เรื่องราวของชายผู้มีความหลัง
Group Blog
 
All blogs
 

สวัสดีปีใหม่ปี 2550 จากใจท่านดยุคแห่งออสเตรีย

ปีที่ผ่านมามีอะไรให้น่าจดจำมากมาย สถานการณ์บ้านเมืองของเราอยู่ในสภาพที่ระส่ำระสาย เกิดปัญหามากมาย ตั้งแต่ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีสมัยนั้นยุบสภาแล้วให้เลือกตั้งใหม่ จากนั้นก็มีการเดินขบวนขับไล่นายกทักษิณตลอดเวลาจนกระทั่งการเลือกตั้งที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและสกปรกสุด ๆ ในวันที่ 2 เมษายน ได้ผ่านพ้นไป ทักษิณประกาศเว้นวรรค ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะมีทายาททางการเมืองรอสืบทอดอยู่แล้ว แต่ทักษิณก็ตระบัดสัตย์ ขอกลับเข้ามาทำงานต่อโดยอ้างว่ายังเหลืองานฉลองเนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ผมมองว่ามันเป็นการดึงเบื้องสูงกลาย ๆ เพื่อกลับเข้ามาหาประโยชน์อีกครั้ง หลังจากงาน 60 ปีผ่านพ้นไป เหตุการณ์ก็เลวร้ายขึ้นตามลำดับ มีการทำร้ายประชาชนที่มาประท้วงขับไล่ทักษิณซึ่งเป็นฝีมือของตำรวจที่เป็นบอดี้การ์ดของทักษิณเอง อีกทั้งประเด็นเรื่องคาร์บอมบ์ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันว่าใครทำ ใครจัดฉากเพื่อเล่นงานใคร อีกทั้งกลุ่มผู้ประท้วงขับไล่ทักษิณที่นำโดยสนธิ ลิ้มทองกุลก็นัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 20 กันยายน เมื่อสถานการณ์ถึงจุดตีบตัน วันเดียวก่อนหน้าการชุมนุมใหญ่ ทหารก็ออกมาทำรัฐประหารยึดอำนาจโดยพล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานคณะปฏิรูป การปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือคปค. (ตอนหลังเปลี่ยนเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหรือคมช. เพื่อไม่ให้เป็นการดึงฟ้าต่ำ) จากนั้นก็มีการตั้งคตส.เพื่อเช็คบิลความระยำตำบอนของทักษิณมาตลอด แต่ก็ยังคงมีกลุ่มผู้ที่เสียผลประโยชน์จากการรัฐประหารครั้งนี้คอยทำการเคลื่นไหวอยู่เนือง ๆ ซึ่งเรียกว่ากลุ่ม "คลื่นใต้น้ำ" อันนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่ามาจากฝ่ายไหนเป็นผู้กระทำ แน่นอนว่า สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้นมากนัก จนกระทั่งมาวันส่งท้ายปีเก่า เหตุการณ์ก็ทะลักเดือดขึ้นมาจนได้ มีการระเบิดในกทม.และปริมณฑลรวมกันถึง 10 จุด ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตด้วย ถือว่าปีที่ผ่านมาเป็นปีแห่งความโกลาหลและยากลำบากมากปีหนึ่งในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา

กระนั้น ปีที่ผ่านมาก็ยังมีอะไรดี ๆ ให้เราได้เห็นและรับรู้กันพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของพวกเราชนชาวไทย ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี มีการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ เฉลิมฉลองความเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก และเป็นศูนย์รวมแห่งดวงใจของชาวไทยทุกหมู่เหล่า ในงานนี้ พระองค์ท่านทรงออกมาโบกพระหัตถ์ให้ประชาชนที่เข้าเฝ้าถวายพระพรอย่างเนืองแน่น สร้างความปีติยินดีให้กับประชาชนอย่างทั่วถึงกัน นอกจากนั้นยังมีมหกรรมกีฬาใหญ่ ๆ ถึง 2 ครั้งด้วยกัน คือฟุตบอลโลก 2006 ที่จัดที่ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งทีมที่ได้แชมป์โลกก็เป็นทีมชาติอิตาลี อีกมหกรรมกีฬาหนึ่ง ก็คือ เอเชี่ยนเกมส์ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ โดยนักกีฬาไทยคว้าเหรียญทองมาได้พอสมควร อีกทั้งยังสร้างสถิติใหม่ในหลายรายการ อีกทั้ง ยังมีดาวรุ่งพุ่งแรงขึ้นสอดแทรกเข้ามาคว้าเหรียญทองอีกด้วย ก็ถือได้ว่าคนไทยเองก็คงพบกับเรื่องดี ๆ บ้าง

ในปีใหม่นี้ ผมขอให้พวกเราชาวไทยทุกคน ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ประหยัด อดออม มีวินัยในชีวิต ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปได้อย่างมั่นคง ไม่เกิดหนี้สินพะรุงพะรังจนเศรษฐกิจทรุด หลายประเทศในทวีปยุโรป รวมทั้งญี่ปุ่น เกาหลี จีน เวียตนาม ที่เค้าเจริญมาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะว่าเค้ามีเศรษฐกิจพอเพียงเป็นต้นทุน มีวินัยทางการบริหารทรัพยากร ทำให้ประเทศเหล่านี้เลี้ยงตัวเองได้ ไม่ต้องเป็นหนี้สินมากมาย สามารถเอาตัวรอดจากวิกฤตการณ์ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ซึ่งเราควรจะดูประเทศเหล่านี้ไว้เป็นแบบอย่างบ้าง

นอกจากนี้ ผมอยากให้พวกเราทุกคน รู้รักสามัคคี หันหน้ารับฟังปัญหาซึ่งกันและกันอย่างสุขุม เยือกเย็น ค่อย ๆ พูดจาปรับความคิดเข้าหากันอย่างสันติ เนื่องจากที่ผ่านมาคนไทยต่างแตกแยกทางความคิดจนไม่รู้ว่าจะปะติดปะต่อกันอย่างไรได้ อีกทั้งสภาวะบ้านเมืองที่ระส่ำระสาย ถ้าหากทุกฝ่ายไม่หันหน้าเข้าหากัน บ้านเมืองก็จะไปไม่รอด ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญ เหมือนกิ่งไม้เล็ก ๆ ที่มัดรวมกันเป็นมัดใหญ่ ๆ ไม่มีทางที่ใครจะมาหักได้ แม้แต่ช้างจะกระทืบก็ยังลำบากใจว่าจะกระทืบยังไงให้มันละเอียด ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยให้ประเทศชาติพ้นวิกฤต ประเทศชาติจะไปรอดได้ อยู่ที่ความสามัคคีของทุกฝ่ายด้วย

ส่วนความคาดหวังของผมในปีใหม่นี้ก็ไม่มีอะไรมากครับ

1. ทำธีสิสให้เสร็จ สอบธีสิสให้ผ่าน เพื่อจะได้จบการศึกษาเป็นมหาบัณฑิตซะที หลังจากที่เรียนมานานถึง 4 ปีแล้ว จบแล้วจะได้ไปหางานทำหรือหาช่องทางเรียนต่อที่อื่นอีก

2. หาคนรู้ใจอยู่คับ ตอนนี้ยังไม่สมหวัง แต่ผมก็พยายามมองโลกในแง่ดีเอาไว้ว่าซักวันผมอาจเจอคนที่ถูกใจและใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข และเป็นคนที่ผมรักด้วย ผมเองก็เคยโดนผู้หญิงหลอกให้ความหวังแล้วก็สลัดทิ้งไปอย่างไม่ไยดี ทำให้ผมเจ็บปวดมาแล้ว แต่ผมก็ยังคงหาคนที่จริงใจกะผมอยู่ต่อไป

3. พยายามระวังตัวในการคบหากับผู้อื่น รู้จักขอบเขตในการคบค้าสมาคมกะคนรอบข้าง และรู้ว่าควรวางตัวให้อยู่ในระดับไหน ควรวางระดับความสัมพันธ์ให้อยู่ในขอบเขตใดจึงจะเหมาะสม ไม่งั้นเราอาจมีปัญหาไม่สบายใจจากความไม่เข้าใจกะผู้อื่น หรือแม้กระทั่งบางกรณีอาจเป็นการหลวมตัวให้เค้าใช้เราเป็นเครื่องมือได้ ในกรณีทื่เจอคนนิสัยไม่ดีเข้า

4. ขอให้แมนยูเป็นแชมป์พรีเมียร์ชิพคับผม รอมา 4 ปีแล้ว อยากให้กลับมาครองบัลลังก์แชมป์อีกครั้ง

5. ขอให้แวร์เดอร์ เบรเมนเป็นแชมป์บุนเดสลีก้า อีกทั้ง ถ้าเป็นแชมป์ยูฟ่าคัพได้ยิ่งดี เพราะปีนี้เบรเมนมีโอกาสมากสุดแล้ว เพราะปีถัดไปการลุ้นแชมป์จะยากลำบากขึ้นอีกมากมายเนื่องจากทีมใหญ่ ๆ อย่างชาลเก้ก็มีเงินสนับสนุนในการทำทีมจากเสี่ยเจ้าของก๊าซพรอม (Gasprom) ของรัสเซียซึ่งเงินหนามาก อีกทั้งบาเยิร์น มิวนิคเองก็ยังมีศักยภาพมากพอที่จะเป็นทีมลุ้นแชมป์อีกด้วย

4. ขอให้ทีมจากเยอรมันที่เหลือน้อยในบอลยุโรป ทำผลงานให้แจ่มแจ๋ว เพื่อให้สัมประสิทธิของทีมจากเยอรมันในบอลยุโรปพุ่งขึ้นสูงซักที ก็หวังว่าบาเยิร์น มิวนิค ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น และแวร์เดอร์ เบรเมนจะสร้างผลงานได้ดีจนถึงแชมป์หรือเข้าชิงชนะเลิศ

5. ขอให้ผมเป็นคนดีกว่าเดิม ทำคุณประโยชน์เพื่อครอบครัว สังคมส่วนรวม และประเทศชาติมากกว่าเดิม มีความเสียสละและมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน รู้จักเคารพและให้เกียรติผู้อื่นมากขึ้น เพื่อที่ผมจะได้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีกด้วย

สุดท้ายนี้ผมก็ขออวยพรให้ทุกคนมีความสุขตลอดช่วงปีใหม่ คิดสิ่งใดขอให้สมความปรารถนาถ้าสิ่งนั้นไม่เป็นการทำลายสังคมส่วนรวม ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย พระพุทธมณีมหารัตนปฏิมากรณ์ พระสยามเทวาธิราช เจ้าพ่อหลักเมือง อีกทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก จงคุ้มครองให้ทุกคนแคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง เทอญ ...




 

Create Date : 01 มกราคม 2550    
Last Update : 1 มกราคม 2550 14:20:07 น.
Counter : 200 Pageviews.  

งานจุฬาวิชาการ 2548 (ตอนจบ)

มาต่อกันนะคับ ถึงแม้ว่าจะเลยช่วงจุฬาวิชาการมานานมาก ๆ แล้วก็ตาม หุหุหุหุหุ

ปกติถึงผมจะเรียนนิติศาสตร์และสนใจอะไรที่เกี่ยวกับกฎหมาย แต่ก็แปลกที่ว่าผมไม่ค่อยมีกระบวนทัศน์ที่ออกไปในแนวนิติศาสตร์มากนัก ออกจะเอาหลายแนวคิดมาโขลก ๆ รวม ๆ กันบ้าง เพราะผมถือว่าการที่เราจะวิเคราะห์ปัญหาสังคม กลไกต่าง ๆ ของสังคมได้นั้น ไม่ควรมองแค่เพียงด้านใดด้านหนึ่ง เราควรมองให้รอบด้าน กฎหมายก็ถือเป็นกลไกการขัดเกลาทางสังคม แต่ก็เป็นแค่เพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น เพราะยังมีกลไกอื่น ๆ อีกเช่นวิถีชาวบ้าน จารีต เป็นต้น แต่กระนั้นเมื่อมีนิทรรศการของคณะผมในจุฬาวิชาการ ผมเองก็อดไปดูไม่ได้ เพียงแต่ผมดูผ่าน ๆ ไม่ค่อยสนใจจริงจัง

นิทรรศการคราวนี้ด้วยความที่ผมดูผ่าน ๆ ผมก็ขอเล่าแบบคร่าว ๆ แล้วกันครับ เรื่องของเรื่องคือเมื่อผมเข้าไปดูนิทรรศการของคณะนิติศาสตร์ ผมว่ามันก็มีเรื่องน่าสนใจอยู่หลายเรื่องเลย เรื่องแรกที่ผมไปดูก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับคุก เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคุกเอกชนซึ่งเป็นอีกแนวคิดหนึ่งในเรื่องคุก โดยในปัจจุบันจำนวนนักโทษที่มีอยู่ในประเทศไทยนั้นมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่คุกของรัฐบาลมีจำนวนไม่เพียงพอต่อนักโทษที่มีมากขึ้น จึงได้มีแนวคิดเกี่ยวกับการเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาทำกิจการห้องขังนักโทษเพื่อบรรเทาภาระของรัฐบาล การเข้ามาทำกิจการคุกขังนักโทษนั้นเอกชนจะต้องทำสัญญากับรัฐซึ่งเป็นสัญญาในทางมหาชน โดยรัฐบาลมีสิทธิเลิกสัญญาเมื่อไหร่ก็ได้เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และรัฐต้องจ่ายค่าเสียหายเยียวยาแก่เอกชนนั้นตามกระบวนการของกฎหมาย แน่นอนว่ากระบวนการทำสัญญาทางปกครอง การชดใช้เยียวยา การระงับข้อพิพาทในเมืองไทยมีอยู่แล้ว โดยเฉพาะกระบวนการทางศาลปกครองซึ่งเป็นกระบวนการแก้ไขเยียวยานั้นก็ถือว่าเป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพพอสมควรในปัจจุบัน ถือได้ว่าในอนาคตหากมีการเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาทำกิจการห้องขังอาจจะเป็นนิมิตหมายที่ดีไม่น้อยในการแบ่งเบาภาระของรัฐบาลได้ส่วนหนึ่ง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าภาครัฐจะมีกฎหมายมารองรับในส่วนของการให้เอกชนมาทำกิจการห้องขังหรือไม่ รวมถึงจะมีกฎหมายออกมาเกี่ยวกับการโอนย้ายตัวนักโทษระหว่างคุกรัฐบาลกับคุกเอกชนหรือไม่ด้วย ซึ่งเราต้องติดตามกันต่อไป

ต่อมาก็เป็นบอร์ดเกี่ยวกับความผิดหมิ่นประมาท ดูผิวเผินเนื้อหาบนบอร์ดอาจจะธรรมดา แต่จริง ๆ แล้วเป็นมิติใหม่ในการตีความกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดหมิ่นประมาทให้ครอบคลุมไปถึงกรณีการส่งข้อความทางอินเตอร์เน็ตที่ทำให้ผู้ถูกกล่าวอ้างถึงเป็นที่ดูถูกเกลียดชังในสังคม โดยปกติในทางกฎหมายอาญา บุคคลใดกล่าวกับผู้อื่นอันเป็นเหตุให้บุคคลที่สามได้รับการดูถูกเกลียดชัง การกระทำนั้นถือเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ถ้ามาว่าถึงการส่งข้อความทางอินเตอร์เน็ตประเภทอีเมลนั้น ปกติเป็นการส่งข้อความไปหาผู้อื่นซึ่งเป็นข้อความที่ส่งความหมายทางภาษา ทำให้ผู้รับอีเมลได้รับรู้ว่าข้อความนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นข้อความที่อ้างถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งในทางเสียหายแล้วนั้น ในทางกฎหมายอาญาถือว่าเป็นหมิ่นประมาทได้เช่นกันเพราะกฎหมายอาญาถือเอาข้อความสำคัญกว่าวิธีการส่งข้อความ ดังนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นการส่งข้อความทางอีเมล ไม่ว่าจะเป็นวิธีการส่งปกติหรือส่งต่อ (Fwd.) หากเป็นการทำให้บุคคลที่สามได้รับการดูถูกเกลียดชัง ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดทางอาญาฐานหมิ่นประมาทเช่นกัน แน่นอนว่าผู้ที่ส่งอีเมลให้ระวังตัวเอาไว้เพราะหากส่งข้อความที่ล่อแหลมต่อการเข้าองค์ประกอบความผิดนี้ก็อาจะถูกฟ้องได้หากมีหลักฐานเพียงพอ ซึ่งก็น่าจะระวังเอาไว้บ้าง ถึงแม้จะจับหลักฐานยากพอสมควรก็ถาม ไม่ว่าจะเป็นอีเมลนินทาดารา อีเมลด่านักการเมือง เป็นต้น

ต่อมาเป็นนิทรรศการของคณะรัฐศาสตร์ซึ่งผมเองก็เดินเข้าไปดูไม่มากนัก แต่ผมมองว่าคราวนี้คณะรัฐศาสตร์จัดนิทรรศการได้ดีพอสมควร ต่างจากคราวที่แล้วซึ่งไม่มีอะไรเลย นิทรรศการที่ผมเข้าไปดูอย่างเป็นเรื่องเป็นราวหน่อยก็เห็นจะเป็นนิทรรศการที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการทางการเมืองหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 โดยนิทรรศการนี้มีการจัดแผนผังเรียงลำดับเหตุการณ์ทางการเมืองตามระยะเวลา ซึ่งในแต่ละช่วงเวลาก็มีเหตุการณ์แตกต่างกันไป อย่างเช่น มีเหตุการณ์ส.ส.ถือปืนเข้าไปในสภาเมื่อปี 2476 มีการรัฐประหารในปี 2490 กบฏวังหลวงในปี 2492 การโกงการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ในปี 2500 เป็นต้น จนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งผมดูแล้วก็ได้เนื้อหาสาระและความรู้มากมาย ทั้งยังได้เห็นข้อเท็จจริงที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนด้วย ในงานก็จะมีเกมให้เล่น แต่เสียดายที่เป็นเกมเล่นกันสนุก ๆ ไม่มีรางวัลให้ครับ เหอ ๆๆๆๆๆ เป็นเกมทายปัญหาเกี่ยวกับเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยทางการเมืองแบ่งเป็น 3 อย่าง คือ ทายนายกรัฐมนตรีเจ้าของวาทะเด็ด ทายวาทะของนักการเมืองอื่น ๆ และทายเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการเมืองที่ละเอียดลึกลงไป เป็นต้น ซึ่งผมก็ตอบได้ไม่มากนักครับเพราะผมเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ค่อยได้สนใจเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองในยุคเก่ามากนัก แต่กระนั้นผมก็ได้สาระและความรู้มากมายในนิทรรศการของคณะรัฐศาสตร์นี้

เอาเป็นว่าพอแค่นี้แล้วกันครับ ส่วนนิทรรศการของคณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์นั้นผมเองก็ไม่ค่อยจะได้รู้อะไรมากมายนัก เพราะผมไปดูแบบผ่าน ๆ และไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนี้มากเท่าไหร่เลยไม่รู้จะเอามาบรรยายยังไงดี แต่กระนั้นจุฬาวิชาการคราวนี้เป็นจุฬาวิชาการครั้งที่ 4 ของผมและเป็นจุฬาวิชาการที่ผมรู้สึกสนุกที่สุดครั้งหนึ่งเลยทีเดียว หวังว่าจุฬาวิชาการครั้งหน้า น้อง ๆ ชาวจุฬาจะมีสาระน่ารู้ควบคู่กับความบันเทิงเล็ก ๆ น้อย ๆ มาให้คนไทยได้ชมเพื่อเป็นวิทยาทาน เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยอีกเหมือนเดิมนะครับ




 

Create Date : 23 เมษายน 2549    
Last Update : 23 เมษายน 2549 12:53:10 น.
Counter : 198 Pageviews.  

เรื่องราวความซวยรับปีใหม่…

เมื่อเย็นวันพุธที่ 11 ม.ค. 48 ผมได้ไปเตะบอลที่สนามรักบี้หน้าพระรูป โดยเดินไปคนเดียว ไปขอเตะเล่นกับทีมที่เล่นกันอยู่ ทีมที่เค้าเตะก็อนุญาตให้ผมเตะบอล ระหว่างนั้นผมก็เอากระเป๋าผ้าและถุงรองเท้าวางไว้กับกองสัมภาระของพวกที่เตะบอลด้วยกัน ซึ่งวางไว้ข้าง ๆ เสาโกลรูหนู บังเอิญว่าตรงที่วางกองกระเป๋านั้นเป็นใต้ร่มไม้ ตอนที่ยังไม่มืดมันก็โอเคดี มีคนเฝ้าใกล้ชิด ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอมืดแล้ว ไฟสนามก็เปิด แต่แสงไฟส่องไปไม่ถึงเสาโกลและกองกระเป๋า กลุ่มที่ผมเตะบอลด้วยก็เลยเลื่อนเสาโกลมาให้เจอแสง แต่ไม่ได้เลื่อนกองกระเป๋ามาด้วย กระเป๋าพวกนั้นก็ตกอยู่ในมุมมืด ไม่มีใครดูแล ไม่มีใครสังเกตเห็น พอผมเตะบอลเสร็จ ผมกำลังจะไปหยิบกระเป๋า ปรากฏว่ากระเป๋าผมหาย !!! หายทั้งใบ !!! โอ้ว ก้อด !!! ในนั้นมีอะไรบ้างเนี่ย !!! ในนั้นมีกระเป๋าตัง เงินสด 100 บาท มือถือ กุญแจบ้าน กุญแจห้องอาจารย์ กุญแจล็อกเกอร์ที่สนามกีฬา แฮนดี้ไดรฟ์ของอาจารย์ ชุดเก่งของผม กางเกงว่ายน้ำและอุปกรณ์ว่ายน้ำทั้งหลาย ผ้าเช็ดตัวที่เพิ่งได้มาใหม่ไม่กี่สัปดาห์ บัตรสมาชิกศูนย์ฟิตเนสในหมู่บ้าน แว่นตา เน็คไทสีสวยเนื้อผ้าชั้นดีที่พี่เขยซื้อมาให้จากเมืองจีนและอีกสารพัด ไปกะกระเป๋าที่ขาด ๆ วิ่น ๆ ด้วย

ผมพยายามโทร.ตามไปที่มือถือผมด้วยหวังว่าคนที่หยิบไปอาจจะหยิบกระเป๋าผิด แต่แปลกที่ว่าตอนโทร.ไปช่วงแรก ๆ ไม่มีคนรับสายแต่โทร.ไปช่วงหลัง ๆ กลับไม่มีเสียงรอสาย เหมือนโทรศัพท์ปิดและถูกถอดซิม คราวนี้ผมสันนิษฐานว่าน่าจะโดนขโมยไป ผมเลยไปแจ้งความของหายที่สน.ปทุมวัน โชคดีที่เพื่อนที่เตะบอลด้วยกันเค้าเห็นใจผมเลยให้ตังผมมา 40 บาทเผื่อเป็นค่ารถกลับบ้าน ผมเลยไปแจ้งความได้และผมก็โทร.บอกที่บ้านด้วยโทรศัพท์ของเพื่อนที่คณะ จากนั้นผมก็กลับบ้านกะเพื่อนผมที่บ้านอยู่ใกล้กัน แล้วผมก็ไปทำเรื่องแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทีละขั้นทีละตอนเพื่อให้ลุล่วง

มาวันศุกร์แม่ผมได้โทรศัพท์มาจากบ้านน้าผมว่ามีคนโทร.มาว่าพบกระเป๋าตังตกอยู่ที่วินมอเตอร์ไซค์แถว ๆ บางแค พ่อกะแม่ผมเลยไปเอามาให้ เรื่องของเรื่องก็คือ เค้าโทร.มาโดยดูจากที่อยู่ในบัตรประชาชนซึ่งเป็นที่อยู่ของสำมะโนครัวเก่าซึ่งแต่เดิมครอบครัวผมกะครอบครัวน้าผมใช้สำมะโนเดียวกัน แต่ตอนนี้ผมย้ายมาเกือบ 3 ปีแล้ว เค้าเลยโทร.มาที่บ้านน้าผม พอแม่ผมไปเอากระเป๋าตังมาให้ปรากฏว่าบัตรนิสิต บัตรประชาชน ใบขับขี่ เอกสารอื่น ๆ ในบัตรมีครบหมดยกเว้นบัตรฟิตเนสซึ่งอยู่อีกช่องนึง ก็โชคดีไป จากนั้นคนที่อ้างว่าได้พบกระเป๋าตังผมก็โทร.มาหาที่บ้านน้าผมรวมถึงโทรศัพท์มือถือแม่ผมอยู่เรื่อย ๆ แม่ผมเลยสงสัย เลยมาเล่าให้ผมฟังว่าทำไมต้องมาโทร.ติดตามผลอะไรบ่อย ๆ นัก จึงสงสัยว่าหมอนั่นน่าจะพวกเดียวกัน ซึ่งเมื่อขโมยไปแล้วก็ขโมยไม่หมด เอาของบางส่วนออกไปแล้วมาทำทีว่าเก็บของได้ เป็นพลเมืองดี แสร้งโทร.ติดตามตลอดเพื่อตามการเคลื่อนไหวของคนที่ตัวไปขโมยของมาว่าตอนนี้เป็นไงบ้าง จะไปไหน จะทำอะไร ซึ่งทั้งบ้านก็ลงมติว่าพวกนี้มันทำกันเป็นขบวนการตามติดไปเรื่อย ๆ

เรื่องนี้เป็นอุทธาหรณ์ให้เราระวังตัวเกี่ยวกับทรัพย์สินและของมีค่าว่าอย่าวางทิ้งไว้ส่ง ๆ ควรเอาวางไว้ใกล้ ๆ ตัว ยิ่งกว่านั้นถ้ามีล็อกเกอร์ก็ควรเก็บเอาไว้ในล็อกเกอร์ และเอาไปแต่ของที่ไม่น่าจะมีค่ามากมายนัก ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของตัวเราเอง ไม่งั้นก็ต้องมาวุ่นวายที่ต้องมาซื้อมือถือใหม่ มาทำเรื่องอายัดบัตร ระงับการใช้เบอร์ ซึ่งยุ่งยากวุ่นวายใจ ผมเองก็ถือว่ามันก็เป็นเรื่องซวยและก็เป็นความซวยซึ่งมีส่วนหนึ่งมาจากความประมาทของผมด้วย ผมเองก็หวังว่าเรื่องนี้คงจะเป็นอุทธาหรณ์ให้ข้อคิดได้เป็นอย่างดีแก่ผู้ที่จะต้องไปไหนมาไหนแล้วมีของติดตัวไป ซึ่งอย่าไปไว้ใจว่าสถานที่ที่เป็นมหาวิทยาลัยจะปลอดภัยไปซะหมด เดี๋ยวนี้ขนาดจุฬาซึ่งมียามรักษาความปลอดภัย เป็นสถานที่ที่ไม่น่าจะมีเหตุของหาย ของโดนขโมยก็ยังมีมิจฉาชีพเข้ามาขโมยของอยู่เนือง ๆ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะบางที่ของจุฬามีบุคคลภายนอกเข้า ๆ ออก ๆ อยู่เป็นประจำ อย่างเช่นที่สนามรักบี้หน้าพระรูปที่มีคนมาเตะบอลก็ไม่ได้มีแค่นิสิตมาเตะบอลเท่านั้น ยังมีคนจากที่ไหนก็ไม่รู้เข้ามาเตะบอลด้วยเต็มไปหมด และผมก็เชื่อว่าคนที่เอาของของผมไปน่าจะเป็นคนที่ไม่ใช่นิสิต ขนาดในคณะผมเองมอเตอร์ไซค์ของเจ้าหน้าที่คณะที่จอดไว้ยังหายเลย ดังนั้นจึงไว้ใจไม่ได้

แต่ก็น่าแปลกที่ช่วงนี้มีแต่คนเจอเรื่องซวย ๆ เพื่อนผมคนนึงเผลอทำโน้ตบุ๊คเครื่องใหม่ราคาหลายหมื่นตกแตกกระจาย อีกคนกระเป๋าตังหาย อีกคนก็เกือบถูกรถข้าง ๆ พุ่งมาชนระหว่างขับรถอยู่ ซึ่งเพื่อนผมก็เบรคจนล้อล็อกจ๊าก ยางไหม้เป็นควัน พื้นถนนด้านหลังเป็นรอยยางยาวเหยียด เป็นต้น ซึ่งยังไงก็ตามก็ต้องพยายามระวังให้มาก จึงขอฝากเอาไว้ให้ผู้เข้ามาอ่านระมัดระวังทรัพย์สินให้ดี ๆ เวลาออกไปไหนซึ่งสำคัญมาก ไม่งั้นผลเสีย ความโชคร้ายจะตกอยู่ที่ตัวท่านเอง ต้องพยายามอย่าประมาทในการดำรงชีวิต มีสติยั้งคิดและระมัดระวังตัวเสมอเพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง

ขอขอบพระคุณพ่อแม่ และคนในครอบครัวที่เป็นธุระช่วยเหลือผมหลายอย่างในเรื่องนี้ ผมจะไม่มีวันลืมพระคุณของท่านเลย

ขอบพระคุณอ.วิทิตที่นอกจากท่านจะไม่ดุด่าผมอย่างสาดเสียเทเสีย ซึ่งก็ถือเป็นพระคุณยิ่งแล้ว ท่านยังเข้าใจ ปลอบใจและให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาผม รวมทั้งยังให้ช็อกโกแล็ตเป็นเครื่องปลอบขวัญอีกด้วย

ขอบคุณน้องย้ง แห่งคณะวิศวฯ จุฬาฯ ที่ช่วยเป็นธุระหาของให้และยังให้เงินผมมา 40 บาทเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างกลับบ้าน แค่นี้ถือว่าเป็นน้ำใจสุดประเสริฐแล้วครับ

ขอบคุณเป้ เพื่อนนิติฯ จุฬาฯ 42 ของผมซึ่งมีน้ำใจอาสาขับรถมาส่งผมถึงบ้าน เป็นเพื่อนยามทุกข์ยากของผมจริง ๆ

ขอบคุณเพื่อน ๆ รุ่นพี่ รุ่นน้อง และคนอื่น ๆ ที่คอยเป็นห่วงผม พยายามให้ความช่วยเหลือผม และให้กำลังใจผมมาตลอดในยามที่ผมประสบปัญหาทุกข์ยากกับเรื่องเฮงซวยนี้

ขอขอบคุณทุกท่านมาก ๆ ครับ




 

Create Date : 15 มกราคม 2549    
Last Update : 15 มกราคม 2549 23:43:41 น.
Counter : 161 Pageviews.  

สวัสดีปีใหม่.....ความทุกข์ยากผ่านไปและความปรารถนาอันมากมายในปี 2549

เมื่อปีเก่าผ่านไป ปีใหม่เข้ามา.....

และแล้วก็มาบรรจบอีกครั้งสำหรับเทศกาลปีใหม่ซึ่งทำให้ผมรู้สึกแก่ไปอีก 1 ปี ในช่วงปี 2548 ที่ผ่านมาก็ได้ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นเกี่ยวกับชีวิต ได้เห็นอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยเห็น และได้มีประสบการณ์มากมายที่คุ้มค่า

ปี 2548 นั้น.....

...เป็นปีที่ผมรู้ว่าตัวเองอ้วนขึ้นจนน้ำหนัก 103 กิโล ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่ผมอ้วนได้ขนาดนี้ ตอนนี้โชคดีที่ผมลดลงมาเหลือ 95 กิโลแล้ว และผมก็จะพยายามลดต่อไป...

...เป็นปีที่ผมได้เข้าร่วมแสดงความยินดีที่เพื่อนผมสมัยเรียนม.ปลายคนหนึ่งแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว คนอื่น ๆ ก็บ่น ๆ เหมือนกันว่าทำไมตัวเองยังไม่แต่งงานซะที แต่ผมเองไม่ได้ยี่หระกะเรื่องนี้ ผมยังไม่มีแฟน และผมก็กำลังรอใครคนนึงมาเป็นเพื่อนคู่คิด ใช้ชีวิตร่วมกัน มีความรู้สึกที่ดี ๆ ต่อกัน ไปด้วยกันได้ เมื่อมีความสุขก็สนุกด้วยกัน เมื่อมีปัญหาก็หันหน้าเข้าหากัน และก็ยังคงรอ...รอ...แล้วก็รอ..........

...เป็นปีที่ผมรู้ตัวว่ากำลังจะมีหลานเพราะพี่สาวคนที่ 3 ของผมแกตั้งท้องได้ 4 เดือนแล้ว และได้ยินมาว่าน่าจะเป็นหลานสาว...

...เป็นปีที่ผมเงินช็อตสุด ๆ ต้องกระเบียดกระเสียรใช้เงิน พยายามเก็บเงินให้ได้มากที่สุดเพื่อเอาไปลงทุนในเรื่องของการศึกษา ค่าใช้จ่ายส่วนตัว...

...เป็นปีที่ผมกับเหล่าเพื่อน ๆ ม.ปลายมีกิจกรรมสนุกเฮฮาปาร์ตี้กันมากที่สุด ซึ่งก็เป็นการฉลองความสัมพันธ์ครบรอบ 10 ปีที่ได้รู้จักกันพอดี มีทั้งไปแด๊นสุดเหวี่ยงตอนกลางคืนของทุก ๆ เดือน ไปเที่ยวต่างจังหวัด คาราโอเกะ โยนโบว์ลิ่ง นัดทานข้าวกันบ่อยขึ้นมาก...

...เป็นปีที่ผมได้พบกับเพื่อนที่หายหน้าไปนาน อย่างเช่น พระอัณณพ สนฺตกาโย เป็นต้น...

...เป็นปีที่ผมเที่ยวกลางคืนบ่อยที่สุด สนุกสุดเหวี่ยงกันทุกเดือน ถึงแม้ว่าผมจะเที่ยวเดือนละครั้งก็ตาม แต่ผมก็สนุกมาก ๆ จนผมรู้สึกว่าผมได้ใช้ชีวิตได้คุ้มค่าพอสมควร...

...เป็นปีที่ผมพบกับความเหนื่อยยากในการทำโครงร่างวิทยานิพนธ์ ยังดีที่กรรมการสอบทั้ง 5 ท่านใจดีมาก ๆ ผมก็เลยสอบโครงร่างผ่านมาได้ และกำลังจะรวมข้อมูลขั้นสุดท้ายเพื่อเขียนเล่มใหญ่...

...เป็นปีที่ผมได้ทำงานกับอ.วิทิตเป็นปีที่ 2 ซึ่งผมก็ได้ประสบการณ์และสิ่งที่ดี ๆ มากมายในการทำงานกับท่าน ผมได้แนวคิดในการทำงานและความรับผิดชอบในการงานจากท่านไปมากมายซึ่งผมจะพยายามนำเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด...

...เป็นปีที่ผมได้มีประสบการณ์เจ็บปวดในการจีบสาว (อีกแล้ว)...

ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านล่วงเลยไปแล้วตั้ง 1 ปี แต่ความทรงจำที่ดีต่าง ๆ นานาก็ยังคงอยู่ในใจผมมาตลอด แต่อดีตก็เป็นสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว ไม่มีทางย้อนกลับคืนมา เรามีช่วงเวลาปัจจุบันที่เราเป็นเจ้าของอยู่เพื่อที่จะก้าวไปสู่เป้าหมายในอนาคต กระนั้นก็ตาม คนเราต่างก็ต้องมีเป้าหมายและความมุ่งมาดปรารถนาที่จะต้องทำให้บรรลุ เป้าหมายและความปรารถนาของผมมีดังนี้

1. พยายามทำวิทยานิพนธ์เล่มใหญ่ให้เสร็จโดยเร็วที่สุดเพื่อที่จะได้เรียนจบไปทำงานรับใช้สังคม

2. เนื่องจากผมได้ตกลงกับอ.วิทิตเอาไว้ว่าจะทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยกับท่านเป็นเวลา 2 ปี และเวลานั้นก็ใกล้มาถึง ผมต้องพยายามหาคนมารับช่วงต่อจากผมให้ได้ เพื่อที่จะได้สานงานต่อจากผม และจะได้ช่วยงานอ.วิทิตเพื่อช่วยให้งานของท่านราบรื่น

3. เป็นคนที่ขยันและรับผิดชอบหน้าที่มากกว่าเดิม

4. ระวังตัวบุคคลผู้ไม่หวังดีซึ่งบางคนก็อยู่ไกลแต่ยังอุตส่าห์ส่งพลังทำลายมาถึงตัวผมได้ บางคนก็อยู่แค่ปลายจมูกพร้อมจะเผด็จศึกได้ทุกเวลา บางคนก็ยังไม่ออกหัวออกก้อยว่าจะประสงค์ดีหรือประสงค์ร้าย บางคนก็หน้าไหว้หลังหลอก ต่อหน้าก็พูดคุยกันปกติแต่ลับหลังก็แทงข้างหลังผมยับ เป็นแผลเหวอะหวะ แต่กระนั้นผมก็จะพยายามทำสิ่งดี ๆ ต่อผู้อื่นด้วยใจจริง ทั้งต่อหน้าและลับหลัง จะพยายามดีกะคนอื่นให้มากที่สุดเท่าที่ผมสามารถจะทำได้

5. อ้อนปะป๊าขอรถคันนึง เพราะผมเองเดินทางไปมหาวิทยาลัยไม่สะดวกนัก เพราะรถเมล์มีน้อย รถไฟฟ้าก็ยังมาไม่ถึง คมนาคมไม่สะดวก จึงควรมีรถส่วนตัวเอาไว้เพื่อความสะดวกบ้างโดยที่รถคันนั้นเป็นรถยี่ห้อโปรดในดวงใจและไม่กินน้ำมันมากเกินไปนัก จะมือหนึ่งหรือมือมากกว่าหนึ่งก็ได้ แล้วแต่ปะป๊า เท่านั้นก็พอแล้วคับ

6. ขอให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุคแห่งความสมานฉันท์ ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาให้สำเร็จลุล่วง ผมมองว่าปีใหม่นี้ประเทศไทยจะเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งวิกฤตการณ์อีกครั้ง และน่าจะหนักเอาการ ถ้าทุกฝ่ายไม่ยินยอมพร้อมใจหันหน้าเข้าหากัน จับเข่าคุยกัน ประสานประโยชน์กัน เพื่อประโยชน์ของสังคมและชาติบ้านเมืองเป็นหลัก เมืองไทยไม่รอดแน่

7. ขอให้สังคมโลกมีสันติมากกว่าที่เป็นอยู่ แน่นอนโลกเรามันวุ่นวายด้วยสงคราม ความอดอยากยากแค้น การเอารัดเอาเปรียบ กิเลสตัณหา และความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด โดยเฉพาะประเทศที่ประกอบไปด้วยมลรัฐ 52 มลรัฐอย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งสร้างแต่สิ่งเลวร้ายต่าง ๆ นานาเอาไว้บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำสงครามรุกรานประเทศอื่น แทรกแซงทางเศรษฐกิจเพื่อหวังสินทรัพย์จากประเทศเหล่านั้น เผยแพร่วัฒนธรรมการกินอยู่อันแสนจะเลวร้าย เผยแพร่ความรุนแรงผ่านสื่อต่าง ๆ อันก่อให้เกิดปัญหาสังคม หวังว่าสหรัฐอเมริการัฐอันธพาลคงจะเพลา ๆ การกระทำของตนหรือหยุดเสียทีเพื่อสันติภาพของโลกจะได้กลับคืนมา

8. หวังว่าคงจะเจอคนรู้ใจซักที ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะมีสาวคนไหนที่พอจะเป็นเพื่อนคู่คิดชีวิตสุขสันต์ของผมได้บ้างหนอ.......????

9. พยายามไม่ใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อจนเกินไป ใช้เงินอย่างพอดี อาจจะมีปาร์ตี้บ้างแต่ก็ไม่มากนัก แต่กระนั้นก็ต้องไม่บีบตัวเองจนเกินไปจนทำให้ลำบากตัวเอง อยู่อย่างพอมีพอกินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

10. ขอให้ทีมชาติเยอรมันได้แชมป์โลกในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมันเองเป็นเจ้าภาพ เรื่องของเรื่องก็คือผมเชียร์ทีมชาติเยอรมันมาตั้งแต่ปี 1990 ในช่วงบอลโลกที่อิตาลี แน่นอนว่าเยอรมันชุดนั้นเป็นเยอรมันที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ชุดปี 1974 นับจากนั้นผมก็สนใจศึกษาเกี่ยวกับฟุตบอลเยอรมันมาตลอด จึงได้รู้ว่าความเป็นนักสู้คืออะไร และต้องทำอย่างไรเพื่อจะให้ไอ้ความเป็นนักสู้เช่นว่าบังเกิดขึ้น ผมอยากเห็นทีมชาติเยอรมันชุดปัจจุบันมีรูปแบบการเล่นที่เน้นการขึ้นเกมแบบต่อบอลจากแดนหลังมาแดนกลางและทะลุไปหากองหน้า ใช้ความแน่นอน ทุ่มเท และอดทนในการต่อบอลทำเกมรุกไล่บดบี้คู่ต่อสู้จนเปื่อยและท้อ ครองบอลเหนียวแน่น เข้าปะทะหนักหน่วงถึงลูกถึงคนยิ่งกว่ารายการคุณสรยุทธ เล่นอย่างเป็นระบบ มีวินัย รักษาเกมของตัวเองไว้ให้ได้นานที่สุด และที่สำคัญก็คือไม่เคยผ่อนการเล่นของตนเองหากยังไม่หมดเวลาการแข่งขัน ความเป็นนักสู้และความมีวินัยเช่นนี้เป็นสไตล์ของคนเยอรมันโดยแท้ ยิ่งกว่านั้นทีมชาติเยอรมันชุดนี้ประกอบไปด้วยนักเตะที่มีอนาคตไกลหลายคนด้วยกัน นักเตะเหล่านี้พร้อมที่จะสร้างยุคใหม่ของทีมชาติเยอรมันให้เกรียงไกรเหมือนเช่นในศตวรรษที่แล้ว ถ้าหากทีมชาติเยอรมันชุดนี้ได้แชมป์โลก จะเป็นการจุดประกายให้ฟุตบอลเยอรมันกลับมามีชีวิตชีวาและกร้าวแกร่งขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ฟุบไปเกือบ ๆ 10 ปี หวังว่านี่คงเป็นถ้วยการแข่งขันทัวร์นาเม้นท์ใหญ่ถ้วยแรกในสหัสวรรษใหม่นี้และเป็นถ้วยแรกในรอบ 10 ปีนับตั้งแต่ยูโร 96 นะคับ

นี่ก็เป็นเป้าหมายของผมที่จะต้องทำให้สำเร็จ และก็เป็นความปรารถนาที่ผมก็ได้แต่ภาวนาว่าคงจะสำเร็จเช่นกัน อย่างไรก็ตามก็ขอสวัสดีปีใหม่แก่ผู้ที่เข้ามาอ่านรวมถึงผู้ที่ไม่ได้เข้ามาอ่านทุกท่าน ขอความสุขสวัสดี ความมีสิริมงคล ความสำเร็จในชีวิตจงมีแก่ทุกท่านด้วยเทอญ.....




 

Create Date : 01 มกราคม 2549    
Last Update : 2 มกราคม 2549 17:27:07 น.
Counter : 235 Pageviews.  

งานจุฬาวิชาการ 2548 (3)

เรามาต่อกันนะครับสำหรับงานจุฬาวิชาการ 2548 คราวนี้เป็นการไปเดินดูนิทรรศการของคณะเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์

แต่เดิมในงานจุฬาวิชาการผมไม่ค่อยได้ไปดูนิทรรศการของคณะเศรษฐศาสตร์เท่าไหร่เพราะเมื่อก่อนผมมักจะมีอคติฝังใจที่ว่าถ้าในเรื่องของความเป็นเลิศในทางวิชาการเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทยต้องยกให้คณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งผู้ที่ก่อตั้งและสอนก็คือท่านอ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งผมนับถือมากในความเป็นคนเก่งและคนดีที่หายากอีกท่านหนึ่งในประเทศไทย ผมจึงให้ความเชื่อถือคณะเศรษฐศาสตร์ของค่ายท่าพระจันทร์มาก ส่วนค่ายอื่นนั้นผมไม่ค่อยสนใจนัก มาภายหลังนี่แหละที่ผมเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้นเกี่ยวกับความหลากหลายในทางวิชาการของแต่ละสถาบันซึ่งมีไม่ต่างกันนัก รวมถึงบุคลากรทางวิชาการที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันมาก แน่นอนว่าผมเริ่มหันมามองคณะเศรษฐศาสตร์จากค่ายสามย่านมากขึ้น ในแผ่นป้ายโฆษณานิทรรศการทางวิชาการของคณะเศรษฐศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับศาลาพระเกี้ยวนั้นได้มีนิทรรศการที่น่าสนใจอยู่มากมาย ซึ่งผมจะได้นำมากล่าวเป็นลำดับถัดไป แต่กระนั้นผมก็ขอออกตัวไว้ก่อนว่าผมไม่ได้มีพื้นฐานทางวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์มากนัก บางทีผมอาจจะเข้าใจเนื้อหาในทางวิชาการทางเศรษฐศาสตร์อย่างผิด ๆ ถูก ๆ ยิ่งกว่านั้นคือผมเองได้ไปดูในช่วง 2 ชั่วโมงสุดท้ายของวันสุดท้ายในงานจุฬาวิชาการ ผมจึงศึกษาข้อมูลอย่างลวก ๆ ไม่ละเอียดนัก ซึ่งถ้าหากข้อมูลของผมผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

นิทรรศการของคณะเศรษฐศาสตร์ที่ผมได้ไปชมมามีดังต่อไปนี้

1. นิทรรศการเกี่ยวกับปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือน – นิทรรศการทางวิชาการนี้เป็นนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือน ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดถึงกันมากในปัจจุบันไม่มากก็น้อยว่าหนี้สินเหล่านี้พอกพูนเพิ่มขึ้นมากในรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมาจนเป็นปัญหาที่เป็นที่ถกเถียงกันมาตลอดว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง แล้ววิธีแก้ปัญหาเป็นอย่างไร

หนี้สินภาคครัวเรือนเป็นภาระทางการเงินอันเกิดจากการสร้างหนี้ของประชาชนในส่วนที่เป็นผู้บริโภค ซึ่งข้อมูลชี้วัดทางด้านหนี้สินของประชาชนนั้นมาจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะมาจากธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ การสอบถามข้อมูลจากประชาชนในงานวิจัยภาคสนาม เป็นต้น โดยผลการวิจัยได้ระบุเกี่ยวกับตัวเลขคร่าว ๆ ของหนี้สินภาคประชาชนซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่าจากตัวเลขเมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยเป็นตัวเลขมูลค่าเฉลี่ยวัดเป็นสถิติมาตั้งแต่ปี 2543 จนถึง 2547 ซึ่งตัวเลขที่ออกมานั้นน่าตกใจเป็นอย่างมาก โดยในปี 2543 หนี้สินภาคครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ในระดับ 50,000บาทต่อหัว ในขณะที่ปีถัดมายอดหนี้ของภาคครัวเรือนได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งปี 2547 ยอดหนี้ต่อหัวอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 200,000 บาทซึ่งพอผมมานึกภาพแล้วก็น่าตกใจ เนื่องจากเงิน 2 แสนกว่านั้นก็ยังถือว่าเป็นปริมาณที่เยอะมาก ประชาชนคนตาดำ ๆ อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ นั้นการแบกรับภาระหนี้เช่นว่าคงจะเป็นเรื่องที่น่าลำบากใจไม่น้อย ในการหมุนเงินที่เป็นรายได้มาชำระหนี้ไม่ว่าจะเป็นรายเดือน หรือรายปี ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็มีสาเหตุและที่มาอันน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
สาเหตุของการที่หนี้สินภาคครัวเรือนพอกพูนทับถมกันขนาดมากมายมีดังนี้

ก) การขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศ – ตั้งแต่รัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นต้นมา เศรษฐกิจของประเทศได้ขยายตัวเป็นอย่างมาก มีการกระจายปริมาณเงินไปยังมือของประชาชนทำให้ประชาชนได้ทำการจับจ่ายใช้สอยซึ่งถือเป็นการสร้างหนี้อย่างหนึ่ง ซึ่งประชาชนก็ได้ทำการจับจ่ายใช้สอย บริโภคสินค้าและบริการกันอย่างมากมาย แต่กระนั้นการกระจายเงินไปสู่มือของประชาชนให้ประชาชนนำเอาไปบริหารสร้างหนี้นั้น ก็ควรเป็นการกระจายเพื่อให้ประชาชนได้ทำการใช้จ่ายเงินที่มีอยู่อย่างเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด และก่อผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าที่สุดต่อประชาชนในด้านการเงิน พูดง่าย ๆ ก็คือควรกระจายเงินไปสู่มือของประชาชนเพื่อให้นำไปสร้างหนี้เพื่อประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจในขั้นต้น และได้ผลตอบแทนจากการบริหารกิจกรรมเช่นว่ามาชำระหนี้เป็นลำดับต่อไป ซึ่งรัฐบาลทักษิณ 1 นั้นได้มีเมกะโปรเจคท์ที่เกี่ยวข้องกับการกระจายเงินไปสู่มือของประชาชนมากมาย อย่างเช่น กองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท ทุนSML รวมถึงนโยบายแปรสินทรัพย์เป็นทุน เป็นต้น อันเป็นนโยบายที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีปริมาณเงินในมือไปใช้สอย แต่รัฐบาลกลับไม่ได้ชี้นำการบริหารหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ มีแต่ส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคสินค้าและบริการกันอย่างฟุ่มเฟือย อันนำมาซึ่งปริมาณหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้นจนเป็นภาระต่อประชาชนอย่างมหาศาล

ข) การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก – มีการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยภูมิภาคที่มีการขยายตัวมากที่สุดนั้นเป็นภูมิภาคในแถบเอเชียได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย เวียดนาม เป็นต้น ทำให้การค้าระหว่างประเทศนั้นเฟื่องฟูอย่างมาก การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศก็มีมากขึ้นตามไปด้วย เมื่อมาดูประเทศไทยแล้ว จะเห็นว่าได้มีการนำเข้าสินค้าเข้ามาขายเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุตสาหกรรมหนัก สินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ สิ่งทอ รวมทั้งสินค้าเกษตรอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นการเปิดเสรีทางการค้าในแต่ละภูมิภาคของโลกได้ทำให้ปริมาณการค้าเพิ่มมากขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยพอสมควร อันก่อให้เกิดปริมาณการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น หนี้สินก็เพิ่งเป็นเงาตามตัว

ค) ราคาปิโตรเลียมที่สูงขึ้น – นับตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 จนมาถึงช่วงสหัสวรรษใหม่ ราคาปิโตรเลียมได้สูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงหลังจากการเกิดเหตุการณ์การก่อวินาศกรรมที่อาคารเวิลด์เทรดเซนเตอร์ กรุงนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายน ปี 2001 บรรดาพ่อค้าปิโตรเลียมรวมถึงนักเก็งกำไรได้พากันโก่งราคากันมากมาย เนื่องมาจากเกรงปัญหาการก่อการร้าย รวมถึงในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาได้มีสงครามใหญ่เกิดขึ้นก็คือสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอัฟกานิสถาน และสงครามสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิรัก ได้ทำให้มีปริมาณการใช้น้ำมันจำนวนมาก ประกอบกับการที่ความต้องการปิโตรเลียมได้เพิ่มขึ้นมากจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนและอินเดียซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลก ได้ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว แน่นอนว่าปิโตรเลียมเป็นปัจจัยสำคัญในการเป็นต้นทุนการผลิตทั้งในทางเกษตรกรรม อุตสาหกรรม รวมทั้งอุตสาหกรรมบริการ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงในเครื่องจักรการเกษตร เครื่องจักรทางอุตสาหกรรม เชื้อเพลิงเครื่องบิน เรือ รถไฟ รวมถึงเชื้อเพลิงในการประกอบอาหาร เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าปิโตรเลียมมีส่วนสำคัญในการเป็นต้นทุนการผลิตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจแทบจะทุกอย่าง และเมื่อราคาปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น ต้นทุนย่อมสูงขึ้น ราคาสินค้าย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แน่นอนว่าเมื่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าอาจจะมีผลกระทบต่ออุปสงค์บ้าง แต่สินค้าที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน มนุษย์เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะซื้อหามาใช้สอย แน่นอนว่าเมื่อรายจ่ายเพิ่มขึ้นประกอบกับการออมต่ำ ทำให้หนี้สินพอกพูน หนักเข้าก็เป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องการการเยียวยาโดยด่วน

ง) การกู้เงินนอกระบบ – เป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุแห่งปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนในปัจจุบัน เดี๋ยวนี้มีบรรดาบริษัทเอกชนได้ทำธุรกิจให้กู้เงินโดยไม่อยู่ในระบบการกู้ของธนาคาร แน่นอนว่าดอกเบี้ยเงินกู้ค่อนข้างแพง ถึงแพงมาก ทำให้ผู้กู้ต้องรับภาระดอกเบี้ยที่มากขึ้น ปริมาณหนี้ก็มากขึ้น

จ) การออมที่ต่ำและการบริโภคที่สูง – แน่นอนว่าเป็นธรรมชาติของประเทศที่อัตราการออมต่ำ ซึ่งมักจะเป็นประเทศกำลังพัฒนาซะส่วนใหญ่ ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น ประกอบกับปัญหาจากนโยบายที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบประชานิยมซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาการบริโภคเกินพอดี การใช้จ่ายเงินตราอย่างสุรุ่ยสุร่าย จนกระทั่งไม่ได้คำนึงถึงการเก็บออมทรัพย์สินของตน ส่งผลให้เงินเก็บมีน้อยหรือไม่มีเลย มีแต่หนี้สินที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ

สาเหตุเช่นว่าได้ก่อให้เกิดปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนที่พอกพูนเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เมื่อประชาชนเป็นหนี้มากขึ้น ต้องรับภาระทางด้าการชำระหนี้มากกว่าการจับจ่ายใช้สอยสินค้ามาอุปโภคบริโภค นั่นแหละที่จะทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ไม่มีเสถียรภาพ และแน่นอนว่าช่วงเวลาที่หนี้สินพอกพูนและมีการผลิตสินค้าออกมาล้นตลาดแล้วสินค้านั้นขายไม่ได้ จะทำให้เกิดปัญหาสุญญากาศในการเคลื่อนไหวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจขึ้นมาทันทีและที่แน่นอนยิ่งกว่านั้นก็คือเมื่อประชาชนมีหนี้สินพอกพูน ปัญหาสังคมก็ตามมา ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาล้มละลาย ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาคนว่างงาน เป็นต้น

นิทรรศการนี้น้องที่ควบคุมดูแลบอร์ดทำงานกันได้ดีมาก อธิบายเนื้อหาในบอร์ดได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนและทำให้ผมได้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ก็มีข้อติตรงที่เนื้อหาของบอร์ดควรเติมส่วนที่เป็นทางแก้ปัญหาเอาไว้ด้วยเพื่อให้เป็นแนวทางเอาไว้สำหรับผู้ที่เข้าชม เผื่อว่าจะได้เอาไปใช้ในทางปฏิบัติต่อไป แต่แค่นี้น้อง ๆ ก็ทำได้ดีแล้วครับ

2. นิทรรศการเกี่ยวกับการค้าเสรีระหว่างจีนกับอาเซียน – เป็นนิทรรศการเกี่ยวกับการค้าระหว่างจีนและอาเซียนซึ่งผมเองก็ดูอย่างลวก ๆ แต่ก็เป็นการต่อเติมแนวคิดของผมเกี่ยวกับเรื่ององค์การอาเซียนที่ผมเคยเรียนมาเมื่อ 2 ปีที่แล้วกับอ.วิทิต โดยบอร์ดนิทรรศการนี้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นมาของข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างจีนและอาเซียนหรือ ASEAN – China Free Trade Area ซึ่งเป็นความตกลงที่ได้ทำขึ้นระหว่างจีนกับองค์การอาเซียนที่จะเปิดเสรีทางการค้าต่อกันและกัน

ความเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอนี้มีผลบังคับใช้จริง ๆ ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 แต่มีรายการสินค้าบางประเภทที่ได้รับอนุญาตให้ทำการเปิดเสรีได้ก่อน (Early Harvest) ซึ่งรายการสินค้าเช่นว่านี้เป็นรายการที่เกี่ยวกับสินค้าประเภทผลไม้
ปริมาณการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนโดยภาพรวมนั้นจะเห็นได้ว่าเมื่อเทียบสินค้าชนิดเดียวกันและมูลค่าทางการค้ารวมทั้งหมดแล้ว อาเซียนได้เปรียบทางการค้ากับจีนอยู่พอสมควร แต่เมื่อเทียบปริมาณการค้าโดยจำแนกเป็นประเทศ ๆ ไปจะเห็นได้ว่าประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่จะค่อนข้างได้ดุลทางการค้ากับจีน ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เป็นต้น แต่ก็ยังมีบางประเทศในอาเซียนที่ขาดดุลทางการค้ากับจีนอย่างเช่น ไทย เป็นต้น ซึ่งเมื่อผมได้ดูแล้วผมก็รู้สึกว่ารัฐบาลไทยค่อนข้างสะเพร่าในการเจรจาเปิดเสรีทางการค้าเนื่องจากการเจรจาทางการค้าระหว่างจีนกับอาเซียน ถึงแม้อาเซียนจะเป็นองค์การระหว่างประเทศแต่ขั้นตอนการเจรจาก็ต้องมีไทยเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยส่วนหนึ่ง และการที่ไทยได้เจรจาในการส่งออกสินค้าไปที่จีนนั้นไทยเจรจาแค่ในส่วนของรัฐบาลกลาง แต่หาได้คำนึงว่าจีนนั้นเป็นรัฐรวมที่มีการกระจายอำนาจบางส่วนออกไปให้แต่ละมณฑลปกครอง แน่นอนว่ากฎหมายบางประเภท เช่น กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายที่เกี่ยวกับมาตรฐานสินค้า เป็นต้น ย่อมมีมาตรฐานแตกต่างกันไป จึงทำให้สินค้าไทยขายไม่ค่อยได้ในหลายมณฑล ในขณะที่สินค้าจีนทะลักเข้ามายังไทยมากมายเนื่องจากจีนเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตสูง และค่าแรงถูก ทำให้สินค้าขายได้มากกว่า ได้ดุลทางการค้าต่อไทยมากมาย ซึ่งผมเห็นว่าผู้ใหญ่ในรัฐบาลไทยควรหาคำตอบเช่นว่านี้ให้เจอ

3. นิทรรศการเกี่ยวกับประชากรและการพัฒนาเศรษฐกิจ – บอร์ดนี้ได้กล่าวถึงโครงสร้างประชากรที่มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยได้ทำการอธิบายถึงแนวคิดเกี่ยวกับโครงสร้างประชากรกับการพัฒนาเศรษฐกิจซึ่งมี 2 แนวคิดดังนี้

แนวคิดแรก มีหลักอยู่ว่า ประเทศที่มีประชากรมาก จะทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่มากจนก่อให้เกิดความสิ้นเปลืองในการบริโภค อัตราการออมต่ำเพราะภาระทางครอบครัวมากมาย ปัญหาสังคมก็มาก รัฐบาลรับภาระหนัก ซึ่งถ้าประชากรน้อยจะทำให้ทุกอย่างตรงกันข้าม

แนวคิดที่สอง มีหลักอยู่ว่าถ้าประชากรมากทำให้บุคลากรของประเทศมีความหลากหลาย กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ผลักดันความเจริญแห่งประเทศก็มีมาก ยิ่งถ้าทรัพยากรบุคคลมีคุณภาพแล้ว ความเป็นอยู่ของประชากรก็จะดี ปัญหาสังคมก็ไม่มาก และทำให้ประเทศเจริญ

ต่อมาก็ได้อธิบายเรื่องโครงสร้างประชากรในประเทศต่าง ๆ โดยยกตัวอย่างมาพอสังเขป อย่างเช่น ของญี่ปุ่นก็มีผู้สูงอายุมาก คนวัยทำงานมีไม่มากเท่าไหร่ อัตราการเกิดต่ำ ในขณะที่คนบังคลาเทศอัตราการเกิดสูง ประชากรวัยเด็กและวัยทำงานมีมาก แต่วัยชรามีน้อยเพราะอัตราการตายสูง และอายุไม่ยืน นอกจากนี้ยังได้มีการคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตเอาไว้ด้วยว่าในปี 2050 จะไปในทิศทางใด

ต่อมาก็เป็นเรื่องของโครงสร้างประชากรของไทยเปรียบเทียบเป็นยุค ๆ ไป ซึ่งในสมัยสงครามโลกนั้นโครงสร้างประชากรของไทยเป็นคนวัยเด็กและวัยทำงานซะมาก ผู้สูงอายุมีไม่มากนัก ในขณะที่ยุคหลัง ๆ มานี้โครงสร้างประชากรไทยเป็นผู้สูงอายุมากขึ้น วัยเด็กลดลง วัยทำงานทรงตัวแต่ไม่มาก ซึ่งนั่นก็เป็นการชี้ให้เห็นถึงว่ารัฐบาลไทยอาจจะรับภาระให้หนักกว่าเดิมในเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ

แต่บอร์ดก็เสนอมีวิธีแก้ก็คือ ไทยน่าจะพัฒนาการแพทย์และสาธารณสุขให้ก้าวหน้าเพื่อให้คนสูงอายุมีสุขภาพแข็งแรงเพื่อที่จะมีประสิทธิภาพในการทำงานที่เพิ่มขึ้น เพื่อที่จะได้เกษียณอายุตัวเองได้ช้าลง เป็นการลดภาระของรัฐบาลในการดูแลผู้สูงอายุไปในตัว

4. นิทรรศการเกี่ยวกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธกับระบบทุนนิยม – เป็นการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างแนวคิดทางศาสนาพุทธในเชิงเศรษฐศาสตร์กับลัทธิเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์แบบทุนนิยมนั้น เน้นการผลิตและการแข่งกันกันเพื่อผลกำไรซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุด ยิ่งกว่านั้นยังคำนึงถึงมูลค่าของผลกำไรโดยต้องได้ผลกำไรให้มากที่สุด เมื่อผลิตสินค้าได้มากก็ต้องทำการกระจายสินค้าไปยังผู้บริโภค จึงต้องมีการโน้มน้าวให้ผู้บริโภคมีความต้องการ ความอยากในสินค้าชนิดนั้น จึงก่อให้เกิดการบริโภคอย่างมากมาย การใช้ทรัพยากรก็สิ้นเปลือง ยิ่งกว่านั้นยังเน้นการตักตวงผลประโยชน์ มือใครยาวสาวได้สาวเอา

ในขณะที่แนวคิดเชิงพุทธนั้นเน้นความพอเพียง โดยให้ผู้บริโภคนั้นใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่าที่สุดโดยไม่จำเป็นไม่ต้องไปตักตวงมาใมห่ แต่ให้ใช้เท่าที่มี โดยการใช้ทรัพยากรนั้นก็ยังต้องคำนึงถึงความจำเป็นขั้นพื้นฐานที่สุดที่มนุษย์ทุกคนต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องไปเพิ่มเติมปรุงแต่งโดยไม่จำเป็น เมื่อใช้ทรัพยากรแล้วหลงเหลือก็นำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้อื่น ไม่ต้องไปตักตวงเอาจากใคร ไม่เอาเปรียบใคร

ซึ่งผมว่าถ้าเราเอาแนวคิดทางพุทธเอามาใช้ในเศรษฐศาสตร์บ้างก็น่าจะดีไม่น้อย เพราะมันเป็นการลดปัญหาการเอารัดเอาเปรียบ ลดการใช้ทรัพยากรที่ฟุ่มเฟือย ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์ที่สุด รู้จักพอเพียงไม่ไปเบียดเบียนทรัพย์สินผู้อื่น รู้จักพอเพียง ใช้จ่ายอย่างพอมีพอกินกับตัวเอง ไม่ไปสร้างหนี้โดยไม่จำเป็น ซึ่งเป็นการตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย

รายละเอียดไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.buddhistecon.th.gs คับ ในเว็บนี้น่าจะมีเนื้อหาสาระที่ละเอียดกว่านี้มาก

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ผมได้ไปพบเห็นในบอร์ดนิทรรศการของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในงานจุฬาวิชาการ 2548 นี้ ยังมีต่อภาค 4 ครับ




 

Create Date : 01 มกราคม 2549    
Last Update : 1 มกราคม 2549 2:01:22 น.
Counter : 255 Pageviews.  

1  2  3  

ดยุคแห่งออสเตรีย
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]