พฤศจิกายน 2559

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
27
28
29
30
 
 
เมื่อสาวหวานต้องผ่าตัดทอลซิลและโพรงจมูก....จะมาเล่าให้ฟัง











 เรื่องนี้เริ่มต้นในเดือนพฤษภาคม 16 นี้เองค่ะ

ช่วงนั้นอากาศกรุงเทพฯคือร้อนมาก และอยู่ดีๆก็จามติดๆกันตลอดทั้งวันตั้งแต่ 10 โมงเช้าจนเข้านอน

เรียกว่าจามจมูกหลุด น้ำมูกไหล โดยที่ไม่ได้เป็นหวัดใดๆ

วันรุ่งขึ้นเลยต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลรามคำแหง โรงพยาบาลประจำครอบครัวค่ะ

ไปพบคุณหมอหูคอจมูก จัดไปให้จบค่ะ กลัวว่าจะอาการหนัก

ยิ่งช่วงนั้นต้องเคลียร์งานให้จบ ห้ามป่วย ห้ามตายกันเลยทีเดียวเชียว

พอไปเจอคุณหมอหูคอจมูก หมอก็ไม่ได้ไถ่ถามอะไรมาก มาถึงก็พ่นยาชาในจมูก

แล้วเสียบกล้องส่องจมูกลงไปถึงคอเลยค่าาาาาาา

ก็ไม่เจ็บนะคะแต่มันเคืองๆมีน้ำตาไหลอ่ะค่ะ และหมอก็ร้องว่า

จมูกคดนี่นา จะผ่าเลยมั๊ย......หื๊มมมมมม คือไรวะคะหมอ!!!!



หมออธิบายว่า โครงสร้างจมูกคดมาแต่กำเนิดนะ และบวกกับที่คุณเป็นภูมิแพ้

ตอนนี้คงเจออะไรมา แล้วแพ้แบบรุนแรงเฉียบพลัน โพรงจมูกก็เลยบวมมาก

บวมจนมันไปเบียดกับกระดูกอ่อนจมูกที่มันคดบิดเบี้ยว

จนบางครั้งถ้ามันบวมมาก เบียดมาก อากาศแห้ง เลือดกำเดาก็ไหลบ่อยใช่ไหม

ถูก......!!!!

ไหนอ้าปากดูคอหน่อยซิ....โหววว ต่อมทอลซิลก็โตมากนะเนี่ย

เวลาที่จมูกบวมตันมันก็หายใจไม่ได้ใช่ไหม เราก็จะอ้าปากหายใจแทน

ทีนี้ตอนหลับเราก็จะอ้าปากหายใจอัตโนมัติ แต่ถ้าไม่เป็นแบบนั้น

เราก็อาจจะหยุดหายใจขณะหลับได้......จริงไหม???

เอ่อ....อันนี้ไม่รู้อ่ะหมอ หนุหลับ 555++


หมอถามสามีว่าเค้านอนกรนรึเปล่า ---  คุณสามีคือกรนดังกว่า 55555++

หมอก็เลยจ่ายยาให้อาการแพ้ดีขึ้น จมูกหายบวมซะก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากันใหม่

พออาทิตย์ต่อมาก็กลับมาหาหมอตามดูอาการ

หมอขอทำ CT scan อ๊ะ....โอเต ทำก็ทำ




โอ้โห......คดจริงอะไรจริง

ภายนอกก็ไม่ได้ดูคดอะไร ดูตรงปกติแต่ข้างในและข้างใต้นี่ก็อย่างที่เห็นค่ะ

หมอบอกว่าก็ต้องผ่าตัดนะ เอาที่คดออกและเอาทอลซิลออกด้วย

ทอลซิลโตมาก โตขนาดนี้เอาออกเห๊อะ เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์

เพราะมันอาจทำให้ภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ หมอแนะนำให้เอาออกพร้อมกันทีเดียว


อ่า......ค่ะ

ว่าแต่ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่คะหมอ

ประมาณ 2 แสนครับ

-
-
-
-
-
(เรื่องสยองสองบรรทัด)




เอาวะ....พอไหวแม้จะต้องปาดเหงื่อและโชกเลือด

ภาพรองเท้าลูบูแตง วาเลนติโน่ กระเป๋า และทริปญี่ปุ่น ลอยหายไปกะตา

แต่.....แต่แต่แต่......เรามีประกันสุขภาพกลุ่มอยู่นี่หว่า

เค้าจะจ่ายไหมอ่ะ โทรเช็คก่อนดีกว่า

แนะนำเลยนะคะ ใครที่มีประกันสุขภาพอยู่ ไม่ว่าจะเป็นประกันแบบทำเอง

หรือประกันกลุ่มของบริษัท ให้โทรสอบถามไปทำบริษัทประกันก่อน

ว่าเคสผ่าตัดนี้อยู่ในความคุ้มครอหรือไม่ และคุ้มครองอะไรบ้าง อะไรที่ไม่คุ้มครองบ้าง

เราจะได้ประเมินได้ถูกว่าจะต้องเตรียมตัวจ่ายเท่าไหร่ เงินพร้อมไหม

เพราะการผ่าตัดนี้ไม่ต้องรีบมาก ไม่ได้เร่งด่วนอันตรายมาก

เรามีเวลาวางแผนค่ะ



แต่กระนั้นก็ตาม เราควรต้องหา Second Opinion ก่อนที่จะตัดสินใจผ่าตัดค่ะ

เราสามารถขอฟิล์มและผลการรักษาจากโรงพยาบาลเดิม มาให้คุณหมอดูได้ค่ะ

เพราะเราทำ CT scan ไว้แล้วจะได้ไม่ต้องทำใหม่ให้เสียเงินอีกรอบ

เอาผลไปให้หมอดูเลยง่ายดีค่ะ

คุณแม่มีเพื่อนเป็นคุณหมอที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เลยไปปรึกษามา

ให้คุณน้าช่วยแนะนำคุณหมอ ENT ที่จะดูเคสเราให้

ก็เลยไปที่ศูนย์การแพทย์พระเทพรัตน์ พรีเมี่ยมคลินิก เป็นโรงพยาบาลรัฐ

ที่บริการเกือบเท่าโรงพยาบาลเอกชน

แต่ต่างกันนิดหน่อยตรงที่เราต้องเดินเรื่องเอง วิ่งไปวิ่งมา ผิดกับเอกชนที่นั่งเฉยๆ

มีพนักงานจัดการให้หมดทุกสิ่งอย่าง......อยากบอกว่า งง และ เหนื่อยมาก

ติดต่อทำบัตรคนไข้และนัดตรวจกับคุณหมอตามวันและเวลาก่อนนะคะ

เพราะคุณหมอพรีเมี่ยมคลินิกจะรับตรวจเฉพาะคนไข้นัดเท่านั้นค่ะ

ราคาก็พรีเมี่ยมตามนั้น จะแพงกว่าตรวจปกติ 150 -300 บาท โดยประมาณ

ค่าตรวจก็พอๆกับโรงพยาบาลเอกชนค่ะ แต่ค่ายาถูกกว่าเยอะเลย



คุณหมอที่ไปพบคือ คุณหมอภูริช ประณีตวตกุล

คุณหมอดูผล CT scan และส่องกล้องตรวจจมูกและคอ

ก็สรุปคอนเฟิร์มตามผลของโรงพยาบาลแรก แต่คุณหมออยากจะแน่ใจว่า

มีอาการหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วยจริงหรือเปล่า เลยขอให้ทำ Sleep Test

เพื่อเอาผลมาประกอบการวิเคราะห์อาการอีกครั้งเพื่อยืนยันผล

ซึ่งคิวการทำ Sleep Test ที่รามาฯนั้นยาวมากรอประมาณ 3 เดือนได้

คุณหมอก็เลยแนะนำให้ไปทำทีโรงพยาบาลกรุงเทพ โดยเขียนใบส่งตัวให้

แต่เราไม่สะดวกเลย ไม่ใช่โรงพยาบาลที่คุ้นเคย เลยขอไปทำที่โรงพยาบาลรามคำแหงแทน

คุณหมอก็โอเค ขอแค่ทราบว่าใครเป็นคนอ่านผลทดสอบ ซึ่งทราบแล้วก็โอเคค่ะ



ราคาการทำ Sleep Test นี่ก็ควรสอบถามหลายๆที่นะคะ ราคาแต่ละที่ไม่เท่ากัน

โรงพยาบาลกรุงเทพราคารวมเบ็ดเสร็จะอยู่ที่ 16,000 บาท

โรงพยาบาลรามคำแหงอยู่ที่ 12,000 บาท

ต้องนอนค้างที่โรงพยาบาล 1 คืนนะคะ

ต้องรอผลการทดสอบประมาณ 1-2 อาทิตย์ อันนี้ต้องสอบถามให้ดี

ว่าเราจะไปรับผลได้เมื่อไหร่ จะได้วางแผนนัดคุณหมอเพื่อเตรียมการผ่าตัดได้



[อาการของการหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) มีหลายระดับเป็นมากหรือน้อยก็ไม่เท่ากัน

แต่จะสังเกตอาการได้จาก มีอาการมึนศีรษะตอนเช้า รู้สึกง่วงนอนเหมือนนอนไม่อิ่ม

คอแห้งและแสบคอตอนตื่น ปวดหัวตอนเช้า หลับไม่สนิท สะดุ้งตื่นกลางดึกบ่อย

ผลเสียของอาการนี้กระทบต่อคุณภาพชีวิตมากน้อยตามระดับความเป็นนะคะ]




อันที่จริงคุณหมอก็นัดจองห้องผ่าตัดและหอผู้ป่วยไว้เลย คือวันที่ 13 กรกฏาคม

แล้วค่อยไปหาที่ทำ Sleep Test และนัดเอาผลมาให้ดูก่อนผ่าตัดวันนึงเท่านั้น

แต่ระหว่างนั้น น้ำตาลถูกส่งตัวไปตรวจร่างกายเพื่อเตรียมการผ่าตัด

มีรายการพบคุณหมอยาวเหยียด ทั้งเจาะเลือดตรวจประมาณ 10 รายการ

ดูทั้งค่าน้ำตาล ไขมัน ค่าตับ ไต ค่าสารพัด ละเอียดยิบ

หมอเบาหวานก็ตรวจละเอียดมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

สั่งลดน้ำหนัก 10 กิโลเลยทีเดียว สั่งงดทานแป้ง ให้กินไฟเบอร์แทนมื้ออาหาร

ให้ออกกำลังกายอย่างหนัก สารพัด บลาๆๆๆๆ

ไปตรวจวัดค่าคลื่นหัวใจ วัดน้ำหนักตัวแบบแยกไขมัน กล้ามเนื้อ กระดูก

และสั่งห้ามท้องอย่างเด็ดขาด!!!!!!!

กว่าจะตรวจเสร็จคือเพลียค่ะ วิ่งจนหัวหมุนและต้องไปตั้งแต่ 6 โมงเช้าเพื่อเจาะเลือด

และหมอก็นัดดูผลเลือดกับน้ำหนักอีกครั้งก่อนผ่าตัดค่ะ



หลังจากนั้นก็ได้เวลานัดเข้าทำ Sleep Test หลังจากเคลียร์งานเสร็จ 

เพื่อนหมอเคลียร์คิวให้ได้แล้วก็ไปโรงพยาบาลประมาณทุ่มนึง

อาบน้ำสระผมให้เรียบร้อย งดใช้ครีมนวดผม งดดื่มชากาแฟและโค้ก หรืออะไรก็ตามที่มีคาเฟอีน

พักผ่อนให้เพียงพอในคืนก่อนหน้า ห้ามนอนกลางวัน ทานยาประจำตัวตามปกติ

ยกเว้นยาที่แพทย์สั่งงด

พอไปถึงก็เปลี่ยนเป็นชุดคนไข้ของโรงพยาบาลเตรียมตัวนอนให้สบาย

ล้างหน้าแปรงฟันและทาครีมตามปกติ นอนดูทีวีไปพลางๆแต่ห้ามหลับนะคะ

แล้วจะมีเจ้าหน้าที่ควบคุมเครื่องวัดมาติดอุปกรณ์ที่หัวที่หน้าและที่ตัวรวมถึงที่ขา

คือสายยุบยับมาก ติดเป็นหัวเต็มตัว มีสายคาดหน้าอกด้วย

ปกติติดการนอนคว่ำก็นอนไม่ได้ ต้องนอนหงายนะคะคราวนี้ นอนตะแคงก็ลำบาก

ถ้าเครื่องวัดเขยื้อนเจ้าหน้าที่ก็จะเข้ามาจัดปรับแต่ง เรียกว่าเข้าๆออกๆทั้งคืน




พอประมาณตีสอง น้ำตาลก็ถูกปลุกมาใส่เครื่องช่วยหายใจ  CPAP เป็นอุปกรณ์ที่สร้างแรงดัน

ให้อากาศผ่านทางเดินหายใจได้อย่างต่อเนื่อง มีหน้ากากครอบปาก

ต้องหายใจทางปากนะคะ เพราะจมูกนั้นเรียกว่าตันเลยก็ยังได้

หายใจด้วยเครื่องตลอดตั้งแต่ตีสองยันตีห้า เค้าก็เข้ามาถอดสารพัดสิ่งออก

ได้นอนต่ออีกแป๊บนึงก็ตื่นมาสระผมเอาครีมเหนียวๆที่เค้าติดกับเครื่องมือมาแปะหัวออก

เค้าว่ามันเป็นครีมสื่อกระแสไฟฟ้าจากหัวเราเข้าไปที่ตัววัด

มันช่างเหนียวซะนี่กระไร แต่ก็สระออกง่ายไม่ยากค่ะ

แล้วก็แต่งตัวไปทำงาน เพราะมีประชุมตอน 10 โมงเช้าที่เขตกับลูกค้าซะงั้น

แถมไอ้เจ้าที่คาดข้อมือเป็นคนไข้มันก็ฉีกไม่ออก เลยต้องใส่ข้อมือคนไข้ไปประชุมทั้งอย่างนั้น



น้ำตาลรอผลประมาณ 2 สัปดาห์ค่ะ ผลการทำ Sleep Test ก็ออกมา

ยืนยันว่ามีหยุดหายใจขณะหลับจริงในระดับ Mild คือไม่มากนักแต่มี

หมอว่ามันพร้อมจะพัฒนาให้เป็นมากขึ้นได้ ให้ลดน้ำหนักจะช่วยได้

และการเอาทอลซิลกับแก้ไขจมูกที่คดก็น่าจะช่วยได้อย่างมาก

หมอก็แสดงความยินดี.....พรุ่งนี้เจอกันห้องผ่าตัดนะจ๊ะ  จุ๊บุ จุ๊บุ 



เพื่อนขู่ว่าหลังผ่าตัดจะกินอะไรไม่ได้อีกนาน จงกินให้หนำใจซะแต่ตอนนี้

แต่หมอสั่งลดน้ำหนัก.....แม่งเอ้ย ย้อนแย้งกันชิบหาย 55555++


ก่อนผ่าตัดน้ำตาลหาหมอเสร็จกว่าจะได้กินข้าวก็สองทุ่มกะคุณสามี

กินข้างโรงบาลนั่นแหละค่ะแต่ก็จัดหนักเต็มที่ แต่พยายามไม่กินเค็มและรสจัด

กลัวท้องเสีย เดี๋ยวพรุ่งนี้จะผ่าตัดไม่ได้


อ้อ.....อีกนิดค่ะ มีข้อแนะนำจากคุณหมอผ่าตัดที่เชื่อเรื่องวันดีไม่ดีในการผ่าตัด

หมออ้อมแนะนำให้ผ่าวันพุธ หรือ ศุกร์ เท่านั้น

ห้ามผ่าวันอังคารและวันเสาร์  ปัญหามันตามมาเยอะ หมอว่างั้นก็เชื่อค่ะ

โชคดีวันที่หมอนัดผ่าเป็นวันพุธค่ะ


วันรุ่งขึ้นน้ำตาลตื่นสายค่ะ แทนที่จะได้ทานอาหารเช้าก่อนก็ต้องรีบไปโรงพยาบาลเลย

เพราะมีนัดกับหมอวิสัญญีเพื่อประเมินอาการเป็นครั้งสุดท้ายก่อนผ่าตัดเย็นนี้

พอไปถึงก็ 9.30 น.แล้ว หมดสิทธิ์เอาอะไรเข้าปากแล้ว แต่หมอสงสารอนุญาตให้ดื่มน้ำได้

จนถึงเที่ยงค่ะ เลยไปซื้อน้ำมะนาวลิ้นจี่หวานๆทานไปครึ่งแก้ว แล้วทานยาเบาหวานตามปกติ

แล้วก็ไปติดต่อแผนกรับผู้ป่วยในตามที่เราเลือกจองห้องเอาไว้ตั้งแต่ตอนแรก

ห้องที่น้ำตาลเลือกไว้เป็นห้องแบบมาตรฐานค่ะ

ราคาที่นี่ใช้ได้เลยค่ะ เพราะเป็นพรีเมี่ยมคลินิกราคาเลยพรีเมี่ยมตามไปด้วย

คุณหมอประเมินว่าน่าจะต้องนอนที่โณงพยาบาลประมาณ 2 คืนเท่านั้น






พอถึงเวลาเจ้าหน้าที่ก็พาไปที่ห้องพักในหอผู้ป่วยค่ะ

แล้วคุณพยาบาลก็รับช่วงต่ออธิบายการเข้าพักและใช้อุปกรณ์ในห้องพักอย่างไร

เอาเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยนด้วยค่ะ และเห็นสีเล็บที่ทาไว้ที่มือเลยบังคับให้ล้างสีออกให้หมดค่ะ

ถ้ามีทาที่เท้าด้วยก็ต้องล้างออกให้หมดด้วย ดีที่เป็นสีทาเล็บธรรมดาล้างออกได้

ถ้าทาสีเจลไว้คงต้องวิ่งหาร้านถอดออกให้วุ่นแน่นอน

แต่อยากจิบอกว่า น้ำยาล้างสีที่คุณพยาบาลเอามาให้มันแห้งชะมัดเลยค่ะ

ถ้ารู้ว่าต้องล้างสีออกจะได้จัดการมาให้เรียบร้อยตั้งแต่ที่บ้าน

จำไว้นะคะ.....เล็บมือเล็บเท้าต้องล้างสีออกหมดก่อนผ่าตัดนะคะ





คุณพยาบาลแนะนำให้อาบน้ำสระผมเปลี่ยนเสื้อผ้าซะตอนนี้เลยค่ะ

เพราะกว่าจะได้อาบน้ำสระผมอีกทีก็น่าจะอีกหลายวัน น้ำตาลก็เลยจัดการให้เรียบร้อย

อาบน้ำเสร็จคุณพยาบาลก็เข้ามาแทงเข็มน้ำเกลือที่หลังมือ

ดีที่น้ำเกลือมี Dextrose เลยทำให้ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ แต่ก็ต้องนอนนิ่งๆไว้ท้องจะได้ไม่ร้องนัก

ก็เลยขึ้นเตียงเปิดทีวีดูกะว่าจะดูเพลินๆแล้วนอนสักตื่นเอาแรงก่อน


เปิดทีวีมาต๊กกะใจ



มีข้อความต้อนรับ.....อลังการมาก 55555++

เปิดทีวีดูสักพักก็หลับค่ะ คุณสามีก็เลยเดินลงไปหาอะไรทานตอนที่เราหลับ

ตื่นมาลุกไปเข้าห้องน้ำแป๊บเดียวคุณพยาบาลก็เข้ามาเอาตัวลงไปรอที่ห้องผ่าตัดค่ะ

เค้าก็เข็นเอาลงไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ถอดหมดค่ะ ใส่แค่เสื้อคลุมและปลอกขา

นอนรอคุณหมออยู่นานเหมือนกันแอร์ก็เย็น ตื่นเต้นด้วย ปวดฉี่อ่าาาาา

บอกคุณพยาบาลขอไปฉี่ก่อนอีกรอบเพื่อความปลอดภัยระหว่างผ่าตัด

ขึ้นมานอนอีกแป๊บเดียวคุณหมอวิสัญญีก็เดินมาแนะนำตัวและสอบถามอีกนิดหน่อย

ว่าเคยผ่าตัดแบบวางยามาก่อนไหม แพ้ยาอะไรบ้างรึเปล่า





แล้วเค้าก็มาเข็นน้ำตาลเข้าห้องผ่าตัดไป ย้ายเราไปวางบนเตียงผ่าเล็กจิ๊ดเดียว

เค้าก็มีเข็มขัดมารัดไว้ไม่ให้ตกเตียง รอบเตียงมีพยาบาล 4-5 คนรอบเตียง

ช่วงกันถอดนั่นใส่นี่แปะโน่นรุมสารพัดสิ่งที่ทำ วุ่นวายมาก เราก็จะงงๆเบลอๆ

คุณหมอที่จะผ่ายังไม่มาค่ะ พยาบาลว่ากำลังเตรียมตัวเดี๋ยวจะเข้ามา

ส่วนคุณหมอวิสัญญีก็บอกว่าจะเดินยาเข้าเส้นแสบนิดนึงนะค้าบ 

แล้วก็รู้สึกร้อนวูบวาบที่หลัง กำลังร้องบอกหมอว่ารู้สึกร้อนหลังแล้วมันก็วูบดับไปเลยค่ะ




รู้สึกตัวอีกทีก็รู้สึกหายใจไม่สะดวก เหมือนมีอะไรยัดในคอและจมูก

กำลังฮึดฮัดฟึดฟัดอยู่ คุณพยาบาลก็วิ่งเข้ามารุมรอบเตียงพร้อมบอกว่า

ตอนนี้มีก๊อซแพ็คในจมูกให้หายใจทางปากนะคะ ไม่ต้องตกใจ หายใจช้าๆ

มีหน้ากากออกซิเจนครอบอยู่ค่า

แต่มันก็เบลอๆอ่ะค่ะ เบลอแบบงงๆตั้งสติไม่ได้ว่าพยาบาลพูดอะไร รู้แค่ระคายคอ

และอึดอัดหน้ากากออกซิเจนมาก แต่ก็พยายามหายใจทางปากช้าๆตามที่พยาบาลบอก

พอตั้งสติได้ก็กวักมือเรียกพยาบาลแล้วถามว่ากี่โมงแล้ว

จากที่สลบเหมือดแบบปิดสวิชต์ไปตอน 5 โมงมันแว๊บเดียว น่าจะไม่เกินชั่วโมงมั้ง

พยาบาลบอกว่าตอนนี้สองทุ่มครึ่งแล้วค่ะ.....อุ๊แม่เจ้า สามชั่วโมงครึ่ง

ชั้นหายไป 3 ชั่วโมงครึ่งเชียวเรอะ

คุณพยาบาลก็รีบโทรรายงานคุณหมอว่าคนไข้ตื่นแล้วมีสติดี หมอก็ให้เอาขึ้นห้องได้เลย

แล้วเค้าก็เข็นไปที่ห้องค่ะ มันเบลอๆไม่มีแรงจะอะไร เค้าจะยกจับพลิกคว่ำพลิกหงาย

ถอดเสื้อใส่เสื้อปล่อยเค้าทำให้หมด ตอนนี้นอนอึ่งฉึ่งพยายามหายใจให้เป็นปกติสุด



นอนแผ่หมดสภาพ แม่มานั่งรอแต่เย็นก็ว่ารอนานมาก ไม่คิดว่าจะผ่าตัดนานขนาดนี้

แม่รอจนเราขึ้นมานอนดูสบายดีก็กลับบ้านไปค่ะ มีคุณสามีนั่งเฝ้าอยู่ค่ะ

ตอนนั้นรู้สึกปวดฉี่นิดๆ ก็ถามพยาบาลว่าจะลุกไปฉี่ได้ป่าวคะ เค้าว่าห้ามลุกไปไหน

เดี๋ยวจะล้มคว่ำ ถ้าจะฉี่เค้าจะสวนให้ หรือนอนฉี่บนเตียงก็ได้

อิชั้นก็กรีดร้องสิคะ ไม่ปวดแล้วค่าาาาา ไม่ต้องสวนค่าาาาาาา

ก็สะลืมสะลือหลับๆตื่นๆจนประมาณเที่ยงคืนก็รู้สึกปวดฉี่มาก ทนไม่ไหวแล้ว

ก็เลยบอกคุณสามีว่าชั้นจะลุก เอาหน้ากากออกซิเจนออกไปที ดึงปลั๊กน้ำเกลือออกด้วย

ชั้นจะเดินไปเข้าห้องน้ำ ไม่ต้องเรียกพยาบาลนะ เอะอะจะสวนท่าเดียว ไม่เอาเว้ยยย

เค้าว่าสวนมาแล้วในห้องผ่าตัด อันนั้นไม่นับเพราะไม่รู้ตัวไม่ได้สติ

พอมีสติแล้วขอไปฉี่เองนะฮ้าาาา

ก็เลยเดินเกาะเสาน้ำเกลือไปนั่งโถแบบปกติ แต่.....ฉี่ไม่ออกค่า มันต้องเบ่งไม่เบ่งก็ไม่ออก

มิน่าล่ะทำไมพยาบาลเอะอะจะสวนท่าเดียว มันเป็นอย่างนี้นี่เอง

พอจัดการธุระเสร็จซึ่งนานมาก นานจนคุณสามีเปิดเข้ามาดูกลัวล้มสลบในห้องน้ำ




พอเดินกลับมาถึงเตียง ลมมันตีขึ้นเรอเอิ๊กกกกใหญ่ ดีนะที่ไม่ได้กินอะไรเลย ถ้ามีอะไรคงอ้วกหมด

มันยังคงวิงเวียนและมึนไปหมด หิวด้วยแหละ ในจมูกก็แน่นมาก หายใจไม่ค่อยออก

คัดจมูกด้วยเลยไปกันใหญ่ หายใจทางปากได้อย่างเดียว คอก็เริ่มเจ็บแล้ว

หลับทั้งที่มีหน้ากากออกซิเจนครอบทั้งคืน ไม่สบายตัวเลย หลับๆตื่นๆ

พอเช้าก็มีคนเข้ามาเจาะเลือดไปตรวจ วัดความดัน วัดไข้ สารพัดจะทำก็เลยลุกขึ้นขออาบน้ำเอง

แต่พยาบาลห้ามสระผมกลัวก๊อซที่แพ็คจมูกเปียกน้ำ ขอให้อดทนกับผมเหนียวๆ



พอสายหน่อยคุณหมอภูริชก็เข้ามาตรวจ หมอถามว่าหลับดีไหม ฟื้นดีไหม

เมื่อวานผ่าตัดนานกว่าปกติ เพราะกระดูกจมูกมันคดลงไปถึงฐานกระดูกแข็ง

หมอต้องตอกเอากระดูกแข็งออกด้วย ส่วนทอลซิลก็โตมาก โตจนมันลามไปถึงโคนลิ้น

ตัดออกก็เลยแผลใหญ่หน่อยนะ ลิ้นอาจจะเจ็บและชาระยะนึงนะคะ

ฟังแล้วรู้สึกเหมือนเราเป็นมากจริงๆ ทั้งๆที่ตอนแรกคิดว่าเป็นนิดเดียว

หมอก็ขอให้อ้าปากดูแผลในคอ เท่าที่รู้คือทอลซิลนี่คุณหมอใช้เลเซอร์ตัดออกค่ะ

รอยแผลจะมีขอบดำๆไหม้ๆและสะเก็ดเป็นสีขาวที่แผล

ความเจ็บนั้นเหรอคะ.......เคยเป็นแผลในปากกันใช่ไหมคะที่เป็นวงสีขาวๆแบบร้อนในอ่ะค่ะ

แต่อันนี้เป็นวงสีขาวใหญ่เท่าต่อมทอลซิลและความเจ็บก็ขยายใหญ่เท่าขนาดแผลนั่นแหละค่ะ

แปลว่า......เจ็บชิบหาย!!!!!!!


T__________T






อาหารมื้อแรกก็มาค่ะ......มันคือ อาหารเหลวเย็น อันได้แก่

น้ำข้าวต้มเย็น และ น้ำซุปผักเย็น

คุณหมอให้ทานได้แต่อาหารเหลวที่เย็น เพื่อไม่ให้แผลสุกและลดความเจ็บด้วยความเย็น

คนไข้ปกติคือกินไอติมได้ แต่อีนี่เป็นเบาหวานไง เลยกินได้แต่แบบนี้

ถามถึงรสชาตืสิคะ......มันเหี้ยมากกกกกกกกกก!!!!!!!!!!

น้ำตาลกินไปอย่างละ 3 ช้อนถ้วนแล้ววางเลยค่ะ

นอนต่อดีกว่ากู......-___-"


แต่อย่าคิดนะว่ามื้อหน้ามันจะดีขึ้น......มื้อกลางวันมาเสิร์ฟ โอ้โหเหมือนเดิมเป๊ะเลย

เห็นแล้วหน้าเบ้เลย ฝืนกินไปอีก 3 ช้อนถ้วน.....นอนต่อก็ได้

พอตกบ่ายคุณหมอเปิดประตูผางเข้ามาเลยจ้า.....ทำไมไม่กินอาหารคะ

ต้องกินนะคะ ถ้าไม่กินหมอไม่ให้กลับบ้านนะคะ

เอางี้หมออนุญาตให้ทานไอติมได้ต้องกินนะคะ

แล้วหมอเบาหวานก็เข้ามาดูอีกคน พยาบาลเข้ามาเจาะเลือดที่นิ้ววันละกี่รอบไม่รู้

ก่อนอาหารรอบ หลังอาหารรอบ แล้วหมอก็สั่งให้ฉีดอินซูลินแทนกินยา

เพราะขนาดไม่กินอะไรเลย น้ำตาลในเลือดยังสูงปรี๊ดแบบ 180-200 ตลอดเวลา

หมอว่าร่างกายช๊อกจากการผ่าตัดน้ำตาลเลยสูง ต้องฉีดอินซูลินแทน

เอ้า.....นอกจากจิ้มนิ้วแล้วก็มาจิ้มพุงก่อนอาหารทุกมื้ออีก.....พรุนไปทั้งตัวค่ะ





และแล้วคุณสามีก็ลงไปซื้อไอติมให้ ก็ค่อยๆละเลียดกิน ละเลียดกลืน

ปกติไอติมถ้วยแค่นี้ 5 นาทีก็กินหมด......ถ้วยนี้ใช้เวลากิน 1 ชั่วโมงค่ะ

กลืนแต่ละครั้งคือเจ็บคอมาก กลืนติดกัน 3 ครั้งจะเริ่มลามไปเจ็บในหู ต้องหยุดทาน

พักแปร๊บแล้วค่อยทานต่อ.....ทานจะหมดถ้วย พยาบาลเข้ามาดูเห็ฯว่าทานได้หมด

ก็โทรรายงานหมอว่ากินได้ แล้วเจาะนิ้วอีกรอบ ฉีดอินซูลินอีก -____-"

สภาพน้ำข้าวต้มเย็นๆ นี่มาทุกมื้อค่ะ เห็นแล้วอยากจะร้องไห้ ไม่กินดีกว่า

นอนนิ่งๆหลับบ้างตื่นมากเดี๋ยวก็เช้าแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ 

สภาพเวลากินนี้ดูหมดอาลัยตายอยากมาก......คุณสามีอย่างสงสาร






ตื่นมาตอนเช้าแบบสะลึมสะลือ หมอก็มาซะเช้าเชียว ยังไม่ได้ล้างหน้าล้างตาเลย

มาถึงก็กางถุงพลาสติกรอใต้คาง แล้วดึงเชือกผ้าก๊อซที่แพ็คไว้ในจมูก

หมอดึงแรงมากค่ะ พรวดเดียวหลุดออกมาหมดเลย ทั้งเลือดทั้งอะไรต่อมิอะไรหลุดออกมาทั้งหมด

น้ำตาไหลพร้อมกับร้องกรี๊ดเบาๆ เจ็บนี่นา

หมอก็ปลอบไปดึงไป นิดนึงนะคะ เจ็บนิดนะคะ อีกนิดนะคะ พรวด!!!!!

แล้วหมอก็หยอดยารัวๆ เลือดก็หยุดไหลแล้วค่ะ มีซึมๆบ้างเล็กน้อย

ตั้งแต่ผ่าจมูกมาไม่เจ็บเลยค่ะ เจ็บครั้งเดียวตอนหมอดึกก๊อซออก

ความเจ็บและทรมาณยกให้ทอลซิลที่ตัดออกทั้งหมดเลยค่ะ



แล้วน้ำตาลก็ได้กลับบ้านวันนี้ค่ะ รอให้โรงพยาบาลเคลียร์กับบริษัทประกันเรื่องค่าใช้จ่าย

ระหว่างนี้น้ำตาลก็อาบน้ำสระผมอย่างสบายใจ ได้สระผมแล้วเว้ยเฮ้ย

พร้อมกับพยายามกล้ำกลืนฝืนกินน้ำข้าวต้มเย็นๆต่อไป.....ทรมาณชิบ

แล้วทุกอย่างก็เรียบร้อยค่าใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 68,000 บาท

ซึ่งประกันสุขภาพคุ้มครองให้ที่ 55,000 บาท น้ำตาลก็จ่ายเพิ่มเพียง 13,000 บาทค่ะ

จากสองแสนเหลือหมื่นสาม อะไรจะดีไปกว่านี้อีกค้าาาาาาาาา

คุณพยาบาลเตรียมยาที่ต้องกลับไปกินต่ออีกถุงใหญ่มาก มีทั้งน้ำยาบ้วนปาก น้ำเกลือล้างจมูก

หิ้วกลับบ้านกันตัวเอียงเลยค่ะ ช่วงนี้เราจะอ่อนแอกว่าปกตินะคะ

เพิ่งผ่าตัดและกินอาหารไม่ได้ รวมทั้งเอาทอลซิลออกด้วย ต้องระวังติดเชื้อจากภายนอกด้วย

คุณหมอแนะนำให้ใส่หน้ากากอนามัยเวลาออกนอกบ้านเสมอค่ะ



กลับถึงบ้านแล้วแต่มันยังไม่จบค่า 

ปัญหาเรื่องการกินนี่คือเรื่องใหญ่มาก ห้ามกินของร้อน ต้องกินของเหลวเย็น

แม่ก็เลยเตรียมโจ๊กเย็นๆไว้ให้.....ชีวิต!!!!

ขอเหอะแม่โจ๊กอุณหภูมิห้องก็ยังดี อย่าถึงขนาดเย็นเลยมันกลืนยากจริงๆ

เคยเห็นคนนั่งบี้ข้าวในโจ๊กให้เละก่อนเอาเข้าปากไหมคะ ต้องเละมากๆข้าวห้ามเป็นเม็ดเลยทีเดียว

โจ๊ก 1 ถุง กินได้ 6 มื้อ 2 วัน......ใช้เวลากินมื้อละ 1 ชั่วโมง

กลืนไปร้องไห้ไป แล้วก็ต้องหยุดพักเป็นระยะเพราะเวลากลืนติดๆกันมันเจ็บหูมากต้องพักค่ะ

เวลาทานยาก็เจ็บค่ะ เพราะเป็นยาเม็ด ยาไหนเป็นแบบน้ำได้ก็กินเหอะค่ะมันเจ็บน้อยกว่า

แล้วยาฆ่าเชื้อที่คุณหมอจ่ายให้ side effect มันมีผลกับน้ำตาลมากค่ะ

คือทานแล้วท้องเสีย......ขี้แตกทั้งๆที่ไม่มีอะไรจะออก ปวดท้องชิหาย

5 วันแรกน้ำหนักลดลงวันละ 1 กิโลกรัมเลยค่ะ ผอมโทรมมากกกกกก



แล้วน้ำตาลก็คิดว่าจะต้องไปทำงานวันพุธนี้แล้ว นี่วันจันทร์แล้วยังกินอะไรไม่ได้สักอย่าง

เดินยังลอยๆไม่มีแรงเลย จะไปทำงานได้ไงวะเนี่ยกรู

ตั้งสติแล้วคิด กินอะไรที่เหลวเย็นและมีแรงที่ไม่ใช่ไอติม

คำตอบออกมาเป็น "สปอนเซอร์" ค่ะ  555++

น้ำตาลให้คุณสามีไปซื้อมาให้ทานวันละกระป๋องตอนเช้า กระป๋องนึงค่อยๆดูด

ค่อยๆกลืน พอเจ็บก็หยุดพักหายเจ็บก็กลืนต่อ กระป๋องนึงกินเช้าเสร็จเอาเที่ยงวันค่ะ

สปีดการกินระดับหอยทากท้องแก่

ตอนกลางวันก็ให้พี่แม่บ้านลวกไข่แบบเหลวๆ 2 ฟอง ค่อยๆทานพอทานได้ค่ะ มันลื่นๆดี

ลิ้นตอนช่วงนี้คือเพี้ยนหมด ทุกอย่างเค็มจัด หวานจัด กินได้แต่อะไรที่จืดสนิทเท่านั้น


วันพุธก็ออกไปทำงานเพราะมีประชุมกับลูกค้า ก็ใส่หน้ากากอนามัยแปะหน้าไว้ตลอดเลย

พูดในที่ประชุมก็ต้องค่อยๆพูดมันเจ็บไปหมด ไม่ไปก็ไม่ได้.....โถชีวิต

พฤหัสกับศุกร์ไม่ไหวจริงๆขอนอนค่ะ เจอกันอีกทีวันจันทร์เลยแล้วกัน 

ระหว่างที่ออกไปนอนบ้านก็ใส่ผ้าปิดปากเกือบตลอดเวลา ไม่ได้กลัวแพร่เชื้อ

แต่กลัวติดเชื้อจากคนอื่นซะมากกว่าค่ะ 

พูดมากก็ไม่ได้เจ็บลิ้นเจ็บคอ กลืนน้ำลายก็เจ็บคอ ไม่ต้องพูดถึงไอและจาม

รวมถึงการหาวด้วย......หาวทีน้ำตาร่วงค่ะ

จามทีนี่ก็น้ำตาร่วงเหมือนกัน บางคนถึงขนาดแผลแตก แต่ของน้ำตาลไม่เป็นอะไรค่ะ

เวลานอนถ้านอนหงายราบๆก็เจ็บลามไปที่หู ต้องนอนหัวสูงนิดนึงดีขึ้นเยอะค่ะ

นอนคว่ำแบบที่ชอบก็ไม่ได้เดี๋ยวแผลในจมูกแตกอีก...สารพัดจะทรมาณ



เรื่องของอาหารการกินช่วงแรกๆนี่ต้องทานอาหารเหลวเย็นเท่านั้น

คนปกติก็ฟาดแต่ไอติมได้ตามสบายเลยค่ะ แต่นี่เป็นเบาหวานไงคะ

ก็ต้องคุมอาหาร ระวังเรื่องน้ำตาลด้วย ยิ่งผ่าตัดใหม่ๆร่างกายช๊อกอยู่น้ำตาลพุ่งปรี๊ด

จนต้องฉีดอินซูลินช่วยในช่วงแรก ตอนพักฟื้นเลยต้องระวังเรื่องอาหารมากขึ้น


แต่อย่างว่าค่ะ....กินได้น้อยมาก น้อยจนแบบกินไอติมได้แค่มื้อละ 3 คำก็เก่งแล้ว

ผอมจนหน้าจ๋อยมาก คุณยายเริ่มเป็นกังวลเพราะเห็นทานไม่ได้เลย

แม่เรียกกินข้าวทีไรน้ำตาก็ไหล ร้องไห้ไม่อยากกินข้าว.....ซะงั้น


ระยะเวลาช่วงที่เจ็บมากแบบนี้กินเวลาประมาณ 2 อาทิตย์ค่ะ

หลังจากนี้ก็สบายแล้วค่ะ หายเจ็บแล้ว

อาหารในช่วงแรกนี้สิ่งที่ดีสุดคือไข่ลวกเหลวๆค่ะ มันลื่นกลืนง่าย และโปรตีนสูง ไม่มีน้ำตาล

กินมื้อละ 2 ฟองเลยค่ะ ช่วงนี้ลืมๆเรื่องคลอเรสเตอรอลไปก่อนนะคะ




อีกเมนูที่แม่ทำให้แล้วดี.....คือขาหมูพะโล้ค่ะ 

เอาเฉพาะน้ำพะโล้กับหนังหมูมาแช่เย็นจนเป็นวุ้นเจลาตินดึ๋งๆแบบนี้ มันเป็นเยลลี่ลื่นๆ

อร่อยและกลืนง่ายมาก.....เมนูนี้ช่วยชีวิตน้ำตาลไว้เลยค่ะ


ช่วงแรกของการพักฟิ้นน้ำหนักลดเร็วมากๆค่ะ ผอม โทรม และ ไม่มีแรง

กางเกงทุกตัวคือหลวมโพรก หลวมหลุดตูดเลยค่ะ





คุณหมอจะนัดเราไปดูอาการทุกสัปดาห์ในช่วงแรกๆค่ะ คอค่อยๆดีขึ้น

แต่จมูกนี่สิ น้ำตาลล้างจมูกไม่เป็นมันเป็นมีน้ำมูกจับก้อนแข็งอัดแน่นในจมูก

หมอเลยจับสอนให้ล้างจมูกจนล้างเป็นเรียบร้อย อาการในจมูกก็ดีขึ้นเรื่อยๆ

พอครบสองสัปดาห์ก็ขอให้หมอตัดไหมละลายในจมูกออกค่ะ มันห้อยร่องแร่งน่ารำคาญ

และน้ำตาลก็เป็นหวัดค่ะ ไม่รู้ติดจากไหน อาจจะเป็นเพราะร่างการอ่อนแออยู่แล้ว

โดนฝนนิดหน่อยก็ติดเชื้อไวรัสได้ง่าย



ถึงตัดทอลซิลออกไปแล้ว เวลาเป็นหวัดก็ยังรู้สึกแสบคอได้เหมือนเดิม

แต่ก็ไม่ได้เจ็บมากเหมือนที่เคยค่ะ ก็ต้องกลับไปหาคุณหมอเจ้าเก่าเวลาเดิม

ได้ยามาอีกกำ.....กินยาจนเหนื่อยค่ะ

และเป็นหวัดครั้งนึงยาวถึง 2 สัปดาห์กว่าจะหาย แถมหายแล้วก็เป็นต่ออีกรอบ

เจอหน้าหมอจนหมอเบื่อกันไปข้างเลยค่ะ ไม่ต้องพูดเรื่องสภาพร่างกายนะคะ

ผอมแต่โทรมไม่สวยเลยค่ะ แต่พอหลังจากหายเจ็บเริ่มทานอาหารได้

น้ำตาลก็ทานอาหารปกติเลยนะคะ แค่ระวังไม่ให้อาหารร้อนจัดเท่านั้นเอง



สรุปข้อแนะนำสำหรับคนที่คิดจะผ่าทอลซิลนะคะ


1. หา Second Opinion จากคุณหมอโรงพยาบาลอื่นประกอบด้วยจะดีมาก

2. สอบถามค่ารักษาพยาบาลและโทรเช็คความคุ้มครอบจากบริษัทประกันที่มีกรมธรรม์อยู่

3. เตรียมร่างกายให้แข็งแรงช่วงก่อนการผ่าตัด ถ้าลดน้ำหนักลงได้บ้างก็ดี

4. ก่อนการผ่าตัดสาวๆที่ทาเล็บล้างสีเล็บออกให้หมดทั้งมือและเท้า

5. ไม่ต้องกลัวว่าระหว่างผ่าตัดจะเจ็บ มันคือการหลับเต็มตื่นทอเต็มผืนมาก

6. ความเจ็บมักจะมาหลังจากที่เรารู้สึกตัวเสมอ

7. ช่วง 2 สัปดาห์แรกทานได้แต่ของเหลวเย็นนะคะ ไอติมคือคำตอบ

8. สำหรับคนเป็นเบาหวาน การพักฟื้นจะ Complicated มากกว่าคนปกติ

9. การฉีดอินซูลินเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการกินยาเบาหวาน ฉีดยาไม่เจ็บเท่าการกลืนยา

10. เจ็บคอมักจะลามไปเจ็บหู เมื่อเจ็บหูให้อ้าปากกว้างที่สุดเท่าที่ทำได้จะหายเจ็บเร็วขึ้น

11. หลังทานอาหารให้แปรงฟันและบ้วนปากด้วยน้ำยาที่คุณหมอจัดให้ อย่าใช้น้ำยาบ้วนปากทั่วไป

12. ไอและจามและหาวได้ปกติค่ะ แม้จะเจ็บหน่อยแต่ไม่ต้องกลัวแผลแตก

13. หลังผ่าตัด 2 สัปดาห์ออกนอกบ้านต้องใส่ผ้าปิดปากจมูกตลอดเวลานะคะ

14. แม้จะตัดทอลซิลออกแล้ว ถ้าเป็นหวัดก็ยังแสบคอได้เหมือนเดิม แต่ไม่มากเท่าทอลซิลอักเสบ

15. ขอให้ทุกท่านที่ต้องผ่าตัดโชคดีและผ่านพ้นทุกอย่างไปด้วยดี



ปล. พยาบาลที่ตึกสมเด็จพระเทพฯแหล่มมาก สวยน่ารักทุกคนค่ะ



Create Date : 26 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2559 15:11:02 น.
Counter : 871 Pageviews.

1 comments
  
สวัสดีนะจ้ะ เราแวะมาทักทาย สักคิ้ว 6 มิติ ลบรอยสักคิ้วด้วยเลเซอร์ ลบรอยสักคิ้ว Eyebrow Tattoo Removal เพ้นท์คิ้วลายเส้น เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ
ให้ใจหายใจ สุขภาพ วิธีลดความอ้วน การดูแลสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกาย สุขภาพผู้หญิง สุขภาพผู้ชาย สุขภาพจิต โรคและการป้องกัน สมุนไพรไทย ผู้หญิง ศัลยกรรม ความสวยความงาม แม่ตั้งครรภ์ สุขภาพแม่ตั้งครรภ์ พัฒนาการตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์ อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ โรคขณะตั้งครรภ์ การคลอด หลังคลอด การออกกำลังกาย ทารกแรกเกิด สุขภาพทารกแรกเกิด ผิวทารกแรกเกิด การพัฒนาการของเด็กแรกเกิด การดูแลทารกแรกเกิด โรคและวัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิด เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาหารสำหรับทารก เด็กโต สุขภาพเด็ก ผิวเด็ก การพัฒนาการเด็ก การดูแลเด็ก โรคและวัคซีนเด็ก อาหารสำหรับเด็ก การเล่นและการเรียนรู้ ครอบครัว ชีวิตครอบครัว ปัญหาภายในครอบครัว ความเชื่อ คนโบราณ
โดย: nokyungnakaa วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:17:39:02 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13



bemynails
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 66 คน [?]



ผู้หญิงธรรมดาที่ชอบช๊อปปิ้ง แต่งหน้า เพื่อความสุขเล็กน้อยๆของตัวเอง ในโลกการทำงานที่ผู้ชายเป็นใหญ่
งานออกแบบเป็นชีวิต....ก็ขอออกแบบชีวิตประจำวันด้วยสีสันบ้าง....

เพราะผู้หญิงก็ยังเป็นผู้หญิงวันยังค่ำ.... ^_^


ไม่อนุญาตให้ใช้ข้อมูลหรือชื่อ bemynails ในการนำไปอ้างอิงเพื่อขายสินค้าใดๆค่ะ


แอดเป็นเพื่อนกันใน facebook ได้ค่ะ

bemynails