Photobucket

Iced Tea ที่ Nepal - ตอนที่ 10.1

วันที่ 10: Kathmandu City Tour

ทำสถิติชะโงกทัวร์ด้วยการไปวัดลิง (Swayambhunath Temple) + เมืองบักตะปูร์ (ฺBhaktapur)
+ เมืองปาตัน (Patan) + สถูปโพธะนาถ (Bodhanadh) ตั้งแต่ตี 5 ถึงสิบโมงครึ่ง ก่อนจะรีบไปสนามบิน

รูปที่ถ่ายในวันนี้เยอะมาก เลยต้องแบ่งเขียนเป็น 2 ตอนย่อย
สำหรับเรา สถาปัตยกรรมเนปาลน่าตื่นตาตื่นใจมาก
เพราะเป็นสถาปัตยกรรมเมืองเก่า ที่ยังมีผู้คนใช้ชีวิตอยู่รอบๆอย่างกลมกลืน
โดยเฉพาะที่จตุรัสเมืองบักตะปูร์กับปาตัน ซึ่งยังมีลมหายใจ
ผู้คนยังคงใช้ชีวิต ปลูกบ้าน ค้าขาย มาทำบุญ รอบๆจตุรัส
ไม่ใช่โบราณสถานอย่างวัดแถวอยุธยาหรือสุโขทัยแบบเมืองไทย

เพื่อที่จะได้เที่ยววัดและสถานที่สำคัญในตัวเมือง Kathmandu ได้ครบ
เราต้องออกจากเกสเฮ้าส์ตั้งแต่ตี 5 โดยทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องตัดสถานที่ออกหนึ่งรายการ
เพราะไม่งั้นจะไม่ทันไปสนามบิน เราเลยตัดสินใจไม่ไปวัดปศุปฎินาถ (Pashupatinath Temple)
เพราะชอบบรรยากาศจตุรัส และวัดอีกสองวัดก็เป็นสัญลักษณ์ของเนปาลมากกว่า

เริ่มการเที่ยววัดด้วยการไปวัดสยมภูวนาถ (Swayambhunath Temple) หรือวัดลิง
เพราะมีลิงเยอะเต็มวัดไปหมด กิตติศัพท์แบบนี้คล้ายๆทะนะล็อต (Tanah Lot) ที่บาหลี
ต่างกันตรงที่ลิงที่นี่ดูสงบ อยู่กันเป็นครอบครัว ไม่ดุเหมือนที่ทะนะล็อต

สถูปที่วัดสยมภูวนาถถือว่าเป็นสถูปของศาสนาพุทธที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของโลก

และเป็นสถูปที่เก่าแก่ที่สุดในเนปาล
มีสัญลักษณ์ดวงตาเห็นธรรม หรือ The Wisdom Eyes โดยรอบทั้งสี่ด้านของสถูป
ชิ้นส่วนแต่ละส่วนของสถูปมีความหมายสื่อถึงคำสอนในศาสนาพุทธ
และที่สำคัญสถูปตั้งอยู่บนเนินเขา ทำให้มองเห็นเมือง Kathmandu แบบพาโนรามา

ที่เขียนมาทั้งหมดทั้งมวลข้างบนนั้น "ไม่ได้เห็น"

เนื่องจากเราไม่มีไกด์นำทางตอนที่ไป
แถมไปตอนเช้าตรู่คนยังน้อย เลยไม่รู้ว่าทางไปสถูปองค์ใหญ่ต้องไปทางไหน
เดินวนๆอยู่หลายนาทีก็ยังไม่เห็น แถมแผนที่ก็ไม่มี
เป็นอันว่า ไม่ได้เห็นสถูป -_-'' แอบรู้สึกมาเสียเที่ยว
แต่อีกใจก็คิดว่า ไม่อยากเสียเวลาหาล่ะ เพราะอยากไปเดินแถวจตุรัสของอีกสองเมืองมากกว่า
ถ้าได้ไปเนปาลอีกรอบก็คงจะไปเก็บตกวัดลิงนี่หล่ะ
อยากได้รูปพาโนรามาของเมือง Kathmandu
รอบนี้ได้แต่รูปลิงมาทั้งนั้น

ออกจากวัดสยมภูวนาถก็ไปจตุรัสเมืองปาตันต่อ (Patan Durbar Square)

เวลาตอนที่ไปถึงเมืองปาตันน่าจะประมาณ 6 โมงเช้า
เป็นเวลาเช้าตรู่ แดดอ่อนๆกำลังดี เลยได้บรรยากาศยามเช้าของเมืองนี้แบบสวยมาก
ถ้าเทียบสถานที่ท่องเที่ยวใน Kathmandu ทั้งหมด
เราชอบจตุรัสเมืองปาตันมากที่สุด เพราะสถาปัตยกรรมที่นี่สวยแปลกตากว่าที่อื่น
แหล่งข้อมูลบางแห่งบอกว่า สถาปัตยกรรมที่ Patan Durbar Square
คล้ายกับ Kathmandu Durbar Square เพราะเป็นเมืองฝาแฝดกัน
แต่เรากลับเห็นว่าสถาปัตยกรรมของปาตันสวยงามและอลังการณ์กว่า

ปาตันเป็นหนึ่งในสามเมืองใหญ่ในหุบเขากาฏมัณฑุ (Kathmandu Valley)

ถูกขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งความงดงาม หรือ City of Beauty
เพราะอีกชื่อหนึ่งของปาตันคือ ลลิตปุระ เป็นคำสมาสระหว่าง ลลิตา (สวยงาม) + ปุระ (เมือง)
(ต้องขอบคุณรีวิวจากคุณ Cherokee1 จากเว็บพันทิป ที่อธิบายเกร็ดประวัติศาสตร์ได้ดีมาก)

ประวัติศาสตร์จากหลายแหล่งอ้างอิงเล่าไว้ว่าทั้งสามเมือง คือ Kathmandu, Patan และ Bhaktapur

เป็นบ้านพี่เมืองน้องกัน แต่แก่งแย่งชิงดีกัน แข่งกันสร้างเมืองให้สวยงามกว่าอีกสองเมือง
ไปค้นตามอินเตอร์เน็ต ก็ได้อ่านนิทานปรัมปราถึงความเป็นมาของเมืองทั้งสามเมือง
อ่านไปก็เพลินดี

โดยเรื่องมีอยู่ว่าเมืองทั้งสามเมืองในหุบเขา Kathmandu เกิดขึ้นจากคนสามคน (น่าจะเป็นพี่น้องกัน)
อัญเชิญเทพราโต มาเชนดรานาถ (God Rato Machhendranath) จากรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย
มายังหุบเขา Kathmandu โดยศาสนาฮินดูเชื่อว่าเทพราโต มาเชนดรานาถเป็นภาคหนึ่งของพระอิศวร
เป็นผู้ดลบันดาลให้เกิดฝนตกต้องตามฤดูกาล
เมื่อการอันเชิญเทพประสบความสำเร็จ ทั้งสามคนก็ได้รับการสรรเสริญจากชาวเมืองและแบ่งกันปกครองเมือง
โดยหนึ่งในนั้นมีชื่อว่า ลลิต เมืองที่ลลิตปกครองจึงชื่อว่า Lalitpur หรือนครของลลิต

การมา Patan Durbar Square ยามเช้าทำให้เราเห็นกิจวัตรของคนเนปาลที่มาวัดตั้งแต่เช้าตรู่

โดยเฉพาะผู้หญิงต่างนุ่งผ้าสีแดงมาสวดมนต์ที่วิหารกฤษณะ (Krishna Mandir)
ซึ่งเป็นวิหารที่โดดเด่นมากในจตุรัสเมืองปาตัน
เสียงสวดมนต์ทำให้วิหารแห่งนี้ดูขลังขึ้นอีกหลายเท่า
ลองรวบรวมรายละเอียดของวิหารกฤษณะ ก็ค้นพบว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบสิกขร (Shikhara)
ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบโมกุล ประเทศอินเดีย

โห...นี่เป็นญาติห่างๆกับทัชมาฮาลเลยทีเดียว

วิหารกฤษณะแตกต่างจากวิหารอื่นๆตรงที่สร้างด้วยหินแทนที่จะสร้างด้วยไม้และอิฐ

และไม่มีมณฑปกางกั้นออกมาอย่างสถาปัตยกรรมแบบเนปาล
ตามตำนานเล่าว่าสร้างโดยกษัตริย์สิทธินราสิงห์มัลละ (King Siddhi Narasingh Malla) ในปี 1637
เพราะพระองค์ทรงพระสุบินเห็นพระกฤษณะกับพระราธาเทวี ซึ่งเป็นร่างอวตารของพระนารายณ์กับพระลักษมี
มาประทับอยู่หน้าพระราชวัง จึงรับสั่งให้สร้างวิหารถวายแด่เทพทั้งสองตรงตำแหน่งที่เห็นในความฝัน

รอบๆวิหารแกะสลักภาพจิตรกรรมเรื่องรามายณะและมหาภารตยุทธ

ซึ่งเป็นมหากาพย์ที่เชิดชูความสามารถของพระนารายณ์
วิหารนี้แบ่งออกเป็น 3 ชั้น โดยชั้นแรกมีรูปบูชาพระกฤษณะ ชั้นที่สองมีรูปบูชาพระศิวะ
และชั้นที่สามบูชาพระกิวโลกิเตศวร
นับว่าวิหารแห่งนี้ผสมผสานความเชื่อของศาสนาพุทธกับศาสนาพราหมณ์เข้าด้วยกัน
ปัจจุบันได้รับการดูแลจากพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีทางศาสนา
และไม่อนุญาตให้คนที่ไม่ได้นับถือศาสนาพราหมณ์เข้าภายในวิหาร

หน้าตาแบบอาหมวยอย่างเราหมดสิทธิ์อย่างไม่ต้องสงสัย

(ข้อมูลจาก : http://www.orientalarchitecture.com/nepal/patan/krishna.php)

ข้างหน้าวิหารพระกฤษณะมีเสายอดครุฑอยู่

เสาที่มีรูปครุฑย่อเข่าทำความเคารพนี้เป็นสัญลักษณ์ว่า
วิหารข้างหน้าเป็นวิหารที่บูชาพระนารายณ์ เพราะครุฑเป็นสัตว์พาหนะของพระนารายณ์นั้นเอง

เราชอบที่ชาวเนปาลถ่ายทอดความเชื่อทางศาสนาออกมายังสิ่งปลูกสร้างได้อย่างแยบยล
มีรายละเอียดปลีกย่อยให้ได้ศึกษาอย่างสนุกสนาน
เรื่องราวเบื้องหลังของสถานที่แต่ละที่ก็อ่านเพลินๆดี

หลังจากกลับมาแล้วมานั่งทำรูป เพิ่งรู้ว่าถ่ายวิหารพระกฤษณะมาเยอะมาก

ถ้าไป Patan Durbar Square อีกรอบสงสัยต้องหามุมอื่นบ้างแล้ว
เพราะก็ยังไม่ได้เดินได้ทั่ว เนื่องจากต้องทำเวลาไปสถานที่อื่นด้วยนั้นเอง

รูปนี้เป็นรูปที่เราชอบอันดับต้นๆ จากทริปนี้

มันแสดงความเชื่อที่ถ่ายทอดลงสู่สถาปัตยกรรมได้อย่างสวยงาม
สีน้ำตาลแดงของหินตัดกับสีท้องฟ้ายามเช้า

ขอซูมสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของ Patan Durbar Square ซักหน่อย

แม้จะยังเช้า ทั้งคนทั้งนกพิราบก็ออกมาเที่ยวเล่นในจตุรัสแห่งนี้กันมากมายแล้ว

ถัดจากวิหารพระกฤษณะคือ วิหาร Vishwanath ซึ่งเป็นชื่อหนึ่งของพระอิศวร

(น่าจะตรงกับภาษาไทยที่ว่าพระวิศวมูรติ แปลว่า ร่างกายแห่งจักรวาล)
และแน่นอน ถ้าจ้องดีๆก็จะเห็นรูปสลักอีโรติกตามแบบฉบับเนปาล

เดินไปเรื่อยๆ ถ่ายนู้นถ่ายนี่ไปตามประสา แต่ไม่ค่อยได้ภาพ Life หรือ Portrait จากที่นี่

รูปแกะสลักของเสาค้ำยันเป็นสามมิติเลย

ชอบบานประตูที่เนปาลมาก แต่ละบานมันช่าง unique

แดดยามเช้าที่ Patan Durbar Square

เสากษัตริย์ซึ่งจะหันหน้าเข้าสู่พระราชวัง

ทั้งสามเมืองมีการสร้างเสาแบบนี้เพื่อบ่งบอกเขตพระราชวังเหมือนกัน
โดยคุณ Cherokee1 ได้ให้ความรู้เพิ่มเติมไว้ว่า บนเสามีรูปหล่อกษัตริย์ประทับบนดอกบัว
มีนาคปรก บนเศียรพญานาคมีรูปหล่อนกตัวเล็กๆเกาะอยู่
ตราบใดที่รูปหล่อนกยังเกาะอยู่ กษัตริย์จะกลับมา *o*

Patan Durbar Square ก่อนที่แสงทไวไลท์ตอนเช้าจะหมด

ในภาพจะเห็นเสากษัตริย์มัลละ, วิหาร Bhimsen ซึ่งเป็นวิหารสามชั้น สร้างบูชาพระภีมเสน

ซึ่งได้รับการยกย่องบูชาจากบรรดาพ่อค้าในเมืองเนปาลมาก เพราะนับถือเป็นเทพการค้าและความสำเร็จ
ส่วนที่เห็นเป็นสถูปคือ วิหารนรสิงห์ (Narasimha Statue)
สร้างถวายเทพนรสิงห์ซึ่งเป็นปางหนึ่งของพระนารายณ์ที่อวตารลงมาปราบยักษ์หิรัณยกษิปุ
ตามตำนานเล่าว่าเป็นยักษ์ซึ่งได้รับพรจากพระพรหม 5 ข้อ เพราะตั้งใจบำเพ็ญตบะ
แต่ละข้อนี่...กะขอให้เป็นอมตะทั้งนั้น

1. จะไม่ถูกเทวดา มนุษย์ หรือสัตว์ฆ่าตาย
2. จะไม่ตายทั้งในบ้านและนอกบ้าน
3. จะไม่ตายทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน
4. จะไม่ตายด้วยศาสตราวุธใดๆ
5. จะไม่ตายทั้งบนดินหรือบนฟ้า (อันนี้แอบคิดว่า ในน้ำ ตายได้ใช่ป่าว)

ตามสเต็ปของวรรณคดีอินเดีย ยักษ์ตนนี้พอได้รับพรวิเศษ

ก็สร้างความเดือดร้อนจนพระนารายณ์ต้องอวตารเป็นนรสิงห์ลงมาปราบ
โดยแก้ไขพรของยักษ์หิรัณยกษิปุแต่ละข้อจนยักษ์ตาย

1.  นรสิงห์ไม่ใช่ทั้งเทวดา มนุษย์ หรือสัตว์ เพราะเป็นร่างอวตารของพระนารายณ์ ร่างท่อนบนเป็นสิงห์ ท่านล่างเป็นมนุษย์

2. ลากร่างยักษ์หิรัณยกษิปุมาไว้ที่ธรณีประตู เพราะไม่ใช่ทั้งในบ้านและนอกบ้าน
3. เลือกเวลาลงมือตอนพระอาทิตย์กำลังตกหรือเวลาโพล้เพล้ เพราะไม่ใช่ทั้งกลางวันและกลางคืน
4. จับร่างของยักษ์ไว้บนตัก จะได้ไม่ถูกแผ่นดินหรือลอยบนฟ้า
5. ใช้กรงเล็บฉีกร่างของยักษ์ เพราะกรงเล็บไม่ใช่ศาสตราวุธ

เจ๋งมากอ่ะ....

เป็นรูปที่ชอบมากอีกหนึ่งรูป

แต่เบื้องหลังนี่เล็งแล้วเล็งอีก เพราะไม่กล้ายกกล้องต่อหน้านางแบบ
ต้องทำท่ายกกล้องไปทางนู้นทีทางนี้ที แก้เขิน
โฟกัสก็หลุด แถมสุดท้ายเค้าก็เห็นอยู่ดีว่าเราแอบถ่าย
สกิลการถ่ายรูป portrait นี่ยังต้องฝึกปรืออีกมาก

ภายในอาณาบริเวณจตุรัสปาตันยังมีวิหารและสถานที่สำคัญอีกหลายแห่งที่เราไม่ได้เยี่ยมชม

เหตุผลหลักเลยคือ ไม่ได้เตรียมแผนที่ไป และต้องแข่งกับเวลา
ออกแนวเห็นอะไรสวย คนมุงเยอะๆก็เข้าชมก่อน
ถ้าได้กลับไปอีกก็คงไปใช้เวลา ณ สถานที่แห่งนี้อีก พร้อมกับขึ้นไปบนดาดฟ้าของร้านอาหารตรงข้าม
เพราะเห็นตากล้องหลายคนได้มุม bird eye view จากร้านอาหารเหล่านี้

เดินทางออกจาก Patan Durbar Square ด้วยความประทับใจและอิ่มใจ

เราก็มุ่งหน้าไป Bhaktapur Durbar Square ซึ่งกว้างใหญ่และน่าตื่นตาตื่นใจมาก




 

Create Date : 01 พฤษภาคม 2557    
Last Update : 1 พฤษภาคม 2557 14:01:33 น.
Counter : 703 Pageviews.  

Iced Tea ที่ Nepal - ตอนที่ 9

วันที่ 8: Kathmandu City Tour
ตะลอนเที่ยวในตัวเมือง Kathmandu เองเพราะสหภาพแรงงานยังคงประท้วง
ถ้าเดินทางโดยรถยนต์มีสิทธิ์ถูกทุบกระจกรถเอาง่ายๆจ้า

ตามตารางการเดินทางเดิม วันนี้เราต้องได้เที่ยวในตัวเมือง Kathmandu ตามแผน City Tour
พูดง่ายๆ คือ สถานที่ยอดฮิตของเนปาลมีอะไร เราควรจะได้ไปชมทั้งหมดภายในวันนี้
แต่เนื่องจากสหภาพแรงงานยังคงประท้วง มีการปิดทางจราจร รถบัสรถตู้งดให้บริการ
มีการเดินประท้วงไปรอบๆเมือง ทางเจ้าหน้าที่โรงแรมซึ่งดูแลเราตลอดทริปเลยยกเลิกแผนการเที่ยวในวันนี้
เพราะกลัวว่าถ้าขับรถไปส่ง ถึงแม้จะมีป้าย tourist แปะไว้หน้ารถ อาจจะถูกทุบกระจกรถเอาได้
เราเลยต้องเดินทางเที่ยวเองในเมือง ซึ่งเดินไปเดินมาบางทีก็จ๊ะเอ๋กับขบวนประท้วง
ในใจก็ไม่ได้คิดว่าพวกเค้าจะทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
แต่พอเห็นคนจำนวนมากๆ ตะโกนอะไรก็ไม่รู้ ในมือก็มีกระบองบ้าง ไม้บ้าง และตีกลองเป็นจังหวะเดินมาเป็นขบวน
ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวที่รีบถ่ายรูปช็อตสองช็อตแล้วเดินหนี
คนเนปาลเองก็รีบปิดร้าน เข้าบ้านกันทุกคน
วันนี้ในเมือง Kathmandu เลยเงียบผิดปกติ

ที่จอดรถย่าน Thamel เตือนเจ้าของรถด้วยความหวังดี

สีสันของบ้านเรือนระหว่างทางไปจตุรัส ไม่ได้ด้อยไปกว่าบ้านเรือนที่อินเดียเลย

วัดตามซอกตามซอยมีเยอะมาก

หลังจากคุยกับเจ้าหน้าที่โรงแรม เค้าแนะนำว่าให้ไปเที่ยวตามสถานที่ในตัวเมืองแบบที่เดินเองได้
ซึ่งก็มีอยู่ที่เดียวนั้นก็คือ Kathmandu Durbar Square
เป็นจตุรัสกลางเมืองซึ่งมีวัดและวังเก่ารวมกันเกือบ 50 วัด (ซึ่งพอไปเดินจริงๆก็แยกไม่ออก --")
จริงๆคำว่า Durbar Square แปลว่า จตุรัสที่มีพระราชวัง วัด และสถานที่สำคัญของกษัตริย์อยู่ด้วยกัน
ในสมัยก่อนการรวมประเทศ หุบเขา Kathmandu แบ่งการปกครองออกเป็น 3 เมืองใหญ่
  • เมืองลลิตปูร์ (Lalitpur) หรือเมืองปาตัน (Patan)
  • เมืองบักตะปูร์  (ฺBhaktapur)
  • เมืองกาฏมัณฑุ (Kathmandu)
  • แต่ละเมืองก็จะมี Durbar Square สำหรับกษัตริย์ของเมืองตัวเอง
    จากที่ได้ไปชมมาทั้งสามจตุรัส คิดว่าของเมืองบักตะปูร์ยังคงสมบูรณ์ในแง่การเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองมากที่สุด
    เพราะยังมีบ้าน มีคนที่ใช้ชีวิตกลมกลืนไปกับกลิ่นไอความเก่าแก่ของสถาปัตยกรรม
    ส่วนจตุรัสที่สวยที่สุด คือ จตุรัสเมืองลลิตปูร์/ปาตัน ซึ่งก็ตรงกับความหมายของชื่อเมืองที่แปลว่า "ความงาม"

    Screen shot 2013-10-20 at 2.24.56 PM

    Temple of Kumari (วัดกุมารี) - หนึ่งในสถานที่ไฮไลต์ของ Kathmandu Durbar Square

    City Tour รอบนี้ เราไม่ได้ศึกษาสถานที่แต่ละแห่งมาก่อน
    จะดูก็เพียงแต่รูปจากโปรหลายๆท่าน
    ว่าเค้าถ่ายรูปกันมุมไหน มากกว่าจะอ่านประวัติศาสตร์ของแต่ละที่ -_-''
    พอไปชมจริงๆก็เลยไม่รู้ว่าควรหยุดดู หยุดชมอะไรบ้าง ไม่รู้ว่าตึกไหนเป็นจุดสำคัญ
    โชคดีที่มีทัวร์หลายคณะเดินทางมาชมจตุรัสแห่งนี้ไม่ขาดสาย
    เลยตามๆเค้าไป ยิ่งทัวร์ที่มีบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ ก็พลอยฟังได้ความรู้ไปกับเค้าด้วย
    ตอนกลับมาทำรูป เลยเปิดอินเตอร์เน็ตเพิ่มพูนความรู้ย้อนหลัง รวมทั้งเอามาเขียนเก็บไว้ในบันทึกนี้ด้วย



    Temple of Kumari (วัดกุมารี) น่าจะเป็นไฮไลต์ที่คนไปเที่ยวเนปาลไม่ควรพลาด
    เพราะเป็นประเทศที่มีความเชื่อเรื่องกุมารีอย่างเข้มข้น
    ในประเทศที่นับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดูอย่างอินเดีย ก็มีความเชื่อเรื่องนี้เช่นกัน
    แต่ไม่ได้มีกฏเกณฑ์ และขนบธรรมเนียมมากมายเหมือนกับที่เนปาล

    เราชอบคำภาษาอังกฤษที่เรียกกุมารีว่า The Living Goddess มาก
    พอแปลเป็นไทยว่า เทพธิดาที่ยังมีชีวิต มันฟังดูเพราะดี
    ทัวร์บางคณะก็จัดให้มีการกราบไหว้กุมารีแบบแอ็คคลูซีฟด้วย
    จตุรัสของทั้งสามเมืองจะมีวัดกุมารีตั้งอยู่ แต่กุมารีที่ Kathmandu Durbar Square
    ได้รับการยกย่องให้เป็นกุมารีหลวง 

    วัดกุมารีสังเกตง่ายมาก เพราะมีหน้าต่างขอบสีทองและเครื่องประดับที่หลังคาโดดเด่นจากตึกอื่นๆ
    วัดนี้เปิดให้เข้าชมข้างใน แต่ไม่ให้ถ่ายรูป
    แถมเจ้าหน้าที่วัดก็เรี่ยไรเงินนักท่องเที่ยวถ้าอยากจะให้กุมารีออกมาพบ
    จำได้ว่าเค้าพูดว่า you may see แปลว่าถ้าให้เงินไปแล้ว อาจจะไม่ได้พบก็ได้
    พอได้ยินเจ้าหน้าที่ประกาศอย่างงั้น เราก็รีบเดินออกมาก่อน
    ออกแนวเป็นพวกมองโลกในแง่ร้าย แต่ในอินเตอร์เน็ตเตือนไว้เยอะจริงๆ
    อีกอย่างคือเรารู้สึกว่า ความเชื่อเรื่องกุมารียังอยู่มาถึงปัจจุบันได้ก็เพราะแรงศรัทธาของชาวเนปาล
    ขนาดรัฐบาลลัทธิคอมมิวนิสต์พยายามออกกฏหมายยกเลิกระบบกุมารี 
    ก็ยังถูกต่อต้านจากชาวเนปาล ระบบกุมารีจึงยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน 
    ถ้าเงินสามารถบังคับให้กุมารีออกมาพบได้ ก็เหมือนดูถูกแรงศรัทธาเหล่านั้น

    ชีวิตของกุมารีต้องอยู่ในกฏเกณฑ์มากมาย
    โดยเฉพาะในสมัยก่อนที่ระบอบการปกครองยังเป็นแบบกษัตริย์

    ลองอ่านข้อความเกี่ยวกับกุมารีจาก wikipedia ภาษาอังกฤษ
    ก็พบว่า กิริยาท่าทางเชิงบวกของมนุษย์ เช่น ยิ้ม หัวเราะ ถ้ากุมารีทำจะถูกตีความเป็นด้านลบ
    อย่างเช่น ถ้ากุมารีหัวเราะ = จะเกิดโรคร้ายหรือความตาย
    ถ้ากุมารีปรบมือ = มีเรื่องราวที่ทำให้กษัตริย์เนปาลต้องเป็นกังวลหรือกลัว
    (ปัจจุบันเนปาลยกเลิกระบบกษัตริย์ เป็นสาธารณรัฐเต็มใบ แถมเป็นการยกเลิกแบบนองเลือดด้วย)
    ถ้ากุมารีรับอาหารที่ถวาย = ผู้ถวายอาหารจะสูญเสียทรัพย์สิน
    ...เรียกว่าต้องอยู่นิ่งๆอย่างเดียว

    อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญและได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากสังคมสมัยใหม่ คือ เรื่องการศึกษา
    แต่ก่อนกุมารีไม่ได้รับการศึกษาเพราะเชื่อว่าเป็นร่างจุติของเทพีทเลจูซึ่งหยั่งรู้ทุกอย่างอยู่แล้ว
    ชีวิตประจำวันคือการให้พร
    พอพ้นวาระการเป็นกุมารีก็เลยมีชีวิตที่ลำบาก เพราะไม่มีความรู้อย่างโลกสมัยใหม่
    ไม่มีเพื่อนและไม่เคยเข้าสังคม
    ทางรัฐบาลเนปาลเพิ่งจะออกกฏหมายให้กุมารีได้รับการศึกษาอย่างเด็กคนอื่นๆเมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา

    Shiva - Parvati Temple (วิหารพระศิวะ - พระนางปาราวตี)

    อีกหนึ่งไฮไลต์ของ Kathmandu Durbar Square คือวิหารของพระศิวะ-พระนางปาราวตี
    ซึ่งสร้างขึ้นในยุค 1785-1794 เป็นอาคารสองชั้นที่ดูสมบูรณ์กว่าอาคารอื่นๆในจตุรัส
    ในบริเวณ Kathmandu Durbar Square มีวิหารที่สร้างให้เทพฮินดูหลายองค์มาก 
    แต่เราไม่ได้เก็บภาพมา อย่างเช่น วิหารเทพีทเลจู วิหารพระนารายณ์
    วิหารหนุมาน รูปสักการะพระไภราพหรือพระศิวะภาคดุร้าย เป็นต้น

     


    มือ...

    ยืนยันว่านกพิราบเยอะจริง

    อาคารรอบๆจตุรัสก็กลายสภาพเป็นร้านขายของฝาก



    ด้านหลังของจตุรัสก็เป็นตลาดขายของฝาก มีรูปปั้น เครื่องประดับให้เลือกมากมาย

    อาคารรูปทรงยุโรปซึ่งมีให้เห็นไม่มากในประเทศนี้

    เป็นขอบบานประตูที่อลังการณ์งานสร้างมาก

    งานแกะสลักละเอียดมาก :P

    ถ้าสังเกตดีๆงานแกะสลักแบบอีโรติกมีอยู่เยอะมากในแต่ละจตุรัส
    ส่วนหนึ่งเพราะความเชื่อว่าภาพแกะสลักเหล่านี้เป็นเครื่องบูชาพระศิวะ
    ส่วนอีกหนึ่งความเชื่อคือ 
    ถ้ามีภาพเหล่านี้อยู่บนวิหาร จะสามารถป้องกันฟ้าผ่าจากเทพอัคนีได้
    เพราะถือว่าเป็นของต่ำ เทพอัคนีจะไม่กล้าแตะต้อง
    และเป็นนโยบายการเพิ่มประชากรในสมัยก่อน
    เพราะจตุรัสแห่งนี้คงเป็นย่านใจกลางเมือง ประชาชนต้องเดินผ่านไปมาเป็นประจำทุกวัน

    ศรัทธามีอยู่ทุกแห่ง


    มาดูภาพแนว life บ้าง ถ่ายได้มาเยอะพอสมควรถ้าเทียบกับทริปอื่น
    เพราะคนเนปาลชินกับกล้องถ่ายรูป
    แถมคนที่เดินสวนกันไปมาก็นักท่องเที่ยวทั้งนั้น
    แต่ก็มีบ้างที่เราเก้ๆกังๆไม่กล้ายกกล้องต่อหน้านายแบบนางแบบ
    ภาพคนจาก Kathmandu Durbar Square จะมากกว่าที่อื่น
    เพราะคนเยอะ และแต่ละคนก็มีกิจกรรมที่น่าสนใจ ไม่ใช่แค่นั่งหรือขายของอย่างที่จตุรัสอื่น
    Kathmandu Durbar Square เป็นศูนย์กลางของสังคมเมืองหลวงก็ว่าได้
    เพราะหลากหลายกิจกรรมเกิดขึ้นที่นี่ เป็นมากกว่าวิหารหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์


    เป็นสนามประลองสติปัญญา

    เป็นที่เปิดใจสอบถามสารทุกข์สุกดิบ

    เป็นที่พบปะสังสรรค์
    (นกพิราบแย่งซีน) Smiley

    เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ

    เป็นที่รอคอย

    เป็นสนามเด็กเล่น

    เป็นบ้านหลังที่สอง

    เป็นที่ฝึกงาน

    เป็นแหล่งความรู้นอกห้องเรียน

    เป็นที่ทำสมาธิ
    (กลุ่มนี้เค้าร้องเพลงสวดมนต์กันอยู่)

    เป็นที่ให้ตากล้องประลองความเร็วในการกดชัตเตอร์ (โดยไม่โดนเรียกเก็บเงิน)

    เป็นที่ค้นหานายแบบ

    (ค้นพบว่า 80% ของไดอารี่หรือรีวิวเนปาลที่มีรูปที่ถ่ายที่ Kathmandu Durbar Square จะมีโยคีหน้าตาแบบรูปนี้กับรูปข้างบนติดอยู่เกือบทุกรูป คงเป็นนายแบบขาประจำของแถวนั้น)

    เกือบเที่ยงก็ออกจาก Kathmandu Durbar Square มุ่งหน้าไปตามถนนใหญ่

    วันนี้เมืองหลวงของเนปาลเงียบเหงาเพราะมีการประท้วง
    ถนนโล่งมาก สะดวกแก่การชมเมือง

    ร้าน Kodak Express ยังคงมีอยู่
    ไม่ได้ถ่ายฟิล์มมาเกือบจะ 10 ปีแล้ว


    ภาพประทับใจระหว่างเดินทอดน่องไปตามถนน Narayanhiti
    ซึ่งเป็นถนนหน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติของเนปาล
    เป็นฝรั่งลงมาเดินกับคนขับสามล้อ ช่วยลากสามล้อเพราะสัมภาระหนักมาก
    ระหว่างทางก็ฝรั่งก็ช่วยคุยเป็นภาษาอังกฤษง่ายๆ
    คนขับรถก็ตอบได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ที่แน่ๆ เค้ายิ้มและหัวเราะตลอดทาง

    ถนนหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเนปาล
    ข้างหน้าเป็นหอนาฬิกา ถนนเส้นนี้สวยงามด้วยดอกไม้สีม่วง
    พยายามหาแล้วว่าเป็นดอกอะไร แต่ก็หาไม่เจอ --"

    ดอกไม้สีม่วงบานอยู่ทั่วไปในเมือง Kathmandu

    รูปนี้ถ่ายหน้าสนามกีฬาแห่งชาติเนปาล
    ทำเอานึกถึงสนามศุภฯที่กรุงเทพ
    จากตรงนี้เดินไปไม่กี่เมตรก็เจอขบวนประท้วงที่ตะโกนโหวกเหวก
    ทั้งคนเนปาลและนักท่องเที่ยวเดินหนีกันตรึม

    หลังจากวนรอบเมืองหนึ่งรอบก็เป็นเวลาบ่ายโมงนิดๆ
    เพื่อนที่เคยมาทำงานที่เนปาลระยะสั้นๆแนะนำให้ทานร้าน Fire and Ice
    เป็นร้านพิซซ่าที่อร่อยมาก คิดเองว่าน่าจะเป็นร้านที่โมเดิร์นสุดแล้วในเมือง
    ร้านนี้อยู่ใกล้ย่าน Thamel เยื้องๆกับ The Garden of Dreams
    ปัจจุบันขึ้นเป็นร้านแนะนำใน Lonely Planet ไปเรียบร้อย

    รอคิวซักพักก็ได้ที่นั่ง เข้าไปในร้านนี่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งนั้น
    ฝรั่งที่เข้ามาทำงานในเมือง Kathmandu ก็คงจะเป็นขาประจำร้านนี้
    เราสั่งเมนูคลาสสิก พิซซ่าหน้าพาร์ม่าแฮมกับชีส รสชาติดีทีเดียว
    ที่นี่ยังมีไอศกรีมอิตาเลียนหรือ gelato ขายด้วย นับว่าไฮโซมาก
    เพราะที่เนปาลไม่ค่อยมีไอศกรีมขาย เนื่องจากรัฐบาลจ่ายไฟฟ้าเป็นเวลา

    อิ่มท้องก็เดินวนๆย่าน Thamel อีกรอบ
    เข้าออกร้านหนังสือ The Pilgrim อีกรอบ
    เจอร้านขายน้ำผลไม้สดๆก็สั่ง Lassi มะม่วงเลย
    สดชื่น ชื่นใจ ตามระเบียบ
    แล้วเราฆ่าเวลาทั้งบ่ายด้วยการเดินเล่นในย่าน Thamel ที่ไม่รู้จะเดินหาอะไรแล้ว

    ตอนเย็นเจ้าหน้าที่โรงแรมก็พาไปทาน Dal Bhat ร้านประจำที่เค้าพาแขกมาเลี้ยงอำลา
    เนื่องจากว่าพรุ่งนี้เราจะกลับกันตอนบ่ายๆ
    เรายังคงประทับใจ Dal Bhat ที่ร้านอาหารเมืองโพคารามากกว่า
    เพราะแกงที่นี่รสเผ็ดกว่า ไม่กลมกล่อมเท่าที่นู้น

    พรุ่งนี้เจ้าหน้าที่โรงแรมจัด City Tour ให้เราตั้งแต่ตี 5
    เพราะกลัวว่าถ้าออกช้ากว่านี้ อาจจะเจอกลุ่มผู้ประท้วงทำให้ออกจากตัวเมืองไม่ได้
    และอาจจะไม่ทันได้เที่ยวสถานที่ได้ครบ
    จริงๆอยากจะไปเนปาลอีกรอบเพื่อ trekking เส้นทางอื่นและไปเก็บตก city tour ด้วย

    แปลกนะที่เวลาไปเที่ยว เราสามารถตื่นเช้า ตั้งแต่ตี 4 ตี 5 ได้สบาย
    พอกลับมาใช้ชีวิตประจำวัน ถึงกับต้องตั้งนาฬิกาปลุกหลายๆรอบเพื่อขุดตัวเองขึ้นมาจากเตียง Smiley Smiley




     

    Create Date : 23 ตุลาคม 2556    
    Last Update : 23 ตุลาคม 2556 20:16:09 น.
    Counter : 579 Pageviews.  

    Iced Tea ที่ Nepal - ตอนที่ 8

    วันที่ 8: Pokhara – Kathmandu เดินทางกลับเมืองหลวงด้วยเครื่องบินลำเล็กซึ่งทำให้หัวใจเต้นเร็วถี่ตอนแลนดิ้ง 
    เดินเล่นในเมือง Kathmandu แบบบรรยากาศเหงาๆ
    เพราะร้านค้าปิดหนีขบวนสหภาพแรงงานประท้วง

    ตื่นเช้ามาวันที่ 8 ในเนปาลก็เจอฝนตกตั้งแต่เช้า
    ฝนตกปรอยๆ บวกกับลมหนาวของเมือง Pokhara ยิ่งทำให้อากาศหนาวเข้าไปใหญ่
    เราจัดกระเป๋าเสร็จก็ลงมาทานอาหารเช้า
    คุณไกด์ก็แจ้งข่าวร้ายตั้งแต่ไข่เจียวกับขนมปังยังไม่ออกมาเสิร์ฟว่า
    รถบัสระหว่างเมืองหยุดวิ่งเป็นเวลา 2 วัน มีการปิดถนนและชุมนุมตามเมืองใหญ่
    เพราะมีการประท้วงของสหภาพแรงงานตามที่ได้บอกไปเมื่อวาน
    นี่แปลว่า ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ก็จะต้องอยู่ในเมืองเหงาๆอย่าง Pokhara ไปอีก 2 วัน
    ซึ่งนั้นจะทำให้ไม่ได้เที่ยวในตัวเมือง Kathmandu และอาจกลับไปไม่ทันไฟล์ทกลับเมืองไทยด้วย

    ประโยค "I think everything will be OK." ของคุณไกด์เมื่อวานนี่ทำเราไม่โอเคอยู่หลายนาที

    ...

    ...

    สุดท้ายเรากับลูกพี่ลูกน้องก็ตัดสินใจจ่ายเงินเพิ่มคนละเกือบๆ 2,500 บาท รวมเป็น 5,000 บาท
    เพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ บินจาก Pokhara กลับ Kathmandu
    การเดินทางไปสนามบินก็ทุลักทุเล เพราะฝนตกแถมไม่มีรถวิ่งเลย 
    เพราะทางกลุ่มผู้ชุมนุมเค้าแจ้งไว้แล้วว่า ไม่รับประกันความปลอดภัยบนท้องถนนSmiley
    ร้านค้านี่ปิดเกือบหมด บรรยากาศออกแนวเมืองร้างในหนังซอมบี้
    โชคดีที่สัมภาระเราไม่มาก มีเป้แบบ backpacker 1 ใบ กับกระเป๋าถือเล็กๆ
    ต้องขอบคุณใครก็ตามที่เตือนว่าให้เอาชุดกันฝนไปด้วยเวลาเดิน trekking ได้งัดมาใช้ก็ตอนนี้
    จากที่พักไปถึงสนามบิน ถ้าเดินแบบไม่มีฝนตกก็น่าจะซัก 20 นาที แต่เราใช้เวลากว่า 40 นาที
    เพราะฝนตกหนัก รองเท้าแตะเราก็เกาะพื้นไม่ค่อยดี เลยตัดสินใจถอดรองเท้าเดินเลยดีกว่า
    ระหว่างทางก็เจอเพื่อนร่วมทางฝรั่งตาน้ำข้าวและชาวญี่ปุ่นหลายคน
    สภาพเป็นลูกหมาตกน้ำกันทุกคน เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ลืมไม่ลงแน่ๆ

    Pokhara Airport

    บรรยากาศในห้องรอขึ้นเครื่องที่สนามบิน Pokhara
    มีทั้งชาวเนปาล แขกอินเดีย ฝรั่งตาน้ำข้าว และคนไทย :)

    สนามบิน Pokhara ยังพึ่งพาระบบ manual หลายอย่าง
    ทั้งระบบสายพานโดยแรงมนุษย์, ตรวจสัมภาระแบบ 1 ต่อ 1
    และการที่ผู้โดยสารต้องค้นหาเครื่องบินเองท่ามกลางเครื่องบินที่จอดเรียงราย

    พอเห็นเครื่องบินเราก็อึ้งๆไปเล็กน้อย เพราะเคยชินกับเครื่องบิน AirAsia กับ NokAir
    เครื่องบินของ Agni Air เป็นเครื่องบินขนาดเล็กจุคนได้ไม่เกิน 20 ที่นั่ง
    ตอนแรกก็สบายดี เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ ได้เห็นวิวสวยๆ
    แต่พอจะ landing ที่ Kathmandu นี่กลัวมาก เพราะนักบินขับเลี้ยวซ้ายทีขวาที
    ทำมุมเอียงเกือบ 45 องศาอีก แถมภาพที่เห็นเบื้องล่างคือสหภาพแรงงานที่เดินประท้วงกันอยู่
    เป็นครั้งแรกที่นั่งเครื่องบินแล้วต้องสวดมนต์ สุดท้ายก็ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ
    พร้อมกับปฏิญาณกับตัวเองว่า ต่อไปนี้จะไม่บินภายในประเทศที่เนปาลอีกแล้ว 
    ยอมนั่งรถบัส 8 ชั่วโมงอย่างตอนขามา ยังรู้สึกปลอดภัยกว่า Smiley

    กลับมาดูรูปแล้วอ่านข่าวก็ช็อคอีก

    เพราะลูกพี่ลูกน้องที่ไปด้วยกัน เค้ามาเล่าว่ามีเครื่องบินสายการบิน Agni Air ตกที่ Jomsom
    ไม่กี่วันหลังจากที่เราเดินทางด้วยสายการบินนี้ แล้วพอเราไปอ่านข่าวดูก็ค้นพบว่า
    Registered No. ของเครื่องบินที่ตกมันเลขเดียวกันกับเครื่องนี้เลยอ่ะ
    "9N-AIG" พุทโธ ธรรมโม สังโฆ...

    (เนื้อหาข่าว >> คลิกที่นี่ )

    ทางเกสเฮ้าส์ที่ Kathmandu ส่งคนขับรถมารับที่สนามบิน

    เค้าต้องติดกระดาษไว้ที่กระจกรถว่า "Tourist" เพราะไม่งั้นอาจจะถูกทุบกระจกรถได้ (เค้าว่ามางั้น)
    ย่านทาเมลที่เคยคึกคักก็เงียบมาก
    ไม่ค่อยมีร้านเปิด ยังไงวันนี้ก็ไม่มีแผนเที่ยวใดๆ เพราะตามแผนการเดินทาง
    เราต้องใช้เวลา 8 ชั่วโมงกว่าจะมาถึง Kathmandu แต่ด้วยเครื่องบินหวาดเสียว ทำให้เรามาถึงภายใน 25 นาที
    7 ชั่วโมงกว่าๆที่ได้แถมมา เลยถูกใช้ไปเพื่อการเดินสำรวจบริเวณรอบๆย่านทาเมล

    ร้านอาหารที่เปิดมีไม่มาก ส่วนใหญ่คือร้านที่อยู่ในซอกซอย ไม่ติดถนน

    ก็เดินดุ่มๆเข้าไป สั่งอาหารเกาหลี - ซุปกิมจิ
    เป็นอาหารที่มาคิดย้อนหลังว่า สั่งไปได้ไง
    ไปเที่ยวเนปาล สั่งอาหารเกาหลี ยังไงก็ไม่เข้ากัน >.<

    ที่ย่านทาเมลมีอาหารนานาชาติให้เลือกทาน โดยเฉพาะอาหารตะวันตก
    จานนี้เป็นแฮมเบอร์เกอร์ รสชาติโอเคเลย

    ร้านปิด คนไม่มี
    บรรยากาศเงียบเหงาของย่านทาเมลในวันที่มีขบวนประท้วง

    อีกอย่างที่สังเกตได้จากการวนดูอาหารที่เนปาล คือ ผักผลไม้ลูกใหญ่มาก

    คิดถึงผลไม้รถเข็นที่เมืองไทย ดูแล้วสะอาดกว่ากันมาก
    คนที่นี่ผ่าแตงโมกันแล้วขายกันเป็นซีกเลย ไม่ต้องหั่นเป็นชิ้นๆแบบคนไทย

    รถสามล้อรอผู้โดยสารแบบเหงาๆ

    ว่าแล้วก็ออกจากย่านทาเมลไปสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ๆที่พอจะเดินได้ดีกว่า

    โดยสถานที่ที่เราเลือกฆ่าเวลากันก็คือ The Garden of Dream
    ซึ่งเป็นสวนดอกไม้อยู่ใกล้กับย่านทาเมลมาก แถมดูปลอดภัยจากการชุมนุม
    เพราะกำแพงสูงใหญ่ และมียามรักษาการณ์ดูแลข้างหน้า

    ค่าเข้าชม The Garden of Dream สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยู่ที่ 200 Rs

    เข้ามาแล้วเหมือนไม่ได้อยู่ที่ประเทศเนปาลเลย เพราะการตกแต่งเป็นสวนแบบยุโรป
    บรรยากาศสงบ ไม่มีเสียงจอแจของย่านทาเมล
    นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหลายคนนอนอ่านหนังสือกันเพลินๆที่นี่

    บรรยากาศดีมาก แดดอุ่นๆกับลมเย็นๆมาเจอกัน


    หลังจากกลับมาจากเนปาลก็เข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์
    ก็ได้ทราบประวัติคร่าวๆของสถานที่แห่งนี้ว่าเคยเป็นสวนของนายพลท่านหนึ่ง
    (Field Marshall, Kaiser Sumsher Rana)
    สร้างตั้งแต่ปี 1920 รวมๆอายุถึงปัจจุบันก็ 90 กว่าปี
    โดยแต่เดิมมีอาคารหลักทั้งหมด 6 หลัง แทนฤดู 6 ฤดูในเนปาล
    แล้วก็มีสถาปัตยกรรมอื่นๆที่ได้รับอิทธิพลมาจากการแต่งสวนของยุโรป
    อย่างเช่น บ้านนก (birdhouse), เฉลียง (veranda), ซุ้มไม้เลื้อย (pergolas)


    พอท่านนายพลเสียชีวิตลงในปี 1964 สวนแห่งนี้ก็ตกเป็นของหลวง
    แต่ไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร สภาพสวนจึงทรุดโทรม พื้นที่ก็เหลือเพียงครึ่งเดียวจากของเดิม
    จนกระทั่งปี 2000 รัฐบาลออสเตรียเข้ามาช่วยปรับปรุงสภาพสวนให้สวยอย่างที่เห็นในปัจจุบัน


    กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยก็ปรับปรุงอยู่นาน 7 ปี
    ตกแต่งอาคารให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด ร้านกาแฟ
    เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ
    สถานที่แห่งนี้น่าจะเป็นสถานที่โรแมนติกที่สุดในเมือง Kathmandu ล่ะ

    มีมุมสวยๆหลายมุมให้ถ่ายรูปกัน

    ส่วนร้านกาแฟกับอาหารนั้นเราไม่ได้เข้าไปใช้บริการ
    แต่ก็เห็นว่าได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไม่น้อย
    ต้องเสริมโต๊ะเก้าอี้ออกมาจากร้านอยู่หลายโต๊ะ

    คนที่ชอบถ่ายรูปดอกไม้น่าจะชอบที่นี่
    เพราะมีดอกไม้สวยๆปลูกไว้เป็นสัดส่วน
    อย่างสระดอกบัวสีส้มนี่อยู่ตรงกลางของสวน
    เป็นดอกบัวสีที่ไม่ค่อยเห็นในประเทศไทย

    สรุปว่า The Garden of Dream เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวในเมือง Kathmandu ที่สวยงาม
    ไม่เห็นทัวร์เมืองไทยบรรจุสถานที่นี้เข้าไปในแผนการเดินทางทั้งๆที่อยู่ใกล้ย่านทาเมลมาก

    ออกจาก The Garden of Dream เราก็ตรงดิ่งกลับย่านทาเมลเพื่อหาอาหารเย็นทานกัน

    เดินซอกแซกไปตามแยกต่างๆก็เห็นร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อ Momotaro
    จำได้ว่าเพื่อนที่เคยมาทำงานระยะสั้นๆที่ Kathmandu เขียนมาแนะนำว่าให้ลองทาน

    ม็อบจากไป บรรยากาศคึกคักก็กลับมา

    เกี๊ยวซ่าน้ำจากร้าน Momotaro อร่อยดี

    ทำให้หายคิดถึงอาหารแถบบ้านเราไปได้บ้าง
    ส่วนพิกัดร้านนี้จำไม่ได้เพราะบังเอิญไปเจอ --"
    แต่น่าจะเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นร้านเดียวในย่านทาเมล

    ไก่เทอริยากิ รสชาติโอเคเลย

    สรุปว่าการเดินทางในเนปาลวันที่ 8 ผจญภัยหลากหลายสถานการณ์

    ทั้งการเดินตากฝนไปสนามบิน
    บินข้ามเมืองด้วยเครื่องบินลำเล็กแบบหวาดเสียว
    เจอม็อบในย่านทาเมล
    พักผ่อนในสวนสวยๆที่ The Garden of Dream
    ชิมอาหารญี่ปุ่นที่ร้าน Momotaro

    เหตุการณ์แบบไม่คาดฝันแบบนี้แหละ คือ เสน่ห์การเที่ยวแบบแบกเป้เอง
    ส่วนวันต่อไปก็จะเป็นการเที่ยววัดและสถานที่สำคัญในเมือง Kathmandu




     

    Create Date : 20 ตุลาคม 2556    
    Last Update : 20 ตุลาคม 2556 20:28:07 น.
    Counter : 639 Pageviews.  

    Iced Tea ที่ Nepal - ตอนที่ 7

    Day 7 Ghandruk – Nayapul – Pokhara

    หลังจากเดินย้ำๆอยู่ในป่าเป็นเวลา 4 วันเต็มๆ สูดอากาศบริสุทธิ์พร้อมเห็นภูเขาหิมะแล้ว
    ก็กลับออกมาสูดฝุ่นในเมืองบ้าง

    ที่พักที่ Ghandruk เป็นที่พักที่ชอบน้อยที่สุด เพราะไม่ได้เห็นวิวสวยงามอย่างที่พักในวันก่อนๆ
    แถมฟ้าฝนก็ไม่เป็นใจ ฝนตกหนักตลอดทั้งคืน ทำให้เปิดหน้าต่างไม่ได้
    อากาศในห้องเลยอุดอู้ นอนหลับไม่ค่อยสนิท

    หลังจากฝนตกกระหน่ำทั้งคืน ตอนเช้าอากาศก็กลับมาแจ่มใส แสงแดดยูวีจัดเต็ม
    เราออกเดินทางประมาณ 8 โมงเช้า
    ทางเดินวันนี้เป็นทางเรียบซึ่งสบายเท้าคนเมืองอย่างเรามาก
    แผลที่เท้าก็ยังเจ็บอยู่ ต้องติดพลาสเตอร์หลายแผ่นพร้อมเดินเขย่งๆ
    คุณไกด์กับลูกหาบก็เดินสบายๆ ไม่เร่งฝีเท้า เพราะมีเวลาเหลือเฟือ
    วิวข้างทางเป็นแม่น้ำกับต้นไม้สีเขียวอ่อนๆ
    สดชื่นมาก ออกซิเจนเต็มปอด

    หลังจากเดินเรื่อยๆ แบบสบายใจ

    คุณไกด์ก็เปรยเรื่องแผนการเดินทางว่าวันนี้เราจะกลับเข้าเมือง Pokhara
    โดยนั่งรถจิ๊ปคันเดิมที่เคยนั่งมาตอนเริ่มเดินเทรคกิ้ง
    กรุ๊ปพวกเราน่าจะถึงตัวเมือง Pokhara ตอนเที่ยง จากนั้นก็พักผ่อนแบบสบายๆ
    ส่วนตอนเย็น คุณไกด์ขอเลี้ยงข้าว 1 มื้อ
    แล้ววันพรุ่งนี้ก็นั่งรถบัสเดินทางกลับไปเมือง Kathmandu

    สิ่งที่คุณไกด์พูดมา ก็ดูเหมือนเป็นการแจ้งแผนการเดินทางที่เรารู้อยู่แล้ว

    แต่ข้อมูลแปลกใหม่ที่คุณไกด์แจ้งเพิ่มเติมก็คือ
    มีข่าวจากเพื่อนบอกมาสองสามวันแล้ว ว่า
    "พรุ่งนี้จะมีการประท้วงของสหภาพแรงงาน รถบัสอาจจะไม่วิ่ง"
    "ถ้าอยากกลับเมือง Kathmandu วันนี้เลย ก็สามารถเดินทางโดยรถตู้ได้ ราคาไม่แพงมาก"

    เราสอบถามความเห็นของคุณไกด์ว่า พรุ่งนี้การจราจรจะเป็นอัมพาตรึเปล่า

    คำตอบสั้นๆของคุณไกด์คือ "I think everything will be OK."
    หลังจากได้ยินอย่างงั้น พวกเราก็คิดว่าการประท้วงคงเป็นแบบคนไทย
    คือ รวมตัวไปที่ทำเนียบหรือกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง การจราจรไม่น่าจะอัมพาตทั้งเมือง
    พวกเราเลยยึดแผนการเดินทางแบบเดิม คือ ออกเดินทางโดยรถบัส Pokhara - Kathmandu วันพรุ่งนี้
    ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดมากทีเดียว

    เรามานั่งคิดๆดูทีหลัง ถ้าเราใช้ทฤษฎีความน่าจะเป็น (probability theory) เข้ามาช่วยตัดสินใจ
    เราคงได้คำตอบของปัญหาที่ถูกต้องกว่านี้ และไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเกือบ 5,000 บาท
    เป็นบทเรียนที่เข้าทำนอง "เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย" ครั้งสำคัญทีเดียว

    "อนาคตนางงามเนปาล"


















    "แก็งค์แฟนฉัน"


    เวลาผ่านไป 3 ชั่วโมง
    เราก็ออกมาจากเส้นทาง Poon Hill Trek อย่างปลอดภัย
    ซึ่งทางออกก็คือทางเข้านั้นเอง เพราะเส้นทางนี้เป็นเส้นทางวงกลม
    หลังจากนั่งพักให้หายเหนื่อย พร้อมกับให้ลูกหาบจัดแจงสัมภาระให้เรียบร้อย
    เราก็เดินทางกลับเข้าเมือง Pokhara

    ทุกอย่างดูจะเหมือนเดิมอย่างทุกวันที่ผ่านมา
    สำนักลูกหาบที่ให้บริการ 365 วัน, รถจี๊ปกับคนขับคนเดิม, เส้นทางก็เป็นเส้นทางเลียบเขาเส้นเดิม
    แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิม คือ คำถามและความทรงจำที่ก่อตัวขึ้น

    การเขียนแบบหนึ่งที่ทันสมัยและเหมาะกับเวลาที่มีความคิดมากมาย
    ไม่รู้จะเรียงลำดับ หรือเรียงเป็นประโยคอย่างไร
    ก็คือการเขียนแท็ค # อย่างใน Instagram
    ไม่ต้องร้อยเรียงคำให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ รู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร ก็พิมพ์เลย

    ณ เวลานั้น แท็คของเราคงจะเป็นอย่างงี้

    #การเดินทางภาคโหดจบลงแล้ว #เดินทางปลอดภัย #ภูมิใจตัวเอง #เจ็บเท้ามาก #ขาเป๋ #พลาสเตอร์จัดเต็ม
    #แต่สนุกมาก #เห็นภูเขาหิมะแล้ว #ขึ้นบันไดเกือบหมื่นขั้น #เมื่อยขาโคตรๆ #วิวสวยมาก #PoonHill
    #เทือกเขาอันนาปุระ #Annapurna #Nepal #เนปาล #อยากดื่มMasalaTeaอีก #ติดใจแบ็คแพ็ค #อยากมาอีก
    #เอาโหดกว่านี้ #ไปฟิตแอนด์เฟิร์มก่อน #นวดเท้าด้วย #ได้เวลาเข้าวัดเนปาลบ้างแล้ว #Kathmandu

    เป็นความคิดที่สะเปะสะปะ แต่ก็น่าจะครอบคลุมทุกความคิดที่ผุดขึ้นมาแล้ว

    บ่ายทั้งบ่ายเราใช้เวลาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง มีป้ายแขวนว่า Wi-Fi ชัดเจน
    นั่งตาก-ลม เล่นอินเตอร์เน็ตผ่าน iPhone
    เย็นๆก็เดินเรื่อยๆในเมือง Pokhara ซื้อของฝากติดไม้ติดมือ
    และที่สำคัญคือ คืนไม้เท้าราคา 40 บาทที่เช่ามาสำหรับเทรคกิ้ง 5 วัน คุ้มค่าคุ้มราคามากๆ

    "เดินเล่มริมทะเลสาบ Phewa ดอกไม้สีม่วงนี่สวยมาก ที่ Kathmandu ก็มีอยู่หลายต้น"

    "พิซซ่าชีิสเยิ้ม หน้าตาดีแถมรสชาติอร่อยด้วย"


    ตอนเย็นคุณไกด์พร้อมกับหัวหน้าพนักงานที่เกสเฮ้าส์ก็พาเราไปร้านข้าวแกงแบบเนปาลชื่อดัง
    เป็นร้านที่คนในพื้นที่ชอบมาก (คุณไกด์ว่างั้น)
    ชื่อร้าน Sharmila Restaurant อยู่ถนนริมทะเลสาบ Phewa
    ร้านจะเปิดตอน 10 โมงถึงเที่ยง แล้วก็เปิดอีกทีตอน 18.30 น.โดยประมาณ
    จานเด่นของร้านนี้ก็คือข้าวแกงแบบเนปาลที่เรียกว่า Dal Bhat
    คุณไกด์บอกว่าประมาณ 2 ทุ่มร้านนี้ก็จะเต็มไปด้วยชาวเนปาลที่ออกมากินอาหารเย็นกัน
    ตอนเราไปถึงร้านประมาณทุ่มนิดๆ ก็เห็นมีไกด์พาฝรั่งมาลองเมนูนี้เหมือนกัน

    Lassi หรือโยเกิร์ตปั่น เราสั่งลาซซี่มะม่วง อร่อยมากกก (ก.ไก่ล้านตัว)
    คือเนื้อมะม่วงหวานพอดี เค้าปั่นแบบให้มะม่วงเป็นชิ้นอยู่ ส่วนของลูกพี่ลูกน้องเป็นลาซซี่กล้วย อร่อยเหมือนกัน
    ส่วนแป้งทอดกรอบนั้นเป็นของว่างมากับ Dal Bhat รสชาติเค็มๆ มีกลิ่นพริกไทย เรียกน้ำย่อยได้ดีทีเดียว

    หน้าตาของ Dal Bhat ซึ่งเราเลือกแกงไก่ ทางร้านมีแกงแพะ แกงไก่ และแกงปลา
    เห็นถาดใหญ่ขนาดนี้ เรากับลูกพี่ลูกน้องแบ่งกันทาน 2 คน 1 ถาด ส่วนคุณไกด์กับคนจากเกสเฮ้าส์นี่รับไปเลยคนละถาด

    แกงไก่รสชาติกลมกล่อมมาก ส่วนแกงสีเขียวๆนี่รสชาติเค็ม สำหรับคนไทยอย่างเราไม่ค่อยถูกปาก
    ถ้าจะทานตามแบบฉบับ คือ ราดแกงทุกอย่างลงบนข้าวแล้วคลุก 
    มื้อนี้อร่อยมากแถมเติมได้ไม่อั้นเหมือนทานบุฟเฟ่ต์
    แว๊บแรกที่เห็นอาหารเสิร์ฟมาในถาด ก็นึกถึงถาดหลุมแบบที่เด็กๆอนุบาลทานกัน

    วัฒนธรรมการทาน Dal Bhat แบบออริจินัล

    คุณไกด์บอกว่า เวลาเค้าเทรคกิ้งเสร็จ เค้าจะมาทาน Dal Bhat ที่ร้านนี้พร้อมกับเบียร์อีกหลายแก้ว
    ถือว่าเป็นรางวัลให้กับตัวเองสำหรับการเดินทางไกล
    ทั้งคู่กินเก่งเหมือนกัน เติมข้าวกันเยอะมาก พูนถาดเลย

    ทานข้าวเสร็จก็กลับที่พัก หลับสบายอีกหนึ่งคืน
    โดยที่ไม่รู้ตัวว่า พรุ่งนี้ต้องปวดหัวกันตั้งแต่เช้า




     

    Create Date : 25 เมษายน 2556    
    Last Update : 25 เมษายน 2556 20:41:17 น.
    Counter : 506 Pageviews.  

    Iced Tea ที่ Nepal - ตอนที่ 6

    วันที่ 6: Tadapani – Ghandruk
    วันของเส้นทางขาลงซึ่งสวนทางกับระดับความภูมิใจที่แต่จะมากขึ้น

    เป็นเวลานานมากแล้วที่เราไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า
    แถมพระอาทิตย์วันนี้มากับยอดเขาหางปลาหรือมัชฉาปูชเรย์ (Machapuchare)




    เช้าวันนี้พิเศษกว่าวันอื่นๆในการเดินเทรคกิ้ง เพราะไม่ต้องมองหาพระอาทิตย์
    แค่เปิดประตู ก้าวออกมาจากห้องนอน ก็ได้เห็นพระอาทิตย์ดวงโตพอดี
    แถมเป็นช่วงที่เค้าเพิ่งจะทักทายดาวเคราะห์โลกพอดี

    ด้วยความที่เรายังเป็นมือสมัครเล่นสำหรับการถ่ายรูป
    พอรู้พื้นฐานและเทคนิคการถ่ายพระอาทิตย์ให้กลมโตบ้าง
    แต่ดูเหมือนคราวนี้จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ถ่ายออกมาเบี้ยวๆบ้าง เป็นหกเหลี่ยมไปเลยบ้าง
    ไม่เหมือนรอบที่ไปถ่ายพระอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพ อันนั้นออกมากลมดิ๊ก แต่ดันมีเมฆบัง -_-"
    สรุปว่าถึงมีความรู้แต่ไม่ค่อยได้ฝึกปรือ ก็ไม่อาจเปลี่ยนเป็นความชำนาญหรือทักษะได้
    (..จากพระอาทิตย์ขึ้น ออกทะเลไปถึงเรื่องทักษะเลย..)



    เวลาตอนเช้า มักเป็นช่วงเวลาพิเศษที่นักท่องเที่ยวจะได้เห็นวิถีชีวิตของผู้คน
    สำหรับคนชอบถ่ายรูป ก็มีศัพท์ที่เรียกชั่วโมงตอนเช้าไว้ว่า Golden Hour
    คือ เป็นช่วงของพระอาทิตย์ขึ้น มีแสงสีทองสาดไปทั่วท้องฟ้า
    พอได้ยินคำนี้ครั้งแรกก็พานนึกถึงโฆษณาของกาแฟสำเร็จรูป Nescafe
    ที่ชอบโปรยคำว่า "ช่วงเวลาอันแสนอบอุ่น" พร้อมมีพรีเซ็นเตอร์นั่งดื่มกาแฟท่ามกลางขุนเขาและสายหมอก เคลิ้ม...

    วันนี้เราก็ได้เห็น "ช่วงเวลาอันแสนอบอุ่น" ที่หมู่บ้าน Tadapani เช่นกัน
    นักท่องเที่ยวต่างเปิดประตูห้องนอนมาดูพระอาทิตย์ขึ้น
    บ้างก็ลงไปนั่งจิบน้ำชากาแฟ บ้างก็เก็บเสื้อผ้าที่ตากกันไว้
    ชาวบ้านเริ่มทะยอยแบกโต๊ะมาวางสินค้าที่ระลึก
    ภูเขาหิมะเริ่มโผล่หน้าออกมาทักมาย
    กลิ่นอาหารค่อยๆลอยมาแตะจมูก เป็นสัญญาณว่าอาหารเช้าพร้อมเสิร์ฟแล้ว
    กลายเป็นว่าหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่เราชอบมากที่สุดในบรรดา 4 หมู่บ้านที่พักระหว่างเดินทาง


    นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นกับความตั้งใจในการเก็บภาพภูเขาหิมะกับพระอาทิตย์

    เสร็จจากการเก็บกระเป๋า ทานอาหารเช้า ก็เริ่มออกเดินทางกัน
    เส้นทางวันนี้คุณไกด์บอกว่าเป็นขาลงมากกว่าเมื่อวาน
    เรากะเอาเองว่าเป็นเส้นทางลงแบบชัน 50%, ทางลงเป็นบันไดเดินง่าย 30% อีก 20% เป็นป่าและเส้นทางเรียบ
    ช่วงเช้าของการเดินทางเป็นป่าดิบชื้น
    สายถึงบ่ายเป็นทางลงลาดชัน ชนิดต้องขอบพระคุณและกราบไม้เท้าที่เช่ามางามๆ ที่ช่วยในการทรงตัวได้ดีเยี่ยม
    ตอนเย็นถึงจะเข้าเขตหมู่บ้านและเส้นทางเรียบๆ ที่ทำให้เรารู้สึกเดินสบายเท้าขึ้นอย่างมาก...



    ศิลปะในป่า ชอบมุมแบบนี้จัง

    ระหว่างที่เดินทางในป่าดิบชื้น มีเหตุการณ์ที่กระตุ้นสมองเราให้กระปรี้กระเปร่าแต่เช้า

    นั้นคือ การพบเจอสัตว์น้อยร่วมโลกที่พากันขึ้นมาบนดินเมื่อความชื้นสูง
    ..
    ..

    สัตว์น้อยที่ว่าคือ ไส้เดือน
    มากันเต็มป่าเลย ชนิดไม่รู้จะเดินไปทางไหนไม่ให้เหยียบ
    ต้องท่องแผ่เมตตาไปหลายจบ แล้วก็รู้สึกจั๊กจี้พิลึก

    อีกอย่างคือ เราได้พบเจอกับหนูน้อย 7 ขวบอีกครั้งตามที่ได้เขียนไปในบันทึกวันที่ 4

    น้องยังเดินลัลล้าอย่างกับหนูน้อยหมวกแดงเดินเก็บผลไม้ในป่า
    แถมยังร้องเพลงไปด้วย สังขารหนอสังขาร...





    ภูมิทัศน์เปลี่ยนแปลงไปหลายแบบในการเดินทางวันนี้
    จากที่เจอภูเขาหิมะ อากาศเย็นจนฟันกระทบกันเวลาแปรงฟันตอนเช้า
    ก็กลายเป็นป่าดิบชื้น เต็มไปด้วยเฟิร์นกับเสียงสัตว์ที่ได้ยินมาแต่ไกล
    จากป่าก็กลายเป็นหมู่บ้าน เต็มไปด้วยนาขั้นบันไดคล้ายกับวิววันแรกที่เราเจอ
    นี่คงเป็นสัญญาณว่าการเดินทางกำลังจะเวียนไปจบที่จุดเริ่มต้นแล้ว











    พี่ม้าพี่ลากลุ่มนี้น่ารัก มีที่คาดผมด้วย >.<
    แต่กล้องดัน autofocus ไปที่สัมภาระซะงั้น

    เพิ่งรู้ระหว่างการเดินทางวันนี้ว่า คนที่คุมขบวนสินค้านี่เค้าสามารถสื่อสารกับม้าลาได้ด้วยนะ
    คือแค่ส่งเสียง ปี๊ดๆ พวกม้าลาก็เหมือนจะรู้ว่าต้องเดินไปซ้าย หรือเดินไปขวา


    นักเดินทางที่มากันเองก็สามารถใช้เส้นทางนี้ไปยังหมู่บ้าน Ghorepani หรือ Poon Hill ได้
    ซึ่งก็ได้อธิบายไปในการเดินทางวันที่ 5 แล้วถึงเส้นทางโดยรวมของ Poon Hill Trek
    ส่วนตัวคิดว่าถ้าเดินขึ้นทางนี้
    ต้องผ่านโขดหินสูงๆและลาดชันกว่าเส้นทาง standard ที่บริษัททัวร์จัดกัน
    ค่อนข้างกินแรงและอาจทำให้กล้ามเนื้อเจ็บกว่า

    คำแนะนำอีกอย่างที่เจอจากการเดินทางจริงก็คือ "ไม้เท้า" มีประโยชน์มาก
    โดยเฉพาะสำหรับเส้นทางขาลง เพราะไม้เท้าช่วยค้ำและพยุงร่างกายให้ทรงตัวได้ดีขึ้น
    เวลาที่ต้องปีนป่าย หรือก้าวลงจากโขดหินสูงๆ
    ส่วนคุณไกด์กับลูกหาบนั้น เหมือนฝึกวิทยายุทธกันมาหลายปี
    ทรงตัวได้ดีไม่ต้องพึ่งไม้เท้า
    แถมยังเพลิดเพลินไปกับการเก็บสมุนไพรและนำต้นไม้กลับบ้านด้วย :3

    ความสามารถอีกอย่างของคุณลูกหาบที่เราเพิ่งจะรู้ระหว่างเดินทางในป่า
    ก็คือ การเลียนเสียงสัตว์ มาทั้งลิง กวาง หมา แมว หมู
    โดยเฉพาะลิง เหมือนจนลิงตัวจริงขานรับกลับ !






    ถึงตรงนี้เป็นชาวบ้านกำลังช่วยกันทำไร่ทำนาก็อดเก็บภาพไม่ได้
    แต่..

    ..

    คุณป้าคนนึงดันหันมาเห็นกล้อง แล้วก็บ่น $#@^%&
    คุณป้าท่านอื่นๆก็พากันส่งเสียงเอะอะ
    จนคุณไกด์ต้องตอบกลับเป็นภาษาเนปาลีไปสองสามประโยค

    จนกระทั่งเราเดินผ่านพ้นสายตากลุ่มคุณป้าการเกษตรไปนี่ล่ะ
    คุณไกด์ถึงจะเล่าว่า เหล่าคุณป้าต่างบ่นว่าจะเก็บค่าถ่ายรูป
    เพราะเห็นนักท่องเที่ยวเดินผ่านกี่คนๆก็ถ่าย
    เห็นเด็กๆยังได้ลูกอมกันคนละเม็ด
    ต้องกราบขอประทานโทษอย่างงามๆที่รบกวนคุณป้า

    เด็กๆที่ว่านี่คือเด็กๆในโรงเรียน ซึ่งอยู่ถัดไปจากบ้านนี้เพียงไม่กี่เมตร
    จริงอย่างที่คุณป้าการเกษตรว่า เด็กๆพวกนี้ถ้าไม่ได้ลูกอมก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว
    เล่นกรูกันมาขอเลย เราเดินผ่านนี่กะจะไม่ให้ล่ะ
    เพราะเหมือนจะมาแย่งของกันมากกว่า
    แต่สุดท้ายก็ให้ไป 1 คนเพราะเห็นว่าไหนๆก็จะจบการเดินทาง
    ให้แต่ลูกอมฮาร์ทบีทนะ ส่วนช็อกโกแลตคิท-แคท ยังคงเก็บไว้กินเอง :P



    ศิลปะกลางท้องนา

    ตามแผนการเดินทางจริงๆ เราต้องได้พักที่บ้านพักซักหลังในรูป
    แต่เพราะที่พักเต็ม จึงต้องย้ายที่มาพักอีกแห่งหนึ่งซึ่งค่อนข้างอับ
    เต็มตอนเย็นฝนตก ทำให้เปิดหน้าต่างถ่ายเทไม่ได้
    จะมีช่องทางให้อากาศถ่ายเทก็แค่ช่องระบายอากาศในห้องน้ำ

    เห็นนักเดินทางหลายคนฝ่าแรงลมและฝนไปไม่ไหว
    ต้องตัดสินใจหยุดพักที่บ้านพักเดียวกันกับเรา
    ที่บ้านพักนี้เราได้เห็นห้องครัว และการทำครัวชนิดติดตาไปหลายวัน
    นั้นคือ การเห็นการเชือดไก่เป็นๆ
    ดูเหมือนการเดินทางครั้งนี้จะเกี่ยวพันกับ "ไก่" อยู่ไม่น้อย
    ตั้งแต่วันแรกที่เราถ่ายภาพซีรี่ย์ไก่
    วันที่ 4 ของการเดินทางที่เห็นกลุ่มเซี่ยงไฮ้นั่งกินไก่ย่างตัวใหญ่
    และวันนี้ที่เห็นการปรุงอาหารแบบตื่นตาตื่นใจ

    ขาเราวันนี้เป๋หนักกว่าเดิม
    แม้จะใส่รองเท้าแตะสบายๆ ยังเดินเหมือนเป็ด
    ใครเห็นก็รู้ว่า
    กล้ามเนื้อปวดร้าวไปถึงสะโพก เวลาเดินลงบันไดเจ็บกว่าเวลาขึ้นบันได

    ความทรงจำตอนกลางคืนในวันนั้นเหมือนจะถูกลบเลือนไป
    คงจะเป็นเพราะกิจกรรมที่น่าตื่นเต้นในคืนแรกๆของการเดินทาง
    ไม่ว่าจะเป็นการกินวิตามินซี, นวดเท้า, ทา counter pain, ปิดพลาสเตอร์ยาและปิดแผ่นคลายกล้ามเนื้อ
    มันถูก repeat ซ้ำไปซ้ำมาจนหมดความน่าตื่นเต้นและกลายเป็นกิจวัตร

    ตื่นมาพรุ่งนี้ ก็จะเป็นวันสุดท้ายของการเดินทางแล้ว




     

    Create Date : 02 เมษายน 2556    
    Last Update : 2 เมษายน 2556 19:24:27 น.
    Counter : 624 Pageviews.  

    1  2  3  

    Backlit.Iconic
    Location :
    กรุงเทพฯ Thailand

    [Profile ทั้งหมด]

    ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
    ฝากข้อความหลังไมค์
    Rss Feed
    Smember
    ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




    ค้นพบว่าการถ่ายรูปและการเดินทางทำให้ชีวิตมีสีสันมากขึ้น เป็นงานอดิเรกที่ไม่เคยเบื่อ ชอบแวะเวียนไปชิมอาหารและขนมจากร้านบรรยากาศดีๆ ชอบงานสถาปัตยกรรมและการอ่านหนังสือ :)

    ข้อความและภาพถ่ายทุกรูปในบล็อคนี้ขอสงวนลิขสิทธิ์ค่ะ ห้ามเผยแพร่ ดัดแปลง ลงในสื่ออื่นๆโดยไม่รับอนุญาต หากต้องการนำรูปหรือข้อความไปเผยแพร่หรือใช้ในทางพาณิชย์ กรุณาติดต่อเจ้าของบล็อคที่ backlit.iconic@gmail.com หรือทางกล่องข้อความนะค่ะ

    รับชมบล็อค wordpress ได้ที่ http://backliticonic.wordpress.com ค่ะ
    New Comments
    Group Blog
     
    All Blogs
     
    Friends' blogs
    [Add Backlit.Iconic's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.