มธุรดา yuri บทที่ ๑๐/๓

บทที่ ๑๐/๓ 


เป็นอย่างที่บุษบงกตบอกทุกอย่างเมื่อหมดแสงอาทิตย์ บริเวณที่อยู่ก็เย็นลงจนรัญชน์ต้องหาเสื้อแขนยาวมาใส่ไว้ ความเย็นแม้จะไม่ลดลงฮวบฮาบแต่ทำให้รู้สึกขนลุก และสั่นสะท้าน

ยามใดที่มีลมพัดมา ลมนั้นหอบเอาความเย็นมาปะทะผิวกายให้รู้สึกหนาวสะท้านทุกครั้ง

“ไปยืนทำอะไรที่ระเบียงล่ะรัน เข้ามาข้างในเถอะเดี๋ยวจะไม่สบาย” บุษบงกตเรียกลูกสาวของเธอ

“ค่ะแม่ รันว่าจะเข้าไปอยู่พอดี หนาวจริงๆอย่างที่แม่ว่า” รัญชน์รีบเปิดประตูกระจกและวิ่งเข้าไปในห้องเพื่อบรรเทาอาการหนาวของเธอ

“อูย..หนาว...”รัญชน์พูดไปพร้อมๆ กับริมฝีปากของเธอสั่นเบาๆ นั่งลงข้างๆ แม่ของเธอ

“แม่บอกแล้วว่าจะหนาว”

“ไม่คิดว่าจะหนาวเร็วอย่างนี้นี่คะ ไม่ถึงสิบนาทีเย็นวาบ กอดหน่อยๆ หนาวๆ” รัญชน์โอบกอดแม่ของเธอเบาๆ

“ทำตัวอ้อนแม่เป็นเด็กๆ เลยนะเราอยู่ใกล้เวียงฟ้าเป็นแบบนี้แหละ บนเวียงฟ้าจะเย็นกว่านี้อีก”

“แบบนี้หรือเปล่าคะแม่ ที่เขาเรียกว่า ยิ่งสูงยิ่งหนาว”

“ก็น่าจะมีส่วน”

“นิลยาไม่เห็นจะหนาวเลย ข้างนอกกำลังสบายดีกว่าเมืองไทยตั้งเยอะ” นิลยาโผล่มานั่งข้างๆ บุษบงกตทำให้รัญชน์ตกใจแทบตกเตียง

“ไอ้บ้าเอ๊ย.... โผล่มาแบบนี้อีกแล้วบอกแล้วใช่ไหมว่าจะมา จะไปให้บอกก่อน โผล่มาอย่างนี้ ตกใจหมด” รัญชน์โวยวาย

“ยังจะมาว่ากันอีกเค้าออกไปดูลาดเลาว่าจะขึ้นเวียงฟ้าได้หรือเปล่า ทำดีไม่ได้ดี ชิ..”

“ไหนว่ามา ทางขึ้นเวียงฟ้าเป็นยังไง”

“ขอบอกนะขอบอก.... ชันสุดๆ ลื่นสุดๆบันไดเป็นพันขั้นไม่สิเป็นหมื่นๆ ขั้น เดินกันน่องโป่งแน่ๆ บางที่ขาวชิดผาซ้ายชิดเหว เสียวไส้จริงๆ”

“เฮ้ย... อย่าโม้น่า”

“ไม่ได้...โม้...”นิลยาเลียนแบบสำเนียงนักมวยชื่อดัง ที่ตอนนี้ตกกระป๋องไปเรียบร้อย

“จริงหรือคะแม่”

“จริงจ๊ะ”

“แม่จะขึ้นไปไหวเหรอ ทางทั้งชันทั้งน่ากลัว”

“สมัยก่อนโน้น ตอนที่แม่ขึ้นไปครั้งแรกมีคนที่ศรัทธาเวียงฟ้า เดินสามก้าว ก้มกราบหนึ่งครั้ง จนกว่าจะถึงยอดเขา ถึงจะหยุด”

“แม่เจ้า มีคนแบบนั้นด้วยหรือคะ”

“มีสิพี่รัน คนแบบที่พี่ว่ามีเยอะไป”

“แล้วเขาจะได้บุญเยอะหรือไงคะแม่”

“อยู่ที่ใจนะลูก”

“รู้หรือเปล่าพี่รันคนพวกนั้นเขากราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์ด้วยนะ”

“มีด้วยเหรอกราบแบบนั้น รู้จักแต่เบญจางคประดิษฐ์”

“มีสิ กราบทั้งตัวไง ตอนกราบล้มตัวลงไปนอนกับพื้นเลยไงให้ร่ายกายแปดส่วน มือสอง เข่าสอง เท้าสอง ลำตัว และหน้าผากติดกับพื้น แล้วค่อยๆลุกขึ้นเดินอีกสามก้าว แล้วลงกราบอีก”

“โห...ลำบากแท้”แค่คิดรัญชน์รู้สึกถึงความลำบากที่คนมีจิตศรัทธาเหล่านั้นต้องกระทำหากเป็นเธอคงทำไม่ได้ ลุกๆ ล้มๆ คงหมดกำลังใจไปก่อนที่จะเดินถึงยอดเขา

“สมัยก่อนจะมีคนที่ศรัทธาเดินไป กราบไปแบบนั้นเยอะแต่ตอนนี้โลกคงเปลี่ยนไป จึงมีน้อยคนนักที่จะทำแบบนั้นอีก” บุษบงกตอธิบายให้ฟังคร่าวๆ

“เวียงฟ้าศักดิ์สิทธิ์มากๆ เลยหรือคะแม่”

“อยู่ที่คนศรัทธานั่นแหละลูกทุกศาสนาสอนให้ทุกคนเป็นคนดีด้วยกันทั้งนั้น”

“ค่ะแม่ ว่าแต่ว่าเวียงฟ้านับถืออะไรคะแม่”

“เทพยุรา”

“หือ...ชื่อแปลกๆ ไม่เคยได้ยิน”

“เทพนกยูงนั่นแหละ”

“หา... นับถือนกยูงนี่นะ ตอนแรกคิดว่าเป็นแต่โมระที่มีสัญลักษณ์เป็นนกยูงรำแพนหาง เวียงฟ้าด้วยเหรอคะแม่”

“ใช่ ตำนานของเทพยุรา ออกจะแปลกๆ สักหน่อย”

“แม่เล่าให้รันฟังหน่อยได้ไหมคะ”

“ได้สิลูก”บุษบงกตเริ่มต้นเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเวียงฟ้าให้ลูกสาวของเธอฟังอย่างช้าๆ

ในอดีตกาลนานแสนนานนับแสนล้านปีมนุษย์ยังไม่ก่อกำเนิดขึ้นบนโลกใบสีฟ้าแห่งนี้ ไดโนเสายังไม่ใช่สิ่งที่ครองโลก ในยุคแรกๆแห่งดาวสีน้ำเงิน ดาวดวงนี้ยังเป็นสีแดง มีความร้อนละอุไปทั่ว

ยังมีกลุ่มเทพเจ้ากลุ่มหนึ่งที่เดินทางมาจากโลกอื่นซึ่งวิวัฒนาการมากกว่าโลกใบเล็กๆ จักรวาลอันไกลโพ้นที่ซึ่งมีสิ่งมีชีวิตที่มนุษย์ปัจจุบันมักเรียกขานกันว่า “มนุษย์ต่างดาว”

ดวงดาวอันไกลโพ้น เกือบจะเกิดการแตกดับ ด้วยอายุและการโคจรที่ใกล้กันเกินไปกับดาวคู่แฝดไม่มีใครคาดคิดว่าดาวทั้งสองดวงจะกลืนกินกันเอง

ก่อนหน้านั้นสิ่งมีชีวิตบนดาวทั้งสองเดินทางไปมาหาสู่กันด้วยวิธีกำหนดจิตวิวัฒนาการของทุกสิ่งบนดาวสองดวงนั้น เกินกว่าคำว่ากายสภาพแม้กายสภาพจะเป็นเพียงเศษฝุ่นผงเล็กๆ แต่จิตสภาพของสิ่งเหล่านั้นกลับยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะเปรียบประมาณ

หากต้องการที่จะรอดดวงจิตทุกดวงต้องกำหนดการเดินทางของกายสภาพตนให้ไปหาดาวดวงใหม่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

อุกกาบาตลูกหนึ่ง พุ่งชนดาวที่กำลังกำเนิดใหม่ซึ่งอีกหลายล้านล้านปีต่อมา จึงก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์กายสภาพที่ฝังรากอยู่ในพื้นผิวของเปลือกโลกจึงต้องพยายามวิวัฒน์ตนเองให้เป็นบางสิ่งบางอย่าง

บางสิ่งที่ว่านั้นก่อกำเนิดเป็นสิ่งมีชีวิต ซึ่งในเวลาต่อมามนุษย์เรียกสิ่งๆ นั้นว่า “เทพ”เทพมีสรวงสวรรค์อยู่ไม่ห่างจากพื้นดินมากนัก

แต่เมื่อเวลาผ่านไป สรวงสวรรค์ที่สร้างขึ้นถูกผลักดันให้ลอยห่างจากพื้นดินออกไปทุกทีๆ จนสุดท้ายแทบจะหลุดไปจากวงโคจรของโลก

หากแต่...ดวงจิตเหล่านั้นยังคงวนเวียน ลงมาเกิดบนโลกสีฟ้าใบนี้

“แม่อย่าบอกนะว่าคนบนเวียงฟ้าเป็นมนุษย์ต่างดาว”

รัญชน์แย้งในสิ่งที่แม่ของเธอเล่า

“พี่ไม่เคยได้ยินหรือไง หนังเรื่อง the one ก็มีให้ดู เชยชะมัด” นิลยาขัดขึ้นมาบ้าง

“ไอ้เคยมันก็เคย แต่เท่าที่ฟังมามันเกินความจริง”

“แล้วนิลยาล่ะ เกินความจริงไหม”

เมื่อได้ยินคำถามจากนิลยา ทำเอารัญชน์ต้องคิดหนักจริงอยู่เธอไม่เคยเชื่อเรื่องที่เกินไปกว่าที่ตามนุษย์ของเธอมองเห็นแต่เมื่อเธอได้พบกับนิลยา บางอย่างที่เคยคิดก็เปลี่ยนไป

“ไม่รู้สิ มันอธิบายไม่ได้”

“เมื่ออธิบายไม่ได้ ไม่ต้องพยายามหาคำอธิบาย” บุษบงกตบอกเช่นนั้นและเริ่มเล่าต่อ

วันหนึ่งเมื่อบนโลกมนุษย์ก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตขึ้น เมื่อหลายล้านปีก่อนทำให้เกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตหลากหลายมากขึ้น

จากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เริ่มพัฒนาไปเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ขึ้นไดโนเสากำเนิดเกิดก่อ ณ ช่วงเวลานั้น จากนั้นไม่นาน อุกกาบาตอีกลูกพุ่งชนโลกอีกครั้งทำให้สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าไดโนเสา สูญพันธุ์ไปอย่างสิ้นเชิง

โลกสีฟ้าปรับสภาพตัวเองอีกครั้ง ในครั้งนี้โลกสีฟ้าเย็นตัวลงมากกว่าตอนที่เพิ่งจะรวมตัวกันใหม่ๆทำให้มีสิ่งมีชีวิตเพิ่มมากขึ้นไปอีก

มนุษย์ดึกดำบรรพรุ่นแรกถือกำเนิดบนโลกคนจากเวียงฟ้าเฝ้ามองดูความเปลี่ยนแปลงของโลกใบเล็กที่พวกเขาเข้ามาหลบแฝงเร้นอยู่เริ่มให้ความรู้กับมนุษย์โลกเมื่อราวๆ แสนปีก่อน

ทุกมุมโลกเริ่มรู้จักเทพ ไม่ว่าจะเป็นเทพผู้สร้าง เทพผู้ทำลายเทพที่มีแต่การให้และอำนวยพรให้กับผู้ที่เคารพนับถือเทพเหล่านั้น

“แม่อย่าบอกนะว่าเวียงฟ้าคือแหล่งกำเนิดสารพัดเทพในนิยายปรัมปรา ทั้งของกรีก อียิปต์ และที่อื่นๆ บนโลก”

“ถูกต้องแล้วลูก นั่นแหละคือเทพของเวียงฟ้าไม่ว่าจะเป็นเทพที่ไหนๆ ล้วนแล้วแต่มาจากเวียงฟ้าทั้งสิ้น”

“แม่เจ้าแล้วทำไมเวียงฟ้าถึงต้องให้คนเคารพบูชานกยูงด้วยล่ะคะ”

“

เคยได้ยินไหม เกี่ยวกับการสร้างราชวงศ์แห่งหนึ่งของประเทศเกาหลีเกี่ยวกับเรื่องนกไฟ”

“นกฟีนิกซ์หรือคะแม่”

“ไม่ใช่ นั่นคือร่างๆ หนึ่งของเทพนกยูงไม่ใช่นกฟีนิกซ์อย่างที่ทุกคนคิดกัน”

“หือ จริงดิ”

บุษบงกตพยักหน้าเป็นการบอกว่าเรื่องที่เธอเล่านั้นจริงทุกคำ

“หรือจะเป็นตำนานอื่นๆที่คนเหล่านั้นเรียกว่านกฟีนิกซ์ แต่นั่นคือนกยูงไฟ กายจำแลงของเทพเจ้าแห่งเวียงฟ้าทั้งสิ้น”

“ไม่น่าเชื่อเลยแม่ ไม่น่าเป็นไปได้”

“ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ นั่นคือเรื่องจริงนะพี่รัน” นิลยาทำตัวเป็นผู้รู้ขึ้นมาในบัดดล

“แล้วนาคล่ะ นาคเป็นคนของเวียงฟ้าหรือเปล่าคะแม่”

“นาคคือหนึ่งในชนชาติของเวียงฟ้า ที่แตกแขนงออกไปเหมือนๆ มนุษย์โลกที่มีผิวสีแตกต่างกันเพียงแต่นาคเลือกที่จะอยู่ในอีกมิติหนึ่งที่หลบเร้นอยู่บนโลกนี้เท่านั้น”

“มีมิติหลบเร้นด้วยหรือคะ”

“มีสิ บอกแล้วไงว่าให้ดูหนังเรื่อง The one พี่บอกว่าไม่น่าเป็นไปได้ มันเกินความจริง แล้วก็มานั่งงงอยู่นี่แหละคนเราน้อ น่าเบื่อจริงๆ เชียว”

รัญชน์นิ่งไปพักหนึ่ง เธอเริ่มคิดทบทวนสิ่งต่างๆที่เธอได้รับรู้จากแม่ และนำสิ่งเหล่านั้นมาเรียบเรียงใหม่ในหัวสมองน้อยๆ ของเธอจากนั้นจึงพยายามทำความเข้าใจกับคำว่า เวียงฟ้า และเทพบนเวียงฟ้า

“แล้วทำไมเทพของเวียงฟ้าถึงได้เป็นนกยูง”

“ที่เราเลือกนกยูงเพราะนกยูงเป็นสัตว์ที่สวยงามเมื่อยามโบยบินไปบนท้องฟ้า ปีกจะสยายกว้าง หางจะยาวรี ราวกับกางเขนบินได้”

“หือ กางเขนหรือคะ แม่อย่าบอกนะว่า...” รัญชน์หยุดคำพูดของเธอเอาไว้เท่านั้น บุษบงกตพยักหน้ารับช้าๆเป็นอันเข้าใจกัน

“สมัยนั้น เมื่อเทพนกยูงปรากฏกายให้มนุษย์โลกได้เห็นจะทำให้เห็นเป็นนกไฟ บินล่องลอยไปในอากาศ มนุษย์สมัยนั้นยังหวาดกลัวไฟไม่สามารถที่จะก่อไฟขึ้นมาเองได้ หากจะให้มนุษย์นับถือต้องทำในสิ่งที่ทำให้มนุษย์ขลาดกลัว หันมาเทิดทูนบูชา”

“มนุษย์ในสายตาของเวียงฟ้าคงเป็นแค่สัตว์เลี้ยงโง่ๆเชื่องๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น”

“เปล่าเลย เวียงฟ้าไม่เคยคิดถึงมนุษย์ในแง่นั้น”

“แม่พูดเหมือนกับว่าแม่เป็นคนบนเวียงฟ้าอย่างนั้นแหละ”




Create Date : 23 พฤษภาคม 2556
Last Update : 23 พฤษภาคม 2556 19:18:41 น.
Counter : 213 Pageviews.

0 comments
Mondnacht from Liederkreis, Op. 39, No. 5 by Robert Schumann ปรศุราม
(23 ก.ย. 2563 12:09:55 น.)
:: กะก๋าแนะนำหนังสือ - ศิลปะแห่งอำนาจ :: กะว่าก๋า
(22 ก.ย. 2563 06:51:13 น.)
alone again.. naturally nonnoiGiwGiw
(21 ก.ย. 2563 17:07:16 น.)
วันศิลป์ พีระศรี ๒๕๖๓ haiku
(18 ก.ย. 2563 10:44:56 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Ping-dow.BlogGang.com

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]