เรื่องราวของชายผู้มีความหลัง
Group Blog
 
All blogs
 
งานจุฬาวิชาการ 2548 (2)

เรามาเริ่มกันที่คณะอักษรศาสตร์นะครับ

ผมได้ไปดูนิทรรศการของคณะอักษรศาสตร์ซึ่งถือได้ว่าเป็นคณะที่ผมดูบ่อยที่สุดในงานจุฬาวิชาการครั้งนี้ (บ่อยกว่าคณะนิติศาสตร์ของผมเสียอีก) ด้วยเหตุที่คณะอักษรศาสตร์แบ่งเป็นภาควิชาต่าง ๆ ผมจึงขอเล่าเรื่องโดยแบ่งไปตามภาควิชาต่าง ๆ ของคณะอักษรฯ ดังนี้

1. ภาควิชาภาษาอังกฤษ - ผมได้มีโอกาสไปชม Snake Snake Fish Fish Killing ซึ่งเป็นคลินิคแก้ปัญหาการใช้ภาษาอังกฤษผิดไวยากรณ์ โดยจะมีการเอาประโยคหรือวลีภาษาอังกฤษที่ใช้กันแบบผิด ๆ มาแสดงให้ดูแล้วให้เราวิเคราะห์ถึงส่วนผิดรวมทั้งบอกถึงวิธีแก้ไขส่วนผิดในประโยคนั้น ซึ่งก็ช่วยให้ผมตาสว่างขึ้นมาได้บ้าง เพราะผมเองมีปัญหากับการใช้ภาษาอังกฤษมาก

ต่อมาผมก็ได้ไปดูนิทรรศการเกี่ยวกับนิทานพื้นบ้านของอังกฤษซึ่งมีการแจกแจงประเภทของนิทานพื้นบ้านของอังกฤษว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง ซึ่งก็ได้มีการแยกประเภทอย่างละเอียดละออ ไม่ว่าจะเป็นนิทานที่เป็นเทพนิยาย นิทานที่เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็นต้น

สุดท้ายนี้ผมก็ได้ไปดูนิทรรศการเกี่ยวกับเทพนิยายกรีกซึ่งบรรยายเกี่ยวกับเทพเจ้าองค์ต่าง ๆ ในเทพนิยายกรีกว่ามีองค์ไหนบ้าง เทพองค์ไหนคอยคุ้มครองดูแลสิ่งไหน มีนิสัยเป็นอย่างไร เรื่องราวความเป็นไปของเทพแต่ละองค์ ซึ่งนอกจากผมได้เห็นนิสัยเทพเหล่านี้แล้วผมยังได้มองเห็นถึงทัศนคติของชาวกรีกและความสามารถของชาวกรีกในการผูกเรื่องราวอีกด้วย อย่างเช่น เทพีเฮราซึ่งเป็นเทพีแห่งการสมรส การคลอดบุตร และการครองเรือน แน่นอนว่าเทพีเฮรานั้นเป็นเทพีที่ขี้อิจฉา ขี้หึงเป็นที่สุด เธอรักเทพเจ้าซุสจนสุดหัวใจแต่ก็มักจะหาเรื่องกับเมียของซุสคนอื่น ๆ รวมทั้งลูกของซุสที่ไม่ได้เกิดจากตน ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงว่าคนกรีกเองก็มีทัศนคติเกี่ยวกับการครองเรือนเอาไว้ในเรื่องที่ว่าการครองเรือน ภรรยาควรต้องขี้หึงบ้างเพื่อผูกมัดใจสามี ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ เป็นต้น นอกจากนี้ผมก็ได้เห็นภารกิจ 12 ประการของเฮอร์คิวลิสซึ่งเทพีเฮรา แม่เลี้ยงใจโหดได้มอบหมายมาให้ทำ แต่ละภารกิจนั้นยากเย็นแสนเข็ญซึ่งจริง ๆ แล้วเฮราต้องการให้เฮอร์คิวลิสไปตายซะมากกว่าบรรลุภารกิจ ยิ่งกว่านั้นคือมันยังได้แสดงให้เห็นว่าเฮอร์คิวลิสนั้นไม่ค่อยใช้สมองเท่าไหร่ ใช้แต่กำลังและอารมณ์ เป็นต้น ต่อมาก็เป็นเรื่องของเกร็ดต่าง ๆ ในนิยายของกรีกอย่างเช่น แมงมุมนั้นก็มาจากผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ อารัคเน่ ซึ่งทอผ้าเก่งมาก เทพีอาธีน่าจึงแสดงความประสงค์อยากจะขอประลองทอผ้าด้วย แต่สุดท้ายอาธีน่าแพ้ อาธีน่าโกรธขี้แพ้ชวนตีเลยฆ่าซะแต่สุดท้ายนางเปลี่ยนใจจึงชุบชีวิตอารัคเน่แล้วสาปให้เป็นแมงมุม ซึ่งชาวกรีกก็เก่งเหมือนกันในการผูกเรื่องเนื่องจากแมงมุมเป็นสัตว์ที่ทำรังโดยการชักใยซึ่งก็เหมือนการถักทอผ้า จึงแสดงให้เห็นถึงชาติก่อนของมันที่เป็นนางอารัคเน่ หรือตำนานของปะการังซึ่งมาจากการที่เพอร์เซอุสเอาศีรษะของเมดูซ่ามาวางไว้บนกองสาหร่ายใต้ทะเล ก็เลยเกิดหินปะการังขึ้นมา เป็นต้น ต่อมาก็เป็นอิทธิพลของเทพนิยายกรีกต่อภาษาอังกฤษซึ่งส่วนใหญ่มักจะมาในรูปของสำนวน เช่น between Scylla and Charybdis ซึ่งหมายถึงหนีเสือปะจระเข้ในสำนวนไทยก็มาจากโอดิสซีอุสเดินเรือหนีน้ำวนชาริบดิสไปเจอกะสัตว์ประหลาดสคิลล่าตามคำแนะนำของนางแม่มดเซอร์ซี หรือ Beware of Greeks bearing gifts ซึ่งหมายถึงว่าจงระวังของขวัญจากคนกรีกซึ่งหมายถึง เรื่องในตอนที่กรีกมอบม้าไม้ให้กับเมืองทรอย โดยอ้างว่าขอหย่าศึกและขอมอบม้าใม้เป็นเครื่องบูชาเทพโปเซดอน แต่จริง ๆ แล้วเป็นแผนการโจมตีทรอยจากภายในเมืองเพราะกำแพงทรอยแข็งแกร่งและแนวรับแน่นหนา โดยในม้าไม้นั้นได้บรรจุทหารจำนวนหนึ่งเอาไว้ด้วย สุดท้ายทรอยก็พินาศจากการโจมตีของกรีกจากภายในเมือง ซึ่งสำนวนนี้แสดงให้เห็นว่าอย่าไว้ใจของขวัญจากคนกรีกเพราะคนกรีกนั้นฉลาดและเจ้าเล่ห์ เป็นต้น ซึ่งผมเองได้ความรู้จากห้องนิทรรศการนี้ไปมากเหมือนกัน

2. ภาควิชาภาษาเยอรมัน - ผมได้ไปชมนิทรรศการของภาควิชาภาษาเยอรมันซึ่งปกติอะไรที่เป็นเยอรมันผมก็สนใจอยู่แล้ว เวลามีจุฬาวิชาการยังไง ๆ ผมก็ต้องไปดูนิทรรศการของแผนกภาษาเยอรมันให้ได้ พอผมไปเห็นชื่อนิทรรศการผมรู้สึกว่ามันจืดไปพอสมควรเพราะว่าถ้าดูจากชื่อนั้น มันเป็นนิทรรศการนิทานพื้นบ้านของเยอรมันรวมถึงคลินิคภาษาเยอรมัน ซึ่งตอนแรกผมมองว่ามันดูไม่ค่อยจะเร้าใจเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับครั้งที่ผ่านมา แต่เมื่อผมได้เข้าไปดูผมถึงได้รู้ว่ามันเป็นอะไรที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

นิทรรศการแรกเป็นนิทรรศการนิทานพื้นบ้านเยอรมัน โดยผมเองก็เข้าใจว่ามันเด็กเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าไปชม แต่พอผมเข้าไป ทัศนคติที่ผมมีในตอนแรกก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละนิด จนกลายมาเป็นความรู้สึกน่าอัศจรรย์ใจแทน เนื่องจากห้องนิทรรศการนี้จัดเกี่ยวกับนิทานของพี่น้องกริมม์ (Brueder Grimm) ซึ่งได้เล่าถึงประวัติของพี่น้องกริมม์ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งเสียชีวิต ต่อจากนั้นก็ได้จัดแสดงนิทานของพี่น้องกริมม์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังและเรา ๆ ท่าน ๆ รู้จักกันดี เช่น สโนว์ไวท์ ซินเดอเรลล่า ราพุนเซล บ้านขนมปัง เจ้าชายกบ 4 นักดนตรีแห่งเบรเมน เป็นต้น จากนั้นก็มีการบรรยายถึงนิทานกริมม์ในภาษาต่าง ๆ รวมถึงการดัดแปลงโครงเรื่องเพื่อเอามาใช้เป็นนิทานของชาตินั้น

ในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงบ่ายซึ่งทางห้องนิทรรศการได้จัดให้มีการเล่นนิทานหุ่นพื้นบ้านของเยอรมันซึ่งเนื้อเรื่องเป็นนิทานพื้นบ้านที่มีเค้าโครงเรื่องดัดแปลงมาจากเรื่องเจ้าชายกบ ซึ่งการดำเนินเรื่องสนุกสนานดี ดูไม่น่าเบื่อ เมื่อแสดงจบก็มีการตอบคำถามชิงรางวัลเป็นหนังสือเรื่องสั้นภาษาเยอรมันพร้อมคำแปลภาษาไทย ผมตอบถูกก็เลยได้ไป ดีใจมาก ๆ ครับ

จากนั้นผมก็ได้ไปยังคลินิคภาษาเยอรมัน ซึ่งผมทิ้งมานานแล้วตั้งแต่สอบเอนท์ สิริรวมเวลาก็ 6 ปีครึ่ง ผมก็เลยอยากจะมาฟื้นซักนิด เตรียมไว้เผื่อว่าผมต้องไปเรียนภาษาเยอรมันต่อที่สถาบันเกอเธ่ คลินิคนี้เน้นแก้ปัญหาเรื่องการออกเสียงเพียงอย่างเดียวแต่แค่นี้ผมก็ดีใจแล้วที่ได้แก้ไขปัญหาเรื่องการออกเสียงเพราะผมออกเสียงได้ห่วยแตกมากคับ ดีที่ได้มาคลินิคนี้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นงานหนักสำหรับการที่ผมจะต้องมาฟื้นภาษาเยอรมันใหม่ก็ตาม

3. ภาควิชาภาษาสเปน - มีนิทรรศการเกี่ยวกับวรรณคดีของสเปนที่มีชื่อเสียงคือ เรื่องราววีรกรรมของดอน กิโฆเต้ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับขุนนางระดับล่างที่ชื่อดอน กิโฆเต้ เป็นขุนนางสติแตกชอบทำอะไรแผลง ๆ เช่น รบกะกังหันลมโดยสำคัญว่าเป็นยักษ์ที่แม่มดส่งมาทำร้ายชาวบ้าน เป็นต้น ซึ่งศัตรูที่แท้จริงของเค้าก็คือ พ่อค้าซึ่งมองโลกตามความเป็นจริงและต้องการเตือนสติของดอน กิโฆเต้ ผมอ่านเรื่องย่อแล้วรู้สึกหลอนยังไงชอบกล เหอๆๆๆๆๆๆ

ต่อมาก็เป็นโครงร่วมที่จัดร่วมกันระหว่างแผนกภาษาต่าง ๆ โดยผมได้ไปดูทั้งโครงที่เกี่ยวกับศิลปตะวันตกสู่สังคม และความสามัคคีของคนในชาติ ซึ่งในส่วนของความสามัคคีของคนในชาตินั้ในส่วนที่เกี่ยวกับสเปนนั้นได้เล่าถึงช่วงสงครามนโปเลียนซึ่งนโปเลียนยึดสเปนได้แล้ว แต่ชาวสเปนก็ได้รวมตัวกันจับอาวุธต่อต้านโดยใช้รูปแบบการรบแบบกองโจรซึ่งกลุ่มนักรบกองโจรเช่นว่าได้เรียกตัวเองว่า Guerrilla นอกจากนั้นบอร์ดนิทรรศการยังได้กล่าวถึงความพยายามของประเทศในละตินอเมริกาที่พยายามหันกลับไปหาวัฒนธรรมสเปนอีกครั้งเนื่องจากเกรงว่าจะโดนวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกาเข้าครอบงำ ก็ถือว่าเป็นความพยายามที่ดี แต่สุดท้ายก็ไม่พ้นถูกสหรัฐอเมริกาครอบงำอีกซ้ำสอง

ในส่วนของศิลปะตะวันตกสู่สังคมนั้น แบ่งยุคศิลปะสเปนได้เป็นช่วง ๆ เช่น ยุครวมประเทศ โดยหลังจากที่สเปนได้รวมประเทศและขับไล่แขกมัวร์ออกไปได้สำเร็จในสมัยศตวรรษที่ 15 ก็พยายามต้านอิทธิพลโปรเตสแตนท์ที่กำลังขยายตัว สเปนจึงมีศิลปะที่สะท้อนศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิคอยู่ไม่น้อย เพื่อดึงให้ประชาชนเบนความสนใจจากโปรเตสแตนท์มาสู่นิกายเดิม ส่วนในศตวรรษที่ 19-20 ยุคนั้นเป็นความตกต่ำของสเปนเนื่องจากสูญเสียอาณานิคม สงครามนโปเลียน ปัญหาสงครามแบ่งแยกดินแดนของแคว้านคาตาลุนญ่าและสงครามกลางเมือง ทำให้สเปนยากจนและผู้คนอดอยาก ศิลปะที่ออกมาจึงเน้นเรื่องของความเลวร้ายของสงคราม นอกจากนี้ยังมีศิลปะแนวใหม่ซึ่งเป็นศิลปะจิตรกรรมแบบเรขาคณิต ริเริ่มโดย ปาโบล ปิกัสโซ่ ผู้ที่เรารู้จักกันดี

ในยุคต้นศตวรรษที่ 20 ของสเปนมีเรื่องน่าสนใจอยู่บางอย่างก็คือ แคว้นคาตาลุนญ่าได้ทำการแยกตัวออกจากสเปนมาตั้งตนเป็นสาธารณรัฐถึง 2 ครั้ง ผมเองก็จำปีไม่ค่อยจะชัดเจนนัก แต่น่าจะเป็นปี 1919 เป็นครั้งแรก และปี 1938 เป็นครั้งที่ 2 (ต้องขออภัยล่วงหน้าหากข้อมูลคลาดเคลื่อนครับ) แต่สเปนก็สามารถปราบปรามได้อยู่หมัด โดยเฉพาะในครั้งหลังที่นายพลฟรังโก้ขึ้นครองอำนาจเป็นผู้นำสูงสุดได้ใช้อำนาจปราบปรามอย่างเด็ดขาดและรุนแรง แต่กระนั้นก็ยังคงมีปัญหาความขัดแย้งภายในกันอยู่เนือง ๆ โดยคนแคว้นคาตาลุนญ่าซึ่งมีเมืองบาร์เซโลน่าเป็นศูนย์กลางกะคนแคว้นกาสติย่าซึ่งมีมาดริดเป็นศูนย์กลางนั้นก็ไม่ได้มีความลงรอยกันซะทีเดียวอันเนื่องมาจากปัญหาทางการเมืองเช่นที่ได้กล่าวมา และความขัดแย้งกันทางการเมืองนั้นก็ได้ขยายผลไปยังส่วนอื่น ๆ เช่น กีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล อย่างรีล มาดริด กะบาร์เซโลน่านั้น เวลาที่แข่งกันนอกจากจะเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีที่นักเตะทั้งสองทีมจะเล่นกันเต็มที่ไม่ยอมลดราวาศอกกันแล้ว แฟนบอลของทั้งสองทีมก็มักจะมีการก่อความวุ่นวาย ยิ่งกว่านั้น ผู้บริหารของทั้งสองทีมบางทีก็ถึงขนาดออกมาทำสงครามทางวาจาโดยผ่านทางสื่อ ซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่ามันมาจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างทั้งสองถิ่น ยิ่งกว่านั้น สโมสรทั้งสองต่างก็เป็นเครื่องมือในการโฆษณาทางการเมืองไปด้วย ซึ่งจะเห็นได้ชัดในสมัยนายพลฟรังโก้ของสเปนได้ใช้รีล มาดริดเป็นเครื่องมือโฆษณาลัทธิชาตินิยมของตัวเอง ในขณะที่บาร์เซโลน่าก็มักจะโฆษณาเอกลักษณ์ความเป็นคาตาลุนญ่ามากกว่าที่จะแสดงออกว่าเป็นทีมของสเปน ซึ่งแม้แต่คนแคว้นคาตาลุนญ่าเองก็ไม่ได้ยอมรับว่าตนเองเป็นคนสเปน ส่วนรัฐบาลกลางสเปนเองก็พยายามไม่มีปัญหากะคาตาลุนญ่าเพราะอาจจะทำให้มีการหาโอกาสแบ่งแยกดินแดนของแคว้นคาตาลุนญ่าอีกก็ได้ ซึ่งจะทำให้ศักยภาพทางเศรษฐกิจของสเปนด้อยลงไปอีกจากเดิมที่ยากจนอยู่แล้ว ทั้งนี้เนื่องจากเมืองบาร์เซโลน่าในสเปนมีความเจริญเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจยิ่งกว่าเมืองหลวงมาดริดของประเทศสเปนเลยทีเดียว ซึ่งนี่ก็เป็นเกร็ดจากบอร์ดนิทรรศการนี้ที่ทำให้ผมต่อยอดความคิดได้พอสมควร

4. ภาควิชาภาษาญี่ปุ่น - แบ่งเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับชาญี่ปุ่น และโครงร่วมกับภาควิชาอื่นในหัวข้อความสามัคคีของคนในชาติ

สำหรับนิทรรศการเกี่ยวกับชาญี่ปุ่นนั้นได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของชาญี่ปุ่นว่ามีต้นกำเนิดมาจากไหน เป็นที่นิยมได้อย่างไร มีอะไรบ้าง ซึ่งบอร์ดก็ได้เล่าอย่างละเอียดเกี่ยวกับประวัติของชาญี่ปุ่นว่ามาจากพระจีนได้นำเอาชามาปลูกในสมัยนาระ ซึ่งคนญี่ปุ่นก็รู้จักชาในฐานะที่เป็นยารักษาโรคเนื่องมาจากชาได้มีการนำมาใช้รักษาโรคมากมาย และนิยมใช้กันในวงแคบ ๆ คือใช้กันในราชวงศ์ของพระจักรพรรดิ ซึ่งชาก็ได้มีการใช้รักษาอาการประชวรของพระจักรพรรดิหลายอาการ หลังจากนั้นในสมัยเฮอัน ชาได้มีการดื่มจนแพร่หลายในญี่ปุ่น มีการทำเป็นชาชนิดต่าง ๆ จนกระทั่งยุคของโชกุนโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ก็ได้มีการริเริ่มพิธีชงชาขึ้นมาโดยเซนโนะ ริคิวได้เป็นผู้คิดค้นพิธีชงชาขึ้นมาซึ่งก็ได้กลายเป็นพิธีชงชาที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี้

พิธีชงชาของญี่ปุ่นนั้น เป็นพิธีซึ่งมีหลายขั้นหลายตอน พวกเราเองก็มักจะสงสัยว่าทำไมมันต้องมีขั้นตอนมากมายแบบนั้นด้วย คำตอบก็คือ เซนโนะ ริคิวต้องการให้ขั้นตอนต่าง ๆ ของพิธีชงชา เป็นการฝึกจิตใจของผู้ที่เข้าร่วมพิธี โดยในแต่ละขั้นตอนนั้นมีความหมายเป็นการฝึกจิตตามหลักการของนิกายเซ็นในศาสนาพุทธ ยิ่งกว่านั้น พิธีชงชาเป็นพิธีการเข้าสังคมอย่างหนึ่งของชาวญี่ปุ่นอีกด้วย ตัวอย่างที่พอจะเห็นได้ก็เช่น การที่เจ้าบ้านจะต้องต้อนรับแขกด้วยความนอบน้อม เวลาส่งถ้วยชาให้แขกรับแล้วก็ต้องคำนับ เมื่อรับถ้วยชาที่ดื่มเสร็จแล้ว ก็จะคำนับอีกครั้งหนึ่ง หรือการวางตำแหน่งถ่านเพื่อให้จุดไฟได้ความร้อนเหมาะสมซึ่งจะไม่เน้นให้มีการไปนำถ่านมาเติมลงไป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เกิดเกิดประโยชน์ที่สุดอันเข้ากับหลักการของเซ็น ยิ่งกว่านั้นยังมีการจัดดอกไม้ให้มีลักษณะเป็นธรรมชาติที่สุดอันเนื่องมาจากตามหลักการของเซ็นนั้นธรรมชาติเป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งที่มีความสมบูรณ์ในตัวของมัน ไม่ควรแบ่งแยกหรือบิดเบือน เป็นต้น ซึ่งเมื่อผมอ่านแล้ว ผมชอบมากเพราะได้ทำให้ผมเข้าใจในความหมายอันลึกซึ้งและมีคุณค่ายิ่ง และพิธีชงชานั้นเป็นพิธีซึ่งคนญี่ปุ่นได้ยึดปฏิบัติอย่างเหนียวแน่นจนเป็นวัฒนธรรมหนึ่งไปเลยซึ่งก็ได้ส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นมีความสมัครสมานสามัคคีอันมาจากพิธีชงชาด้วยส่วนหนึ่ง ยิ่งกว่านั้นในสมัยฮิเดโยชิ ทุกครั้งที่โชกุนจะนำทัพออกศึก โชกุนจะสั่งให้เซนโนะ ริคิวทำพิธีชงชาเพื่อฝึกจิตให้แน่วแน่ก่อนทำสงคราม ซึ่งก็ได้ทำให้แผ่นดินเป็นปึกแผ่นไม่มีสงครามระหว่างแคว้นเป็นระยะเวลาหนึ่งเลยทีเดียว

ต่อมาก็เป็นเรื่องชนิดของชาญี่ปุ่นซึ่งก็มี 5 ชนิด คือ ชาเขียวเซ็นฉะ ชาเขียวที่เกิดจากการเก็บรอบที่ 3 ชาเขียวป่นมัทฉะ ชาผสมธัญพืช และชาขาว ในบรราดาชาทั้งหมดนั้น ชาขาวแพงที่สุดเพราะต้องนำยอดใบชาในการเก็บครั้งแรก ๆ มาปูบนเสื่อแล้วเอาผ้าคลุมไม่ให้โดนแสงเป็นเวลา 3 เดือนเพื่อให้ใบชาสีซีด จากนั้นก็เอามาทำเป็นใบชา ซึ่งกรรมวิธีค่อนข้าวยุ่งยาก ส่งผลให้ราคาแพงที่สุด รองลงมาคือชาเขียวป่น ซึ่งใช้ในพิธีชงชา โดยเมื่อเอาแปรงคนชาคนไปมา ชาในถ้วยจะเป็นฟอง รองลงมาคือเซ็นฉะ ชาผสมธัญพืช และชาเขียวที่เกิดจากการเก็บรอบที่ 3 ตามลำดับ โดยในการดื่มชาจะต้องกินขนมหวานก่อนเพื่อให้ความหวานไปเคลือบลิ้น เวลาดื่มชาที่มีรสขมจะได้รสชาติที่กลมกล่อมพอดี

จากนั้นก็จะมีโครงร่วมกับภาควิชาอื่นในหัวข้อความสามัคคีของคนในชาติ โครงนี้ผมอ่านดูแล้วทำให้ผมเข้าใจในความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชาวญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นนั้นอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ซึ่งแต่ละคนไม่ว่าจะผู้ใหญ่หรือผู้น้อยจะต้องทำตามหน้าที่ของตนที่มีต่อสังคมอย่างเคร่งครัด ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า "กิริ นินโจ อน" โดยแต่ละคนต่างต้องรู้หน้าที่ของตนและทำการปฏิบัติตามหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัด และยิ่งกว่านั้นคนญี่ปุ่นถือการรักษาคำพูดเพราะหน้าที่บางอย่างเกิดจากการรับปาก ดังนั้นบริษัทส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นมักจะไม่มีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรเพราะคนญี่ปุ่นถือว่าแค่สัญญาสุภาพบุรุษก็เป็นการก่อพันธะสัญญาและตนพร้อมระลึกถึงหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัดอยู่แล้วโดยไม่มีการผิดหน้าที่หรือคำพูด ด้วยความที่คนญี่ปุ่นมีวินัยสูงมากและมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั่นก็ทำให้ประเทศญี่ปุ่นฟื้นตัวได้เร็วและก้าวเข้ามาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้อย่างภาคภูมิ

5. ภาควิชาภาษาจีน - ผมได้ไปดูนิทรรศการเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-จีน 30 ปี นิทรรศการอักษรจีน โรงน้ำชาจีน และนิทรรศการความสามัคคีของคนในชาติ

เรื่องของความสัมพันธ์ไทย-จีน 30 ปีนั้นนับช่วงตั้งแต่พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีสมัยนั้นได้ไปเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ซึ่งผมก็ได้เห็นรูปอ.หม่อมคึกฤทธิ์จับมือกับประธานเหมาด้วย ในนิทรรศการได้บอกถึงวัฒนธรรมจีนที่ปรากฏในเมืองไทย เช่น เทศกาลตรุษจีน สารทจีน กินเจ ไหว้พระจันทร์ ขนมจ้างหรือบ๊ะจ่าง เป็นต้น ซึ่งผมก็ได้รู้ถึงความเป็นมาของหลาย ๆ เทศกาล อย่างเช่น เทศกาลบ๊ะจ่างนั้นมาจากขุนนางแคว้นฉู่สมัย 7 รณรัฐหรือจั้นกั๋วผู้หนึ่ง เป็นขุนนางตงฉินและตรงเผง มักจะทูลตักเตือนอ๋องฉู่ด้วยความหวังดีเสมอเมื่ออ๋องฉู่บริหารประเทศผิดพลาด แต่อ๋องฉู่ไม่ยอมเชื่อฟัง ยิ่งกว่านั้นเขายังโดนขุนนางคนอื่น ๆ อิจฉา เขาจึงถูกปลดออกจากราชการ แต่กระนั้นเขาก็ยังเป็นห่วงบ้านเมื่องเสมอ พอทราบว่าแคว้นฉู่แพ้สงคราม อ๋องถูกจับเป็นเชลย เขาก็สิ้นหวังที่จะได้เห็นแคว้นฉู่อีก ก็เลยกระโดดน้ำตาย ชาวบ้านต่างพากันระลึกในคุณความดี ไม่อยากให้เค้าต้องมาตายในสภาพอนาถ ถูกปลาตอดกิน ก็เลยช่วยกันปั้นข้าวขึ้นมาก้อนหนึ่งแล้วโยนลงน้ำเพื่อให้ปลากินแทน สุดท้ายก็เป็นที่มาของบ๊ะจ่าง เป็นต้น ยิ่งกว่านั้นก็ยังได้ทราบเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องกินเจของจีนว่าพืชบางอย่างที่ต้องห้ามเช่น หัวหอม คึ่นฉ่าย พวกนี้นอกจากจะทำให้ผู้กินเจรู้สึกติดในรสอาหารแล้ว ยังทำลายธาตุบางอย่างของร่างกายด้วย

จากนั้นก็มีเรื่องแซ่ของจีน โดยแนวคิดของจีนโบราณนั้น แซ่นั้นเป็นคนละอย่างกับตระกูล แซ่เป็นชื่อสกุลของหญิงผู้เป็นแม่ แต่ตระกูลเป็นชื่อสกุลที่เป็นของพ่อ เพิ่งจะมามียุคหลัง ๆ ในช่วงราชวงศ์ซางที่คนจีนกำหนดว่าแซ่เป็นชื่อสกุลของพ่อ จากนั้นก็มีเรื่องของสัตว์อันเป็นมลคลของจีน อันได้แก่หงส์ มังกร และกิเลน โดยหงส์เป็นราชาแห่งสัตว์ปีก สวยงาม อ่อนช้อย หมายถึงผู้หญิง ฉลองพระองค์ของพระมเหสีของฮ่องเต้จะปักเป็นรูปหงส์ มังกรเป็นราชาแห่งสัตว์เลื้อยคลาน เครื่องหมายของพลังอำนาจ ความเข้มแข็ง หมายถึงผู้ชาย โดยฉลองพระองค์ฮ่องเต้นั้นจะมีรูปมังกรปักอยู่ ส่วนกิเลนเป็นเจ้าชายแห่งสัตว์บก หมายถึงความซื่อตรง เมตตา ไม่มีพิษภัย ในเสื้อคลุมของขุนนางระดับสูงของจีนจะปักรูปกิเลนเอาไว้ เป็นต้น

ต่อมาเป็นนิทรรศการอักษรจีน ซึ่งก็ได้ทำให้ผมเข้าใจถึงคำว่า "เหวิน" ได้ดีขึ้น โดยคำว่า "เหวิน" ในภาษาจีนกลาง ซึ่งก็คือคำว่า "บุ๋น" ในภาษาแต้จิ๋วและฮกเกี้ยน ตอนแรกผมเข้าใจว่าหมายถึงประเภทหนึ่งของขุนนางซึ่งเป็นขุนนางบริหารงานด้านการวางแผน จริงแล้ว ความหมายของมันก็คือ ตัวอักษร เพียงแต่บางกรณีก็มีการตีความได้หลายอย่างแล้วแต่การนำมาใช้ จะหมายถึงการศึกษาก็ได้ ถ้าเราพูดถึงการฝึกฝนเรียนรู้ หรือจะหมายถึงการวางแผนสั่งการก็ได้ถ้าพูดถึงเรื่องการเมือง อักษรจีนนั้นในเริ่มแรกเป็นอักษรภาพที่มีลักษณะเหมือนกับสิ่งที่ต้องการสื่อความหมายจริง ๆ เช่น คำว่า "หม่า" หมายถึง ม้า ตัวอักษรประเภทแรกได้สื่อให้เห็นว่ามันเป็นม้าจริง ๆ แต่พอยุคหลัง ๆ อักษรจีนเริ่มมีลักษณะเส้นสายที่แข็งกว่าเดิมดูไม่เป็นธรรมชาติเท่าอักษรจีนยุคแรก ก็เลยดูไม่ค่อยออก

ต่อมาเรื่องความสามัคคีของคนในชาติ คนจีนนั้นถือปรัชญาของขงจื๊อ เล่าจื๊อ และเม่งจื๊อ เป็นบรรทัดฐานมาตลอดซึ่งก็ทำให้สังคมมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ยิ่งกว่านั้นยังมีค่านิยมเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวทางวัฒนธรรมซึ่งฉินสื่อหวงตี้ (ฉินซีฮ่องเต้) ได้พยายามหลอมรวมวัฒนธรรม ตัวอักษร แนวความคิด เป็นหนึ่งเดียวจึงทำให้ชาวจีนนั้นมีความเป็นปึกแผ่นกว่าเดิม และในท้ายที่สุดสมัยปัจจุบัน แนวความคิดของคอมมิวนิสต์จีนก็ได้พยายามปลูกฝังความเป็นชาตินิยมและความเป็นหนึ่งเดียวของคอมมิวนิสต์จีนไปด้วย ซึ่งเป็นการสร้างความสามัคคีของคนในชาติได้อย่างดีอีกแบบหนึ่ง

นิทรรศการเกี่ยวกับอักษรจีนนั้นเป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับชาของจีนว่ามีความเป็นมาอย่างไร มีประโยชน์ต่อร่างกายอะไรบ้าง นอกจากดื่มแล้วยังใช้ประโยชน์อะไรได้อีก ซึ่งผมก็พบว่าชานั้นมีส่วนในการละลายไขมันในเส้นเลือด รวมถึงช่วยในการบำรุงร่างกาย ทำให้ชุ่มคอและสดชื่น นอกจากนั้นชายังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง เช่น สามารถนำใบชาที่ใช้แล้วมายัดลงบในหมอนหรือรองเท่าเพื่อดับกลิ่น ถุงชาที่ใช้แล้วนำมาประคบที่เปลือกตาเพื่อลบรอยหมองคล้ำอันเกิดจากการพักผ่อนไม่พอ เป็นต้น ซึ่งประโยชน์ของชามีมากมายโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีสังเคราะห์แบบตะวันตก วิธีการชงชาของจีนนั้นไม่มีพิธีรีตองมากแบบญี่ปุ่น เวลาชงจะต้องนำถ้วยชาล้างในน้ำร้อนในชามใหญ่ ๆ ซึ่งเสร็จแล้วก็เอามาวางและเอาใบชาใส่ไว้ที่ถ้วยกรองเล็ก ๆ แล้วก็วางบนเหยือก จากนั้นก็ชงและรินใส่ถ้วยตะไลเพื่อดื่ม ถือได้ว่าวิถีแบบตะวันออกนั้นเป็นวิถีชีวิตแบบที่อิงกับธรรมชาติโดยมีการดัดแปลงสังเคราะห์ไม่มากนัก นอกจากคุณค่าไม่เสียไปแล้วยังทำให้ไม่ก่อสารพิษอีกด้วย

6. ภาควิชาภาษาอิตาเลียน – ผมได้ไปชมนิทรรศการของภาควิชาภาษาอิตาเลียนโดยเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับสถานที่ในกรุงโรมและวาติกันตามที่ปรากฏในเรื่อง Angels and Demons หรือ เทวากับซาตาน ของแดน บราวน์ ซึ่งแต่ง Da Vinci’s Code เมื่อผมได้ดูแล้วผมรู้สึกตาแดน บราวน์ผูกเรื่องได้อย่างลงตัวมาก ๆ ซึ่งในเนื้อเรื่องก็ได้บรรยายสถานที่ต่าง ๆ อย่างละเอียด และนำพาผู้อ่านเดินทางไปโน่นมานี่ โดยแบ่งเป็น 4 ภาค คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ แต่สุดท้าย จุดจบของเรื่องก็ลงเอยที่ว่าฆาตกรอยู่แค่จมูกของวิหารเซนต์ปีเตอร์เท่านั้น ซึ่งผมดูเนื้อเรื่องคร่าว ๆ แล้วรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่มหัศจรรย์ในการนำเสนอ ยิ่งกว่านั้น มันยังทำให้ผมรู้จักนครวาติกันได้ดีขึ้นกว่าเดิม

7. ภาควิชาภูมิศาสตร์ – มีนิทรรศการเกี่ยวกับน้ำ และนิทรรศการเรือนไทย

นิทรรศการเกี่ยวกับน้ำนั้นเป็นนิทรรศการที่น่าสนใจมาก ๆ เนื่องจากมีการนำเสนอที่หลากหลายในเนื้อหา และเนื้อหาแต่ละส่วนก็ละเอียดมาก ผมเข้าไปตอนแรกสุดก็เป็นการใช้เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ เช่น กล้องส่องภูมิประเทศ 3 มิติ กูเกิ้ลเอิร์ธ แผนที่ภูมิประเทศแบบนูน เป็นต้น ซึ่งเป็นการเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้ผมเลยทีเดียว ต่อมาก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับน้ำที่มีอิทธิพลกับชาวไทย ซึ่งแต่เดิมสมัยโบราณ ชาวไทยคุ้นเคยกับน้ำมานานมาก ตามบันทึกของชาวจีนที่เดินทางลงไปใต้แม่น้ำแยงซีเกียงได้บอกเอาไว้ว่า ดินแดนแถบใต้แม่น้ำแยงซีลงไปมีข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ ผู้คนไม่อดอยาก มีน้ำใจ อบอุ่น ร่าเริง แต่ขี้เกียจไม่ถีบตัวเองเพราะความอุดมสมบูรณ์ที่มากเกินไป ซึ่งผมว่ามันเป็นความจริงอย่างมิต้องสงสัย คนไทยค่อนข้างขี้เกียจเมื่อเทียบกับคนชาติอื่นอย่างเช่น คนเยอรมัน คนญี่ปุ่น คนจีน คนเกาหลี คนอังกฤษ เป็นต้น จากนั้นผมก็ได้เห็นบอร์ดเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางน้ำของคนไทย โดยสื่อให้เห็นว่าคนไทยผูกพันกับน้ำมาตั้งแต่ยังเป็นทารก ไม่ว่าจะเป็นการห้องปลาตะเพียนสานเอาไว้ เหนือเปลของเด็ก แม้กระทั่งการคมนาคม ยิ่งกว่านั้น วัฒนธรรมทางน้ำยังมีผลต่อศิลปะและนาฏศิลป์ไทยอีกด้วย เนื่องจากคนไทยนั้นมักจะเดินทางโดยทางเรือบ่อย ๆ ซึ่งก็มักจะคุ้นเคยกับการนั่งทรงตัวไม่กระโดกกระเดก เพื่อไม่ให้เรือล่ม แน่นอนว่ามันก็ทำให้ท่ารำของคนไทยอ่อนช้อยและไม่โลดโผนกระโจนไปมาเหมือนชาติอื่น ดูราวกับว่าเหมือนการทรงตัวบนเรือ นอกจากนั้นก็ยังมีประเพณีทางน้ำที่น่าสนใจในบอร์ดนิทรรศการอีกด้วย

จากนั้นก็ได้มาดูนิทรรศการเกี่ยวกับการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินบนพื้นที่ที่เป็นภูเขา ซึ่งใช้วิธีการขุดดินเป็นขั้นบันได สมัยที่ผมอยู่มัธยมผมเองก็ไม่ได้เข้าใจอะไรมากเท่าไหร่เกี่ยวกับเรื่องนี้ พอมาเจอผมก็เห็นภาพทันทีจากการอธิบายของน้อง ๆ ที่ดูแลบอร์ดซึ่งขยันขันแข็งและตั้งใจอธิบายอย่างดี ต่อมาก็ได้ไปดูนิทรรศการเกี่ยวกับโลกร้อนซึ่งมีภาพถ่ายดาวเทียมแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกเหนือในปี 1973 เปรียบเทียบกับปีปัจจุบันคือ 2005 ผมเห็นแล้วตกใจมาก เนื่องจากภาพในปี 1973 นั้น น้ำแข็งยังอยู่ชิดเขตทุนดราของไซบีเรียอยู่เลย ในขณะที่ปีปัจจุบันน้ำแข็งได้หดลงมากจนห่างจากไซบีเรียเป็นระยะทางประมาณได้หลายร้อยกิโลเมตร ถ้าน้ำจะท่วมโลกในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าจริง ๆ ผมก็ไม่รู้สึกแปลกใจเลย น่ากลัวจริง ๆ ครับ

จากนั้นผมก็ไปดูเรื่องของปรากฏการณ์เอล นิโญ่ และ ลา นิญ่า ซึ่งเจ้าเอล นิโญ่เป็นปรากฏการณ์ที่กระแสน้ำอุ่นแถบอเมริกาใต้มีมากกว่าปกติอันเนื่องมาจากกระแสน้ำที่ไหลวนจากฝั่งเอเชียและออสเตรเลียได้ไหลแรงจนน้ำเย็นใต้ทะเลไหลขึ้นมาก่อตัวเป็นกระแสน้ำเย็น ทำให้แถบอเมริกาใต้อากาศอบอุ่นผิดปกติ ฝนตกชุกกว่าเดิม และมีพืชใหม่ ๆ ในขณะที่ทางเอเชียจะแห้งแล้งกว่าเดิม ส่วนลา นิญ่า เป็นปรากฏการณ์ที่กระแสน้ำอุ่นที่ไหลจากอเมริกาใต้ไปยังเอเชียนั้นไหลแรงกว่าปกติจนทำให้น้ำเย็นใต้มหาสมุทรฝั่งอเมริกาใต้ลอยขึ้นมาก่อตัวเป็นกระแสน้ำเย็นกว้างกว่าเดิม ส่วนกระแสน้ำอุ่นเองก็ได้ไหลไปเอเชียมากกว่าปกติ ทำให้เอเชียฝนตกหนัก ปริมาณฝนมากกว่าเดิม ในขณะที่อเมริกาใต้นั้นฝนตกน้องและแห้งแล้งกว่าเดิม ผมอ่านบอร์ดนี้แล้วเข้าใจมากกว่าเดิมเป็นหลายเท่าตัว

สุดท้ายสำหรับของภาควิชาภูมิศาสตร์ ผมได้ไปดูนิทรรศการเรือนไทยซึ่งจัดมาได้ดีมากจนน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ผมเองได้ความรู้เกี่ยวกับเรือนไทยเป็นอย่างมาก โดยเรือนไทยนั้นก็แบ่งเป็นหลาย ๆ แบบ แตกต่างไปตามภาค เสียดายที่ผมดูได้ไม่ละเอียดนักเพราะต้องรีบกลับไปช่วยงานที่คณะ ผมก็เลยรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ดูมรดกอันล้ำค่าทางวัฒนธรรมไทยที่ต้องมีการอนุรักษ์เอาไว้อย่าให้สูญหาย

อย่างไรก็ดีเรื่องราวของจุฬาวิชาการยังไม่จบนะครับ มีต่อภาค 3 ครับ


Create Date : 28 พฤศจิกายน 2548
Last Update : 8 ธันวาคม 2548 16:23:51 น. 7 comments
Counter : 199 Pageviews.

 
ขอบคุณมากๆเลยค่ะ
ที่มาเล่าสู่กันฟัง
ได้ความรู้เยอะเลยจริงๆ
จะรอภาคสามต่อนะคะ

สบายดีนะคะ


โดย: prncess วันที่: 4 ธันวาคม 2548 เวลา:19:27:12 น.  

 
ขอบคุณครับ ได้ความรู้ดี แล้วไม่มีของปรัชญาบ้างหรือ จะรออ่านตอนสามครับ


โดย: Johann sebastian Bach วันที่: 7 ธันวาคม 2548 เวลา:9:41:58 น.  

 
สวัสดีครับ หุหุ
งานจุฬาวิชาการไม่ได้ไปครับ เพราะไม่ว่าง เสียดายจัง


โดย: mr.newton วันที่: 7 ธันวาคม 2548 เวลา:20:19:33 น.  

 
แวะมาแล้วค่ะ
เขียนได้ยาวมากเลย อ่านเหนื่อยเลยค่ะsrc=http://www.bloggang.com/emo

ไว้รอติดตามตอน 3 ค่ะsrc=http://www.bloggang.com/emo


โดย: พ ริ ก ขี้ ห นู @ UK วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:0:14:36 น.  

 
ขยันพิมพ์มาก ๆ เลยค่ะ ขอตินิดได้ไหมค่ะ เว้นบรรทัดนิดหนึ่งสิค่ะ แก่แล้วน่ะค่ะอ่านยากมาก ๆ


โดย: Tumble วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:9:39:35 น.  

 
แวะมาอ่านค่า

ตาลายออกไปเลย


โดย: Batgirl 2001 วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:17:19:06 น.  

 
ยังอ่านไม่จบเลย
แล้วจะแวะมาอ่านต่อนะ
.....MR.Kong พาเที่ยวงานจุฬาฯวิชาการ^^


โดย: Nimm IP: 203.151.140.117 วันที่: 10 ธันวาคม 2548 เวลา:20:08:54 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ดยุคแห่งออสเตรีย
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]