Photobucket

Iced Tea ที่ Nepal - ตอนที่ 9

วันที่ 8: Kathmandu City Tour
ตะลอนเที่ยวในตัวเมือง Kathmandu เองเพราะสหภาพแรงงานยังคงประท้วง
ถ้าเดินทางโดยรถยนต์มีสิทธิ์ถูกทุบกระจกรถเอาง่ายๆจ้า

ตามตารางการเดินทางเดิม วันนี้เราต้องได้เที่ยวในตัวเมือง Kathmandu ตามแผน City Tour
พูดง่ายๆ คือ สถานที่ยอดฮิตของเนปาลมีอะไร เราควรจะได้ไปชมทั้งหมดภายในวันนี้
แต่เนื่องจากสหภาพแรงงานยังคงประท้วง มีการปิดทางจราจร รถบัสรถตู้งดให้บริการ
มีการเดินประท้วงไปรอบๆเมือง ทางเจ้าหน้าที่โรงแรมซึ่งดูแลเราตลอดทริปเลยยกเลิกแผนการเที่ยวในวันนี้
เพราะกลัวว่าถ้าขับรถไปส่ง ถึงแม้จะมีป้าย tourist แปะไว้หน้ารถ อาจจะถูกทุบกระจกรถเอาได้
เราเลยต้องเดินทางเที่ยวเองในเมือง ซึ่งเดินไปเดินมาบางทีก็จ๊ะเอ๋กับขบวนประท้วง
ในใจก็ไม่ได้คิดว่าพวกเค้าจะทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
แต่พอเห็นคนจำนวนมากๆ ตะโกนอะไรก็ไม่รู้ ในมือก็มีกระบองบ้าง ไม้บ้าง และตีกลองเป็นจังหวะเดินมาเป็นขบวน
ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวที่รีบถ่ายรูปช็อตสองช็อตแล้วเดินหนี
คนเนปาลเองก็รีบปิดร้าน เข้าบ้านกันทุกคน
วันนี้ในเมือง Kathmandu เลยเงียบผิดปกติ

ที่จอดรถย่าน Thamel เตือนเจ้าของรถด้วยความหวังดี

สีสันของบ้านเรือนระหว่างทางไปจตุรัส ไม่ได้ด้อยไปกว่าบ้านเรือนที่อินเดียเลย

วัดตามซอกตามซอยมีเยอะมาก

หลังจากคุยกับเจ้าหน้าที่โรงแรม เค้าแนะนำว่าให้ไปเที่ยวตามสถานที่ในตัวเมืองแบบที่เดินเองได้
ซึ่งก็มีอยู่ที่เดียวนั้นก็คือ Kathmandu Durbar Square
เป็นจตุรัสกลางเมืองซึ่งมีวัดและวังเก่ารวมกันเกือบ 50 วัด (ซึ่งพอไปเดินจริงๆก็แยกไม่ออก --")
จริงๆคำว่า Durbar Square แปลว่า จตุรัสที่มีพระราชวัง วัด และสถานที่สำคัญของกษัตริย์อยู่ด้วยกัน
ในสมัยก่อนการรวมประเทศ หุบเขา Kathmandu แบ่งการปกครองออกเป็น 3 เมืองใหญ่
  • เมืองลลิตปูร์ (Lalitpur) หรือเมืองปาตัน (Patan)
  • เมืองบักตะปูร์  (ฺBhaktapur)
  • เมืองกาฏมัณฑุ (Kathmandu)
  • แต่ละเมืองก็จะมี Durbar Square สำหรับกษัตริย์ของเมืองตัวเอง
    จากที่ได้ไปชมมาทั้งสามจตุรัส คิดว่าของเมืองบักตะปูร์ยังคงสมบูรณ์ในแง่การเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองมากที่สุด
    เพราะยังมีบ้าน มีคนที่ใช้ชีวิตกลมกลืนไปกับกลิ่นไอความเก่าแก่ของสถาปัตยกรรม
    ส่วนจตุรัสที่สวยที่สุด คือ จตุรัสเมืองลลิตปูร์/ปาตัน ซึ่งก็ตรงกับความหมายของชื่อเมืองที่แปลว่า "ความงาม"

    Screen shot 2013-10-20 at 2.24.56 PM

    Temple of Kumari (วัดกุมารี) - หนึ่งในสถานที่ไฮไลต์ของ Kathmandu Durbar Square

    City Tour รอบนี้ เราไม่ได้ศึกษาสถานที่แต่ละแห่งมาก่อน
    จะดูก็เพียงแต่รูปจากโปรหลายๆท่าน
    ว่าเค้าถ่ายรูปกันมุมไหน มากกว่าจะอ่านประวัติศาสตร์ของแต่ละที่ -_-''
    พอไปชมจริงๆก็เลยไม่รู้ว่าควรหยุดดู หยุดชมอะไรบ้าง ไม่รู้ว่าตึกไหนเป็นจุดสำคัญ
    โชคดีที่มีทัวร์หลายคณะเดินทางมาชมจตุรัสแห่งนี้ไม่ขาดสาย
    เลยตามๆเค้าไป ยิ่งทัวร์ที่มีบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ ก็พลอยฟังได้ความรู้ไปกับเค้าด้วย
    ตอนกลับมาทำรูป เลยเปิดอินเตอร์เน็ตเพิ่มพูนความรู้ย้อนหลัง รวมทั้งเอามาเขียนเก็บไว้ในบันทึกนี้ด้วย



    Temple of Kumari (วัดกุมารี) น่าจะเป็นไฮไลต์ที่คนไปเที่ยวเนปาลไม่ควรพลาด
    เพราะเป็นประเทศที่มีความเชื่อเรื่องกุมารีอย่างเข้มข้น
    ในประเทศที่นับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดูอย่างอินเดีย ก็มีความเชื่อเรื่องนี้เช่นกัน
    แต่ไม่ได้มีกฏเกณฑ์ และขนบธรรมเนียมมากมายเหมือนกับที่เนปาล

    เราชอบคำภาษาอังกฤษที่เรียกกุมารีว่า The Living Goddess มาก
    พอแปลเป็นไทยว่า เทพธิดาที่ยังมีชีวิต มันฟังดูเพราะดี
    ทัวร์บางคณะก็จัดให้มีการกราบไหว้กุมารีแบบแอ็คคลูซีฟด้วย
    จตุรัสของทั้งสามเมืองจะมีวัดกุมารีตั้งอยู่ แต่กุมารีที่ Kathmandu Durbar Square
    ได้รับการยกย่องให้เป็นกุมารีหลวง 

    วัดกุมารีสังเกตง่ายมาก เพราะมีหน้าต่างขอบสีทองและเครื่องประดับที่หลังคาโดดเด่นจากตึกอื่นๆ
    วัดนี้เปิดให้เข้าชมข้างใน แต่ไม่ให้ถ่ายรูป
    แถมเจ้าหน้าที่วัดก็เรี่ยไรเงินนักท่องเที่ยวถ้าอยากจะให้กุมารีออกมาพบ
    จำได้ว่าเค้าพูดว่า you may see แปลว่าถ้าให้เงินไปแล้ว อาจจะไม่ได้พบก็ได้
    พอได้ยินเจ้าหน้าที่ประกาศอย่างงั้น เราก็รีบเดินออกมาก่อน
    ออกแนวเป็นพวกมองโลกในแง่ร้าย แต่ในอินเตอร์เน็ตเตือนไว้เยอะจริงๆ
    อีกอย่างคือเรารู้สึกว่า ความเชื่อเรื่องกุมารียังอยู่มาถึงปัจจุบันได้ก็เพราะแรงศรัทธาของชาวเนปาล
    ขนาดรัฐบาลลัทธิคอมมิวนิสต์พยายามออกกฏหมายยกเลิกระบบกุมารี 
    ก็ยังถูกต่อต้านจากชาวเนปาล ระบบกุมารีจึงยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน 
    ถ้าเงินสามารถบังคับให้กุมารีออกมาพบได้ ก็เหมือนดูถูกแรงศรัทธาเหล่านั้น

    ชีวิตของกุมารีต้องอยู่ในกฏเกณฑ์มากมาย
    โดยเฉพาะในสมัยก่อนที่ระบอบการปกครองยังเป็นแบบกษัตริย์

    ลองอ่านข้อความเกี่ยวกับกุมารีจาก wikipedia ภาษาอังกฤษ
    ก็พบว่า กิริยาท่าทางเชิงบวกของมนุษย์ เช่น ยิ้ม หัวเราะ ถ้ากุมารีทำจะถูกตีความเป็นด้านลบ
    อย่างเช่น ถ้ากุมารีหัวเราะ = จะเกิดโรคร้ายหรือความตาย
    ถ้ากุมารีปรบมือ = มีเรื่องราวที่ทำให้กษัตริย์เนปาลต้องเป็นกังวลหรือกลัว
    (ปัจจุบันเนปาลยกเลิกระบบกษัตริย์ เป็นสาธารณรัฐเต็มใบ แถมเป็นการยกเลิกแบบนองเลือดด้วย)
    ถ้ากุมารีรับอาหารที่ถวาย = ผู้ถวายอาหารจะสูญเสียทรัพย์สิน
    ...เรียกว่าต้องอยู่นิ่งๆอย่างเดียว

    อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญและได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากสังคมสมัยใหม่ คือ เรื่องการศึกษา
    แต่ก่อนกุมารีไม่ได้รับการศึกษาเพราะเชื่อว่าเป็นร่างจุติของเทพีทเลจูซึ่งหยั่งรู้ทุกอย่างอยู่แล้ว
    ชีวิตประจำวันคือการให้พร
    พอพ้นวาระการเป็นกุมารีก็เลยมีชีวิตที่ลำบาก เพราะไม่มีความรู้อย่างโลกสมัยใหม่
    ไม่มีเพื่อนและไม่เคยเข้าสังคม
    ทางรัฐบาลเนปาลเพิ่งจะออกกฏหมายให้กุมารีได้รับการศึกษาอย่างเด็กคนอื่นๆเมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา

    Shiva - Parvati Temple (วิหารพระศิวะ - พระนางปาราวตี)

    อีกหนึ่งไฮไลต์ของ Kathmandu Durbar Square คือวิหารของพระศิวะ-พระนางปาราวตี
    ซึ่งสร้างขึ้นในยุค 1785-1794 เป็นอาคารสองชั้นที่ดูสมบูรณ์กว่าอาคารอื่นๆในจตุรัส
    ในบริเวณ Kathmandu Durbar Square มีวิหารที่สร้างให้เทพฮินดูหลายองค์มาก 
    แต่เราไม่ได้เก็บภาพมา อย่างเช่น วิหารเทพีทเลจู วิหารพระนารายณ์
    วิหารหนุมาน รูปสักการะพระไภราพหรือพระศิวะภาคดุร้าย เป็นต้น

     


    มือ...

    ยืนยันว่านกพิราบเยอะจริง

    อาคารรอบๆจตุรัสก็กลายสภาพเป็นร้านขายของฝาก



    ด้านหลังของจตุรัสก็เป็นตลาดขายของฝาก มีรูปปั้น เครื่องประดับให้เลือกมากมาย

    อาคารรูปทรงยุโรปซึ่งมีให้เห็นไม่มากในประเทศนี้

    เป็นขอบบานประตูที่อลังการณ์งานสร้างมาก

    งานแกะสลักละเอียดมาก :P

    ถ้าสังเกตดีๆงานแกะสลักแบบอีโรติกมีอยู่เยอะมากในแต่ละจตุรัส
    ส่วนหนึ่งเพราะความเชื่อว่าภาพแกะสลักเหล่านี้เป็นเครื่องบูชาพระศิวะ
    ส่วนอีกหนึ่งความเชื่อคือ 
    ถ้ามีภาพเหล่านี้อยู่บนวิหาร จะสามารถป้องกันฟ้าผ่าจากเทพอัคนีได้
    เพราะถือว่าเป็นของต่ำ เทพอัคนีจะไม่กล้าแตะต้อง
    และเป็นนโยบายการเพิ่มประชากรในสมัยก่อน
    เพราะจตุรัสแห่งนี้คงเป็นย่านใจกลางเมือง ประชาชนต้องเดินผ่านไปมาเป็นประจำทุกวัน

    ศรัทธามีอยู่ทุกแห่ง


    มาดูภาพแนว life บ้าง ถ่ายได้มาเยอะพอสมควรถ้าเทียบกับทริปอื่น
    เพราะคนเนปาลชินกับกล้องถ่ายรูป
    แถมคนที่เดินสวนกันไปมาก็นักท่องเที่ยวทั้งนั้น
    แต่ก็มีบ้างที่เราเก้ๆกังๆไม่กล้ายกกล้องต่อหน้านายแบบนางแบบ
    ภาพคนจาก Kathmandu Durbar Square จะมากกว่าที่อื่น
    เพราะคนเยอะ และแต่ละคนก็มีกิจกรรมที่น่าสนใจ ไม่ใช่แค่นั่งหรือขายของอย่างที่จตุรัสอื่น
    Kathmandu Durbar Square เป็นศูนย์กลางของสังคมเมืองหลวงก็ว่าได้
    เพราะหลากหลายกิจกรรมเกิดขึ้นที่นี่ เป็นมากกว่าวิหารหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์


    เป็นสนามประลองสติปัญญา

    เป็นที่เปิดใจสอบถามสารทุกข์สุกดิบ

    เป็นที่พบปะสังสรรค์
    (นกพิราบแย่งซีน) Smiley

    เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ

    เป็นที่รอคอย

    เป็นสนามเด็กเล่น

    เป็นบ้านหลังที่สอง

    เป็นที่ฝึกงาน

    เป็นแหล่งความรู้นอกห้องเรียน

    เป็นที่ทำสมาธิ
    (กลุ่มนี้เค้าร้องเพลงสวดมนต์กันอยู่)

    เป็นที่ให้ตากล้องประลองความเร็วในการกดชัตเตอร์ (โดยไม่โดนเรียกเก็บเงิน)

    เป็นที่ค้นหานายแบบ

    (ค้นพบว่า 80% ของไดอารี่หรือรีวิวเนปาลที่มีรูปที่ถ่ายที่ Kathmandu Durbar Square จะมีโยคีหน้าตาแบบรูปนี้กับรูปข้างบนติดอยู่เกือบทุกรูป คงเป็นนายแบบขาประจำของแถวนั้น)

    เกือบเที่ยงก็ออกจาก Kathmandu Durbar Square มุ่งหน้าไปตามถนนใหญ่

    วันนี้เมืองหลวงของเนปาลเงียบเหงาเพราะมีการประท้วง
    ถนนโล่งมาก สะดวกแก่การชมเมือง

    ร้าน Kodak Express ยังคงมีอยู่
    ไม่ได้ถ่ายฟิล์มมาเกือบจะ 10 ปีแล้ว


    ภาพประทับใจระหว่างเดินทอดน่องไปตามถนน Narayanhiti
    ซึ่งเป็นถนนหน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติของเนปาล
    เป็นฝรั่งลงมาเดินกับคนขับสามล้อ ช่วยลากสามล้อเพราะสัมภาระหนักมาก
    ระหว่างทางก็ฝรั่งก็ช่วยคุยเป็นภาษาอังกฤษง่ายๆ
    คนขับรถก็ตอบได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ที่แน่ๆ เค้ายิ้มและหัวเราะตลอดทาง

    ถนนหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเนปาล
    ข้างหน้าเป็นหอนาฬิกา ถนนเส้นนี้สวยงามด้วยดอกไม้สีม่วง
    พยายามหาแล้วว่าเป็นดอกอะไร แต่ก็หาไม่เจอ --"

    ดอกไม้สีม่วงบานอยู่ทั่วไปในเมือง Kathmandu

    รูปนี้ถ่ายหน้าสนามกีฬาแห่งชาติเนปาล
    ทำเอานึกถึงสนามศุภฯที่กรุงเทพ
    จากตรงนี้เดินไปไม่กี่เมตรก็เจอขบวนประท้วงที่ตะโกนโหวกเหวก
    ทั้งคนเนปาลและนักท่องเที่ยวเดินหนีกันตรึม

    หลังจากวนรอบเมืองหนึ่งรอบก็เป็นเวลาบ่ายโมงนิดๆ
    เพื่อนที่เคยมาทำงานที่เนปาลระยะสั้นๆแนะนำให้ทานร้าน Fire and Ice
    เป็นร้านพิซซ่าที่อร่อยมาก คิดเองว่าน่าจะเป็นร้านที่โมเดิร์นสุดแล้วในเมือง
    ร้านนี้อยู่ใกล้ย่าน Thamel เยื้องๆกับ The Garden of Dreams
    ปัจจุบันขึ้นเป็นร้านแนะนำใน Lonely Planet ไปเรียบร้อย

    รอคิวซักพักก็ได้ที่นั่ง เข้าไปในร้านนี่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งนั้น
    ฝรั่งที่เข้ามาทำงานในเมือง Kathmandu ก็คงจะเป็นขาประจำร้านนี้
    เราสั่งเมนูคลาสสิก พิซซ่าหน้าพาร์ม่าแฮมกับชีส รสชาติดีทีเดียว
    ที่นี่ยังมีไอศกรีมอิตาเลียนหรือ gelato ขายด้วย นับว่าไฮโซมาก
    เพราะที่เนปาลไม่ค่อยมีไอศกรีมขาย เนื่องจากรัฐบาลจ่ายไฟฟ้าเป็นเวลา

    อิ่มท้องก็เดินวนๆย่าน Thamel อีกรอบ
    เข้าออกร้านหนังสือ The Pilgrim อีกรอบ
    เจอร้านขายน้ำผลไม้สดๆก็สั่ง Lassi มะม่วงเลย
    สดชื่น ชื่นใจ ตามระเบียบ
    แล้วเราฆ่าเวลาทั้งบ่ายด้วยการเดินเล่นในย่าน Thamel ที่ไม่รู้จะเดินหาอะไรแล้ว

    ตอนเย็นเจ้าหน้าที่โรงแรมก็พาไปทาน Dal Bhat ร้านประจำที่เค้าพาแขกมาเลี้ยงอำลา
    เนื่องจากว่าพรุ่งนี้เราจะกลับกันตอนบ่ายๆ
    เรายังคงประทับใจ Dal Bhat ที่ร้านอาหารเมืองโพคารามากกว่า
    เพราะแกงที่นี่รสเผ็ดกว่า ไม่กลมกล่อมเท่าที่นู้น

    พรุ่งนี้เจ้าหน้าที่โรงแรมจัด City Tour ให้เราตั้งแต่ตี 5
    เพราะกลัวว่าถ้าออกช้ากว่านี้ อาจจะเจอกลุ่มผู้ประท้วงทำให้ออกจากตัวเมืองไม่ได้
    และอาจจะไม่ทันได้เที่ยวสถานที่ได้ครบ
    จริงๆอยากจะไปเนปาลอีกรอบเพื่อ trekking เส้นทางอื่นและไปเก็บตก city tour ด้วย

    แปลกนะที่เวลาไปเที่ยว เราสามารถตื่นเช้า ตั้งแต่ตี 4 ตี 5 ได้สบาย
    พอกลับมาใช้ชีวิตประจำวัน ถึงกับต้องตั้งนาฬิกาปลุกหลายๆรอบเพื่อขุดตัวเองขึ้นมาจากเตียง Smiley Smiley




    Create Date : 23 ตุลาคม 2556
    Last Update : 23 ตุลาคม 2556 20:16:09 น. 3 comments
    Counter : 580 Pageviews.

     
    ภาพสวยมากค่ะ อยากไป


    โดย: mariabamboo วันที่: 24 ตุลาคม 2556 เวลา:7:32:16 น.  

     
    แฟนขับค่ะ ตามมาตั้งแต่ วันแรก


    โดย: มิลเม วันที่: 24 ตุลาคม 2556 เวลา:12:54:54 น.  

     
    สวยจังเลยค่ะ
    อยากแบ็กแพคไปสักครั้ง


    โดย: The impression วันที่: 25 ตุลาคม 2556 เวลา:16:28:23 น.  

    ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
    Comment :
      *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
     

    Backlit.Iconic
    Location :
    กรุงเทพฯ Thailand

    [Profile ทั้งหมด]

    ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
    ฝากข้อความหลังไมค์
    Rss Feed
    Smember
    ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




    ค้นพบว่าการถ่ายรูปและการเดินทางทำให้ชีวิตมีสีสันมากขึ้น เป็นงานอดิเรกที่ไม่เคยเบื่อ ชอบแวะเวียนไปชิมอาหารและขนมจากร้านบรรยากาศดีๆ ชอบงานสถาปัตยกรรมและการอ่านหนังสือ :)

    ข้อความและภาพถ่ายทุกรูปในบล็อคนี้ขอสงวนลิขสิทธิ์ค่ะ ห้ามเผยแพร่ ดัดแปลง ลงในสื่ออื่นๆโดยไม่รับอนุญาต หากต้องการนำรูปหรือข้อความไปเผยแพร่หรือใช้ในทางพาณิชย์ กรุณาติดต่อเจ้าของบล็อคที่ backlit.iconic@gmail.com หรือทางกล่องข้อความนะค่ะ

    รับชมบล็อค wordpress ได้ที่ http://backliticonic.wordpress.com ค่ะ
    New Comments
    Group Blog
     
    All Blogs
     
    Friends' blogs
    [Add Backlit.Iconic's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.