Movieworm
 
 

Inception กับ Lucid Dream ในฝันฉันรู้ตัวว่าฝัน

https://www.youtube.com/watch?v=66TuSJo4dZM

คำเตือน : บทความนี้ไม่ใช่บทความวิจารณ์หรือแนะนำหนังเรื่อง Inception ใดๆ ทั้งสิ้น หากใครต้องการอ่านอะไรแบบที่ว่า หรืออยากโดนสปอยล์ล่ะก็ ให้ไปหาอ่านที่อื่นโดยพลัน!

หลังจากดูหนังเรื่อง Inception จบลง ทำให้รู้สึกคันไม้คันมืออยากจะเขียนอะไรออกมาเป็นอย่างยิ่ง แต่ด้วยความที่เข้าใจความรู้สึกของคนที่ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ เหมือนตอนที่ตัวเองยังไม่ได้ดู เลยพาลทำให้ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาต้องท่อง Facbook ด้วยอารมณ์หวาดระแวงพิลึก ก็เลยไม่อยากจะสปอยล์ใครให้เสียอารมณ์

แต่อดไม่ได้ที่จะหยิบยกเอาทฤษฎีที่ไม่ได้ถูกพูดถึงตรงๆ ในหนัง แต่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเนื้อหา ซึ่งถ้าได้ลองศึกษาดูก่อน อาจสนุกกับหนังเรื่องนี้ขึ้น ไม่มากก็น้อย และรับรองอีกทีว่าไม่สปอยล์ (หรือเปล่าหว่า?)

Inception เป็นหนังที่มีเนื้อหาเกือบทั้งหมดเกี่ยวข้องกับความฝัน (อันนี้บอกได้ เพราะเห็นอยู่ว่าบอกกันโทงๆ ในตัวอย่างหนัง) ซึ่งเรื่องราวในหนังมีความคล้ายคลึงและเกี่ยวพันกับทฤษฎีความฝันอันหนึ่งที่ผู้เขียนเคยศึกษามา นั่นคือ

ทฤษฎี ‘ฝันลูซิด’ หรือ ‘Lucid Dream’

ก่อนที่จะพูดเรื่องฝันลูซิด ขอเกริ่นถึงทฤษฎีความฝันโดยทั่วๆ ไปก่อนก็แล้วกัน

เดิมที ตั้งแต่โบราณกาลมา ความฝันของคนเรา มักถูกมองในแง่เรื่องเหนือธรรมชาติ บ้างก็มองว่าเป็นนิมิต เป็นการดลบันดาลใจจากเทพยดาหรือภูตผีปิศาจ จนกระทั่งมีการมาถึงของวิทยาศาสตร์ ที่วิเคราะห์ทุกสิ่งทุกอย่างบนพื้นฐานของหลักการและเหตุผล ความฝันจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาวิเคราะห์เช่นกัน

การวิเคราะห์ศึกษาเกี่ยวกับความฝันขึ้นมาอยู่ในจุดพีคและตื่นตัวที่สุดในยุคของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ บิดาแห่งทฤษฎีจิตวิเคราะห์ชาวออสเตรียเชื้อสายยิว

ฟรอยด์ เชื่อว่า ความฝัน คือการแสดงออกของจิตใต้สำนึก พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าคนๆ หนึ่ง มีความอยากหรือความต้องการที่จะทำอะไร แล้วความต้องการนั้นไม่ได้รับการตอบสนองหรือไม่อาจทำสิ่งนั้นได้ในชีวิตจริง ความต้องการนั้นก็ยังไม่ได้หายไปไหน แต่มันจะถูกเก็บไว้ในจิตใต้สำนึก และถูกปลดปล่อยออกมาโดยการฝัน แต่ ฟรอยด์ ยังโยงต่อไปอีกว่า โดยแท้จริงแล้ว ความฝันมีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออกกับแรงขับทางเพศ ดังนั้น ความฝัน จึงเป็นการชดเชยความต้องการทางเพศดีๆ นี่เอง

แต่ทฤษฎีนี้ก็ถูกนักจิตวิเคราะห์รุ่นหลังมองว่าไม่ถูกต้องทั้งหมด อาทิ คาร์ล จุง ลูกศิษย์ของฟรอยด์เอง ที่คิดในหลักการเดียวกับฟรอยด์ แต่ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นเรื่องเพศเพียงอย่างเดียว แต่ความฝันก็เป็นการเติมเต็มความปรารถนาบางส่วนที่ขาดหายไปในชีวิตจริง เพื่อสร้างความสมดุลทางจิตใจ หรือ แอดเลอร์ ลูกศิษย์อีกคนของฟรอยด์ ที่มองว่าความฝัน เป็นความต่อเนื่องของอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนตอนตื่นที่กลายไปเป็นความฝันต่อตอนนอนหลับมากกว่า หรือจะเป็นทฤษฎีความฝันในยุคหลังๆ ที่มองการทำงานของความฝัน ในแง่สรีระวิทยามากกว่าจะเป็นจิตใต้สำนึกว่า ความฝัน น่าเป็นผลจากการทำงานของสมองในการดึงเอาความทรงจำตกค้างกลับมาถ่ายทอดใหม่

ลักษณะของความฝันแบบต่างๆ ในหนัง Inception นั้น ดูจะเป็นการรวบรวมเอาทฤษฎีเหล่านี้มาผูกโยงร้อยเรียงเป็นเรื่องราว แต่โดยหลักๆ จะเป็นการนำเอาทฤษฏีจิตวิเคราะห์เกี่ยวกับความฝันของฟรอยด์ รวมถึงคาร์ล จุง มาใช้เสียมาก ซึ่งทฤษฎีดังกล่าวมีข้อสรุปเกี่ยวกับความฝันที่ว่า

ความฝัน คือรูปแบบความปรารถนาซึ่งไม่ได้บรรลุที่ถูกเก็บ กด ซ่อน เอาไว้ในจิตใต้สำนึก จะเนื่องด้วยสภาพสังคม ค่านิยม กฎหมาย ศีลธรรม จริยธรรม หรืออะไรก็ตามแต่ เมื่อจิตสำนึกอ่อนแรงลงขณะที่เราหลับ ความปรารถนาเหล่านั้นก็จะฉวยโอกาสระบายออกมาในรูปแบบของความฝัน (แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าความปรารถนาเหล่านั้นจะได้รับการบรรลุและหายไปได้ มันเพียงแต่บรรเทาลงชั่วคราว อุปมาด้วยสำนวนของฟรอยด์ก็คือ “การกวาดเศษแก้วที่แตกเอาไปซุกไว้ใต้พรม” ซึ่งหากความปรารถนานี้ไม่ได้รับการตอบสนองในชีวิตจริง มันก็จะกลายเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ตกค้างในจิตใจและกลายเป็นความไม่สบายใจไปจนถึงความป่วยไข้ทางจิตในที่สุด เหมือนกับเศษแก้วที่รอวันที่จะแทงทะลุพรมออกมา อาการป่วยทางจิตที่เรียกว่า 'ฮิสทีเรีย' เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนอันหนึ่งของกรณีนี้ (ฮิสทีเรีย ไม่ใช่อาการเสพติดเซ็กส์ แต่เป็นอาการป่วยทางจิตรูปแบบหนึ่ง อ่านเกี่ยวกับ ฮิสทีเรียได้ที่ Link : http://women.thaiza.com/detail_92636.html)

ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ถ้าท้องเราหิวตอนนอนหลับ เราอาจจะฝันว่าเราได้กินอาหารมื้อใหญ่ แต่ในความเป็นจริงเมื่อเราตื่นขึ้นมา เราก็หิวอยู่ดีนั่นแหละ แต่ในทางกลับกัน ถ้าการระบายความปรารถนานั้นมีส่วนที่เชื่อมโยงกับการตอบสนองบางอย่างที่ร่างกายเราสามารถกระทำได้แบบอัตโนมัติ ร่างกายเราก็จะทำสิ่งนั้นออกไปโดยที่เราไม่รู้ตัว อาทิเช่น ถ้าหากตอนนอนหลับเราปวดฉี่ เราก็มักจะฝันว่าเรากำลังฉี่อยู่ หรือหากเรากำลังมีความอัดอั้นทางเพศที่ไม่ได้ระบาย เราก็อาจจะฝันว่าเรากำลังมีเซ็กส์กับใครอย่างเมามัน แล้วในที่สุดเราอาจพบว่าตัวเองตื่นขึ้นมาพร้อมกับเป้ากางเกงและที่นอนที่เปียกโชก (กันไปคนละแบบ อิอิ) นั่นคือที่มาของการ ‘ฉี่รดที่นอน’ และ ‘ฝันเปียก’ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับเด็กๆ และวัยรุ่น ตามลำดับ

ที่นี้ มันน่าสนุกตรงที่ว่า เมื่อเราโตขึ้น มีความรู้ผิดชอบชั่วดี รู้อับรู้อายเพิ่มขึ้นตามขนบ จารีต หรือกฏระเบียบของสังคมทั่วๆ ไป หรือถ้าพูดในภาษาของฟรอยด์ก็คือ เรามี ซูเปอร์อีโก้* มากขึ้น เราก็มักจะคิดว่าการฉี่รดที่นอนและการฝันเปียกเป็นสิ่งเลวร้ายและน่าอับอาย นานๆ ไป จิตสำนึกของเราก็จะสร้างกลไกป้องกันการเชื่อมโยงอันนั้นเสีย (ซึ่งกลไกการป้องกันอันนี้มีปรากฏอยู่ในหนังด้วย)
ซูเปอร์อีโก้* ดู Link : http://dit.dru.ac.th/home/023/human/05.htm

ลองสังเกตกันดูดีๆ ว่า หากใครฝันว่ากำลังฉี่ การฉี่นั้นมักจะไม่จบไม่สิ้น หรือฉี่ยังไงก็ไม่สุด จนกระทั่งเราต้องตื่นขึ้นมาฉี่จริงๆ หรือถ้าหากเรากำลังฝันว่ามีเซ็กส์ การมีเซ็กส์ในความฝันของเราก็มักจะไม่ถึงจุดสุดยอด (Orgasm) (โดยมาก กรณีนี้มักจะเป็นกับผู้ชาย ซึ่งการถึงจุดสุดยอดทางเพศจะขึ้นอยู่กับการเคลื่อนตัวของน้ำอสุจิ หรือเรียกง่ายๆ ว่าการหลั่ง) ค้างๆ คาๆ ทุกที (ให้มันได้อย่างงี้สิ!)

ในอีกแง่หนึ่งฟรอยด์เชื่อว่า ในทางตรงกันข้าม ความฝัน ก็เป็นการระบายและลบล้างความรู้สึกผิดบาปของจิตใจของคนนั้นๆ อย่างหนึ่ง ซึ่งแสดงออกมาในรูปแบบของ ฝันร้าย (Nightmare) โดยจะเป็นกลไกการลงโทษตัวเองทางจิตใจ (แต่ก็เหมือนอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าเป็นแค่การบรรเทา ไม่อาจลบล้างความรู้สึกผิดบาปให้หายไปจริงๆ ไ้ด้)

ฟรอยด์ยังกล่าวถึงกายภาพของความฝันด้วยว่า

ความฝันมักจะมีลักษณะย่นย่อ (Condensation) มักจะนำเอาของสิ่งหนึ่งมารวมกับสิ่งหนึ่งให้เห็นเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แปลกใหม่ประหลาด เหลวไหล ไร้เหตุผล ดูเหนือจริง ไม่ปะติดปะต่อ,

มีลักษณะสับที่ (Displacement) มักจะนำเอาสิ่งหนึ่งไปวางไว้อีกที่หนึ่งเพื่อหันเหจุดสำคัญหรือเพื่อการปลอมแปลงอำพราง บิดเบือน มักจะอยู่ผิดที่ผิดทาง,

มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ (Symbol) ที่มักจะไม่แสดงออกตรงๆ แต่แสดงถึงสิ่งของ กิจกรรม หรือบางสิ่งบางอย่างที่ชี้นำไปสู่สิ่งเหล่านั้น เช่นฝันถึง งู อาจหมายถึงเรื่องความปรารถนาทางเพศ ฝันถึงรถไฟ อาจหมายถึงการความอาลัยอาวรณ์และการจากลา ฝันถึงกุญจหรือตู้เซฟ อาจหมายถึงการเก็บงำความลับเอาไว้ในใจ

และมีลักษณะเป็นภาพเรื่องราว (Dramatization) ที่ผิดแปลกไป อาจมีลักษณะเป็นเรื่องราวเหมือนละคร หนัง มีการแสดงบทบาท สีสัน ที่เกินจริงหรือแปลกประหลาดไปบ้าง แต่จะไม่เกินจริงเกินไปจนผู้ฝันตกใจตื่นเสียก่อน

ซึ่งลักษณะทางกายภาพของความฝันเหล่านี้ เรามักเรียกมันว่า พาราด็อกซ์ (Paradox) (ซึ่งจุดนี้จะไม่ขออธิบาย เพราะมีคำอธิบายอยู่ในหนัง และเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของปริศนาในหนัง ดูแล้วจะรู้เอง)


ที่นี้มาถึงส่วนสำคัญแล้ว หลังจากเกริ่นมาเสียยาว นั่นก็คือลักษณะของความฝันที่เกี่ยวข้องและเป็นหัวใจหลักของหนังเรื่องนี้โดยตรง (แต่เข้าใจว่าไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในหนัง) นั่นก็คือ ‘ฝันลูซิด’ หรือ ‘Lucid Dream’ (ในที่นี้จะขอใช้คำว่า Lucid Dream)

Lucid Dream คืออะไร?

ถ้าจะให้ความหมายง่ายๆ ของความฝันลักษณะนี้ก็คือ “ความฝันที่ผู้ฝันรู้ว่าตัวเองกำลังฝันอยู่” (งงไหม?) คนที่กำลังฝันแบบลูซิด นอกจากจะรับรู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในความฝันแล้ว ยังสามารถมีส่วนร่วม จัดการ สร้างสรรค์ และเนรมิตสภาพแวดล้อมและเรื่องราวในความฝันที่ว่านั้นได้อีกด้วย ความฝันแบบ Lucid Dream จะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างสมจริงหรือแปลกประหลาดแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสภาวะการรับรู้ของคนที่ฝันอยู่นั้นๆ

อนึ่ง คำว่า Lucid Dream บัญญัติโดยจิตแพทย์และนักเขียนชาวดัชต์ ฟเรดเดอริค แวน เอเดน (Frederik van Eeden 1860–1932) คำว่า Lucid มีความหมายว่า สว่าง, กระจ่าง, ชัดเจน Lucid Dream ก็น่าจะแปลว่า ความฝันที่กระจ่างแจ้ง ชัดเจน (ว่ากำลังฝันอยู่)

ความฝันแบบ Lucid Dream ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่เราปรารถนาให้เกิดขึ้นในความเป็นจริง (ตามหลักการของฟรอยด์) Lucid Dream มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ร่างกายตกอยู่ในสภาวะหลับลึกที่สุด (R.E.M. - Rapid Eyes Movement จริงๆ ความฝันแบบปกติก็มักจะเกิดขึ้นในช่วงนี้เหมือนกัน) และมักจะเกิดขึ้นในช่วงกลางถึงปลายของความฝัน บางคนที่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในสภาพ Lucid Dream ที่จริงอาจอยู่ในสภาวะหลายชั้นของการฝัน หรือเรียกง่ายๆ ว่าฝันซ้อนฝัน (มีอยู่ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยฝันร้ายมากๆ แต่รู้สึกตัวได้ว่ามันเป็นความฝัน เลยบังคับให้ตัวเองตื่น แต่ดันกลับตื่นมาอยู่ในฝันอีกอันหนึ่ง แล้วก็ตกใจตื่นขึ้นมาอีกที เป็นความรู้สึกที่หลอนเอามากๆ เหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างแล้วกลับเข้าร่างยังไงยังงั้น) ผู้ฝันอาจจะรู้ว่า เรื่องราว เหตุการณ์ ผู้คน และสิ่งที่เขาหรือเธอกำลังประสบพบเจออยู่นั้น มันไม่ใช่ความเป็นจริง หากแต่เป็นความฝัน และในขั้นสูงสุดของ Lucid Dream ผู้ฝันอาจสามารถที่จะควบคุมหรือแม้แต่เนรมิตความฝันนั้นให้เป็นดั่งที่ใจต้องการได้

ปัจจุบัน Lucid Dream ได้ถูกวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งจริงจัง โดยริเริ่มจากที่นักจิตวิทยาอเมริกัน สตีเฟน ลาเบิร์ก (Stephen LaBerge) ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับ Lucid Dream อย่างลึกซึ้งยาวนาน จนในที่สุดก็ก่อตั้งสถาบัน The Lucidity Institute เพื่อค้นคว้าและพัฒนาเทคนิคที่จะช่วยบำบัดอาการป่วยไข้ทางจิตโดยความฝันหรือที่เรียกกันว่า ‘ฝันบำบัด’ (Lucid Dream Therapy) ในเวลาต่อมา

เทคนิคในการฝึกฝันลูซิดของลาเบิร์กคือ ทำใจให้ปลอดโปร่ง สบาย บอกตัวเองว่าอยากฝันถึงเรื่องอะไร และจดจำไว้จนกระทั่งหลับไป คนที่มีปัญหาก็ตั้งจิตท่องถึงวิธีแก้ไขปัญหาหรือคนช่วย เมื่อพบวิธีทางแก้ไขปัญหาหรือคนช่วยในความฝันนั้น ก็ให้รีบสอบถามและจดจำวิธีแก้ปัญหานั้นไว้ ซึ่งก็จะได้วิธีแก้ปัญหาตามที่ต้องการ การฝึกฝันลูซิดเช่นนี้เป็นการช่วยผ่อนคลายความคับข้องใจ ความกดดัน และความขัดแย้งในชีวิต ลดความเครียด รักษาอาการนอนไม่หลับ เดินละเมอ วิตกจริตฯลฯ แถมยังช่วยให้สนุกสนานผ่อนคลายอีกด้วย

ซึ่งผู้เขียนมีความเชื่อส่วนตัวว่า (ย้ำว่าส่วนตัวนะครับ) หนังล้ำๆ เรื่องล่าสุดของผู้กำกับสุดแนว คริสโตเฟอร์ โนแลน อย่าง Inception เรื่องนี้ มีพื้นฐานจากทฤษฎีความฝันดังที่กล่าวมาข้างต้น และก็หวังว่าถ้าได้อ่านกันจบแล้ว บทความนี้คงจะไม่สปอยล์ (สปอยล์ตรงไหน? พูดถึงหนังแค่ติ๊ดเดียวเอง!) และมีส่วนช่วยให้คนที่ยังไม่ได้ดูหนัง (และยังไม่เคยรู้เรื่องเหล่านี้) ดูหนังได้สนุกและมีอรรถรสขึ้น

ส่วนคนที่ดูหนังแล้ว หรือรู้เรื่องพวกนี้แล้ว ก็ขออภัย(มณี) ที่สะเหล่อเอามาะพร้าวห้าวมาขายสวนนะขอรับกระโผ้มมม



แถมท้าย ฝันแบบ Lucid Dream เองก็ได้ ไม่ยากอย่างที่คิด

ความฝันแบบ Lucid Dream ไม่ใช่พรสวรรค์ ที่ต้องเกิดมาร้อยปีถึงจะมีสักคน แต่เป็นความสามารถที่ใครๆ ก็ฝึกฝนกันได้ ผู้เขียนเองก็ฝึกอยู่ เลยอยากจะเอาเทคนิคในการฝึกฝนการฝันแบบ Lucid Dream อย่างย่อ ที่ไปเจอในอินเตอร์เน็ตมาแชร์ให้อ่านกัน

วิธีฝึกให้เป็น Lucid Dreamer

1.ระหว่างตอนที่กำลังตื่น ลองถามตัวเองว่า “นี่ฉันกำลังฝันอยู่หรือเปล่า?” และลองเช็คดูว่ากำลังตื่นอยู่จริงๆ ไหม ด้วยการฝึกฝนแบบนี้อย่างเพียงพอ คุณจะรู้สึกตัวได้โดยอัตโนมัติเวลาที่คุณกำลังฝันอยู่

2.หมั่นจดบันทึกความฝัน นี่เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดอันหนึ่งในการฝึก Lucid Dream วางบันทึกไว้ใกล้ๆ ที่ๆ คุณนอนหลับ และจดบันทึกสิ่งที่คุณฝันทันทีที่คุณตื่น หรือใช้อุปกรณ์บันทึกเสียงที่หาได้ง่ายๆ เพื่อบันทึกสิ่งที่คุณจดจำได้จากความฝัน สิ่งนี้จะช่วยคุณในการจดจำองค์ประกอบของความฝันและแยกแยะมันกับความเป็นจริง และช่วยย้ำเตือนสมองของคุณอย่างแข็งขันให้จดจำความฝันของคุณให้ได้ (ก่อนจะนอนครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยตั้งใจเอาไว้ว่าจะจดบันทึกความฝันของตัวเองตอนตื่น จนกระทั่งหลับไปและฝันอย่างเมามันมาก เมื่อตื่นขึ้นมาผู้เขียนก็รีบจดความฝันทั้งหมดนั้นลงในสมุดบันทึกที่วางอยู่ข้างเตียงโดยด่วน สุดท้ายกลับกลายเป็นว่า ที่ผู้เขียนกำลังจดบันทึกความฝันของตัวเองอยู่นั้น มันดันเป็นความฝันไปด้วยน่ะสิ! ป้าดดดดด!)

3.เรียนรู้เวลาที่จะเกิด Lucid Dream โดยหมั่นนอนให้เป็นเวลา (ส่วนใหญ่ช่วงเวลาที่เกิด Lucid Dream จะเป็นช่วงหลับลึก (R.E.M. - Rapid Eyes Movement) ประมาณตีสามถึงตีห้า) หรือสองสามชั่วโมงก่อนที่จะตื่น นั่นหมายความว่าคุณต้องมีเวลานอนเพียงพอที่จะเกิดช่วงหลับลึกคุณถึงจะมี Lucid Dreamได้

4.จากการวิจัย ความฝันครั้งหนึ่งมักจะมีช่วงระยะเวลา 60 นาที ถ้าคุณอยากฝึกให้ตัวเองให้รู้สึกตัวว่ากำลังฝันอยู่ คุณอาจช่วยโดยการตั้งนาฬิกาปลุกหลังจากระยะเวลาที่ว่า (ซึ่งน่าจะเป็นเวลาประมาณตีสี่ครึ่ง หกโมง และเจ็ดโมงครึ่ง) และเมื่อคุณตื่นขึ้นมาแล้วให้พยายามระลึกถึงความฝันนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เมื่อนึกได้มากที่สุดแล้ว กลับไปนอนต่อโดยจินตนาการว่าคุณกำลังฝันต่อจากที่คุณตื่น แต่ให้เฝ้าบอกตัวเองว่า “ฉันจะรู้ตัวว่าฉันกำลังฝันอยู่” จนกระทั่งมันซึมซับเข้าไปในความคิดคุณ แล้วเข้านอน อย่าเพิ่งท้อ ถ้าทำไม่สำเร็จ ยิ่งคุณพยายามเท่าไหร่ มันยิ่งยากขึ้นเท่านั้น ทำจนเป็นความเคยชิน เดี๋ยวมันจะเกิดขึ้นเอง

5.ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับ Lucid Dream หาข้อมูลเกี่ยวกับ Lucid Dream ในอินเตอร์เน็ต ดูหนังที่เกี่ยวกับ Lucid Dream (อาทิ Abre los Ojos (Open Your Eyes เวอร์ชั่นสเปนนะ) และแน่นอน! 'Inception' !!! อ่านหนังสือเกี่ยวกับมัน พูดง่ายๆ ก็คือหมกมุ่นกับมันนั่นแหละ!


6.กำหนด Totem ของตัวเองในฝัน (อันนี้มีอยู่ในหนัง ไปดูเอาเอง) และหมั่นสำรวจความเป็นจริง เช็คความเป็นจริงอย่างน้อยสามครั้ง หากมีสิ่งผิดปกติธรรมดาบางอย่างเกิดขึ้นกับคุณ สิ่งเหล่านั้นอาจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าคุณกำลังฝันอยู่ หมั่นเช็คความเป็นจริงในขณะที่คุณกำลังตื่นอยู่ สิ่งเหล่านั้นจะเป็นตัวแยกแยะความจริงกับความฝันของคุณ กลับไปอ่านบันทึกความฝันของคุณ สังเกตลักษณะของสิ่งที่อยู่ความฝัน ซึ่งโดยมากจะเป็นสิ่งที่ผิดปกติไปจากความเป็นจริง อาทิ

-ดูนาฬิกา โดยเฉพาะนาฬิกาดิจิตอล ว่ามันเดินอย่างปกติเที่ยงตรงไหม?
-อ่านตัวหนังสือที่เห็น แล้วสังเกตดูว่าพอหันกลับมาอ่านอีกครั้งมันเปลี่ยนไปไหม?
-ลองเปิดปิดสวิตซ์ไฟดู
-มองไปในกระจกเงา (ในความฝัน ภาพสะท้อนของเรามักจะเบลอกว่าความเป็นจริง) แต่ให้ระวัง เพราะภาพในกระจกของคุณอาจบิดเบี้ยวและนำพาฝันที่ว่าให้กลายเป็นฝันร้ายได้
-อุดจมูกแล้วลองหายใจดู ถ้าหายใจออกแสดงว่าฝันอยู่
-มองดูมือของตัวเอง (เวลาฝัน เรามักจะมองเห็นมือเรามีนิ้วน้อย หรือมากไปกว่าปกติ)
-ลองกระโดดดู ในฝัน เรามักจะกระโดดได้สูงมากๆ ลอยตัวได้นานผิดปกติ หรือไม่ก็บินได้เลย
-ลองดัดตัว บิดตัว หรือทำท่าผิดธรรมชาติดู ในความฝัน ร่างกายของเรามักจะยืดหยุ่นได้มากกว่าความเป็นจริง
-ลองหยิก หรือกัดตัวเองดู เราจะไม่รู้สึกเจ็บ (อันนี้ลองสังเกตดูแล้ว ปรากฏว่าไม่จริงครับ ในฝันเรามีความรู้สึกเจ็บ ปวด ร้อน หนาว เพียงแต่ความรู้สึกจะไม่เข้มข้นเท่ากับความเป็นจริง แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมารู้สึกแน่ๆ)
-ลองพิงกำแพงดู ในความฝัน เรามักจะทะลุกำแพงได้

7.ลองหมุนตัวในความฝันดู ถ้าคุณฝันอยู่ คุณจะพบว่า เมื่อคุณหยุดหมุน สถานที่จะเปลี่ยนไปจากก่อนที่จะหมุน

8.ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนแน่วแน่เสมอๆ ก่อนที่จะนอน ว่าอยากจะฝันเรื่องอะไร

9.ฟัง Binaural Beats ว่ากันว่าการฟัง Binaural Beats มักจะทำให้เกิด Lucid Dream อ่านเกี่ยวกับ Binaural Beats ได้ที่ Link http://technology.thaiza.com/Digital%20Drugs%20ยาบำบัดบนโลกไซเบอร์_1212_114420_1212_.html (อันนี้ต้องฟังหูไว้หู)

10.เมื่อคุณเริ่มรู้จักรูปแบบของความฝันของคุณแล้ว คุณจะสังเกตเห็น สัญญาณของความฝัน หรือสิ่งที่มักจะปรากฏซ้ำๆ ในความฝันของคุณ และเมื่อคุณจับสังเกตสิ่งเหล่านั้นได้ คุณจะรับรู้ว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ และเมื่อนั้น คุณก็อาจจะเริ่มที่จะกำหนดความฝันของคุณได้

อ่านเกี่ยวกับ Lucid Dream และวิธีการฝึกฝน Lucid Dream ได้ที่ Link
http://www.wikihow.com/Lucid-Dream

หมายเหตุ : โปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลและนำไปฝึกฝน ทุกอย่างเป็นดาบสองคม สิ่งใดมีคุณอนันต์ ก็ย่อมมีโทษมหันต์ Lucid Dream เองก็เช่นกันครับ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Lucid Dream และการทำงานของสมองเกี่ยวกับความฝันได้จากหนังสือ 'โลกจิต' ตอน 'ความจริงต่างระดับ' หน้า 225 โดย แทนไท ประเสริฐกุล



แถมท้าย (อีกนิด)

เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ในการฝึกฝันแบบลูซิด, วิธีช่วยแก้ผีอำ, และการนำขุมทรัพย์ในความฝันออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง

แปลจาก http://www.wikihow.com/Lucid-Dream ประกอบความรู้งูๆ ปลาๆ ของผู้เขียน :-P

จากที่เคยกล่าวถึง Lucid Dream หรือ “ความฝันที่ผู้ฝันรู้ว่าตัวเองกำลังฝันอยู่” ว่าคนที่สามารถฝันแบบลูซิด นอกจากจะรับรู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในความฝันแล้ว ยังสามารถมีส่วนร่วม จัดการ สร้างสรรค์ และเนรมิตสภาพแวดล้อมและเรื่องราวในความฝันที่ว่านั้นได้อีกด้วย ความฝันแบบ Lucid Dream จะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างสมจริงหรือแปลกประหลาดแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสภาวะการรับรู้ของคนที่ฝันอยู่นั้นๆ และการเป็นนักฝันแบบลูซิด (Lucid Dreamers) ก็ไม่ใช่พรสวรรค์ที่ต้องเกิดมาร้อยปีถึงจะมีสักคน แต่เป็นความสามารถที่ใครๆ ก็ฝึกฝนกันได้ และก็ได้ลงวิธีการเล็กๆ น้อยๆ ในการฝึกฝันลูซิดไปในบทความที่แล้ว คราวนี้จะขอเพิ่มเติ่มเกร็ดเกี่ยวกับความฝันแบบลูซิดและเกร็ดย่อยๆ เกี่ยวกับการเล่นสนุกกับความฝันอีกนิดหน่อยมาให้อ่านเล่นๆ กัน

การฝันแบบลูซิด อาจช่วยในการบำบัดอาการฝันร้ายต่อเนื่อง ในการให้โอกาสผู้ฝันในการควบคุมฝันของตัวเอง หรืออาการนอนไม่หลับ (เพราะฝันสนุกจนอยากนอนหลับ) เดินละเมอ

การบินในความฝันก็น่าสนุกดีเหมือนกัน. อาจเริ่มต้นด้วยการกระโดดให้สูงขึ้นๆ หรือก้าวให้ยาวขึ้นในขณะที่กำลังเดินอยู่ในความฝัน. คุณอาจลองเดินบนกำแพง หรือเพดานดู, (อันนี้ Inception มากๆ) ประสบการณ์การบินในฝันเป็นครั้งแรกอาจดูน่ากลัว ถ้าคุณยังไม่รู้ตัวว่าคุณกำลังฝันอยู่. หลังจากนั้นแล้วหลายๆ คนที่เคยมีประสบการณ์การบินในฝันมักจะรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่เป็นธรรมชาติและน่าประทับใจเอามากๆ

ถ้าคุณต้องการที่จะฝันถึงบางสิ่งหรือบางคนโดยเฉพาะเจาะจง ก่อนที่จะนอนหลับ ให้คิดถึงคนๆ นั้น หรือสิ่งๆ นั้น โฟกัสไปที่ความรู้สึก สัมผัส รูปร่าง หน้าตา ลักษณะพิเศษ รูป รส กลิ่น เสียง ของสิ่งของหรือคนๆ นั้น สิ่งนี้จะเป็นตัวช่วยให้จิตของคุณเพ่งสมาธิไปที่คนหรือสิ่งของนั้นๆ และมีโอกาสที่ความฝันของคุณจะสะท้อนภาพเหล่านั้นออกมา

ถ้าคุณเกิดฝันซ้อนฝัน การหมั่นตรวจเช็คความเป็นจริงจะช่วยคุณได้มาก ถ้าคุณรู้สึกว่าบางสิ่งบางที่อย่างเกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของความฝันซ้อนความฝัน (อาทิเช่น Paradox) ให้คิดกับตัวเองว่า “สิ่งนี้เกิดขึ้นได้แค่ในฝัน มันต้องเป็นความฝันแน่ๆ”

ถ้าคุณพบว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เหลือเชื่อ และไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง อาทิเช่นสามารถหายใจตอนอยู่ใต้น้ำ (หรือมีแฟนเป็นดาราฮอลลีวูด เป็นต้น :-P) สิ่งเหล่านี้มักจะเป็นสัญญาณเตือนคุณ ว่าความจริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณคือความฝัน แต่ถ้าคุณถามคนอื่นๆ ในความฝันของคุณว่า “นี่ฉันกำลังฝันอยู่ใช่ไหม?” คนเหล่านั้นมักจะตอบว่า “มรึงฝันซะเมื่อไหร่กัน บ้าป่าววว?”

ถ้าคุณรู้สึกตัวว่าฝันในขณะที่กำลังเดิน (อยู่ในความฝัน) พยายามหยุดนิ่งไว้ อย่าเคลื่อนไหว เพราะการตอบสนองของเซลล์กล้ามเนื้อของคุณอาจตื่นตัวขึ้นมาจริงๆ และอาจทำให้การเข้าสู่สภาวะลูซิด (รู้ตัวว่าฝัน) ได้ยากขึ้น และอาจจะพาลตื่นขึ้นมาก่อน

ถ้าคุณไม่สามารถจดจำความฝันของคุณได้ ให้ตั้งสติ ทำใจให้สบาย และระลึกถึงที่ความรู้สึกที่คุณได้รับจากความฝันนั้น อย่าพยายามฝืน การพยายามฝืนจดจำความฝันอย่างขัดขืนมีแต่จะทำให้เราลืมมัน เพราะมันจะทำให้จิตของเราคิดถึงแต่เรื่องอื่นที่ไม่ใช่ความฝัน

การตื่นขึ้นมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ (โดยไม่ได้ใช้นาฬิกาปลุก) จะช่วยให้จดจำฝันได้ดีขึ้น หลังจากตื่น ให้ตั้งสติ เพ่งโฟกัสไปที่วัตถุแรกที่คุณเห็นเมื่อลืมตา อาจเป็นลูกบิดประตู หลอดไฟ หัวตะปูบนผนัง ฯลฯ วัตถุนั้นจะช่วยเป็นตัวช่วยรวบรวมรายละเอียดและความทรงจำเกี่ยวกับความฝันที่กระจัดกระจายไม่ชัดเจนเอาไว้ด้วยกันและทำให้จดจำความฝันที่ผ่านมาได้ง่ายขึ้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นคุณให้ตื่นตัวรับวันใหม่ และช่วยรวมรวมความรู้สึก รายละเอียด และรวบรวมความทรงจำเกี่ยวกับความฝันที่กระจัดกระจายให้ชัดเจนขึ้นมาได้

การใช้นาฬิกาปลุกมักจะเป็นตัวกระแทกความทรงจำของความฝันให้หลุดหายออกไปจากหัวคุณ

เทคนิกการหลุดจากสภาวะ ‘ผีอำ’ (สภาวะผีอำ น่าจะเป็นสภาวะฝันแบบลูซิดแบบร้ายอย่างหนึ่ง แต่ไม่ค่อยมีอันตรายนัก) เมื่อรู้สึกตัวว่าเกิดผีอำ ให้พยายามขยับนิ้วเท้า หรือกลืนน้ำลาย 'ผีอำ' คือสภาวะที่สมองของคุณตัดสัญญาณเชื่อมโยงกับร่างกายในเวลานอนหลับ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายขยับเขยื้อนไม่ได้ (หรือเป็นอัมพาต) ชั่วคราว เพื่อที่คุณจะได้ไม่ทำร้ายร่างกายตัวเองหรือคนอื่นๆ ตอนหลับ (คนที่นอนดิ้นหรือละเมอเดิน น่าจะเกิดจากอาการที่การทำงานส่วนนี้ของสมองทำงานบกพร่อง) กล้ามเนื้อที่ใหญ่และแข็งแรงกว่ามักจะมีผลกระทบจากสภาวะนี้มากกว่ากล้ามเนื้อเล็กๆ อย่างเช่นนิ้วเท้า ดังนั้นการขยับนิ้วเท้าหรือกลืนน้ำลายจะช่วยกระตุ้นให้สมองหยุดตัดสัญญาณและปลดคุณออกจากสภาวะผีอำได้

กำหนดเป้าหมายว่าคุณอยากฝันเรื่องอะไรก่อนนอน เมื่อคุณเข้านอนและเข้าสู่ฝันลูซิด คุณจะรู้ตัวว่าคุณอยากกำลังจะทำอะไร

การกำหนดให้ตัวเองตื่นหลังจากเข้าสู่โหมดฝันแบบลูซิดไม่กี่นาที อาจช่วยให้คุณจดจำประสบการณ์ในการฝันแบบลูซิดของคุณได้ชัดเจนและสมจริงยิ่งกว่าการปล่อยให้ตื่นเอง เพราะมันจะทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับฝันของคุณค่อยๆ เลือนราง และอาจหลงลืมมันไปในตอนที่ตื่นได้

บางคนอาจจิบเครื่องดื่มคาเฟอีนต่ำ(อาทิ ชา) นิดหน่อยก่อนที่จะหลับ เพื่อช่วยกระตุ้นความรู้สึกรับรู้ของสมองในตอนนอนหลับ ซึ่งจะทำเรารู้สึกตัวในความฝันได้ดีขึ้น แต่สำหรับบางคน มันก็อาจจะเป็นตัวขัดขวางและรบกวนการหลับได้

แต่อย่าดื่มน้ำ หรือเครื่องดื่มจำนวนมากๆ (อย่างน้อยหนึ่งชม.) ก่อนนอน สิ่งสุดท้ายที่คุณคงอยากให้เกิดตอนที่คุณกำลังเข้าโหมดฝันแบบลูซิดได้แล้ว ก็คือการตื่นขึ้นมาลุกไปฉี่ จริงไหม?

ยิ่งอายุมากขึ้น คนเราก็ยิ่งฝันแบบลูซิดได้ยากขึ้น และมันจะเริ่มยากขึ้นตั้งแต่ตอนที่คนเป็นวัยรุ่น วัยเจริญพันธุ์

ถ้าคุณพบว่าความฝันไม่เป็นไปตามที่คุณต้องการ อย่ากังวล ให้ “หลับตาลง” (ในฝัน) และเปิดตากว้างๆ มันอาจไม่ได้ผลในคราวแรก ให้ทำไปเรื่อยๆ จะได้ผลในที่สุด

ระวังเวลามองในกระจกเงาเวลาฝัน กระจกเงาอาจช่วยเตือนสติคุณว่าคุณกำลังฝันอยู่ แต่ภาพของคุณในกระจกก็อาจจะกลายเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยว น่าสยดสยอง และนำพาไปสู่ฝันร้าย หรืออาจทำให้คุณตกใจตื่นได้

ในขณะที่ฝันพยายามอย่ามองไปที่ภาพบนจอภาพยนตร์ ทีวี หรือมอนิเตอร์ เพราะมันอาจสั่น กระตุก และบิดเบี้ยวจนนำไปสู้ฝันร้ายได้เช่นเดียวกัน

อย่ากังวลกับเรื่องราวในความฝัน พยายามระลึกอยู่เสมอว่ามันเป็นแค่ความฝัน ไม่มีอะไรหรือใครที่จะทำร้ายคุณได้จริงๆ ในฝัน ยิ่งถ้าคุณกังวลว่าคนในความฝันจะทำร้ายคุณเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งจะมีโอกาสที่จะเข้ามาทำร้ายคุณในความฝันได้มากเท่านั้น

จดบันทึกสิ่งที่คุณจำได้หลังจากตื่นนอน ทำให้เป็นกิจวัตร สมองของคุณจะเกิดความเคยชินที่จะบันทึกและจดจำความฝันอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การจดบันทึกความฝัน (Dream Journal) นอกจากจะมีส่วนช่วยในการแยกแยะความเป็นจริงกับความฝันและเข้าสู้สภาวะฝันลูซิดได้ง่ายแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการฝึกจินตนาการ ความคิด และที่สำคัญ 'ความฝัน' ยังเป็นวัตถุดิบอันล้ำค่าสำหรับคนทำงานสร้างสรรค์ อาทิ ศิลปิน นักเขียน นักดนตรี ดีไซเนอร์ ครีเอทีฟ ฯลฯ

มีศิลปินและนักเขียนหลายคนประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการหยิบเอาแรงบันดาลใจจากความฝันทำสร้างเป็นผลงาน อาทิ ศิลปินกลุ่มเซอร์เรียลลิสต์ นักเขียนอย่าง แมรี่ เชลลี่ (ผู้เขียนแฟรงเกนสไตน์) หรือแม้แต่นักเขียนร่วมสมัยผู้โด่งดังอย่าง สตีเฟ่น คิงก์ หรือ เจ เค โรว์ลิ่ง เองก็ตาม




 

Create Date : 26 กรกฎาคม 2553   
Last Update : 26 กรกฎาคม 2553 0:02:40 น.   
Counter : 3190 Pageviews.  


“2022 สึนามิ วันโลกสังหาร” เสียงเตือนจากผู้กำกับที่ถูกตราหน้าว่า ‘บ้า’ ที่สุดในวงการหนังไทย ‘ทรนง ศรีเชื้อ’

คอลัมน์ CLOSER นิตยสาร FILMAX

คนรุ่นเก่าอาจคุ้นเคยเขาจากผลงานที่ถ่ายทอดความบ้าคลั่งของสงครามใน สัตว์สงคราม, มหาราชดำ, ถล่มค่ายนรกจางซีฟู, แหกนรกเวียดนาม, นักรบประจัญบาน, กัมพูชา และผลงานที่ถ่ายทอดความดิบเถื่อนของสันดานมนุษย์ใน อุบัติโหด

คนรุ่นกลางอาจคุ้นเคยกับเขาจากผลงานที่ถ่ายทอดความกระสันของมนุษย์และความบิดเบี้ยวของสังคมใน กลกามแห่งความรัก, สวรรค์ชั้น 7 และมาม่าซัง

คนรุ่นใหม่อาจส่ายหน้าเมื่อนึกถึงผลงานที่ประสบความล้มเหลวทั้งด้านรายได้และเสียงวิจารณ์ของเขาอย่าง อมนุษย์

เขาเคยถูกตราหน้าว่าบ้า เสียสติ เขาเคยตัดนิ้วตัวเอง!

แต่ก่อนที่บ้านเราจะมีผู้กำกับออเตอร์ที่นักวิจารณ์ต่างชาติพากันยกย่องว่าเป็นคนทำหนังที่เปี่ยมสไตล์เฉพาะตัว อย่าง อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล หรือ เป็นเอก รัตนเรือง เขาคนนี้เป็นคนทำหนังที่มีความเป็นตัวของตัวเองเด่นชัดที่สุดคนหนึ่งในวงการหนังบ้านเราโดยไม่ต้องยกเอาทฤษฎีอะไรมาอ้างอิง การันตี

หลังผิดหวังจากความล้มเหลวของผลงานเรื่องล่าสุดเมื่อหลายปีที่ผ่านมา วันนี้เขากลับมาอีกครั้งกับผลงานที่เป็นเสมือนดั่งเสียงเตือนต่อคนกรุงเทพฯ และมนุษยชาติ

“อีก 13 ปีข้างหน้า มหานครกรุงเทพฯ จะเกิดภัยพิบัติ !” เป็นคำพูดที่อาจจะฟังดูเพ้อเจ้อ ไร้สาระ แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีก่อน ถ้ามีใครมาบอกว่าบ้านเราจะมีคลื่นยักษ์สึนามิ คงจะถูกหัวเราะเยาะ และตราหน้าว่าบ้าเหมือนกัน มิใช่หรือ?

มาร่วมกันฟังไปพร้อมๆ กันกับเราเถอะว่า ผู้กำกับที่ถูกคนดูปรามาสว่า ‘บ้า’ ที่สุดในวงการหนังไทยอย่าง ‘ทรนง ศรีเชื้อ’ คนนี้จะมีอะไรมาเตือนเราบ้าง

FILMAX : เริ่มแรกเลย คุณอาบอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทำไมถึงหันมาสนใจเรื่องพวกนี้ล่ะครับ
ทรนง : เมื่อประมาณซัก 18 ปีที่แล้ว ผมจะทำหนังเรื่องเขื่อนดงดิบ ประกาศสร้างแล้วนะ แล้วก็เซ็ตงานแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงนะลงข่าวหนังสือพิมพ์ด้วย คือมันเกิดแผ่นดินไหว แล้วเขื่อนแตก จากสมัยนั้นจนถึงวันนี้มันก็ยังเป็นเรื่องหวาดผวาอยู่ ของคนเมืองกาญจน์ คนราชบุรี กลัวเขื่อนเขาแหลม เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนท่าทุ่งนาแตก ซึ่งตอนนั้นผมก็ไปถ่ายหนังอยู่แถวนั้นประจำ เราเคยถ่ายหนังกันอยู่แล้วก็ต้องวิ่งหนีกันทั้งกองมาแล้ว สมัยถ่ายจางซีฟู เพราะชาวบ้านจะกลัวเขื่อนแตก อยู่ๆ ชาวบ้านก็วิ่งมา เร็วๆ เค้าประกาศว่าเขื่อนแตก แผ่นดินไหว ซึ่งเราเห็นแล้วว่า คนไทยไม่คุ้นกับตรงนั้น แต่คนในพื้นที่กาญจนบุรีตั้งแต่ศรีสวัสดิ์ลงมาเจอปัญหานี้ตลอด ผมก็เลยหยิบปัญหาเรื่องเขื่อนมาทำ แต่ผมก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะว่าเขื่อนทุกเขื่อนนั้นก็อยู่ในพระราชดำริ เราก็เลยไม่ทำ ถ้าจะพูดอะไรซักเรื่องก็อย่าพูดเรื่องนี้ดีกว่า แต่ช่วงนั้นผมก็ได้หาข้อมูลไปแล้ว และการหาข้อมูลตรงนั้นเนี่ย มันทำให้ผมสนใจสิ่งแวดล้อมตั้งแต่นั้นมา แล้วก็สนใจรอยเลื่อนทั้งหลายแหล่ ซึ่งรอยเลื่อนทั้งหมดเนี่ย คนไทยเมื่อก่อนพอได้ยินเรื่องแผ่นดินไหวแล้วคนไทยหัวเราะ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดที่เราเจอกันมาก็คือ ปี 2526 ที่ไหวแล้วตึกประมาณ 7-8 ชั้นขึ้นไปเนี่ย สั่นหมด เพราะว่าแผ่นดินในกรุงเทพฯ เนี่ย เป็นโคลน เป็นดินที่อ่อนนุ่ม เพราะฉะนั้นเวลาไหวมันจะไหวรุนแรงมาก เมื่อวานผมก็ได้อ่านข่าวจากหนังสือ แต่ไม่ได้อ่านละเอียดนักว่า มีการพบรอยแยกที่หลักสี่ หรือบางบัวทอง ซึ่งรอยแยกนี้ต้องมีการเอานักธรณีวิทยามาทำการค้นคว้าจากวันนี้เป็นต้นไป อีก 3 ปีถึงจะรู้ผล ที่นี้เมื่อผมได้ศึกษาข้อมูลสิ่งแวดล้อมโลกเนี่ย มันทำให้เราเรียนรู้อะไรเยอะแยะ ผมเนี่ยเป็นคนค่อนข้างจะบ้า คือเก็บข้อมูลเป็นดีวีดี ไม่สิ สมัยนั้นไม่ได้เป็นดีวีดี เป็น VHS วิดีโอเทป มีเป็นร้อยๆ ม้วน เกี่ยวกับทอร์นาโอ เฮอร์ริเคน น้ำท่วม วาตภัย ภูเขาไฟระเบิด เก็บนี่คือ เก็บๆๆ แล้วก็นั่งดูๆๆ จนมีความรู้สึกว่า โอ้โห ตัวเองเรียนภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์มาเหมือนวัวเหมือนควายน่ะ เพิ่งมาเข้าใจว่าโลกของเรา ที่คนทั่วๆ ไป ส่วนใหญ่ 90% มีความคิดว่า เราอยู่บนแผ่นดิน แล้วใต้ดินลงไปเนี่ย มันแข็งๆๆ เพราะเวลาเราขุดดินเรารู้สึกว่ายิ่งลึกมันยิ่งแข็ง แต่ในแง่ของความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น แกนกลางของเปลือกโลกมันมีแร่ธาตุหลอมละลาย ใจกลางของโลกมันไม่ได้แข็งเป็นเหล็กกล้า มันเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้น เปลือกโลกที่เราอยู่ ความหนาประมาณ 30-60 กิโลเนี่ย มันเปราะบางมาก ถ้าเทียบกับอัตราส่วนของโลก ตรงนี้ทำให้ผมสนใจ พอสนใจเสร็จมันก็ตามไปถึงสิ่งแวดล้อมโลก ว่าทำไมถึงเกิดภูเขาไฟระเบิด ทำไมถึงเกิดอะไรต่ออะไร ก็ไปศึกษาตั้งแต่ ภูเขาไฟ การากาตั๊ว ของอินโดนีเซีย ปินาตุโบ ของฟิลิปปินส์ ไปถึงแผ่นดินไหวในอเมริกาในตุรกี แล้วหลังจากนั้นมาเนี่ย ดร. สมิทธ ก็มาพูดเรื่องจะเกิด สึนามิ ก็ยิ่งสนใจใหญ่

FILMAX : ตอนนั้นที่คุณอากำลังค้นคว้าข้อมูลอยู่ ยังไม่ได้เกิดภัยพิบัติสึนามิขึ้นในบ้านเรา?
ทรนง : ยังไม่มีๆ พอ ดร. สมิทธ บอกว่าจะเกิดสึนามิขึ้นแล้วคนก็ด่า ด่าท่านเละเลยนะ ไม่ได้ด่าธรรมดา คนภูเก็ตถึงกับไม่ให้ท่านเหยียบภูเก็ต แต่ไม่น่าเชื่อ ผมก็ตามข่าวนี้มาจนกระทั่งวันหนึ่ง เกิดสึนามิขึ้นจริงๆ ผมยังจำได้เลย คุณสรยุทธ์ (สุทัศนจินดา) นั่งอ่านข่าวอยู่ตอนเช้าแล้วก็หัวเราะ เค้าพูดในรายการทีวีว่า มีรายงานข่าวเข้ามาว่า มีคลื่นยักษ์ท่วมเข้ามาทางภูเก็ต คลื่นยักษ์ ผมไม่เข้าใจว่าคลื่นอะไร แต่หลังจากนั้นมาคุณสรยุทธ์ก็รู้ว่านั่นคือสึนามิ ขนาดผู้สื่อข่าวระดับที่มีภูมิความรู้อย่างคุณสรยุทธ์ ก็ยังไม่เชื่อว่าจะเกิดสึนามิ ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของเค้า เพราะใครก็ไม่เชื่อ ก่อนหน้านั้น ถ้าใครทำหนังว่าเมืองไทยจะเกิดสึนามิเนี่ย เป็นคนเสียสติ คือเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่พอมันเกิดขึ้นมาจริงๆ แล้ว คนไทยก็รู้จักคำว่าสึนามิ นี่แค่ที่ภาคใต้ ขณะเดียวกัน หลังจากนั้นไม่นาน คนที่เชียงราย ลำปาง ลำพูน ก็เจอ แลนด์สไลด์ เค้าก็ได้พบว่า ไอ้ภูเขาที่เค้าอยู่น่ะ ซึ่งเค้าอยู่ในที่สูง ในชาตินี้คงไม่เจอน้ำท่วม แต่เค้าพบว่า หมู่บ้านที่เพชรบูรณ์ ที่อุตรดิตถ์ทั้งหมู่บ้าน มันหายไปเพราะแลนด์สไลด์ จนกระทั่งมาเกิดในปากีสถาน เกิดนาร์กิสในพม่า แล้วก็มาเกิดในเสฉวนของจี ในเดือนพฤษภา ทุกอย่างมันทำให้คนทุกวันนี้หันมาให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมโลกมากกว่า 50% โดยเฉพาะคนไทย จากเมื่อก่อนนี้ คุณจะไปพูดเรื่องทอร์นาโด สึนามิอะไรเนี่ย คนไทยไม่รับเลย แต่วันนี้รับ แล้วในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาเนี่ย เราได้ค้นพบด้วยตัวเองว่า อากาศมันร้อนจัดจริงๆ แล้วเวลาหนาวก็หนาวผิดปรกติ ในกรุงเทพฯ มีคำว่าลมพัดกระโชก คัทเอาท์ตกทับคนตาย มีคำว่ากรุงเทพฯ ร้อนจัดจนอยู่กันแทบไม่ได้ คนแทบบ้าคลั่ง เวลาเย็น ซึ่งความเย็นไม่น่าจะมาถึงกรุงเทพฯ มันก็ถึง นักวิทยาศาสตร์ก็เพิ่งมาสรุปกันว่าเกิดจากแกนโลกเอียง ด้วยเหตุหลายๆ อย่าง มันทำให้มุมเบี่ยงเบนจากดวงอาทิตย์มันเปลี่ยนไปประมาณ 3 องศา ทั้งหมดทั้งปวงเนี่ย มันเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต เกี่ยวกับมนุษย์เรา เราก็เหมือนกับมดตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่บนลูกกลมๆ ใบใหญ่ ซึ่งเคลื่อนที่และปรับตัวเองตลอดเวลา วันนึงมันอาจจะน้ำท่วมโลก วันนึ่งมันอาจจะไฟลุกทั้งโลก เหมือน ออสเตรเลีย แคลิฟอร์เนียโดน ซึ่งไม่ว่าจะไฟ น้ำ หรือว่าอุณหภูมิหนาวจัด ร้อนจัด เราก็ไม่สามารถจะยังชีพอยู่ได้ เพราะมนุษย์เปราะบาง แล้วมนุษย์ทุกวันนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน คนเมื่อก่อนสามารถทนความหนาวจัด ร้อนจัดได้ เพราะเมื่ออากาศร้อนจัด เค้าไม่เคยอยู่ห้องแอร์ เวลาหนาวจัดก็ไม่ได้มีเครื่องทำความร้อน นั่นคือระบบที่มนุษย์อยู่กับธรรมชาติ แต่ทุกวันนี้ เด็กรุ่นใหม่อยู่กับห้องแอร์ ห้องปรับอากาศ เมื่อเค้าไปเจออุณหภูมิที่แตกต่างเพียง 2-3 องศา เค้าจะรู้สึกผิดปกติทันที เค้าจะรับไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่ผมเรียนรู้มา

FILMAX : แล้วจากความสนใจตรงนั้น มันกลายมาเป็นหนังเรื่อง ‘2022 สึนามิ วันโลกสังหาร’ได้ยังไงครับ
ทรนง : หนังเรื่องสึนามิก็คือที่บอกว่าจะทำหนังเรื่อง เขื่อนดงดิบ แต่พอโปรเจ็กต์มันพับไป เราก็มาสนใจคำพูดของ ดร.สมิทธ ก็มาปรับบทในระดับนึง แต่พอสึนามิเกิดขึ้นที่ภูเก็ตจริงๆ เนี่ย ก็ปรับบทให้เข้ากับเหตุการณ์ แต่พอปรับเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็หยุดอีก ไม่กล้าทำเรื่องสึนามิในปี 2547 เพราะว่ามันสะเทือนใจเกินไป อีกอย่าง ผมมีความรู้สึกว่า คนไทยมีจุดอ่อนอยู่อย่างนึงคือ ถ้าอะไรที่ไม่ใช่ความทุกข์ยากที่เจอกับตัวเอง เค้าก็จะลืมมันได้ง่ายๆ ถ้าเราไปทำหนังสึนามิที่ภูเก็ตปี 2547 เนี่ย คนจะมีความรู้สึกว่า โอ๊ย! ตอนนั้นเค้าอยู่ที่เชียงใหม่ เค้าอยู่ที่กรุงเทพฯ มันไม่ได้มีผลกระทบกับเค้า

FILMAX : ไม่มีความรู้สึกร่วม
ทรนง : ใช่ ไม่ใช่เรื่องของเค้า ผมเลยตั้งคำถามว่า เมื่อมันมีปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก สึนามิมันคงไม่เกิดที่ภูเก็ตอย่างเดียวหรอก มันน่าจะเกิดทุกที่ ที่มันอยู่ติดทะเล ผมก็เลยหยิบสึนามิในอนาคต ก็คืออีก 13 ปีข้างหน้า แต่สึนามิของผมไม่ใช่สึนามิที่อันดามันอย่างเดียว มันเป็นการระเบิดของภูเขาไฟการากาตั๊ว กับปินาตูโบ ในอินโดนีเซียกับฟิลิปปินส์ และภูเขาไฟยวน ซึ่งอยู่ปลายแหลมเกาะกูดของไทย ซึ่งภูเขาไฟลูกนี้ค้นพบมาประมาณ 40, 50 ปีแล้ว แล้วตอนนี้ภูเขาไฟใต้น้ำลูกนี้ มันก็เจริญเติบโตสูงขึ้นทุกวันๆ เชื่อว่าอีกไม่น่าเกิน 10 ปี มันจะโผล่เหนือน้ำ อย่างเมื่อเช้านี้ คุณก็จะพบข่าวทั่วโลกรายงานว่า ภูเขาไฟใต้น้ำระเบิดครั้งยิ่งใหญ่มาก แล้วสวยมากเลย เค้าถ่ายรูปมา ภูเขาไฟที่อยู่ใต้น้ำ 30 กว่าลูกระเบิดขึ้นพร้อมกัน นี่คือเรื่องจริง ซึ่งทั้งหมดเนี่ย ถามว่าผมเป็นนักพยากรณ์รึเปล่า ไม่เกี่ยวกับการพยากรณ์เลย มันเป็นวิทยาศาสตร์ มันเป็นธรณีวิทยา ตราบใดที่เราอาศัยอยู่ อย่างแผ่นดินกรุงเทพฯ ที่เราอยู่ทุกวันนี้ มันไม่มีมาก่อน มันคือปากน้ำที่ไหลมาจากนครสวรรค์ ทราย ดิน โคลน เลน มันเข้ามาถม พอถมๆๆ มา เมื่อพันปีที่แล้ว คนก็เข้ามาอยู่ ซึ่งแผ่นดินในกรุงเทพฯ ที่เราอยู่กันทุกวันนี้มันก็ไม่ใช่แผ่นดินจริง แผ่นดินจริงมันอยู่ต่ำลงไปประมาณ 2 เมตร แผ่นดินที่เราเหยีบอยู่ทุกวันนี้ก็คือแผ่นดินที่เราเอารถสิบล้อไปขนดินมาจากนครนายก จากอยุธยา จากรังสิตมาถมกัน ไม่มีแผ่นดินไหนในกรุงเทพฯ ตอนนี้ ที่ไม่ถูกถม อันนี้คุณต้องยอมรับว่าจริงๆ แผ่นดินของกรุงเทพฯ มันต่ำกว่านี้มาก แล้วทุกวันนี้มีการคาดการณ์กันว่าแผ่นดินกรุงเทพฯ จะลดลงเป็นเมตร และระดับน้ำจะสูงขึ้น ทำให้พระประแดง สมุทรปราการทุกวันนี้อยู่ต่ำกว่าน้ำทะเล ซึ่งเมื่อ 10 ปีที่แล้วไม่ถึงขนาดนี้ แล้วผมเชื่อว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะหนักกว่านี้ แล้วประจวบกับที่ อดีตรองประธานาธิบดี อัล กอร์ ก็ออกมาเสนอข้อมูลด้านนี้ออกมาอีก หลายๆ ฝ่ายเข้ามาพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมโลก ถามว่าเรากลัวไหม เรากลัวแล้วเราแก้ปัญหาได้ยังไง เราแก้ปัญหาได้ง่ายมาก เราก็อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงอยู่ในจุดที่มันเสี่ยงภัย อย่างเช่น เรามีประเทศที่มันกว้างใหญ่ไพศาล เราสามารถที่จะสร้างเมืองสร้างอะไรก็แล้วแต่ในจุดที่ไม่เสี่ยงภัย เราไม่จำเป็นต้องไปสร้างเมืองอยู่บนจุดที่แผ่นดินแยกแบบซานฟรานซิสโก แบบแคลิฟอร์เนีย คุณย้ายได้คุณก็ย้ายสิ แต่เมื่อคุณดันทุรังอยู่ไป เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นมา คุณก็แย่

FILMAX : กรุงเทพฯ ที่เรากำลังอยู่ตอนนี้เนี่ยนะครับ
ทรนง : ใช่ เราสามารถย้ายได้ ในกรุงเทพฯ ตอนนี้มีการเตือนแล้วว่ามีรอยเลื่อน ถ้าเกิดแผ่นดินไหวขึ้นที่เมืองกาญจน์ ที่พม่า หรือทางด้านเหนือของเมืองไทยอย่างเชียงใหม่ ผลกระทบจะมาถึงที่กรุงเทพฯ ทันทีเลย ซึ่งตึกใหญ่ๆ จะมีผลกระทบ ไม่ต้องถึงกับตึกถล่มหรอก ถ้าเกิดแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ จริงๆ เนี่ย กระจก ซึ่งเราใช้หุ้มตึกเพื่อความทันสมัย ทุกตึกจะมีกระจกเป็นหมื่นๆ บาน ทันทีที่ตึกไหวตัวนิดเดียว กระจกพวกนี้ก็คือมีดโกนที่จะปลิวใส่คนเดินถนน นั่นคือเรื่องจริง

FILMAX : ซึ่งตรงส่วนนี้จะปรากฏอยู่ในหนังด้วย?
ทรนง : มีด้วย เราพูดถึงเขื่อน พูดถึงแผ่นดินไหว เราพูดถึงภูเขาไฟระเบิดแล้วทำให้สิ่งแวดล้อมในเมืองไทยเปลี่ยนแปลง อย่างตอนนี้ คนเชียงใหม่ คนทางภาคเหนือรู้จักคำว่าหมอกควันแล้ว มองไปทางไหน ทัศนวิสัยไม่ดี เริ่มชินมา 3-4 ปีแล้ว ซึ่งต่อไปมันก็จะหนักหนาขึ้น เมื่อก่อนนี้ พอไฟไหม้ป่าที่อินโดนีเซีย คนกรุงเทพฯ คนภาคใต้จะมีปัญหาเรื่องหมอกควัน แต่ในขณะเดียวกัน คนเชียงใหม่มีปัญหาเรื่องหมอกควันจากการเผาป่า ทั้งหมดมันเป็นระบบนิเวศวิทยาโดยตรง ซึ่งเราปฏิเสธมันไม่ได้ คุณจะเป็นสีเหลือง คุณจะเป็นสีแดง คุณจะขัดแย้งกันทางกันเมืองยังไงก็แล้วแต่ แต่ถ้าเกิดภัยพิบัติมันกวาดคุณด้วยเวลาแค่นิดเดียว สึนามิใช้เวลากวาดล้างคุณแค่ 15 นาที คุณก็หมดทั้งเมืองแล้ว การที่คุณทะเลาะกันมา ฆ่ากันมามันไม่มีความหมายอะไรเลย มันก็แค่นั้นเอง

FILMAX : คุณอามีเจตนาวิพากษ์วิจารณ์การเมืองบ้านเราด้วยไหมครับ
ทรนง : พูดจริงๆ หนังเรื่องนี้พูดเรื่องการเมืองทั้งเรื่อง เพราะตัวเอกของเรื่องเป็นนายกรัฐมนตรี
FILMAX : นายกรัฐมนตรีหนุ่มหล่อเสียด้วยนะครับ อันนี้มีนัยยะแฝงอะไรไปถึงนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันด้วยหรือเปล่าครับ
ทรนง : โอ๊ย ไม่เกี่ยวเลย มันเป็นความบังเอิญ บทภาพยนตร์เรื่องนี้ เขียนเสร็จสมบูรณ์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตอนที่ผมเขียนเนี่ย คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ผมสร้างนายกฯ ในความฝันของผมขึ้นมา โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นคนชอบคาแรคเตอร์ของ โทนี่ แบลร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ผมก็ถอดเอาคาแรกเตอร์ของเค้าออกมา ในขณะเดียวกัน ตอนที่ผมเขียนเนี่ย นายกรัฐมนตรีทักษิณ ไทยรักไทย ครองอำนาจสภาด้วยพรรคเดียว ไม่มีพรรคอื่น แต่ในหนังผมเขียน 5 พรรคร่วมรัฐบาล แล้วคนแรกที่ผมไปติดต่อให้มาเล่นเป็นนายกฯ คือคุณสรยุทธ์ เค้าก็ปฏิเสธ เมื่อเค้าปฏิเสธมาผมก็ไล่ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาจบที่คุณดุ๊ก ภาณุเดช (วัฒนสุชาติ) ซึ่งผมมีความรู้สึกว่าใกล้กับ โทนี่ แบลร์ คุณดุ๊กก็เข้ากล้องมาทั้งหมดเกือบ 2 ปีครึ่ง ตอนที่ถ่ายทำพอดีคุณทักษิณถูกขับไล่ออกไป นายกฯ ก็เป็นพลเอกสุรยุทธ์ แล้วมาเป็นคุณสมัคร แล้วมาเป็นสมชาย ซึ่งทั้งหมดก็ไม่ได้เหมือนคุณดุ๊กเลย แต่พอหนังผมกำลังจะออกฉาย กลายเป็นคุณอภิสิทธิ์มาเลย แล้วก็เป็นอภิสิทธิ์ที่ตรงกับเรื่องอีก คือ 5 พรรคการเมือง

FILMAX : มันจะส่งผลดีหรือผลเสียกับตัวหนังไหมครับเนี่ย
ทรนง : ไม่ทราบเหมือนกัน ว่ามีผลดีหรือผลเสีย แต่ถ้าคนไปดูหนังปั๊บ จะบอกเลย ผมสร้างหนังแล้วปิดกล้องเมื่อวานนี้ แต่จริงๆ หนังเรื่องนี้เขียนบทมา 4 ปี นักแสดงในเรื่องรู้ดี คนในวงการก็รู้ดี ว่ามันถ่ายกันมานานแล้ว

FILMAX : ที่บอกว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นในอนาคตปี 2022 นี่ เป็นจินตนาการหรือการคาดเดาครับ
ทรนง : ไม่ใช่การคาดเดา มันมาจากหลายเหตุผล อันนึงก็คือ มีคนประเมินว่า กรุงเทพฯ จะจมน้ำ อย่าง ดร. อาจอง (ชุมสาย) เนี่ย เค้าฟันธงไว้ 10 ปี นักวิทยาศาสตร์ฝรั่งบอกว่า 12 ปี พ.ศ. ไม่มีใครตรงกันเลย แต่ของผมเนี่ย 2565 หรือ 2022 อีก 13 ปีเนี่ย ผมได้ข้อมูลมาจากพระ

FILMAX : พระ?
ทรนง : พระภิกษุ ผมบวชมาแล้ว 5 โบสถ์ ครั้งสุดท้ายที่ผมบวชแล้วเดินธุดงค์ ผมไปเจอหลวงปู่รูปนึง หลวงปู่รูปนี้บอกว่าจะเกิดภัยน้ำท่วม ในช่วงปีนี้ๆ ผมไม่เชื่อ พอมาเกิดสึนามิขึ้น ผมก็เลยนึกถึงท่าน แล้วเมื่อผมไปพบท่านอีกที ท่านบอกว่า ในช่วงประมาณไม่เกิน 15 ปีเนี้ย กรุงเทพฯ จะหายไปเลย

FILMAX : ส่วนนึงเป็นวิทยาศาสตร์ ส่วนนึงเป็นคำทำนายทางโหราศาสตร์ ไม่ขัดแย้งกันไปหน่อยเหรอครับ
ทรนง : ไม่ขัดแย้งเลย เรื่องเดียวกัน เพราะว่าการทำนายก็มาจากสถิติ เหมือนกับประเทศไทยน่ะ เคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งนึงเมือ 1200 ปีที่แล้ว คือโยนกนคร เมืองทั้งเมืองทรุดหายไปเลย อย่างการเกิดสึนามิ พอพูดถึงสึนามิเนี่ย คนจะนึกถึงญี่ปุ่น หรือเมืองอีกหลายเมืองที่เคยเกิดสึนามิบ่อยๆ แล้วประเทศไทยเนี่ย แต่ก่อนบอกว่าจะเกิดสึนามินี่ เป็นเรื่องตลกมากเลย แล้วสุดท้ายสึนามิที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยครั้งที่แล้ว เป็นสึนามิที่ใหญ่ที่สุดครั้งนึงที่โลกเคยเจอกันมา นี่คือ เราไม่น่าจะเกี่ยวข้อง แต่มันก็เกี่ยวข้อง แล้วพอพูดถึงเปลือกโลกเนี่ย เราก็พบว่าไอ้รอยแยกของเปลือกโลกที่มันมี 8 เพลทเนี่ย เปลือกนี้อยู่ห่างประเทศไทยแค่ 500 กิโล มันอยู่ใกล้มาก ซึ่งถามว่าประชาชนเคยให้ความสนใจไหม เหมือนกับที่ผมเคยเขียนในบทความว่า เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ที่กัมพูชามีการฆ่าประชาชนถึง 3 ล้านคน ที่เวียดนามมีคนตายมากกว่า 7 ล้านคนจากการรบ ที่ลาวมีคนตายนับล้านคน รอบประเทศไทยมีคนตาย แต่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเหล่านี้ไม่เกินสี่ห้าร้อยกิโลเนี่ย เรายังเต้นรำ เรายังกินเหล้า เรายังจัดงานเลี้ยง เรายังเสพสุข เรายังทำทุกอย่างโดยไม่สนใจว่ามีคนเป็นล้านๆ คนถูกฆ่ารอบตัวเราตลอดเวลา เฉกเช่นวันนี้ มีคนถูกฆ่าตายที่ปักษ์ใต้ทุกวัน แต่คนในกรุงเทพฯ ก็ยังดำเนินชีวิตเหมือนกับไม่มีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น เราหลับหูหลับตา เหมือนกับที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่า วันนี้คุณจะไม่ตาย ผมมีความเชื่อแบบนั้น คุณจะเรียกว่าอะไรล่ะ ไสยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ มันเป็นความจริงที่ว่า ไม่มีใครหนีความตายพ้น แต่เราก็ชอบคิดเสมอว่าเราไม่ตาย สึนามิ แผ่นดินไหวก็เหมือนกัน

FILMAX : แล้วที่ทำหนังเรื่องนี้ขึ้นมา คุณอามีประเด็นอะไรที่ต้องการจะบอกกับผู้ชม
ทรนง : ผมบอกว่า ถ้าเราจะอยู่ในโลกนี้ เพราะเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดมาบนโลกนี้ เราต้องทำความเข้าใจกับโลกนี้ แล้วหาทางปรับตัวเข้ากับโลกนี้ ยกตัวอย่างง่ายๆ คุณจะซื้อที่ดินซักแปลงนึงเพื่อจะสร้างบ้านอยู่กับครอบครัวคุณ คุณมีเงินอยู่ก้อนเดียวแล้วคุณต้องการสร้างบ้าน ถามซิ คุณจะไปสร้างบ้านบนโคลนเลนไหม คุณจะไปสร้างบ้านตรงที่แม่น้ำเจ้าพระยามันจะถล่มไหม คุณจะไปสร้างบ้านตรงที่ไฟป่ามันจะมาไหม้บ้านคุณไหม คุณเพียงแต่เลือกมัน ออกไปนอกกรุงเทพฯ ไปประมาณ 20 กิโล คุณจะพบว่ามีทุ่งนากว้างใหญ่มากเลย แล้วก็มีภูเขา มันมีที่ที่คุณจะสร้างเมืองใหญ่ อดีตทีผ่านมาเนี่ย อย่าลืมว่าว่ากรุงเทพฯ สร้างเป็นเมืองเป็นรูปเป็นร่างจริงๆ ประมาณ 100 ปี แต่เราต้องดำรงชีวิตอยู่จากกรุงเทพฯ อีกเป็น 1,000 ปี จะให้ 100 ปีมาตรึงเราไว้ เป็นไปไม่ได้ เรามีอยุธยา เราก็มีกรุงรัตนโกสินทร์ได้ มันมีเกียวโตแล้วก็มีโตเกียวได้ ทุกอย่างมันปรับปรุงได้ มันขึ้นกับว่าคุณจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ไหม นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามจะบอก

FILMAX : ถ้าเกิด ปี 2022 ไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ คุณอาไม่กลัวคนด่าว่าเพ้อเจ้อหรือครับ
ทรนง : ดีสิ ไม่เป็นไร คนด่าผมไม่มีอะไรเสียหาย ผมบอกว่าจะเกิดสึนามิเป็นการเตือนภัย แต่จริงๆ ผมไม่ได้พูดถึงสึนามิอย่างเดียว ผมพูดถึงสิ่งแวดล้อม จะเกิดสึนามิได้ ต้องเกิดแผ่นดินไหว แผ่นดินไหวเกิดจากอะไร เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกตลอดเวลา ในขณะเดียกัน เราก็ไปดูดเอาสสารออกมาจากพื้นโลกเพื่อเอามาทำน้ำมัน เมื่อคุณไปดูดเอาวัตถุขึ้นมาจากพื้นโลก พื้นโลกก็เกิดช่องว่าง มีการขยับตัว คุณดูดน้ำมันๆๆ ออกมา แล้วคุณบอกมันไม่ส่งผลอะไรไม่ได้ การที่คุณไปเอาทรัพยากรของโลกมาใช้มันก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มันขยับตัว คุณต้องมีวิธีคิด ทุกวันนี้เราเริ่มใช้พลังงานทดแทน เริ่มอยู่อย่างประณีประนอมกับธรรมชาติแล้ว แต่ ถ้ามันเกิดสึนามิในปี 2022 ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ แล้วมันทำให้คนตาย 10 ล้านคน ถามว่าผมดีใจไหม ถ้าผมดีใจผมเป็นโรคประสาท คนตาย 10 ล้านคน เพื่อให้คำพูดผมถูกต้อง แล้วผมดีใจ ผมบ้า แต่ถ้าวันนั้นมันไม่เกิดสึนามิ ผมดีใจที่ผมทำนายผิด แต่ประเทศอยู่อย่างสันติสุข คนเป็นล้านๆ คนสันติสุข ไม่มีใครเสียชีวิต ไม่มีใครบาดเจ็บ และไม่เกิดภัยพิบัติ ผมควรจะดีใจ ผมภาวนาและพูดอยู่เสมอว่า ถ้าหนังหายนะ ดีกว่าให้เกิดหายนะขึ้นจริงๆ เมื่อคนดูหนังผมจนจบ มันจะมีประโยคนึงที่ผมเขียนแล้วลงชื่อตัวเองว่า “มนุษย์เรา ยอมจ่ายงบประมาณเป็นล้านๆๆ เพื่อจะทำสงครามทุกสงครามในโลก มนุษย์เราจ่ายเงินเป็นล้านๆ เพื่อจะสร้างยานอวกาศไปสำรวจดาวทุกดวงในจักรวาล แต่มนุษย์เราใช้เงินเพียงน้อยนิด เพื่อจะรักษาโลก” องค์การนาซ่าคิดอยู่อย่างเดียวว่า ใช้เงินทั้งหมดเลย เพื่อจะเดินทางไปดาวอังคาร โลกทั้งใบคุณยังรักษาไม่ได้ มีป่าไม้อยู่เป็นล้านๆๆ ต้น คุณดูแลไม่ได้ แต่คุณสนใจวิธีที่จะไปปลูกต้นไม้บนดาวอังคาร ปลูกได้ 5 ต้น คุณเฮ คุณเปิดแชมเปญ คุณบ้ารึเปล่า คุณจะไปสร้างเมืองบนดาวอังคาร ในขณะที่คุณอยู่นี่มีเขาใหญ่ให้คุณเที่ยว คุณยังไม่เที่ยว มีทะเลคุณยังไม่ไป แต่คุณจะไปดูหนองน้ำเล็กๆ บนดาวอังคารกัน ถามว่าความคิดนี้วิปริตไหม ทุกวันนี้ประเทศชาติ โลกทั้งโลกมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ องค์การนาซ่าหยุดใช้งบประมาณแค่ 4 ปี ทุกอย่างก็ดีขึ้น ถามว่าถ้าเกิดคุณไปสำรวจดาวอังคารช้าไป 4 ปีจะเกิดอะไรขึ้น นั่นคือคำถามในหนังของผม ทำไมอเมริกาเสียเงินเป็นล้านๆๆๆ เพื่อจะทำสงครามในเวียตนาม โซมาเลีย ในอิรัก ในตะวันออกกลาง พร้อมที่จะจับซัดดัม ทุ่ม (เน้นเสียง) ใช้เฮลิคอปเตอร์พันลำ ใช้เรือบรรทุกเครื่องบิน แต่พอเกิดอุทกภัย วาตภัย หรือสึนามิ มันส่งเรื่อช่วยเหลือมา 3 ลำ เฮลิคอปเตอร์ 10 ลำ แล้วก็ตีข่าว ยูเอ็นช่วย (เน้นเสียง) ในหนังผมพูดถึงเรื่องเนี้ย มันปล่อยยานอวกาศทีเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงตูมเดียวขึ้นไปเนี่ย รถยนต์เป็นแสนๆ คันยังใช้น้ำมันไม่เท่ากับมันเลย ทางการแพทย์บอกว่า ไปเพื่อค้นยาตัวใหม่ๆ มาเพื่อรักษาชีวิตมนุษย์ ไปเพื่อหายามารักษาโรคมะเร็ง แต่ในขณะเดียวกันมันกลับเอาเอ็ม 16 ยัดใส่มือทหารแล้วก็ไล่ยิงคนทั้งโลก คุณว่ามันรักษาแบบไหนล่ะ ยาที่มันคิดได้อาจจะรักษาได้แค่ 20 คน แต่ระหว่างที่มันคิดค้นหายาเนี่ย คนตายไปเยอะแยะแล้ว

FILMAX : หนังเรื่องนี้คุณอาใช้ทุนสร้างลงไปเยอะเลยใช่ไหมครับ
ทรนง : ไม่เยอะนะ ถ้าพูดกันตรงๆ ในแง่ของความเป็นหนังแบบนี้ ผมอยากได้เงินประมาณ 800 ถึง 1,200 ล้าน เพื่อจะทำหนังเรื่องนี้ ซึ่งตรงนี้นะคุณ (ชี้ไปที่รูปฉากน้ำท่วม) ไม่ใช่คลองแสนแสบ ผมทำนี่ผมทำแบบคนจน ประหยัดที่สุด 160 ล้าน ซื้อฟิล์มก็ล่อไป 4- 5 ล้านแล้ว อุปกรณ์ก็ 10 กว่าล้านแล้ว นักแสดงใหม่เก่าผสมกัน แล้วใช้เวลา 3 ปีน่ะ หนังนี้ถ่าย 3 ปี 500 กว่าม้วน 3 ปีนะคุณ ถ้าเป็นในแง่ธุรกิจล่ะก็ ล้มเหลวแน่นอน แต่ผมแก่แล้ว ผมทำหนังมา 20- 30 เรื่องแล้ว ผมอายุ 58 แล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อผมทำหนังเนี่ย ผมคิดว่าหนัง มันเหมือนหนังสือดีๆ เล่มนึง มันเหมือนคุณไปเรียนมหาวิทยาลัยได้ปริญญามาใบนึง เวลาคุณทำหนัง คุณต้องพูดอะไรที่มันเหมาะสม แล้วผมถือว่า สึนามิ มันเป็นเรื่องของคนทั้งโลก ไม่ใช่เป็นเรื่องของคนไทยคนเดียว

FILMAX : แต่ไหนแต่ไรมา การทำงานกับ CG ก็ยังเป็นจุดอ่อนของหนังไทยหลายๆ เรื่องมาตลอด แต่คุณอาก็ยังกล้าทำ
ทรนง : ถูกต้องๆ ที่ผมกล้าทำ ผมถือว่าตอนนี้ CG บ้านเรา หรือ CG ทั้งโลกน่ะ อยู่ในขั้นที่ยอมรับกันได้ ตอนที่ผมทำใหม่ๆ น่ะ น้ำ CG ในหนังผมนี่แย่มาก เมื่อ 3 ปีที่แล้ว วันนี้ ความที่หนังล่าช้าด้วยเนี่ย ทำให้น้ำใน CG ผมน่ะ พัฒนาไปคนละเรื่อง เมื่อก่อนผมจะได้น้ำขยับประมาณ 24 เฟรม ผมต้องใช้เวลา 1 วัน แต่วันนี้ผมใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที มันได้แล้ว มันทันสมัยมาก มันคนละเรื่องเลย แต่จริงๆ แล้วผมไม่ได้สนใจ CG มาก ในหนังผมจะทำของจริงมากที่สุด CG เข้ามาช่วยผมในหนังอยู่ 174 ช็อต จาก 1,200 กว่าช็อต ผมเอามาใช้เนี่ย เพราะผมเลี่ยงไม่ได้จริงๆ น้ำเข้ากรุงเทพฯ น้ำเข้าพระประแดง น้ำทำลายสะพานพระราม 9 สะพานพระประแดง มันไม่มีทางเลือก แต่อะไรที่มันเล็กกว่านั้นปุ๊บ ผมทำของจริงหมด ผมทำแท็งค์น้ำ แล้วก็สร้างฉากขึ้นมา

FILMAX : เพื่ออะไรครับ
ทรนง : เพื่อให้มันสมจริง เพราะน้ำจริงกับน้ำปลอมมันคนละเรื่องเลยนะ คุณเอานักแสดงมาเล่นบนบลูกสกรีนนะ คนละอารมณ์ ผมเอาน้ำจริงๆ เทใส่นักแสดงตู๊ม แล้วก็กระเด็น ถามว่านักแสดงยอมรับได้ไหม ยอมรับได้ นั่นคือการทำงานของผม น้ำ CG เข้ามา มันจะไม่มีน้ำหนัก เหมือน จูราสสิก พาร์ก หรือไดโนเสาร์ทั้งหลายแหล่ที่เราดูน่ะ คุณเห็นไหม ไดโนเสาร์แม่งตัวใหญ่ฉิบหาย ทำไมมันวิ่งเบาหวิว นั่นคือคอมพิวเตอร์กราฟิก ผมดูแล้วมันไม่ได้ แต่ว่าผมใช้เทคโนโลยี่มารองรับงาน ถามว่า CG ผมเนียนไหม ก็ไม่ได้เนียนอะไรมากมาย แต่จากเนื้อเรื่องของหนัง จากวิธีพรีเซ็นต์มันจะทำให้คนรับรู้ได้ โอเค เข้าใจ ทุกคนจะเข้าใจตรงนี้

FILMAX : หนังเรื่องล่าสุดที่ผ่านมาของคุณอาอย่าง ‘อมนุษย์’ ก็เจอปัญหาตรงนี้เหมือนกัน
ทรนง : อมนุษย์ก็เป็นเนื้อเรื่องที่ชอบมาก แต่มันก็ล้มเหลว เพราะเราไมได้เป็นเจ้าของหนัง เพราะว่าเดิมเนี่ย หนังมันจะเป็นเรื่องของคนที่อยากแสวงหาความเป็นอมตะ อยากมีชีวิตยืนยาว แล้วมันก็มีคนหัวใสกลุ่มนึงเห็นว่า เศรษฐีทั้งโลกเนี่ย เวลาอวัยวะเจ็บป่วย เค้าก็จะไป ซื้อไตคนอื่นมา ซื้อตับคนอื่นมา ซื้อหัวใจคนอื่นมา มีแพทย์ระดับโลกหลายคนก็เลยมาสุมหัวกัน แล้วมันก็พบวิธีนึงก็คือโคลนนิ่งมนุษย์ขึ้นมา คือการไปเอาของมนุษย์จริงๆ ไปฆ่าแล้วเอาอวัยวะเค้ามามันมีปัญหา ก็ไปโคลนนิ่ง แล้วที่นี้จะโคลนนิ่งมนุษย์เนี่ย มนุษย์คนนั้นต้องมีภูมิต้านทานสูง ต้องมีส่วนผสมของสัตว์ อย่างคนจีนกินอุ้งตีนหมี ดีเสืออะไรพวกนี้ ก็เอาดีเอ็นเอมาผสมจนกลายมาเป็นมนุษย์เผ่าหนึ่ง เสร็จเรียบร้อยแล้วมันไปอยู่ในยุโรป อยู่ในอเมริกาไม่ได้ ก็ต้องมาอยู่ในประเทศด้อยพัฒนา มาอยู่แถวเอเชีย อยู่แถวชายแดนไทย ไอ้พวกนี้มันก็ไปสร้างแล็ปทดลองอยู่ ในขณะเดียวกันคนพวกนี้เมื่อถูกสร้างขึ้นมาก็มีชีวิตจิตใจ แล้วพอมีออเดอร์จากเศรษฐีทั่วโลกว่าต้องการหัวใจ ไอ้พวกนี้ก็จะถูกจับมาแล้วฆ่าเอาหัวใจ ต้องการแขนขา ก็จะถูกฆ่าแล้วเอาไป สุดท้ายพวกนี้มันทนไม่ไหว มันก็หนีออกมา พอหนีออกมาคนไปเห็น คนก็ไปล่ามัน เพราะคิดว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว ทั้งที่จริงเค้าก็เป็นมนุษย์ในโลกนี้ ผมทำไว้เยอะ แต่ว่าเจ้าของหนังผมเค้ามีความรู้สึกว่า เค้าอยากเน้นพระเอกนางเอก ไม่อยากเน้นในเรื่องนี้ เค้าตัดพวกนี้ทิ้งออกไปประมาณ 30% ซึ่งพอมันถูกตัดทั้งหมดออกไปเลย มันเลยจบ มันเลยแป๊ก (เน้นเสียง) แต่ไม่เป็นไร คือเป็นสิทธิของเค้าผมก็ไม่ว่า ผมก็ไม่อยากต่อสู้แล้ว เมื่อ 20 ปีที่แล้วผมเคยมีปัญหาสูงสมัยตอนทำอุบัติโหด ซึ่งชิง 11 ตุ๊กตาทองน่ะ มีโปรดิวเซอร์เข้ามายุ่ง แล้วก็ทะเลาะกัน ผมก็ถอนชื่อออกจากการเป็นผู้กำกับหนัง เป็นเรื่องร้ายแรงมาก ผมก็ไม่อยากมีเรื่องเป็นครั้งที่ 2 มันจะกลายเป็นว่า ทรนงไปรับจ้างกำกับให้ใครก็มีปัญหา คือผมเข้าใจอารมณ์ของผู้ลงทุน มีความรู้สึก เฮ้ย! มันเสี่ยงเว้ย เค้าก็กลัวมันขาดทุน เค้าก็คิดว่า ขายหน้านางเอกสวยๆ หน้าพระเอกหล่อๆ มันน่าจะดูดีกว่า เข้าใจ ก็เลยปล่อย

FILMAX : คุณอาทำหนังหลายแนวมากเลยนะครับ
ทรนง : จริงๆ ผมมี 3 แนว เวอร์ชั่นแรก ผมทำหนังสงคราม ก็ทราบกันดีใช่ไหม ผมทำหนังสงครามมากที่สุดในโลก ‘สัตว์สงคราม’ ไทยรบในลาว ‘มหาราชดำ’ ไทยรบกับพม่า ‘จางซีฟู’ ไทยรบกับขุนส่า ‘แหกนรกเวียดนาม’ ไทยรบเวียดนาม ‘กัมพูชา’ ไทยรบกัมพูชา มันจะมีหมด พอทำเสร็จปุ๊บ ก็มาจับเวอร์ชั่นเล็กลง เวอร์ชั่นที่ 2 ก็คือ ‘อุบัติโหด’ คือมือปืน ‘กลกามฯ’ คือโสเภณี เป็นอาชีพที่เน้นๆ ผมทำ ‘กลกามฯ’ ทำ ‘มาม่าซัง’ ทำ ‘สวรรค์ชั้นเจ็ด’ เป็นเรื่องของผู้กำกับคนนึง ทำหนังสงครามมาตลอดแล้วล้มเหลว คนไม่อยากดู ผลสุดท้ายพอไปทำหนังเรตอาร์แล้ว คนแห่มาดู ซึ่งก็คือเรื่องของผมเอง เสร็จแล้วทิ้ง จะไปสร้างโรงถ่าย พอไปเจอไอเอ็มเอฟก็กลับมาทำหนังอีกแนว ก็เริ่มจากอมนุษย์ ก็คิดแบบคนแก่แล้วล่ะ คือทุกอย่างต้องลุ่มลึก แต่ก็ล้มเหลว ก็เลยมาจับสึนามิ

FILMAX : ช่วงตอนหนุ่มๆ ดูคุณอาเป็นคนที่ทำหนังแบบใช้แรง ใช้สัญชาติญาณมากกว่าตอนนี้นะครับ
ทรนง : ถูกต้องเพราะการทำหนังสงครามต้องใช้แรงเยอะ ผมเริ่มกำกับหนังตั้งแต่อายุ 25 สมัยนั้นก็ถือว่าเด็กมาก ทำแบบไม่ต้องหลับต้องนอนน่ะ 3 วัน 3 คืน อยู่กับลูกน้องในป่า ทำหนังอินดี้จริงๆ ปืนจริงๆ ยิงจริงๆ ระเบิดกันจริงๆ เมื่อก่อนทำกันแบบนั้น เอ็ม 16 กระบอกนึงจะทำปลอมมันต้องนั่งแกะไม้นุ่นกัน เดี๋ยวนี้มีขายเยอะเยอะ BB Gun เมื่อก่อน ฟิล์มก็คือฟิล์ม เมื่อ 25 ปีที่แล้ว ผมถ่ายหนังเสร็จ กว่าผมจะได้ดูมันอีก 7 วัน ถ่ายๆ เสร็จ ผมถามตากล้อง ใช้ได้ไหม มันพยักหน้า ได้ ต้องส่งไปล้างแล็ป แล้วอีกเจ็ดวันก็ตามมากรุงเทพฯ เพื่อมาดู เฮ้ย! ทำไมมันเป็นยังงี้วะ ไปถ่ายใหม่ ทุกวันนี้ไม่ใช่ ทุกวันนี้ผู้กำกับนั่ง...

FILMAX : หน้ามอนิเตอร์?
ทรนง : เออ! เท่ฉิบหายเลย (หัวเราะ) ดื่มโค้ก ดื่มเบียร์ คนละอารมณ์ แล้วตัดหนังเมื่อก่อนตัดเอง ฟิล์มคล้องคอนั่งตัดป๊าบๆ ตัดหนังเนี่ย กล้ามขึ้นน่ะ เดี๋ยวนี้ ตู๊ดๆๆๆ (หัวเราะ) ก็ดี ก็ได้ประสบการณ์ ตอนนี้ข้อดีของผู้กำกับรุ่นใหม่คือว่าเทคโนโลยีเค้าดีแล้ว ผู้กำกับรุ่นใหม่ผู้กำกับเมืองไทยนะ มือดีหลายๆ คน ขาดอย่างเดียว เค้าขาดประสบการณ์ ไม่ใช่ประสบการณ์ทำหนังนะ ประสบการณ์ชีวิต อย่างผมนี่เคยเดินจากนี่ไปเชียงราย เดินเท่าเปล่า ผมเคยไปหมกตัวอยู่ในป่าอยู่เป็นปี รุ่นผมนี่ 14 ตุลา เดินแถวหน้า ตีหัวหมาด่าแม่คน สูบกัญชาชักดิ้นกระแด่วๆ นี่ทำมาหมดแล้ว เขียนหนังสือ ตั้งหนังสือ คาราวาน แล้วสุดท้ายเพื่อนก็เอาไปตั้งเป็นชื่อวงคาราวานจนทุกวันนี้ นั่นมันคือที่มาหมดเลย ขณะที่ผู้กำกับรุ่นนี้เค้าอายุ 27- 28 เค้าเริ่มกำกับหนังจากการไปเสนอโปรเจ็กต์ และพอได้เงินมาเสร็จปุ๊บ เค้าก็มานั่งหน้ามอนิเตอร์ เค้าไม่เคยรู้ว่า ล่องแก่งมันเป็นยังไง ความตายมันเป็นยังไง เค้าไม่เคยเห็นคนตายมันเป็นยังไง คนโดนยิงมันเป็นยังไง คนที่เจ็บปวดมันเป็นยังไง เค้าไม่เคยมีหนี้ 100 ล้าน เค้าไม่เคยนอนกับผู้หญิง 100 คน เค้าไม่เคยอดจนไม่มีข้าวกิน 7 วัน พอเป็นอย่างงี้ปุ๊บ มันจะทำอะไรล่ะ ก็ต้องทำหนังผี เพราะหนังผีเป็นเรื่องเดียวที่คิดเอาเองได้หมด ถูกต้องไหม คุณจะทำผียังไงก็ได้ ผีหกหัว เจ็ดขาก็ได้ ทำได้หมด เพราะฉะนั้นคนรุ่นใหม่ จะรู้เรื่องเทคโนโลยีหมดเลย แต่ไม่รู้อะไรเลย

FILMAX : พูดแรงไปรึเปล่าครับ
ทรนง : ไม่ได้แรง ตรง! เอ้า ลูกผมอายุ 37 เนี่ย มันก็เรียนหนังมาโดยตรง แต่ผมไม่ให้ลูกผมเข้ามาในวงการเลย เพราะเค้ายังไม่รู้จักชีวิต

FILMAX : จำเป็นด้วยเหรอครับ
ทรนง : จำเป็นดิ คุณทำสิ่งที่คุณไม่รู้ให้คนอื่นดูได้ไง มันน่ะแรง ผมไม่ได้แรง ไอ้ผู้กำกับหนังที่ทำสิ่งที่ตัวเองไม่รู้สิแรง คุณไปสร้างเรื่องที่ไม่รู้ให้คนอื่นดูได้ไง แล้วพอเค้าถามก็บอก นึกเอา จินตนาการ บ้าเหรอ! มึงจะบ้ารึเปล่า ไม่ได้! จินตนาการต้องมีพื้นฐานรองรับ ถ้าคุณเป็นจิตรกรเขียนภาพแอปสแตรก เซอร์เรียลริสต์ คุณต้องมาจากเรียลลิสติก

FILMAX : ประสบการณ์หรือความรู้ที่ว่าเนี่ย คนรุ่นใหม่ก็สามารถหาได้จากสื่อต่างๆ มากมายที่มีอยู่รอบตัวไม่ใช่หรือครับ อย่างโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ท
ทรนง : ไอ้นั่นไม่ใช่ความรู้หรอกครับ ไอ้นั่นเค้าเรียกของปลอม นั่นคือเฟก คุณไม่ต้องเอาเรื่องความเป็นความตายหรอก คนรุ่นใหม่ เอาแค่ความเหงา เฮ้ย มึงลองนั่งอยู่คนเดียว 3 วัน 3 คืนแล้วไม่มีคนมาเยี่ยมมึง แฟนมึงไม่มา พ่อแม่มึงก็ไม่มา แค่นั้นก็ตายแล้ว เหงาจริงๆ มันต้องเหงาที่ชายแดน เหงาจริงๆ แม่งต้องเหงาแล้วงูจะกัดกูรึเปล่า เสือจะแดกกูรึเปล่า คอมมิวนิสต์จะยิงกูรึเปล่า นั่นแหละเหงาเจ็บปวด ก็เหมือนกับคนไทย คนไทยส่วนใหญ่ขับรถเร็วหมดเลย แต่เราไม่เคยมีนักขับรถแข่งเป็นแชมป์โลก ไปไหนก็เจอแต่คนเตะบอล แต่ทีมฟุตบอลเราไม่เคยเป็นแชมป์โลก เรามีๆๆๆ หมด เลย เราเก่งกันหมด แต่เราเก่งไม่จริง เราขับรถทุกยี่ห้อบนถนน แต่เราไม่มีรถเมดอินไทยแลนด์ วันนี้คุณนั่งเล่นเกมตั้งแต่ 10 โมงเช้า จนถึงตี 1 คุณยิงไป 200 ศพ คุณออกไปที่ถนน แล้วคุณเจอมือปืนเดินมาแล้วเอาปืนจ่อหัวคุณโดยไม่มีลูกนะ แช๊ะเดียว เยี่ยวคุณราดเดี๋ยวนั้นเลยนะ มันคนละอารมณ์ คุณเล่นเกมวันนี้ทำคะแนนได้หมื่นนึง โอ๊ย! อย่ามาพูดเลย ไม่ได้ ชีวิตจริงมันไม่ได้ แค่คุณข้ามถนน คุณเผลอนิดเดียว รถชนคุณตาย จริงป่ะ ชีวิตจริงๆ กับชีวิตปลอมๆ มันไม่เหมือนกันนะ มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าคนไทยใส่สูท ญี่ปุ่นใส่สูท ฝรั่งใส่สูท ทุกคนใส่สูทเหมือนกันหมด แล้วเราจะไปดูมันทำไม ผมไปดูอินเดียแดง เพราะอินเดียแดงมันแต่งชุดอินเดียแดง ผมไปดูแม้วเพราะแม้วมันแต่งแม้ว ผมไปลาวเพราะคนลาวแต่งตัวแบบนี้ ผมไปญี่ปุ่นเพราะคนญี่ปุ่นแต่งตัวแบบนี้ ถ้าทั้งโลกแต่งตัวเหมือนกันแล้วคุณจะไปทำไม ทำไมเด็กไทยต้องแต่งตัวเหมือนเด็กญี่ปุ่น ทำไมเด็กญี่ปุ่นต้องแต่งตัวเหมือนเด็กฝรั่ง ถามว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหรอ ไม่ใช่เลย เด็กสมัยนี้เล่นเว็บไซต์ เล่นเกม เล่นอินเตอร์เน็ท เสร็จแล้วมันก็วิ่งเข้าบ้าน เพื่อให้แม่ทอดข้าวไข่เจียวให้กิน คุณดื่มโค้กคุณบอกเท่ คุณดื่มเป๊ปซี่คุณบอกยอดเยี่ยม สุดท้ายคุณก็ต้องกินน้ำเปล่าใช่ไหมล่ะ เสร็จแล้วคุณก็ต้องไปนอน เสร็จแล้วคุณก็ต้องการความอบอุ่น ต้องการความรัก ยิ่งคุณห่างไกลความเป็นมนุษย์เท่าไหร่ คุณก็ยิ่งเหงา เปล่าเปลี่ยว ผมพูดแล้วคุณจำไว้เลย อีกไม่เกิน 10 ปีคนไทยจะฆ่าตัวตายระเนระนาดทุกวัน จากสิ่งที่เป็นอยู่ เพราะนั่นคือความเหงาจากเทคโนโลยี เมื่อ 30 ปีที่แล้วผมเขียนบทละครให้ตัวละครของผมใส่หน้ากากป้องกันไอพิษในเมือง โอ้โห! โดนวิพากษ์วิจารณ์หาว่าผมบ้า พอถึงวันนี้เป็นไง ตำรวจจราจรยืนใส่หน้ากากกันตรึม ผมถามเพื่อนผมว่า เป็นไงมึง เมื่อก่อนหัวเราะกูจ๊างงง

FILMAX : แล้วตอนนั้นคุณอาไปเอาความคิดแบบนั้นมาจากไหน
ทรนง : ก็สิ่งแวดล้อมรอบตัวผมไง ผมอยู่ในค่ายทหารตั้งแต่เกิด อยู่มา 20 กว่าปี ผมตื่นนอนด้วยเสียงเครื่องบินรบปลุกผม เสร็จแล้ว 3 โมงเช้าก็กลับมา บางลำตกมั่ง โดนยิงมามั่ง ไฟลุกมามั่ง นักบินโดนยิงตายคาที่มั่ง ชีวิตมันอยู่อย่างงั้นมาตลอด พี่ไปรบลาวก็ตายลาว ไปเวียดนามก็เจ็บกลับมา พ่อรบเชียงตุง ทุกคนแม่งทุพพลภาพกลับมา คือตระกูลผมผู้ชายทุกคนเป็นทหารหมด มีผมคนเดียวที่เดินออกมาได้ ผมบอกทุกคน กูจะเป็นศิลปิน กูจะไม่ยุ่งกับทหาร แล้วพอทำหนังปัง ไม่รู้เรื่องอะไรเลย รู้เรื่องทหารอย่างเดียว ทำหนังทหารแม่ง 6 เรื่อง (หัวเราะ) โดนหัวเราะเยาะ นี่คือเรื่องจริง ที่ผมพูดถึงผู้กำกับหนังรุ่นใหม่เนี่ย ผมไม่ได้มีเจตนาไปจาบจ้วงนะ แต่ที่ผมพูด ผมพูดในฐานะที่ผมผ่านประสบการณ์มาแล้ว ประสบการณ์ของความเป็นคน ไม่ว่าคุณจะทำหนังผี หนังอะไร ถ้าคุณเจอผีจริงๆ คุณจะรู้ว่ามันเป็นยังไง ถ้าคุณได้สัมผัสกับความตายจริงๆ คุณจะรู้ว่ามันน่ากลัวขนาดไหน มันน่ากลัวเกินกว่าที่คุณจะบรรยายด้วยการตัดเร็ว ใช้แสงทึม ทำฟิล์มนัวร์ มันไม่ใช่ คุณจะมาใช้ซาวน์ดีไซน์ผ่างๆ ไอ้นี่มันเป็นเทคนิค เค้าเรียกลักไก่ ภาษาผมเรียกเฟก มันได้อะไรจากการนั้น สังคมมันก็หลอกตัวเองอยู่แล้ว แล้วเรายังจะไปหลอกมันเพิ่มอีก แต่วันนึงคนเหล่านี้เค้าจะรู้ เมื่อเค้าอายุมากขึ้น เค้าจะทำสิ่งที่เค้ารู้จริงๆ ถามว่าตอนนี้ ผมเห็นผู้กำกับหนังไทยมือดีๆ ไหม มีหลายคนเลย แต่ต้องรอให้เค้าบ่มจนสุก แต่ถ้าคุณไม่แสวงหาข้อมูล ไม่แสวงหาประสบการณ์ชีวิต ก็จบอีก คุณจะมากำกับหนังเรื่องสองเรื่องแล้วเป็นอัจฉริยะ มันเป็นไปไม่ได้ อย่างเจ้ย (อภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล) เนี่ยชอบ แต่เค้าก็ต้องสั่งสมประสบการณ์ให้มากขึ้นอีก เค้ายังปรับตัวเข้ากับโลกไม่ได้ เหมือนผม ตอนนี้ผมก็ยังปรับตัวเข้ากับโลกไม่ได้ (หัวเราะ)

FILMAX : แต่ทุกวันนี้ผู้กำกับรุ่นเก่าๆ ก็ค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ
ทรนง : ที่หายไปมีเหตุผลเดียว มันไม่มีเม็ดเงินทำหนัง คุณทำหนังเดี๋ยวนี้ 20 ล้าน มันไม่ได้อะไรเลย จริงป่ะ แล้วด้วยความที่เค้าอายุมาก เค้าก็ไม่อยากเสี่ยง หมดแล้วหมดเลยนะ ขายบ้านทั้งหลังได้ 50 ล้านมา แป๊กนี่ ไปเลยนะ แล้วหนังเดี๋ยวนี้ก็รู้กันอยู่แล้ว 4 วันรู้ผล 4 วันอันตราย เข้าพฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ก็รู้แล้วว่าตัวเองจะไปไหน

FILMAX : แล้วคุณอาล่ะครับไม่กลัวเสี่ยงบ้างเหรอ
ทรนง : ผมไม่กลัว เพราะว่าตอนนี้ผมทำโรงถ่ายเป็นพันล้าน หนักกว่านั้นเยอะ แล้วอีกอย่างผมก็ให้สัมภาษณ์เสมอว่า ธุรกิจอะไรล่ะ ที่ไม่เสี่ยง คุณค้าทอง คุณไปถามร้านทองเยาวราชสิ เครียดฉิบหาย คุณทำร้านเพชร เพชรวันนึงจะขายได้เม็ดสองเม็ดรึเปล่ายังไม่รู้เลย คุณค้าน้ำมัน น้ำมันก็ขึ้นก็ลง เฮ้ย! ไปเล่นการเมือง เดี่ยวคุณก็เป็นรัฐบาล เดี๋ยวคุณก็เป็นฝ่ายค้าน มันไม่มีอะไรแน่สักอย่าง เพราะฉะนั้นถามว่าทำหนังมั่นคงหรือเปล่า เปล่า แต่อาชีพอื่นก็ไม่ได้มั่นคงเหมือนกัน แต่มันเป็นอาชีพที่เราทำได้ เราสร้างสมมาตอนนี้ 30 ปีแล้ว เราทิ้งมันเราก็เหมือนคนที่ทำอะไรไม่สำเร็จ ผมจะทำไปเรื่อยๆ ถามว่าทำแล้วหวังผลอะไร ไม่ได้หวังผลอะไรเลย ทำให้ดีที่สุด

FILMAX : แล้วทำไมต้องออกมาลงทุนทำเอง
ทรนง : สาเหตุที่ต้องลงทุนเองก็คือ ไม่ต้องไปถามใคร ผมจะทำฉากนี้ได้ไหม เฮ้ย! เบาๆ หน่อย มึงจะเอาทำเชี่ยอะไรสองล้าน เอาไปแค่สี่แสนพอ มันก็จบอ่ะดิ ตอนนี้ตื่นขึ้นมา กูจะไปทำฉากนี้ ผมก็ไปเลย จบ ไปถามนายทุนเมื่อไหร่จะได้สร้างล่ะ จริงๆ ผมก็ทำเองมานานแล้ว หนังเรื่องแรก เรื่องที่สองทำเอง กลกามฯ สวรรค์ชั้นเจ็ด ทำเอง

FILMAX : แล้วอยู่ได้ยังไงครับ
ทรนง : ผมทำธุรกิจตัวอื่นไง ผมทำเรื่องที่ดิน ก็เนี่ย โรงถ่ายก็ที่ดิน อย่างเรามีที่ดิน 30,000 ไร่ ที่ดินเราไร่ละ 3 แสน 4 แสน เราก็ไปสร้างโรงถ่าย เราก็หวังว่า ไอ้ไร่ละ3 - 4 แสน เมื่อมันเป็นโรงถ่ายที่ทันสมัยและดีที่สุดในเอเชีย มันอาจจะเป็นไร่ละล้าน ถ้าเราขายได้ เรามีหนี้ 5,000 ล้านเรายังพอใช้ได้ เราสร้างหนังได้โรงถ่าย สร้างโรงถ่าย ได้พัฒนาที่ดิน ได้แหล่งท่องเที่ยว ทุกวันนี้ทำทุกอย่าง แต่ถ้าสร้างหนังแล้วรอดู 4 วันอันตราย เฮ้ย! เรียบร้อย บ้านใครบ้านมัน จบ (หัวเราะ)

FILMAX : แสดงว่าถ้าหนังเรื่องนี้ไม่ทำเงินก็ไม่เป็นไร
ทรนง : อ๋อ! ขาดทุนแน่นอน แต่ว่าต้องไปต่อ หยุดทำไม ตัวเลขมันไม่เห็นกำไรน่ะ แต่ที่อยากได้มากที่สุดก็คือ อยากจะดึงผู้กำกับหนังไทยส่วนนึง ให้กลับมาทำหนังที่มันจริงจัง

FILMAX : จริงจังในที่นี้หมายความว่า?
ทรนง : หนังที่เป็นจริง คนไทยทำหนังผีกับหนังตลก มีเหตุผลเดียว หนึ่ง ผู้มีอำนาจในแผ่นดินบอก มึงอย่าแตะสถาบัน อย่าแตะตำรวจ อย่ายุ่งทหาร เฮ้ย! อย่าไปยุ่งกับศาล ทนายพูดแบบนี้ไม่ได้นะ 6 ตุลา14 ตุลามึงอย่าไปทำ อย่าไปแตะปัญหาภาคใต้นะโว้ย แล้วตกลงจะให้กูทำอะไร มึงไปทำหนังผีดิ ทำไปเลย หนังตลกก็ได้ อะไรก็ได้ บ้าๆ บอๆ ทำหนังรักก็ได้ ผู้ชาย 3 ผู้หญิงหนึ่ง ผู้หญิง 3 ผู้ชาย 1 ก็ได้ ทำไปเลย ถามดิ๊ คุณจะมีชีวิตอยู่เพื่อให้คนอื่นมาบล็อกคุณเหรอ

FILMAX : แล้วคุณอาเองไม่โดนบ้างเหรอครับ
ทรนง : โดน ผมก็สู้ดิ ผมเคยสู้ ผมเคยตัดนิ้วตัวเองมาแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ตัดนิ้วตัวเองแล้ว สาบาน ตัดนิ้วคนอื่น (หัวเราะ) คนทำหนังสมัยนี้มันไม่สู้กันไง อย่าให้พูดเลย ผมอยากให้ผู้กำกับหนังแม่งมา เฮ้ย! อยากทำหนังมาคุยกับทรนง จบ ดีจริงได้ทำแน่นอน ผมอนุมัติ คุณก็สร้างเลย แต่ไม่มีใครกล้ามาเลย มันกลัวผมกันหมดไง (หัวเราะ)




 

Create Date : 21 มิถุนายน 2553   
Last Update : 21 มิถุนายน 2553 0:44:19 น.   
Counter : 412 Pageviews.  


5x2 สิบหนังโปรดตลอดกาลของผู้ประกาศมือฉมัง 'วารินทร์ สัจเดว' ฉบับแก้ไข

หมายเหตุ : เนื่องด้วยบทสัมภาษณ์ 10 หนังในดวงใจของ คุณวารินทร์ สัจเดว ที่ลงในคอลัมน์ 5x2 นิตยสาร FILMAX ฉบับที่ 36 มีข้อผิดพลาดในรายละเอียดและเนื้อหามากมาย เนื่องจากความสะเพร่าของผู้เขียนเอง จึงขอโอกาสแก้ตัวด้วยการแก้ไขส่วนที่ผิดพลาดและนำมาลงใหม่ในที่นี้
และกราบขออภัยคุณวารินทร์และผู้อ่านจากใจจริงครับ

ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

หลายๆ คนคงคุ้นเคยกับเสียงนุ่มๆ ของเขา และประทับใจกับสำเนียงชัดถ้อยชัดคำทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ กับไหวพริบอันฉับไว อารมณ์ขันและความรอบรู้ที่กว้างขวางเกี่ยวกับวงการบันเทิงต่างประเทศของเขาในการบรรยาย (สด) ในรายการประกาศผลรางวัลออสการ์ (เวอร์ชั่นภาษาไทย) ที่มีการถ่ายทอดสดทุกๆ ต้นปี อีกทั้งยังอาจจะเคยได้ยินได้ฟังเสียงของเขาจากรายการวิทยุ หรือได้รับชมการรายงานของเขาทางรายการโทรทัศน์อีกหลายต่อหลายรายการ นอกจากนั้น เรายังแอบเห็นเขาไปรับบทเล็กๆ (แต่แอบเด่น) ในภาพยนตร์อย่าง ‘องคุลีมาล’ และ ‘หัวใจทรนง’ อีกด้วย

ด้วยความทึ่งในความสามารถหลายด้าน และประทับใจในลีลาการบรรยายและความรอบรู้เกี่ยวกับวงการหนังของเขา คอลัมน์หนังๆ อย่างเราจึงไม่ยอมพลาดโอกาสที่จะขออนุญาตหยิบยืมช่วงเวลาอันรัดตัวของเขา ซึ่งเราก็ได้รับการตอบรับด้วยความเป็นกันเองอย่างดีและเปี่ยมด้วยอัธยาศัย ในการพูดคุย สอบถามถึงความคิด ทัศนะคติ และแรงบันดาลใจจากหนังโปรดในดวงใจที่เต็มไปด้วยสาระและบันเทิง ของผู้ประกาศมือทองอย่างเขา ‘วารินทร์ สัจเดว’ มาเป็นขอฝากให้พวกคุณได้อ่านกัน

Filmax : คนส่วนใหญ่จะรู้จักคุณวารินทร์จากการพากย์รายการสดการประกาศผลรางวัลออสการ์ทางโทรทัศน์ แต่นอกจากนั้นคุณวารินทร์ก็ยังทำงานอื่นๆ อีกมากมายหลายอย่าง ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมครับว่ามีอะไรบ้าง?
วารินทร์ : ผมจัดรายการวิทยุ และเป็นผู้บรรยายสดรายการต่างประเทศทาง True Visions ก็จะพากย์รายการต่างประเทศทุกรางวัลที่เกี่ยวข้องกับวงการทีวีและภาพยนตร์ของฮอลลีวูด แต่จริงๆ งานที่ทำให้คนรู้จักผมก็คือการพากย์รายการเกมโชว์ Amazing Race ซึ่งก็ทำมาตั้งแต่ซีชั่นที่สองจนตอนนี้ถึงซีซันที่เท่าไหร่เข้าไปแล้วล่ะ อย่างออสการ์นี่จะมีแค่ปีละครั้ง แต่ Amazing Race นี่ปีนึงมันจะมีหลายซีซันคนก็จะจำจากตรงนั้นได้มากกว่า

Filmax : ทำงานเป็นผู้บรรยายสดของงานประกาศรางวัลของภาพยนตร์เยอะขนาดนี้ แสดงว่าต้องดูหนังเยอะมากเลยนะครับ
วารินทร์ : โอ! เยอะครับ เพราะอย่าง ออสการ์ โกลเด้นโกล้บ ผมต้องทำข้อมูลทั้งปี คือผมก็ต้องดูหนังในมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ต้องติดตามข่าวสารข้อมูล ข่าวบันเทิงของฮอลลีวูดนี่ต้องอัพเดตตลอดเวลา แต่โดยส่วนตัวผมก็เป็นคนชอบดูหนังอยู่แล้วนะครับ ก็เลยไม่ลำบากอะไร

Filmax : คุณวารินทร์เข้ามาทำงานด้านการพากย์รายการประกาศรางวัลออสการ์ได้ยังไงครับ?
วารินทร์ : คืองานประกาศรางวัลออสการ์ผมเริ่มพากย์ปี 2000 คือผมเรียนด้านทีวีมาจากอเมริกา แล้วเรารู้สึกว่าเราอยากจะทำตรงนี้ แต่เค้าก็ไม่ได้ให้ทำนะตอนแรก เพราะว่ามีคนทำอยู่แล้ว มาได้โอกาสเพราะงานนึงนี่แหละ คืองาน America Tribute to Hero ที่ไม่มีใครกล้าทำ เพราะไม่มีสคริปต์ ไม่มี Rundown มาให้ล่วงหน้า อย่างออสการ์เนี่ยเค้าจะมี Rundown ว่าดาราคนไหนจะมาบ้าง แต่พอเกิดเหตุการณ์ 11 กันยาแล้วมันมีพวกดารามาทำการกุศลให้กับพนักงานดับเพลิงในนิวยอร์ก มันฉุกละหุกมาก ก็เผอิญไม่มีใครทำ เค้าก็เลยลองให้เราทำ คือเราไม่กลัว เพราะเราเห็นตอนที่เค้าพากย์ออสการ์แล้ว เราก็คันอยากจะทำอยู่แล้วไง (หัวเราะ) ก็เสนอตัวไปตลอด ทีนี้แหละ พอเขาเห็นผลงาน จากนั้นมาก็เลยได้ทำมาตลอด

Filmax : คุณวารินทร์ชอบดูหนังมาตั้งแต่หนไหนครับ?
วารินทร์ : ดูตั้งแต่เด็กเลยครับ เป็นภาพยนตร์บอลลีวูด คือผมเป็นคนเชื้อสายอินเดียไง ที่บ้านผมก็จะดูกัน รู้ที่มาของคำว่า ‘บอลลีวูด’ ไหมครับ?

Filmax : ยังไงหรือครับ?
วารินทร์ : มันเลียนแบบ ‘ฮอลลีวูด’ ไงครับ แต่ก่อนเนี่ย มุมไบ เค้าจะเรียกกันว่า บอมเบย์ เพราะฉะนั้นตัว บอลลีวูดนี่ก็เลยมาจากตัว บ. ของเมืองนี้ แต่พอเค้าปลี่ยนชื่อเมืองเป็น มุมไบ เขาก็ไม่ได้เปลี่ยนจาก บอลลีวูด เป็น มอลลีวูด ไม่ใช่! (หัวเราะ) ซึ่งเป็นเมืองหลวงบันเทิงของอินเดีย ซึ่งผลิตภาพยนตร์มากกว่าฮอลลีวูดอีก เฉลี่ยวันละสองเรื่อง เฉลี่ย นะครับ! ที่นั่นคนเขาดูหนังกันเป็นวัฒนธรรมจริงๆ เพราะประชาชนที่รายได้น้อยเนี่ยเยอะ แล้วราคาตั๋วหนังก็ไม่แพง แล้วคนจะเข้าไปดูเพื่อหนีจากชีวิตที่มันทนทุกข์ทรมาน อย่างน้อยสองสามชั่วโมง มันถึงได้มีวิ่งข้ามภูเขาเจ็ดลูกไง บางที ซีนที่วิ่งข้ามภูเขาเจ็ดลูกมันไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อเรื่องเลย แต่มันเป็นการพาคนดูหนีเข้าไปอยู่ในอีกโลกนึงไง ก็ดูอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กครับ คือเมื่อก่อนทางบ้านผมเป็นผู้นำเข้าภาพยนตร์อินเดียมาฉายในเมืองไทย แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้วนะครับ ก็เลยชอบหนังมาตั้งแต่นั้น แต่พอโตขึ้นเนี่ย จุดประสงค์ในการดูหนังมันเปลี่ยน ก็จะดูหนังต่างประเทศมากขึ้น ดูหนังแบบเอาสาระมากขึ้น แต่ก็ดูหมดทุกแนว ถ้ามีเวลานะครับ

Filmax : เข้าเรื่องแรกเลยนะครับ Amadeus
วารินทร์ : หนังเรื่องนี้เนี่ย ตอนปี 1996 ผมต้องเล่นละครเวทีเรื่อง อมาดิอุส ได้เล่นเป็นหนึ่งในขุนนางในวังที่เป็นเพื่อนๆ ของโมซาร์ต ชื่อ เคานต์ ฟอน สตาร์ก ก็เลยเอาหนังเรื่องนี้มาดูเพราะผู้กำกับก็จะให้เราดูด้วย คือดูแล้วมันติดใจน่ะ ส่วนตัวเองผมชอบหนังที่มีฉากหลังเป็นประเทศทางยุโรปอยู่แล้ว แล้วก็ชอบหนังพีเรียดเป็นเดิมพันอยู่ด้วย แล้วพอไปเที่ยวเมืองเหล่านี้แล้วมันแตกต่างโดยสิ้นเชิง บรรยากาศเอย ไลฟ์สไตล์ของคนในยุโรปหรือว่าในสมัยอดีตเอย เราชอบไลฟ์สไตล์ที่มันไม่รีบเร่ง มันดูมีคัลเจอร์ มีรสนิยม เราก็เลยเลือกมาเป็นเรื่องแรก พอดูปุ๊บเนี่ย คือหนึ่งพอเราไปแคสต์แล้วได้เล่นละครเรื่องนี้ ก็เลยอ่านบท อ่านบทเสร็จ พอดูหนังปุ๊บ เราประทับใจในบทละครเวทีที่เราอ่านอยู่แล้ว กับเรื่องราวชีวิตของโมสาร์ท แต่พอมาดูเป็นภาพยนตร์ปุ๊บมันเลยเหมือนกับ เค้าเรียกอะไรล่ะ... Full Circle น่ะ (หัวเราะ) มันเลยเห็นภาพเลยน่ะ มันกลายเป็นมาตรฐานไปเลย เราต้องดูเหมือนเป็นการทำการบ้านน่ะ ว่าคนสมัยก่อนเค้ามีบุคคลิกเป็นยังไง ดูเพื่อเป็นการรีเสิร์ช แต่ดูไปดูมาทุกวันนี้ก็ยังดูได้อีก (ยิ้ม)

Filmax : บทละครเวทีที่ว่านี่เอามาจากหนังเลยหรือเปล่าครับ
วารินทร์ : ใช่ครับ บทละครเขียนโดยผู้เขียนคนเดียวกันที่เขียนให้หนัง Amadeus (ปีเตอร์ ชาฟเฟอร์) มีอัษฎาวุธ เหลืองสุนทร เล่นเป็น โมสาร์ท พี่ตั้ว ศรัญยู วงศ์กระจ่าง เล่นเป็น ซาลิเอรี่ น่ะครับ

Filmax : ละครเกี่ยวกับเรื่องโมสาร์ทแล้วดนตรีล่ะครับ เล่นกันยังไง มิต้อง...
วารินทร์ : เป็นวงสดเลยครับ ออร์เคสตร้า มีวงโอเปร่ามาเลย เป็นละครฟอร์มยักษ์ของ DAS น่ะฮะ ยิ่งใหญ่มาก แล้วคอสตูมนี่อลังการ ฉากนี่ โอ้โห! แบบ เราก็เอนจอย รู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่ในยุคนั้นเลยครับ (หัวเราะ) แล้วหนังเรื่องนี้ก็เยี่ยมมาก จนถึงตอนนี้ก็ยังจับใจผมอยู่เลย อย่างโมสาร์ทเนี่ยเฉยๆ แต่ตัวซาลิเอรี่เนี่ย มันเป็นเรื่องราวของคนธรรมดาซึ่งไม่มีพรสวรรค์แต่ต้องต่อสู้กับโชคชะตาน่ะ มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับชีวิตของคนทุกคน เราเชื่อมโยงได้น่ะ สารัตถะของมันเนี่ย ยังเป็นจริงอยู่จนทุกวันนี้

Filmax : แต่น่าตลกที่ในหนังก็มีแต่ตัวซาลิเอรี่เพียงคนเดียวที่ 'หูถึง' พอ ที่จะรับรู้ถึงคุณค่าในดนตรีของโมสาร์ท
วารินทร์ : ใช่ๆ ร้องห่มร้องไห้เวลาได้ฟังเพลง แล้วไปฟ้องพระเจ้าว่าทำไมไม่ให้พรสวรรค์แบบนี้กับข้าบ้าง (หัวเราะ) แล้วคุณ ซินเธีย นิกสัน จาก Sex and the City ก็แอบไปโผล่อยู่ในนั้นด้วย

Filmax : ที่เล่นเป็นแม่บ้านของโมสาร์ท?
วารินทร์ : ใช่ๆ (เสียงดัง...หัวเราะ) แล้วก็มาเจอเธอใน Sex and the City อีกที คนละเรื่องเลย (หัวเราะ)

Filmax : ดูหนังเรื่องนี้แล้วเชื่อไหมครับ ว่าซาลิเอรี่เป็นคนฆ่าโมสาร์ท
วารินทร์ : ผมบอกตรงๆ นะ ว่าผมไม่เชื่อ เพราะผมรู้สึกว่านั่นคือภาพยนตร์ สุดท้ายในหนังมันก็ยังเป็นความลับดำมืดอยู่ว่าใครคือคนที่ใส่ชุด ดอน จิโอวานนี่ มาจ้างให้โมสาร์ทเขียน Requiem น่ะ แต่ยังไงก็ตามหนังเรื่องนี้ก็ที่สุดแล้ว ดนตรีก็ใช่ ชีวิตของโมสาร์ทอีก การแสดงของตัวละคร มันมีทุกองค์ประกอบน่ะ

Filmax : จนได้ออสการ์ไปเกือบทุกตัวที่เข้าชิงเลย
วารินทร์ : ใช่ๆๆ โดยเฉพาะการแสดงของ เอฟ เมอร์เร่ย์ อับราฮัม ที่เล่นเป็นซาลิเอรี่เนี่ย เหมือนเค้าเกิดมาเพื่อบทนี้เลยนะ แต่ดังอยู่เรื่องเดียวเลยนะ มันเหมือนเค้าไม่สามารถสลัดบทนี้จากตัวไง มันเหมือนเป็นที่สุดของชีวิตเค้าไปแล้ว

Filmax : มาที่เรื่องที่สองครับ Life is Beautiful
วารินทร์ : ปกติผมจะไม่ชอบหนังสงครามนะ อย่าง Saving Private Ryan ผมจะหนวกหูน่ะ อะไรที่ต้องทุ่มเทอลังการงานสร้าง ฉากลงทุนแบบ (เน้นเสียง) อย่างล่าสุดเรื่อง The Pacific หรือ Band of Brother เนี่ย ผมว่ามันเป็นกระบวนการ Brainwash ของอเมริกาน่ะ มันเป็นเรื่องด้านเดียว อาจเป็นเพราะสำหรับเค้ามันมีเรื่องคาใจเยอะไง กับสงครามเวียดนามกับอะไร แต่พอเป็นฮอลลีวูดปุ๊บ แล้วทั่วโลกต้องดูด้วยเนี่ย บางทีเราก็ไม่อินไง แต่อย่าง Life is Beautiful เนี่ย ฉากหลังมันก็คือสงคราม แต่มันมีเรื่องแบบ...ชีวิตที่มันช่างสวยงาม

Filmax : แต่จริงๆ มันก็เป็นหนังคอเมดี้ดราม่านะครับ?
วารินทร์ : ใช่ ผมเลยชอบเรื่องนี้ไง ถึงแม้มันจะมีเรื่องสงครามเป็นฉากหลังก็เถอะ แล้ว โรแบร์โต แบร์นินี่ นะ (หัวเราะ) ความรักของพ่อลูก เมียจริงๆ ก็มาเล่นเป็นเมียในเรื่อง (หัวเราะ) แล้วก็อิตาลี อีกแล้ว (หัวเราะ) ชอบเมืองตะวันตก เหตุผลตอนที่เราเริ่มดูหนังที่ไม่ใช่หนังแขกเนี่ย เริ่มดูหนังฝรั่ง เพราะเราชอบดูเมือง อย่างตอนเด็กๆ มันก็เป็น Escape สำหรับเราไง เหมือนเราได้ไปเที่ยว ได้ ดูไลฟ์สไตล์ มันทำให้เราอยากไปเที่ยวเมืองนี้อยากไปรู้จักคนเมืองนี้ แล้วก็อีกแล้ว โรแบร์โต แบร์นินี่ ก็ดังเรื่องเดียว แล้วก็หายไปเลย แต่ตอนที่ได้รางวัลเนี่ย วิ่งกระโดดข้ามบันไดมาจูบ โซเฟีย ลอเรน (หัวเราะ) กระโดดตีลังกา โอ้โห! ดีใจมาก ชีวิตนี้ขอครั้งนึงกับออสการ์ Best Picture แล้วก็ Best Foreign Film ในปีเดียวกันใช่ไหม? คือผมดูแล้วร้องไห้เลยน่ะ โอ้โห! มันซึ้ง อำลูกได้ตลอดเวลา ลูกอยู่ในคุกแต่มันไม่รู้เลยว่ามันกำลังเป็นเชลยศึกสงครามอยู่ มันยิ่งใหญ่มาก ความรักของพ่อน่ะ

Filmax : แสดงว่าการโกหกก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป?
วารินทร์ : ไม่ ผมมองว่านี่เป็นความรักของพ่อที่มีให้กับลูกน่ะ Life is Beautiful ไม่ใช่ Lie is Beautiful (หัวเราะ) เราเกิดมาเป็นเด็กเราก็โดนผู้ใหญ่อำหรือว่าบอกไม่หมดมาตลอด แล้วเพิ่งมารู้เองตอนโต ตอนที่พร้อมในแง่ของวุฒิภาวะทางอารมณ์มากกว่า ไม่ใช่ประเด็นเลย เรื่องโกหกน่ะ เด็กคือผ้าขาวน่ะ อยู่ที่เราจะใส่อะไรให้ไปน่ะ ถึงเด็กคนนี้โตขึ้นมารู้ทีหลังว่าพ่ออำ แต่เค้าก็จะเห็น Motive ว่าทำไมพ่อถึงต้องทำอย่างนั้นไง มันเป็นการปกป้องลูกมากกว่า แต่เรื่องนี้มันสวยงาม ดนตรีก็เพราะอีกแล้ว ผมเป็นคนชอบสะสมซาวน์แทรกด้วยไง เพราะฉะนั้นหนังที่ดูเนี่ยเพลงก็จะมีส่วนมาก

Filmax : เรื่องที่สามครับ Total Eclipse
วารินทร์ : ลำดับที่หนึ่งเลยคือชอบเรื่อง ที่มันเป็นเรื่องของรักสามเศร้า แล้วมีเรื่องของเกย์ เรื่องของไบเซ็กซ์ช่วลเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เลยชอบ เพราะว่ามันมาในจังหวะที่เราอยากจะหาหนังที่มีตัวละครที่เป็นเกย์ที่ดูลุ่มลึกในแง่ของสคริปต์เนี่ย มันหายาก มันจะเป็นแบบ The Bird Cage ไปหมดไง

Filmax : เป็นหนังตลกไปหมด?
วารินทร์ : ใช่ มันไม่มีอะไรที่แสดงออกทางด้านอื่นเลยไง ในยุคนั้นนะ แล้วพอมันออกมาปุ๊บเนี่ย...ประกอบกับ โอ้โห! ลีโอนาร์โด แบบ จะแพรวพราวไปถึงไหน What's eating Gilbert Grape, Titanic เล่นเรื่องนี้ด้วยเหรอ? โอ้โห ไม่แปลกเลยที่สุดท้ายเขามาเป็น Life Partner กับ มาร์ติน สกอร์เซซี ไปแล้ว เขาเป็นคนที่มีความสามารถทางการแสดงสูงมากๆ คนนึง

Filmax : แต่น่าเสียดายที่ยังไม่ได้ออสการ์
วารินทร์ : เดี๋ยวก็ได้ (เสียงมั่นใจ) ไม่นานหรอก ชอบด้วยสองเหตุผลนี้ แล้วก็... อีกแล้ว ฉากอีกแล้ว ยุโรปอีกแล้ว (หัวเราะ) กลับไปอยู่ในฝรั่งเศสอีกแล้ว หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้ผมลุกขึ้นมาอยากจะดื่ม แอ๊ปแซ็งค์ (Absinthe) มากๆ แล้วก็ประสาทกิน ดูเรื่องนี้มาตั้งหลายปีนะ แล้วก็ไปถึงปรากไปหาซื้อแอ๊ปแซ็งค์ แล้วก็ไปนั่งดื่มแอ๊ปแซ็งค์ มัน Artsy มากๆ (ยิ้ม) เราเป็นอาร์ติสต์อยู่แล้วไง เราเลยอินกับเนื้อเรื่องของตัวละครด้วย ไลฟ์สไตล์ด้วย ชีวิตอย่างงี้มันทำในกรุงเทพฯ ไม่ได้น่ะ จะมานั่งดี่มแอ๊ปแซ็งค์ อากาศก็ร้อน (หัวเราะ) ผมชอบอากาศหนาว ผมเลยชอบหนังอย่างงี้ไง หลายๆ อย่างรวมกัน แต่หลักๆ คือชอบเนื้อเรื่องกับตัวละครที่มันฉายให้ดู...

Filmax : ชีวิตของโบฮีเมี่ยน
วารินทร์ : ใช่ๆๆๆ โบฮีเมี่ยนมากๆ นั่นแหละ คือเราอยากใช้ชีวิตอย่างนี้ไง แต่ว่าเมืองไทยมันไม่เหมาะไง ซึ่งเรื่องนี้เราดูก่อนไปเมืองนอกด้วยซ้ำ ผมไปใช้ชีวิตที่บอสตันสองปี ผมก็เต็มที่กับการใช้ชีวิตแบบนี้ ไลฟ์สไตล์เมืองนอกมันทำได้ไง มันไม่ต้องขับรถ มันเดินได้ มันมีคาเฟ่ข้างถนน อากาศมันเย็น หิมะตกกินแอ๊ปแซ็งค์ได้ (หัวเราะ) ถ้ามาทำที่บ้านเราคงตายน่ะ ซื้อแอ๊ปแซ็งค์มาให้เพื่อนๆ กินในปาร์ตี้ที่บ้านแล้วเกือบตายน่ะ 70 ดีกรีน่ะ (หัวเราะ) เวลากินก็เอาน้ำตาลวางบนช้อนแล้วจุดไฟเผา แล้วก็เทแอ๊ปแซ็งค์ผ่าน แล้วมันก็จะกลายจากสีเหลืองทองเป็นสีเขียว มันถึงมีชื่อว่า Green Fairy ไง กินแล้วจะหลอน ที่บ้านตอนนี้ก็มีอยู่ขวดนึง (หัวเราะ)

Filmax : เรื่องที่สี่ครับ You've got mail
วารินทร์ : เรื่องนี้จริงๆ ผมเลือกอยู่ระหว่างเรื่องนี้กับ Sleepless in Seattle แต่ขอเลือก You've got mail ก็แล้วกัน เพราะผมรู้สึกว่า อย่าง Sleepless in Seattle มันเก่าไปหน่อย มันคลาสสิก ใช่ เพลงเพราะหมด อย่าง You've got mail มันก็หากินกับเคมีระหว่าง ทอม แฮ้งส์ กับ เม็ก ไรอัน ซึ่งเล่นเรื่องอะไรก็น่ารักไปหมด (หัวเราะ) เม็ก ไรอัน เป็นคนที่เหมาะกับภาพยนตร์แนวนี้มาก แล้วเล่นได้แบบธรรมชาติมาก แล้วผมชอบการที่เค้าเอาเทคโนโลยีมาใส่โดยที่แบบกลมกลืนมาก ไม่จงใจขายของ ไม่เหมือนดูหนังบางเรื่องที่เหมือนนั่งดูหนังโฆษณาราคาเป็นล้าน ที่มีสินค้าเข้าไปอยู่ในหนังจนน่าเกลียด แต่เรื่องนี้มันเนียนน่ะ

Filmax : สตาร์บัคส์?
วารินทร์ : ใช่ เห็นไหม เล่นคอมพิวเตอร์แช๊ตกัน เราไม่รู้สึกเลยไง ดูสิ มันเนียนเพราะมันเป็นไลฟ์สไตล์เค้าจริงๆ ด้วยไง เค้าเลยไม่ต้องเสแสร้ง กับเนื้อเรื่องของความรักที่อยู่ไกล้แค่เอื้อมแต่เรามองไม่เห็นหาไม่เจอตลอดชีวิต แต่พอมันจะมา บางทีมันมาในจังหวะที่เราไม่รู้ตัว

Filmax : แล้วสมัยนั้นอินเตอร์เน็ต อีเมล ก็เพิ่งจะเริ่มแพร่หลายด้วยนะครับ
วารินทร์ : ใช่ๆ ถ้าเป็นสมัยนี้คงไม่ทันใจแล้ว คงต้องบีบีกันแทนแล้ว อีเมลมันช้าไป (หัวเราะ) แต่เรื่องนี้ผมชอบเคมีของนักแสดงนำสองคนนี้ ซึ่งก็ต้องเท้าความไปถึง Sleepless in Seattle มันหากินต่อจากเรื่องนี้ไง คือเคมีมันสำคัญไง ในการเลือกนักแสดง เม็ก ไรอัน ก็เกิดมาเพื่อเล่นหนังโรแมนติกคอเมดี้แบบนี้เลย

Filmax : น่าเสียดายที่หลังๆ เม็ก ไรอัน นี่หายไปเลยนะครับ ตกไปเลย
วารินทร์ : ก็คงยุ่งๆ มั้ง เลี้ยงลูก คือเค้าคงถูกภาพจำไปแล้วไง ว่าเป็น Girls next door เป็นดาราที่เล่นได้แค่แบบโรแมนติกคอเมดี้ แล้วเดี๋ยวนี้ดาราใหม่ๆ ก็เกิดเยอะมาก อาจต้องรอกลับมาอีกทีแบบ ไดแอน คีตัน มั้ง (ยิ้ม)

Filmax : เรื่องที่ห้าครับ The Fifth Element
วารินทร์ : เป็นหนังแอ็กชั่นที่ผมศิโรราบกราบเลย คือแบบ มันเป็นหนังแอ็กชั่นที่มีศิลปะอยู่ในนั้นน่ะ ในความรู้สึกผมนะ มันมีความเป็นฝรั่งเศสสูง อย่างตัวละครของ คริส ทักเกอร์ ที่เป็นมาดามแต๋วแต่งตัวจัดจ้าน (หัวเราะ) มิล่า โจโววิช ก็เล่นได้น่ารักมาก คือมันเป็นหนัง Futuristic มากๆ น่ะ แล้วนี่คือย้อนกลับไปในปี 1997 น่ะ โอ้โห!

Filmax : อันนี้ต้องยกความดีความชอบส่วนนึงให้กับ ฌอง ปอล โกลติเยร์ เลยนะครับ
วารินทร์ : ใช่ ดีไซเนอร์ที่ออกแบบชุดให้กับ มิล่า โจโววิช กลายเป็นสตาร์เลยน่ะ บ้ามาก แล้ว มิล่า โจโววิช ก็กล้ามากนะ แล้วขอโทษนะ ซาวน์แทรคของเรื่องก็กลายเป็นเพลงเปิดตัวห้างใหญ่ห้างหนึ่งในบ้านเราในปีเดียวกัน ไอ้เพลงนี้น่ะ (ฮัมเพลงให้ฟัง) ร้องเองยังขนลุกเลย สุดยอด หนังแรงมาก แล้วยังกล้าทำอีก! ประเทศไทย! อย่างน้อยก็ช่วยเลือกหนังเรื่องอื่นจากซิมบัฟเว่หรือจากเรื่องอื่นที่คนไม่รู้จักหน่อยได้ไหม ขอโทษเถอะ! The Fifth Element สำหรับผมคำเดียวเลยคือ 'ล้ำ' ในแง่ของคอสตูม ในแง่ของการเป็นหนังแอ็กชั่นที่มีเนื้อหา ไม่ได้เน้นแต่แอ็กชั่นอย่างเดียว แล้วการแสดงของ มิล่า โจโววิช, บรู๊ซ วิลลิส, คริส ทักเกอร์ แกรี่ โอลด์แมน โอเปร่าซีนนั้น อื้อหือ! แบบดูแล้วดูอีกน่ะ เป็น All Time Favorite ของผมจนถึงทุกวันนี้เลยครับ (อ่านเกียวกับฌอง ปอล โกลติเยร์ ได้ในคอลัมน์ Open Your Eyes ฉบับที่ 27)


Filmax : เรื่องที่หกรับ Sex and the City
วารินทร์ : เรื่องนี้ผมรู้สึกว่านี่แหละ คือนิวยอร์กซิตี้

Filmax : อันนี้พูดถึงซีรีส์หรือภาพยนตร์ครับ?
วารินทร์ : เอ่อ… มันเริ่มจากซีรีส์ ถูกไหมครับ แล้วมันก็กลายมาเป็นภาพยนตร์ โอเค เหตุผลที่ชอบภาพยนตร์ก็คือว่า ข้อที่หนึ่ง มันเป็นภาพยนตร์ที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากซีรีส์ โดยที่คนไม่ต้องดูซีรีส์ก็เอนจอยกับภาพยนตร์ได้ สองคือ เมืองที่ผมชอบเมืองนึงบนโลกใบนี้เป็นตัวละครในเรื่องนี้ได้เนียนมาก คือนิวยอร์กซีตี้ คือมันเปลี่ยนภาพพจน์ของนิวยอร์กซิตี้ ตั้งแต่เป็นซีรีส์แล้วน่ะ คือ โอ้โห I wanna be in New York น่ะ ถึงแม้อพาร์ตเมนต์มันจะเล็กๆ แพงจัดดด แต่คนก็อยากจะไปนิวยอร์ก แล้วคิดดู มันมีทัวร์เกิดขึ้นแล้ว เป็น Sex and the City ทัวร์ตามรอยสี่สาว มันเป็นไลฟ์สไตล์ของเราจริงๆ เรื่องนี้ที่ผมชอบเพราะว่า... ไม่ได้ชอบตัวละครสี่สาวนักหรอก ไม่ได้อินอยู่แล้วล่ะ เพราะมันไม่ใช่ไลฟ์สไตล์ของเรา แต่ว่าที่ที่เขาไป หรือเรื่องผู้ชายที่เขาพูดถึง เรื่องนี้มันไม่ใช่เป็น Chic Series ไง ผู้ชายก็ดูได้ เพราะมันพูดถึงผู้ชายด้วย มันพูดถึงความสัมพันธ์

Filmax : ไม่ใช่เรื่องเซ็กส์หรอกเหรอครับ?
วารินทร์ : เซ็กส์น่ะเอามาขาย แต่ที่จริงมันพูดถึงความสัมพันธ์ของชายและหญิงมากกว่า และตัวละครนึงที่เพิ่มขึ้นมาจากสี่สาวก็คือ นิวยอร์กซิตี้ ในความรู้สึกของผมนะ

Filmax : แล้วหนังกับซีรีส์นี่ เทคะแนนให้อันไหนมากกว่ากัน?
วารินทร์ : โห! มันเปรียบเทียบกันไม่ได้เลยนะ ซีรีส์มันจะยาวกว่า ยืดได้กว่า แต่หนังมันต้องกระชับกว่า มันต้องจบในสองชั่วโมงน่ะ ก็เลยชอบเท่าๆ กัน ชอบหมด อะไรที่เป็น Sex and the City และก็เชื่อว่า ภาคสองก็ต้องดี ไปถ่ายกันที่ อาบูดาบี้ ไม่ใช่เหรอ

Filmax : ไปอยู่นิวยอร์กมาแล้ว นิวยอร์กในหนัง กับนิวยอร์กในความเป็นจริงนี่เหมือนหรือแตกต่างกันไหมครับ?
วารินทร์ : นี่เป็นตัวอย่างของ Life Imitates Art. Art Imitates Life เลยน่ะ มันผสมกลมกลืนกันจนเส้นแบ่งระหว่าง Life กับ Art นี่มันเบลอมากเลย เราไม่รู้เลยว่าตกลงแล้วหนังเลียนแบบไลฟ์สไตล์ของคนที่นิวยอร์ก หรือคนที่นิวยอร์กดูหนังเรื่องนี้แล้วอยากจะใช้ชีวิตแบบเหมือนสาวพวกนั้นจริงๆ พอไปนิวยอร์กก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เดินกันสี่คน เป็น แครี่ ซาแมนธา มิแรนดา ชาร์ลอต กันเต็มไปหมดเลย แล้วมันกระเพื่อมไปถึงทั่วโลกเลย คอสโมโพลิแทนทุกที่ อีเวนต์ในกรุงเทพฯ มันกลายเป็นป๊อบคัลเจอร์ไปแล้วน่ะ เรื่องนี้ ขนาดตลาดหลักทรัพย์บ้านเรายังมีงาน Set in the City เลย ถึงจะน่าเบื่อขนาดไหนก็ตาม คำว่า (Set-The Stock Exchange of Thailand) กับ Sex นี่มันคนละเรื่องกันเลยนะ คิดดูสิ! แล้วตอนนี้ HBO เริ่มเอาซีรีส์กลับมาฉายใหม่ ซึ่งเราดูแล้วก็ โอ้โห มันยังใหม่อยู่เลย ถ้าคุณตัดไอ้พวก Gadget ออกไปนะ มันยังมีชีวิตชีวาอยู่ ซึ่งผมเชื่อว่าอีกสิบปีมาดูคุณก็ยังต่อติดได้อยู่ เพราะนี่มันตั้งแต่ปี 1999 แล้วเราเพิ่งมาดู นี่ปี 2010 ผ่านมาสิบปีก็ยังดีอยู่เลย บทเขาดีมาก นี่คือสิ่งที่หนังไทยไม่ค่อยมี ในสิบเรื่องเกือบใส่ รักแห่งสยาม ไปแล้ว เป็นเรื่องเดียวที่โดนในรอบหลายปี บทมันดี ผมว่าหนังไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับบทน่ะ

Filmax : เรื่องที่เจ็ดครับ La môme (La Vie en Rose)
วารินทร์ : เป็นอีกหนึ่งในแนวหนังที่ผมชอบนะ หนังชีวประวัติ ชอบเพราะมันเป็นวิธีการนึงที่ทำให้เรารู้จักคนๆ นั้นได้อย่างสนุกโดยที่ไม่ต้องอ่านหนังสือประวัติศาสตร์น่ะ เราต้องอ่านอยู่แล้ว แต่ว่าโอเค บางทีอ่านแล้วมันจินตนาการภาพยากไง การมีหนังชีวประวัติมันช่วยได้ โมสาร์ท ใน Amadeus อย่างงี้ La môme ก็ อีดิท เพียฟ แต่มันเป็นหนังชีวประวัติที่วิธีการเล่าเรื่องของเค้า การตัดภาพตัดไปตัดมาของเค้ามันทำให้เราติดตาม มันไม่ได้เป็นเส้นตรงน่ะ ที่ชอบ มันย้อนไปย้อนมา แต่มันต่อเนื่องกันมาก การเล่าเรื่องเค้ามันสนุกดี รู้สึกว่าน่าติดตาม ไม่เบื่อ และก็แน่นอน เรื่องนี้ก็ทำขึ้นเพื่อ มาริยง โกติยาร์ด อีกแล้ว (หัวเราะ)

Filmax : เกิดมาเพื่อรับบทนี้
วารินทร์ : ใช่ ตีบทแตกกระจุย คือ มาริยง คือ อีดิท, อีดิท คือ มาริยง หรือเปล่า เราก็ไม่รู้ เพราะเราก็ไม่ทันยุคนั้นใช่ไหมครับ แต่เค้าก็คือใช่เลยน่ะ แล้วมันยากนะครับสำหรับในการที่เค้าจะไปรับบทอื่นแล้วล้างภาพนี้ออกไปได้น่ะ

Filmax : อย่างเรื่องชีวประวัติ โดยเฉพาะชีวประวัติของศิลปินเนี่ย ถ้าเราดูจากหนังหลายๆ เรื่องจะเห็นว่าศิลปินมักจะมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยากเสมอ
วารินทร์ : ในความเห็นผมผมรู้สึกว่า เหมือนกับพวกเค้ามาก่อนเวลาน่ะ โมสาร์ท เอย อีดิท เพียฟ เอย คือเหมือนฟ้าสั่งมาน่ะ คือเกิดมาล้ำยุคตัวเอง ไม่ได้เข้ากับยุคตัวเองเลย ทำให้มีเรื่อง แต่ถ้าคุณเกิดมาแล้วเหมือนกับคนอื่นทั่วๆ ไป คุณก็ไม่พิเศษแล้วไง ผมก็รู้สึกอย่างนั้นระดับนึงนะ เรารู้สึกว่าเราก็มีความไม่เหมือนแล้วก็ไม่เข้าพวกกับคนอื่น แต่ว่าไม่ถึงขั้นระดับ โมสาร์ท หรือ อีดิท เพียฟ หรอกนะ มันเลยทำให้ผมอินกับหนังที่เป็นชีวิตของคนพวกนี้ด้วยไง

Filmax : แล้วถ้าให้เลือก จะเลือกแบบไหน?
วารินทร์ : ผมเชื่อว่าเราเกิดมาหลายชาติอยู่แล้ว ไม่ได้คิดถึงแพลนบี ว่าถ้าเกิดมีชีวิตอย่างนี้แล้วจะเป็นยังไง ก็แฮปปี้น่ะ Make good use of it น่ะ เพราะบางทีเราเป็นแบบนี้ปุ๊บเราก็จะมีอะไรสักอย่างที่คนปกติทั่วไปเขาจะมองไม่เหมือนเรา พอเราเห็นอีกแบบนึงปุ๊บ มันก็ทำให้เราเหมาะกับการเป็นสื่อ ที่ผมเป็นคนทำรายการ หรือเป็นคนวิเคราะห์ข่าวเพราะมันเหมาะกับอาชีพนี้อยู่แล้วไง

Filmax : เรื่องที่แปดครับ The Lion King
วารินทร์ : เป็นแอนิเมชั่นที่ผมถือว่าคลาสสิกเรื่องนึงเลย ไอ้เรื่องนี้มันจะมีฉากนึงที่พ่อซิมบ้าตายน่ะ ผมน่ะพาหลานผมซึ่งเด็กมากเลย สองสามขวบไปดูด้วย ทั้งโรงก็เงียบกริบเลย ซีนนั้นมันกำลังซึ้งมาก แล้วไอ้หลานผมเนี่ยมันร้องดังๆ ขึ้นมา มันนั่งตักพ่อมันอยู่แล้วมันก็ร้องว่า ป่าป้าอย่าทิ้งนาวินไป มันชื่อนาวินไง ทั้งโรงแบบฮาสนั่น (หัวเราะ) โอเค! เรื่องนี้มันดีมาก ขนาดเด็กสามขวบที่ไม่ค่อยรู้ภาษาอังกฤษยังเก็ตได้ คือจริงๆ ทุกคนคงอยากร้องน่ะ แต่ว่าเป็นผู้ใหญ่เลยเก็บไว้ไง (หัวเราะร่วน) เลยรู้สึกว่า โอ้โห! (หัวเราะ) จากนั้นมันเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมมองแอนิเมชั่นใหม่ แต่ก่อนเราก็จะคิดว่าแอนิเมชั่นมันก็เป็นแค่การ์ตูน แต่นี่มันทำให้แอนิเมชั่นมันมีชีวิตขึ้นมาได้

Filmax : แล้วคิดยังไงกับแอนิเมชั่นสมัยนี้ที่มันล้ำยุคมาก เป็น 3D อย่างพิกซ่าร์อะไรอย่างนี้ล่ะครับ?
วารินทร์ : ผมไม่ค่อยอะไรมากกับเทคโนโลยีนะ ผมว่าทุกอย่างกลับไปที่บทน่ะ ถ้าบทเน่าเนี่ย เทคนิคจะเจ๋งแค่ไหนมันก็ไม่ได้น่ะ แต่พิกซ่าร์ก็บทดีนะ UP น่ะซึ้งนะ เทคโนโลยีมันเป็นแค่องค์ประกอบ แต่ผมว่าแล้วยังไงก็ตามบทมันต้องมาก่อน แต่ยกให้ Lion King เลย เพราะสำหรับผมมันเป็นจุดเปลี่ยนมุมมองผมที่มีต่อแอนิเมชั่นเลยน่ะ

Filmax : เรื่องที่เก้าครับ Chicago
วารินทร์ : มิวสิคัลครับ ผมชอบละครเวที ชอบบรอดเวย์ แล้วพอมาเป็นภาพยนตร์ ผมรู้สึกว่ามันท้าทายนะ เอาละครเวทีมาทำเป็นภาพยนตร์เนี่ย ยิ่งเป็นละครเวทีที่ดังอยู่แล้วด้วย เพราะถ้าเปรียบเทียบเนี่ย The Phanthom of the Opera เนี่ย ทำไม่ถึง ผมชอบละครเวทีมากกว่า แต่ Chicago เนีย เค้าเอาละครเวทีมาทำเป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลยน่ะ มันเป็นอีกสื่อนึงไปเลย มันสร้างพื้นที่ใหม่ให้กับ Chicago ไปเลยว่า คนที่มาดู Chicago ที่เป็นภาพยนตร์ก่อนอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีละครเวทีอยู่แล้ว

Filmax : ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะการแสดง
วารินทร์ : จะพูดอยู่เลย (หัวเราะ) แคทเธอรีน ซีต้า -โจนส์ เนี่ย ไม่ว่าเธอทำอะไรในชีวิตนี้ผมต้องตามไปดูหมด ชอบมาก! คนอื่นก็เล่นดีทุกคน เรเน่ เซลเวเกอร์ ควีน ลาติฟาห์ เธอมาม่ามอร์ทั่นสุดฤทธิ์! (หัวเราะ) มันๆ แล้วอย่าง Chicago เนี่ย มันมีมากกว่าการแสดง คือ ผมชอบดนตรีอยู่แล้ว เพลงก็ชอบอยู่แล้ว

Filmax : คุณวารินทร์ได้ดูฉบับละครเวทีก่อนใช่ไหมครับ?
วารินทร์ : ดูก่อนสิครับ ดูละครเวทีก่อน แล้วก็มาดูภาพยนตร์ ดูแล้วรู้สึกว่าเราไม่ไปเปรียบเทียบกับละครเวทีเลย ในขณะที่พอเราดู Phanthom of the Opera เราก็จะเปรียบเทียบกับละครเวทีตลอด มันก็เหมือนกับเวลาที่คนอ่านหนังสือก่อนดูหนังน่ะ ร้อยทั้งร้อยจะต้องบอกว่าชอบหนังสือมากกว่าหนัง เหมือนกัน แต่ Chicago เนี่ยผมก็ไปดูละครเวทีก่อน แล้วก็ไปดูหนัง แต่เราไม่เปรียบเทียบมันกับละครเวทีเลย มันทำดีมาก แล้วมันสร้างคาแรคเตอร์ของมันขึ้นมาเลย ในขณะที่ Phanthom คือในละครเวทีไอ้แค่ฉากแชนเดอร์เลียตกนี่เราก็ตายแล้ว! ภาพยนตร์ไม่มีทางทำได้เลย

Filmax : เรื่องสุดท้ายครับ หนังอินเดียบ้าง Devdas
วารินทร์ : หนังอินเดียก็ต้องเรื่องนี้เลยครับ อลังการงานสร้าง มันเป็นบทประพันธ์ของอินเดีย เหมือนเรามี คู่กรรม, บ้านทรายทอง นี่ก็เป็นนิยายคลาสสิกของอินเดีย Devdas ซึ่งมีการทำเป็นภาพยนตร์มาแล้วหลายครั้ง แล้วก็เอากลับมาทำใหม่อีกครั้งนึง รู้สึกจะปี 2002 นะครับ มันเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของความรัก ผ่านนักแสดงที่ผมชอบคือ ชาห์รุก ข่าน ซึ่งเล่นดีมาก ไอศวรรยา ไร ก็เล่นดี แต่ยังดีได้อีก (หัวเราะ) แต่ มธุรี ดิ๊กซิส เนี่ย เธอสุดๆ มาก คือหนังอินเดียมันมากับอะไรครับ? หนังบอลลีวูดเนี่ยมันต้องมีครบทุกองค์ประกอบคือ เพลง การแสดง นักแสดง เนื้อเรื่อง เสื้อผ้าคอสตูม ฉาก แล้วก็บท เรื่องนี้ได้หมดทุกข้อเลยครับ ฉากก็ โอ้โห! วิจิตรสวยงามซะเหลือเกิน เมืองพาราณสี ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่คิดว่าพาราณสีเป็นหนึ่งในเมืองแสวงบุญ แต่จริงๆ มันก็เป็นเมืองหลวงของพวกซ่องโสเภณีเหมือนกันนะครับ Barnarus เนี่ย เยอะมาก! คือเมืองนี้เป็นเมืองที่พระศิวะเลือกเป็นเมืองฮันนีมูน แล้วเทพแขกนี่ไม่ใช่พระพุทธเจ้านะ ท่านมีกิเลส เพราะฉะนั้นเนี่ย เมืองนี้มัน...นะ! จริงๆ หนังบอลลีวูดมันมีหลายเรื่องที่ชอบ แต่ว่าเรื่องนี้มันเป็น All time Favorite ก็แล้วกัน

Filmax : ในฐานะที่เป็นคนอินเดียคนนึง รู้สึกยังไงกับหนังเรื่อง Slumdog Millionaire ครับ
วารินทร์ : ไม่ใช่หนังอินเดีย! ชอบนะครับ แต่สำหรับผมมันไม่ใช่หนังอินเดีย แค่มีฉากหลังเป็นอินเดีย ขนาดตอนที่เต้นในเอนด์เครดิตยังฝืนเลย แข็งมาก! อย่า! อย่ามาพยายาม ไปหลอกคนอื่นไป! (หัวเราะ) พระเอก เดฟ พาเทล เค้าเป็นเด็กแขกที่เกิดที่อังกฤษน่ะ ไม่พริ้ว! ฝืนจะตาย ไม่ได้! ไปดูหนังอินเดียจริงๆ เหอะ ต้องไปดูเอง มันจะเนียนกว่านี้เยอะ K-Pop เนี่ยชิดซ้ายนะ จริงๆ!

Filmax : ซึ่งหนังอินเดียตอนนี้ก็มีความหลากหลายมาก
วารินทร์ : โอ เยอะแล้วครับ ไม่ได้วิ่งรอบภูเขาอย่างเดียวแล้ว ดราม่าก็มี หนังที่ไม่มีเพลงเลยก็มี! แต่ว่าคนไทยเราไม่ค่อยคุ้นเคยไงครับ แต่ก่อนมันจะมีหนังอินเดียมาฉายที่โรงหนังควีนส์ ตอนนี้ก็มี แต่จำกัดอยู่ในวงแคบ จะรู้กันเองในวงแขกเท่านั้น

Filmax : นอกจากในแง่ของการทำงาน ซึ่งต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับหนังอยู่แล้ว คุณคิดว่าหนังให้อะไรกับคุณบ้างครับ? วารินทร์ : สำหรับผม ภาพยนตร์คืออาหารสมองนะ ถ้าเป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาสาระนะ แอ็กติ้งถือเป็นศาสตร์ชั้นสูง มันก็เป็นเหมือนกับการเปิดโลกทรรศน์อย่างนึงของเรา ถ้าบทภาพยนตร์เรื่องนั้นดี แล้วก็เป็นแรงบันดาลใจ เป็น Escape ได้พักผ่อน ได้หลุดไปอยู่ในโลกนึงที่ไม่ใช่ชีวิตประจำวันของเรา แต่หลักๆ เลยก็คือความบันเทิงแน่นอน

Filmax : สำหรับคุณ หนัง หรือ ภาพยนตร์ คืออะไร?
วารินทร์ : โอ… มันเป็นสื่อที่สะท้อนเรื่องราวชีวิตมนุษย์น่ะครับ นอกจากนั้นมันยังสะท้อนจินตนาการและความฝันในชีวิตมนุษย์ เพราะหลายๆ อย่างที่เราเป็นในชีวิตจริงไม่ได้ เราจะเป็นในหนัง ก็เป็นสองอย่างสำหรับผม มันเหมือนเราได้ดูตัวเอง และได้ดูในสิ่งที่เราไม่กล้าทำในชีวิตจริง แต่พอเป็นหนังแล้วเราทำได้ เป็นสื่อที่บันทึกเรื่องราวของมวลมนุษยชาติและจินตนาการที่ไร้ขีดจำกัด เพราะฉะนั้นก็ไม่ควรที่จะมี กบว. (หัวเราะ)

Amadeus (1984)
Life is Beautiful (La vita è bella) (1997)
Total Eclipse (1995)
You've got mail (1998)
The Fifth Element (1997)
Sex and the City (2008)
La Vie en Rose (La môme) (2007)
The Lion King (1994)
Chicago (2002)
Devdas (2002)




 

Create Date : 10 มิถุนายน 2553   
Last Update : 10 มิถุนายน 2553 1:09:39 น.   
Counter : 730 Pageviews.  


บทสัมภาษณ์ 'ทุนสนับสนุนหนังไทย ใครเข้มแข็ง (กันแน่?)'

ส่วนขยายจากบทความ 'ทุนสนับสนุนหนังไทย ใครเข้มแข็ง (กันแน่?)' จากนิตยสาร Filmax ฉบับที่ 36

ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

จากการที่คณะอนุกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสนับสนุนกิจกรรมหรือโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ได้พิจารณาจัดสรรเงินส่งเสริมการสร้างภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตามโครงการส่งเสริมสนับสนุนภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ให้แก่ภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 3 และ 4 เป็นจำนวน 100 ล้านบาทจากงบประมาณ 150 ล้านบาทที่จัดสรรไว้สำหรับสนับสนุนภาพยนตร์เรื่องยาว ซึ่งมีผู้ยื่นเสนอโครงการเข้ามาทั้งสิ้น 98 ราย และเป็น 100 ล้านบาท จากงบประมาณทั้งหมด 200 ล้านบาท ซึ่งมีผู้ยื่นเสนอโครงการทั้งหมด 250 ราย ยังไม่นับรวมการที่ ครม.ได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 330 ล้านบาทให้แก่โครงการสร้างสรรค์ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทย ภายใต้การดูแลของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่างบประมาณดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เพื่อสนับสนุนภาพยนตร์เรื่องนี้เช่นกัน

ส่งผลให้เกิดคำถามและความคับข้องใจขึ้นในวงการ จนกระทั่งมีกลุ่มผู้กำกับภาพยนตร์อิสระร่วมกับเครือข่ายในวงการภาพยนตร์จำนวนหนึ่ง นำโดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และมานิต ศรีวานิชภูมิ ได้มีการยื่นจดหมายเปิดผนึกเพื่อคัดค้านการตัดสินใจดังกล่าว

กระทรวงวัฒนธรรมจึงได้มีการจัดการประชุมชี้แจงผลการพิจารณาการจัดสรรเงินส่งเสริมฯ ร่วมกับเครือข่ายผู้คัดค้านดังกล่าวในวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งทางคณะกรรมการมีมติว่าจะนำข้อเสนอและเสียงคัดค้านไปพิจารณาทบทวนและเสนอทางคณะกรรมการชาติในลำดับต่อไป

ในขณะที่เรากำลังรอการ 'ทบทวน' ผลพิจารณา ของทางกระทรวงฯ (ซึ่งมีทีท่าว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงผลการพิจารณาแต่อย่างใด) เราลองมาดูท่าที ความคิดเห็นของกลุ่มคนทำหนังและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบจากการจัดสรรทุนหนังไทยเข้มแข็งครั้งนี้ โดยเราจะแบ่งพวกเขาออกเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มแรกก็คือ กลุ่มคนทำหนังที่ถูกปฏิเสธในการยื่นเสนอในโครงการครั้งนี้ โดยมีแกนนำคือ มานิต ศรีวานิชภูมิ ศิลปิน/นักทำหนังอิสระ (พลเมืองจูหลิง) (ถูกปฏิเสธการให้ทุนในโครงการหนังเรื่อง 'เชกเสปียร์ต้องตาย')

Q : จุดประสงค์ในการเรียกร้องของคุณในครั้งนี้คืออะไร?

มานิต : หลังจากที่มีการรับทราบและได้มีการยืนยันกันแล้วว่ากระทรวงพานิชย์จะมีการมอบเงินงบประมาณ 330 ล้าน ให้หนัง ตำนานสมเด็จพระนเศวร ภาค 3,4 เพราะฉะนั้นเมื่อคณะกรรมการได้มีการรับรู้แล้ว เป็นไปได้ไหมว่าจะทบทวนการมอบเงิน 100 ล้านให้กับหนังเรื่องนี้ เพราะถ้ายังไม่มีการเซ็นสัญญา ยังไม่มีการจ่ายเงิน มันจะหยุดเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าอยากจะหยุด

Q : ไม่กลัวคนอื่นจะมองหรือครับ ว่าคุณไม่ได้ทุนแล้วองุ่นเปรี้ยว แพ้แล้วพาล

มานิต : ผมถามว่าเวลาที่มีการอนุมัติโครงการต่างๆ มากมาย เงินช่วยเหลือต่างๆ คนที่ไม่ได้รับเนี่ย ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องความเป็นธรรมหรือ? ผมกำลังประท้วงในเรื่องของการแจกจ่ายงบประมาณที่ไม่เป็นธรรม ในขณะที่เบอร์ 1 ได้ไป 100 ล้าน เบอร์ 2 ได้ 8 ล้าน ผมถามว่าคุณเอากติกาอันไหนมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน เพราะถ้าเบอร์ 1 กับ เบอร์ 2 มันได้ไล่เลี่ยกัน เราจะเห็นว่ามันจะมีงบประมาณเหลือ ซึ่งมันจะกระจายไหลไปให้รายอื่นที่มาต่อคิวได้อีกเยอะ ถ้าจะมาบอกว่าผมแพ้แล้วพาล พาลยังไงล่ะครับ? ก็ในเมื่อรายที่ 1 มันเอาไปมากที่สุดแล้ว 100 ล้านจาก 200 ล้าน แล้วรายที่เหลืออื่นๆ ล่ะ? ทำไมไม่ใช้มาตรฐานเดียวกัน? แล้วถ้าคนที่เสียสิทธิ์ ไม่มีสิทธิ์ออกมาเรียกร้องความชอบธรรมของตัวเอง แล้วจะให้ใครที่ไหนมาเรียกร้องล่ะครับ? (และหลังจากนี้ หากมีการพิจารณาจัดสรรทุนใหม่ขึ้นมาจริงๆ มานิตเองก็ได้แสดงเจตจำนงที่จะขอถอนตัวและสละสิทธ์ในการรับทุน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจในการเรียกร้องครั้งนี้) ประเด็นทีสำคัญต่อมาก็คือ ในการพิจารณามันไม่มีการกำหนดกรอบเพดานในการให้เงินในแต่ละช่วง ผมว่าการที่มันไม่ตั้งกติกาแบบนี้ มันก็เหมือนว่า ถ้าใครมีพวก มีเส้นสาย มันก็มีโอกาสที่จะเกิดการทุจริตขึ้นได้

Q : ส่วนคนที่ไม่มีโอกาส ก็ไม่มีโอกาสกันต่อไป?

มานิต : มันเหมือนกับการสร้างพระเอกอยู่คนเดียวน่ะ เมืองไทยมันไม่ได้มีพระเอกอยู่คนเดียว คนไทยเก่งๆ เยอะแยะไป ทำไมไม่ให้โอกาสคนอื่น ทำไมไม่สนับสนุนรายอื่นขึ้นมา ทำไมจะต้องมีอยู่รายเดียว ทำไมไม่ทำให้มีหลายๆ ราย เพื่อจะได้สร้างศักยภาพในการแข่งขัน ให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของบ้านเราให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ล่ะ?

Q : บางทีจุดมุ่งหมายในการตั้งงบประมาณครั้งนี้อาจไม่ได้เป็นเหมือนอย่างในภาพที่มันนำเสนอไว้

มานิต : ถูก! ผมกำลังสงสัยว่าจริงๆ รัฐบาลไม่ได้มีความจริงใจที่จะส่งเสริมวงการภาพยนตร์ไทยหรอก มันเกิดขึ้นมาเพราะอะไรก็รู้ๆ กันอยู่ ถ้าเขาจริงใจที่จะให้ เขาคงไม่ให้หนังนเรศวรฯ มาแย่งเงินก้อนนี้หรอก แยกไปเลย จะไปตั้งกองทุนกู้ยืมอีกก้อนอะไรก็ว่าไป แล้วการส่งเสริมวงการหนังไทยก็จะได้ส่งเสริมกันจริงๆ ไม่ใช่ส่งเสริมหน้าแค่ฉากกันแบบนี้ ผมยังไม่แน่ใจว่าการตอบโจทย์ของกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงพาณิชย์ในเชิงเศรษฐกิจ (สร้างสรรค์) แบบนี้ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ว่านี่มันตกอยู่กับประชาชนส่วนใหญ่หรือว่าตกอยู่กับนายทุนแค่กลุ่มเดียว ประโยชน์มันจะเกิดกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของบ้านเราจริงหรือเปล่า? หรือว่าเกิดประโยชน์เฉพาะกับอุตสาหกรรมของคนบางกลุ่ม อันนี้ผมว่ามันเป็นคำถามใหญ่ที่ต้องถามกันต่อไป

Q : แล้วจากนี้จะดำเนินการอย่างไรต่อไปครับ

มานิต : ตอนนี้ทางเราก็จะคอยจับตาดูทางกระทรวงวัฒนธรรมจะว่าอย่างไร จะเดินหน้าต่อหรือจะยอมถอยโดยล้มโครงการที่จะให้เงิน 100 ล้านให้กับหนังนเรศวร แล้วก็มาพิจารณาโครงการอื่นๆ ที่ไม่ได้รับกันใหม่ ซึ่งตอนนี้ทางกระทรวงฯ ก็แบ่งรับแบ่งสู้อยู่ ทางตัวแทนก็รับเรื่องไปว่าจะไปเสนอทางคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติต่อไป แต่ในท้ายที่สุดถ้ากรรมการยังยืนยันตามความเห็นเดิม การเรียกร้องของเราก็ยังจะไม่จบ ก็คงต้องไปดูว่ามีช่องทางไหนต่อ ไม่ว่าจะเป็นการยื่นฟ้องศาลปกครอง ปปช. หรือคณะกรรมาธิการตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐเป็นลำดับต่อไป

รายต่อมาก็คือ ก้อง ฤทธิ์ดี คอลัมนิสต์/นักวิจารณ์แห่งหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์/นักทำหนังอิสระ (มูอัลลัฟ) ผู้คร่ำหวอดในวงการภาพยนตร์นานาชาติ และมีความรอบรู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับระบบการขอทุนของต่างประเทศเป็นอย่างดี กับ อภิวัฒน์ แสงพัทธสีมา นักทำหนังสารคดีอิสระ (Behind The Wall) เจ้าของรางวัล "สันติภาพ" และรางวัล "พิราบขาว" จาก จากงานเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 7 ของมูลนิธิหนังไทย (ซึ่งทั้งคู่ถูกปฏิเสธจากการยื่นเสนอทุนครั้งนี้เช่นกัน)

Q : มีความเห็นอย่างไรกับการจัดสรรทุนสนับสนุนหนังไทยที่มันออกมาแบบนี้บ้างครับ?

ก้อง : อย่างแรกเลย ยังไม่ต้องพูดถึงเงินสนับสนุนหนัง นเรศวรฯ ด้วยซ้ำ ผมเชื่อเลยว่าโปรเจ็กต์ที่ได้เงินไป ครึ่งนึงเนี่ย ไม่ได้ทำหรอก สมมุติว่าเค้าขอ 5 ล้าน แล้วให้เขาล้านนึง เค้าจะไปทำได้ยังไงน่ะ แล้วทุนได้เปล่าที่ให้ไปแล้ว ถ้าไม่ได้มีการทำหนังจริงๆ แล้วมันจะมีการติดตามผลยังไง จะมีหรือเปล่า? ปัญหาคือกฎเขาไม่เคลียร์ และกรรมการอาจจะไม่มีความรู้พอในอุตสาหกรรมนี้ ว่าให้ไปแล้วมันจะได้ผลยังไง อย่างเช่นบางคนงบพัฒนาบทแต่ได้ไปถึงหกเจ็ดแสน คือทุนสำหรับพัฒนาบทเยอะสุดในโลกอย่าง ของร็อตเตอร์ดามเนี่ย เขายังให้ไม่ถึงเลย เค้าให้แค่สามสี่แสนเองน่ะ เรี่องใครได้เงินจะว่าไปมันก็ยังพอที่จะอธิบายได้ คนนี้ได้เพราะอย่างงี้ๆ แต่ที่เค้าอธิบายไม่ได้เลยคือสัดส่วนและจำนวนเงินในแต่ละไอเท็ม

อภิวัฒน์ : ผมว่ามันน่าจะมีรอบสกรีนน่ะ สมมุติส่งมาสองร้อยกว่าคน อาจจะไม่ได้ตัดสินไปเลย อย่างน้อยน่าจะมีรอบสอง ให้เข้ามาคุยกันก่อนว่าคุณทำถึงไหน คุณทำอะไร และทำไปทำไม

ก้อง : ใช่ มันควรจะมีการสัมภาษณ์ อย่างคณะกรรมการเท่าที่รู้ก็คือเป็นข้าราชการก็เยอะ คือมันต้องมีความรู้ในอุตสาหกรรมนี้พอสมควรถึงจะรู้ว่า... เอ้า! พูดง่ายๆ สมมุติว่าคนนี้ชื่อไม่ดี ทำหนังไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าให้ทุนไปโอกาสที่หนังมันจะไม่ได้ทำก็สูง เค้าต้องรู้ทันนิดนึง เราเชื่อว่าเขาอ่านแค่ประเด็นน่ะ เค้าไม่ได้ดูเลยว่าโปรดิวเซอร์มีหรือเปล่า ทำหนังได้จริงๆ หรือเปล่า

อภิวัฒน์ : มันน่าจะแยกไปเลยนะ ระหว่างทุนที่มีการคืน และทุนให้เปล่า แบบนี้บริษัทใหญ่ๆ ก็มาเบียดบังคนทำหนังอิสระที่เขาต้องการทุนจริงๆ ไปหมด

Q : ปกติทุนสนับสนุนหนังของเมืองนอกนี่เขามีการให้กับบริษัทเอกชนรายใหญ่ๆ บ้างหรือเปล่า?

ก้อง : ไม่มี คือทุนสนับสนุนหนังส่วนใหญ่มันก็เป็นทุนสำหรับประเทศโลกที่สาม ว่าง่ายๆ น่ะ เช่นประเทศในยุโรปเนี่ย เขาห้ามขออยู่แล้ว เพราะเค้าถือว่าประเทศเหล่านั้นมีระบบสนับสนุนจากรัฐบาลของตัวเองเพียงพอ อย่างร็อตเตอร์ดามเนี่ย คนไทยก็ได้เยอะนะ แต่ก็เป็นคนทำหนังอินดี้เกือบหมดไง แล้วหนังที่ได้ก็จะเป็นหนังแปลกๆ หน่อย มีประเด็นใหม่ๆ ไม่ใช่หนังตลาด หนังตลาดไปเค้าก็ไม่ให้อยู่แล้ว เพราะมันเป็นทุนเพื่อการพัฒนาทางศิลปวัฒนธรรมไง จริงๆ ไอ้เรื่องที่กระทรวงแจกเงินให้กับหนังเรื่องเดียวถึงร้อยล้านเนี่ย มันอาจจะมีผลที่ไม่ดีทางอ้อมก็คือ ไอ้ประเทศที่เคยให้ทุนพวกเรามันอาจจะบอกว่าคุณมีเงินแล้ว รวยแล้ว ถ้ามันมองอย่างนี้ต่อไปมันอาจจะตัดรายชื่อของเราออกจากลิสต์ อย่างสิงค์โปรนี่ขอไม่ได้นะ เพราเขาถือว่ารวยแล้วไง อันนี้เราอาจจะกลัวไปเองก็ได้ พูดตรงๆ แต่มีความเป็นไปได้ไหม มันก็มี

อภิวัฒน์ : คือไอ้เรื่องที่เกี่ยวกับต่างประเทศเนี่ย ผมมองว่าอย่างน้อยมันก็เป็นการเปิดทางให้เขามองว่าประเทศเรามีเงินสนับสนุนด้านนี้อยู่แล้ว แต่ก็ต้องถามย้อนกลับมาว่าโปรเจ็กต์แบบนี้ในเมืองไทยมันยั่งยืนไหม? ถ้าเกิดความเข้าใจมันคลาดเคลื่อนไปแล้ว ต่างประเทศตัดหนทางเข้าถึงทุนของคนทำหนังอิสระบ้านเราในการขอทุนเมืองนอกขึ้นมาแล้วคุณจะรับผิดชอบยังไง? ถ้าอย่างนั้นการให้ทุนแบบนี้มันก็ถือว่าเป็นการตัดโอกาสกันเอง ทำลายวงการหนังด้วยกันเองเหมือนกันนะ

ก้อง : คือไม่ใช่ว่าให้ไม่ได้นะ แต่คนใหม่ก็น่าจะให้เขาบ้าง ไม่ใช่ว่ามีแต่ท่านมุ้ย เป็นเอกหรืออภิชาตพงศ์ อะไรอยู่แค่นี้ อย่างน้อยๆ ก็น่าจะสัมภาษณ์เค้าสักหน่อย นี่ไม่มีเลย

Q : คิดว่าการที่คนทำหนังอิสระอย่าง อภิชาตพงศ์ (วีระเศรษฐกุล) หรือ อโนชา (สุวิชากรพงศ์) ได้รับทุนนี่ คิดว่าทางคณะกรรมการต้องการปิดปากคนทำหนังอิสระหรือเปล่า?

ก้อง : อาจจะไม่ได้เรียกว่าปิดปาก แต่เดาว่าเค้าคงคิดว่าได้ผลงานชัวร์ๆ คนพวกนี้มีชื่อเสียง อาจจะไม่ถึงขนาดนั้น แต่เชื่อว่าเขาให้คนเหล่านี้มันจะไม่มีใครด่า มันเป็นข้ออ้างไง

อภิวัฒน์ : เรื่องนี้ผมว่ามันเป็นการสร้างความชอบธรรมสำหรับวงการหนังอิสระไง เพื่อจะได้พูดได้ว่า นี่ไง เราก็ให้คนทำหนังอิสระนะ ไม่ใช่ไม่ให้ แต่มันไม่ได้พูดถึงอีกสองร้อยกว่าเรื่องที่ไม่ได้น่ะ

ก้อง : อย่างอาทิตย์ อัสรัตน์ (Wonderful Town) เองก็ไม่ได้ โปรไฟล์เขาก็ดีจะตาย หนังเค้าก็จะเสร็จแล้ว เค้าขอแค่ล้านเดียวเอง เค้าไม่ได้โลภเลย เค้าขอตามจริง เขาขอค่าโปรโมทและโพสต์โปรดักชั่น 1 ล้าน อย่างงี้ทำไมไม่ให้ หนังเค้าเสร็จแน่ๆ น่ะ แล้วการจัดสรรสัดส่วนของทุน 200 ล้าน ที่ให้หนังยาวไปถึง 150 ล้าน แล้วให้หนังเรื่องเดียวตั้ง 100 ล้าน เนี่ย มันเยอะเกินไป

อภิวัฒน์ : มันน่าจะกระจายให้มากกว่านี้ หนังสั้นหนังอิสระบางเรื่องได้สามหมื่น เทียบกับอีกคนได้ร้อยล้านเนี่ย มันเรียกว่าสนับสนุนยังไง สนับสนุนมันต้องช่วยให้เขาทำให้ได้สิ ให้คนละล้านมันก็ได้หนัง 100 เรื่องแล้ว

ก้อง : คืออย่างเกาหลีเนี่ย ยกตัวอย่างว่ารัฐบาลมันไม่ควรจะลงทุนกับเอกชนใช่ไหม มันทำไม่ได้ แต่เกาหลีมันจะตั้งเป็นกองทุนที่ได้มาจากหน่วยงานวัฒนธรรมอะไรก็ตามแต่ แล้วกองทุนนี้มันก็เหมือนกองทุนตามแบ็งค์น่ะ รัฐบาลก็ลงทุน รัฐบาลก็ได้เงินคืน แล้วทุนนี้ก็จะมีการจ่ายคืน มีหักส่วนอะไรก็ว่าไป แต่หนังอินดี้ หนังอิสระ มันก็มีการสนับสนุนแยกออกมาเลย คือระบบเค้าจะละเอียดกว่าไง อีกอย่าง คนมักจะพูดว่าให้ไปดูเกาหลี ที่เค้าให้เงินสนับสนุนคนทำหนัง แล้ววงการหนังเค้าก็เจริญรุ่งเรือง

อภิวัฒน์ : แต่คนที่พูดเขาไม่เข้าใจโครงสร้างว่าการให้ทุนสนับสนุนของเกาหลีเขาเป็นยังไง

ก้อง : ใช่ มันเป็นทั้งระบบน่ะ มันไม่ได้ให้เงินหนังที่ขายได้อย่างเดียว หนังนักเรียนมันก็ให้ โอเค วงการหนังเกาหลีมันก็มีปัญหาเยอะแหละ แต่รายเล็กรายน้อยอะไรมันดูทั่วถึง เทศกาลหนังเล็ก น้อย ใหญ่ อะไรมันช่วยหมด แต่ของเราเหมือนกับโยนมาสองร้อยล้าน แล้วก็ไปแย่งกันเอง

อภิวัฒน์ : อย่างหนังตลาดบางเรื่องเนี่ย รัฐสนับสนุนในแง่ของการลงทุนได้ เหมือนให้ยืมเงิน แต่ไม่ควรมาเบียดเบียนการสนับสนุนหนังเรื่องอื่นที่เขาก็ต้องการความช่วยเหลือที่อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไง

ก้อง : คือในเชิงโครงสร้างเนี่ย เราก็มองว่ามันประหลาด เพราะถ้างบมาจากกระทรวงพาณิชย์หรือกระทรวงอุตสาหกรรม มันก็พูดได้ว่านี่คืองบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หนังอย่างนเรศวรก็มีสิทธิ์ที่จะขอเงิน เพราะว่าเป็นหนังฟอร์มยักษ์อะไรก็ว่าไป พูดง่ายๆ คือรัฐเป็นคนร่วมลงทุนหรือให้เงินกู้แบบไม่มีดอกเบี้ยแก่เอกชน มันทำได้ แต่พองบมันมาจากกระทรวงวัฒนธรรม เป้ามันควรจะเป็นอีกอย่างนึงไม่ใช่หรือ หน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรมคือการส่งเสริมความหลากหลาย ส่งเสริมองค์ความรู้ ส่งเสริมโอกาสให้แก่คนทำงานสร้างสรรค์ หรืออะไรก็แล้วแต่ มันไม่ควรจะเป็นงบที่ให้เพื่อหวังผลทางเศรษฐกิจไง กระทรวงวัฒนธรรมไม่ควรจะมีหน้าที่คิดเรื่องการค้าหรือว่ากลายเป็นเจ้าหนี้เงินกู้แบบนี้ กระทรวงวัฒนธรรมมีหน้าที่ปล่อยเงินกู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ มันผิดตั้งแต่วิธีคิดแล้ว คุณไม่ได้มีหน้าที่ปล่อยเงินกู้! คุณมีหน้าที่ส่งเสริมวัฒนธรรม!

Q : แต่ทางกระทรวงวัฒนธรรมเองก็ได้ให้เหตุผลว่า หนังเรื่องนี้ส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรมอันดี ให้ความรู้ในแง่ประวัติศาสตร์ชาติไทยและสร้างความสามัคคีให้คนในชาติล่ะครับ

ก้อง : ถ้าคุณจะมองว่านี่คือวาระแห่งชาติ คุณก็ต้องบอกให้ชัด แล้วก็แยกการสนับสนุนต่างหากไปเลย เสร็จแล้วเราก็ต้องดูฟรี รัฐบาลต้องจ่ายเงินให้เราดูฟรี แค่นั้นเอง

Q : คิดว่าที่หนังนเรศวรได้ทุนสนับสนุนเยอะขนาดนี้ อาจเป็นเพราะมันสนับสนุนแนวคิดในเชิงชาตินิยมที่รัฐพยายามจะปลูกฝังให้กับประชาชนหรือเปล่า?

ก้อง : มันก็มีแหละ แต่มันอาจจะไม่ได้โจ่งแจ้ง หรือคนทำเขาอาจจะไม่ได้คิดตั้งหลักเอาไว้ตั้งแต่แรก แต่ว่าในเชิงโครงสร้าง ในระบบความคิดมันมีอยู่แล้วน่ะ ในการใช้ประวัติศาสตร์เพื่อก่อให้เกิดความรู้สึกอะไรบางอย่าง โดยไม่เคยตั้งคำถามน่ะ ในเชิงการเมืองมันก็คงมีวาระซ่อนเร้นอยู่แล้วน่ะ

Q : สังเกตอีกอย่างว่าหนังที่ได้ทุนมันเป็นหนังที่จำกัดความเป็นวัฒนธรรมอยู่แต่ในวงแคบ อาทิเช่นในแง่ของศาสนา

อภิวัฒน์ : มีหนังที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมในรูปแบบอื่นบ้างไหม อย่างอิสลามเนี่ย?

ก้อง : เท่าที่เราเห็นไม่มีนะ แต่ถ้าเราพูดมันก็จะกลายเป็นว่า เราไปขอทุนแล้วไม่ได้เลยพาลจับผิด

อภิวัฒน์ : แต่ในแง่นี้มันแสดงให้เห็นถึงการขาดความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรมจริงๆ ไง

ก้อง : คือเราแค่อยากจะสะท้อนกลับไปที่ว่า คำว่า 'วัฒนธรรม' ของกระทรวงฯ มันคืออะไร ในขณะที่หน้าที่ของเขาคือการส่งเสริมความหลากหลาย เราไม่ได้บอกนะว่าการที่หนังเหล่านั้นได้รับการสนับสนุนมันผิด แต่เราแค่บอกว่ามันไม่แสดงความหลากหลายจริงๆ ทั้งที่มันควรจะเป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ของกระทรวงนี้ ซึ่งก็อาจจะแปลว่าเค้าไม่ได้ทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่

Q : ในฐานะที่คุณก้องเองก็เป็นสื่อมวลชนและคนทำหนังอิสระที่ขอทุนนี้แล้วไม่ได้ ไม่กลัวคนจะมองว่าคุณอคติหรือองุ่นเปรี้ยวหรือ

ก้อง : ก็กลัวนะ กลัวเหมือนกัน เราก็รู้สึกตัวว่าเราก็หลายอย่างไปหน่อยน่ะ แต่เราเชื่อว่าเราก็ตอบคำถามได้ อย่างเวลาเราเขียนบทความเราก็บอกไปเลยว่าเราก็ขอ เราเชื่อว่าประเด็นที่เราเลือกพูดมันชัดเจนน่ะ อย่างการให้งบสนับสนุนครึ่งนึ่งของงบประมาณทั้งหมดกับหนัง นเรศวรฯ เพียงเรื่องเดียวเนี่ย ผมว่าการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินมันชัดเจนว่ามันไม่แฟร์กับคนอื่น เราคิดว่าใครๆ ก็มีสิทธิ์พูด ถ้าไม่งั้นเราก็จะกลายเป็นคนที่ไม่กล้าทำอะไร เพราะกลัวคนโน้นคนนี้ด่าไปหมด เพราะเมื่อเราเห็นอะไรที่มันไม่ชัดเจน ไม่ถูกต้อง เราก็ต้องพูดน่ะ

อภิวัฒน์ : เราไม่ได้มองว่าหนังนเรศวรผิด หรือเป็นหนังไม่ดี ไม่สมควรได้รับการสนับสนุนนะ แค่บอกว่าสัดส่วนของการให้ทุนมันไม่ยุติธรรมน่ะ

Q : สรุปแล้วภาพรวมข้อบกพร่องของการจัดสรรทุนก้อนนี้คืออะไร

ก้อง : เรื่องมาตรฐาน โครงสร้าง เมื่อเปรียบเทียบกับการให้ทุนของทั่วโลก ความโปร่งใสในการพิจารณาของคณะกรรมการ

อภิวัฒน์ : การให้ทุนกับหนัง นเรศวรฯ ในลักษณะนี้เป็นตัวสะท้อนปัญหาโครงสร้างของการให้ทุนไทยเข้มแข็งของกระทรวงวัฒนธรรมที่ชัดเจนที่สุด

ส่วนขยายจากบทความ 'ทุนสนับสนุนหนังไทย ใครเข้มแข็ง (กันแน่?)' จากนิตยสาร Filmax ฉบับที่ 36
ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

กลุ่มที่สอง คือกลุ่มคนที่ได้รับเงินสนับสนุน แต่ยังเกิดคำถามและความเคลือบแคลงใจในความไม่ชอบมาพากลของการจัดสรรทุนนี้ โดยมีแกนนำคือ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล นักทำหนังอิสระผู้มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติและคนทำหนังไทยคนแรกและคนเดียวที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ปาล์มทองคำ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ จากหนังเรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ (ซึ่งได้รับการอนุมัติให้ได้รับทุนนี้ไป 3,500,000 บาท)

Q : แรกสุดเลย อยากทราบเหตุผลที่คุณเจ้ยออกมาคัดค้านการจัดสรรทุนในครั้งนี้ครับ?

อภิชาติพงศ์ : ในมุมมองของผม มันตีความได้หลายมุมว่าทำไมหนังเรื่องนี้ (ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาค 3,4) ต้องเข้ามาร่วมแชร์ทุนกับหนังเรื่องอื่น โดยที่ทาง อ.อภินันท์ ก็ออกมาประกาศหลังจากการตัดสินว่า กระทรวงวัฒนธรรมสนองนโยบายของนายกฯ ว่าต้องสนับสนุนเรื่องนี้ ผมถามว่า แล้วทำไมไม่ทำเป็นงบ 100 ล้าน แยกให้เขาไปเลย ดีลกันเอง ไม่ต้องแสร้งสร้างชุดคณะอนุกรรมการขึ้นมาตัดสิน หากจะต้องคำนึงถึงปัจจัยนอกทางการเมืองเช่นนี้ ถ้าเขาคิดว่ามันจะช่วยสนับสนุนวัฒนธรรมของชาติ ส่งเสริมให้มีความสามัคคี ซึ่งมันก็เป็นมุมมองของเขา

Q : บางคนมองเป็นเรื่องแปลก ที่ทั้งๆ ที่คุณเจ้ยเป็นคนหนึ่งที่ได้เงินสนับในส่วนนี้ แต่กลับออกมาคัดค้าน?

อภิชาติพงศ์ : ถึงผมจะได้หรือไม่ได้เงิน มันไม่ใช่ประเด็น ถึงผมจะได้เงิน 80 ล้าน 100 ล้าน ถ้ามันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ผมก็ต้องพูดเพราะมันไม่ถูกต้อง ไม่อย่างนั้นผมไม่เปลืองตัวออกมาให้คนต่อว่าหรอก คนหลายๆ คนในบ้านเราอาจจะสนับสนุนหนังเรื่องนี้ แต่เขาไม่ได้มองไปถึงหลักการ เขามองแค่ว่ามันสมควรจะได้ 500 ล้าน 1000 ล้าน ด้วยซ้ำ ซึ่งถ้ารัฐอยากจะสนับสนุนจริงๆ ควรตั้งเป็นกองทุนเฉพาะให้หนังเรื่องนี้ไปเลย แต่ว่าการเอาตรงส่วนนี้เหมือนมารวมกับอีกโจทย์หนึ่ง แล้วก็ออกมาประกาศให้คนทั่วไปมาสมัครโดยที่ไม่ได้กำหนดเพดานของงบสำหรับหนังแต่ละเรื่องว่าจะขอได้เท่าไหร่ และก็ไม่ได้กำหนดด้วยว่าจะสนับสนุนในขั้นตอนอะไร เช่นขั้นตอนพัฒนาบท ขั้นตอนถ่ายทำ ตัดต่อ ประชาสัมพันธ์ เป็นสิ่งที่ต้องถามคำถาม แล้วที่น่ากลัวยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การเปิดโอกาสให้ทางสตูดิโอหรือผู้สร้างภาพยนตร์เสนอเอาเองว่าจะให้ผลประโยชน์ต่อกระทรวงเท่าไหร่ แล้วมาตกลงสรุปหาข้อตกลงกันทีหลัง ซึ่งประเทศที่เจริญแล้วเขาไม่ทำกัน ยกตัวอย่างว่าหนังเรื่องหนึ่งขอทุนรัฐบาล เขาก็จะกำหนดเลยว่า หนังต้องแบ่งกำไรกี่เปอร์เซ็นต์กับรัฐบาล ซึ่งมันเป็นหลักสากล สมมุติว่าขอทุนฝรั่งเศส เขาก็จะมีข้อแม้ว่า 50% ของทุนต้องใช้จ่ายในฝรั่งเศสนะ เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมของท้องถิ่นเขา อย่างที่เยอรมันแม้จะให้ 100% ก็ต้องใช้ 150% ในเยอรมันแต่ถ้าจะประเสริฐจริงๆ อย่างเนเธอร์แลนด์ ให้ไปโดยไม่มีข้อแม้ด้านการตลาดเลย หว่านพืชผลไป คุณจะทำเสร็จไม่เสร็จเขาก็ไม่ว่า แต่ทุนไทยเข้มแข็งที่ผ่านทางกระทรวงนี้นี้มีช่องโหว่มาก คนที่ส่งโครงการเข้าไปจะไม่มีแนวทางในการจัดสรรงบเลย มันไม่ได้สร้างมาตรฐานให้ผู้สมัครเข้าใจในโครงสร้างของทุน เพื่อที่จะต้องเสนอโครงการ เช่น ช่วงร่างบทภาพยนตร์ต้องขอเท่าไหร่ แล้วเพดานของการให้ทุนสำหรับขั้นตอนนี้เท่าไหร่ ในกรณีนี้ รัฐไม่ต่างอะไรกับการเป็นแค่นายทุนที่ต้องการเอาผลประโยชน์จากหนังเรื่องหนึ่งมาใช้ และหวังว่าหนังเรื่องนั้นจะได้กำไร ถึงแม้ว่าหนังเรื่องนั้นจะอ้างว่าจะปันผลมากกว่า 100 ล้านซึ่งเป็นไปได้ แต่ถ้าเขาไม่ได้กำไรล่ะ? ทำไมรัฐต้องไปเสี่ยงกับหนังเรื่องเดียวด้วยงบประมาณครึ่งหนึ่งของทุนที่มี และเมื่อทราบว่ากระทรวงพาณิชย์จะให้ทุนสนับสนุนหนังเรื่องเดียวกันนี้อีก 330 ล้านบาท ทำให้เกิดคำถามว่า ขณะที่ทุนยังไม่มีการแจกจ่ายออกไปนี้ เหมาะสมแล้วหรือที่รัฐจะต้องสนับสนุนภาพยนตร์เพื่อการค้าโครงการหนึ่งถึงเกือบ 100% ของงบประมาณการสร้าง ทั้งๆที่งบสนับสนุนจำนวนมหาศาลที่ให้แก่ภาพยนตร์เชิงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของผู้กำกับคนเดียวกันจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาก็ทำให้เกิดประโยชน์ต่อบริษัทผู้สร้างแล้วไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอุปกรณ์ราคาสูงต่างๆ หรือรายได้ที่ผ่านมา เราควรเปรียบเทียบศักยภาพในการหาทุนสนับสนุนของผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้กับเรื่องอื่นๆที่ต้องการความเหลียวแลจากรัฐด้วย การที่กระทรวงวัฒนธรรมและคณะกรรมการฯพยายามมุ่งตอบโจทย์เพื่อการค้า มันเป็นการไปทำลายโจทย์ที่พวกเขาตั้งไว้เอง ว่าจะสนับสนุนเพื่อความก้าวหน้าของวงการภาพยนตร์ไทย มันเป็นการทำลายโอกาสในการสนับสนุนโครงการอื่นๆ ซึ่งทุนนี้จะทำให้เกิดการกระจายรายได้ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรในโครงการอิสระ และในต่างจังหวัด ประเทศไทยต้องการความหลากมิติทางภาพยนตร์ ซึ่งประโยชน์ของมันมีค่าทางด้านสังคมและเศรษฐกิจในระยะยาวมาก

Q : เหมือนความเจริญมันกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเดียว?

อภิชาติพงศ์ : สิ่งที่ผมสู้มาตลอดตั้งแต่แรกเลยและพยายามจะสื่อสารกับกระทรวงวัฒนธรรมว่า คุณควรจะสนับสนุนหนังทุกเรื่องในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็น นเรศวรฯ หรือหนังเรื่องอื่นๆ หนังตลก หนังผี สารคดี ฯลฯ ภาพยนตร์มีคุณค่าต่างๆกันไปตามความคิดของปัจเจก คนต่างจังหวัดหรือใครก็ตามที่เขาอยากเขียนบท แต่เขาไม่มีโอกาส แล้วเขามาเจอคนทำหนังมืออาชีพ แล้วยิ่งเอา 100 ล้านไปให้หนังนเรศวรฯ อีกเนี่ย คนพวกนั้นหมดสิทธิ์ไปเลยนะ อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องคุณภาพของคณะอนุกรรมการตัดสิน ผมมีความคิดว่าหลายคนในคณะอนุกรรมการเป็นผู้ที่ไม่มีศักยภาพพอในการพิจารณา แค่มาเพื่อเป็นตัวแทนของกระทรวงต่างๆ เพื่อให้เกิดภาพลักษณ์ของความร่วมมือกันระหว่างหลายๆกระทรวง ทำให้เหมือนเกิดความชอบธรรม ซึ่งรัฐมองว่าภาพยนตร์ก็คืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวโยงกับการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ ธุรกิจ หรืออื่นๆ แต่ว่าคนเหล่านี้มีความรู้ด้านภาพยนตร์และวัฒนธรรมแค่ไหน ผมคิดว่าเขาเหล่านั้นเหมาะที่จะมีตำแหน่งที่ปรึกษามากกว่าที่จะเป็นอนุกรรมการตัดสิน พวกเขาจะได้ใช้ความรู้เฉพาะทางของเขาได้เต็มที่ มากกว่าที่จะมานั่งอ่านบทภาพยนตร์เป็นร้อยๆเรื่อง นี่คือสิ่งที่แตกต่างระหว่างบ้านเรากับการให้ทุนสนับสนุนภาพยนตร์ของประเทศอื่นที่มีศักยภาพ ปัญหาคือคนที่เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์และวัฒนธรรมบ้านเรามีจำนวนน้อย พอไม่มีผู้เชียวชาญแล้ว การร่างโครงการการร่างกฎระเบียบก็จะแสดงความความไม่รู้ของเขาออกมา ซึ่งมันก็จะทำให้เกิดช่องว่างที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นและอีกประเด็นที่เลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ กระทรวงวัฒนธรรมประกาศออกมาตั้งแต่แรกว่าจะมีทุน 200 ล้าน สำหรับงบประมาณปี 2552 และในเดือนพฤษภาคมก็จะมีงบประมาณอีก 280 ล้าน ซึ่งจุดนี้ดีมาก คือการมีทุนสนับสนุนสองครั้งในเวลาประมาณหนึ่งปีเหมือนในหลายๆประเทศ เพราะวงจรการสร้างภาพยนตร์ของผู้สร้างจะแตกต่างกัน คนที่สมัครขอทุนไปตอนแรกแล้วไม่ได้ก็จะมีโอกาสแก้ตัวอีก ปรับปรุงและ update เอกสาร หรือคนที่ได้แล้ว เช่นได้ในส่วนของการพัฒนาบท ก็อาจจะของบสำหรับการถ่ายทำอีกก็ได้ มันช่วยเหลือได้มาก แต่ตอนนี้ 280 ล้านที่ว่าหายไปแล้ว ซึ่งผมไม่รู้ว่าหายไปไหน? อยากให้ทางกระทรวงชี้แจงเช่นกัน

Q : แต่ทางคณะกรรมการฯ และกระทรวงวัฒธรรมก็อ้างว่าหนังเรื่องนี้มีความเหมาะสมที่จะได้ทุนดังกล่าว เหตุเพราะมันเป็นหนังที่ส่งเสริมประวัติศาสตร์ของชาติไทยและความสามัคคีของคนในชาติ

อภิชาติพงศ์ : ข้อกำหนดในการมอบทุนมันก็เป็นตัวแสดงมาตรฐานของประเทศเรา ซึ่งเป็นประเทศอนุรักษ์นิยม มีประเด็นว่าว่าต้องส่งเสริมศีลธรรมอันดี คุณธรรมอันดี ไม่วิพากษ์รัฐ เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งโดยส่วนตัวผมถือว่ามันเป็นส่วนนึงของประเทศที่ล้าหลังกว่าสังคมอื่น 30 ปี มันเหมือนการศึกษาสมัยโบราณซึ่งในปัจจุบันมันยังมีอยู่ในโรงเรียนทั้งหลายในเมืองไทย ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็คือภาพสะท้อนวุฒิภาวะทางปัญญาของผู้บริหารประเทศนั่นแหละ ว่ามันมีแค่นี้เกิดขึ้นจากความกลัว และเพื่อการป้องกันตัวเอง มองสังคมเป็นขาว-ดำ ดี-ชั่ว กระทรวงวัฒนธรรมเกิดขึ้นมาเพราะการพยายามจะรณรงค์สูตรที่เขาเชื่อว่าจะทำให้สังคมเดินไปทางไหนตั้งแต่สมัยจอมพล ป.แล้ว มันมีหน้าที่ของมัน แต่มันก็ยังไม่สามารถที่จะเป็นสิ่งที่เราเรียกกันว่าวัฒนธรรมโดยบริสุทธิ์ได้ แม้แต่ในทางพุทธะ เพราะเขาไม่เข้าใจว่าวัฒนธรรมในสังคมอิสระคือความหลากหลาย การมีทางเลือก การไม่ยัดเยียดมุมมองของตัวเองให้คนอื่นโดยการบังคับหรือใช้อำนาจ หรือการเลี่ยงประเด็น ซึ่งนี่คือส่วนหนึ่งของการสร้างปัญหาที่ทำให้เมืองไทยทะเลาะกันขนาดนี้”

Q : เป้าหมายสุดท้ายในการดำเนินการครั้งนี้คืออะไรครับ?

อภิชาติพงศ์ : สิ่งทีเราพอจะทำได้ก็คือการไปฟังเขาชี้แจง และบอกเขาว่า ระบบการให้ทุนของสากลเขาเป็นอย่างนี้นะ ไม่มีที่ไหนในโลกเขาให้ทุนกันแบบนี้นะ ต้องหันหน้ามาคุยกัน ช่วยเหลือกัน จุดประสงค์คือเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรม เพิ่มความร่ำรวยทางวัฒนธรรม ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวเลยกับการเป็นหนังของใคร หรือว่าเป็นหนังแห่งสยามประเทศอะไรก็แล้วแต่

นอกจากอภิชาติพงศ์แล้ว ยังมีคนทำหนังและคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับวงการหนังที่ได้รับทุนอย่าง อโนชา สุวิชากรพงศ์ นักทำหนังอิสระที่เพิ่งได้รางวัล ไทเกอร์ อวอร์ดส์ จากเทศกาลหนังนานาชาติร็อตเตอร์ดาม (เจ้านกกระจอก) (ได้ทุนจาก -ดาวคะนอง 1,500,000 บาท) กับ สัณห์ชัย โชติรสเศรณี แห่งมูลนิธิหนังไทย (ได้ทุนจาก -โครงการเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 14 -1,400,000) ที่เกิดความคลางแคลงใจและร่วมออกมาเป็นหนึ่งในเครือข่ายคนทำหนังที่ออกมาคัดค้านการจัดสรรทุนในครั้งนี้ด้วย

Q : ในฐานะที่คุณอโนชาเป็นคนหนึ่งที่ได้ทุนนี้ ทำไมถึงตัดสินใจออกมาคัดค้านครับ?

อโนชา : "เราดูตัวเลขแล้วรู้สึกว่ามันเป็นการไม่ยุติธรรม ในเมื่องบประมาณมันมีอยู่ 200 ล้าน โดยที่ครึ่งหนึ่งของงบให้หนังเรื่องเดียว มันไม่ใช่เรื่องปกติ เราดูตัวเลขแล้วรู้สึกว่ามันเป็นการไม่ยุติธรรม ในเมื่องบประมาณมันมีอยู่ 200 ล้าน โดยที่ครึ่งหนึ่งของงบให้หนังเรื่องเดียว มันไม่ใช่เรื่องปกติ ส่วนตัวที่ได้เต็มจำนวนเท่าที่ขอ เป็นแค่ส่วนหนึ่งของงบประมาณเอง คือเราทำหนังด้วยทุนตัวเอง 10 กว่าล้าน แต่เรารู้ว่าเราไม่ควรขอขนาดนั้น เรารู้ว่าในเมื่องบประมาณมันมีอยู่แค่นี้ แล้วมันต้องเฉลี่ยไปให้หลายๆ โปรเจ็กต์แล้วเราจะไปขอเยอะๆ มันก็ไม่เข้าท่าไง เพราะมันเป็นทุนจากรัฐบาลซึ่งมันก็มาจากภาษีประชาชน มันก็ควรจะแบ่งให้หลายๆ คนน่ะ เราได้มาแค่นี้เราก็ดีใจแล้ว แต่พอรู้เรื่องเราก็เสียใจที่ว่ามันเป็นวิธีเลือกปฏิบัติน่ะ เห็นอยู่ว่าหนังเรื่องนึงได้ 100 ล้าน แต่หนังสั้นบางเรื่องได้ 30,000 มันแตกต่างกันเยอะเกินไปน่ะ ซึ่งอันนี้มันต้องโทษที่กฏเกณฑ์ กติกาที่มันไม่ชัดเจนตั้งแต่แรกน่ะ มันไม่ได้แบ่งว่าขอสำหรับขั้นตอนอะไร และไม่มีเพดานในการขอทุนด้วย ไม่มีกองทุนที่ไหนในโลกที่ไม่มีเพดาน จริงๆ มันไม่ควรจะให้ผู้สมัครกำหนดเองว่าจะเรียกร้องเงินเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เค้าจะกำหนดเลยว่าทุนกองนี้จะให้หนังกี่เรื่อง แล้วแต่ละเรื่องจะได้ประมาณนี้ มีเพดานอยู่เท่านี้ ไม่สามารถขอมากกว่านี้ได้ เพราะเราเองก็ทำหนังนอกกระแสและขอทุนจากต่างชาติอยู่เหมือนกัน อย่างเรื่องที่ได้ทุนนี่ เราก็ได้ทุนจากต่างชาติมาส่วนนึงเล็กๆ แต่มันก็ยังห่างไกลกับเงินจำนวนทั้งหมดที่เราต้องหาเพิ่มอีก แต่เราก็ไม่ได้คิดว่าจะไปหวังพึ่งรัฐบาลเอา 100% มาลงกับหนังเรา มันเป็นไปไม่ได้ไง มันไม่ Make Sense น่ะ เพราะถ้าคิดว่าเงินนี้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนคนที่ไม่สามารถเข้าหาแหล่งทุน หรือมีโอกาสจำกัดในการหาแหล่งทุน

Q : แต่ทางกระทรวงวัฒนธรรมก็อ้างว่าเงินนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อให้คนที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนหรือคนที่ไม่มีโอกาส แต่เป็นเงินทุนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์

สัณห์ชัย : ถ้าอย่างนั้นมันก็ต้องตั้งกองทุน ระหว่างทุนที่จะให้เปล่าหรือ Seed Fund อย่างที่พี่เจ้ยว่า กับทุนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์แยกกันไปให้ชัดเจน

อโนชา : ตอนแรกที่มีการแถลงข่าวจาก สศร. (สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย) เค้าบอกว่าอันนี้เป็นกองทุนที่ตั้งมาเพื่อให้เปล่า แต่หากท่านใดมีความประสงค์อยากจะให้คืนกลับไปเขาก็ยินดี เพราะเขาจะได้เอาไปตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนในครั้งต่อไป แต่วัตถุประสงค์หลักของเขาคือให้เปล่า

สัณห์ชัย : แต่ถ้าเป็นในลักษณะของการคืนทุนกลับเนี่ย มันต้องเป็นลักษณะของกองทุนอีกแบบ อาจจะเป็นกองทุนดอกเบี้ยต่ำ หรือกองทุนกู้ยืม ซึ่งทุกบริษัทมีสิทธิ์เท่าถึงกันหมดไง ก็แบ่งๆ กันไป ซึ่งถ้าสังเกตดูดีๆ จะเห็นความแปลกประหลาดในเรื่องนี้ก็คือ ทุกคนรู้ว่ากองทุนไทยเข้มแข็งมีทั้งหมด 200 ล้าน แต่มันดันมีคนยื่นขอทุนนี้มา 480 ล้าน มันเป็นความ Absurd น่ะ ทุกคนรู้หมดว่ามีทุนอยู่เท่านี้ แล้วคนที่เขียนยื่นขอทุนมา ถ้าเป็นคนสติดีน่ะ ก็จะต้องเขียนมาภายใน 200 ล้าน แต่นี่ดันขอมา 480 ล้านมันหมายความว่ายังไง?

Q : มีความเป็นไปได้ไหมว่า ถ้าไม่มีหนัง ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาค 3,4 ก็คงไม่กองมีทุนนี้เกิดขึ้น?

สัณห์ชัย : อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่วันแรกที่ประกาศผลของโครงการนี้ ทางสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยเองก็ได้มีการประกาศออกมาชัดเจนว่า การที่หนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรได้เงินไป 100 ล้านบาทเพราะเป็นนโยบายของรัฐบาล และคณะกรรมการที่พิจารณางบประมาณนี้ก็เป็นข้าราชการเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นมันก็อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่ง ผมถึงพยายามให้คณะกรรมการและอนุกรรมการแสดงหลักฐาน ซึ่งก็คือเทปบันทึกภาพการประชุมพิจารณาฯ ดังกล่าว เพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจและความโปร่งใสของคณะกรรมการ นั่นคือสิ่งที่ควรจะเปิดเผยออกมา

Q : ตอนนี้ทางเครือข่ายฯ จะมีมาตรการอย่างไรต่อไปครับ?

สัณห์ชัย : ตอนนี้เราก็ต้องรอดูว่าทางกระทรวงฯ จะมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่กว่าบอร์ดชาติจะประชุมก็คือปลายเดือนนี้ (30 พฤษภาคม 2553) แล้วทุกคนที่ได้ทุนก็ต้องเซ็นสัญญาแล้ว แล้วอีกปัญหานึงก็คือ สัญญาสำหรับผู้ที่ได้ทุนมันคือสัญญาทาสชัดๆ ไง ทีนี้ก็เป็นปัญหาของผู้ที่ได้ทุนแล้วล่ะ ว่าจะยอมให้ทุกสิ่งทุกอย่างตกเป็นของรัฐทั้งหมดหริอเปล่า?

Q : รวมถึงทุนให้เปล่าด้วย?

อโนชา : มันเป็นสัญญาฉบับเดียวกันหมดไง

Q : แปลว่าถึงแม้ว่าจะให้เงินสนับสนุนแค่ในส่วน พรีโปรดักชั่น หรือ โพสต์โปรดักชั่น หรือส่วนเล็กๆ แค่ส่วนเดียว แต่รัฐก็จะได้หนังไปทั้งเรื่อง?

สัณห์ชัย : ใช่ ทุกคน ทุกโปรเจ็กต์น่ะ

อโนชา : มันมีอีกข้อนึงด้วยที่ว่า ถ้าจะรับเงินก้อนที่เขาให้คุณต้องเอาเงินมาค้ำประกันเท่าจำนวนนั้นเลย มันไม่ Make Sense น่ะ ถ้าเกิดว่าคุณมีเงินจำนวนนั้นอยู่แล้วคุณจะมาขอทำไม? แต่ทางกระทรวงฯ เขาก็สัญญาว่าจะกลับไปแก้ไขให้นะ เพราะเขาก็เห็นว่ามันไม่เวิร์กเหมือนกัน

สัณห์ชัย : สิ่งที่เราพอจะทำได้ก็คือ การรอดูท่าทีอย่างที่ว่านั่นแหละ แล้วเราก็จะมีการทำลิสต์ข้อบกพร่องของทุนนี้ออกมาเพื่อให้เป็นกรณีศึกษาต่อไป

หมายเหตุ : ภายหลังทางสำนักงานศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัยซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงวัฒนธรรมได้มีการอธิบายเพิ่มเติมมาว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจากเงินก้อนที่ได้รับการสนับสนุนเท่านั้น จะตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ยกตัวอย่างเช่น สมมติผู้ได้รับทุนได้เงินไปเขียนบท เมื่อบทเสร็จ บทก็จะเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงหนังทั้งเรื่องอย่างที่เข้าใจกันแต่แรก

ใครว่ามีแต่หนังที่มีปัญหา?

นอกจากในสายภาพยนตร์แล้ว ในงานสร้างสรรค์ประเภทเกม ก็มีเสียงสะท้อนให้เห็นปัญหาเช่นกัน ดังที่ นพพล วรรณเพ็ญสกุล Managing Director บริษัทผลิตซอฟต์แวร์และเกม CORECELL Technology (ถูกปฏิเสธการให้ทุนในหมวด ‘เกม’) ได้สะท้อนให้ฟังว่า "งบส่วนนี้มันมีส่วนของเงินทุนสนับสนุนอุตสาหกรรมเกมด้วย ที่ถึงมันจะมีงบประมาณน้อยนิดเพียง 10 ล้านจากทั้งหมด แต่มันก็เป็นก้าวแรกๆ ที่ดีสำหรับคนที่ทำงานในอุตสาหกรรมด้านนี้ แต่เนื่องจากขั้นตอนและกระบวนการในการตัดสินไม่ได้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเกมเลย อีกทั้งบริษัทที่ได้รับทุนไปนั้นเป็นบริษัทที่ผลิตเกมจริงๆ หรือไม่?

คณะกรรมการมีความโปรงใสอย่างไรที่ตัดสินมอบเงินให้กับบริษัทที่ไม่เคยพัฒนาทางด้านนี้จริงๆ จังๆ เลย แรกที่ได้รู้เรื่องโครงการนี้ ผมเข้าใจว่ามันเป็นทุนอุดหนุนที่จะช่วยให้เกิดการจ้างงาน เกิดการกระจายรายได้ให้กับอุตสาหกรรมนี้ แต่สุดท้ายแล้วรายได้มันไปกระจุกอยู่ที่ไหนกันแน่?

ผมมองว่าขั้นตอนในการพิจารณาตัดสินโครงการงบประมาณ 200 ล้าน แต่พิจารณาจากการส่งกระดาษไม่กี่แผ่น ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกทำกัน ไม่ใช่โครงการประกวดเรียงความนะครับ! มันเป็นโครงการที่ต้องอธิบาย ยิ่งในส่วนของเกมที่เป็นซอฟต์แวร์ด้วยแล้ว ยิ่งต้องอธิบายว่าวิธีการเล่นเป็นยังไง? เล่นแล้วจะสนุกไหม? บริษัทที่ขอทุนมีศักยภาพแค่ไหนในการทำโครงการนี้? แต่ไม่มีขั้นตอนในการให้พรีเซนต์สิ่งเหล่านี้เลย ดูจากแค่กระดาษที่ส่งไป แล้วสุดท้ายก็ประกาศออกมาว่าใครได้หรือไม่ได้ อยากถามว่าคณะกรรมการพิจารณาจากอะไรกันแน่?”


บทสรุปของเรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไร จะออกหัวหรือออกก้อย จะจบแบบหนังเศร้าแอนตี้ไคลแม็กซ์ หรือจบแบบโรแมนติกคอเมดี้แฮปปี้เอนดิ้ง เราก็ยังไม่อาจคาดเดาได้ (จริงเร้อ?) แต่ก็ถือได้ว่า ปรากฏการณ์ครั้งนี้เป็นนิมิตหมายใหม่ในวงการภาพยนตร์ไทย ในการที่คนทำศิลปะภาพยนตร์มีบทบาทและโอกาสมากขึ้น ในการต่อรองและตั้งคำถามกับภาครัฐ และไม่ว่ามันจะสรุปอย่างไรก็ตาม อย่างน้อยๆ ปรากฏการณ์ครั้งนี้ก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่งในการที่จะทำให้ 'คนดูหนัง' อย่างเราๆ กลับมาคิด ‘ทบทวน’ และตั้งคำถามถึง บทบาท และ สิทธิ ในการเสพศิลปะแขนงที่เจ็ดที่เรียกกันว่า ภาพยนตร์ ของตัวเราเองบ้างก็เป็นได้

หมายเหตุอีก : นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ภายหลังการประชุมคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ เพื่อพิจารณาเรื่องการจัดสรรงบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งสนับสนุนภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 3-4 จำนวน 100 ล้านบาท ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบปรับลดงบฯของภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯลง 53,903,098 บาท โดยสนับสนุนให้แค่ 46,096,902 บาท ตามข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เนื่องจาก พณ.สนับสนุนให้แล้ว 330 ล้านบาท เมื่อเห็นว่าซ้ำซ้อนกันก็ควรตัดออก การปรับลดงบฯครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพราะมีการร้องเรียนและลบข้อครหา แต่ วธ.ไม่ทราบว่า พณ.ให้งบฯสนับสนุนอีก ส่วนภาพยนตร์และกิจกรรมอีก 48 โครงการที่ได้รับอนุมัติงบฯไปยังยึดตามมติเดิม ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบให้นายอภินันท์ โปษยานนท์ รองปลัด วธ. ไปคัดเลือกภาพยนตร์เรื่องยาว สั้น นอกกระแส และกิจกรรมอื่น ๆ ที่ขอสนับสนุนงบฯเข้ามา 295 โครงการ มาพิจารณาเพื่อจัดสรรงบฯที่เหลือ 53 ล้านบาท ให้แก่โครงการเหล่านั้น เพราะเห็นว่าหลายเรื่องมีคุณภาพ และควรได้รับการสนับสนุน ด้านนายอภินันท์กล่าวว่า จะประชุมคัดเลือกภาพยนตร์และกิจกรรมทั้งหมดที่จะได้รับงบประมาณในส่วนนี้ ในวันที่ 31 พฤษภาคม โดยยังคงยึดหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาเหมือนเดิมทุกอย่าง

จากเว็บไซต์ : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1274964363&grpid=01&catid

หมายเหตุอีก (แล้ว) ปัจจุบัน นายธีระ สลักเพชร ได้ถูกปลดออกจากการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมแล้ว โดยมี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน มารับตำแหน่งแทน


ดูรายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับการคัดค้านทุน 'ไทยเข้มแข็ง' ได้ที่ : http://thaiaudience.wordpress.com/2010/05/05/budgetcritic/, http://thaicinema.org/news53_tff5.asp, ../mainblog.php?id=movieworm&month=04-05-2010&group=3&gblog=19





 

Create Date : 07 มิถุนายน 2553   
Last Update : 7 มิถุนายน 2553 22:28:34 น.   
Counter : 268 Pageviews.  


อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล กับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าหนังในดวงใจของเขา

จากคอลัมน์ 5X2 นิตยสาร FILMAX ฉบับที่ 14

การที่หนังเรื่องหนึ่งหรือผู้กำกับคนหนึ่งจะได้เข้าไปมีส่วนร่วมในเทศกาลภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของโลก อย่างเทศกาลหนังเมืองคานส์ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่าว่าแต่การได้รับรางวี่รางวัลอะไรเลย แค่การได้รับเชิญไปฉายก็เป็นเรื่องยากเสียแล้ว ดังนั้น หนังเรื่องไหนที่ได้รับเกียรติให้เข้าฉายหรือได้รับรางวัลในเทศกาลนี้ก็ถือเป็นการการันตีในระดับหนึ่งว่าหนังเรื่องนั้น ต้องมีคุณภาพในเชิงสุนทรีย์ หรือมีอะไรดีอยู่ในตัวสักอย่าง

การที่ผู้กำกับชาวไทยคนหนึ่งได้รับรางวัลจากเทศกาลหนังที่ว่า บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ หรือโชคช่วย แต่การที่เขาเป็นคนไทยคนแรกที่รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินรางวัลในเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งล่าสุด คงจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือโชคช่วยเป็นแน่ อย่างน้อยๆ มันก็เป็นการการันตีว่า ผู้กำกับหัวดำจากเมืองไทยคนนี้ มีอะไรดีๆอยู่ในตัว (ที่คนในกระทรวงวัฒนธรรมและกองเซ็นเซอร์บ้านเราคงมองไม่เห็น) เป็นแน่

เรามาทำความรู้จักกับ ตัวตน ความรู้สึกนึกคิด ความชอบ ความชัง และประสบการณ์เบื้องหลังเวทีประกวดหนังเมืองคานส์ ไปพร้อมๆ กับเรื่องราวของสิบหนังในดวงใจที่ คุณเจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล คัดเลือกมาเล่าสู่ให้เราฟังกันเลยดีกว่า

FILMAX : ช่วยเล่าประสบการณ์ที่ไปเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินรางวัลที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ให้ฟังหน่อยครับ
อภิชาติพงศ์ : เป็นประสบการณ์ใหม่ (หัวเราะ) มันทำลายภาพมายาของคานส์ไปเยอะเหมือนกัน เหมือนเวลาเราไปหลังฉากกองถ่ายหนังหรือสตูดิโอทีวีแล้วเห็นว่าข้างหลังมันเป็นไม้อัดอะไรอย่างเนี่ย เออ คานส์ก็ประมาณว่าทุกอย่างคือการสร้างภาพหมด ไม่ได้บอกว่าไม่ดีนะ แต่หมายความว่า จากที่เราเห็นว่า โห! มันคืออะไรที่ค่อนข้างเป็นคอนเซ็ปต์ เป็นไอเดีย แต่ตอนนี้มันจับต้องได้ง่ายขึ้น เพราะเรารู้ว่าไอ้ mechanic การทำงานของมันเป็นยังไง

FILMAX : ผิดกับตอนที่เคยเห็นอยู่ข้างนอกใหมครับ?
อภิชาติพงศ์ : ใช่ๆ ข้างนอกทุกอย่างมันจะเฟอร์เพกต์ไง แต่ข้างในมันก็มีความวุ่นวาย มีอะไรเต็มไปหมดก่อนที่จะออกมาสวยงาม

FILMAX : ถ้าอย่างงั้นแล้วหนังที่ได้รางวัลหรือผ่านการฉายในเทศกาลเมืองคานส์นี่มีคุณภาพไหมครับ?
อภิชาติพงศ์ : แน่นอน แค่เข้าไปไม่ว่าจะเป็นสายประกวดหรือสายรอง เค้าก็คัดเลือกมาแล้ว ซึ่งพอเอามาประชันกันเนี่ย ระหว่างที่ดู หลายเรื่องก็เฉยๆ นะ แต่ว่าพอย้อนกลับมาดูตอนนี้ก็ เอ้อ! บางเรื่องมันก็มีพลังของมัน แต่พอมันไปอยู่กับอะไรที่มีพลังเหมือนกันมันก็เลยดูด้อยลงไป

FILMAX : แล้วคุณเจ้ยคิดยังไงกับหนังที่ได้รางวัลปาล์มทองคำปีนี้ครับ (The Class)
อภิชาติพงศ์ : ปลื้มมากๆ เป็นหนังฝรั่งเศสของ โรแรง กองเตต์ เป็นหนังที่พูดถึงการศึกษาของฝรั่งเศสแล้วมันก็โยงไปถึงการศึกษาของมนุษยชาติด้วย ชอบมาก เราเคยพูดตอนงานแถลงข่าวว่า อยากให้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาของไทยได้ดูจัง แต่ไม่แน่ใจว่าถ้าเอามาฉายที่นี่มันจะโดนแบนหรือเปล่า เพราะมันเป็นอะไรที่พูดถึงเสรีภาพพูดถึงศักดิ์ศรีของอาจารย์และเด็กนักเรียนไง มันไม่ใช่หนังสารคดีด้วยนะ เป็นเรื่องแต่ง แต่ว่ามันทำให้เราย้อนคิดถึงความจริง ถึงความดักดานที่เราเรียนมาสมัยประถม มัธยม ซึ่งเรารู้สึกว่าความดักดาน ความอุบาทว์นี่มันยังมีอยู่ในการศึกษาของไทย ในการที่เอาความคิดของอาจารย์ไปครอบงำเด็ก และการที่เรายับยั้งความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก

FILMAX : เป็นหนังที่ชอบที่สุดในเทศกาลไหม?
อภิชาติพงศ์ : ไม่ๆ ชอบสุดเลยจะเป็นหนังอาร์เจนติน่า ชื่อ The Headless Women ชอบเพราะว่ามันท้าทาย และมันอยู่ในหัวเราจนถึงทุกวันนี้ ดูแล้วก็ไม่เข้าใจหรอก แต่หลายฉากมันติดในความทรงจำ มันเป็นเรื่องของผู้หญิงที่ขับรถไปชนอะไรบางอย่างข้างทาง แล้วมองไปในกระจกหลังก็เห็นว่าเป็นหมาตายอยู่ แล้วเหตุการณ์นี้ก็เปลี่ยนชีวิตผู้หญิงคนนี้เลย หนังก็พาไปรู้จักชีวิตของเธอ รู้จักกับที่บ้าน กับแฟน แล้วมันก็ย้อนกลับมาอีกทีว่าจริงๆ แล้วเธอคิดว่าเธอชนคนมากกว่า มันเหมือน ฮิตช์ค็อก รุ่นใหม่ แต่มันไม่มีกลิ่นฮิตช์ค็อกเหลือเลยนะมันกลายเป็นอีกสเต็ปนึงที่เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร เราเลยชอบ แต่ว่ากรรมการคนอื่นเสือกไม่ชอบด้วย (หัวเราะ)

FILMAX : แสดงว่าหนังที่คุณเจ้ยชอบที่สุดก็ไม่ใช่หนังที่ได้รางวัล
อภิชาติพงศ์ : ถ้าพูดจริงๆ เราก็ชอบ The Class ด้วยนะ แต่ชอบคนละประเด็นไง ชอบ The Class เพราะว่ามันเห็นความอุบาทว์ในการศึกษาไทยไง

FILMAX : คนส่วนใหญ่คิดว่าหนังที่เข้าไปฉายในเทศกาลหนังเมืองคานส์มักจะเป็นหนังอาร์ตที่ดูไม่สนุก
อภิชาติพงศ์ : ไม่จริงๆ ถ้าเทียบมันก็มีหลายเทศกาลนะ คานส์มันก็จะมีเอกลักษณ์ของมัน เราว่ามันเป็นระดับกลางมากกว่า หนังที่พอดูได้ ไม่ได้ฮาร์ดคอร์แบบหนังทดลองไปเลย อันนี้มันค่อนข้างจะสากล อาจจะเป็นหนังที่มีมุมมองส่วนตัว แต่ก็ยังสามารถ link ได้

FILMAX : ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินรางวัลคุณเจ้ยมีส่วนแค่ไหนยังไงในการให้รางวัลกับหนัง
อภิชาติพงศ์ : มันคือการต่อสู้ให้หนังที่เราชอบ และก็เป็นการหาแนวร่วมว่าเสียงใครมากกว่ากัน อย่างเรานี่ taste จะตรงกับนักแสดงฝรั่งเศสชื่อ ฌอง ปาร์ลิปาร์ ซึ่งเป็นนักแสดงที่บ้าบิ่น และชอบหนังที่ท้าทาย เลือกหนังค่อนข้างตรงกัน ก็มีการแอ็กทีฟกัน ว่าต้องสู้เพื่อเรื่องนี้ บางครั้งสมมุติว่าเค้ามีหนังที่ชอบที่สุดอยู่คนเดียวแต่เราและคนอื่นๆ ไม่ได้ชอบด้วย แต่มีหนังเรื่องที่เค้าชอบรองลงมาซึ่งเราเองก็ชอบด้วย แต่คนอื่นๆ ไม่ชอบ เราก็บอกว่าเออ เธอทิ้งหนังเรื่องแรกไปดีกว่า แล้วมาช่วยกันยกมือให้เรื่องนี้กันนะ (หัวเราะ) มันก็สนุก

FILMAX : มีการเมืองไหม?
อภิชาติพงศ์ : ไม่นะ ส่วนใหญ่มันจะเป็นเรื่อง taste ของแต่ละคน มันไม่มีการเมืองว่าประเทศนี้ๆ ต้องได้ ไม่ใช่

FILMAX : ค่อนข้างยุติธรรม
อภิชาติพงศ์ : ปีนี้นะ ปีอื่นไม่รู้ (หัวเราะ)

FILMAX : งั้นเข้าเรื่องหนังที่คุณเจ้ยเลือกมาดีกว่า (เดี๋ยวจะยาว) เรื่องแรก The Unchanging Sea ชอบตรงไหน
อภิชาติพงศ์ : เรื่องนี้ได้ดูตอนสมัยอยู่ชิคาโก เป็นเรื่องที่นางเอกรอแฟนที่เป็นชาวประมง ซึ่งไม่กลับมา แล้วเธอก็รอๆๆ มันเป็นหนังเงียบขาวดำ ซึ่งส่วนใหญ่คนจะรู้จักผู้กำกับ ดี. ดับบลิว. กริฟฟิธ จากเรื่อง Intolerance (1916) หรือว่าเรื่อง The Birth of a Nation (1915) น่ะ เรื่องนี้มันเป็นหนังเซนมากเลย ซึ่งมันสร้างมาตั้งไม่รู้กี่ปีแล้ว แต่ว่าพูดไงดี... มันช็อคเวลาดูครั้งแรก เพราะนึกไม่ถึงว่าสมัยนั้นมันมีความโมเดิร์นขนาดนี้แล้ว ซึ่งหนังหลายๆ เรื่องสู้ไม่ได้ แล้วมันเป็นหนังที่ดูแล้วสะเทือนใจโดยไม่ต้องมีเสียงไม่มีอะไรเลย ซึ่งช่วงนั้นมันเต็มไปด้วยหนังแบบ ชาร์ลี แชปลิน อะไรอย่างเนี่ย เรื่องนี้มันโดดมากๆ ถ้าดูสมัยนี้มันอาจจะธรรมดา แต่ถ้าเป็นมุมมองสมัยก่อนนี่ถือว่าล้ำหน้ามากๆ เราต้องคารวะเลย

FILMAX : เรื่องถัดมา ‘ลูกอีสาน’ ล่ะครับ
อภิชาติพงศ์ : ลูกอีสาน นี่ก็คารวะเหมือนกัน (หัวเราะ) คือไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าดูตอนนี้จะรู้สึกยังไงนะ

FILMAX : แสดงว่าเคยดูนานมาแล้ว?
อภิชาติพงศ์ : ดูตอนเด็กๆ ที่ขอนแก่น รู้สึกว่ามันเป็นหนังที่ได้บรรยากาศมากๆ บรรยายกาศของความร้อน ของกลิ่นดินของอะไรต่อมิอะไร แล้วนักแสดงแต่ละคนหน้าตาก็ธรรมดา เค้าก็ใช้นักแสดงอยู่นะ เราก็จำไม่ได้ว่ามีใครบ้าง ก็เป็นดารา แต่ว่าหน้าตาไม่ได้เหนือมนุษย์น่ะ ก็เลยชอบ

FILMAX : ไม่เหนือมนุษย์?
อภิชาติพงศ์ : ไม่เหนือมนุษย์เหมือนสมัยนี้ ที่แบบว่าดูดีเกินไป ไม่ใช่ อนันดา (หัวเราะ)

FILMAX : ทำไมล่ะ ไม่ชอบอนันดาเหรอ?
อภิชาติพงศ์ : ไม่ชอบมากๆ ไม่ใช่ไม่ชอบเค้านะ แต่หมายความว่า ไม่ชอบเทรนด์ในการที่ผู้สร้างเอาเค้ามาเล่นหนัง... เหมือนกับว่า มึงคิดว่าจะหลอกกูได้แค่นี้เหรอ ฉาบฉวยมาก มันต้องแก่กว่านี้น่ะ อนันดาตอนนี้อาจจะดูน่ารักไปหน่อย ความเชื่อถือเลยไม่มีไง ต้องให้เหี่ยวๆ หน่อย (หัวเราะ) มันก็โทษเค้าไม่ได้นะ แต่ถ้าส่วนตัวแล้วมันเลี่ยนไง บางทีเรารู้สึกเหมือนถูกดูถูกเหมือนกัน ไม่ใช่ถูกอนันดาดูถูกนะ แต่ถูกคนทำหนังกับพวกสื่อดูถูกแบบว่าไม่มีหัวคิดในการเอาคนอื่นมาแล้วเหรอ แบบเพลย์เซฟไง

FILMAX : มาที่เรื่องที่สามบ้าง Women WorkersLeaving the Factory
อภิชาติพงศ์ : อ๋อ เรื่องนี้หนังชิลีมั้ง เป็นหนังใหม่เหมือนกัน แต่ว่าเป็นหนังที่เลียนแบบหนังเก่าของ เอดิสัน ที่เป็นหนังเรื่องแรกๆ ของโลกน่ะ คือเค้าจะตั้งกล้องแล้วก็ถ่ายผู้หญิงทำงานโรงงานเดินออกจากประตูโรงงาน ไม่ยาวสั้นๆ เพราะว่าสมัยก่อนเค้าใช้กล้องแบบมือหมุนไง แต่ว่าเป็นเรื่องที่ทำขึ้นมาใหม่ แล้วตีความเป็นเหมือนมุมมองว่าถ้าย้อนกลับไปแล้วมันจะเป็นยังไง เป็นการแสดงความคารวะหนังเก่าแต่ว่ายืดเวลาออกมา แล้วก็ถ่ายความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าพวกผู้หญิงพวกนี้เป็นวัตถุในหนังอีกแล้ว มันกลายเป็นภาพของชีวิตจริงที่อยู่ในโรงงานนั้นมันมีการสะท้อนประวัติศาสตร์ที่พูดถึงเวลาจริงๆ

FILMAX : เป็นหนังสารคดี?
อภิชาติพงศ์ : ไม่ใช่ๆ เอ้อ... น่าจะปนกันนะ คือถ่ายที่จริง แต่เราไม่รู้แน่ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เพราะตอนหลังเจ๊นางเอกเค้าก็จะไปอยู่ที่ชายหาด เราก็ไม่รู้ว่าเป็นการแสดงหรือว่าเป็นสิ่งที่เค้าทำประจำอยู่แล้ว

FILMAX : ฟังดูเหมือนหนังคุณเจ้ยเลยนะ
อภิชาติพงศ์ : ไม่ๆ มันเซนกว่านั้น มันไม่มีเรื่อง ไม่มีอะไรเลย (หัวเราะ) เป็นผู้หญิงทำงานอยู่ แล้วกล้องก็ตาม อันนี้ดูตอนปี 2005 ผู้กำกับ (โจเซ่ หลุยส์ ทอร์เรส เลียว่า) เค้าบอกด้วยซ้ำว่าเค้าได้อิทธิพลมาจากหนังของเรา (หัวเราะ) เออ เค้ายังเด็กอยู่ไง

FILMAX : เรื่องที่สี่ The Conversation
อภิชาติพงศ์ : โอ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีที่สุดของ (ฟรานซิส ฟอร์ด) คอปโปล่า เค้าทำระหว่าง The Godfather ภาค 1 กับ ภาค 2 แล้วเป็นหนังที่สมบูรณ์มาก พูดถึงเรื่องคดีการลอบดักฟัง เป็นหนังที่สะท้อนถึงสังคมอเมริกันช่วงนั้นจริงๆ ช่วงพารานอยด์น่ะ ตอนที่เกิดคดีวอเตอร์เกต ไอ้ (ริชาร์ด) นิกสัน น่ะ เราคิดว่ามันกล้าตายมากที่ทำเรื่องนี้ไม่ได้วิจารณ์เค้าตรงๆ นะ แต่ว่าพูดถึงภาพรวมของสังคมตอนนั้น แล้วก็พูดถึงอำนาจเงินอำนาจอะไร ซึ่งมัน
โคตรจะโดนใจในยุค ทักษิณ เลยน่ะ เค้าทำออกมาฉายในยุคนั้นเลย 1974 เป็นยุคที่หนังอเมริกันกำลังบูม แล้วก็เป็นยุคที่คอปโปล่าเป็นเทพ ก่อนที่จะตกเหวมาจนทุกวันนี้

FILMAX : แล้วไม่ชอบเรื่องอื่นของคอปโปล่าบ้างเหรอครับ
อภิชาติพงศ์ : มีอีกเรื่องของคอปโปล่าที่เราชอบ ชื่อ The Rain People (1969) น่าจะก่อนเรื่องนี้ เรื่องนั้นก็ดี คือพอมีเงินน้อยๆ แล้วดี พอมีเงินเยอะๆ แล้วไม่ดี (หัวเราะ)

FILMAX : อ้าว? ทำไมล่ะ มีเงินทำหนังเยอะๆ ไม่ดีเหรอครับ
อภิชาติพงศ์ : ไม่ใช่อย่างงั้น คือเงินมันต้องมีอยู่แล้ว ทำหนังเนี่ยแต่ว่าบางทีพอเงินเยอะๆ ยิ่งในฮอลลีวูดมันยิ่งมีข้อแม้เยอะไง ก็รู้กันอยู่แล้ว ถ้าเงินเยอะปุ๊บมันก็ต้องให้สมศักดิ์ศรี ต้องเอาดาราคนนั้นคนนี้มา มันก็เริ่มซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ มันก็ไม่ได้อย่างที่ต้องการ เพราะว่าอย่าง TheConversation นี่มันก็เป็น แฮร์ริสัน ฟอร์ด ช่วงที่ยังไม่ดังไง เป็นช่วงที่ดาราแต่ละคนที่มาเล่นยังไม่ดังมาก ยังไม่มีเทรลเลอร์ ไม่มีรถส่วนตัวไง แล้วมันดิบน่ะ

FILMAX : ดูคุณเจ้ยจะชอบหนังเล็กๆ นะครับ
อภิชาติพงศ์ : อื้อ แต่ว่ามันไม่ได้ทำง่ายๆ นะ หนังพวกเนี้ย โดยเฉพาะ The Conversation นี่ เราดูไม่รู้กี่สิบรอบ

FILMAX : ไม่ชอบหนังใหญ่บ้างเหรอ หนังฟอร์มยักษ์ทุนสร้างมโหฬารอะไรแบบนี้
อภิชาติพงศ์ : หนังใหญ่เหรอ มีไหมหว่า มี Satan’s Tangoเรื่องนี้ถือว่าใหญ่นะ

FILMAX : เอ้า เรื่องที่ห้า Satan’s Tango เรื่องนี้ถือว่าใหญ่แล้วเหรอครับ?
อภิชาติพงศ์ : คือมันเป็นหนังเล็ก หนังเฉพาะกลุ่ม แต่ว่าน่าจะลงทุนเยอะนะ เพราะว่ามันฉายไม่รู้กี่ปีมาแล้ว แล้วหนังมันยาวตั้ง 7 ชั่วโมง ตัวละครก็ซับซ้อนเหมือนกัน คือทุนอาจจะไม่เยอะ แต่ว่าถ้าเทียบว่าเป็นหนังส่วนตัวแล้วเค้าน่าจะลงไปเยอะเหมือนกัน

FILMAX : ชอบตรงไหน?
อภิชาติพงศ์ : ชอบเรื่องความเน่าเฟะของสังคม คือทุกเรื่องที่เลือกมานี่ชอบในด้านสุนทรียศาสตร์ที่เค้าทำอยู่แล้ว แต่ว่าเนื้อหาด้วย ที่เรื่องนี้มันพูดถึงหมู่บ้านหนี่งที่ไม่มีจะกินแล้วคนต้องอพยพไปขอส่วนแบ่ง ไปขอรายได้จากเมืองหลวง แล้วมันก็เละกันมากเลย แม้แต่เด็ก แม้แต่อะไรมันจะมีด้านมืดของแต่ละคนแสดงออกมา หนังที่เราชอบหลายๆ เรื่องมันจะสะท้อนถึงเมืองไทยด้วยไง ถึงความเป็นอยู่ของบ้านเรา ซึ่งหนังไทยไม่เห็นทำได้เลย

FILMAX : อาจจะเพราะว่าทำไม่ได้มากกว่า?
อภิชาติพงศ์ : อือ ก็เป็นไปได้นะ (หัวเราะ)

FILMAX : เรื่องที่หก Valentin de las Sierras ครับ
อภิชาติพงศ์ : อ๋อ อันนี้ของ บรูซ เบลลี่ย์ คนนี้เป็นป๊ะป๋าเลยชอบมาก เป็นผู้กำกับในยุค 1960 อะไรแถวนั้น ก็ 40-50 ปีมาแล้ว เค้าทำหนังทดลอง ก็จะพูดเรื่องแสง พูดเรื่องความสุขในชีวิต พูดถึงอะไรซึ่งมันดูแล้วอิ่มเอิบมากมันมีความเป็นพระธรรมมากเลย ซึ่งดูแล้วมันนิ่งน่ะ มันนิ่งโดยที่เค้าก็ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ แต่ว่าดูแล้วมันสะท้อนถึงความไม่จีรัง ความเปราะบางของชีวิตคน มันเป็นหนังที่เค้าไปถ่ายที่เม็กซิโก แล้วก็ถ่ายเด็กถ่ายอะไรไปเรื่อย แต่ว่าการตัดต่อ การใช้เสียง มันทำให้เรารู้สึกว่านี่มันคือไดอารี่ที่ไม่ใช้ปากกาเขียน แต่ว่ามันเขียนด้วยแสงน่ะ โหย แบบว่าพี่บรูซนี่ก็เป็นเทพๆ แล้ว และปีหน้านี่เราแพลนจะทำงานร่วมกับเค้าที่ฝรั่งเศส อาจจะรีเมคหนังเค้า แล้วก็แสดงในพิพิธภัณฑ์ที่ฝรั่งเศส ก็เลยย้อนดูหนังเค้าหลายๆ เรื่อง เลยยิ่งเคารพน่ะ ตอนนี้เค้าโคตรจนเลยนะ อยู่ได้ด้วยเงินสนับสนุนจากทางรัฐบาล เราก็เลยรู้สึกว่า แม้แต่รัฐบาลอเมริกันมันก็ไม่ค่อยเห็นค่าของศิลปินมาก นี่ถ้าเป็นรัฐบาลไทยก็คงตายไปแล้ว (หัวเราะ)

FILMAX : ถัดมา เรื่องที่เจ็ด Love Streams ครับ
อภิชาติพงศ์ : ของ จอห์น แคสสาเวตส์ เป็นหนังเรื่องสุดท้ายในชีวิตของเค้า ตานี่เค้าบ้าเลือดมาก เราอ่านประวัติชีวิตเค้า
จนจบเลย แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รวมเอาพลังงานทุกอย่างในชีวิตมาใส่ แล้วมันไม่เยอะเกินไป มันมีบทสรุปเหมือนเค้ารู้ว่าเค้าจะตายน่ะ ไอ้ตานี่มันคล้ายๆ เอ็ด เวิร์ด หยาง น่ะ แล้วก็สู้ชีวิตมาก ทุกอย่างเพื่อภาพยนตร์ ได้เงินมาก็เอาไปถ่ายหนัง ทุกอย่างเพื่อภาพยนตร์หมด

FILMAX : เล่นเองด้วย?
อภิชาติพงศ์ : เล่นเองด้วย แล้วก็เอาชีวิตตัวเอง ชีวิตคนรอบข้างใส่เข้าไปหนังด้วย อันนี้เป็นศิลปินอย่างแท้จริงในการใช้ชีวิตด้วย เราก็ไม่เคยเจอเค้านะ แต่พอเราพูดถึงเค้าแล้วเรารู้สึกเหมือนกับรู้จักเค้าน่ะ มันเหมือน คริสโตเฟอร์ ดอยล์ คือมันมีความบ้าเลือด และมีความเอาไม่อยู่ควบคุมตัวเองไม่ได้ เวลาชอบอะไรแล้วก็สุดโต่งน่ะ

FILMAX : ดีไหมเนี่ย?
อภิชาติพงศ์ : เราว่าดีนะ มันเหมือนกับว่าเกิดมาครั้งเดียวใช่ป่ะ (หัวเราะ)

FILMAX : แล้วคุณเจ้ยเป็นถึงขนาดนั้นไหม?
อภิชาติพงศ์ : ไม่ เพราะว่าทำไม่ได้ไง มันมีกฎมีระเบียบอะไรที่กั้นไว้ เราเลยนับถือคนที่มันไม่มีกำแพงอะไรกั้นไว้ได้ไง

FILMAX : มาที่เรื่องที่แปด Goodbye, Dragon Inn ครับ
อภิชาติพงศ์ : อือ... เป็นหนังที่ดูแล้วร้องไห้ไม่จบเลย อันนี้ชัดที่สุดที่มันสะท้อนเกี่ยวกับโรงหนังในขอนแก่น แล้วมันได้ครบทุกอย่าง ทั้งด้านสุนทรียะ ด้านคอนเซ็ปต์ แล้วก็ด้านเรื่องราว ด้านการสะท้อนชีวิตส่วนตัวเรา มันโดนหมดเลย แล้วพอดีโรงหนังที่ดูตอนนั้นก็ไปดูที่สโลเวเนียมันคล้ายๆ โรงหนังในเรื่องเลย (หัวเราะ) แล้วพอมันมีฉากโรงหนังเปล่าๆ มันเหมือนเป็นกระจกน่ะ พอในจอมันเป็นเก้าอี้เปล่าๆ ปุ๊บ มันเหมือนว่าเราไปดูตัวเราเองในนั้นเลย นับถือๆ

FILMAX : หลายๆ คนบอกว่าดูหนังของ ไฉ้หมิงเลี่ยง แล้วนึกถึงหนังของคุณเจ้ย
อภิชาติพงศ์ : ตรงกันข้ามมากกว่า เพราะว่าเราได้อะไรจากเค้าเยอะ (หัวเราะ) อย่างเทคนิคในการเฝ้าดูน่ะ ความอดทนในการดูสิ่งที่เกิดขึ้นหน้าเลนส์ โดยพยายามที่จะพยายามทิ้งกฎทั้งหลายที่เรามีมาเกี่ยวกับภาพยนตร์ออกไปให้หมด แค่เฝ้าดูเฉยๆ

FILMAX : คนดูก็เลยต้องใช้ความอดทนในการดูด้วยเหมือนกัน
อภิชาติพงศ์ : ใช่ๆ แต่ว่ามันก็จะได้สิ่งตอบแทนที่มีค่านะเหมือนกับนั่งสมาธิไง แรกๆ มันอาจจะ โอย! ลำบาก เมื่อย! แต่ว่าพอถึงจุดนึงมันก็จะมีความบรรลุ มีความโล่ง หนังเค้ามันก็เหมือนกัน

FILMAX : เปรียบได้ถึงขนาดนั้นเลย?
อภิชาติพงศ์ : โอ แน่นอน! ไม่เฉพาะหนังเค้านะ หลายๆ เรื่องที่บางทีมันจูนกันได้กับคนดูน่ะ

FILMAX : แต่จูนค่อนข้างยากนะครับ กับคนดูหนังสมัยนี้ที่ถูกป้อนให้ชินกับความบันเทิงจานด่วนแบบหนังฮอลลีวูดเนี่ย
อภิชาติพงศ์ : มันเป็นกรรมครับ ใครจะถูกอรรถรสแบบไหนกรรมใครกรรมมัน มันเป็นสากล แต่ที่กรรมหนักเนี่ยคือกรรมของประชาชนที่แบบว่า เจ้าหน้าที่ภาครัฐไม่เห็นความสำคัญและพยายามยัดเยียดความคิดเห็นส่วนตัวให้ประชาชน ว่าอย่างนี้ดี อย่างนี้ไม่ดี คอยกีดกัน ซึ่งมันเหมือนทำเวรกรรมร่วมกันมา (หัวเราะ) คนมันไม่รู้สึกว่าตัวเองมีค่า มีศักดิ์ศรีไง รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้ ก็สมยอมกันไปหลายเรื่อง ไอ้ความไม่เป็นไรเนี่ย น่ากลัวโดยเฉพาะไอ้พวกที่ทำงานในกระทรวงทั้งหลายที่ขี้เกียจที่บอกไม่เป็นไร โดยเฉพาะ พ.ร.บ. ภาพยนตร์ ที่บอกว่าเอาให้มันผ่านมาก่อน แล้วค่อยมาแก้ทีหลัง มันน่า...ไหมล่ะ

FILMAX : พูดถึงเรื่องแบบนี้ก็เข้าหนังเรื่องนี้เลยดีกว่าเรื่องที่เก้า Salo
อภิชาติพงศ์ : Salo เป็นหนังที่เมืองไทยน่าทำที่สุดเลย (หัวเราะ)มันเป็นช่วงที่พูดถึงเผด็จการทางความคิด และก็ทางปฏิบัติด้วย แล้วก็พูดถึงการใช้อำนาจของคนเบื้องบนที่มันส่งผลให้สังคมมันเละเฟะขนาดไหน เออ ซึ่งมันโคตรตรงกับยุคนี้เลย แล้ว (ปิแอร์ เปาโล) พาโซลินี่ นี่มันตรงมากเลยนะ เค้าจะแอนตี้คนที่ออกมาประท้วงในอิตาลีสมัยนั้นไง เค้าเขียนคอลัมน์ลงหนังสือพิมพ์ ว่าไอ้คนที่ประท้วงเนี่ย ต่อไปพวกมึงก็จะเติบโตมาเป็นคนที่อยู่ในชนชั้นใช้อำนาจ แล้วมึงก็จะทำเหมือนกัน แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ แล้วมันก็เกิดขึ้นในเมืองไทยด้วย คือมันสะท้อนเรื่องทางสังคมที่มันเป็นสากลไง

FILMAX : แต่ผู้กำกับเองหลังจากทำเรื่องนี้ก็ตายปริศนาใช่ไหม
อภิชาติพงศ์ : ไม่ปริศนาเลย มันโดนโสเภณีเด็กฆ่าตาย เค้าไปจับเด็กหากินข้างทางแล้วถูกเด็กคนนี้ฆ่า แต่เราก็ไม่รู้นะ มันเป็นอิตาลีใช่ไหม (หัวเราะ) ความเป็นมาเฟียมันเยอะ เราไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมันอะไร หนังเรื่องนี้ก็ต่อต้านเค้าไปหมด

FILMAX : ไม่รู้ทำหนังไปเหยียบตีนใครรึเปล่า
อภิชาติพงศ์ : อือ... มันก็เป็นไปได้นะ แต่จริงๆ แล้วมันก็เหยียบกันวุ่นวาย เพราะถ้าไม่เหยียบมันก็ไม่พัฒนาใช่ไหม มันต้องมีเสรีภาพในการทำหนังไง

FILMAX : เรื่องสุดท้ายแล้วครับ Chelsea Girls
อภิชาติพงศ์ : ความจริง (แอนดี้) วอร์ฮอล์ นี่ พูดได้ทุกเรื่องเลยว่าชอบ เรื่องนี้ก็ชอบที่แสดงถึงการทดลอง และแสดงถึงแก่นของ แอนดี้ วอร์ฮอล์ ที่มันดูเหมือนไม่สนใจอะไรแต่มันคือการสนใจทุกลมหายใจของคนน่ะ ในการบันทึก ในการด้นสดทั้งหมดเลย ว่ามึงจะพูดอะไรมึงก็พูดออกมาเถอะ เป็นการบันทึก ไม่ใช่สารคดีด้วยซ้ำเป็นการบันทึกการแสดงที่รู้ตัวว่ามีกล้องจับอยู่ มันหลายตลบมาก มันไม่ใช่แค่ไปจับภาพคนธรรมดา

FILMAX : เป็นศิลปินที่คุณเจ้ยชอบมากๆ
อภิชาติพงศ์ : ในดวงใจมาก ที่แนวความคิดคล้ายกันคือ ในเรื่องของความไร้สาระแต่มีสาระ ซึ่งมันตามมุมมองของเราก็คือความจริงไง ว่าสิ่งที่มันธรรมชาติ สิ่งที่มันธรรมดานี่แหละ คือสุดยอดแล้ว

FILMAX : การดูหนังหรือการเสพงานศิลปะอย่างที่พี่ว่านี่ต้องอาศัยพื้นฐานหรือการเรียนรู้มาก่อนไหม
อภิชาติพงศ์ : คือ... พูดยากนะ ตั้งแต่เราจำความได้ เราดูหนังที่เราไม่เข้าใจ เราก็ชอบแล้วว่า เฮ้ย มันแปลก ดูหนังทดลองเรื่องแรกก็ชอบแล้ว มันพูดยาก อย่างบางเรื่องก็หลับ (หัวเราะ) แต่ตื่นขึ้นมาก็ชอบอีก ไม่ใช่ว่าหนังที่ชอบต้องดูจนจบ แล้วต้องมานั่งวิเคราะห์ มันเป็นแค่ความสุขระหว่างที่ดูเท่านั้นแหละ

FILMAX : บางคนบอกว่าหนังประเภทนี้น่าเบื่อหรือชวนหลับเนี่ย คนทำเค้าจงใจให้มันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า?
อภิชาติพงศ์ : ไม่นะ มันเป็นเรื่องของบุคลิก หนังมันก็มีบุคลิกของมันนะ มันก็เหมือนคบคนน่ะ บางคนไม่ค่อยพูดเลยหรือบางคนพูดไม่หยุด มันก็อยู่ที่จริตว่าเราจะเข้ากับคนไหน แต่ว่าหนังมันใช่คน มันกว้างกว่านั้นไง มันคือความสุขที่เราได้เจอคนหลายแบบน่ะ ไอ้นี่พูดมาก ไอ้นี่ไม่พูดเลย มันมีความท้าทายที่เราจะจูนคลื่นไปกับมัน ว่า เฮ้ย! มันต้องการอะไร หรือตัวตนของเขามันเป็นยังไง

FILMAX : การดูหนังให้อะไรกับคุณเจ้ยครับ
อภิชาติพงศ์ : มันทำให้ใจเปิดกว้าง ให้มุมมองกับโลก เพราะว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนไม่อยากอยู่กับใคร ไม่อยากเข้ากับสังคม แล้วหนังมันเป็นตัวที่เปิดโลก คือมันมีหลาย step นะ step แรกคือตอนดู เราก็เปิดโลกไปกับหนังเรื่องนั้นๆ อีก step นึงก็คือโลกของการทำหนัง พอเราทำหนังปุ๊บก็ได้เจอร้อยแปดพันเก้า ตั้งแต่คนทำเสื้อผ้าไปจนถึงทนายความ นักลงทุนต่างๆ หลากหลายก็เจอมาแล้ว มันเปิดโลกจริงๆ แล้วพอไปฉายหนังก็เจออีกโลกนึง โลกของเทศกาล โลกของหลายๆ ประเทศ เรารู้สึกว่าหนังมันเป็นตัวเชื่อมชีวิตเรากับสังคมภายนอก ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ให้คนรุ่นใหม่ได้รู้ได้เห็นและได้ทำโดยที่ไม่ถูกปิดกั้น

1.The Unchanging Sea(1910)
ประเทศ: อเมริกา กำกับ: ดี. ดับบลิว. กริฟฟิธ แสดง: อาเธอร์ วี. จอห์นสัน, ลินดา อาร์วิสัน
2.ลูกอีสาน (2525)
ประเทศ: ไทย กำกับ: วิจิตร คุณาวุฒิ แสดง: ทองปาน โพนทอง, จันทร์เพ็ญ ศิริเทพ
3.Women WorkersLeaving the Factory (2005)
ประเทศ: ชิลี/ หนังสั้นความยาว 21 นาที กำกับ: โจเซ่ หลุยส์ ทอร์เรส เลียว่า แสดง: พอลลีน ชามอร์ํร, จูเลียตา ฟิเกอร์โร
4.The Conversation (1974)
ประเทศ: อเมริกา กำกับ: ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า แสดง: แฮร์ริสัน ฟอร์ด, ยีน แฮ็คแมน
5.Satan’s Tango (1994)
ประเทศ: ฮังการี/ เยอรมัน/ สวิสเซอร์แลนด์ กำกับ : เบล่า ทารร์ แสดง: มิฮาลี่ วิก, พุตยี ฮอร์วาธ
6.Valentin de las Sierras (1971)
ประเทศ: อเมริกา/ หนังสั้นความยาว10 นาที กำกับ: บรูซ เบลลี่ย์
7.Goodbye, Dragon Inn (2003)
ประเทศ: ไต้หวัน กำกับ: ไฉ้หมิงเลี่ยง แสดง: หลี่คังเซิง, เฉิงเซียงฉี
8.Love Streams (1984)
ประเทศ: อเมริกา กำกับ: จอห์น แคสสาเวตส์ แสดง: จอห์น แคสสาเวตต์, จีน่า โรวแลนด์
9.Salo, or the 120 Days of Sodom (1975)
ประเทศ: อิตาลี/ ฝรั่งเศส กำกับ: ปิแอร์ เปาโล พาโซลินี่ แสดง: เปาโล โบนาเซลลี่, จอร์จิโอ คาตาลดี้
10.Chelsea Girls(1966)
ประเทศ: อเมริกา กำกับ: แอนดี้ วอร์ฮอล, พอล มอร์ริสซี่ย์ แสดง: บริดจิด เบอร์ลิน




 

Create Date : 28 พฤษภาคม 2553   
Last Update : 28 พฤษภาคม 2553 15:44:28 น.   
Counter : 421 Pageviews.  


1  2  3  4  5  

panueddie
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add panueddie's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com