<<
ธันวาคม 2550
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
24 ธันวาคม 2550
 

มะเร็ง...ประสบการณ์ผ่านแม่ (ตัวเอง)


: เข้าหน้าสารบัญหลักเพื่อดูทุกหัวข้อ..."คลิ๊กที่นี่"

บทความแนะนำ : ประสบการณ์ผ่านเต้า (ตัวเอง)..."คลิ๊กที่นี่"

บทความแนะนำ : สวนหย่อมลอยฟ้าราคาประหยัด..."คลิ๊กที่นี่"

บทความแนะนำ : สวนกล้วยลอยฟ้าบนอาคารสูง 6 ชั้น..."คลิ๊กที่นี่"






มะเร็ง มหันตภัยเงียบ
มะเร็งเป็นมหันตภัยเงียบที่เป็นแล้วมักไม่ค่อยมีอาการในระยะเริ่มแรก *มะเร็งอยู่ที่อวัยวะส่วนไหนก้อจะเรียกเป็นมะเร็งสำหรับอวัยวะชนิดนั้น ๆ เช่น เป็นที่ปอดเรียกมะเร็งปอด เป็นที่เต้าเรียกมะเร็งเต้านม อย่างเช่นถ้าหากพบก้อนในเต้านมแล้วมีอาการผิดปกติบางอย่าง สันนิษฐานในขั้นต้นได้ว่าอาจเป็นมะเร็งที่เต้านม หรือหลาย ๆ อาการที่ผิดปกติบางอย่างก้ออาจสันนิษฐานในขั้นต้นได้ว่าอาจเกี่ยวเนื่องกับเรื่องมะเร็ง ส่วนจะใช่หรือไม่ใช่ก้อเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งอาการเหล่านั้นมันจะเป็นเหตุบ่งชี้ให้ทำการตรวจเช็คในขั้นต่อไปได้ว่าใช่มะเร็งจริงหรือไม่ แต่มะเร็งที่เกิดขึ้นกับแม่ของจะค่อนข้างแปลก เพราะอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แพทย์ไม่สามารถสันนิษฐานได้ว่าน่าจะเข้าข่ายมะเร็ง แถมผลการตรวจจากแพทย์ถึง 4 แห่ง ต่างก้อวินิจฉัยว่าแม่เรามีสุขภาพมวลรวมที่แข็งแรงอยู่ในเกณฑ์ดีมาก และสุดท้ายการเข้าพบแพทย์ในแห่งที่ 5 กว่าจะตรวจพบว่าแม่เราเป็นอะไรชัดเจน ก้อใช้เวลาร่วม 2 สัปดาห์ จากนั้นวินิจฉัยว่าผู้ป่วยจะสามารถมีอยู่ชีวิตอยู่ได้อีกประมาณ 2 เดือน จึงมาเขียนข้อมูลไว้ให้ฟังเพื่อเป็นแนวทางนะคะ รวมเวลาที่เกิดเหตุจนกระทั่งแม่เราเสียชีวิตประมาณ 6 เดือน แต่ช่วงวิกฤตสุดคือเมื่อพบว่าเป็นมะเร็งก้อมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 2 เดือน และอาการ 2 เดือนสุดท้ายไม่มีภาวะทรมานเจ็บปวดให้เห็นรุนแรง แต่ภาวะลึก ๆ ภายในเราไม่ทราบว่าแม่ต้องผจญกับความรู้สึกอะไรบ้าง แต่ดูเหมือนว่าแม่เราอ่อนแรงลงไปเรื่อย ๆ ต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลา และความรู้สึกของแม่ค่อย ๆ หายไป ตลอด 2 เดือนสุดท้ายเป็นการรักษาตามอาการ ไม่มีการรักษาโรคมะเร็งที่เกิดขึ้น


ช่วงสับสน 3 เดือนเศษ
แม่เล่าให้เราฟังว่าปวดขา แต่ไม่ได้ปวดแบบรุนแรงถึงขั้นเดินไม่ได้ และแม่เชื่อในเรื่องลมเพลมพัด *แม่เชื่อว่ามีอะไรที่จับต้องไม่ได้พัดพามาโดนทำให้แม่เกิดการปวดขา ซึ่งเป็นความเชื่อของคนสมัยก่อนที่บอกต่อ ๆ กันมา แม่บอกเราว่าไปนวดหมอแผนโบราณมาแล้ว และอาการมันก้อหายไปแล้ว จากนั้นมันก้อเป็นขึ้นมาอีก แต่ก้อไม่ได้ปวดแบบรุนแรงเหมือนเดิม ภายหลังแม่ใช้น้ำมันสีเหลืองนวด ๆ อาการดูเหมือนว่าจะหายไป ต่อจากนั้นมีอาการร่วมคือคล้ายหน้ามืดเป็นลม แต่ในเดือนแรกแม่อธิบายอาการให้เราฟังไม่ชัดเจน เราเข้าใจว่าคงเป็นลมหน้ามืดเหมือนที่เราเคยไปปักหลักอยู่กลางแดดนานเป็นชั่วโมง เราไม่ค่อยสบายใจเพราะดูเหมือนแม่มีอาการค่อนข้างต่อเนื่อง เราจึงออกออเดอร์ให้แม่ไปหาหมอแผนปัจจุบันแห่งหนึ่งในเขตเมือง แม่บอกเราว่าไปหาหมอมาแล้ว หมอให้ยามากิน รู้สึกดีขึ้นแล้ว แต่ก้อกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก เราก้อบอกว่าให้ไปหาหมออีกครั้ง ซึ่งหมอก้อบอกว่าเป็นอาการเครียด พักผ่อนมาก ๆ จะดีขึ้น พร้อมให้ยามากินเหมือนเดิม และบอกว่าสุขภาพด้านอื่นไม่มีปัญหาอะไรเลย คือดูจากทั่ว ๆ ไปแล้วรวมทั้งผลวิเคราะห์ของแพทย์ แม่เราไม่ได้มีอาการที่บ่งบอกว่ามันจะเป็นเรื่องร้ายในอนาคตค่ะ และอาการที่เกิดขึ้นไม่รุนแรง ไม่มีภาวะเจ็บปวดให้เห็น อีกอย่างภาวะหน้ามืดเป็นลมของแม่ ซึ่งแม่ก้อเคยเป็นอยู่บ้างเวลาก้ม ๆ เงย ๆ อีกทั้งพี่ที่ออฟฟิตก้อเป็นให้เห็นหลายคน บางคนแค่ลุกขึ้นเร็ว ๆ ก้อเป็นแล้ว แต่อาการจะเป็นเมื่อก้ม ๆ เงย ๆ ในลักษณะรวดเร็ว เราดูเหมือนว่าอาการเป็นลมหน้ามืดของแม่ค่อนข้างแตกต่างจากที่เราเคยเป็น และต่างจากพี่ที่ออฟฟิต แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่กับแม่ แต่เรามั่นใจว่าเป็นคนที่รู้ความเป็นไปของ*แม่ในทุกระยะ

เวลาผ่านไปอาการแม่ไม่หายสักที มันคงไม่ใช่หน้ามืดเป็นลมแบบธรรมดาซะแล้ว เราทำตัวเป็นเครื่องซักผ้าเริ่มซักแม่อย่างละเอียด ที่ปวดขาเป็น ๆ หาย ๆ ปวดยังไง แม่ก้อตอบได้ไม่ชัดเจน แต่หยิบขวดน้ำมันสีเหลืองขึ้นมาให้ดู บอกว่าทาแล้วนวดรู้สึกดีขึ้น สำหรับเราในตอนนั้นอาการปวดขาไม่น่าจะรุนแรง คงแค่ปวดเมื่อยธรรมดาประสาผู้สูงอายุ แต่อาการหน้ามืดของแม่นั้น สอบถามความจริงมันไม่ใช่หน้ามืดเป็นลมเหมือนตามที่เราเข้าใจ แต่มันเป็นลักษณะที่เกิดแบบไม่มีสัญญานเตือนภัยล่วงหน้า และในภาวะที่เกิดมันเกิดขึ้นเองอย่างไม่มีเหตุผล อยู่ดี ๆ แม่จะรู้สึกว่าโลกมันหมุนเอียง ๆ แล้วขาแม่จะอ่อนแรงลง จากนั้นแม่จะล้มแบบเอียง ๆ ไปทางข้างขวา เมื่อได้นั่งสักพักอาการก้อจะหายไป ในเวลาที่เกิดอาการแบบนี้แม่จะรู้สึกตัวตลอดเวลา สามารถประคองตัวไปหาที่ยึดเหนี่ยวกันล้ม และพยุงตัวเองเดินไปนั่งพักหรือนอนพักได้ เมื่อเราทราบอาการของแม่ที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งมันเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นอาการน้ำในหูไม่ทัน หรือภาวะโลกหมุน หลายคนก้อสันนิษฐานแบบนี้ เราจึงสั่งให้แม่หยุดไปซักผ้าที่ท่าน้ำเด็ดขาด ให้ซักอยู่ที่บ้านเท่านั้น แต่ในภาวะที่แม่ปกติก้อยังคงแอบไปซักผ้าที่ท่าน้ำเช่นเดิม และนี่คือปัญหาที่ทำให้เราไม่สบายใจเลย จากนั้นเราออกออเดอร์ให้แม่เปลี่ยนที่ทำการรักษาเป็นแห่งที่ 2 แพทย์บอกว่าน่าจะเป็นอาการเครียด ส่วนสุขภาพอื่น ๆ แข็งแรงดี ให้ยามาทานเหมือนแพทย์คนที่ 1 ตลอดจนสมาคมชมรมหมอประจำดอยทั้งหลาย (ชาวบ้านและญาติที่บ้านนอก) ต่างร่วมสนับสนุนผลการวิเคราะห์ของแพทย์ตัวจริงที่วินิจฉัยไว้ว่าแม่คงเป็นโรคเครียดแน่นอน เพราะคงเห็นว่าที่บ้าน *เรามีบางอย่างต้องทำให้แม่เครียดจริง สำหรับเราไม่รู้สึกตกใจมากกับอาการเครียดของแม่นอกไปจากความเป็นห่วง เพราะเชื่อว่าหากเป็นโรคเครียดจริง พวกเราจะช่วยกันฟื้นฟูได้นะคะ

หลังการหาแพทย์ท่านที่ 2 ผ่านไป แม่ยังคงไม่หายคือเป็น ๆ หาย ๆ แต่เป็นมากขึ้น ถี่ขึ้น และเริ่มมีอาการร่วมอย่างอื่นคือทานไม่ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ ยังคงปวดขาเป็นระยะ ๆ ซึ่งก้อยังเป็นการปวดที่ไม่รุนแรงเหมือนเดิม แย่ลงไปกว่านั้นคือดูเหมือนกำลังขาและแขนเริ่มอ่อนแรงลง แต่ยังคงช่วยตัวเองได้ เดินไปไหนได้ ส่วนอาการโลกหมุนและล้มเอียงไปทางด้านขวายังเป็นเหมือนเดิม เราจึงส่งเข้าทำการรักษาที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด เป็นการรักษาของแพทย์ท่านที่ 3 แล้วค่ะ ครั้งนี้แพทย์ให้น้ำเกลือ และนอนที่โรงพยาบาล 3 วัน ผลการตรวจของแพทย์พบว่าอาการโดยรวมสุขภาพของแม่แข็งแรงไม่พบปัญหาอะไรเลย แพทย์ระบุว่าน่าจะเกิดจากอาการเครียด (อีกแล้ว) ซึ่งพี่ชายเราลงไปกำกับดูแลด้วยตนเอง และแจ้งข่าวมาตามสายว่าแม่ไม่ได้เป็นอะไรมาก หลังการให้น้ำเกลือแล้ว แม่สามารถถกินได้ เราขอสายแม่ พบว่าแม่ยังคงยิ้มหัวเราะได้ พวกเราฟันธงแม่คงเครียดจริง แต่พอลูกชายสุดที่รักลงไปดูแลด้วยตัวเองแม่หายทันตาเห็น แต่ก้อยังสับสนกับอาการแปลก ๆ ของแม่อยู่ดี แต่ในเมื่อวันนี้หายแล้วก้อดีใจค่ะ หลังจากนั้นแม่เราก้อกลับบ้าน *เราโทร.ไปเช็คทุกวัน แม่บอกไม่เป็นไรแล้ว มีแค่ปวดขานิด ๆ นวดน้ำมันก้อหาย แต่วันหนึ่งน้องโทร. มาบอกว่าแม่เป็นมากขึ้น ถึงขนาดเริ่มนอนกินข้าวแล้ว แสดงว่าที่ผ่านมาเราคุยกะแม่แล้วแม่โกหกเรา คือแม่ค่อนข้างเป็นคนไม่อยากให้ลูกที่อยู่กรุงเทพฯ ไม่สบายใจ จึงมีการนำส่งเข้าโรงพยาบาลประจำจังหวัดอีกครั้ง แพทย์ให้น้ำเกลือและอยู่โรงพยาบาลหลายวัน ครั้งนี้ทั้งเราและพี่ชายลงไปร่วมด้วยช่วยกันแจมด้วย แพทย์ยังฟันธงเหมือนเดิม สุขภาพโดยรวมไม่พบว่าเป็นอะไร แถมเลือดยังเข้มข้นเหมือนเลือดสาว ๆ แต่การเข้าโรงพยายาลครั้งนี้ ดูเหมือนแม่เริ่มอ่อนแรงลงไปมาก ต้องประคองไปอาบน้ำ ดูเหมือนแม่ตักข้าวกินเองไม่ถนัดมากนัก เพราะแขนอ่อนแรงลงไปอีก แต่ยังคงตักข้าวเองอยู่ได้นะคะ และดูเหมือนแม่น่าจะดีขึ้น แพทย์จึงให้นำกลับได้ เพราะแม่ไม่เป็นอะไร แต่ไม่สามารถระบุโรคที่แน่ชัดว่าแม่เป็นอะไร

เมื่อนำกลับมาบ้านเพื่อรอดูอาการเหมือนว่าวันแรก ๆ ดูดีขึ้น แต่หลังจากนั้นพบว่าแม่แย่ลงไปทุกวัน ๆ และเริ่มกินไม่ได้ ลิ้นเริ่มไม่ค่อยรับรส นอนไม่หลับมากว่าเดิม แขนขาอ่อนแรงมากกว่าเดิม และมีญาติเข้าไปพบสภาพของแม่ที่เดินจากจุดหนึ่งมาอีกจุดหนึ่งภายในบ้าน แม่เดินแบบอ่อนระโหยโรยแรงมาก และเข้าใจว่าสภาพที่เห็นคงแย่มากมาย ญาติจึงตัดสินใจนำมาโรงพยาบาลเอกชนที่ค่อนข้างดังอยู่ในลำดับต้น ๆ ของกรุงเทพฯ นับเป็นสถานที่ตรวจรักษาของแม่แห่งที่ 4 ในรอบ 3 เดือน แพทย์ยังคงฟันธงว่าแม่เรามีสุขภาพที่แข็งแรงดี แต่ภาวะที่เกิดอาจเครียด (อีกแล้ว) พักผ่อนไม่พอ ในวันที่แม่มาโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ นี้ พี่ชายเราอยู่กรุงเทพฯ ตามไปสมทบที่โรงพยาบาลด้วย แต่ทันทีที่แม่เห็นหน้าพี่ชาย *เหมือนแม่เรามีอาการหายเป็นปลิดทิ้ง ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์เห็นชัดเจนว่าแม่เรามีอาการดีทันตาเห็นเมื่อพบพี่ชาย จึงค่อนข้างจะสรุปว่าแม่เราคงไม่เป็นอะไรตามการวินิจฉัยของแพทย์ทั้ง 4 แห่ง แต่คงเป็นเพราะความเครียด ด้วยเพราะเห็นหน้าลูกชายสุดเลิฟ คงเกิดกำลังใจชนิดพิเศษแบบเฉียบพลันทำให้อาการหายไปได้ชั่วขณะ จากนั้นจึงมีการวินิจฉัยประมาณว่าแม่อาจเป็นโรคเรียกร้องความสนใจ ซึ่งไม่มีใครรู้ดีกว่าพวกเราที่เป็นลูกว่าแม่จะไม่มีทางเป็นโรคนี้แน่นอน ในเมื่อแพทย์จากโรงพยาบาลดังในกรุงเทพฯ ฟันธงมาแบบนั้น ทำให้พวกเราสบายใจขึ้นมาก จากนั้นญาติก้อพาแม่กลับบ้านนอก แม่ทานยาตามที่แพทย์ให้มา นอกจากอาการจะไม่ดีขึ้นแล้ว ยังเลวร้ายลงไปอีก แขนขาไม่มีแรงมากขึ้นตามลำดับ เดินไม่ค่อยไหว ช่วยตัวเองไม่ค่อยได้มากขึ้นตามลำดับ บางครั้งเหมือนแม่จำอะไรไม่ได้ แต่ไม่ถึงกับมาก คือมีหลุด ๆ ให้เห็นบ้าง ซึ่งอาการที่ว่าเหมือนแม่จำอะไรไม่ได้ในบางครั้ง จะไม่สังเกตุถ้าไม่ได้อยู่ใกล้กันตลอดเวลา เมื่อถึงจุดนี้ทำให้พวกเรากำลังจะเป็นบ้า มันอะไรกันหนักหนา สุขภาพแข็งแรงดี ทุกแพทย์ลงความเห็นมาแบบนั้น แต่ทำไมร่างกายดูเหมือนอ่อนแรงลงไปเรื่อย ๆ แบบนี้คงไม่ใช่อาการเครียดแล้ว จึงมีการนำแม่ส่งเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง แต่คราวนี้เลือกโรงพยาบาลของรัฐบาล เพราะใกล้ที่ทำงานพี่ชาย และพี่ชายสามารถออกมาดูแม่ได้ตลอดเวลา ซึ่งที่ทำงานของพี่ชายห่างกับโรงพยาบาลนี้ประมาณ 1 ป้ายรถเมล์ค่ะ


ช่วงไฮไลท์ 3 เดือนหลัง
วันแรกที่โรงพยาบาล แม่เราเดินด้วยตัวเองไม่ได้แล้ว แต่ยังคงสามารถยกแขนและขาในขณะที่นอนบนเตียงได้ดี และพวกเราเกิดอาการช็อคที่พบว่าแม่เรามีอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จนเรากับพี่ชายตั้งหลักรับกันไม่ทัน *ประกอบกับทางโรงพยาบาลมีคนไข้จำนวนมาก แม่เราต้องนอนรอในห้องฉุกเฉินอยู่ 2 คืน 3 วัน ยืนเฝ้ากันขาลากตลอดคืนเลย จึงจะได้ถูกส่งไปที่ห้องพักผู้ป่วยนะคะ เมื่อพี่ชายไปส่งแม่ให้กับแพทย์ที่รับตัวไว้ในวันแรกแล้ว ได้พูดคุยกับแพทย์ถึงอาการของแม่ จากนั้นก้อขอแม่ไปกินข้าวและซื้อน้ำ ให้แม่นอนรอที่ห้องฉุกเฉินก่อน พี่ชายกลับมาหาแม่อีกครั้งพบว่าแม่เราสติแตก ด่าพี่แหลกเลย ด่าแบบไม่เกรงใจใครด้วย ประมาณว่าไปกินข้าวหรือปลูกข้าวอะไรประมาณนี้ พี่เราอึ้งกึมกี่ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นแม่มีอาการแบบนี้เลย และมันเป็นไม่ได้ที่แม่เราจะเป็นแบบนี้ ประมาณว่าสับสนชีวิตสุดขีด พี่ชายบอกว่าอยากให้เราไปเห็นกับตาจริง ๆ ขณะที่พักอยู่ห้องฉุกเฉินแพทย์และพยาบาลมาสอบถามอาการ และพยายามจะพาแม่เราไปทำอะไรบางอย่าง แต่แม่ไม่ให้ความร่วมมือ แม้ว่าก่อนมาที่นี่แม่เรามีอาการอ่อนแรงที่แขนและขาไปมาก ไม่สามารถเดินได้ด้วยตัวเอง แต่แม่กลับมีพลังพิเศษต่อต้านจนแพทย์และพยาบาลจนไม่สามารถทำอะไรได้ รวมทั้งมีการโวยวายจากแม่ในลักษณะคล้ายคนคลุ้มคลั่ง จึงมีการวินิจฉัยในขั้นต้นว่าแม่เราเป็นโรคประสาท ดังนั้นจึงมีจิตแพทย์มาพูดคุยกับแม่ของเราที่ห้องฉุกเฉินค่ะ ซึ่งในวันนั้นแม่เราเรียกคุณหมอทุกคำ แต่แพทย์พูดคุยในลักษณะกวนประสาทมาก ขอยืนยันว่าพูดได้กวน *ประสาทมาก เราพยายามเข้าใจว่าอาจเป็นวิธีการของจิตแพทย์ เพื่อที่จะทดสอบผู้ป่วยที่กำลังสงสัยว่าเป็นโรคประสาทหรือแกล้งเป็นโรคประสาทหรือไม่ และจิตแพทย์คนนั้นทำให้แม่เราไม่พอใจมาก จิตแพทย์กดไปตามร่างกายแม่เราหนัก ๆ เหมือนทดลองบางอย่างคล้ายจงใจแกล้งแม่เราเพื่อเช็คผลที่ตอบสนองกลับมา ปรากฏว่าแม่เราดันมีพลังพิเศษปัดป้องประมาณว่าอย่ามายุ่งกะชั้น เพราะแม่รู้สึกว่าแพทย์ทำไม่ดีกับแม่ รวมทั้งพูดจาไม่ดีกับแม่เลย แม่จึงไม่คุยกับจิตแพทย์ท่านนั้นอีก จากนั้นจิตแพทย์พูดแบบกวน ๆ ว่าสนุกดีเดี๋ยวจะมาใหม่ เราพยายามคิดว่านั่นเป็นการรักษาเพื่อจับจุดบางอย่างเพื่อที่จะประเมินว่าแม่เราเป็นโรคประสาทหรือไม่ และดูเหมือนแพทย์จะมั่นใจว่าแม่เราเป็นโรคประสาท รวมทั้งมีพยาบาลคนหนึ่งว่าแม่ใส่หน้าเราว่า “บ้าหรือเปล่า” เราพูดไม่ออก รู้สึกจุกที่อก แต่ไม่ว่ากันเรายิ้มแห้ง ๆ เป็นการตอบรับ ก้ออาการของแม่มันออกแนวนั้นจริงอย่างเค๊าว่า แต่ก้อไม่แฮ็ปปี้กับคำพูดแบบนั้นของพยาบาล เราได้เช็คเรทติ้งกับผู้ป่วยรอบข้าง พยายามบอกว่าแม่ป่วย แต่ภาวะปกติแม่ไม่เคยมีอาการโวยวายในสถานที่สาธารณะแบบนี้ หากแม่เราโวยวายอะไรต้องขอโทษด้วย หลังจากนั้นแม่มีอาการหลอนทางสายตา เห็นใครเดินผ่านไปมาในห้องฉุกเฉินจะตะโกนเรียกแบบไม่เกรงใจใคร เพราะเห็นเป็นคนที่รู้จัก เราได้แต่บอกว่าไม่ใช่คนรู้จักหรอก แต่เป็นคนที่มาโรงพยาบาลนี้ และแม่เราไม่รู้ว่าที่กำลังนอนอยู่นี้มันคือที่ไหน แต่ภาวะส่วนใหญ่แม่จะนอนนิ่ง ๆ มีสายตาค่อนข้างแข็ง ไม่ได้ตะโกนโวยวายตลอดเวลา

3 วัน 2 คืนที่ห้องฉุกเฉิน พี่ชายเราจะเป็นผลัดเช้าถึงเย็น ส่วนเราจะเป็นผลัดเย็นถึงรุ่งเช้า และเช้าวันที่ 2 พี่เราโทร.มาตอนสาย ๆ ให้ไปต่อเวรด่วน เพราะแม่ไม่ยอมให้พี่ชายเข้าใกล้ ทันทีที่เราพบแม่ *เราเห็นพี่ชายยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่ง พี่เราส่งภาษาใบ้ด้วยมือ ประมาณว่าให้เราเข้าไปหาแม่ได้เลย เราก้อเดินเข้าไปหาแม่ แม่เราขึงตาใส่ทำท่าแบบซีเรียสมาก เราเห็นแม่พยายามสอดสายตามองหาพี่ชายแล้วบอกเราว่าอย่าให้มันเข้ามานะ (หมายถึงพี่เรา) เราก้อถามทำไมไม่ให้พี่เข้ามาล่ะ แม่บอกเรามามันจะมายิงแม่ มันเอาปืนมาด้วย ซึ่งตอนนั้นพี่ชายเราถือขวดน้ำ แม่เราทำหน้าทำตาแบบว่าจริงจังมากมาย เอาละสิคราวนี้ ยุ่งเป็นยุงตีกัน ทั้งที่แม่เรารักพี่ชายมาก จากที่ป่วยพอเห็นหน้าลูกชายก้อมีอาการหายในทันที ปรากฏว่าคราวนี้หาว่าลูกชายจะมาฆ่าซะแล้ว สรุปแล้วแม่เราเป็นอะไรกันแน่ หรือจะเป็นโรคประสาทจริง ๆ แต่โรคประสาทมันทำให้คนอ่อนแรงจนถึงขั้นเดินไม่ได้ และกินอาหารไม่ค่อยรู้รสด้วยเหรอ แต่ในขณะเดียวกันก้อมีกำลังมหาศาลที่จะปัดป้องแพทย์และพยาบาลไม่ให้ทำอะไร ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้แม่อ่อนแรงลงไปมากแล้ว เราได้บอกข้อมูลทั้งหมดกับแพทย์อย่างละเอียด จากนั้น 2 คืน 3 วันอันแสนทรมานที่ห้องฉุกเฉินก้อผ่านไป แม่เราถูกส่งไปห้องพักคนไข้รวม แม่มีอาการดีขึ้น ไม่โวยวาย ไม่เครียดให้เห็น อาจเป็นเพราะสภาพที่ห้องพักคนไข้ดีกว่าที่ห้องฉุกเฉิน ไม่มีแพทย์และพยาบาลหน้าเดิมตามาให้แม่รำคาญใจ *เราพูดคุยกับแม่รู้เรื่องมากขึ้น แม่ไม่กลัวพี่ชายมายิงเหมือนตอนที่อยู่ห้องฉุกเฉิน ดูเหมือนสภาพวันแรก ๆ ของการมาพักที่ห้องคนไข้รวมทำให้แม่ลดอาการเครียดลงไปได้มาก และเราไม่ต้องยืนขาแข็งตลอดคืนอีกต่อไป ที่นี่มีเก้าอี้ให้นั่งเฝ้า ห้องน้ำเป็นสัดส่วนมากขึ้น แต่แม่จำไม่ค่อยได้ว่าที่นี่คือโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ บอกไปแป๊บหนึ่งก้อจำไม่ได้แล้ว แต่จำเราและพี่ชายได้ดี แขนขาเริ่มอ่อนแรงไปอีก กินไม่ค่อยได้มากขึ้น กินอะไรก้อบอกหวานหมดเลย แม่เริ่มเห็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนในโลก เช่น เห็นพญานาคมาอยู่ที่ประตูของโรงพยาบาล เห็นยายที่ตายไปแล้ว และแม่สะดุ้งทำหน้าตกใจบอกว่าใครทำแก้วแตก ในขณะที่เราไม่ได้ยินเสียงแก้วแตกเลย และไม่มีเสียงอะไรในห้องพักคนไข้นอกจากเสียงคนคุยกันเบามาก ๆ เท่านั้นเอง บางครั้งแม่เรียกเราไปกระซิบกระซาบด้วยสายตาแข็ง ๆ บอกเราว่าเห็นคนนั้นมั๊ยเขาเป็นคนไม่ดี ร้ายมาก ๆ เลย เวลาพูดสีหน้าจริงจังมาก ตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยเห็นพฤติกรรมแม่แบบนี้เลย เราก้อเลยเอามือปิดปากจุ๊ ๆ บอกว่าแม่ต้องพูดเบา ๆ อย่าให้เขาได้ยินนะ แม่เข้าใจในสิ่งที่เราบอก เพราะแม่เงียบแต่มองไปที่คน ๆ นั้นด้วยสายตาค่อนข้างดุดันเป็นระยะ ๆ และบางครั้งอะไรที่อยู่ในใจลึก ๆ แม่ก้อพูดออกมาต่อหน้าคนอื่น ทั้งที่เรารู้ดีว่าเรื่องในใจลึก ๆ ที่แม่หลุดพูดออกมานั้น เป็นเรื่องที่แม่จะไม่พูดให้คนอื่นได้ยินแน่นอน

สัปดาห์ต่อมาแม่เล่าให้เราฟังแบบตื่นเต้นหลังจากที่เราไปเฝ้าแม่ในช่วงสาย ๆ ข้อความต่อไปนี้เป็นคำพูดของแม่เรานะคะ “เมื่อเช้านี้มีนายธนาคารมาเข็นแม่ไปตามทางเล็ก ๆ ไปไกลมาก ๆ แม่กลัวมากแต่ทำใจดีสู้เสือ นายธนาคารพาแม่ไปที่ห้องแห่งหนึ่งแล้วบังคับให้แม่ลุกขึ้น แม่บอกไปว่าลุกไม่ไหวหรอก ฉันยกขาบนเตียงได้ ยกแขนได้ แต่ฉันลุกไม่ได้หรอก นายธนาคารก้อหาว่าแม่โกหก แม่บอกไปว่าไม่ได้โกหกนะ แต่ฉันลุกไม่ไหวจริง ๆ นายธนาคารก้อเลยอุ้มแม่ไปใส่ในอะไรก้อไม่รู้ แม่กลัวแทบแย่ มีอะไม่รู้มาครอบด้วย แล้วเขาถามแม่ว่า ป้ามาจากไหน แม่ไม่โกหกเขาหรอก พูดไปตามความจริงนี่แหละ แม่บอกเขาไปว่าฉันไม่สบายมาจากฝั่งไทย เขารักษาฉันไม่ได้เลยส่งมารักษาที่อินเดียนี่แหละ เขาถามแม่แค่นั้นแล้วก้อพามาส่งที่นี่แหละ” สิ้นสุดคำบอกแม่ของเรา เล่นเอาเราสลดไปเลย *เพราะคำว่านายธนาคารและประเทศอินเดียที่แม่พูดถึง มันเป็นเรื่องที่เราพูดกับแม่บ่อยมากในช่วงก่อนที่แม่จะป่วย ซึ่งมันมีนัยยะที่สำคัญระหว่างแม่กับเราอยู่ และแม่จำ 2 คำนี้ได้ แต่เรื่องอื่นแม่จำไม่ค่อยได้ แสดงว่า 2 คำนี้มันอยู่ใต้จิตสำนึกของแม่ตลอดเวลา แม่จึงได้พูดออกไปแบบนั้น ทั้งที่ในโรงพยาบาลไม่ได้มีนายธนาคารหรือประเทศอินเดียเข้ามาเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยของแม่ ตลอดเวลาที่แม่ป่วยเราก้อไม่ได้พูดถึงเรื่องนายธนาคารกับประเทศอินเดียกับแม่อีก คือเราเคยสัญญากับแม่ว่าจะพาไปประเทศอินเดียว แม่เราชอบทำบุญ แม่พูดถึงพระองค์หนึ่งที่ฟังผ่านคลื่น AM ว่าท่านไปทำบุญที่อินเดียบ่อย ๆ จึงฝากเงินให้เราช่วยโอนเงินไปทำบุญหลายครั้ง และถามเราว่าอินเดียมีอะไร เห็นพระบอกว่าไปกันแยะ ไปทำบุญกัน เราก้อไปหาข้อมูลพบว่าเป็นการทำบุญตามรอยพระพุทธเจ้า เราเอาข้อมูลมาบอกแม่มากมาย รู้สึกแม่ตื่นเต้นมากก้อเลยสัญญากับแม่ว่าขอเวลา 1 ปี จะพาแม่ไปเดินตามรอยพระพุทธเจ้ากะเขามั่ง สำหรับเราคือไม่ได้เป็นคนธรรมมะธรรมโมเหมือนแม่หรอก แต่เห็นแม่สนใจก้ออยากพาไป และเราก้ออยากให้แม่เราได้มีโอกาสนั่งเครื่องบินอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งก้อยังดี ล่องเรืออันดามันปรินเซสข้ามจังหวัดก้อไปกันมาแล้ว และจะบินทั้งทีก้อเลือกที่แม่ชอบและเราชอบไปพร้อมกันเลย ประกอบกับความชอบส่วนตัวของเราที่คิดว่าอินเดียเป็นประเทศในลำดับต้น ๆ ที่เราอยากไปถ่ายภาพก้อเท่านั้นเอง ส่วนเรื่องนายธนาคารเป็นเรื่องที่คุยกับแม่บ่อย ๆ ในช่วงก่อนป่วยว่าเราอยากมีประเทศไทยเป็นของตัวเอง แม่ถามต้องทำไง เราก้อเล่าให้ฟังว่าต้องไปธนาคาร ไปขโมยเงินมาแล้วเอาไปซื้อประเทศไทย คือ 2 เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่แม่ถามเราบ่อย ๆ แสดงว่าเป็นเรื่องที่แม่สนใจเป็นพิเศษนะคะ อันนี้คือที่มาของคำว่านายธนาคารและประเทศอินเดีย ที่แม่เอามาประมวลให้แพทย์ฟังได้อย่างลงตัว ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยของแม่เลย ดูเหมือนว่าตอนนั้นสมองของแม่ Error ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ยังจำเราได้ดี จำบางอย่างได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่กับสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวแม่จำอะไรไม่ได้เลย มีคนไปเยี่ยมแม่ยังคงจำได้ แต่บางคนอาจต้องจ้องนานหน่อยนะคะ

จากนั้นแพทย์พบว่าที่สมองมีน้ำมาก ต้องเจาะสมองแล้วเดินท่อฝังภายในตัวเพื่อระบายน้ำจากสมองลงช่องท้อง* เรารอนานหลายชั่วโมงกว่าแม่จะออกมาจากห้องผ่าตัด ทันทีที่เห็นคนเข็นรถแม่เข้ามาให้ห้องพักผู้ป่วย เราไม่สามารถบอกความรู้สึกผ่านเป็นตัวอักษรได้ เราคิดไม่ถึงว่าสภาพของแม่จะเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนั้น ผมถูกโกนออกครึ่งหนึ่ง แม่เรากลายเป็นคนแก่มาก ๆ ไปแล้ว ความหดหู่และความเคว้งคว้างวิ่งเข้ามาชนอย่างแรง พูดอะไรไม่ออก มึนไปเลย พี่ชายเรามาสมทบในช่วงเย็น เขาเงียบไปกับสภาพที่เห็นแม่ ระหว่างเรากับพี่ชายไม่ได้คุยถึงสภาพของแม่ในตอนนั้น มองหน้ากันก้อรับรู้ได้ว่าความรู้สึกไม่ต่างกัน แต่มีการนำมาพูดคุยหลังแม่เสียชีวิตไปแล้ว ก้อรับรู้กันว่าความรู้สึกไม่ต่างกันจริง ๆ รุ่งขึ้นแม่กลับมีอาการดีขึ้นมากมาย เหมือนได้ถ่ายเทอะไรบางอย่างในสมองออกมา พูดคุยได้ชัดเจนขึ้น เหมือนความจำบางอย่างกลับคืนมาแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันอาการก้อทรุดลงไปอีก แพทย์วินิจฉัยอาการออกมาได้ 4 โรค และสัปดาห์ต่อมาแพทย์ฟันธงแม่เป็นมะเร็ง และเชื้อลุกลามขึ้นสมองไปเรียบร้อยแล้ว ไม่สามารถหาตำแหน่งที่มาของมะเร็งได้ ซึ่งแพทย์บอกว่าที่นี่ถือได้ว่าเป็นแหล่งที่ย้อมชิ้นเนื้อได้เก่งที่สุดแล้ว จากประสบการณ์ของแพทย์พบว่า ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งในอาการแบบนี้จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่น่าจะเกิน 2 เดือน เนื่องจากหาตำแหน่งที่มาไม่ได้ จึงแนะนำให้พากลับบ้านแล้วรักษาตามอาการ รวมทั้งให้พวกเราไปเข้าคอร์สการทำอาหารเหลว เพราะต่อไปต้องให้อาหารทางสายยาง และติดตั้งสายฉี่ที่บ้านด้วย

พี่ชายพาแม่มาอยู่บ้านในกรุงเทพฯ อีกประมาณ 1 สัปดาห์ ตลอดเวลาที่อยู่บ้านพี่ชาย แม่จำได้บ้างไม่ได้บ้างเป็นครั้งคราว ยังพอพูดคุยได้รู้เรื่องบ้าง แม่พูดว่าเจ็บครั้งนี้คงไม่รอด แต่เป็นห่วงน้องสาวมาก แม่มีอาการ Error ทางสมองเป็นพัก ๆ แต่ยังไม่มีการให้อาหารทางสายนะคะ แต่กินได้น้อยเต็มที ลุกไม่ได้และช่วยตัวเองไม่ได้ อยู่บนเตียงตลอดเวลา จากนั้นพี่ชายพาแม่กลับไปบ้านนอก ให้แม่นอนที่ชั้นล่าง กั้นมุ้งลวดแบบกว้างขวางในที่โล่งของชั้นล่าง และใช้เตียงแบบที่โรงพยาบาลใช้ มีเตียงสำหรับพวกเราเข้ามานอนกับแม่อีก 1 เตียง ซึ่งระยะเวลาที่เหลืออีก 2 เดือน แม่เขาออกโรงพยาบาลประจำจังหวัดอีก 3 ครั้ง ให้อาหารทางสายยาง และติดตั้งสายฉี่ แม่มีอาการผวาอย่างรุนแรงให้เห็น 1 ครั้ง และมีเสียงร้อง ลูก ๆ ที่อยู่แถวนั้นวิ่งกรูกันเข้าไปดู พร้อมจับตัวไว้ สีหน้าแม่เหมือนคนตกใจมาก แต่ก้อเงียบไม่พูดอะไร ดูเหมือนแม่จะยังคงมีความรู้สึกอยู่ในช่วงแรก ๆ เพียงแต่พูดไม่ได้ ตอนดึกมีอาการร้องให้เห็นบ้าง แต่ถ้าจับพลิกตัวเสียงร้องก้อจะหายไป เราไม่ทราบว่ากรณีที่แม่ไม่ร้องอาจร้องไม่ออกหรือเปล่า ช่วงหลัง ๆ แม่ไม่รู้สึกตัวแล้ว * แม่ถ่ายเองไม่ได้ ต้องควักอึให้แม่ทุกวัน เรากับพี่ชายผลัดกันขึ้น ๆ ลง ๆ ระหว่างกรุงเทพฯ และบ้านนอก ส่วนน้อง ๆ ให้เป็นผลัดฉุกเฉินในช่วงที่บางครั้งอาจต้องเว้นไป 1 คืน ที่ต้องเดินทางสวนกับพี่ชาย คือที่บ้านนอกมีน้องหลายคน แต่คนที่ตัดสินใจได้จะมีพี่ชายและเราเท่านั้น แต่ทุกคนจะมั่นใจว่าถ้าพี่ชายหรือเราคนใดคนหนึ่งอยู่ด้วย ครั้งสุดท้ายที่เข้าโรงพยาบาลประจำจังหวัด แม่มีน้ำท่วมปอด และต้องให้ออกซิเจน วันนั้นพี่ชายเราดูควบคุมดูแลทั้งหมด โทร.มาบอกเราว่าแพทย์ถามจะให้ยื้อไว้หรือไม่ เราตอบกลับไปว่าให้แพทย์ยืนยันอีกครั้ง หากแพทย์มั่นใจว่าสุดท้ายจริง ๆ ก้อเห็นพ้องต้องกันว่าไม่ต้องยื้อ นำแม่กลับไปที่บ้านได้เลย เรารับโทร.จากพี่ชายช่วงบ่าย ซึ่งพี่ชายยืนยันตามคำแพทย์ว่าหากถอดออกซิเจน แม่จะอยู่ได้อีกไม่น้อยกว่า 8 ชม. และเราจะตามลงไปสมทบได้ทันเวลาแน่นอน พี่เราโทร.มาอีกจะถอดออกซิเจนแล้วนะ (เครื่องใหญ่) เรายืนยันว่าให้ถอดโลด จากนั้นพี่เรานำแม่กลับบ้านด้วยรถของทางโรงพยาบาล โดยมีถุงออกซิเจนเล็ก ๆ ติดไปด้วย ลูกคนอื่นอยู่ครบกันทุกคนยกเว้นเรา พอจัดวางบนเตียงเรียบร้อย ก้อถอดถุงออกซิเจน แต่ละคนช่วยกันจัดระเบียบบนเตียงคนละไม้คนละมือ แล้วทุกคนบอกว่าได้ยินเสียงแปลก ๆ จึงหันไปดูพบว่าแม่สิ้นใจแล้ว ทุกอย่างรวดเร็วกว่าที่ประเมินสถานการณ์กันไว้มาก เราไม่สามารถกลับไปร่วมนับเค้าท์ดาวน์ได้ทัน กว่าเราจะเดินทางไปถึงแม่ก้อต้องไปอยู่วัดแล้วนะคะ


เก็บตกหลังวิกฤตผ่านไป
งานของแม่ผ่านไปด้วยดี แม่มีลูกที่มี DNA เดียวกันจำนวน 3 คน และแม่มีลูกต่าง DNA * อีก 3 คน รวมแล้วถือว่าแม่มีลูกถึง 6 คน และทุกคนร่วมด้วยช่วยกันดูแลอย่างดีเสมอมา แบ่งเป็นผลักหลักที่มีอำนาจตัดสินใจคือเราและพี่ชาย ส่วนที่หลือเป็นผลักฉุกเฉิน แยกย่อยมีหน้าที่เป็นแผนก ๆ ไป เรายังบ่นว่าสงสัยแม่จะมีลูกมากเกินไปเลยอยู่ได้ไม่นาน แล้วก้อหันไปมองหน้าเจ้าพวกลูกต่าง DNA แต่โดนโห่กลับค่ะ ก้อแซวกันแบบขำ ๆ ลูกทั้งหมดต่างก้อบอกรักแม่ และลงความเห็นว่าแม่จากไปเร็วเกินไป วัยของแม่ควรจะอยู่ได้อีกนานนับสิบปี แต่เราก้อไม่เข้าใจที่บอกรักแม่ แต่ถ้าแม่มาหาจะวิ่งป่าราบแน่นอน ถึงเวลานอนมาหลบรวมกันเป็นกอง แถมมีได้ยินเสียงแม่เดินบนบ้าน เห็นแม่มาล้างจาน ซึ่งมันก้อเป็นเรื่องแปลก ลูกที่เป็นไฮไลท์อย่างเราและพี่ชายกลับไม่เคยเห็นแม่เลย เราก้อพยายามบอกเพื่อไม่ให้กลัวว่า ถ้าแม่จะมาต้องมาหาเราหรือพี่ชายก่อน แม่เป็นคนเจ้าระเบียบ ดังนั้นการมาหารของแม่ต้องมีหลักการ มีอะไรก้อจะมาสั่งไว้ที่ตัวใหญ่ก่อน จากนั้นตัวใหญ่จะทำหน้าที่มากระจายข่าวให้ตัวเล็กเอง ดูว่าค่อนหายบ้ากันไปได้นิดหนึ่ง คืนแรก ๆ อยู่กันครบทุกคน พวกเรานอนชั้นล่าง แต่พี่ชายนอนชั้นบนที่ห้องแม่ ตื่นเช้ามาใครบางคนบอกว่าได้ยินเสียงแม่เดินบนบ้าน คนอื่น ๆ รับช่วงต่อว่าได้ยินเหมือนกัน (ตามกระแสกันเป็นพวง) แต่เราก้อนอนอยู่ด้วยทำไมไม่ได้ยินเลย ตอนเช้ามาเม้าส์กันสนั่นดอย พี่ชายเราขำก้อบอกว่า ตรูเองแหละ เมื่อคืนปวดฉี่เลยลุกขึ้นมาฉี่ก้อแค่นั้น การวิพากวิจารณ์งสงบลงไปได้ คืนถัดน้องต่าง DNA หนีกลับไปนอนบ้านตัวเองกันหมด (เขามีกันคนละห้องนอน) รุ่งเช้าสายรายงานมาว่าตอนดึก ๆ *มีการหอบที่นอนวิ่งกันป่าราบมานอนห้องเดียวกันหมดเลย เราก้อขำบ้าไปกันใหญ่แล้ว บ้านใหญ่ที่แม่นอนยังไม่มาเลย แล้วแม่จะไปบ้านเล็กทำไม เพราะตัวใหญ่มันอยู่ที่บ้านหลังนี้นี่นา พออธิบายให้ฟังก้อดูเหมือนสงบลงไปบ้าง แต่สีหน้ายังมีแววหวาดกลัวให้เห็นอยู่ดี คืนถัดมาเรานอนกะน้องอีกคนหนึ่ง น้องหลับไปแล้ว เราปิดไฟแต่ยังดูทีวีอยู่ น้องเรางัวเงียตะโกนถามว่าหลับแล้วปิดทีวีด้วย เราตอบว่ายังไม่หลับ มันย้อนมาว่าไม่หลับแหง๋ล่ะ มีเสียงกรนด้วยไม่หลับได้ยังไง หาว่าเราโกหก เราก้อบอกว่าระดับนี้ไม่เคยกรน นอนด้วยกันออกบ่อยเคยได้ยินเสียงกรนเหรอ มันก้อว่าเออก้อจริงนะ แล้วมันก้อหลับต่อ อีกสักพักลุกขึ้นมาบ่นอีก เพราะได้ยินเสียงเรากรน เราก้อบอกไม่ได้กรนยังไม่หลับดูทีวีอยู่ มันก้อหลับต่อ เราขี้เกียจรำคาญจึงปิดทีวีแล้วนอน วุ้ย? ตื่นเต้นเป็นครั้งแรก ได้ยินเสียงกรนจริง ๆ แต่เป้าหมายของเราคือน้องเราแหละกรน พอเราลุกน้องเรามันก้อทะลึ่งลุกเหมือนท่ามกลางความมืดของห้อง เราก้อไม่หลับ น้องเราก้อไม่หลับแล้วใครกรน เสียงมันมาจากในห้องนี่แหละ น้องเรามันกลัวมาก เราก้อด่าจะบ้าหรือไง ในเมื่อมันมีเสียงมันก้อต้องมีที่มา เราลุกไปเปิดไฟ เสียงกรนหายไป แต่ไม่ได้กลัวอะไร เราก้อบอกว่านอนเถอะแล้วปิดไฟ สักพักเสียงกรนมาอีกแล้ว คราวนี้น้องเราสติแตกเลย เราก้อลุกไปเปิดไฟอีก คราวนี้ต้องจับให้ได้โดยละม่อม มุดไปรอบห้องมีอะไรซุกซ่อนอยู่หรือเปล่า อุบัติเหตุบางอย่างอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดฝัน สุดท้ายก้อได้จำเลยค่ะ มันคือเจ้าแป๊ปซี่หมาของเราเองที่นอนด้วยกัน ร้อยวันพันปีไม่เคยกรน แต่ช่วงหลังแก่มากแล้ว ดันมาเกิดอาการกรนในช่วงที่กดดันพอดี และกรนเป็นจังหวะ เป็นกรนเป็นช่วง ๆ แล้วเงียบ จากนั้นก้อกรนใหม่ ขำกันแทบตาย น้องเรามันก้อเลยหายบ้าไปแล้ว หลังจากเรากลับกรุงเทพฯ ได้ข่าวว่าบ้านเราเงียบมากถึงเงียบมาก ๆ บ้านถูกปิดตั้งแต่หัวค่ำ น้องเรามุดเข้าห้องพร้อมหมาแล้วไม่ออกนอกห้องจนกว่าจะเช้า เป็นแบบนี้นานหลายเดือน ปัจจุบันทุกอย่างเป็นปกติแล้วค่ะ

ตลอดระยะที่แม่ป่วย พวกเรารู้สึกแย่มาก พี่น้องทะเลาะกันถึงขึ้นไล่ออกจากบ้าน ไม่ใช่เพราะเกี่ยงกันดูแลแม่ แต่ด้วยความเห็นในการดูแลแม่ไม่ตรงกันบ้าง และเกิดอะไรขึ้นก้อไม่ทราบ จึงมีการทะเลาะกันในกลุ่มลูกที่มี DNA ตัวเดียวกัน ส่วนน้องต่าง DNA *ได้แต่แอบเลือกข้างอยู่ห่าง ๆ ประมาณว่าไม่กล้าเสนอหน้ากลัวเรทติ้งจะตก เพราะหันไปทางไหนก้อพี่กันทั้งนั้น เราพยายามทบทวนว่ามันเกิดอะไรขึ้นก้อนึกไม่ออก แต่เข้าใจว่าคงเป็นความเครียดเกี่ยวกับเรื่องแม่ เพียงแต่ไม่ใช่เครียดเพราะต้องมาดูแม่แน่นอนค่ะ แต่อย่างน้อยมันก้อเป็นเรื่องความโชคดีบนความโชคร้ายที่พวกเรากำลังเผชิญกัน เพราะอย่างน้อยเราก้อไม่ได้ทะเลาะกันเพราะเกี่ยงกันดูแม่นะคะ แต่ทุกคนร่วมด้วยช่วยกันดูแลแม่กันมาเป็นอย่างดี เพียงแต่มีความเห็นบางอย่างที่ไม่เข้าใจกัน ในสภาวะที่เครียดก้อเลยกดดันทำให้ทะเลาะกัน มีผู้ใหญ่ที่หวังดีหลายท่านค่ะ อยากให้พาแม่ไปรักษาแผนโบราณ เราเชื่อว่าหวังดีกับพวกเราจริงอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่เราไม่สามารถทำตามได้ และมันก้อเป็นเรื่องที่ทำให้ต้องกังวลมากมาย เพราะในเวลาที่เรากับพี่ชายต้องเดินทางสวนกัน กลัวว่าจะมีใครแอบพาแม่เราไปรักษาแบบนั้น และดูเหมือนว่าน้องทั้งหลายเริ่มเอนเอียงไปตามผู้ใหญ่ที่หวังดีทั้งหลาย คือเราทบทวนดูอย่างเป็นเหตุเป็นผล แม่เราอยู่ในระยะช่วงสุดท้ายของชีวิต ต้องมีการดูแลที่ถูกหลักสุขอนามัย เพื่อไม่ให้มีการติดเชื้อ ขนาดดูแลกันอย่างดียังมีการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะเลย ถ้าหากจะหอบหิ้วไปรักษาตามที่ต่าง ๆ เราจึงไม่สามารถรับได้ และไม่มีวันจะรับได้ เป็นเหตุให้เราต้องประกาศอย่างเป็นทางการกับน้อง ๆ ว่า หากเราและพี่ชายไม่อยู่ ใครก้อห้ามพาแม่ออกจากบ้านเด็ดขาด ยกเว้นมีอาการฉุกเฉินให้เรียกรถพยาบาลเท่านั้น เพราะภาวะของคนโคม่าจำเป็นต้องใช้รถพยาบาล เนื่องจากมีอาวุธยุทธปกรณ์ที่ครบมือ หากมีใครพาแม่ออกนอกบ้านที่ไม่ใช่แบบที่สั่งไว้ จะเกิดการกลียุคภายในบ้านครั้งใหญ่ และจะเป็นผลทำให้ไม่มีความสงบสุขภายในบ้านเกิดขึ้นอย่างมโหฬาร ไม่เชื่ออย่าลบหลู่เจ้าแม่ซาไปรส์ตัวจริงเด็ดขาด แถมด้วยเจ้าพ่อปลากระป๋องอีก 1 ท่าน เพราะแข้งท่านหนักมาก หากแต่ใครจะบนบานศาลกล่าว ติดตั้งนั่งร้านซื้ออะไรมากราบไหว้ภายในบ้าน เมื่อคิดว่าทำแล้วสบายใจก้อสามารถทำได้ตามอัธยาศัย แบบนี้ไม่ว่ากัน แต่ห้ามพาแม่ไปรักษาในที่ ๆ ไม่ใช่โรงพยาบาล หรือห้ามพาใครที่ไม่ใช่แพทย์ตัวจริงมารักษาแม่ที่บ้านเด็ดขาด สิ้นคำประกาศก้อแอบขำกันสองคนกะพี่ชาย หากมีการแหกคอกต้องเฮี้ยนให้สมบทบาทนะเฟ้ย ช่วงนี้ก้อช่วยกันซ้อมบทไปพลาง ๆ ก่อน คิดดูนะคะ มีคนแนะนำว่าให้นำมีดมาใส่ไว้ใต้หมอนแม่เรา เราก้อไม่รู้ว่าจะนำมาใส่หาพระแสงทำไม มีดนะคะไม่ใช่ปุยนุ่นที่จะนำมาใส่ไว้ใต้หมอนของคนป่วยที่มีภาวะคลุ้มคลั่งในบางครั้ง แล้วแบบนี้จะไม่ให้เราตั้งกฎโหดได้ยังไงนะคะ


บทความก่อนหน้านี้
แค่มาเล็ง ๆ หรือมะเร็ง เป็นเรื่องราวประสบการณ์ผ่านเต้าของเราเองพร้อมภาพประกอบ หากต้องการข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางกรุณา "..คลิ๊กที่นี่.."




อยู่ในระหว่างการซ่อมข้อมูล ณ จ้ะ




Create Date : 24 ธันวาคม 2550
Last Update : 2 กุมภาพันธ์ 2554 0:27:24 น. 4 comments
Counter : 2757 Pageviews.  
 
 
 
 
แวะมาอ่าน บางรูปเคยเห็น

พอมาเจอเป็นรูปประกอบในblog อึ้งเลยครับ
 
 

โดย: mOm1 วันที่: 6 มกราคม 2551 เวลา:0:10:37 น.  

 
 
 
รูปของคุณถ่ายทอดเรื่องราวได้กินใจมากค่ะ

ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ..
 
 

โดย: แม่มะพร้าว IP: 58.9.8.182 วันที่: 28 มกราคม 2551 เวลา:21:34:37 น.  

 
 
 
ควานหามาจากหัวข้อ จิ๋ว...ดีไซน์ที่เลือกได้ ค่ะ
แล้วก็เลยคลิกเข้ามาอ่านในนี้ต่อค่ะ
ความรู้สึก เจ็บจี๊ด เศร้า อบอุ่น ปะปนกัน
* คือมันบรรยายไม่ถูกจริงๆ ให้กำลังใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านไปแล้วนะคะ

 
 

โดย: am_connect วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:23:53:41 น.  

 
 
 
ขอให้แม่พี่ไปสู่สุขคตินะคะ
 
 

โดย: น้องเกด IP: 124.120.251.250 วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:18:33:43 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

ซาไปรส์
 
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 21 คน [?]





Indy Style Indy

เว็บไซด์ขายเสื้อผ้าออนไลน์

สไตล์โบฮีเมียน, ยิปซี ฯลฯ
สำหรับสาวเซอร์ หรือสาวที่มี
เอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
สนใจแวะชมได้นะคะ

"เสื้อผ้าสไตล์โบฮีเมียน
ยิปซี อินเดีย ฯ
เสื้อผ้าแนว ๆ
คลิ๊กที่นี่
"



New Comments
[Add ซาไปรส์'s blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com