ช่วงนี้ชีวิตวุ่นวายเกินพิกัด...แล้วจะกลับมาเขียนเรื่องที่ค้างไว้ให้จบครับ...สักวัน
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2555
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
9 สิงหาคม 2555
 
All Blogs
 

มอนเอราโด ตอนที่ 7 กระเป๋าสี่มิติ

“...ชวัส...”

เดคิงิสุเอล ตะโกนก้อง เรี่ยวแรงที่เพิ่มพูนขึ้นทำให้เขาสามารถฉีกกระชากระยางค์ของโนเอซที่รัดร่างเอาไว้ให้ขาดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ตลอดทั้งร่างของเขาเปลี่ยนกลายเป็นสีเงิน ขลิบด้วยลวดลายสีแดง ดวงตาโปนโตเรืองแสง ใบหูเปลี่ยนเป็นปุ่มนูน ปากกลายเป็นเพียงรอยหยักบนใบหน้า จมูกหดหายไป เส้นผมหลุดร่วงไปจนหมด ก่อนถูกแทนที่ด้วยสันแหลมเตี้ยๆ ที่เริ่มตั้งแต่บนศีรษะก่อนไล่ไปตามแนวของกระดูกสันหลัง

“...ร่างแสง” มันพึมพัมออกมาด้วยความหวาดกลัว ของเหลวขุ่นข้นเหนียวหนืดไหลย้อยออกมาจากระยางค์ที่ขาดแทนที่จะเป็นเลือด

“ชวัส”

ร่างประหลาดส่งเสียงร้องเหมือนเดิมอีกครั้ง ก่อนกระโดดตีลังกาถอยห่างออกไป ผลจากการต่อสู้ทำให้ห้องของโบนิตะในกระจกพังเสียหายไม่มีชิ้นดี แต่ห้องของจริงยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

“แก...พูดอย่างอื่นไม่เป็นแล้วหรือไงกัน”

ร่างนั้นส่ายหน้า “ชวัส...” หยุดชะงัก นิ่งเงียบ ก่อนพยักหน้ายอมรับในที่สุด

ร่างแสงเป็นของมิติสวรรค์ เหมือนกับที่ร่างปีศาจเป็นของมิตินรก ทั้งสองสิ่งล้วนเกิดขึ้นมาจากพลังงานความคิดของมนุษย์ ไม่อาจนำออกมาใช้บนโลก แต่ในเมื่อมันสามารถใช้ร่างปีศาจภายในกับดักกระจกนี้ มันก็น่าจะคิดได้ตั้งแต่แรกแล้วว่า เขาเองก็น่าจะทำได้เช่นเดียวกัน

“...หนอย” มันรวบรวมเรี่ยวแรงพุ่งระยางค์ที่เหลือทั้งหมดจู่โจมออกไปพร้อมๆ กัน

“ชวัส” เขาร้องพร้อมกับตีลังกาไปรอบๆ เพื่อหลบเลี่ยงการโจมตี รถ กับเครื่องบินจำลอง ของเล่นของโบนิตะที่หล่นอยู่บนพื้น ถูกเหยียบพังเสียหายไปหลายชิ้น ก่อนเขาจะฉวยจังหวะพุ่งเข้าประชิดพร้อมกับเตะต่อยมันไปสองสามครั้ง

ดวงตาที่มีอยู่เพียงดวงเดียวของมันปูดโปนโตขึ้น มันอ้าปากกว้าง ส่งเสียงกรีดแหลม พร้อมกับพ่นของเหลวเหนียวหนืดเหมือนกาวออกมา ซึ่งเขากระโดดหลบพ้นไปได้อย่างหวุดหวิด

ทั้งสองฝ่ายหยุดยืนเผชิญหน้า ท่ามกลางซากปรักหักพังของห้อง

“เทพอย่างแก กับพวกมนุษย์ต้องถูกกำจัดให้หมดสิ้น”

“ชวัส” เขายังคงพูดได้แค่นั้น

“...ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะ มันเป็นธรรมชาติของปีศาจอย่างเราไงเล่า”

ดวงแสงที่กลางหน้าอกของร่างสีเงินกระพริบราวกับเป็นจังหวะการเต้นของหัวใจ และเร่งเร้าเร็วขึ้นเรื่อยๆ 'แปลก' โนเอซทั้งรู้สึกดี และไม่ดีไปพร้อมๆ กัน มันเป็นเหมือนกับคำเตือนว่าเวลาในการใช้ร่างแสงของเทพกำลังจะหมดลง ส่วนที่ทำให้มันรู้สึกไม่ดีนั้นก็คือ

“...เอช”

เดคิงิสุเอลส่งเสียงที่แตกต่างออกไปได้แล้ว เขายกมือขึ้นไขว้กัน ข้างหนึ่งยกตั้ง ข้างหนึ่งวางนอน เกิดเป็นลำแสงเจิดจ้าพุ่งออกมา ระเบิดร่างอัปลักษณ์ของโนเอซเป็นผุยผง ‘นี่คือสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกไม่ดี’ ความคิดของมันยุติลง พร้อมกับเสียงกรีดร้องครั้งสุดท้าย

รอยร้าวยิ่งลุกลาม กระจกเงาแตกกระจาย เหลือเพียงเด็กผู้ชายร่างแบบบางที่เปลือยกายท่อนบน มีปีกนกสีขาวยื่นออกมาให้เห็นทางด้านหลัง ยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้อง

“...ไอแจน ไอ้แจน”

ซูชิกะร้องเรียกหา อมนุษย์ ข้ารับใช้ตนใหม่ที่เธอพึ่งสร้างขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา ชายร่างอ้วนในชุดลายขวางโผล่ออกมารวบจับเดคิงิสุเอลจากทางด้านหลังด้วยท่าแบบมวยปล้ำ เขารู้ได้ในทันทีที่สัมผัสว่ากำลังต่อสู้อยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ และเขาไม่สามารถใช้ร่างแสงบนโลกได้

เขาจ้องเธอเขม็ง

“เจ้าเป็นมนุษย์”

“ฉันไม่ใช่มนุษย์ ฉันเป็นแม่มด และมนุษย์ทุกคนสมควรต้องตาย ตายไปให้หมด”

“ไม่ เจ้าเพียงโดนปีศาจนั่นหลอกใช้ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าแม่มดบนโลกใบนี้ พวกมันเพียงใช้ร่างเจ้าเป็นที่สิงสู่ เป็นแหล่งพลังงาน เป็นตัวกลางเพื่อกระทำการต่างๆ บนโลกเท่านั้น”

“...แล้วเจ้าล่ะ เจ้าเป็นตัวอะไร”

“เราก็เคยเป็นมนุษย์เหมือนกับเจ้า ปีศาจจะใช้วิธีล่อลวงมนุษย์ แต่เทพจะใช้วิธี กำเนิด เป็นมนุษย์ เพื่อกระทำการต่างๆ บนโลก เมื่ออยู่ในสภาวะคับขัน เราก็จะตื่นขึ้นกลายเป็น กึ่งเทพ แบบในตอนนี้ เทพอย่างเรามีหน้าที่เพียงประการเดียว คือรักษาสมดุลแห่งพลังเอาไว้”

เขาลองขยับตัว แต่เรี่ยวแรงของอมนุษย์ตนนี้ หรือที่จริงก็คือพลังจากจิตของเธอ ที่รัดอยู่นั้นไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย 'ความคิดของเธอยังคงแน่วแน่ไม่สั่นคลอน' ถึงแม้ปีศาจที่สิงเธออยู่จะถูกกำจัดไปแล้ว แต่เธอกลับยังคงมีพลังจิตที่เข้มแข็ง 'เธออาจถูกสิงสู่มานาน หรือไม่ เธอก็คงเคยผ่านเรื่องเลวร้ายในชีวิต เป็นร่างที่เหมาะสมสำหรับปีศาจ ซึ่งพบได้ทั่วไปในสังคมมนุษย์ทุกวันนี้'

“ที่พวกปีศาจต้องการคือครอบงำมนุษย์ แล้วชักนำให้เกิดพลังงานด้านลบเพิ่มขึ้น เพื่อที่พวกมันจะได้ครอบครองทุกสิ่ง แต่มันเป็นไปไม่ได้ หากไร้สมดุลทั้ง สวรรค์ โลก นรก ทุกสิ่งก็จะสูญสลาย”

“...หมายความว่า ที่จริงแล้ว จอมปีศาจก็ไม่ได้ต้องการจะเข่นฆ่ามนุษย์ให้หมดสิ้นไปอย่างนั้นหรือ”

“ใช่ จอมเทพเองก็เช่นกัน ที่ไม่เคยคิดจะก่อวันพิพากษาเพื่อตัดสินมนุษย์...”

เขารู้สึกได้ว่า เรี่ยวแรงของอมนุษย์กำลังค่อยๆ ลดลงทีละน้อย ทีละน้อย

“...เพราะหากไม่มีมนุษย์ ไม่มีผู้ให้กำเนิด ก็จะไม่มีทุกสิ่ง”

‘อีกเพียงนิดเดียว’ เขาก็จะสามารถดิ้นหลุดจากการกอดรัดของไอแจนได้แล้ว ขอเพียงกำจัดเธอได้ มันก็จะสลายหายไปเอง เพราะมันเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยพลัง มันมีตัวตนตราบเท่าที่เธอเชื่อมั่น มันไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้ เหมือนอย่างที่เธอเชื่อว่ามันเป็น ‘แต่ความเชื่อของเธอ ก็คือพลังของมัน’

ซูชิกะยืนนิ่งเงียบงัน ความปราถนาเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิตนี้กำลังค่อยๆ มลายหายไป

“...ถ้าอย่างนั้น บอกฉันที ใครก็ได้ บอกฉันที ว่าฉันจะทำลายโลกบ้าๆ นี้ได้อย่างไร”

“เราคืออัลฟ่า และโอเมก้า เราคือจุดเริ่มต้น และจุดจบ...”

เสียงของมอนเอราโดดังขึ้นในห้องที่เงียบงัน แววตาของมันว่างเปล่า เหมือนกับหลุมดำ ที่พร้อมจะดูดกลืนทุกสิ่งให้หายไปตลอดกาล แม้กระทั่งความหวัง

“...ถ้าเธออยากได้อะไรก็ขอมาได้เลย เหมียว”

มันคือคำถาม อันเป็นคำตอบที่เธอต้องการ ‘ไม่’ เดคิงุสุเอลดิ้นรนจนหลุดจากเงื้อมมือของไอแจนจนได้ อาจเป็นเพราะความสนใจของเธอถูกดึงไป พลังของมันจึงลดลง ปีกขาวทั้งคู่สะบัดกางออก โผบินเข้าคว้าจับร่างของเธอเอาไว้ได้ ‘จะให้เธอขอไม่ได้เด็ดขาด’

“ฉันต้องการ...”

เธอตะโกนสุดเสียงในขณะที่ร่างของทั้งคู่พุ่งทะลุกระจกหน้าต่างออกไป ไอแจนก็รีบกระโดดตามไปเพื่อช่วยนายหญิงของมันอย่างไม่รอช้า น่าเสียดายที่เธอไม่ได้สร้างปีกไว้ให้ ร่างอ้วนของมันจึงร่วงลงสู่พื้น มันตกกระแทกสิ่งของหลายอย่าง แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นได้เลย ราวกับว่าร่างของมันนั้นไร้ตัวตน ไม่มีน้ำหนักแม้แต่น้อย

ดวงตาของมอนเอราโดวาววับก่อนจะกระพริบพราย มันกำลังรอฟังคำขอข้อแรกของเธออย่างตั้งใจ เขาพยายามที่จะใช้มือปิดปากเธอเอาไว้ แต่ก็ไม่สำเร็จ ถ้อยคำจากปากของเธอยังคงเล็ดลอดออกมาได้

“ทำ...โลกที่...ไม่...มีมนุษย์...” (ทำลายโลกที่เลวร้าย ไม่ให้มีมนุษย์อีกต่อไป)

““ท่านต้องการโลกที่ไม่มีมนุษย์ นั่นคือคำขอข้อแรกใช่หรือไม่”

เดคิงิสุเอลตัดสินใจปล่อยมือ แต่ดูเหมือนจะช้าเกินไป ร่างของซูชิกะร่วงหล่น กระโปรงถูกลมพัดเปิด พร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า และคำตอบสุดท้ายของเธอ

“...ช่...า...ย...” ถึงแม้จะไม่ใช่อย่างที่เธอต้องการทุกอย่าง แต่เธอคิดว่าความหมายนั้นไม่ได้ต่างกันสักเท่าไร เสียงนั้นลากยาวไปตามเรียวปากก่อนจบลงด้วยเสียงดัง ‘ตุบ’ ร่างของเธอก่อให้เกิดความเสียหายหลายอย่างเมื่อตกกระแทกพื้น คอของเธอหักบิดหมุนไปอย่างน่ากลัว แต่ถึงอย่างนั้นความสุขที่ความต้องการของเธอจะกลายเป็นจริงก็ยังคงฉายชัดอยู่บนใบหน้าไร้ชีวิตนั้น

ไอแจนรีบวิ่งเข้ามาดูนายหญิงของมัน แต่เมื่อไม่มีแหล่งพลังงานอีกต่อไปแล้ว เพียงขยับตัวไม่กี่ก้าว ร่างของมันก็หายวับไปทันที

“...คำขอของเธอ จะเป็นจริง เหมียว”

มอนเอราโดตอบรับเบาๆ ในขณะที่เดคิงิสุเอลยังคงบินอยู่ในอากาศ ทั้งสองสบตากัน

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร...”

“โลกที่ไม่มีมนุษย์ ถ้านั่นเป็นความต้องการของเธอ เธอก็จะได้อย่างนั้น เหมียว”

“...แต่ เธอตายไปแล้ว”

“ความตายไม่ใช่ข้อยกเว้น เหมียว”

เขากัดฟันแน่น ถึงแม้จะรู้ว่าตนเองคงไม่อาจทำอะไร ‘ประตู’ ซึ่งเป็นทางผ่านของพลังงานความคิดของมวลมนุษยชาติทั้งด้านบวก และด้านลบ เพื่อไปสู่ห้วงมิติลี้ลับ ไปสู่นรก และสวรรค์ เป็นพลังที่ให้กำเนิดทั้งปีศาจ และเทพอย่างเขา ที่ตอนนี้อยู่ในรูปร่างของแมวอ้วนน่าเกลียดตัวหนึ่งได้ แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้โลกมนุษย์ถูกทำลายลงเช่นนี้เหมือนกัน

โบนิตะค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง

“ฉัน...มีข้อเสนอ”

#####

“ที่นี่คือบ้านคุณนายใช่ไหมครับ”

แม่ก้มหน้านิ่ง มือทั้งสองข้างซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมของแม่เองที่ใช้ปกปิดกุญแจมือเอาไว้ แม่ถูกจับเมื่อพนักงานในร้านสะดวกซื้อตรวจสอบธนบัตรปลอมที่แม่ใช้ว่าเป็นของจริงเหมือนกับใบที่แล้ว แต่ทั้งสองใบกลับมีหมายเลขเดียวกันทุกประการ แม่รู้ดีว่าไม่ควรนำมันมาซื้อของซ้ำในร้านเดิม แต่น่าเสียดายที่แม่ลืมเรื่องเมื่อคืนที่ผ่านมาไปด้วย

“เฮ้อ วันนี้แย่จริงๆ นะครับ เมื่อเช้าตรู่ ผมก็พึ่งเข้าไปตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งมา ที่นั่นมีทั้งศพเก่า ศพใหม่อยู่หลายศพ ยังไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เพื่อนบ้านก็ไม่ได้สนใจอะไรกันเลย จนมีพลเมืองดีแจ้งไปว่าเห็นชายอ้วนท่าทางน่าสงสัย ซี่งก็เป็นหนึ่งในศพที่พบนั่นแหละ หายไปแถวๆ บ้านหลังนั้น”

สารวัตรล้วงรูปใบหนึ่งซึ่งหยิบติดมือมาจากที่เกิดเหตุยื่นให้แม่ดู

“ดูสิครับ สองศพที่อยู่บนห้องนอนใหญ่น่าจะเป็นสามีภรรยาคู่นี้แหละ...”

รูปผู้ชายร่างเตี้ยที่มีแววตากลอกกลิ้ง ผมชี้ตั้ง กับปากแหลมยื่นยาวอันเป็นเอกลักษณ์ ยืนคู่กับผู้หญิงสูงไล่เลี่ยกันที่มีแววตาแปลกๆ เธอยืนห่างจากเขา และลูกสาวที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดออกไปเล็กน้อย ราวกับไม่ต้องการข้องเกี่ยวกับคนเหล่านี้ ผู้เป็นพ่อโอบกอดลูกสาวจากทางด้านหลัง มือทั้งสองหยุดอยู่ในตำแหน่งที่น่ากังขา

“...ในที่เกิดเหตุ ขาดลูกสาวไปเพียงคนเดียวเท่านั้น เราพบทั้งรูปถ่าย หนังสั้นของครอบครัว ที่ทำให้ลูกน้องของผมอ๊วกแตกยิ่งกว่าตอนที่เห็นศพ สังคมเดี๋ยวนี้มันเละเทะสิ้นดี ไม่รู้ว่าใครเป็นเหยื่อ ใครเป็นผู้ร้าย หรือว่าพวกปีศาจอาจมีจริง แล้วมาสิ่งสู่คนเหล่านี้ก็เป็นได้”

สารวัตรเก็บรูปที่อยู่ในซองพลาสติกไว้อย่างเดิม

“ส่วนชายอ้วนคนนั้น อย่าให้ผมต้องเล่าเลยว่าเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง ผมคิดว่าเขาน่าจะเป็นคนร้าย อาจเป็นพวกจิตวิปริตที่พบได้ทั่วไป แต่ดันโชคร้าย...เอ้อ ผมก็ไม่ได้สงสารเขานักหรอกนะ แต่ก็...”

“...สารวัตร ครับ”

“มีอะไร”

ลูกน้องคนหนึ่งซึ่งเข้าไปตรวจรอบๆ บริเวณบ้านวิ่งกลับมาหน้าตาตื่น

“ผมพบเด็กผู้หญิงที่หายไปแล้วครับ”

“...เด็กผู้หญิงคนไหน...อย่าบอกนะว่า เธอมาอยู่ที่นี่”

ลูกน้องของเขาพยักหน้า

“ครับ เธอนอนเป็นศพอยู่ข้างตัวบ้าน คอหักหมุนได้รอบ ข้างบนชั้นสองมีกระจกหน้าต่างแตกกระจาย คาดว่าคงเกิดการต่อสู้ แต่ตอนนี้เงียบสนิทเลย เอาไงดีครับ”

“...โบนิตะ”

แม่รำพึงออกมา

“ลูกชายคุณนายใช่ไหมครับ เขาอยู่ชั้นเดียวกับเด็กผู้หญิงคนนั้นเสียด้วย” สารวัตรล้วงปืนออกมาถือกระชับไว้ พร้อมกับพยักหน้ากับลูกน้องซึ่งรีบดึงปืนออกมาเช่นกัน

“เรียกกำลังเสริม แจ้งว่าเราจะบุกเข้าไปในบ้าน...อ้อ เรียกรถพยาบาลมาด้วย”

ทุกอย่างรอบบ้านเงียบงัน ทุกคนต่างใช้ชีวิตของตนเองต่อไป โดยไม่สนใจกันและกัน นั่นเป็นสิ่งปกติสำหรับสังคมของเมืองเล็กๆ แห่งนี้

“โบ นิ ตะ”

เสียงแม่กรีดร้องอย่างโหยไห้ปานใจจะขาดดังก้องไปทั่วบริเวณ ผู้คนแถวนั้นเงยหน้าขึ้นจากกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ด้วยความสงสัย ก่อนที่บางส่วนจะขยับออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ในขณะที่บางส่วนหันกลับไปทำกิจกรรมของตนต่อไป

ก่อนหน้าที่พวกตำรวจจะบุกขึ้นไปถึง มีนกพิราบสีขาวสะอาดตา บินออกมาจากหน้าต่างกระจกที่แตกกระจาย มันตัวใหญ่กว่านกพิราบทั่วไปเล็กน้อย ที่สำคัญมันมีกระเป๋าหน้าท้องเล็กๆ ติดอยู่ด้วย

#####

“ฉัน...มีข้อเสนอ”

นั่นไม่ใช่เสียงของโบนิตะ มันทรงพลัง เปี่ยมอำนาจมากกว่าที่มนุษย์จะทำได้ เดคิงิสุเอลบินมาเกาะที่ขอบหน้าต่างอย่างระวัง ในขณะที่มอนเอราโดได้แต่ตกตะลึง

“เจ้าเป็นใครกันแน่”

ดวงตาของกึ่งเทพสามารถมองเห็นร่างพลังงานมืดดำที่ซ้อนทับกับร่างของเด็กมนุษย์ เป็นสองส่วนที่แตกต่าง แต่ก็เป็นหนึ่งเดียวกัน

“เจ้าเทพปลายแถว เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าจอมปีศาจไม่เคยคิดจะทำลายโลก หรือเข่นฆ่ามนุษย์ให้หมดสิ้น เพียงเพราะกลัวว่าทุกสิ่งจะหายไปเมื่อไม่มีผู้สร้าง...”

เขายิ้ม แต่มันไม่ใช่รอยยิ้มของเด็ก ไม่ใช่รอยยิ้มของมนุษย์ มันเป็นรอยยิ้มเก่าแก่ ยิ้มที่จริงใจ และชั่วร้ายอย่างที่สุด รอยยิ้มที่คอยเชิญชวนผู้คนให้มารวมกลุ่มกัน ก่อนให้กำลังใจพวกเขา ผูกระเบิด ตบหลังตบไหล่อย่างปลอบโยน แล้วส่งพวกเขาให้ออกไปตาย

“...จอมปีศาจสนใจเพียงสิ่งเดียว นั่นคือการทำลายล้าง”

“เจ้าคือ จอมปีศาจ...ไม่ เป็นไปไม่ได้ เจ้านั่นต้องถูกแช่แข็งอยู่ที่นรกขุมสุดท้ายไปตลอดกาล”

กึ่งเทพรำพึง

“ที่นรกชั้นต่ำสุด ไม่มีอะไรอยู่สักอย่าง เหมียว นอกจาก...”

‘ร่างของโบนิตะที่ถูกแช่แข็งเอาไว้’ เขาคือสิ่งเดียวที่อยู่ที่นั่น ‘สิ่งเดียว ที่ถูกแช่แข็งอยู่ในนรกขุมสุดท้าย’ ขนสีขาวอมฟ้าของมันตั้งชันขึ้น

“...เขากลับมา ในฐานะของจอมปีศาจ ตามคำขอของซูชิกะ”

“ว่าอะไรนะ”

กึ่งเทพกางปีกสีขาวออก คงคิดจะทำอะไรสักอย่าง แต่เขาไม่อาจขยับตัว เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังงานที่ชั่วร้ายอย่างถึงที่สุดนี้ จอมปีศาจลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ

“ใช่ ข้ามาเพื่อทำให้โลกนี้ไม่มีมนุษย์ และเมื่อไม่มีผู้สร้าง ทุกสิ่งก็จะหายไปตลอดกาล อา ช่างเป็นการทำลายล้างที่งดงามอย่างที่สุด”

“เจ้าแมว รีบทำอะไรสักอย่างสิ”

กึ่งเทพได้แต่ฝากความหวังสุดท้ายที่มีไว้กับมัน

“ฉันเป็นเพียงแค่ประตู ทำอะไรตามใจตัวเองแบบนั้นไม่ได้”

‘ฉันต้องร่อนเร่พเนจรเรื่อยไป ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน หรือเมื่อใด’ ความเปลี่ยวเหงาหดหู่เกิดขึ้นภายในใจของมัน ‘ไม่ว่าจะเป็น อดีต อนาคต หรือปัจจุบัน’ ทุกคนล้วนเห็นแก่ตัว ทุกคนเอาแต่เรียกร้องขอสิ่งต่างๆ ‘ความอยากมี อยากเป็น อยากได้’ คือพลังงานที่ผลักดัน โลก นรก สวรรค์ มนุษย์ เทพ ปีศาจ ให้ก้าวต่อไป ‘บางที จบแบบนี้อาจจะดีก็ได้’

‘ฉันขอให้...เราเป็นเพื่อนกันได้ไหม’ เสียงที่คุ้นเคยดังก้องขึ้นภายในหัวของมัน ‘จริงสิ’ นั่นเป็นคำขอข้อแรกของโบนิตะ ‘ใช่ เราจะเป็นเพื่อนกัน เพื่อนกันตลอดไป’ ดูเหมือนว่าตอนนี้จะได้เวลาที่ต้องทำคำขอนั้นให้กลายเป็นจริงแล้ว รวมถึง ‘โลกที่ไม่มีมนุษย์’ สำหรับซูชิกะด้วย

มันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสี่มิติ นี่เป็นครั้งแรกที่มันจะทำแบบนี้ ‘ทำให้คำขอของทั้งสอง รวมทั้งของตัวฉันเองให้กลายเป็นจริง’ และคงจะต้องเป็นครั้งสุดท้ายด้วย

ร่างอ้วนของมันค่อยๆ ถูกดึงเข้าไปในกระเป๋า รวมถึงพลังงานที่เป็นโบนิตะ และพลังงานที่เคยเป็นซูชิกะ เจ้าของคำขอทั้งหมด เมื่อไม่มีโบนิตะบนโลกใบนี้อีกต่อไป จอมปีศาจก็ต้องกลับคืนสู่โลกสีขาว นรกชั้นลึกที่สุด นรกแห่งความหนาวเย็นที่แม้แต่พลังงานทรงอำนาจที่มัวหม่นอย่างมัน ยังต้องจับตัวแข็ง

เดคิงิสุเอลมองดูร่างของมอนเอราโดที่ม้วนหายเข้าไปในกระเป๋าจนหมดสิ้น หลงเหลือเพียงตัวกระเป๋าตกลงบนพื้น ‘ประตูไม่อาจหายไปได้’ ทางผ่านของพลังงานจะต้องคงอยู่ เพื่อให้ทั้งสามโลกเดินหน้าต่อไป เขาเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าสี่มิติขึ้นมา รับรู้ถึงหน้าที่ใหม่ของตน

เขาติดกระเป๋าลงบนหน้าท้อง ก่อนที่ร่างจะค่อยๆ เปลี่ยนสภาพไปเป็นนกพิราบขาวตัวโต เขากางปีกโผบินไป ทอดทิ้งร่างไร้วิญญาณของเพื่อนต่างสายพันธุ์ หนึ่งคน และหนึ่งตัว เอาไว้ทางเบื้องหลัง

เสียงกรีดร้องของแม่เป็นเหมือนคำอวยพรให้กับการเดินทางครั้งใหม่ที่ไม่มีวันจบสิ้นของพิราบขาวเดคิงิสุเอล

#####

จากในกระเป๋าสี่มิติ พวกเขาได้ค้นพบ ‘โลก’ ที่แตกต่างออกไป โลกที่ความฝันของพวกเขาได้กลายเป็นความจริง โลกที่ไม่มีมนุษย์ โลกที่เด็กผู้ชายขี้แย ไม่ได้เรื่อง กับแมวตัวอ้วนที่มีกระเป๋าเต็มไปด้วยของวิเศษจะสามารถเป็นเพื่อนกันตลอดกาล

โลกที่ โบนิตะ ซูชิกะ และ มอนเอราโด จะสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข...อาจจะในชื่อที่ต่างไปเล็กน้อย แต่ใครจะไปสนกันเล่า




 

Create Date : 09 สิงหาคม 2555
0 comments
Last Update : 9 สิงหาคม 2555 12:01:44 น.
Counter : 1613 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


BlogGang Popular Award#13


 
zoi
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




..........
Friends' blogs
[Add zoi's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.