อสิ่งใดๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณและโทษ หรือดีและไม่ดี ก่อนที่จะเชื่อ ไม่ว่าใครจะพูดให้คุณฟัง คุณต้องพิจารณาให้ดีเสียก่อน แล้วค่อยเชื่อ

เราเลือกจะเชื่อ “สื่อ” เชื่อคนใกล้ชิด เชื่อหมอดู เชื่ออะไรต่ออะไร โดยไม่ต้องคิด ไม่พิจารณา และบางทีเราก็ “เชื่อ” ของเราเอง โดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริง

การจะมีปัญญาได้ เราต้องฝึกครับ หลักการขั้นแรกไม่ใช่การไปเข้าเรียนมหาวิทยาลัยไหน แต่คือการอยู่กับปัจจุบัน รักษาสติ ครองสติ ไม่วิ่งวนไปกับความต้องการของตัวเองมากจนเกินไป มองตัวตนของเราอยู่เสมอ อย่าโกรธง่ายเกินไป อย่าปล่อยใจให้ใหลหลงกับสิ่งหนึ่งๆ มากเกินไป

สตินอกจากจะทำให้คุณมีปัญญาแบบรอบด้าน ยังช่วยให้ประเทศชาติบ้านเมืองสงบสุข คิดดูสิครับว่า หากทุกคนมีสติ ประเทศเราจะเป็นแบบนี้หรือ? ไม่ต้องไปพูดถึงขั้นตอนอื่นหรอกครับ เรารักษาสติกันให้ได้ก่อน

ส่วนประกอบการสร้างสติที่สำคัญ ก็คือ การพยายามรักษาศีลห้าให้ได้ ไม่ง่ายเลยนะครับกับการรักษาศีลห้าให้ได้ทุกขณะ แต่ศีลห้าจะเป็นดั่งกรอบของการพิจารณาให้เราตัดสินใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ช่วยให้เราครองสติไว้ได้ สติเราจะมากขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นพวกเราจะรู้ได้เองว่า จะต้องทำอะไรต่อไป เพื่อยกระดับจิตใจของเรา

หากคุณเชื่อสิ่งใด โดยไม่ไตร่ตรอง พิจารณาให้ทุกด้าน และพร้อมใส่อารมณ์ ปรุงแต่งความคิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปในทางลบ พร้อมด่าว่าคนอื่นเสมอ คุณได้คะแนนกาฝาก “ชนิดทำร้ายตนเอง” ไป ๒๕ คะแนนครับ

3) ค่านิยม นโยบายรัฐ กับ ทุนนิยม

ทุนนิยมคงไม่ไปจากชีวิตของเราได้ เรามาไกลมาก แต่ไม่ว่าจะเป็นวิเศษนิยม หรืออะไรนิยม ก็มีข้อเสียข้อดีกันทั้งนั้น แต่สำคัญคือ ต้องมี “ศีลธรรม” ครอบเอาไว้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในหลวงของเราทรงมีพระปรีชาสามารถอย่างล้ำลึก และที่สำคัญทรงมีพระเมตตาต่อปวงชนชาวไทยอย่างใหญ่หลวงที่ทรงสอนพวกเราเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ทุนนิยมทำอะไรเราไม่ได้ หากเรามี "ความพอดีและพอใจ”

คำว่า “พอดี” คืออะไร พอดี คือ วงจรของการควบคุมกิเลสให้อยู่นิ่ง อยู่ในระดับที่ไม่เดือดร้อนต่อตนเอง เช่น ตนเองมีฐานะในระดับที่สามารถมีรถญี่ปุ่นขับคันเล็กพอประมาณ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่ได้เสียบ่อยๆ แต่วันดีคืนร้าย เพื่อนบ้านขับรถยุโรปราคาแพงกว่าของตนหลายเท่า ก็ “อยากได้” แบบนี้ เริ่มไม่ “พอใจ” กับสิ่งที่ตนเอง “มี” เริ่มอยากได้ในสิ่งที่ “เกินฐานะ” ความทุกข์เข้ามาทันที ในวินาทีนั้นเลยครับ และใครจะทุกข์มากทุกข์น้อย ก็ขึ้นกับ “สติ” จะกลับมาได้ไวขนาดไหน หากยอมทุกข์ต่อไป ความทุกข์จะเพิ่มระดับเมื่อมีเงินไม่พอจ่ายหนี้ ต้องกู้หนี้ยืมสินเพิ่ม ครอบครัวเริ่มต้องลำบากมากขึ้น “วัตถุ” ที่เราหวังว่าจะสร้างความสุขให้กับเรา อาจเพิ่มทุกข์ให้อย่างหนักแทน

ความเป็นจริงคือ คนไทยต่างคนก็ต่างหา “เงิน” และ “วัตถุ” กันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อสถานะทางสังคม เพื่อความอยู่ดี (กว่าคนอื่น) เพื่อความสะดวกสบาย และอีกหลายๆ “เพื่อ” จนเราลืมไปว่า การหาความสุขไม่ยากขนาดนั้น และความสุขเหล่านั้น เป็นเพียงของปลอม ที่เร่งเอาความโลภ ความโกรธ ความหลงเข้าสู่ชีวิตของคุณอย่างไม่เคยหยุดพัก

ผมเชื่อว่า ยิ่ง “เงินและวัตถุ” เข้ากินพื้นที่ในหัวใจของพวกเรามากขึ้นเท่าไหร่ เราจะห่างไกลจากความสุขแท้มากขึ้นเท่านั้น

หากคุณเห็นแก่เงิน เห็นแก่วัตถุ มองไม่เห็นส่วนรวม มองไม่เห็นประเทศชาติ คุณได้รับคะแนนกาฝาก “ชนิดทำร้ายตนเองและประเทศชาติ” ๒๕ คะแนน

อ่านมาจนถึงบัดนี้ ได้กันคนละกี่คะแนนแล้วครับ

จริงๆ แล้ว มีอีกหลายข้อที่เราควร “เป็น” แต่ผมคิดว่า สามข้อนี้ หากเราทำได้ เราจะมีคุณค่า หัวใจเราจะสงบสุข ประเทศชาติจะสงบสุขแน่นอนที่สุดครับ

ผู้ปลูกต้นไม้ต้นนี้คือใคร คุณควรจะตอบแทนเขาอย่างไร

สำหรับผมแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ คือ ผู้ที่ปลูกต้นไม้ต้นนี้ พระองค์ทำนุบำรุง รดน้ำ พรวนดิน ตัดกิ่ง กำจัดวัชพืช กำจัดศัตรูพืช พระองค์ทำงานอย่างหนักเพื่อต้นไม้ต้นนี้จะงอกงาม พระองค์ประสงค์ให้ต้นไม้นี้เติบใหญ่อย่างแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันเชื้อโรค มีวงจรของธรรมชาติที่แข็งแกร่งที่จะต่อสู้กับสรรพปัญหาได้ด้วยส่วนต่างๆ ของต้นไม้ ใบทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ กิ่งทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ ลำต้น ดอกไม้ ลูกไม้ เปลือกไม้ ส่วนประกอบภายในต่างทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ

พระองค์ไม่ได้ต้องการเป็นเจ้าของต้นไม้นี้ พระองค์ทรงรักต้นไม้นี้เกินความเป็นเจ้าของ ในหลวงโอบกอดต้นไม้ต้นนี้ด้วยความรักและพระเมตตาอย่างหาเปรียบมิได้ และพร่ำบอกให้เราอยู่ได้ด้วยตัวเอง พระองค์ไม่สามารถดูแลต้นไม้ต้นนี้ได้ตลอดไป

ผมเขียนมาถึงตรงนี้ น้ำตาก็ไหล

ประชาชนชาวไทย เลือกจะเป็น พละ ของต้นไม้นี้ หรือเลือกจะเป็น เชื้อโรคและกาฝากของต้นไม้นี้ จริงๆ แล้วผมไม่ควรต้องถามคำถามนี้เลย เพราะคำตอบน่าจะเป็นอย่างแรก แต่เพราะอะไร เราจึงทำตัวเป็นอย่างหลัง

ถึงเวลาหรือยังครับ กาฝากทั้งหลาย ที่คุณจะทำหน้าที่ “พลเมืองที่ดี” ของประเทศนี้ มากกว่า รุมทึ้งดึงประโยชน์จากประเทศนี้โดยไม่ตอบแทนอะไรเลย

ความกตัญญูทำให้คนเป็นคนแท้

มีคำกล่าวว่า แม้ว่าเราจะทำบุญ ทำดีแค่ไหน แต่หากไม่มี “ความกตัญญู” เราจะเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐไม่ได้ เพราะความกตัญญูรู้คุณ คือ ศีลธรรมประจำใจที่สำคัญมากที่สุดข้อหนึ่ง

คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงเรามา ให้ความรักเราอย่างเต็มที่ ให้เราได้สัมผัส “รักแท้” ทุกวี่วัน เราต้องตอบแทน เราไม่ควรถามว่า “ต้องตอบแทนสักเท่าไหร่” เพราะไม่ว่าคุณจะตอบแทนสักเท่าไหร่ คุณก็ไม่มีทางเสมอบุญคุณของคุณพ่อคุณแม่ได้ ยกเว้นว่าคุณจะพาให้ท่านเข้าสู่ความเป็นอริยบุคคลได้ ผมคิดว่า คงทำกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราต้องตอบแทนผู้มีพระคุณอย่างเต็มกำลัง

เช่นเดียวกับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เราต้องตอบแทน

ชาติให้พื้นที่ชีวิต - ศาสนาให้หลักในการดำเนินชีวิต - พระมหากษัตริย์ให้เสาหลักใจและโอบกอดเราด้วยรักและเมตตา

ได้เวลาหรือยังครับ ที่จะตอบแทน

คุณพร้อมปฏิญาณไปกับผมไหมว่า “เราจักตายไป พร้อมกับความเป็นคนที่แท้”

ผมขอยกตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง เช่น

1) เริ่มจากแบ่งเวลา - แบ่งเวลาอันมีค่าทำเพื่อคนอื่น เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ - หากคุณโชคดีมีหน้าที่การงานที่ ทำเพื่อชาติโดยตรงอยู่แล้ว ข้าราชการ นักพัฒนา ถือว่าส่วนใหญ่ในชีวิตของคุณได้ทำเพื่อชาติบ้านเมืองแล้ว แต่ต้องทำอย่างเต็มที่ ไม่ทุจริต เป็นข้าราชการที่ดี
2) รู้หน้าที่ทำตนเป็น “พลเมืองดี” ของประเทศ หากจำไม่ได้ กรุณากลับไปอ่านในส่วนต้นว่ามีอะไรบ้าง
3) มีส่วนร่วมทางการเมือง ติดตามข่าวสารบ้านเมือง ใช้การพิจารณาไตร่ตรอง จะแสดงออกใดๆ อยู่บนหลักของปัญญาและความมีศีลธรรม
4) โทษคนอื่นให้น้อย แต่มุ่งพัฒนาตนเอง ครองสติ เจริญปัญญาให้มากเข้า
5) รู้ ผิด ชอบ ชั่ว ดี ไม่ทำในสิ่งไม่ดี ไม่เอาความมักง่ายเป็นที่ตั้ง

ได้เวลาหรือยังที่พวกเราจะพลิกสถานะจาก "กาฝาก" เป็นส่วนต่างๆ ที่มีประโยชน์ของต้นไม้ และทำให้ต้นไม้ที่ชื่อ "ประเทศไทย" นี้แข็งแรง ไม่สะท้านต่อพายุฝน ไม่ประหวั่นพรั่นพรึงกับสิ่งเลวร้าย ไม่ยอมแพ้กับเชื้อโรคร้าย สามารถรักษาตนเอง ร่วมมือร่วมใจกันต่อสู้ มีสุขทุกข์ก็ร่วมกันทุกขณะ ประสานน้ำใจกันทุกเวลา ยังประโยชน์ต่อผู้อาศัยร่มไม้ ยังประโยชน์ต่อสรรพสิ่ง มีลูกไม้ให้กินอิ่ม มีดอกไม้ให้ชื่นใจ มีกำลังใจให้แก่กัน ร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีงาม จะได้อยู่กันอย่างร่มเย็น มีความสงบสุข

และที่สำคัญ ทำให้ผู้ปลูก "พ่อหลวงของเรา" ภาคภูมิใจ สมกับที่พระองค์ปลูกต้นไม้ต้นนี้ด้วย "หัวใจ" ของพระองค์

ได้เวลาหรือยัง กาฝากทั้งหลาย ได้เวลารึยัง?

จากคนไทยธรรมดา กาฝากคนหนึ่งผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์

ปล. ขออภัยที่อาจใช้คำแรง แต่หวังว่าเพื่อนๆ พี่น้อง ที่ได้อ่าน คงจะเข้าใจเจตนาของผม




Create Date : 30 เมษายน 2553
Last Update : 30 เมษายน 2553 22:00:13 น. 3 comments
Counter : 344 Pageviews.

 
ทักทายยามดึก....
ฝันดีนะค้าา :) ^^





โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 30 เมษายน 2553 เวลา:22:11:10 น.  

 
สำหรับเรา ... เราเห็นด้วยกับทุกตัวอักษร
ของคุณนะค่ะ และไม่คิดว่ามีคำพูดไหนเลยที่ออก
แนวแรง เพราะคุณพูดตามความจริง ที่เป็นอยู่
และน่าจะเป็น ... ต้องบอกว่าเราคลิกเข้ามาอ่าน
ด้วยเพราะคิดว่า เราอาจจะได้อะไรดี ๆ กลับไป
ซึ่งไม่ผิดหวังเลยค่ะ ... อ่านแล้วเราเห็นด้วยอย่าง
ไม่มีอะไรจะโต้แย้งได้เลยค่ะ


สำหรับเราแล้ว .. เราว่าถ้าคนเรารู้จัก "หน้าที่"
ของตัวเอง ทำมันให้ดีที่สุด แค่นี้เราว่ามันก็จะหมดปัญหา
แต่นี่ บ้านเมืองมีปัญหารุนแรง และมันก็จะมากขึ้นกว่าเดิม
อีกเรื่อยๆ เพราะว่าคนเรามีความเห็นแก่ตัวเพิ่่มมากขึ้น
กฏหมายไม่เอา เอากฏหมู่ ไม่ว่าจะฝ่ายใด ทำผิด
ก็อ้างอยู่นั่นล่ะว่า "ทีเขาทำแล้วไม่ผิด" ซึ่งพออ้างมาแล้ว
ก็มาทำอะไรเหมือนกัน หรือว่ามากกว่าเดิม ซึ่งมัน
แย่เลวร้าย เราว่าแบบนี้หวังหาความสงบสุขได้ยากจริงๆ

การจะแก้ไข .. เราว่ามันต้องจับมา"ล้างใจ" ให้หมด
ไม่มีสี ไม่มีฝ่าย ไม่มีพวก ไม่มีเงินล่อ ไม่มีอะไรเลย
และกลับไปเป็นบ้านเมืองอย่างเก่า เริ่มนับหนึ่งใหม่
กับทุกอย่่าง ... ถ้าทำได้คงดีนะค่ะ แต่อาจจะเป็นแค่ความฝัน
ที่เราอยากจะให้มันเกิดเหลือเกิน ...

ขอบคุณสำหรับตัวอักษรดีๆ ที่เขียนขึ้นมาด้วยใจค่ะ
เราเองไม่ได้เป็นคนดีร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เรื่องความกตัญญู
แล้วเราไม่เป็นรองใครค่ะ ...


โดย: JewNid วันที่: 30 เมษายน 2553 เวลา:22:45:54 น.  

 
ขอบคุณคุณ หาแฟนตัวเป็นเกลียว ที่แวะมาทักทายครับ :-)

ขอบคุณคุณ JewNid ครับสำหรับ comment ดีๆ นี่ละครับมนุษย์เราปัจจุบัน เราเลือกที่จะ "โทษ" คนอื่นก่อนเสมอ แต่เราเองก็ไม่ได้ทำหน้าที่ได้เต็มที่

บ้านเมืองเราก็ต้องการการแก้ไขครั้งใหญ่ เราต้องร่วมกันเรียนรู้ที่จะก้าวไปข้างหน้า ไม่ปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งทำ เราต้องช่วยกัน

ขอบคุณเช่นกันครับที่เข้ามาอ่าน และปลื้มใจครับที่ได้พบคนมีความกตัญญู ซึ่งเป็นศีลธรรมที่มีน้อยลงไปอย่างน่าใจหาย

แล้วคงได้พบกันนะครับ



โดย: โชคดีที่เกิดมา วันที่: 4 พฤษภาคม 2553 เวลา:20:30:24 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

โชคดีที่เกิดมา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ธรรมชาติ ธรรมะ ดนตรี กีฬา หนัง หนังสือ เป็นสิ่งที่ชอบ เชื่อว่า ชั่วขณะเดียวเท่านั้นที่เรามีชีวิตอยู่ ก็คือปัจจุบัน - ชีวิตไม่มีวันพรุ่งนี้
Friends' blogs
[Add โชคดีที่เกิดมา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.