Group Blog
 
All blogs
 
@@++"หาสุขจากทุกข์"++@@

"ชีวิตมนุษย์ทุกคนล้วนมีความทุกข์" เป็นความจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ เกริ่นนำก็น่าสลดหดหู่กันแล้วใช่ไหมครับ แต่จริงๆ สิ่งที่ผมจะเขียนเป็นเรื่องที่จะทำให้ท่านมีความสุขได้เกือบตลอดเวลาต่างหาก

สองสามวันก่อนผมได้เผอิญส่ายสายตาไปพบกับคำๆ นี้ "หาสุขจากทุกข์" ซึ่งเป็นคำที่ท่านพุทธทาสเคยพูดเอาไว้ แต่ผมได้อ่านจากไหนผมจำไม่ได้แล้วครับ แต่คำๆ นี้ติดอยู่ในสมองมาสองสามวัน จนเอามาใส่เป็นคำแสดงชื่อใน MSN Messenger โปรแกรมแชทยอดนิยม แล้ววันนี้ก็เป็นวันดีที่อยากจะเขียน Blog ซะหน่อย แต่เปลี่ยนจากการดูนก ท่องธรรมชาติ มาเป็นข้อคิดข้อปฏิบัติ เผื่อจะทำให้ผู้อ่านได้มีสุขเพิ่มขึ้นจากการ "หาสุขจากทุกข์" ให้เจอ

ผมทราบดีถึงข้อจำกัดบางประการ แต่ละคนอาจจะมีข้อจำกัดที่แตกต่าง เช่น ที่บ้านเข้มงวด มีครอบครัวแล้ว มีรายได้ไม่มาก และอื่นๆ อีกมากมาย แต่สิ่งที่ผมจะเขียนเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ครับ แต่ในเชิงของการปฏิบัติจะมากน้อยย่อมทำได้แตกต่างกันตามความเป็นจริง แต่ยืนยันว่าทำได้ทุกคนทุกข้อครับ และหากว่าท่านไม่เคยเป็นแบบที่ผมบอก ก็ขอให้ลองดู ส่วนบางท่านอาจจะหลงลืมไปในบางข้อ ก็ขอให้กลับมาลองดูใหม่ ชีวิตอาจจะแตกต่างกว่าที่เป็นอยู่

ลองมาดูแนวคิดของผมดูครับ

- ความสุขต้องมาจากการมองตนเอง และรู้สึกดีจากตนเองก่อน

ข้อนี้สำคัญมากครับ คนเราทุกคนล้วนมีข้อดีและไม่ดี หรือมีปมเด่นปมด้อยบางอย่าง บางคนหน้าตาดี, มีฐานะดี ก็อาจจะนิสัยไม่ดี บางคนหน้าตาผิวพรรณไม่ดี แต่มีนิสัยดี มีเมตตา บางคนไม่มีคุณพ่อ บางคนไม่มีคุณแม่ บางคนไม่มีเพื่อน บางคนทำงานช้าหรือไม่เก่ง บางคนเรียนหนังสือไม่เก่ง บางคนอ้วน และบางคนก็อาจจะผอมเกินไป คงจะมีบ้างละครับบางคนที่ดีไปซะหมด (ในสายตา
ของคนอื่น) แต่ผมมั่นใจว่าเขาอาจจะมีความทุกข์บางอย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง แน่นอน

คุณเห็นด้วยไหมครับ ว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบ?

แต่ผมมั่นใจว่า ทุกคนทุกท่านมีข้อดี มีส่วนดี ได้ทำประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งมาไม่มากก็น้อย ทุกๆ คนล้วนสร้างสรรค์ให้โลกดำเนินต่อไป ทำให้โลกนี้มีสเน่ห์น่าสัมผัส น่าอาศัยอย่างยิ่ง

สิ่งที่ผมอยากให้คุณลองมองตัวของคุณก็คือ หาสิ่งดีๆ หรือข้อดีของคุณให้เจอ แล้วยืนขึ้น เริ่มเดินด้วยความรู้สึกใหม่ ความรู้สึกดี ด้วยทัศนคติที่ดีที่มีต่อตนเองแล้ว คุณจะพบว่า การดำเนินชีวิตของคุณ การมองโลก การมองชีวิต และผู้คนจะเริ่มเปลี่ยนไป

เอ แล้วถ้าเกิดบางคนบอกว่า ผมหาข้อดีไม่เจอซักอย่างละ ไม่มีอะไรดี ไม่มีอะไรน่าภาคภูมิใจแม้แต่น้อย แสดงว่าคุณยังมองตนเองในแง่ร้ายเกินไปครับ ผมให้เวลาคุณคิดอีก ๕ วันก็แล้วกันครับ แล้วค่อยอ่านต่อ เพราะถ้าปราศจากข้อนี้แล้ว รากฐานของความสุขอาจจะไม่ยั่งยืนนัก คุณจึงต้องไปพึ่งสิ่งเร้าต่างๆ เพื่อสนองความต้องการของคุณจนเกินไป

- มองโลกในแง่ดี ทุกๆ สถานการณ์

ชีวิตบางคนนั้นรันทด ชีวิตบางคนก็เริดหรูเหลือคณานับ แต่ผมจะบอกว่า การที่คุณได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้น เป็นความโชคดีอย่างมากมายแล้ว หลายคนยังมองไม่ออกว่า โชคดีอย่างไร ลองไปสัมผัสกับธรรมชาติดูบ้างไหมครับ ลองไม่เดินห้างซักสองวัน หยุด shopping ซักอาทิตย์ แล้วไปสัมผัสกับแสงแดด สายลม ขุนเขา ป่าไม้ สัตว์น้อยใหญ่ ค่อยๆ มอง ค่อยๆ ใช้ใจสัมผัส แค่ได้ยินได้เห็นนกร้องเพลง สายลมเบาๆ ปะทะหน้า บางคนก็สามารถมีความสุขอย่างมากมาย คุณไม่ต้องมีรถหรูราคาแพงจึงจะมีความสุขได้ ยิ่งกว่านั้นบางคนนั่งนิ่งๆ ก็หาความสุขได้แล้ว

มาลองดูการมองโลกในแง่ดีกันต่อ ขอยกตัวอย่างการคิดในแง่ดีแบบเบื้องต้นซักหน่อยครับ

# เจ้านายบ่นการทำงานของเรา - พยายามคิดข้อดีให้ออก - อืม เราจะได้พัฒนา นายเขามีประสบการณ์มากกว่า ลดอัตตาตนเองลงบ้างก็ดีนะ จะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ
# เพื่อนไม่ไปกินข้าวด้วย - คิดข้อดีให้ออก - ดีซะอีก วันนี้จะกินอะไรก็ได้ตามใจ ไม่ต้องเกรงใจใคร (อย่าเพิ่งคิดอะไรลบๆ ออกมานะครับ)
# ทะเลาะกับแฟน - คิดข้อดีให้ออก - อืม ดีนะ เราจะได้เข้าใจเขามากขึ้น และเขาจะได้เข้าใจเรามากขึ้นด้วย จะได้รักกันยิ่งขึ้นไปอีก
# โดนโกงค่าแท็กซี่ - คิดข้อดีให้ออก - อืม เรารายได้ก็มากกว่า เขาคงต้องการใช้เงินน่ะ ไม่งั้นคงไม่โกงเงินเราแบบนี้หรอก ถือเป็นการกระจายรายได้ เอาเงินไปซื้อกระเป๋าแพงกว่านี้เยอะ ทำบุญไปละกัน
# ของร้านโชว์ห่วยมันแพงกว่าโลตัสนี่น่า - คิดข้อดีให้ออก - เราคนไทย ก็ช่วยๆ กันไป แพงกว่าไม่กี่บาท แถมใกล้บ้าน และจะได้รู้จักเฮียเจ้าของร้านไว้ด้วย ได้รู้จักคนบนโลกนี้เพิ่มอีกซักคน
# โอ้ย รถติด - คิดข้อดีให้ออก - ดีจะได้ฟังเพลง นี่อยู่บ้านก็ไม่ค่อยได้ฟัง เดี๋ยวร้องให้ลั่นรถเลย

ในฐานะที่เติบโตมาในเมืองหลวง มีเพื่อนมากมายหลากหลายพื้นฐาน จำนวนคนเมืองหลวงที่มองโลกในแง่ร้ายมีเยอะมากมาย ส่วนหนึ่งเกิดจาก จิตใจขาดความละเอียดอ่อน การมองแต่ตนเองเป็นหลัก เนื่องจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบ แข่งขัน และการขวนขวายในวัตถุและเงินทอง จึงทำให้เป็นคนที่เห็นแก่ตนเองมากจนเกินไป

มีคนหลายคนครับที่คิดในแง่ร้าย แต่ไม่รู้ว่าตนเองคิดในแง่ร้าย ข้อนี้ก็สำคัญ หลายคนเห็นว่าเพื่อนคิดร้าย แต่ไม่กล้าพูดเกรงว่าเพื่อนจะเสียใจ เยอะทีเดียวครับ กรณีนี้

ผมอยากจะบอกว่า ในทุกๆ สถานการณ์มีเรื่องดีซ่อนอยู่เสมอ มองหาให้เจอ และคิดข้อดีให้ออกก่อนข้อร้าย ชีวิตคุณจะเบาและรู้สึกดี



- ค้นคว้าหาสิ่งที่ชอบ และลงมือทำ

ผมชอบตีแบต เล่นบาส ถ่ายภาพ ดูนก เล่นดนตรี ร้องเพลง ฯลฯ คุณละครับ ชอบทำอะไรบ้าง และที่สำคัญ มีอะไรที่คุณอยากทำ แล้วยังไม่ได้ทำบ้างไหมครับ? ผมมีเยอะเลยละ ผมก็ค่อยๆ ทำไปทีละอย่างสองอย่าง มาเริ่มเอาตอนแก่ก็หลายอย่างครับ เวลาว่างไม่ค่อยมีหรอกครับ แต่มีเพื่อนหรือคนรู้จักหลายคน ไม่ได้ทำอะไรเลย หยุดการเรียนรู้ลงตั้งแต่จบปริญญาตรี หรือโท อ้างว่าเหนื่อยแล้ว ขี้เกียจบ้าง

ท่านอาจจะพลาดอะไรหลายอย่างในชีวิตลงครับ เวลาเป็นของมีค่า + ชีวิตมีแค่ปัจจุบัน + โลกกว้างนี้มีอะไรมากมายรอคุณอยู่ คุณจะมัวนอนอยู่ทำไมครับ ลุกขึ้นได้แล้ว!!

ไม่มีอะไรหรอกครับที่ยากเกินความสามารถและความพยายาม อย่าหยุดความคิดสร้างสรรค์ของคุณด้วยการสร้างข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ฉันอายุมากแล้ว ฉันมันจน ฉันมันไม่หล่อ ไม่สวย ฉันมันไม่มีความสามารถ ฉันไม่มีเพื่อนไป (ขาดความมั่นใจ) ฉันกลัว! โอ้ย นั่นมันสำหรับเด็กจะทำ อายเขา และอื่นๆ อีกมากมาย สารพัดข้ออ้าง ข้อจำกัดที่คุณสร้างขึ้นมา หรือไม่ สังคมก็สร้างมันขึ้นมาให้คุณ

ลองดูสิครับว่า ข้อจำกัดเหล่านั้น ผิดไปจากศีลธรรมอันดี หรือกฎหมายของสังคมหรือไม่ ถ้าไม่ ผมขอสนับสนุนให้คุณทำสิ่งที่คุณอยากทำ รีบครับ เวลามีน้อยจริงๆ ครับ!

- ออกไปมองโลกกว้าง โลกนี้กว้างใหญ่มีอะไรให้คุณทำให้คุณเพลิดเพลินมากมายนัก

ผมไม่ได้พูดถึงการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่การได้ชม ได้ทำ สิ่งต่างๆ บนโลกนี้เพื่อเปิดโลกทรรศน์ของคุณ จะทำให้คุณมีมุมมองในชีวิตเปลี่ยนไป ในท้ายที่สุด คุณจะพบว่า ชีวิตของคุณมิได้สูญเปล่า คุณได้สร้าง ได้ทำ ได้สัมผัสสิ่งต่างๆ อย่างมากมายมาแล้ว

เอาละลองดูมาสิครับว่า โลกนี้มันกว้างใหญ่ และมีอะไรให้คุณทำอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะคนที่มีชีวิตอยู่แต่ในเมือง จันทร์ถึงศุกร์ก็ทำงาน ตกเย็นดูละคร เสาร์อาทิตย์ก็นอนตื่นสายๆ ตื่นมาไปห้าง ซื้อของ ดูหนัง กินอาหารอร่อยๆ จบลงที่ละคร แล้วก็นอนหลับ แล้วคุณก็บอกว่า ชีวิตฉันดีอยู่แล้ว

ผมไม่เถียงหรอกครับ มันก็ดีอยู่ครับ แต่ผมแค่จะบอกว่า ชีวิตและโลกใบนี้มีอะไรให้คุณทำอีกมากมาย

หากว่า ชีวิตเป็นดั่งรสของน้ำผลไม้ คุณก็คงได้ดื่มแค่น้ำส้มกับน้ำฝรั่ง ผมว่า ดื่มบ่อยๆ ดื่มอยู่แค่สองรส วันหนึ่งคุณอาจจะเบื่อได้ และคุณไม่เชื่อฟังนักโภชนาการที่บอกว่า ให้คุณกินอาหารที่หลากหลาย เพื่อสุขภาพแข็งแรง สารอาหารบางอย่างมีอยู่ในพืช ผัก ผลไม้ชนิดอื่นๆ คุณก็อาจจะขาดสารอาหารบางอย่างที่จำเป็นไป สุดท้ายคุณก็อาจจะเป็นโรคร้ายได้ เพราะภูมิต้านทานต่ำ ลองไปดื่มน้ำแคนตาลูป น้ำเสาวรส น้ำใบเตย น้ำเก๊กฮวย น้ำมะม่วง และสารพัดน้ำดูบ้างไหมครับ แต่ละรสแต่ละอย่างก็มีข้อดีและรสชาติเฉพาะ และคุณอาจจะพบว่า คุณแข็งแรงขึ้นขนาดไหน

ไม่ต่างอะไรกับชีวิตนี้ครับ

ถ้าคุณเที่ยวแต่ทะเล คุณจะไม่ซาบซึ้งขุนเขาและป่าไม้
ถ้าคุณเดินแต่ห้าง คุณจะไม่เข้าใจว่าเท้าสัมผัสดินแล้วได้ความรู้สึกแบบไหน
ถ้าคุณดูแต่ทีวี คุณจะมองไม่ออกว่า ยามพระอาทิตย์อัสดงมันสวยงามขนาดไหน
ถ้าคุณกอดแต่ขวดเหล้า คุณจะรู้ได้ยังไงว่า กอดต้นไม้และพูดกับเขาทำให้คุณอิ่มใจขนาดไหน

แต่ เราคงทำทุกอย่างในโลกไม่ได้หรอกครับ เลือกทำในสิ่งที่คุณอยากทำ อยากสัมผัส ถ้าคิดไม่ออก ลองไปถามผู้รู้ อินเตอร์เนตนี่ละสุดยอดของแหล่งความรู้ ไม่น่าจะยากนะครับ



- ออกจากพันธนาการ แต่ถ้าออกไม่ได้ ก็เข้าใจมัน มองให้ออกถึงข้อดี

แน่นอนครับ แต่ละคนมีห่วงบางอย่าง มีมากมีน้อยก็แล้วแต่สถานะและสิ่งแวดล้อม

เพื่อนบางคนบอกว่า "อิจฉาแกจริงๆ ได้ออกไปเที่ยวอีกแล้ว นี่ฉันต้องทำแต่งาน" ผมก็จะบอกออกไปว่า "ก็ไปบ้างสิ อย่ามามัวอิจฉา เสียเวลาเปล่าๆ" เพื่อนบอก "จะไปได้ไง งานเพียบ อยากเลื่อนตำแหน่ง" ผมบอกว่า งั้นแกก็เลือกชีวิตของแกแล้วว่าอยากจะได้ตำแหน่งใหญ่โตขึ้น งั้นก็อย่าบ่น ฉันมาถึงทุกวันนี้ได้ เพราะฉันทำมาว่ะ ฉันเลือกแบบนี้

สถานการณ์ที่คุณเป็นอยู่ ส่วนใหญ่แล้ว คุณเป็นผู้เลือกเองครับ คุณโทษโน้นโทษนี่ แต่ลืมคิดไปว่า คุณมาอยู่ตรงนี้ได้ เพราะตัวคุณใช่ไหม

คนส่วนใหญ่มีทางเลือก แต่หลายคนไม่กล้าเปลี่ยน คนเรากลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวที่บ้านจะว่า กลัวเพื่อนไม่คบ กลัวอื่นๆ อีกมากมายจะกลัว

แต่ชีวิตนี้เป็นของคุณครับ คุณจะเอายังไง

บางคนอาจจะแย้งว่า คุณมันโชคดี แต่ผมไม่โชคดีอย่างคุณ พันธนาการต่างๆ มันรัดผมไว้หมดแล้ว อันนั้นมันก็อาจจะเป็นบุญเป็นกรรมของแต่ละคน (จริงๆ แล้วผมพูดซ้ำ แต่ใช้คำเปลี่ยนไป) คุณก็ต้องเข้าใจพันธนาการของคุณ คุยกับพันธนาการของคุณ ขอเวลาส่วนตัวบ้าง ขอโอกาสไปทำอย่างอื่นบ้าง ผมคิดว่า มันน่าจะเป็นไปได้นะครับ คุณจะได้ออกไปทำสิ่งที่คุณต้องการบ้าง มองข้อดีของพันธนาการนั้นๆ ให้ออกครับ สำหรับบางคนบอกว่า เป็นไปไม่ได้หรอก ฉันไม่สามารถออกไปจากพันธนาการนี้ได้เลย คุณก็ต้องใช้หลักการมองโลกในแง่ดีเสมอ มองหาข้อดีให้ออกครับ และอยู่กับมันอย่างมีความสุขขึ้นหรือทุกข์ให้น้อยลง แล้วเมื่อสิ่งกีดขวางเบาบางลงแล้ว คุณอาจจะเริ่มมองเห็นทางไป และอาจจะพบทางลัด ไม่ต้องติดไฟแดงก็ได้ครับ



- อย่ามองคนอื่นๆ ไปในทางร้าย

จริงๆ ข้อนี้ก็รวมอยู่ในข้อการมองโลกในแง่ดี แต่ผมอยากขยายความข้อนี้ เพราะเป็นข้อสำคัญ จากประสบการณ์ได้พบเห็นพูดคุยกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายคนมองคนอื่น คนที่ไม่ใช่พวกตน หรือแม้แต่พวกตนที่ทำอะไรไม่ถูกใจ ไปในทางลบได้อย่างง่ายดาย

#อย่าตัดสินใครด้วยการฟังความข้างเดียว หรือการบอกต่อๆ กันมา
#อย่าตัดสินใครเพียงเพราะเราไปพบเห็นเหตุการณ์บางอย่าง เพราะคุณอาจจะไม่รู้ข้อเท็จจริงว่า อะไรเกิดขึ้นกันแน่
#อย่าตัดสินใครด้วยใจที่เป็นอคติ มองด้วยใจเป็นกลาง และพยายามครับ พยายามมองโลกในแง่ดี

เพราะการตัดสินคนๆ หนึ่งโดยไม่มีเหตุผลที่เพียงพอ คุณอาจจะปิดโอกาสให้คุณได้สัมผัสกับคนดีๆ หนึ่งคนที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตของคุณไปในทางที่ดีได้ และคุณยังได้สร้างความขุ่นมัวให้เกิดขึ้นในใจคุณโดยไม่จำเป็น เป็นการสะสมความทุกข์ไว้ในใจโดยใช่เหตุ

- ทำเพื่อผู้อื่นบ้าง แล้วจะพบว่า ชีวิตของเรามีค่าสำหรับผู้อื่นมากขนาดไหน

มนุษย์มักเห็นแก่ตัว มองผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก จึงดำเนินชีวิตไปด้วยหลักนั้น ความสุขที่ได้จึงฉาบฉวย มาเร็วและไปเร็ว

การได้ช่วยเหลือผู้อื่น ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ผู้ที่พิการ ผู้ที่ชรา ผู้ถูกกระทำ เด็กและผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคม นำความสุข ความปิติ ความอิ่มเอิบใจ เกินกว่าความสุขที่ได้จากวัตถุเงินทอง อย่างหาประมาณมิได้

หลายคนหาเงินมาได้ ก็เอาไปซื้อของที่ตนอยากได้ หรือไปทำในสิ่งที่ตนอยากทำอย่างเดียว โดยหาใส่ใจในผู้ร่วมสังคมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงไม่ หากว่าคุณโชคดีแล้ว คุณเป็นผู้ที่ "มี" แล้ว ลองมองออกไปข้างนอก คุณจะเห็นกลุ่มคนที่มีทุกข์ทางกายและใจมากมายในสังคมเดียวกันกับที่คุณอยู่

คุณจะหยิบยื่นสิ่งที่คุณ "มี" หรือมีจน "ล้น" ช่วยเหลือเขาเหล่านั้นได้บ้างไหม

ลองมาดูสิ่งที่คุณจะทำเพื่อผู้อื่นได้ โดยอาจจะไม่ต้องใช้เงิน แต่ใช้เวลาและใจ ดังเช่น
- สอนหนังสือเด็กพิการตาบอด
- เป็นอาสาสมัครช่วยในงานการของสังคม เช่น เก็บขยะ
- เป็นครูอาสาไปสอนเด็กในถิ่นธุรกันดาร
- ไปเป็นเพื่อนคุย เพื่อนใจของผู้ป่วยที่ป่วยหนัก ตามโรงพยาบาล
และอื่นๆ อีกมากมายที่คุณจะทำเพื่อสังคมได้ โดยไม่ต้องใช้เงิน

ขอให้คุณได้พบกับความอิ่มใจ ความปิติ ความรู้สึกดีๆ ที่ได้ทำเพื่อผู้อื่นที่ด้อยกว่าหรือกำลังประสบความทุกข์หนัก และขอให้สิ่งดีๆ เหล่านั้นทำให้ชีวิตของคุณดีขึ้นไปเรื่อยๆ และขอให้คุณได้มิติใหม่แห่งการดำเนินชีวิตโดยการเรียนรู้จากผู้คนที่คุณได้ช่วยเหลือเหล่านั้น

- ปฏิบัติธรรมสิครับ แล้วจะพบกับความสุขกว่าสุข เพราะเข้าใจทุกข์จึงสุขได้อย่างแท้จริง

สิ่งที่ผมเขียนมามากมายก่อนหน้า เป็นเพียงเครื่องมือหรือข้อปฏิบัติให้เราๆ ท่านๆ พบกับความสุขแบบทั่วไปแบบทางโลก แต่มีความสุขอีกประเภทที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้สัมผัส คุณไม่ต้องมีเพื่อนเป็นสิบๆ ไปร้องคาราโอเกะกัน หรือต้องไปสังสรรค์ในผับในบาร์ หรือต้องไปเที่ยวให้รอบโลกซะก่อน คุณถึงจะสุข ในความเป็นจริง มีความสุขอีกประเภทหนึ่งทีเหนือความสุขเหล่านั้น ความสุขที่บอกหรือให้กันไม่ได้ ใครอยากได้ต้องปฏิบัติเอาเอง ความสุขที่เกิดจากความเข้าใจในตัวตนของตัวเอง ไม่ต้องใช้เงินซักบาท

เราเกิดมาลืมตาก็มองออกไปข้างนอก เมื่อมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้น ก็มักจะโทษสิ่งภายนอก โทษคนโน้นคนนี้ จะหาคนที่เข้าใจสาเหตุแห่งทุกข์ว่า จริงๆ แล้วมาจากตนเองก็น้อยเต็มทน เราต้องมองเข้าไปข้างใน มองไปที่ตัวตนของเรา หากเราเข้าใจตัวตนอย่างแท้จริงแล้ว เราจะเข้าใจทุกสิ่งในจักรวาลได้ และวันนั้น ความสุขเหนือสุข การหาสุขจากทุกข์แบบสมบูรณ์แบบจึงจะเกิดขึ้น

เราจะเข้าใจตัวเองได้ การปฏิบัติธรรมจะเป็นเสมือนทางสายเอก ทางหลวงทางหลักที่จะนำท่านไปสู่จุดหมาย พาไปสู่ความสุขที่แท้จริงได้

หลายคนมีอคติกับคำว่า ปฏิบัติธรรม บ้างก็สร้างข้ออ้างมากมายให้กับตนเอง "ฉันยังเด็กอยู่" "โอ้ย ยังไม่ถึงเวลา เอาไว้ใกล้ๆ เกษียณก่อนละกัน" "นั่นมันสำหรับคนที่มีแต่ทุกข์ ฉันน่ะสุขตลอด เพื่อนก็มีเยอะแยะ ปาร์ตี้ก็เพียบ" "ฉันไม่มีเวลาหรอก ต้องทำมาหากิน" "ฉันไม่มีเวลาหรอก ต้องเร่งทำผลงาน จะได้เลื่อนตำแหน่ง"

ลองคิดง่ายๆ ครับ ทำไมเขาถึงว่า ธรรมะดี ปฏิบัติแล้วชีวิตมีความสุข คุณไม่สงสัยกันบ้างรึครับ? อย่ารอจนแก่แล้วจึงไปสนใจ เพราะเมื่อถึงเวลานั้น คุณก็เหนื่อยล้า หูตาฝ้าฟาง แขนขาก็ทำงานไม่เหมือนเดิมแล้ว แล้วคุณจะพร้อมปฏิบัติธรรมได้อย่างไรครับ แล้วคุณจะมีเวลาได้สัมผัสสิ่งที่สุดยอดนี้ได้นานแค่ไหนครับ?

แต่ในข้อนี้บังคับกันไม่ได้ รอให้ถึงเวลากันเองครับ

การทำบุญมิใช่การทำแต่ทาน เอาไว้ผมจะเขียนความเห็นเรื่องการทำบุญในโอกาสต่อไปครับ แต่จะหาสิ่งใดที่ดีไปกว่าการได้ปฏิบัติธรรม เพื่อจะได้สัมผัสกับธรรมชาติของตนเอง คงไม่มีอีกแล้ว คุณจะได้ทำบุญใหญ่ที่ไม่มีบุญไหนใหญ่กว่า

ลองเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ เข้าสู่ชีวิต สิ่งที่คนจำนวนมากมายได้พิสูจน์แล้วว่าดีจริง ให้โอกาสกับสิ่งดีๆ สิ่งนี้ และที่สำคัญให้โอกาสกับตนเองที่จะได้ออกจากความทุกข์ หรืออยู่บนความทุกข์ได้อย่างมีความสุข

ชีวิตของพวกเราทุกคนล้วนมีทุกข์ มากน้อยแตกต่างกันไป เราสามารถบรรเทาเบาบางหรือแม้แต่กำจัดความทุกข์ไปได้

ขอสรุปดังนี้ครับ
- จริงๆ แล้ว ข้อแรกและข้อสุดท้ายเป็นเรื่องเดียวกันครับ เพียงแต่การปฏิบัติธรรมจะทำให้ท่านเข้าถึงตัวตนได้อย่างแท้จริง
- จำให้ขึ้นใจ ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน ทุกข์ขนาดไหน ย่อมมีจุดดีอยู่ มองโลกในแง่ดี และหาความสุขหรือข้อดีนั้นๆ ให้เจอ
- เปิดใจรับสิ่งใหม่ โลกนี้มีสิ่งดีงามมากมาย อย่าสร้างอคติขึ้น
- อย่าประมาท เวลาเป็นของมีค่า ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก
- ทำเพื่อผู้อื่นบ้าง และจะพบว่า การให้มีค่ากว่าการรับมากสักเพียงใด

ขอให้ทุกคนโชคดี หาสุขจากทุกข์ และมีความสุขอย่างแท้จริงได้ในเร็ววันนะครับ อวยพรให้ผมด้วย...









Create Date : 21 สิงหาคม 2551
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 9:34:29 น. 7 comments
Counter : 527 Pageviews.

 
สุดยอด ชีวิตเราเราสร้างเองได้


โดย: กระโดงไทย IP: 203.151.46.130 วันที่: 21 สิงหาคม 2551 เวลา:15:25:57 น.  

 
สร้างสุขจากใจ..สร้างจากภายในออกสู่ภายนอก


โดย: Nissan_n วันที่: 21 สิงหาคม 2551 เวลา:15:30:24 น.  

 
ลงชื่อไว้ก่อน จะกลับมาอ่านทีหลังนะคะ


โดย: ส้ม IP: 124.121.157.13 วันที่: 21 สิงหาคม 2551 เวลา:15:34:49 น.  

 
ดีจัง.......
ความสุขอยู่ไม่ไกล.....ไกล้ๆใจเราเอง


โดย: แป้ง IP: 125.25.21.19 วันที่: 21 สิงหาคม 2551 เวลา:16:30:29 น.  

 
ไม่มีทุกข์ แล้วจะสุขไปทำไม

เปนกะลังจัยให้ จ๊ะ


โดย: บ้าได้ถ้วย วันที่: 21 สิงหาคม 2551 เวลา:16:38:01 น.  

 
เห็นด้วยทุกประการค่ะ โดยส่วนตัวก็พยายามใช้หลักพวกนี้ในชีวิตประจำวัน รับรองว่าได้ผลจริงค่ะ ขอให้คุณผู้เขียนได้อณิสงค์จากการเผยแพร่ มีความสุขมาก ๆ ค่ะ


โดย: ความสุขเล็ก ๆ IP: 149.159.14.204 วันที่: 16 มกราคม 2552 เวลา:12:46:49 น.  

 
ประเด็นมองโลกในแง่ดี หัวข้อโดนโกงค่าแท็กซี่ ...แนวความเห็นนั้น อาจจะสร้างให้เกิดกระแส..โกงไม่เป็นไร..ไม่ผิดศีลธรรม สังคมยอมรับพฤติกรรมการโกง..คุณธรรมและจริยธรรมอันดีงามของสังคมไทยย่อมหดหายไป สังคมจะมีแต่การโกงเต็มบ้านเต็มเมือง บ้านเมืองคงไปไม่รอดอย่างแน่นอน แล้วเราจะพร่ำสอนเด็กและเยาวชนให้มีความซื่อสัตย์สุจริตให้เขาเชื่อและประพฤติปฏิบัติตามได้อย่างไรเมื่อเขาอ่านพบตามบทความนี้ว่าไม่เป็นไรยอมรับได้ ขออภัยด้วยนะครับที่มีความเห็นแย้ง มิมีเจตนาอกุศล....


โดย: ติดตามอ่านข้อเขียนของท่าน IP: 118.172.113.52 วันที่: 24 สิงหาคม 2557 เวลา:13:43:02 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

โชคดีที่เกิดมา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ธรรมชาติ ธรรมะ ดนตรี กีฬา หนัง หนังสือ เป็นสิ่งที่ชอบ เชื่อว่า ชั่วขณะเดียวเท่านั้นที่เรามีชีวิตอยู่ ก็คือปัจจุบัน - ชีวิตไม่มีวันพรุ่งนี้
Friends' blogs
[Add โชคดีที่เกิดมา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.