All Blog
เที่ยวควิเบค Via Ferrata (ปีนผา)


ตอนนี้ข้าพเจ้าได้พีอาร์ของที่นี่อย่างเป็นทางการแล้ว แต่ก็ยังคงทำงานกับที่บ้านเดิมอยู่ค่ะ ยังคงเลี้ยงเด็กอยู่เหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเติมคือกำลังมองหาที่เรียน แต่สิ่งที่จำเป็นและมองหาตลอดคือวันหยุดค่ะ วันหยุด วันหยุด โดยเฉพาะ LONG WEEKEND มองหาตลอด และจะติ๊กไว้ในปฏิธินเลย แล้วก็นัดกับเพื่อนหาที่เที่ยวค่ะ 

คราวนี้ เรา ๆ ก็คิดว่าจะกลับไปยัง Quebec  เหมือนเดิม แต่จะไปซิบไลน์ก็ไปมาแล้ว ดังนั้นเราก้เลยคิดกันว่าไปหากิจกรรมไรทำดี สุดท้าย ท้ายสุด ได้ข้อสรุปว่าเราจะไปปีนผากัน 



เริ่มต้นด้วยการออกจากบ้านตั้งแต่คืนวันศุกร์ หาที่พักค้างคืนระหว่างทาง เพราะว่าลองวีคเอนด์ที่นี่ รถจะติดมาก (คราวที่แล้วจากโตรอนโต้ไปควิเบคใช้เวลาไปตั้ง 12 ชม ขาเดียวนะคะ) ก็เลยอาศัยเว็บไซต์ Airbnb  ค่ะ หาที่พักราคาถูกระหว่างทาง มันให้ความรู้สึกเหมือนเราไปแวะพักบ้านเพื่อน บ้านญาติว่ากันไป เมื่อเราไปถึงบ้านชาวท้องถิ่นค่ะ นางก็พาไปดูที่พักนะคะ ห้องพักร้อนโคตร สมกับราคาที่ได้มาอย่างถูก ที่นอนนางก็ไม่แกพลาสติกออกค่ะ แต่นางเอาผ้าปูที่นอนปูทับ เวลานอนนี่อย่าให้พูด ห้ามขยับตัว ขยับเมื่อใดเป็นต้องตื่นเพราะเสียงกอบแกบ กอบแกบ แต่เอาอะไรมากกับที่พักที่ราคาถูกมากค่ะ สุดท้ายหลับแล้วตื่นมาก็เดินทางออกจากบ้านเลยค่ะ 
พอถึงควิเบค เราไปพักกันที่ hihostel เป็นห้องรวม เตียงสองชั้น ห้องน้ำรวมนะคะ จะบอกว่าที่นอนนี่ ชายหญิงนอนรวมกันเลยค่ะ อ๊ะ ๆๆ อย่าหวังว่าจะได้เจอ destiny ค่ะ ไม่เคยเจอนะคะ ที่นี่เราสามารถซื้ออาหารมาทำกินเองได้ค่ะ ซึ่งพวกเราก็ไม่พลาดที่จะนำอาหารไทยมาทำให้กลิ่นโชยไป จนชนชาติอื่น ๆ ก็อยากจะเข้ามาลิ้มลองอาหารไทยเรากันเลยทีเดียว แต่ที่นี่ไม่ใช่มีแต่พวกเรานะคะ บางทีก็มีชาวต่างประเทศมาเที่ยวมาพักกัน มากันเป็นครอบครัวก็มี ทางโฮสเทลจะมีเรือให้ยืมพายฟรีนะคะ ด้านหลังมีแม่น้ำ ซึ่งสามารลงเล่นได้หรือพายเรือได้ค่ะ

พอถึงโฮสเทล เราจะต้องไปลงทะเบียนก่อน ใช้บัตรประจำตัวประชาชนของไทยก็ได้นะคะ เขาจะกรอกข้อมูลเราไปค่ะ หลังจากนั้นเขาจะให้กุญเเจพวกเราพร้อมด้วย ผ้าปูที่นอน ผ้ารองผ้าห่ม ปลอกหมอน เราต้องเอาไปใส่เองค่ะ ตอนเช็คเอ้าท์ก็เอาผ้าพวกนี้ลงมาใส่ตะกร้าด้วยค่ะ 

พวกเราได้ห้องรวม 9 คน ห้องพวกเรานี่มีแต่วัยรุ่นค่ะ ปะปนชายหญิง แต่เราไม่ยุ่งเกี่ยวกันนะคะ เพราะว่าแต่ละคนมีที่ไปที่เที่ยวต่างกันไป ค่ะ พอถึงห้องค่ะ เราก็มองหาเตียงในทันที ที่เตียงเรามีเงินอยู่ตรงหัวเตียง 1 เหรียญ เพื่อนเราที่นอนด้านบนก็มีเงินวางที่หัวเตียง 2 เหรียญ เงินนี้เป็นเงินเหรียญนะคะ เอาไปแลกไม่ได้ เราเห็นดังนั้นเราก็สันนิษฐานทันทีว่าคนที่มาพักก่อนหน้า ที่นอนเตียงนี้ ต้องเป็นคนไทยแน่นอน มีการซื้อที่เอาไว้ด้วย 555 แต่ก็ทำให้เราแอบหลอน เพราะว่าห้องมีกลิ่นเหม็นอับค่ะ  พอเก็บของเสร็จ เราก็ไปเดินเล่นนิดหน่อย กลับมาก็ทำกับข้าวกิน สะดวกสะบาย เตรียมทำอาหารสำหรับปีนผาพรุ่งนี้ค่ะ 

สิ่งที่พกไปด้วย : น้ำดื่ม 1-2 ลิตร snack หรือผลไม้ แซนวิสก็ได้ค่ะ กล้องถ่ายรูป ใครมีโกโปรก็เอาที่สวมครอบหัวมาด้วยนะคะ หรือใส่ที่มือก็ได้ เตรียมแบตไปให้พร้อมค่ะ ถุงมือแบบออกกำลังกายหรือยกเวทไรน่ะค่ะ กางเกงขายาว (เพราะว่าขนาดใส่นะคะ เข่ายังเขียวเลยค่ะ) ยาทากันยุง (ยุงเยอะมากบอกเลย กัดทะลุกางเกง) 



เราจองการปีนหน้าผาแบบแอดว๊านซ์ค่ะ รอบแรกเลยค่ะ คือปีน 5 ชั่วโมง เริ่มปีน 8 โมงเช้า แต่ละกรุ๊ปที่ปีนจะไม่เกิน 8 คน พอไปถึง ก็ต้องไปเซ็นต์เอกสารยินยอมเหมือนเดิม แล้วไกด์ก็จะสาทิตการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ค่ะ ไกด์เป็นเด็กหนุ่มนักเรียนมหาลัย และมีเพื่อนเป็นคนไทย มาเรียนภาษาฝรั่งเศสที่นี่ 1  อ้าว จะเล่าทำไมเนี่ย  ด่านแรกที่เจอก็เป็นบันไดเหล็กสูง ๆ ค่ะ ปีนไปก็จะมีผ่านสะพานไม้โยกเยก ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ที่มันน่ากลัว คือมีคนแกล้งค่ะ อิเด็กน้อยที่มากับกรุ๊ป น่าจะอายุไม่เกิน 15 มันสั่นสะพานค่ะ มือดิฉันก็ถือคาเมราสติ๊ก ก็กลัวหล่นค่ะ ก็เลยกรี๊ดเป็นระยะพองามตามสไตล์หญิงไทย (พอดีไม่ได้เอาที่ติดกล้องสวมหัวมา ก็เลยมีแต่ไม้สติ๊กค่ะ )ไกด์ดุ ไม่ให้ใช้ ไกด์ก็ดุจัง ทำไรผิดดุตลอด 555 ในกรุ๊ปที่เดินมี 1ครอบครัว สามคนพ่อแม่ลูก พ่อแม่น่าจะสี่สิบกว่า ลูกที่บอกอายุไม่น่าจะเกิน 15 ปี อีกกลุ่มคือ หนุ่มสาววัยรุ่น เป็นแฟนกัน คนเหล่านี้พูดภาษาฝรั่งเศส เวลาไกด์อธิบาย จะอธิบายสองภาษา พูดอังกฤษให้กะเหรี่ยงอย่างเรา พูดฝรั่งเศสกับกลุ่มคนเหล่านั้น เดินไปเรื่อย ๆ ชมวิวอย่างกับพระธิดาชมสวน มันสวยมาก (แต่เท้าและมือต้องจิกหน้าผาไว้นะคะ เช็คดี ๆ ว่าเราคล้องสายคล้องดีหรือเปล่าจะได้ไม่ตกเอา) พอดีอิคนที่มาคู่กันน่ะ ผู้ชายกลัวความสูงอย่างแรง ต้องรอกรุ๊ปนึงมาให้ถึง เพราะHe & She  จะเดินแค่ intermediate 3 ชม เท่านั้นค่ะ 



แต่จะบอกว่า 5 ชม กว่าที่เดินกันไป มันคุ้มมาก คุ้มราคา วิวด้านบนสวยมากค่ะ พยามเอากล้องออกมาในจุดที่รอหมู่คณะค่ะ แต่มือสั่นมาก เพราะว่าต้องใช้ในการห้อยโหนอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะจุดที่ตั้งฉาก เราคิดเลยว่าถ้าตั้งฉากอย่างนี้ตลอดเราตกแน่ แต่เราก็สามารถผ่านพ้นมันมาได้ และสนุกสุด ๆ ค่ะ 

เราเอาภาพวิวมาแชร์ เผื่อใครอยากมาเที่ยวบ้าง ขอคอนเฟิร์มว่าสนุกจริง ๆ นะคะ








Create Date : 31 สิงหาคม 2559
Last Update : 31 สิงหาคม 2559 17:08:55 น.
Counter : 547 Pageviews.

1 comment
พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก + ท่องเที่ยวซิบไลน์ ควิเบค




โอ้โห ไม่ได้เข้ามาบันทึกประจำวันเป็นเวลานานมาก ชีวิตก็สุขสบายดี มีแต่เพียงสุขภาพที่ย่ำแย่ตามกาลเวลา(จะดราม่าทำไมเนี่ย) 

เราแก่เเล้ว อายุก็เยอะมากมาย เดินไปมาก็ซุ่มซ่าม เผลอเปิดไมโครเวฟ แล้วลืมปิดฝาไมโครเวฟ แล้วไมโครเวฟมันอยู่สูงกว่าระดับสายตา เดินผ่านซะ ฝาไมโครเวฟที่เป็นกระจกชั้นดีตีหัวเข้าอย่างจัง แรก ๆ ก็ไม่ได้คิดอะไร พร้อมกับขนของย้ายบ้าน ด้วยการที่เรายกของหนักมันเลยทำให้พอผ่านไปสามวัน มีอาการปวดหัวขั้นรุนแรง จนกระทั่งกินยาให้หลับเราคิดในใจว่าถ้าเราหลับคราวนี้ จะตื่นขึ้นมาอีกไหม คิดอย่างนี้จริง ๆ พอหลับไป ตื่นขึ้นมาดีใจมาก ๆ เพราะว่าเมื่อวานไม่คิดว่าจะตื่นขึ้นมาอีก นี่แหละหนาชีวิตคน แขวนอยู่บนเส้นด้ายจริง ๆ เราไม่สามารถรู้เลยว่าเราจะตายเมื่อไหร่

พอฟื้นขึ้นมา ตาข้างที่กระแทกพร่า ปวดแขน ปวดไหล่ และชาด้านเดียว โถชีวิตนกน้อยในต่างแดน ด้วยความที่เราเป็นคนขี้วิตกกังวล ก็ไม่รอช้า รีบ ๆ ๆ ออกไปหา ไปหาคุณหมอคนสวย หมอก็จัดการเช็คความดัน ความดันเราปรกติมาก หมอเลยบอกว่า "เฮ้ยแก แกน่าจะเป็นแค่กล้ามเนื้ออักเสบว่ะ ถ้าแกไม่หาย ก็ไปโรงพยาบาลนะ" (หมอไม่น่าจะพูดอย่างนั้นนะ 555) หมอยังบอกอีกว่าอาจจะมีผลข้างเคียงจากไซนัสด้วย เลยสั่งยาฉีดโพรงจมุกให้มา

กลับมาบ้านมาทนปวดอีกเป็นอาทิตย์ แต่อาการปวดมันก็เริ่มดีขี้น ดีขึ้น จนยังไม่หายดี ก็ไปทริปต่อกับเพื่อน ๆ ที่ควิเบค ไปทำไรคะ ไปเล่นซิบไลน์ค่ะ
เรานั่งรถไป หน้าเราซีดมาก เรารู้สึกจุกที่ด้านหลัง ปวดไหล่ เรารีบสวดมนต์ เพราะคิดว่าผีมานั่งบนไหล่ (บ้าไปแล้ว) เราก็กังวลเล็กน้อยว่า เอ๋(เสียงแบบนางเอกเกาหลี) ถ้าเราตายล่ะ พ่อแม่จะว่าไง ทรัพย์สินเราล่ะ เรายังไม่ได้จัดการเลย (ซึ่งไม่น่าจะมีมากมาย) พอยิ่งคิดในแง่ลบ ก็ยิ่งใจสั่นไหว ปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร ไม่เป็นไร พอถึงที่พัก เรารีบกินยาพักผ่อน สุดท้ายก็ไม่เป็นไรจริง ๆ 555 (คือมโนเองล้วน ๆ )

ควิเบคนี่เป็นเมืองที่มีคนหน้าตาดีอยู่เยอะ เหมือนอยู่ยุโรปอารมณ์นั้นเลยทีเดียว เพราะปรกติแล้วคนแคนาดาจะมีหลายเชื้อชาติมาก อย่างเราอยู่แถบ ๆ โตรอนโต้นี่ จะเป็นแขก เป็นเอเชีย จีนเกาหลีญี่ปุ่น มีกันให้เห็นทุกเชื้อชาติเลยก็ว่าได้ ส่วนฝรั่งจะหุ่นแบบใหญ่ ๆ ตัน ๆ พอมาควิเบคมันทำให้เหมือนมีกำลังใจ พอเห็นคนหน้าตาดีแล้ว มันทำให้เรารู้สึกมีพลังชีวิตขึ้นมาทันที พลันกลับคิดว่านี่เป็นสวรรค์ของนางฟ้าอย่างเราจริง ๆ (เวอร์ไปไหม)

พอถึงวันที่เราจะต้องซิบไลน์ ปรากฏว่าอากาศเย็นซะงั้น ฝนก็ตก โอ้ววว พระเจ้าจ้อจ มันยอดมาก แต่เราก็ไม่หวั่น เพราะว่าเราจองแล้ว จ่ายเงินแล้ว เป็นเงินจำนวนมากอยู่ ก็ต้องทำนะ ไม่ทำไม่ได้

พอไปถึงที่ เราก็ต้องไปกรอกชื่อที่อยู่ เบอร์โทร ชั่งน้ำหนัก (จะบอกว่าน้ำหนักเราน้อยมาก เพราะว่าจากที่ป่วยเลยทำให้น้ำหนักลด ลดไปเยอะมาก จนอายคนชั่งน้ำหนักให้เลยทีเดียว) แล้วต่อไปก็ต้องซ็นสัญญาว่าถ้าตายเขาจะไม่รับผิดชอบ 555 (เอ่อ จริงเหรอ ไม่รับผิดชอบเหรอ เขามีพ่อมีแม่นะ) แล้วหลังจากนั้นก็ไปติดอุปกรณ์ต่าง ๆ แล้วเดินไปขึ้นกระเช้า พอขึ้นไปสูงขึ้น สูงขึ้นเท่านั้นแหละ ลมก็แรง ตาคนที่นำไปก็พูดว่า ลมมันต้าน คนที่น้ำหนักน้อย อาจจะโดนพัดกลับ เอ่อ นี่คือพูดถึงเราใช่ปะ เราได้แต่ภาวนาในใจว่า ไม่นะ ไม่นะพี่ชาย (ช่วงนี้ดูซีรี่ย์เกาหลีเยอะไปนิด ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย อิอิ)

ซิบไลน์ที่นี่จะมี 5 ด่าน คือถ้าตัดสินใจลงไปแล้วห้ามกลับคำ พอถึงด้านบน เราก็เห็นกรุ๊ปก่อนหน้า มีชนชาติฟิลิปปินส์ และก็มีชาวอินเดีย ผู้หญิง ชาวอินเดียผู้หญิงคนนี้ไม่กล้าลงซิบไลน์ ซึ่งชีตัดสินใจไม่ยอมเล่น เงินที่จ่ายไปก็ศูนย์เปล่า ทีนี้ก็ตาพวกเราบ้าง เห็นเพื่อนไปก็รู้สึกโอเคนะ จิ๊บ ๆ แต่พอถึงตาตัวเอง "เฮ้ย มันสูงจังวะ " ไม่กล้าลงเช่นกัน แต่ในหัวคิดว่า เฮ้ย แกมาแล้วนะ จ่ายเงินแล้ว แกจะกลับไม่ได้นะ พอนึกถึงเงิน ตามันเบิกโพรง กัดใจลงทันที พร้อมกับกรี๊ดเบา ๆ แต่ว่า เฮ้ย มันสนุกอ่ะ สนุกมากเลย และหนาวมาก

พอด่านที่สองเจ้าหน้าที่แจกผ้าห่มขณะรอซิบอยู่ หนาวมากบอกเลย มือถือกล้องสั่นไปหมด สั่นยิ่งกว่าแผ่นดินไหว 7.8 ริกเตอร์ ปากเขียวหน้าดำ (ซึ่งปรกติดำอยู่แล้ว แต่พอหนาว มันจะดำขึ้นเป็นสามเฉดสี) ด่านที่สองนี้มันสบายมากเลย แบบว่า ชิวมากอ่ะ แบบเฮ้ยเด็กมาก (เวอร์ไปน่ะเรา) สนุกมาก

พอด่านที่สาม ฝนตกจ้า หนาวอีก ลมแรง ปรากฏว่าฉันตัวเบาเกินไป ต้องลงกับเจ้าหน้าที่ผู้ชายค่ะ ผู้ชายเด็ก แต่ฮีคงพราวในตัวเอง ฮีบอกเราว่าไม่ได้มีโอกาสง่าย ๆ ที่จะซิบไลน์ไปกับผู้ชาย นั่นฮีก็พราวไป เราก็แค่คิดในใจว่า มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะซิบไลน์กับผู้หญิงสวย ๆ อย่างฉัน (เอ้ย มั่นเข้าไปอีกนะเรา) แต่จะบอกว่าซิบไลน์สองคนมันน่ากลัวมาก คือ ถ้ามันเอาขาล้อคตัวเรา เราก็จะไม่กลัว แต่นี่เราต้องยกขาขึ้นเพื่อเหมือนจะม้วนตัวให้เป็นลูกบอล มือนึงต้องจับขาข้างนึงของน้องเอาไว้ อีกมือแม่งต้องถือกล้องโกโปรที่ล้อคไว้กะมือ โอ้แม่เจ้า พอใกล้จะถึง เฮ้ยลมแรงมากอ่ะ มันหยุดรอกของเรากะน้องสตาฟน่ะ ดังนั้นมือที่เคยจับขาน้องไว้ ก็ต้องปล่อยแล้วน้องสตาฟต้องสาวเชือกไป ตอนน้องสาวเชือกเพื่อไปให้ถึงฝั่งฝัน มันน่ากลัวมาก เพราะว่าขาเราทิ้งดิ่ง คล้ายเราจะตกลงไป แล้วตรงนั้นน่ะ เป็นผาหิน เราคิดในใจว่า ถ้าตกไปกูตายแน่ แต่น้องก็บอกว่า ไม่ตกหรอก น้องก็สาวเร็วมากจนถึงจนได้ เราดีใจมากเลย ดีใจที่สุด มือสั่นเลยอ่ะ จากที่สั่นเพราะว่าหนาวแล้ว ยังมาสั่นเพราะว่าต้องเกร็งตัวอยู่ตรงสลิงตั้งนาน แล้วเดินขึ้นไปฐานที่สี่

ด่านที่สี่ รอนานหน่อย เพราะเพื่อนที่ไปก่อน ติดอยู่กลางสลิง ต้องมีเจ้าหน้าที่ไปช่วยก่อน เราก็รอ มันหนาวมาก หนาวกว่าฐานอื่น เพราะว่าอยู่สูงมาก ยิ่งสูงยิ่งหนาวเขาว่าไว้ หนาวจนสั่น ถ้าเปิดเพลงเรายืนเฉย ๆ ก็เหมือนยืนเต้น มันหนาวมากจริง ๆ แล้วพอเราลงไป ก็ฉิว แต่ซักใกล้จะถึง รอกเราก็หยุด ลมพัด เราย้อนกลับไปอีกไกลเลย เจ้าหน้าที่ต้องสาวเชือกมาช่วย ด่านสามสี่ห้านี่ ต้องเอาเข่าชิดอกตลอด เพราะว่ามันจะไหลได้ดีกว่าปล่อยมือปล่อยตัว เลยทำให้ไม่สามารถเล่นท่ายากได้ จริง ๆ เราอยากเล่นท่ายากอ่ะ ยังไม่ได้กลับตัวเอาหัวลงข้างล่างเลย มันยังไม่สุด

ด่านห้า เป็นไม่ค่อยสูงมากมายเท่าไหร่นัก ก็สบาย ๆ แต่ความหนาวนี่โห พูดเลย โตตรหนาวเลย หนาวมาก

แหม่พอลงมาได้ ถอดอุปกรณ์เสร็จ แดดออกซะงั้น มันแกล้งกันรึนี่ แต่มันก็ได้อารมณ์อีกแบบนึงนะ สนุกดี อยากไปอีก

พอถึงที่พัก แหม่ เราก็ไปพายเรือเล่นกัน มันน่ากลัวมากอีกเช่นเคย ไม่คิดเลยว่าการพายเรือจะน่ากลัวอย่างนี้ ไม่ให้กลัวได้ไง แม่ง ลงกันตั้งสี่คน ขยับนิดเรือก็จะคว่ำ ชีวิต เราทำไม่ได้ ขอกลับท่าอย่างเสียท่า ได้ความทรงจำที่ดี ๆ กับทริปนี้มากมาย

นี่อาทิตย์หน้าก็จะไปอีก ติดใจควิเบคที่สุดเลย



ปล: นี่เป็นเพียงวิดิโอตัดลงบางส่วนเท่านั้นนะคะ (ปล ใส่รูปและวิดิโอไม่ได้ งงมาก หลังจากไม่ได้เข้ามานาน เราก็ใส่จากด้านบน แต่มันไม่อัพให้ งงเข้าไปใหญ่)







Create Date : 23 กรกฎาคม 2559
Last Update : 31 สิงหาคม 2559 15:52:36 น.
Counter : 381 Pageviews.

0 comment
กลับมาอีกครั้ง
 กราบสวัสดี พ่อแม่พี่น่อง 555 มาเป็นภาษาอีษานเลยค่ะคราวนี้ หลังจากห่างหายจากบล๊อกไปนานมาก ๆ เพราะว่ามีเรื่องต่าง ๆ ผ่านเข้ามาในชีวิตมากมาย จากที่เคยบ่นเรื่องโฮส จะมาอัพเดทสถานให้ฟังนะคระ  เอ่อคือว่าคือ เอ่อคือตัวฉัน(แล้วฉันจะฮัมเพลงทำไมเนี่ย แล้วเพลงก็เก่ามากเลยด้วย) แล้วอยากฟังไหมล่ะ ไม่ใช่เรื่องของใคร ก็ของอิฉันเอง 555

ตอนนี้เปลี่ยนที่ทำงานแล้วค่ะ คือปัญหากับบ้านเก่ามันจบไม่สวยจริง ๆ ค่ะ เลยย้ายออกมาแล้วก็ดำเนินเอกสารกับบ้านใหม่ อย่างที่เคยเล่าว่าบ้านเก่าชอบตัดชั่วโมงการทำงานเราน่ะค่ะ แล้วเขาพยายามกดดันให้เราออก แต่เราก็หน้าด้านหน้าทนอยู่ เพราะว่ามันใกล้ขอยื่นเอกสารใบอยู่ แหม่อิฉันก็ศรีค่ะ ศรีทนได้เสมอ  แต่สุดท้ายแม้เราจะยื้อก็ไม่มีความหมาย (555 เอาซะเวอร์เชียว ) สุดท้ายได้มาถึงจุดแตกหักค่าาา เขาให้ออกในวันนั้น  ชีวิตน้อย ๆ ของดิฉันก็ต้องดิ้นรนโทรหาเพื่อนให้มาช่วยขนของไปอยู่บ้านเพื่อนฝรั่งก่อน เพื่อนฝรั่งก็เป็นเพื่อนของเพื่อนอีกที ชีวิตมันช่างทรหด คล้ายเพลงพี่เสือธนพล เราคงเป็นดั่งเรือน้อยลำหนึ่ง ในทะเลแห่งชีวิตกว้างใหญ่ แม้คลื่นลมซัดมาก็หวั่นไหว (จะเก่าไปไหนเนี่ย คนเขาก็รู้อายุหมดอ่ะดิ) 

แต่ด้วยความที่อิฉันเป็นคนโลกสวยค่ะ คิดว่าในทุก ๆ อุปสรรค มันมักจะมีโอกาสเข้ามาเสมอ แม้บางครั้งเราอาจจะยังมองไม่เห็นก็ตามค่ะ  หลังจากย้ายออกจากบ้านเก่าสองวันก็ได้สัมภาษณ์งานกับสองบ้านค่ะ  คุยทางสไกป์ บ้านแรกอยู่เมืองอัลเบอต้าเหมือนกัน อายุเขาไล่เรี่ยกับเราค่ะ คุยสนุก แต่ติดปัญหาคือ ทำงานสองบ้านค่ะ สลับดูบ้านเขากับบ้านข้าง ๆ ค่ะ แต่เขาน่ารัก พร้อมขับรถมารับเลย แนนนี่ปัจจุบันของเขาเป็นเด็กแคนาดาค่ะ 

อีกบ้านอยู่โตรอนโตค่ะ บ้านนี้มีพี่เลี้ยงคนเก่าเป็นคนไทย แต่ลักษณะการคุยโฮสดูแบบเป็นคนจุกจิก แต่ได้คุยกับพี่เลี้ยงเก่าเขาก็บอกว่าโฮสเป็นคนดี แต่อาจจะจุกจิก แต่สปอร์ต แฟร์

ต้องมาตัดสินใจค่ะ จะเลือกใครดี แหม่ ยังกับจะเลือกแฟน คือสองบ้านจ้างงานในอัตราที่สูงกว่าบ้านเดิมเยอะเลย (เห็นไหม ในวิกฤตมักมีโอกาสเสมอ) แต่สุดท้ายเลือกมาบ้านที่มีคนไทยมาก่อนค่ะ 

หลังจากนั้นเขาส่งสัญญามาให้ ยังกับโชคหล่นทับ เขาไม่เก็บค่าอาหารและที่พัก คือแค่เสียภาษีให้รัฐเท่านั้น มันเป็นอะไรที่ที่หายากมากในแคนาดาค่ะ เราคิดในใจ รู้งี้ย้ายออกมานานและ ไม่ทนให้เป็นโรคจิตอ่อน ๆ ล่ะค่ะ  เพื่อนอิฉันแนะนำให้ส่งจดหมายไปขอบคุณบ้านเก่าว่าขอบคุณที่ปล่อยฉัน ฉันจึงได้เจอสิ่งใหม่ ๆ ที่ดีกว่า (แหม่ ว่าไปมันก็คล้ายกับแฟนเลยนะนั่น) 

ย้ายมาบ้านใหม่ ดิฉันไม่ทำตัวคลุกคลีเหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะว่าอยู่กับบ้านเก่านี่เราทำตัวตามสบายเกินไป ก็เขาบอกว่าให้ทำเหมือนเป็นครอบครัว เราก็เต็มที่สิคะ มาบ้านใหม่นี่ออกแนวเก็บตัวค่ะ แต่ค่อนข้างดีหน่อย มีห้องครัวตู้เย็น ห้องนอน ห้องน้ำในตัว คล้ายอยู่อพาร์ทเม้นค่ะ ค่อนข้างสบายมาก แต่ที่ลำบากคือตอนย้าย เพราะว่าต้องย้ายเมือง นั่งเครี่องค่ะ  ของตรูจะเยอะไปไหนน่ะ บริจาคไปถุงดำกะอีกครึ่ง แล้วกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ สามใบ (โชคดีบ้านใหม่จ่ายค่ากระเป๋าเกินให้หมดเบย ใจดีมาก) เอ่อ แต่อิฉันก็ยังนึกไม่ถึงนะคะว่าตอนกลับไทย ว่าจะขนของกลับไทยมายังไง คือของที่เอากลับคือของที่รัก คือไม่กล้าบริจาค อย่างโค้ทบางตัว รองเท้าบางคู่ ที่ถ้าฉันขาด ฉันจะไม่สามารถอยู่บนโลกใบนี้ได้อีกแล้ว 555 เวอร์เสมอค่ะดิฉัน  

ย้ายมาบ้านใหม่ก็โอค่ะ ส่วนตัวดี วัน ๆ อยู่กับเด็ก พอโฮสมาเข้าห้องเลย กินข้าวอะไรก็กินกับเด็ก มันเหมือนตัดไปเลยค่ะ แต่ภาษาง่อยกระรอกมาก เพราะว่าคุยแต่กับเด็กค่ะ  เด็กบ้านนี้ก็ฉลาด เชื่อฟังมาก เมื่อเทียบกับเด็กที่เคย ๆ ไปเลี้ยงมาก่อน  

นี่ล่ะค่ะที่หายไปง่วนอยู่กับการทำเอกสาร ไหนจะต้องขอเวิร์คเพอมิตใหม่ ขอวีซ่าที่กำลังจะหมด แล้วกลับมาเที่ยวไทยอีก โอวว์ชีวิตมันช่างวุ่นวาย แต่ตอนนี้คิดว่าลงตัว  แต่ว่าก็ต้องกระทำการทางด้านเอกสารอีก เพราะว่าเราจะได้ยื่นโอเพ่นเวิร์คเพอมิทแล้วค่ะ และยื่นขอเพอร์มาเน้นเรสซิเด้น  ได้เมื่อไหร่ก็เตรียมตัวกลับไทยทันที อิอิ แล้วฉันจะขอทำไมวะ งงตัวเองเหมือนกัน (ออ จริง ๆ ขอไว้กันเหนียวค่ะ เพราะว่า พีอาร์ มีอายุห้าปี เผื่อกลับไทยเบื่อ ๆ อยากมาแคนาดา มาหางานทำ ก็สามารถทำได้) 
ว่าแต่ตอนนี้ก็มีความสุขดี ค่ะ แฮปปี้แต้งกิฟวิ่งนะคะ ทุกท่าน 



Create Date : 14 ตุลาคม 2557
Last Update : 14 ตุลาคม 2557 1:55:24 น.
Counter : 642 Pageviews.

0 comment
ทำฟันในต่างแดน
ขอเกริ่นก่อนเลยว่า ก่อนมาที่นี่ก็จัดการไปชำระช่องปากที่ไทยมาอย่างดี ช่วงกรกฏา บินกลับไทยก็ไปทำความสะอาดช่องปากมาอีก  พอช่วงหนาว ๆ นี้ อยู่ดี ๆ ก็ปวดฟันขึ้นมา ก็ไม่อยากไปหาหมอ เพราะว่าการทำฟันที่ต่างประเทศ ทุกคนคงรู้ดีว่ามันแพงเวอร์ ก็เลยกะว่าเดี๋ยวมันก็หายเอง แต่มันไม่หายค่ะ สุดท้ายตัดสินใจไปหาหมอ ไปถึงเขาก็ให้กระดาษมากรอกประวัติยาวมาก ถามหลายอย่างมาก ๆ แต่ก็เสร็จไปได้ด้วยดี (ต้องเปิดดิกจนมือชา อิอิ) ผู้ช่วยหมอก็พาไปเอ็กสเรย์ฟัน แล้วหมอก็ลงความเห็นว่าไอ้ที่อุดมาจากไทยน่ะ มันโป่งพอง ต้องอุดใหม่ หมอก็ถามว่าจะอุดเลยไหม เราด้วยความเจ็บปวด ก็บอกหมออุดเลย ซักพักรีเซฟชั่นด้านหน้ามาถามผช.หมอในระหว่างให้ยาชาว่าแจ้งราคาไปยัง (เขาคงคิดว่าหน้าเอเชียอย่างเราจะกล้าจ่ายไหม เอิ๊ก ๆ ) ผช.บอกว่ายังไม่ได้แจ้งเลย ชีทำท่าตกใจ แล้วรีบบอกเราว่าค่ารักษาเป็นจำนวนเงิน 365 เหรียญ คุณตกลงไหม เราก็บอกว่าตกลง ก็กุลีกุจอกลับไปหน้าคลินิค 

ตอนลงยาชา เอาจริง ๆ ค่ะ เพิ่งเคยมาทำฟันที่ต่างประเทศเป็นครั้งแรก เขาจะเอาเหมือนเป็นหมากฝรั่งมาโปะเหงือกตรงฟันที่เราจะทำ โปะซักนาทีสองนาที เริ่มชา ชาเท่า ๆ กับหมอบ้านเราฉีดยาเข้าไปน่ะค่ะ เราก็คิด เอ้อ ดีแฮะ ไม่ต้องฉีดยาชา ซักพักหมอเข้ามาบอกว่าเดี๋ยวจะฉีดยาชานะ เราคิดในใจ เฮ้ย นี่มันชาแล้ว มันชาแล้วนะ พอหมอฉีดไปหมอบอกว่าเธอจะชาไปถึงจมูกเลยนะ เราก็คิดในใจ บ้าแล้วหมอ แค่ทำฟันมันจะอะไรขนาดนั้น ไม่ถึงห้านาที จะบอกว่าชาไปครึ่งซีกหน้าเลย ผช.และหมอก็จัดการเอาพลาสติกมาครอบปากเรา เหมือนว่าให้ปากอ้าตลอดและจะได้ไม่เลอะหน้าด้วยมั้ง ก็มองไม่เห็นเหมือนกันว่าเป็นอย่างไรถ้ามองจากมุมด้านบน  หมอทำอะไร ก็จะบอกเราเป็นขั้นตอนทุกอย่าง ฉันจะเอาอันเก่าออกและนะ ฉันจะกรอฟัน เขาใส่ใจกับลายละเอียดมาก ๆ เลย  ตอนแรกเราแอบคิดว่าหมอเป็นเกย์ เพราะว่าแกจิ๊จ๊ะมาก แต่พอแกพูดถึงลูกเมีย เลยถึงบางอ้อว่าไม่ใช่   หมอก็ขูด กรอไปอย่างหนำใจ เราจะบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลย อันนี้ทำฟันด้านหน้านะคะ คือนึกถึงตอนอุดที่ไทยเลย ถ้าทำข้างหน้านี่ ปวดร้าวสุด ๆ ริ้วรอยบนใบหน้าที่มีอยู่จนถึงปัจจุบันนี่ก้มาจากการทำฟันที่ไทยนี่แหละ ฮ่าฮ่าฮ่า(หน้าเหี่ยวเอง แต่โยนความผิดให้หมอทำฟัน )
 เสร็จหมอก็มาตรวจเช็คอีกทีนึง แล้วก็กรอใหม่ ก็ให้เราลองเอาลิ้นดันว่ายังรู้สึกอยู่ไหม เราก็ให้หมอแก้ไปตั้งสามครั้งจนสมใจ ก็เสร็จ ไม่มีการบ้วนปากแก้วน้ำตรงหน้าเหมือนที่ไทย  ผู้ช่วยเอาไอ้ที่ดูน้ำลายน่ะ ดูดทุกอย่าง และไอ้ที่ดูดน้ำลาย ก้ไม่ได้เอาไปดูดข้างในแถวนะคะ เขาจะดูดแต่ตรงที่ทำ แล้วก็ไม่ได้ดูดตลอด  เสร็จแล้วเราก็ลุกขึ้นยืน ผู้ช่วยถามว่า รู้สึกวิงเวียนไหมคะ แอบงงนิด ๆ ว่าวิงเวียนไรวะ 

ผ่ามานั่งรถได้จนถึงบ้าน เฮ้ย มันเวียรหัวจริง ๆ เหมือนคนเมายา คือโดนยาชาไปซะขนาดนั้น โอ้ววว ไม่อยากเชื่อเลยว่าทำฟันต้องใส่ยาให้ฉันขนาดนั้นเลย  พออาการชาเริ่มหาย เริ่มเจ็บตรงเหงือก น่าจะเป็นจากการฉีดยาชานะ ไอ้อาการเจ็บตรงนี้เป็นถึงสองวันเลยทีเดียว เราเลยคิดว่า จริง ๆ ถ้าไม่ใส่ยาชาเยอะขนาดนี้ แผลน่าจะหายเร็วกว่าเหมือนตอนทำที่ไทย (ไม่รู้จริงไหม นี่คิดไปเอง)

ผ่านการทำฟันมาสองอาทิตย์ เมื่อวันก่อนเราใช้ไหมขัดฟัน ซักพัก อ้าวว เริ่มปวดอีก มันเป็นอะไร หรือมันจะพองอีก แต่มันเจ็บแสบ ๆ ตรงเหงือก ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น นี่แบบไม่อยากเสียเงินอีกนะ อุดฟันทีเป็นหมื่นบาท ก็เหนื่อยที่จะจ่ายเหมือนกัน ปรากฏว่าทำงานมาเพื่อจ่ายค่าฟันเหรอเนี่ย แต่ก็อย่างว่าเรื่องฟัน ๆ มันจะไม่กังวลไม่ได้ เพราะว่ามันสำคัญ ต้องการให้หมอเช็ค โทรไปหาใหม่ ปรากฏว่าต้องไปใหม่หลังปีใหม่ หมอไปวาเคชั่นที่ฮาวายยยยย โอ้วววว คุณหมอขา ช่วยฟันหนูด้วยยยค่าาาา (หมายถึงฟันที่เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายนะคะ ) เมื่อไหร่จะหายซักทีหนอเรา ฮือ ๆ ขอระบายเหอะ เผื่ออะไรอะไรจะดีขึ้น 




Create Date : 14 ธันวาคม 2556
Last Update : 27 มกราคม 2557 14:51:15 น.
Counter : 1097 Pageviews.

3 comment
หนาวแล้ว
หน้าหนาวแล้ว
จริง ๆ แล้วที่นี่หิมะตกตั้งแต่ตุลาแล้วค่ะ แล้วก็อากาศติดลบมาเรื่อย ๆ ก็หนาวค่ะ หนาวจับใจ เริ่มต้น ๆเดือนพฤศจิกายน ก็ติดลบกัน -30 แล้วค่ะ ไม่ทราบว่าจะเร็วไปไหนคะ อากาศหนาวเย็นอะไรขนาดนั้น แบ่งไปที่อื่นบ้างไหม  แต่อาทิตย์นี้ที่อำเภอของเราไม่หนาวมาก จะอยู่ที่ -5 ถึง -16  แต่อาทิตย์หน้า -20 up ค่ะ เรายังนึกไม่ออกเลยนะคะว่าช่วงมกรา และ กุมภา อากาศจะไปจบอยู่ที่ใด แต่ในความโชคร้ายก็มีความโชคดี เพราะว่ายังมีอำเภออื่น ในจังหวัดที่ติดลมบนไปแล้ว -30 up ตลอดแล้วค่ะ  ท้ายสุด และสุดท้าย ก่อนลาไปนอน ขอเอาภาพความหนาวเหน็บมาเเจกดูแล้วกันนะคะ 


ภาพนี้เราไปซื้อรองเท้ากันหิมะมาค่ะ แต่มันจะกันได้ไหม ในเมื่อหิมะมันสูงกว่ารองเท้า 555 


อันนี้เป็นหมีหิมะ ปั้นตอนปลายเดือนตุลานะคะ


อันนี้เป็นช่วงปัจจุบัน ดูว่ามันหนามากขนาดไหน



ภาพใบไม้สวย ๆ บนกองน้ำแข็ง


ปิดท้ายด้วยลูกสาวตัวเล็กนั่งบนหิมะที่สนามหญ้าหน้าบ้านนะคะ
(ภาพไม่มาค่ะ เดี๋ยวมาอัพวันหลังนะ ไปนอนก่อน กู๊ดไนท์)



Create Date : 29 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2556 12:38:41 น.
Counter : 695 Pageviews.

3 comment
1  2  3  4  5  6  

Nualtar
Location :
Ontario  Canada

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



เป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ที่ประเทศแคนาดากับโครงการ(Live in caregiver) จัดทำบล๊อกเพื่อเปรียบเหมือนสมุด ใช้บันทึกเรื่องราวดี ๆ ที่น่าสนใจและน่าจดจำ ขอแชร์เรื่องราว ที่ได้ประสบพบเจอ อาจจะเวิ่นเว้อบ้างไรบ้างในบางคราว ขอจงเห็นใจ อย่าใจไม้ไส้ระกำ ปล่อยให้คนตัวดำตาดำ ต้องโดดเดี่ยวลำพังในโลกอันแสนจะกว้างใหญ่แห่งนี้ :-D