มกราคม 2562

 
 
1
2
3
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
The Best of 2018 : ต้อนรับปีใหม่รวมรีวิว Item เด็ดๆของปีที่ผ่านมา



 บล็อกรวบรวมของเด็ดในปีที่ผ่านมาก็ยังจำเป็นต้องเขียนเนอะ

นี่ก็ร้างราห่างหายจากการอัพบล็อกไปนานมาก แทบจะไม่ได้เขียนเลย

บางคนก็คิดว่าน้ำตาลเลิกเป็นบล็อกเกอร์ไปแล้ว

หน้าที่การงานในชีวิตแทบจะดึงเอาเวลาและพลังงานไปจนหมด

คนที่เขียนบล็อกเป็นงานอดิเรกอย่างนี้เลยแผ่วลงไปอย่างชัดเจน


ปีนี้ยังทำงานที่เดิม หน้าที่การงานเหมือนเดิม คือ ยุ่งมาก ถึง มากที่สุด

ความเครียดและการกดดันดัวเองก็ยังเป็นเหมือนเดิม แต่ดีขึ้นแล้วค่ะ

เมื่อกลางปีอาการหนักมาก ส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างรุนแรง

เล่นเอาซะ.....เยินเชียว 5555

และปีที่ผ่านมานี้ก็เดินทางเยอะและไกลแบบที่ไม่ได้คาดคิดว่าจะได้ไป

ถือเป็นประสบการณ์ดีๆที่เป็นรางวัลให้แก่ความเหนื่อยยากทั้งหลายที่ผ่านมา

เอาล่ะค่ะ มาเริ่มกันกับ Item เด็ดๆตัวแรกที่น้ำตาลเลือกมา

Item เด็ดๆของปีนี้เลือกโดยใช้ความชอบและการหยิบใช้บ่อยเป็นหลักค่ะ

บางอย่างก็เป็นของที่ทางแบรนด์ให้มา แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นของที่ซื้อใช้เองซะมากกว่าค่ะ



เริ่มต้นที่น้ำหอมสุดโปรดของปีนี้

Diptyque : DOSON

น้ำหอมดิบทีคกลิ่นดูซอง แบรนด์น้ำหอมสัญชาติฝรั่งเศส แต่กลิ่นเจือความเป็นเอเชียค่ะ

แบรนด์นี้เค้าชอบมีสตอรี่ของกลิ่น อย่างกลิ่นนี้ที่น้ำตาลชอบ ออกเสียงว่า ดูซอง

เป็นกลิ่นที่คุณแม่เจ้าของแบรนด์ชอบมากนั่นคือ Tuberose เจือกับกลิ่นไอทะเลแถบอินโดไชน่า

หรือทะเลแถบเวียดนาม ที่เจ้าของแบรนด์อาศัยอยู่ตอนเป็นเด็ก ทำให้เค้าระลึกถึงบรรยากาศ

ยามเป็นเด็กและคุณแม่ของเค้า

กลิ่นมันก็จะอ่อนหวาน อบอุ่น หอมแบบดอกไม้ขาวอ่อนๆ

อวลด้วยกลิ่นสดชื่นแบบเอเชีย ปนกลิ่นกำยานเบาๆ

ใส่แล้วจะมีคนทักว่าหอมอบอุ่นเหมือนอยู่กับแม่......กลิ่นมันจะป้าแก่หน่อยๆ 555

เอาเหอะ....กลิ่นแบบนี้แหละที่น้ำตาลชอบ มีความ Vintage นิดๆ Floral หน่อยๆ

ความติดทนของน้ำหอมยี่ห้อนี้คือยาวนานมากๆ การกระจายตัวดี

ฉีดอย่าเยอะ ไม่ควรเกิน 5 สเปรย์ มากกว่านั้นลมจะใส่เอา

ราคาไม่น่ารัก แพงกว่า Jo Malone แต่พอดีว่าไปได้มาจากสนามบิน JFK ราคาเลยถูกลงไปอีก







มาถึงตัวทำความสะอาดผิวบ้างค่ะ 

MizuMi : Eye & Lip Aqua Touch Remover

ปกติชีวิตประจำวันปีที่ผ่านมานี้แทบจะไม่ได้แต่งตาเลยค่ะ แต่งหน้าน้อยมากๆ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่แต่งเลย หลังจากแต่งหน้าการทำความสะอาดก็เป็นเรื่องสำคัญ

น้ำตาจะใช้ Eye & Lip Remover แปะทิ้งไว้สักครู่แล้วเช็ดออก

เมคอัพที่ตาก็หลุดออกง่ายๆ ไม่ต้องขยี้หรือถูให้เกิดริ้วรอยง่ายๆ

ถึงจะไม่แต่งตาแต่ก็ทาปาก ยิ่งพวกลิปโคตรแมตติดทนนานนี่หลุดยากก็ล้างยากตามไปด้วย

ก็ใช้ไอ้นี่แหละ แปะแล้วเช็ดๆๆ ถูหน่อยก็ได้ปากไม่เหี่ยวง่ายเหมือนรอบดวงตา

ที่ชอบเพราะมันไม่แสบตาแสบปาก เช็ดง่ายออกเกลี้ยงและราคาถูกหาซื้อง่าย

แค่นี้แหละที่ต้องการ






บาล์มล้างหน้าเพื่อให้ผิวสะอาดจริงๆ ขอยกให้สิ่งนี้ค่ะ

BANILA CO : Clean It Zero

Cleansing Balm เนื้อบาล์มที่นวดแล้วเป็นน้ำมันล้างออกเป็นน้ำนม

มีให้เลือก 3 สูตร สีฟ้าสำหรับผิวมัน สีชมพูผิวธรรมดา สีเหลืองผิวแห้ง

น้ำตาลเลือกใช้สีชมพูผิวธรรมดาค่ะ ในกระปุกมีพายตักพร้อม ตักบาล์มแล้วนวดลงบนผิวแห้ง

จะกลายเป็นน้ำมัน ล้างพวกเครื่องสำอางกันน้ำ อย่างพวกกันแดดทั้งหลายได้ดีทีเดียว

ลดการอุดตันของผิวได้ดี ล้างด้วยน้ำเปล่าจะละลายกลายเป็นน้ำนม ล้างออกง่ายมาก

จะล้างสบู่อ่อนๆซ้ำก็ได้ หรือจะแค่นี้พอก็ไม่ผิด

กระปุกขนาดกลางใช้ได้นาน 2-3 เดือนเลยค่ะ ราคาประมาณ 800 บาทมั้งจำไม่ได้แน่ๆ

แต่ถ้าซื้อเกาหลีน่าจะถูกกว่านี้ แต่นี่ กทม.มีขายแล้ว หาซื้อง่ายกว่าเดิมเยอะเลย






สบู่อ่อนๆล้างหน้าใช้ได้ทั้งเช้าและเย็นอันนี้เลยค่ะ

fresh : Soy Face Cleanser

เจลล้างหน้าถั่วเหลืองของ fresh กลิ่นอ่อนๆ ล้างแล้วไม่ค่อยมีฟองแต่สะอาดและอ่อนโยนมาก

วันไหนไม่แต่งหน้าไม่ทากันแดดก็เอาอันนี้ล้างอย่างเดียวได้เลย

แต่ถ้าแต่งหน้าก็นวด Cleansing Balm หรือ Cleansing Oil ก่อนก็จะดี

แต่ถ้าไม่ได้แต่งหน้ามาก เอานวดบนหน้าแห้งก็ล้างเครื่องสำอางได้เหมือนกัน

ที่ชอบเพราะมันอ่อนโยนมาก ล้างแล้วหน้าไม่แห้งตึง เอาผสมกับโคลนล้างหน้าก็ล้างได้สะอาดขึ้น

เอาเป็นว่ามันดีและสารพัดประโยชน์มาก

ราคาอาจจะไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่ แต่หลอดเบ้งนี้ใช้นานจนลืม

หน้าตาหลอดที่ใช้อยู่เป็น ลิมิเต็ด อิดิชั่น ที่ออกมาสักพัก หลอดปกติจะสีขาวเรียบๆ

เอาจริงๆก็ชอบหลอดธรรมดาหน้าตาสีขาวเรียบๆมากกว่า เวลาวางในห้องน้ำดูสวยกว่า 55+






มาถึงแชมพู สำหรับคนที่หนังศีรษะมัน ผมร่วงง่ายบ้าง

LUSH : BIG Sea Salt Shampoo

แชมพูเกลือทะเล เกลือมาเป็นเม็ดๆเลยค่ะ ฟองเยอะมากๆ เวลาใช้ก็ควักเอา

ทำผมให้เปียกชุ่มๆ แล้วนวดลงบนหนังศีรษะ เติมน้ำนิดหน่อยและนวดขยี้จนเม็ดเกลือละลาย

แล้วราดน้ำเบาๆ ขยี้ต่อจนฟองฟอดแล้วค่อยล้างออก 

หนังศีรษะจะสะอาด ไม่คัน ไม่แสบ มันช้าลง และไม่เป็นผื่นค้นอีก ผมก็ร่วงน้อยลง

แชมพูแบบนี้มันประหลาดหน่อย แต่ก็ดีมากๆ ผมหอม นุ่มลื่น หนังศีรษะสะอาด

กระปุกนึกเกือบพันบาท แพงไปหน่อย แต่ใช้ได้นาน เพราะอาทิตย์นึงใช้สัก 2 หนก็พอค่ะ

วันอื่นๆก็ใช้แชมพูปกติอะไรก็ได้ 






มาส์กหน้าตัวโปรดของปีนี้

fresh : Lotus Youth Preserve Rescue Mask

เป็นมาส์กตัวล่าสุดจากแบรนด์โปรดที่ออกมาใหม่ ตัวมาส์กมีเม็ดสครับด้วยค่ะ

เป็นเม็ดบัวป่นๆ และส่วนผสมของสาหร่าย ช่วยฟืนฟูผิวได้ดีมากๆ

ช่วงต้นปีมานอนริมทะเล อาบแดดจนหน้าไหม้ ไหม้จริงๆ กลับไปบ้านเอามาส์กโปะและขัดวนเบาๆ

ทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วล้างออก ทำติดต่อกัน 2-3 วัน ผิวก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ตอนนี้ก็ใช้ต่อเนื่องค่ะ อาทิตย์ละครั้งก็พอ มันช่วยขจัดเซลล์ตายและฟื้นฟูผิวใหม่

ทำให้ผิวดีขึ้น ทาครีมบำรุงอะไรก็ซึมดีขึ้น รักเลย นี่เหลือแค่ครึ่งกระปุก กระปุกใหม่ก็มารอแล้วค่ะ

กลิ่นมันไม่ค่อยหอมเท่าไหร่ ออกแนวธรรมชาติ กลิ่นเขียวๆดินๆหน่อย แต่มันดีจริง

ราคาก็ตามประสาเฟรชกระปุกใหญ่ 100 ml. 2700 บาท







พรีเซรั่มเตรียมผิวก่อนการบำรุง ใช้มาหลายอย่างมากปีนี้ แต่ขวดนี้คือที่สุดที่ชอบ

fresh : : Black Tea Kombucha Facial Treatment Essence

น้ำตบชาดำขวดที่ใช่อยู่เป็นขวดที่ 2 แล้วค่ะ ขวดแรกหมดไปนานล่ะ

สารสะกัดจาก black tea เค้าว่ามันช่วยในเรื่องของการชะลอริ้วรอย Anti-Aging

ก็ไม่รู้ว่าจริงรึเปล่า แต่ที่สังเกตได้ชัดคือ ผิวแน่นขึ้น ชุ่มชื่นขึ้น 

เวลาอดนอนหรือเหนื่อยหรือเยิน มันจะช่วยให้ผิวฟูและดูไม่ร่วงโรยนัก

ตบๆๆลูบเลยลงมาถึงคอและหน้าอก แล้วทำให้เวลาทาสกินแคร์อื่นลงไปมันซึมดีขึ้น

ทาแล้วสบายผิวดีด้วยค่ะ ขวดใหญ่ 150 ml. 2900 บาท ที่เมกาขายประมาณ 2000 บาท

นี่เลยขนมาหลายขวด หนักชิบเป๋ง 55555+++





ต่อด้วยเซรั่มบำรุงผิวที่ชอบมากมีหลายตัว ตัวแรกคือสิ่งนี้ค่ะ

CLARINS : Hydra Essentiel Intensive Moisture Quenching Bi-Phase Serum

เซรั่มให้ความชุ่มชื้นตัวนี้ไม่ได้ตั้งใจจะลองเลย พอดีว่าได้มาจากเพื่อน

ก็เอามาลองใช้เล่นๆดู ดีกว่าเก็บไว้จนหมดอายุ

ตัวเนื้อเซรั่มจะแยกเป็นสองชั้นน้ำมันกับน้ำอย่างเห็นชัด เวลาใช้ต้องเขย่าให้เข้ากัน

ก่อนปั๊มออกมา ใช้แค่ปั๊มเดียวก็ทาได้ทั่วหน้าแล้ว

พอลองใช้สักพัก.....เห้ยยย....มันดีว่ะ

เซรั่มซึมเร็วมาก กลิ่นหอมอ่อนๆ ทำให้ผิวชุ่มชื่นโดยไม่ทำให้ผิวมัน

ผิวแข็งแรงขึ้น แน่นขึ้น แม้เวลาที่นอนน้อยผิวจะเยินมันจะแห้งๆเหี่ยวๆ

ใช้เซรั่มแล้วช่วยได้มาก ผิวจะดูสุขภาพดี อิ่มฟู เหมือนนอนครบ 6 ชั่วโมง

ใช้หมดไปแล้วขวดนึง นี่ต่อขวดที่สองแล้ว คิดว่าคงใช้ไปเรื่อยๆ

ราคาก็ไม่แรงมาก ถ้าสอย duty free ขวดนี้ก็สอย duty free มาค่ะ






เซรั่มตัวที่สอง อันที่จริงก็เป็นตัวโปรดที่ใช้ประจำ

CLARINS : Double Serum

ก็เซรั่มตัวเดิมนี่นา จะมาอวยอะไรกันซ้ำซาก 5555++

เออ.....เราตุนไว้เยอะมาก จนวันที่ของที่ตุนหมดเลยพบว่า เค้าเปลี่ยนสูตรเว้ย

ตอนแรกก็คิดนะว่าจะใช้ต่อดีไหม หรือเปลี่ยนสูตรก็เปลี่ยนไปเลย

นี่ก็นิสัยคนแก่ ติดกับของใช้เดิมๆไม่ชอบเปลี่ยนใช้ของใหม่

ก็ตัดสินใจที่จะใช้ต่อแม้เค้าจะเปลี่ยนสูตร แต่อันนี้สอยมากจาก Duty Free

ที่สนามบิน JFK เลยไม่ค่อยมั่นใจว่ามันจะเหมือนกันที่ขายในไทยไหม

แต่คิดว่าไม่น่าจะแตกต่างกัน

เท่าที่ลองใช้สูตรใหม่มาครึ่งขวดแล้วนั้น พบว่ามันดีกว่าเดิมอ่ะ ซึมง่ายขึ้น

มีความเป็นน้ำมันมากขึ้น บางคืนแทบจะลงเดี่ยวๆได้เลย แบบขี้เกียจใช้ Night Cream อีกตัว

มีอย่างเดียวจริงๆที่ชอบสูตรเก่ามากกว่าคือ กลิ่นค่ะ ชอบกลิ่นแบบเก่ามากกว่า

แต่กลิ่นสูตรใหม่ก็ไม่ได้เหม็นอะไร ติดจะมีกลิ่นแบบ Earth มากกว่า Floral แบบเก่า

ราคาซื้อแบบแพคคู่ใน duty free ถูกกว่าเยอะเลยค่ะ

เอาเป็นว่ายังคงใช้ต่อไปและเป็นเซรั่มตัวโปรดเหมือนเดิมแม้จะเปลี่ยนสูตรค่ะ





เซรั่มตัวที่สาม ที่หวนกลับมาใช้ หลังจากเลิกใช้ไปนาน

Estee Lauder : Advance Night Repair

เซรั่มฟื้นฟูผิวในตำนาน แต่ก่อนก็เคยใช้หมดไปหลายขวดแล้วก็เลิกไป

ตอนนี้ไปเอากลับมาใช้ใหม่ หลังจากคิดว่าเราต้องมีตัวช่วยเรื่องริ้วรอยมากกว่าเดิม

ปีนี้ก็ใกล้เลขสี่เข้าไปทุกที ลำพังแค่สกินแคร์ที่ใช้อยู่ คิดเอาเองว่ามันไม่พอ

ช่วงที่ไปอเมริกา เดินทางโหดมาก เรื่องการพักผ่อนนี่เข้าขั้นเลวร้าย

ในกระเป๋ามี ANR ขวดจิ๋วติดตัวอยู่ ก็ทาวนไปค่ะ ทามันทั้งเช้าทั้งเย็น ผิวที่ดูเหี่ยวๆมันก็ดีขึ้น

ทีนี้ตอนขากลับก็ลืมมันเสียสนิท มานึกขึ้นได้ตอนทริปไต้หวัน สอยแพ็คคู่ขวดใหญ่มาในราคาคุ้มค่า

ก็เลยได้ใช้ต่อแบบสบายใจ และสบายกระเป๋า

ข้อดีของเซรั่มตัวนี้คือซึมเร็วไม่เหนียว ไม่ทำให้ลงตัวอื่นตามไม่ได้ และไม่ทำให้หน้ามัน

เท่าที่ใช้มาผิวก็กระชับขึ้นแน่นขึ้น รู้สึกดีเวลาตื่นนอน แม้จะนอนไม่พอก็ตาม

ราคาก็ไม่น่ารักเท่าไหร่ แต่ถ้าสอยจาก duty free แพ็คคู่ก็ยังพอไหวค่ะ

คนเราจะหนีพ้นความขราไปมิได้ แต่เราชะลอได้ค่ะ.....อิอิอิ





ต่อด้วย Night Cream สุดโปรด แม้จะทาบ้างไม่ทาบ้างก็ตาม

fresh : Lotus Youth Preserve Face Cream

เป็นครีมสารพัดประโยชน์สำหรับน้ำตาล เวลาหน้าเยิน โบกเข้าไป ตื่นเช้ามาหน้าใสกิ๊ง

มันช่วยซ่อมแซมให้ผิวเยินๆกลับสู่สภาพปกติ เนื้อครีมไม่หนัก ซึมง่าย

แต่กลิ่นมันจะดินๆหน่อย ทาบ่อยๆจะชินไปเอง 555++

กระปุกแรกก็กำลังจะหมดแล้ว คต่อกระปุกที่สองค่ะ

ราคาก็ไม่ได้แรงมาก สองพันกว่ายาทใช้นานลืมไปเลย น้ำตาลทาเฉพาะตอนกลางคืนค่ะ




ตอนกลางวันก็ใช้แต่ Day Cream ตัวนี้ล่ะค่ะ

CLARINS : Extra Firming Day

เดย์ครีมตัวเดียวที่ใช้ติดต่อกันมายาวนานเกิน 5 ปีแน่ๆ จนตอนนี้เค้าเปลี่ยนสูตรไปแล้ว

ที่ใช้อยู่ยังเป็นสูตรเก่ากระปุกสุดท้ายแล้วค่ะ กระปุกหน้าคงจะเป็นสูตรใหม่แล้ว

เดี๋ยวจะมาบอกว่าจะยังชอบเหมือนเดิมไหมนะคะ

ครีมกลางวันกระปุกนี้ที่ชอบเพราะมันทำให้ผิวชุ่มชื่นและไม่มันเพิ่มขึ้น

ทำให้ผิวแน่นขึ้น ช่วยเรื่องริ้วรอยระยะแรกเริ่ม ถึงตอนนี้น้ำตาลยังไม่มีก็ตาม

นี่ก็คิดเอาเองว่า ใช้ไปเรื่อยๆไม่ให้ริ้วรอยมันเกิดเลยก็จะดี 5555

ราคาก็ไม่น่ารักเท่าไหร่ อีกแล้ว ใช้วิธีซื้อจาก duty free ถูกสุดค่ะ







ลิปบาล์มที่ชอบที่สุดในจักรวาล

fresh : SUGAR Lip Caramel

ลิปบาล์มสุดโปรดที่ซื้อแล้วซื้ออีก ซื้อมันอยู่นั่นแหละ วางไว้ทั่วทุกที่

ในกระเป๋าถือ โต๊ะเครื่องแป้ง โต๊ะทำงาน หัวเตียง

ชอบตรงที่มันไม่เหนียวจนเกินไป ทาง่าย ใช้ง่าย กลิ่นดีมาก ปากนุ่มชุ่มชื่นยาวนาน

แม้ว่าหน้าตาและสีสันมันจะทำให้โดนแซวว่า เจ๊ใช้สีผึ้งทาปากเรอะ 555++

นี่เฟรชนะเว้ย!!!

ราคาประมาณ 750 บาท ใช้นานลืมไปเลย นี่กระปุกแรกก็ยังไม่หมดนะคะ

เค้ามีออกกลิ่นพีช มะพร้าว มะนาว ช็อกโกแลต เป็นลิมิเตดมาช่วงกลางปี

นี่ก็ขอยืนยันว่า SUGAR แบบ Original เริ่ดสุดค่ะ

นี่ตุนไว้อีกเพียบ แบบนึกอะไรไม่ออกซื้อลิปบาล์มค่ะ 5555++






กันแดดที่ใช้อยู่อันเดียวจริงๆ

MizuMi : UV Water Serum

กันแดดสูตรน้ำอันเดียวที่ทาแล้วสิวไม่ขึ้น โดยปกติน้ำตาลจะไม่ทากันแดดมาหลายปีแล้ว

ปีนี้เป็นปีแรกที่เริ่มกลับมาทา เป็นเพราะช่วงต้นปีไปเที่ยวเขาสกค่ะ

ก็ไม่ทากันแดดเพราะไม่ได้ออกกลางแจ้ง แค่นั่นในเรือเท่านั้นเอง

ผลคือหน้าไหม้ค่ะ จมูกงี้ด่างไปเลย

เลยหยิบกันแดดมาทาหลังจากกลับมา ก็ทาต่อเนื่องมาเรื่อยๆ

วันไหนออกจากบ้านก็ทา วันไหนไม่ไปไหนก็ไม่ทา

นี่ใช้ต่อเนื่องมาเกือบปี สิวก็ไม่ได้ขึ้น ทาแล้วหน้าไม่วอก ไม่อุดตัน และหน้าก็ไม่ไหม้อีก

เหมือนว่ายิ่งแก่ผิวยิ่งบาง มันไหม้ง่ายกว่าเดิมหลายเท่าเลย

กันแดดอันนี้ตอบโจทย์น้ำตาลได้ดีค่ะ ราคาก็ไม่แพง หาซื้อง่าย แถมมีโปรโมชั่นประจำ

ใช้ตั้งแต่หลอดแบบเดิม จนตอนนี้เป็นหลอดพลาสติกแข็งแบบใหม่ กะทัดรัดพกพาง่าย






ก่อนแต่งหน้าตัวที่สำคัญสุดก่อนคืองานผิวค่ะ เบสตัวนี้คือชอบมาก

Too Faced : Primed & Peach Cooling Matte Perfection Primer

ไพรม์เมอร์ปรับสภาพผิวก่อนลงรองพื้นตัวนี้ดีมากๆ ดีแบบเกินความคาดหมาย

ถึงขนาดสอยหลอดที่สองมารอแล้วค่ะ

เนื้อ Primer เป็นครีมข้นๆสีพีช กลิ่นหอมพีช ทาแล้วจะเย็นๆ แล้วปรับสภาพผิวให้ดูแมตขึ้น

ควบคุมความมันแบบไม่ได้ทำให้หน้าแห้งมาก จนดูหยาบและตกร่อง

แต่ทำให้ผิวสวยแบบกำลังดี ไม่มันเยิ้มระหว่างวัน รู้สึกสบายผิวเย็นๆดี

ช่วงที่อากาศเย็นและแห้งก็งดใช้ไประยะนึง เหมาะมากช่วงหน้าร้อนค่ะ

ที่ชอบอีกอย่างคือเครื่องสำอางติดทนมากขึ้นค่ะ ไม่เลอะ ไม่เป็นคราบ ไม่ไหลระหว่างวัน

หลอดนึงใช้นานค่ะ ราคาก็พันต้นๆ รอ sephora ลด 20% ค่อยสอยมาตุนอีก






รองพื้นที่ชอบที่สุดในปีนี้ อาจจะทำให้หลายคนแปลกใจ

DIOR : Back Stage Foundation - W3

ปกติแบรนด์นี้ไม่ใช่แบรนด์โปรดของน้ำตาลค่ะ ทุกทีรองพื้นของ Dior มักจะติดชมพู

แต่ผิวของน้ำตาลเหลืองมากๆ จนพอเจือชมพูนิดนึงจะเกิดอากาณหน้าเทาหลีขึ้นมาทันที

แต่พอได้ไปลองรองพื้นดิออร์รุ่นนี้พบว่าสีมันเหลืองสวยมาก และเป๊ะมากกับสีผิวเรา

ราคาก็ไม่แรงประมาณ 1700 บาท ถือว่าถูกกว่าที่คิดไว้

เนื้อรองพื้นค่อนข้างเหลว เวลาลงใช้ฟองน้ำลง สามารถลงย้ำเพื่อเพิ่มระดับการปกปิดได้

ลงรอบเดียวเบาๆก็ได้ผิวธรรมชาติสวยกำลังดี ลงย้ำหน่อยก็ปกปิดเฉพาะจุดได้

คุมความมันได้ดี คือไม่ทำให้หน้ามันเพิ่ม แต่ก็ไม่ได้ทำให้หน้าแห้งนะคะ

ไม่เป็นคราบและไม่ไหลระหว่างวันด้วยค่ะ

ขวดเป็นพลาสติกพกพาได้ไม่ต้องกลัวแตกเลย ขวดนี้ไปเมกาก็เอาไป ไต้หวันก็เอาไป






แป้งฝุ่นที่ดีเกินคาดคิด ชอบที่สุดของปีนี้

COVER FX :  Perfect Setting Powder

แป้งฝุ่นเซตรองพื้นกระปุกนี้ไม่ได้ตั้งใจซื้อ แค่เบลอๆหยิบมาตอนเซโฟร่าเซลล์

แต่ก็เปิดใช้ดู เออ....มันดีแหะ

แป้งไม่มีสี เซตรองพื้นแล้วหน้าไม่วอก ไม่หนาเตอะ ไม่รู้สึกเค้กกี้

ไม่ได้คุมมันเว่อร์จนทำให้หน้ามันเพิ่มขึ้น และไม่ได้โกลวจนหน้ามันย่อง

เนื้อมันเบากำลังดี ทำให้ผิวดูเป็นผิวสวยกำลังดี ไม่แมตจนเกินไป

วันที่ไม่อยากแต่งหน้าก็ปัดแค่แป้งฝุ่นนี้ก็ออกจากบ้านได้ค่ะ

กระปุกเบ้อเริ่ม 1500 บาท ใช้นานจนลืม





อันนี้ขอเรียกว่า อุปกรณ์เสริมที่น่าเล่นมาก

Urban Decay : Velvetizer

ลักษณะมันคือแป้งฝุ่นเนอะ จะเอาเซตรองพื้นแทนแป้งฝุ่นก็ได้

หรืออยากให้รองพื้นเยิ้มๆกลายเป็นรองพื้นแมตก็แค่เอาแป้งนี่ผสมรองพื้นเข้าไป

ตัวมันเป็นแป้งเนื้อลื่นๆหนักๆไม่ฟุ้ง เข้าใจว่ามันคือ Silica Micro-sphere 

มีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำมันได้ดีมากๆ

นี่ก็เอามาปัด T-Zone หลังทาแป้งแล้ว มันช่วยให้หน้าสวยทน สวยได้ยาวนาน

นี่สอยกระปุกเล็กแบบ Travel Size มาใช้ก็ชอบมาก คงไม่สอยกระปุกใหญ่หรอก

ชอบกระปุกเล็กมากกว่า พกพาสะดวก ราคาประมาณ 600 บาท






เราว่านี่คงเป็น Item ที่ทุกคนรอคอยว่าน้ำตาลจะเลือกอันไหนมา

Make Up Forever : High Definition Blush

บลัชออนเนื้อครีมซะงั้นที่เลือกมา ตอนนี้หลังจากลงรองพื้นแล้วก็ลงบลัชครีม

แล้วค่อยเซตแป้งฝุ่นค่ะ บลัชออนครีมทำให้แก้มดูสวยใสเป็นธรรมชาติ

และทำให้สีของบลัชออนติดทนนานกว่าปัดแบบฝุ่นอย่างเดียว

บลัชเนื้อครีมอันนี้สีสวยและกระจายตัวดีมากๆ ลงก็ง่าย แตะๆเบลนด์ๆหน่อยก็สวย

สามารถลงทับแป้งก็ได้นะคะถ้าอยากได้สีที่ชัดขึ้น

ตลับไม่ไหญ่นัก พกพาสะดวก ใช้นิ้วป้ายๆไม่ต้องพกแปรง

ราคาตลับละ 1200 บาท แพงไปหน่อยสำหรับตลับเล็กขนาดนี้







บลัชแบบฝุ่นก็เลือกมาด้วยค่ะ

3INA : The Blush - 100

แบรนด์นี้คงไม่คุ้นหน้าคุ้นตากันสักเท่าไหร่ เป็นแบรนด์จากยุโรปค่ะ ผลิตจากหลายที่มากๆ

บางอย่างก็ made in Italy, France, Spain, German คือมาจากหลายประเทศมาก

จุดเด่นของแบรนด์นี้คือ Cruelty Free และ Vegan - ไม่ทดลองกับสัตว์และทำจากพืช

บลัชออนตลับนี้ได้มากจากทริปไต้หวันค่ะ คุณสามีเห็นร้านเค้าแล้งบอกว่าไม่เคยเห็นในไทย

เธอจะลองเข้าไปดูไหม มันดูน่าสนใจดี ในไทยก็ไม่มีด้วย พอเข้าไปดูก็เห็นว่าราคาไม่แพงค่ะ

อย่างบลัชออนนี้ก็ตลับละประมาณ 500 บาทไทย น้ำตาลโชคดีซื้อมา 2 ตลับ

ตลับนึงมีกระจก อีกตลับไม่มีซะงั้น แต่ก็ขี้เกียจไปเปลี่ยนแล้วค่ะ เลยเอามาใช้เลย

ก็ดองไว้อยู่นานไม่ได้เปิดใช้สักที พอได้ลองแล้วรักเลยค่ะ บลัชเนื้อใสมาก สีหวานสวย

ปัดง่ายไม่ตรูดลิง สีชัด ติดทนค่ะ 

สีที่ชอบคือเบอร์ 100 เป็นสีพีชใสๆไม่มีวิ้ง แต่เนื้อบลัชมีประกายเล็กน้อย ปัดแล้วแก้มจะเงาๆนิดนึง

แอบเสียดายที่สอยมาน้อยไป น่าจะขนมาทุกสี 5555++





อายชาโดว์พาเลตแห่งปีก็เลือกอันนี้มาค่ะ

Urban Decay : Naked Ultimate Basics

ปีนี้เป็นปีที่แต่งตาน้อยมากๆ แต่งเฉพาะออกงานและวันพิเศษๆเท่านั้นเองค่ะ

พาเลตที่หยิบออกมาใช้ทุกครั้งคือพาเลตนี้ เป็นอายชาดดว์เนื้อแมตสี Earth Tone 

แต่งง่าย เบลนด์ง่าย เนื้อนุ่มลิ่น สีชัด ติดทน ไม่เป็นคราบ แม้ไม่ใช้ Eye primer

สีอายชาโดว์ก็ยังทาง่ายและติดทนอยู่ ที่ชอบคือมีแปรงในตลับที่ใช้ได้จริง

และความที่ตลับเบ้งกระจกก็เบ้ง ทำให้แต่งหน้าง่ายขึ้นเยอะเลย

ราคาก็มาตรฐาน Urban Decay ค่ะ ตลับละสองพันกว่าบาท





ปีนี้เลือกลิปสติกที่ชอบมาหลายเนื้อเลยค่ะ ถึงจะไม่แต่งตาเลยแต่ก็ทาปากตลอดนะคะ

Urban Decay : LO-FI

ลิปแมตเนื้อมูสดึ๋งๆ ที่ใช้นิ้วทาๆแท็ปๆก็ได้สีสวยชัด จะทาด้านในปากไล่สีแบบ Ombre ก็ได้

หรือจะทาแบบเต็มๆทับหลายเลเยอร์เพื่อให้สีเข้มขึ้นก็ได้เหมือนกัน

ตลับมีกระจกและแปรงหัวฟองน้ำ ทาง่าย พกพาก็สะดวก สีสวยมาก

สีที่ใช้อยู่มีสองสีค่ะ Fade และ Echo เป็นสีชมพูตุ่นๆและสีน้ำตาลสวยๆ

ราคาประมาณ 750 บาทค่ะ






ลิปสติกแบบที่สองเป็นเนื้อครีมค่ะ

Too Faced : Natural Nudes Lipstick - Pout About It

ลิปสติกเนื้อครีมสีนู๊ดสวย เนื้อครีมมี่ที่ไม่ดูฉ่ำจนเกินไป และก็ไม่ทำให้ปากแห้งด้วยค่ะ

สีสวย ติดทน และ ไม่ตกร่อง สามารถเติมระหว่างวันได้โดยไม่เป็นคราบ

สีแน่นปิดสีปากเดิมได้สนิทเลยค่ะ ทาแล้วดูสวย สุภาพ แต่งหน้าแบบไหนก็ใช้ได้

สามารถทาได้เลยโดยไม่ต้องลองลิปบาล์มก่อนก็ได้ค่ะ

ราคาแท่งละ 900 บาท ขายเฉพาะในเซโฟร่า แต่ๆๆๆ มันชอบมีลดราคาเป็นบางสี

ลองดูนะคะ บางสีก็ลดราคาเหลือแบบห้าร้อยบาทงี้ 






ลิปแบบที่สามเป็นเนื้อแมตสุดโปรดค่ะ

shu uemura : Rouge Unlimited Supreme Matte

ลิปสติกเนื้อนุ่มแต่ให้ลุคแมตแบบไม่ทำให้ปากแห้งเลย ทาแล้วนุ่มลื่นมากแต่ดูแมต

และสีสวย สีสดก็โคตรสด สีนู๊ดก็นู๊ดสวยไม่ป่วย สีหวานก็หวานจริง

สีกลบสีปากมิดเลยค่ะ  เติมระหว่างวันได้ไม่เป็นคราบไม่ตกร่อง

แบรนด์ขยันออกสีลิมิเต็ดและแพ็คเกจน่ารักๆตลอด นี่ก็เสียเงินซื้อตลอดเหมือนกัน

มีรวมๆเกิน 10 แท่ง ถามว่าจะซื้ออีกไหม ก็ซื้ออีกค่ะ ชอบเนื้อลิปอันนี้มากมาย

แต่ราคาก็นิดนึง แท่งละ 1,150 บาท ต้องรอลด 10% ก็ซื้อทีละแท่งเนอะ 





ลิปแบบที่สี่เป็นเนื้อที่อธิบายยากมากว่าเป็นแบบไหน 555++

BOBBI BROWN : Crush Lip - Babe

ลิปสติกเนื้อใหม่ที่แปลกดี จะว่าครีมมันก็ไม่ครีม แมตก็ไม่แมต เนื้อแปลกๆ 

ทาแล้วเหมือนพวกลิปสเตน คือให้สีชัดก็ทาให้เต็ม อยากได้สีเบลอๆก็แตะๆเอานิ้วเกลี่ยก็ได้

แล้วไม่ทำให้ปากแห้ง สีลิปก็จะกลืนไปกะสีปากดูเหมือนไม่ได้ทาลิปแต่สีปากเป็นงี้เอง

ไม่ต้องทาลิปบาล์มก็ได้ ตัวลิปก็ให้ความชุ่มชื่นดีอยู่ ใช้เติมระหว่างวันได้

บางทีน้ำตาลก็ใช้ทาแทนลิปบาล์มเลยค่ะ ง่ายดี ความขี้เกียจครอบงำ 5555++

ราคาแท่งละ 1,250 บาท ปาดเหงื่อเบาๆ ถ้าจะซื้อแนะนำให้เลือกสีที่ทาง่ายๆใช้ได้บ่อยๆ

ข้อเสียแต่เพียงอย่างเดียวคือ กลิ่นลิปของบ๊อบบี้เป็นกลิ่น wax ชัดมาก 

บางทีก็แอบคิดว่ามันเสียป่าววะ อ๋อ...กลิ่นมันเป็นงี้เองค่ะ




ชิ้นสุดท้ายแล้วค่ะ เป็นอายไลน์เนอร์

Etude House : Oh My Eye Line

ช่วงหลังๆมานี้ น้ำตาลมีอาการภูมิแพ้หนักมาก น้ำตาไหลตลอด ตาก็บวมๆ

บางวันนี่ก็ตาแฉะมาเชียว ทั้งคัน ทั้งบวม เขียนไลน์เนอร์แบบไหนก็เลอะตลอด

จนเลิกเขียนไปเลยเกือบปี จนมาพบว่าเราจง Back to basic เถิด

เลยไปสอยไลน์เนอร์แบบน้ำหัวจิ้มจุ่มของ Etude มาลองใช้ดู

โหย....มันเวิร์คมากๆ ชั้นลืมเธอไปได้อย่างไร แถมตอนนี้ราคาก็ดีมากด้วย 180 บาท

ถ้าสอยจากเกาหลีคงไม่ถึงร้อยบาท เขียนง่าย สีดำสนิท ไม่ไหล ไม่เลอะ ไม่แพนด้า

น้ำตาไหลก็ไม่หลุด ถ้าหลุดจะหลุดออกเป็นผงๆแผ่นๆ ประทับใจมาก

นี่เลยสอยมาตุนไป 2 หลอด.....เพื่ออะไรก็ไม่รู้ 55555++





หวังว่า Item เด็ดที่น้ำตาลรวบรวมมาให้ดูกัน น่าจะมีบางตัวที่มองหากันอยู่นะคะ

ขอให้ปีใหม่นี้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกๆคนค่ะ

สวัสดีปีใหม่...... ^_^





Create Date : 04 มกราคม 2562
Last Update : 9 มกราคม 2562 8:18:44 น.
Counter : 1411 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

bemynails
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 69 คน [?]



ผู้หญิงธรรมดาที่ชอบช๊อปปิ้ง แต่งหน้า เพื่อความสุขเล็กน้อยๆของตัวเอง ในโลกการทำงานที่ผู้ชายเป็นใหญ่
งานออกแบบเป็นชีวิต....ก็ขอออกแบบชีวิตประจำวันด้วยสีสันบ้าง....

เพราะผู้หญิงก็ยังเป็นผู้หญิงวันยังค่ำ.... ^_^


ไม่อนุญาตให้ใช้ข้อมูลหรือชื่อ bemynails ในการนำไปอ้างอิงเพื่อขายสินค้าใดๆค่ะ


แอดเป็นเพื่อนกันใน facebook ได้ค่ะ

bemynails