ชีวิตให้มารดา หัวใจข้าให้คนรัก เลือดเนื้อเพื่อเกียรติศักดิ์ ลมหายใจให้ปวงชน
 
เมษายน 2551
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
11 เมษายน 2551

เล็กๆน้อยๆที่ลูกศิษย์ขอมาครูก็จัดไป

ใครอยากได้อะไรก็ไปโพสไว้ละกัน จะเอามาลงให้

อันนี้เป็นบทสวดมนต์ฉบับเต็มโหลดเอาไปสวดกันได้เลย

//sirivi.com/doc/Botsuadmont.pdf

ส่วนใครที่อยากได้รูปไปอัดไว้บูชาให้โหลดจากลิ้งค์ข้างล่างนี้

//sirivi.com/doc/Botsuadmont.doc




 

Create Date : 11 เมษายน 2551
12 comments
Last Update : 24 สิงหาคม 2552 15:31:00 น.
Counter : 1053 Pageviews.

 

เนื้อเพลง หัวใจเกเร(ขอบคุณหัวใจ)
คำร้อง/ทำนอง วีระชาติ ศิริไกรวัฒนาวงศ์

ขอบคุณที่ฟ้าให้มาเจอกัน
ขอบคุณสวรรค์ที่ให้มาเจอ
ขอบคุณน้ำคำที่คอยพร่ำเพ้อ
ขอบคุณใจเธอที่คอยคู่เคียง

แม้เหนื่อยยากลำบากเพียงไหน
อยู่หนใจขอแค่ได้ยินแต่เสียง
แม้ยามเหนื่อยล้าขอใจเธอได้มาเคียง
น้ำใจหล่อเลี้ยงย้ำเรามีเราตลอดกาล

หากฉันเคยพลาดประมาทต่อเธอ
หากพบเจอขอเธออย่าได้สืบสาน
โปรดรู้ว่ายังรักเธอยาวนาน
เมื่อเวลาผ่านขอแก้ไขหัวใจเกเร

แม้เหนื่อยยากลำบากเพียงไหน
อยู่หนใจขอใจเธอไม่ห่างเห
เหนื่อยท้อเท่าใดใจไม่โลเล
เสียงรักจะเห่กล่อมเราและเราตลอดกาล
เสียงรักจะเห่กล่อมเราและเราตลอดกาล

 

โดย: ครูต้น (sirivi ) 11 เมษายน 2551 23:35:11 น.  

 

ครูคะ
หนูอยากฟังเสียงครูร้องเพลง
เอาลง นะนะนะ

 

โดย: แว่นแดง ศ.น. IP: 118.172.122.244 4 พฤษภาคม 2551 18:23:10 น.  

 

อยากติดมหาลัย ไม่ยากเลย
โดย ครูต้น
ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงเดี๋ยวจะไม่ทันการ ก่อนอื่นให้สร้างข้อมูลเพื่อสร้างอารมณ์ความรู้สึกว่าเรากำลังได้อ่านผลประกาศที่บอกว่าเราติดคณะและมหาลัยที่ต้องการ มาแปะข้างฝาที่เห็นได้เด่นชัด แต่จะให้ดีควรเป็นมุมที่อยู่ทางทิศใต้ของห้องนอน ทุกเช้าตื่นขึ้นมา ให้มาอ่านและพยายามสร้างความรู้สึกว่าเราได้รับข้อมูลนั้นและก็ทำอารมณ์ให้ดีใจสุดๆเหมือนกับที่เราติดจริงๆ (หรืออีกวิธี แต่อาจจะไม่ค่อยได้ดังใจเพราะต้องรอเวลา คือ ให้ไปร่วมแสดงความยินดีและลุ้นกับเพื่อนที่ติดโดยกำหนดความรู้สึกว่าเหมือนเป็นตัวเราเองที่ติดก็จะช่วยได้อีกแรง แต่คนที่ยังไม่ติดแล้วเจอสภาวะอย่างนั้นอาจทำใจได้ยาก ก็เลยไม่ค่อยอยากแนะนำให้ทำซักเท่าไหร่) อย่างที่สองให้หารูปที่เกี่ยวกับอาชีพที่เราอยากจะเป็น โดยทำเหมือนอัลบั้มความฝัน วิธีทำก็ไม่ยาก แค่เอารูปคนที่มีอาชีพเหมือนกับที่เราอยากเป็นมาแล้วเอาหน้าเราไปติดแทน อาจมีภาพประกอบอื่นๆตามสมควรเช่น สถานที่ทำงาน สมบัติพัสถานที่อยากมีแม้แต่ แฟนสวยๆหล่อๆที่แอบชอบมานาน(ใครกลัวความลับแตกว่าชอบใครอาจเป็นชายไม่จริงหญิงไม่แท้ ก็อาจจะงดภาพส่วนนี้ไปก็ได้ แต่ถ้าใครอยากเป็นดาราหนังโป๊ ก็ไม่แนะนำให้แปะภาพที่ข้างฝาเพราะมันคงน่าเกลียดพิลึก) ที่สำคัญ ให้หารูปที่ค่อนข้างเป็นความจริง จึงจะได้ผลดีที่สุด(ไม่ใช่เอารูปซุปเปอร์แมนมาเป็นแฟน อย่างนี้ก็คงต้องสดุดีด้วยคำว่า จ้-า-ด-ง่-า-ว สักแสนที ถึงจะสมกับปัญญาที่คิดได้)
เมื่อได้ภาพสมดังใจแล้ว ก็นำมาติดที่ข้างฝาให้ตรงกับทิศเหนือของห้องนอนหรือเตียงนอน พยายามดูภาพนี้ทุกวันและจินตนาการว่าตัวเองคือคนในภาพจริงๆ ที่สำคัญ วิธีนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อเราสร้างจินตนาการและอารมณ์ให้ถึง แล้วปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นเอง ก็ไม่อยากจะคุยมาก แต่บอกได้ว่า ถ้าทำได้ตามที่แนะนำ จะมากราบแทบอกขอบคุณกันไม่หวาดไม่ไหว
และที่สำคัญที่สุด ต้องพยายามด้วยตัวเองด้วยนะ ไม่ใช่ทำอย่างนี้แล้ว มันจะได้ด้วยการนั่งอยู่เฉยๆ อาจจะได้เหมือนกันแต่มันคงเป็นได้แค่ในจินตนาการไม่เช่นนั้น ก็อาจได้เป็นเฉพาะในรั้วของสวนปรุงแทน

ปล.นี่คือบทความฉบับที่2 ต่อจาก 10 วิธีสู่รั้วมหาวิทยาลัยแบบใช้บุญ อยากให้ได้ผลเต็มร้อย ก็ควรไปหาอ่านซะ ถ้าไม่รู้ที่ก็ไปที่ //sirivi.bloggang.com/ ในส่วนของคาถาอาคมอันสุดท้าย หรือจะเอาคำว่า 10 วิธีสู่รั้วมหาวิทยาลัย ไปหาในกูเกิ้ลก็จะขึ้น ใครที่อ่านแล้วสนใจ จะสอบถามเพิ่มเติมก็ยินดี สามารถติดต่อได้โดยตรงที่ เบอร์โทรในเว็บนะจ๊ะ แล้วคราวหน้าจะเขียนอะไรดีๆแบบนี้มาให้อ่านอีก คราวหน้าอาจเป็นเรื่อง ทำยังไงให้รักได้ยืนยาว

โปรดติดตามตอนต่อไป

 

โดย: ครูต้น IP: 222.123.86.221 28 กันยายน 2551 0:50:01 น.  

 

พระพุธเจ้าสมความปรถนายังไง ก็ขอให้อาจารย์ พร้อมผู้เกี่ยวเนื่องทุกท่าน สมความปรถนาทุกประการด้วยเทอญ
หลุดพ้นถึงซึ่งพระนิพพานด้วยเทอญ
และไม่ประมาทในชีวิต เจริญพร

 

โดย: พระเวียงสัน IP: 115.67.21.24 2 มีนาคม 2552 22:12:38 น.  

 

มาทำเทียนเดาข้อสอบรุ่นพิเศษกันดีกว่า

ให้นำดอกไม้ ธูปเทียนอย่างละ 3 ดอกใส่พาน
แล้วไปหาพ่อกับแม่ กล่าวขอขมาและขออนุญาต
นำเส้นผม เล็บ และเศษผ้าที่พ่อแม่ใส่ มาพอประมาณ
แล้วนำมาหุ้มด้วยเทียนขี้ผึ้งแท้ ปั้นเป็นก้อนกลมๆ ขนาดพอเหมาะ แล้วนำทองคำเปลวแท้(ซื้อจากร้านสังฆภัณฑ์)
มาปิดให้เต็ม

ถ้าอยากให้มีอานุภาพมากยิ่งขึ้นให้นำมาเข้าพิธีไหว้ครูบูชาพระที่อาจารย์ต้นจัดทุกปี

แต่ถ้าไม่มีเวลาก็สามารถนำเทียนนี้ไปใช้ได้เลย
โดยใช้คู่กับคาถาเดาข้อสอบแต่เวลาใช้ต้องนึกถึงพระ เสด็จปู่พระอินทร์ พ่อแม่และครูอาจารย์ ตามที่แนะนำไว้ในส่วนของวิธีการใช้คาถาเดาข้อสอบ(ตรงส่วนของคาถาอาคม)

เพียงเท่านี้ก็ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในจักรวาลไม่มีวันเสื่อม
ใครขโมยเทียนนี้ไปก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่าที่เราใช้เอง

 

โดย: ครูต้น (sirivi ) 28 พฤษภาคม 2552 12:55:12 น.  

 

ของเค้าดีจริง
....เด็กกรุงเทพ

 

โดย: ครีมบอย IP: 192.168.100.3, 124.120.153.86 21 มิถุนายน 2552 9:33:32 น.  

 

อาจารย์มีคาถาหายตัวได้ปะ
pee_re_w_u_t_@hotmail.com

 

โดย: ดรีมบอย IP: 58.10.155.185 4 กรกฎาคม 2552 14:48:55 น.  

 

ครูต้นน น น


ผมเป็น นักเรียนโรงเรียนอุตรดิตถ์ นะเคิ๊บบ บ

การสอนของครูในวันนี้ ยอดและเยี่ยมมากเลยครับ
ครูแบบนี้ สมัยนี้ หาได้ยากครับ พวกลักษณะการสอน วิธีการสอน อะไรอย่างงั้น ฮาอย่างที่ คุณครูเค้าโฆษณาไว้จริงๆ ถ้ามีโอกาสอีก (เมื่อชาติต้องการ) ก็ขอให้ครูมาสอนอีกรอบนึง ง ง มาทุกๆ ปีเลย ก็ดี. . น้องๆที่โรงเรียน จะได้ได้รับอะไรๆ บ้างง ง ง


ขอขอบคุณ คุณครู ที่ช่วยแนะวิธี สร้างบุญ (แต่พวกผมเข้าใจว่ามันคือวิชามาร เอิ๊กๆ)

ยัง งงๆ ว่า. . ได้ ยังไง แต่อาจจะมี บางคนที่อยากพิสูจน์ด้วยตนเอง และขอให้มันสำเร็จ. . . (จะได้ปฎิบัติตาม เหอะ)


สุดท้ายนี้ ก็ขอให้ครู ฝัน น นน น หวา น นน นะครับ

 

โดย: AL IP: 192.168.100.109, 222.123.174.44 16 สิงหาคม 2552 20:05:35 น.  

 

55555+
มาแว้วคับ

ติวกับครูสนุกมากนะคับ

อยากเจอครูอีกจังอ่ะคับ

 

โดย: เด็กติวพานพิทฯ IP: 115.67.236.24 17 สิงหาคม 2552 21:26:17 น.  

 

ผมอยากไปไว้ครูกับครูจังคับ

ผมอ่ะเปงร่างทรงอ่ะคับ

เจ้าพ่อผมเปงลูกเจ้าพ่อประตูผาอ่ะ

ผมชอบเข้าวัดอยู่เปงประจำ

แต่ทำไมรู้สึกว่าช่วงนี้บารมีของผมมันลดลงมากเลยอ่ะคับ

ผมควรจะทามงายดีอ่ะคับ

ถึงจะเสริมบารมีได้อ่ะ

 

โดย: เด็กติวพานพิทฯ IP: 115.67.236.24 17 สิงหาคม 2552 21:30:12 น.  

 

ครูต้น...คนโลกลือ

บุรุษร่างเพรียวเดินมาพร้อมชุดพื้นเมือง สัญลักษณ์ประจำตัวที่ยากจะหาใครเลียนแบบได้ทั้งยังมีกลิ่นธูปควันเทียนหอมตลบอบอวลไปทั่วระยะทางที่เขาเดินผ่าน ประหนึ่งมีรัศมีกลิ่นหอมรายล้อมอยู่ไม่รู้หาย ท่วงท่าสง่างามแต่ดูกิริยาอาการแก่ล่วงวัยที่ขัดแย้งกับหน้าและแววตาที่สดใสคล้ายกับสามารถหยุดความผันแปรแห่งสังขารดังใจปรารถนา น้ำเสียงทรงพลังอำนาจ แต่แฝงด้วยความอ่อนโยน ดวงตาเปล่งประกายไปด้วยความมุ่งมั่นและปณิธานอันแรงกล้าของชีวิต
“ทางใดเป็นทางที่ดี เป็นทางที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้ ขอให้ทางนั้นจงเปิดและโรยด้วยกลีบกุหลาบ” นับจากที่คำอธิษฐานบวกกับความพยายามในวันนั้น หนทางแห่งเส้นทางครูก็เปิดแก่ต้น
วีระชาติ ศิริไกรวัฒนาวงศ์ เด็กผู้มีความฝันและอุดมการณ์อันแน่วแน่ที่จะใช้ความสามารถของตนช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเต็มกำลังสามารถ เด็กจากโรงเรียนพิจิตรพิทยาคม เมืองมะขามแก้วสี่รส แต่มีชาติกำเนิด ณ เมืองพิษณุโลกลองแคว สอบได้โครงการเรียนดี วิชาเอกภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปีพุทธศักราช 2541 เป็นจุดเริ่มต้นหนทางแห่งวิชาชีพครูที่เขารัก และเป็นวิชาชีพที่ช่วยเหลือคนได้ดังที่ตั้งปณิธานเอาไว้แต่แรกเริ่ม นับแต่นั้นมาคำว่าครูก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาอย่างแยกจากกันไม่ได้
ครูต้นเริ่มอาชีพครูครั้งแรกที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัยแผนกมัธยม ในปี2545 จนรู้สึกอิ่มในชีวิต อิ่มในที่นี้เป็นความอิ่มในสุข และอิ่มกับปัญหาที่มากเกินจะทน ท้ายที่สุดของปัญหาทุกปัญหาคืออดทนกับมันหรือเลือกที่จะหลีกหนีจากมันเสีย ซึ่งครูต้นเลือกทำอย่างหลังเพื่อมองหาชีวิตที่ตนต้องการต่อไป
“ ถ้าไม่มีครูติ่งในวันนั้น ก็คงไม่มีครูต้นในวันนี้ ” ครูต้นกล่าวขึ้นด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรักและเทิดทูนแก่ผู้มีพระคุณอย่างถึงที่สุด นับจากวันที่ก้าวออกจากการเป็นครูประจำในโรงเรียน ก็ได้รับทาบทามจากครูติ่งให้มาร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกครูคลับ ที่ทุกวันนี้ชื่อเสียงของครูคลับก็ได้รับการยกย่องให้เป็นสถาบันสอนพิเศษอันดับหนึ่งของเชียงใหม่ ด้วยเอกลักษณ์ของครูแต่ละคนพร้อมทั้งความสามารถด้านการสอน จึงทำให้นักเรียนหลายคนเรียกร้องที่จะให้ครูคลับเป็นผู้มอบความรู้ให้สำหรับพวกเขา
“รู้เท่าไหร่สอนเท่านั้น สอนให้จำได้ง่าย โดยใช้ความสนุกเข้าช่วย”เคล็ดลับง่ายๆในการสอนของครูต้นที่ทำให้เหล่าลูกศิษย์เข้าใจและหลงใหลในลีลาการสอนของครูต้นและบอกเล่ากันปากต่อปาก จนปัจจุบันนี้แทบไม่มีเด็กนักเรียนรุ่นใหม่ของเชียงใหม่คนไหนไม่รู้จักครูต้น เวลานี้ครูต้นมีงานเข้ามาให้ทำมากมายเป็นทั้งอาจารย์พิเศษโรงเรียนมัธยมต่างๆในจังหวัดเชียงใหม่และใกล้เคียง รวมถึงอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยอื่นอีกมากมาย รายได้ที่ได้รับก็นับว่าพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัวคือคุณแม่ผู้ให้กำเนิดและมีส่วนสร้างครูต้นให้มีชื่อเสียงทุกวันนี้ และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างไม่ขัดสน
สัญลักษณ์ของครูต้นที่นอกจากลีลาการสอน บุคลิกภาพและเครื่องแต่งกายที่ดูสะดุดตาแล้ว อีกอย่างหนึ่งก็คือ เห็นครูต้นที่ไหนก็ต้องมีกิจรรมให้บูชาวัตถุมงคลที่นั่น ครูต้นเล่าถึงที่มาที่ไปของการทำวัตถุมงคลเหล่านี้ว่า ตนเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อเรื่องว่า “ความสำเร็จที่มาจากพระพุทธเจ้า” เมื่ออ่านแล้วก็พินิจพิเคราะห์อย่างลึกซึ้งและพบว่าการทำบุญที่ถูกต้องจะนำสิ่งมงคลเข้ามาในชีวิต หนังสือเล่มนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำบุญของครูต้น และตัวครูต้นเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะสามารถรวบรวมกองทุนบุญให้ได้จำนวนมาก จึงริเริ่มในการทำวัตถุมงคลเพื่อเป็นที่ระลึกในบุญ ซึ่งผลตอบรับดีเกินที่ได้ประมาณการณ์ไว้ ส่วนรายได้ที่รับมาก็จะนำไปทำบุญทั้งหมด มิได้เก็บไว้ใช้เองแต่ประการใด
หลายคนมองสิ่งเหล่านี้เป็นพุทธพาณิชย์ซึ่งดูไม่สมควร แต่ถ้าใครรู้ว่ารายได้ทั้งหมดนั้นนำไปใช้ทำอะไรแล้วก็จะไม่กล่าวถึงในทางที่ไม่ดีเป็นแน่ ครั้งหนึ่งครูต้นได้รวบรวมกองทุนบุญได้ถึงแปดหมื่นบาทในการสร้างพระพุทธรูป เป็นจำนวนเงินมหาศาลที่คนฐานะอย่างครูต้นจะสามารถหาได้ในเวลาอันรวดเร็ว สิ่งนี้ได้สร้างความอัศจรรย์และปลาบปลื้มให้เกิดในหัวใจชาวบ้านวัดหัวทุ่ง อ.เชียงดาวทุกคนและมิใช่ครั้งนี้เพียงครั้งเดียวยังมีอีกหลากหลายอย่างที่ครูต้นได้ทำไว้และคิดที่จะทำต่อในอนาคตจากกองทุนที่เกิดจากการให้บูชาวัตถุมงคลเหล่านี้
“ติดวัตถุมงคล ดีกว่าติดวัตถุอัปมงคล” คำสอนของหลวงปู่ดู่ วัดสะแกที่ครูต้นน้อมนำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพราะครูต้นเชื่อว่าคนที่มีวัตถุมงคลอยู่ในมืออย่างน้อยของบางอย่างมีข้อห้าม เช่นห้ามกินเหล้า ห้ามด่าพ่อด่าแม่ สิ่งเหล่านี้ใช้เป็นเครื่องคุมคนให้อยู่ในศีลในธรรม ไม่ให้นอกลู่นอกทางได้
นอกจากวัตถุมงคลทั้งหลายที่มีอยู่ของครูต้นทั้งสายเทพและสายพระ แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะโดดเด่นที่สุด ที่ครูต้นมักบอกให้นักเรียนนำไปปฏิบัติเพิ่มเติมจากการอ่านหนังสือ ก็น่าจะเป็น “คาถาเดาข้อสอบ” ครูต้นพูดถึงคาถาเดาข้อสอบหรือคาถาพระอินทร์ว่าเป็นคาถาที่ได้มาจากวัดท่าซุง สืบทอดมาจากพระเดชพระคุณพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) หากผู้ใดเคยปฏิบัติสมาธิจนถึงระดับหนึ่งแล้ว จะทราบว่าอานุภาพของคาถานี้มีอยู่จริง โดยจุดประสงค์หลักของการใช้คาถานี้ก็คือเพื่อให้นึกถึงครูอาจารย์และรวบรวมสมาธิก่อนอ่านหนังสือ เมื่อนักเรียนจำนวนมากนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้องก็จะเกิดผลดีแก่ตนเอง แต่ก็มีนักเรียนอยู่จำนวนไม่น้อยที่พอได้คาถานี้แล้วละทิ้งการอ่านหนังสือ ครูต้นจึงย้ำเสมอว่า “เธอต้องอ่านหนังสือด้วย ถ้าเธอไม่อ่าน อย่างมากเธอก็ได้แค่สามสิบเปอร์เซ็นต์ จ้างให้เธอก็สอบไม่ติดหรอก”
หากจะเชื่อในสิ่งใดแล้วต้องเชื่ออย่างถูกต้อง ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า “คนใดมีความเชื่อโดยปราศจากปัญญา ก็จะเป็นเพียงความงมงาย” การที่ครูต้นให้เครื่องรางของขลัง รวมทั้งคาถาต่างๆให้แก่เด็กนักเรียนนั้นก็ด้วยความเชื่อที่ว่าเด็กนักเรียนเหล่านั้นจะน้อมนำความเชื่อมาที่ครูหรือสิ่งที่ครูได้ให้ไว้ เพื่อเป็นผลให้เขาก้าวข้ามไปในทางที่ถูกต้อง เหมือนมีคนบอกให้เดินไปในทางที่เขาบอก ทั้งที่เราไม่รู้ว่าจะเดินไปเพื่ออะไร แต่ว่าเมื่อวันหนึ่งที่เราใช้หนทางหรือวิธีนี้เดินไปโดยมีปัญญาเป็นพื้น ทางที่เราเห็นจะกลายเป็นแสงสว่างให้เราได้เดินต่อไปอย่างภาคภูมิ
ก่อนที่จะหันมาศึกษาเรื่องในบวรพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ครูต้นก็เคยคลุกคลีกับไสยศาสตร์มาก่อน เป็นต้นว่าเมื่อไม่ชอบใครก็จะทำของใส่คนนั้น ซึ่งมันก็ดูเหมือนจะได้ผลอยู่บ้าง นั่นเป็นเพราะครูต้นเชื่อว่าพลังจิตของมนุษย์นั้นมีอานุภาพมาก ถ้าเราคิดไม่ดีกับใครคนหนึ่ง พลังนี้ก็จะไปบั่นทอนคนคนนั้นบ้าง แต่แล้วก็ค้นพบคำตอบที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ จริงๆแล้วเขามิได้เดือดร้อนอะไรเลย เราเองต่างหากที่จิตใจว้าวุ่นไม่เป็นสุข เหมือนกับการที่เราจุดไฟคิดจะไปเผาบ้านเขา สุดท้ายไฟนั้นกลับมาเผาตัวเราเองให้มอดไหม้ เช่นเดียวกับการทำให้คนที่เราชอบรักเรากลับมา การใช้ไสยศาสตร์มนตราหรือเครื่องรางใดๆก็มิได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย แต่ควรจะผูกกันด้วยไมตรีและความปรารถนาดีแก่กันจึงจะดีกว่าถึงจะได้พบกับความรักที่จีรังยั่งยืน ครูต้นทิ้งท้ายเรื่องไสยศาสตร์ที่เกี่ยวกับเสน่ห์เมตตาว่า “สมัยนี้ไสยศาสตร์หรือของขลังไหนที่ว่าแน่ก็ยังต้องพ่ายแพ้อย่างราบคาบให้กับอำนาจของเงินอยู่ดี”
มักมีคนสงสัยเสมอว่าครูต้นเป็นคนอย่างไร เป็นคนดีดังเช่นที่เห็นในสังคมจริงหรือ แล้วเหตุใดครูต้นมักจะพูดสองแง่สามง่ามเสมอเมื่อสอนนักเรียน คำถามเหล่านี้มีอยู่ตลอดเวลาและมีครั้งหนึ่งที่สะกิดให้ครูต้นต้องลุกมาตอบคำถามเหล่านี้เป็นครั้งแรก คือเมื่อครั้งที่เพื่อนรุ่นน้องได้พาคนสนิทมาทำความรู้จัก ครูต้นจึงพาไปรับขวัญที่ร้านคาราโอเกะ และเกิดมีข้อถกเถียงกันระหว่างเพื่อนรุ่นน้องกับคนสนิทว่า “นี่เหรอคนดีของมึง คนดีเขาไม่มาสถานที่แบบนี้กันหรอก” คำพูดที่เสียดแทงนี้อาจทำให้ใครหลายคนเจ็บปวด แต่สำหรับครูต้นเห็นเป็นเรื่องขำขันนัก เพราะตลอดเวลาครูต้นไม่เคยพูดเลยว่าตนเองเป็นคนดี เพราะนิยามของคนดีของครุต้น ต้องดูตั้งแต่หัวจรดเท้า กายวาจาใจต้องบริสุทธิ์ ครูต้นจึงย้ำเสมอว่าตนไม่ใช่คนดี “ครูเป็นเพียงคนเลวที่ชอบทำบุญ เพราะรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนดี ดังนั้นจึงต้องทำบุญเยอะๆ”
ส่วนเรื่องที่ชอบพูดสองแง่สามง่ามนั้นครูต้นได้เปิดเผยว่า มันเป็นโดยลักษณะการสอน แต่ในความเป็นจริงแล้วมิได้เป็นเช่นนั้นเลย เพราะบางครั้งการอยู่ในที่ประชุมชนจำเป็นต้องอาศัยเสียงหัวเราะ และในบรรดาทฤษฎีเสียงหัวเราะทั้งหลายจะเกิดขึ้นได้มีไม่กี่ประการ และเรื่องใต้สะดือเหล่านี้ก็เป็นเรื่องแรกๆที่คนมักนำมาพูดกัน สรุปแล้วก็คือครูต้นใช้เรื่องเหล่านี้เป็นเครื่องมือดึงดูดผู้ฟังและสร้างความสนุกสนาน แต่ถ้าหากใครได้อยู่ใกล้ชิดครูต้นแบบส่วนตัวจะพบว่ากว่าเรื่องนี้จะออกจากปากก็แทบจะนับครั้งได้เลยทีเดียว
จวบจนทุกวันนี้ครูต้นล้วนแต่ภาคภูมิใจในทุกเรื่องที่ทำลงไป แววตายังคงมุ่งมั่น ท่วงท่ายังคงสง่างาม ทุกกิริยาล้วนยังคงเป็นครูต้นเมื่อวันวาน ครูต้นกล่าวว่า ชีวิตในทุกวันนี้หากเทียบกับคนทั่วไปยังถือว่าไม่ประสบความสำเร็จ เพราะยังไร้บ้านส่วนตัว ไร้รถยนต์ แต่ถ้าเป็นความสำเร็จในความหมายของครูต้นแล้วนั้น ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ นั่นคือ พอใจตรงที่มีพื้นที่ทางสังคม มีคนรู้จัก และได้ทำประโยชน์ให้แก่โลกมากมายนัก และที่สำคัญครูต้นเชื่อว่าตนทำบุญมามาก และคงพอที่จะมากกว่าความไม่ดีทั้งหลายทั้งปวงที่ได้เคยกระทำมา ฉะนั้นต่อให้ตายวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็มิได้เสียดายอีกแล้ว
แต่ถ้าหากมีโอกาสได้อยู่ถึงวันพรุ่งนี้ สิ่งแรกที่ครูต้นอยากจะทำก็คือการได้มีโอกาสไปเล่าประสบการณ์ดีๆของตนแก่ผู้อื่น ว่ากว่าจะเป็นเช่นวันนี้ได้ต้องผ่านมรสุมมากมายเพียงใด และสิ่งที่อยากทำต่อไปคือสะสมความดีไว้ให้มากขึ้น บางคนอาจเข้าใจผิดว่าการจะทำความดีได้นั้นต้องละทุกสิ่งทุกอย่าง โกนผมแล้วหันหน้าเข้าวัดเท่านั้น แต่ครูต้นก็จะบอกเสมอว่าตนก็มิได้เป็นคนดีแต่ยังสามารถทำความดีได้ ทั้งนี้เป็นเพราะ ความดีนั้นไม่ต้องทำทุกวันก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นความดีขอเพียงแค่เสี้ยวจิตหนึ่งของเราไม่คิดเบียดเบียนใครทางกาย วาจา หรือใจชั่วระยะเวลาหนึ่ง นั่นก็ขึ้นชื่อว่าเป็นความดีแล้ว และถ้าคนเราหันมาทำความดีเพิ่มขึ้นอีกคนละนิดโลกใบนี้ก็มีสงบสุขแล้ว
แน่นอนว่าวันพรุ่งนี้ครูต้นก็จะยังคงทำหน้าที่ของครูอยู่ และจะคงทำอยู่ต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมดลมหายใจ เมื่อเสียงระฆังแห่งชีวิตหยุดลงและเมื่อมีเรือลำใหญ่พาเคลื่อนไปสู่มหานทีแห่งความตายอันเวิ้งว้าง เพราะครูต้นคิดอยู่เสมอว่าได้มีผู้กำหนดชะตาชีวิตตนเพื่อให้ดำรงบทบาทของครูตั้งแต่โครโมโซมแรก ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิแล้ว
ครูแบบครูต้นมิใช่มัวแต่นั่งพับเพียบเรียบร้อย แต่ครูสำหรับครูต้นต้องเป็นได้ทุกอย่าง ครูต้องเป็นได้ทั้งตัวอย่างที่ดีและไม่ดี แต่เมื่อครูจำเป็นต้องอยู่ในฐานะของตัวอย่างที่ไม่ดี ก็จะต้องย้ำให้นักเรียนรู้และตระหนักอยู่เสมอว่า สิ่งใดไม่ดีไม่จำเป็นต้องลองเพียงรับรู้และดูเป็นแบบอย่างก็เพียงพอแล้ว สิ่งที่ครูต้องสอนมิใช่แค่ความรู้เพราะความรู้สมัยนี้สามารถหาได้ทั่วไปตามอินเทอร์เน็ต แต่ที่สำคัญที่สุดนั้นคือเรื่องของจิตวิญญาณ ครูต้องทำให้เด็กมีที่พึ่งทางใจ คือสามารถพึ่งใจตัวเองได้
ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ครูต้นปรารถนาคือให้เราทุกคนได้พินิจพิจารณาดู ว่าการได้เกิดมาเป็นคนเพียงครั้งหนึ่ง เราได้ถามตัวเองหรือยังว่าเกิดมาทำไม หากยังตอบตัวเองไม่ได้ว่าเคยทำอะไรเพื่อใครบ้างแล้วหรือยัง หากคำตอบที่ได้ยังไม่ปรากฏ นั่นก็หมายถึงว่า การเกิดมาครั้งนี้เป็นการเกิดที่สูญเปล่าจริงๆ แต่เมื่อใดที่ตอบคำถามเหล่านี้ให้กับตนได้แล้วว่า ชีวิตร่างกายและจิตวิญญาณที่มีนั้นมีประโยชน์ต่อคนอื่นมากน้อยเพียงใดแล้ว นั่นถือได้ว่าเกิดมาคุ้มค่ากับคำว่าคนแล้ว


ปรับปรุงจาก “ต้นแบบ คนไม่ดีที่โลกรอ” ของ นครินทร์ กัณทา คณะการสื่อสารมวลชน

 

โดย: ครูต้น (sirivi ) 13 มกราคม 2553 21:18:12 น.  

 

ครูต้น...คนโลกลือ

บุรุษร่างเพรียวเดินมาพร้อมชุดพื้นเมือง สัญลักษณ์ประจำตัวที่ยากจะหาใครเลียนแบบได้ทั้งยังมีกลิ่นธูปควันเทียนหอมตลบอบอวลไปทั่วระยะทางที่เขาเดินผ่าน ประหนึ่งมีรัศมีกลิ่นหอมรายล้อมอยู่ไม่รู้หาย ท่วงท่าสง่างามแต่ดูกิริยาอาการแก่ล่วงวัยที่ขัดแย้งกับหน้าและแววตาที่สดใสคล้ายกับสามารถหยุดความผันแปรแห่งสังขารดังใจปรารถนา น้ำเสียงทรงพลังอำนาจ แต่แฝงด้วยความอ่อนโยน ดวงตาเปล่งประกายไปด้วยความมุ่งมั่นและปณิธานอันแรงกล้าของชีวิต
“ทางใดเป็นทางที่ดี เป็นทางที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้ ขอให้ทางนั้นจงเปิดและโรยด้วยกลีบกุหลาบ” นับจากที่คำอธิษฐานบวกกับความพยายามในวันนั้น หนทางแห่งเส้นทางครูก็เปิดแก่ต้น
วีระชาติ ศิริไกรวัฒนาวงศ์ เด็กผู้มีความฝันและอุดมการณ์อันแน่วแน่ที่จะใช้ความสามารถของตนช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเต็มกำลังสามารถ เด็กจากโรงเรียนพิจิตรพิทยาคม เมืองมะขามแก้วสี่รส แต่มีชาติกำเนิด ณ เมืองพิษณุโลกลองแคว สอบได้โครงการเรียนดี วิชาเอกภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปีพุทธศักราช 2541 เป็นจุดเริ่มต้นหนทางแห่งวิชาชีพครูที่เขารัก และเป็นวิชาชีพที่ช่วยเหลือคนได้ดังที่ตั้งปณิธานเอาไว้แต่แรกเริ่ม นับแต่นั้นมาคำว่าครูก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาอย่างแยกจากกันไม่ได้
ครูต้นเริ่มอาชีพครูครั้งแรกที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัยแผนกมัธยม ในปี2545 จนรู้สึกอิ่มในชีวิต อิ่มในที่นี้เป็นความอิ่มในสุข และอิ่มกับปัญหาที่มากเกินจะทน ท้ายที่สุดของปัญหาทุกปัญหาคืออดทนกับมันหรือเลือกที่จะหลีกหนีจากมันเสีย ซึ่งครูต้นเลือกทำอย่างหลังเพื่อมองหาชีวิตที่ตนต้องการต่อไป
“ ถ้าไม่มีครูติ่งในวันนั้น ก็คงไม่มีครูต้นในวันนี้ ” ครูต้นกล่าวขึ้นด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรักและเทิดทูนแก่ผู้มีพระคุณอย่างถึงที่สุด นับจากวันที่ก้าวออกจากการเป็นครูประจำในโรงเรียน ก็ได้รับทาบทามจากครูติ่งให้มาร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกครูคลับ ที่ทุกวันนี้ชื่อเสียงของครูคลับก็ได้รับการยกย่องให้เป็นสถาบันสอนพิเศษอันดับหนึ่งของเชียงใหม่ ด้วยเอกลักษณ์ของครูแต่ละคนพร้อมทั้งความสามารถด้านการสอน จึงทำให้นักเรียนหลายคนเรียกร้องที่จะให้ครูคลับเป็นผู้มอบความรู้ให้สำหรับพวกเขา
“รู้เท่าไหร่สอนเท่านั้น สอนให้จำได้ง่าย โดยใช้ความสนุกเข้าช่วย”เคล็ดลับง่ายๆในการสอนของครูต้นที่ทำให้เหล่าลูกศิษย์เข้าใจและหลงใหลในลีลาการสอนของครูต้นและบอกเล่ากันปากต่อปาก จนปัจจุบันนี้แทบไม่มีเด็กนักเรียนรุ่นใหม่ของเชียงใหม่คนไหนไม่รู้จักครูต้น เวลานี้ครูต้นมีงานเข้ามาให้ทำมากมายเป็นทั้งอาจารย์พิเศษโรงเรียนมัธยมต่างๆในจังหวัดเชียงใหม่และใกล้เคียง รวมถึงอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยอื่นอีกมากมาย รายได้ที่ได้รับก็นับว่าพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัวคือคุณแม่ผู้ให้กำเนิดและมีส่วนสร้างครูต้นให้มีชื่อเสียงทุกวันนี้ และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างไม่ขัดสน
สัญลักษณ์ของครูต้นที่นอกจากลีลาการสอน บุคลิกภาพและเครื่องแต่งกายที่ดูสะดุดตาแล้ว อีกอย่างหนึ่งก็คือ เห็นครูต้นที่ไหนก็ต้องมีกิจรรมให้บูชาวัตถุมงคลที่นั่น ครูต้นเล่าถึงที่มาที่ไปของการทำวัตถุมงคลเหล่านี้ว่า ตนเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อเรื่องว่า “ความสำเร็จที่มาจากพระพุทธเจ้า” เมื่ออ่านแล้วก็พินิจพิเคราะห์อย่างลึกซึ้งและพบว่าการทำบุญที่ถูกต้องจะนำสิ่งมงคลเข้ามาในชีวิต หนังสือเล่มนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำบุญของครูต้น และตัวครูต้นเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะสามารถรวบรวมกองทุนบุญให้ได้จำนวนมาก จึงริเริ่มในการทำวัตถุมงคลเพื่อเป็นที่ระลึกในบุญ ซึ่งผลตอบรับดีเกินที่ได้ประมาณการณ์ไว้ ส่วนรายได้ที่รับมาก็จะนำไปทำบุญทั้งหมด มิได้เก็บไว้ใช้เองแต่ประการใด
หลายคนมองสิ่งเหล่านี้เป็นพุทธพาณิชย์ซึ่งดูไม่สมควร แต่ถ้าใครรู้ว่ารายได้ทั้งหมดนั้นนำไปใช้ทำอะไรแล้วก็จะไม่กล่าวถึงในทางที่ไม่ดีเป็นแน่ ครั้งหนึ่งครูต้นได้รวบรวมกองทุนบุญได้ถึงแปดหมื่นบาทในการสร้างพระพุทธรูป เป็นจำนวนเงินมหาศาลที่คนฐานะอย่างครูต้นจะสามารถหาได้ในเวลาอันรวดเร็ว สิ่งนี้ได้สร้างความอัศจรรย์และปลาบปลื้มให้เกิดในหัวใจชาวบ้านวัดหัวทุ่ง อ.เชียงดาวทุกคนและมิใช่ครั้งนี้เพียงครั้งเดียวยังมีอีกหลากหลายอย่างที่ครูต้นได้ทำไว้และคิดที่จะทำต่อในอนาคตจากกองทุนที่เกิดจากการให้บูชาวัตถุมงคลเหล่านี้
“ติดวัตถุมงคล ดีกว่าติดวัตถุอัปมงคล” คำสอนของหลวงปู่ดู่ วัดสะแกที่ครูต้นน้อมนำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพราะครูต้นเชื่อว่าคนที่มีวัตถุมงคลอยู่ในมืออย่างน้อยของบางอย่างมีข้อห้าม เช่นห้ามกินเหล้า ห้ามด่าพ่อด่าแม่ สิ่งเหล่านี้ใช้เป็นเครื่องคุมคนให้อยู่ในศีลในธรรม ไม่ให้นอกลู่นอกทางได้
นอกจากวัตถุมงคลทั้งหลายที่มีอยู่ของครูต้นทั้งสายเทพและสายพระ แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะโดดเด่นที่สุด ที่ครูต้นมักบอกให้นักเรียนนำไปปฏิบัติเพิ่มเติมจากการอ่านหนังสือ ก็น่าจะเป็น “คาถาเดาข้อสอบ” ครูต้นพูดถึงคาถาเดาข้อสอบหรือคาถาพระอินทร์ว่าเป็นคาถาที่ได้มาจากวัดท่าซุง สืบทอดมาจากพระเดชพระคุณพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) หากผู้ใดเคยปฏิบัติสมาธิจนถึงระดับหนึ่งแล้ว จะทราบว่าอานุภาพของคาถานี้มีอยู่จริง โดยจุดประสงค์หลักของการใช้คาถานี้ก็คือเพื่อให้นึกถึงครูอาจารย์และรวบรวมสมาธิก่อนอ่านหนังสือ เมื่อนักเรียนจำนวนมากนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้องก็จะเกิดผลดีแก่ตนเอง แต่ก็มีนักเรียนอยู่จำนวนไม่น้อยที่พอได้คาถานี้แล้วละทิ้งการอ่านหนังสือ ครูต้นจึงย้ำเสมอว่า “เธอต้องอ่านหนังสือด้วย ถ้าเธอไม่อ่าน อย่างมากเธอก็ได้แค่สามสิบเปอร์เซ็นต์ จ้างให้เธอก็สอบไม่ติดหรอก”
หากจะเชื่อในสิ่งใดแล้วต้องเชื่ออย่างถูกต้อง ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า “คนใดมีความเชื่อโดยปราศจากปัญญา ก็จะเป็นเพียงความงมงาย” การที่ครูต้นให้เครื่องรางของขลัง รวมทั้งคาถาต่างๆให้แก่เด็กนักเรียนนั้นก็ด้วยความเชื่อที่ว่าเด็กนักเรียนเหล่านั้นจะน้อมนำความเชื่อมาที่ครูหรือสิ่งที่ครูได้ให้ไว้ เพื่อเป็นผลให้เขาก้าวข้ามไปในทางที่ถูกต้อง เหมือนมีคนบอกให้เดินไปในทางที่เขาบอก ทั้งที่เราไม่รู้ว่าจะเดินไปเพื่ออะไร แต่ว่าเมื่อวันหนึ่งที่เราใช้หนทางหรือวิธีนี้เดินไปโดยมีปัญญาเป็นพื้น ทางที่เราเห็นจะกลายเป็นแสงสว่างให้เราได้เดินต่อไปอย่างภาคภูมิ
ก่อนที่จะหันมาศึกษาเรื่องในบวรพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ครูต้นก็เคยคลุกคลีกับไสยศาสตร์มาก่อน เป็นต้นว่าเมื่อไม่ชอบใครก็จะทำของใส่คนนั้น ซึ่งมันก็ดูเหมือนจะได้ผลอยู่บ้าง นั่นเป็นเพราะครูต้นเชื่อว่าพลังจิตของมนุษย์นั้นมีอานุภาพมาก ถ้าเราคิดไม่ดีกับใครคนหนึ่ง พลังนี้ก็จะไปบั่นทอนคนคนนั้นบ้าง แต่แล้วก็ค้นพบคำตอบที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ จริงๆแล้วเขามิได้เดือดร้อนอะไรเลย เราเองต่างหากที่จิตใจว้าวุ่นไม่เป็นสุข เหมือนกับการที่เราจุดไฟคิดจะไปเผาบ้านเขา สุดท้ายไฟนั้นกลับมาเผาตัวเราเองให้มอดไหม้ เช่นเดียวกับการทำให้คนที่เราชอบรักเรากลับมา การใช้ไสยศาสตร์มนตราหรือเครื่องรางใดๆก็มิได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย แต่ควรจะผูกกันด้วยไมตรีและความปรารถนาดีแก่กันจึงจะดีกว่าถึงจะได้พบกับความรักที่จีรังยั่งยืน ครูต้นทิ้งท้ายเรื่องไสยศาสตร์ที่เกี่ยวกับเสน่ห์เมตตาว่า “สมัยนี้ไสยศาสตร์หรือของขลังไหนที่ว่าแน่ก็ยังต้องพ่ายแพ้อย่างราบคาบให้กับอำนาจของเงินอยู่ดี”
มักมีคนสงสัยเสมอว่าครูต้นเป็นคนอย่างไร เป็นคนดีดังเช่นที่เห็นในสังคมจริงหรือ แล้วเหตุใดครูต้นมักจะพูดสองแง่สามง่ามเสมอเมื่อสอนนักเรียน คำถามเหล่านี้มีอยู่ตลอดเวลาและมีครั้งหนึ่งที่สะกิดให้ครูต้นต้องลุกมาตอบคำถามเหล่านี้เป็นครั้งแรก คือเมื่อครั้งที่เพื่อนรุ่นน้องได้พาคนสนิทมาทำความรู้จัก ครูต้นจึงพาไปรับขวัญที่ร้านคาราโอเกะ และเกิดมีข้อถกเถียงกันระหว่างเพื่อนรุ่นน้องกับคนสนิทว่า “นี่เหรอคนดีของแก คนดีเขาไม่มาสถานที่แบบนี้กันหรอก” คำพูดที่เสียดแทงนี้อาจทำให้ใครหลายคนเจ็บปวด แต่สำหรับครูต้นเห็นเป็นเรื่องขำขันนัก เพราะตลอดเวลาครูต้นไม่เคยพูดเลยว่าตนเองเป็นคนดี เพราะนิยามของคนดีของครุต้น ต้องดูตั้งแต่หัวจรดเท้า กายวาจาใจต้องบริสุทธิ์ ครูต้นจึงย้ำเสมอว่าตนไม่ใช่คนดี “ครูเป็นเพียงคนเลวที่ชอบทำบุญ เพราะรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนดี ดังนั้นจึงต้องทำบุญเยอะๆ”
ส่วนเรื่องที่ชอบพูดสองแง่สามง่ามนั้นครูต้นได้เปิดเผยว่า มันเป็นโดยลักษณะการสอน แต่ในความเป็นจริงแล้วมิได้เป็นเช่นนั้นเลย เพราะบางครั้งการอยู่ในที่ประชุมชนจำเป็นต้องอาศัยเสียงหัวเราะ และในบรรดาทฤษฎีเสียงหัวเราะทั้งหลายจะเกิดขึ้นได้มีไม่กี่ประการ และเรื่องใต้สะดือเหล่านี้ก็เป็นเรื่องแรกๆที่คนมักนำมาพูดกัน สรุปแล้วก็คือครูต้นใช้เรื่องเหล่านี้เป็นเครื่องมือดึงดูดผู้ฟังและสร้างความสนุกสนาน แต่ถ้าหากใครได้อยู่ใกล้ชิดครูต้นแบบส่วนตัวจะพบว่ากว่าเรื่องนี้จะออกจากปากก็แทบจะนับครั้งได้เลยทีเดียว
จวบจนทุกวันนี้ครูต้นล้วนแต่ภาคภูมิใจในทุกเรื่องที่ทำลงไป แววตายังคงมุ่งมั่น ท่วงท่ายังคงสง่างาม ทุกกิริยาล้วนยังคงเป็นครูต้นเมื่อวันวาน ครูต้นกล่าวว่า ชีวิตในทุกวันนี้หากเทียบกับคนทั่วไปยังถือว่าไม่ประสบความสำเร็จ เพราะยังไร้บ้านส่วนตัว ไร้รถยนต์ แต่ถ้าเป็นความสำเร็จในความหมายของครูต้นแล้วนั้น ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ นั่นคือ พอใจตรงที่มีพื้นที่ทางสังคม มีคนรู้จัก และได้ทำประโยชน์ให้แก่โลกมากมายนัก และที่สำคัญครูต้นเชื่อว่าตนทำบุญมามาก และคงพอที่จะมากกว่าความไม่ดีทั้งหลายทั้งปวงที่ได้เคยกระทำมา ฉะนั้นต่อให้ตายวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็มิได้เสียดายอีกแล้ว
แต่ถ้าหากมีโอกาสได้อยู่ถึงวันพรุ่งนี้ สิ่งแรกที่ครูต้นอยากจะทำก็คือการได้มีโอกาสไปเล่าประสบการณ์ดีๆของตนแก่ผู้อื่น ว่ากว่าจะเป็นเช่นวันนี้ได้ต้องผ่านมรสุมมากมายเพียงใด และสิ่งที่อยากทำต่อไปคือสะสมความดีไว้ให้มากขึ้น บางคนอาจเข้าใจผิดว่าการจะทำความดีได้นั้นต้องละทุกสิ่งทุกอย่าง โกนผมแล้วหันหน้าเข้าวัดเท่านั้น แต่ครูต้นก็จะบอกเสมอว่าตนก็มิได้เป็นคนดีแต่ยังสามารถทำความดีได้ ทั้งนี้เป็นเพราะ ความดีนั้นไม่ต้องทำทุกวันก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นความดีขอเพียงแค่เสี้ยวจิตหนึ่งของเราไม่คิดเบียดเบียนใครทางกาย วาจา หรือใจชั่วระยะเวลาหนึ่ง นั่นก็ขึ้นชื่อว่าเป็นความดีแล้ว และถ้าคนเราหันมาทำความดีเพิ่มขึ้นอีกคนละนิดโลกใบนี้ก็มีสงบสุขแล้ว
แน่นอนว่าวันพรุ่งนี้ครูต้นก็จะยังคงทำหน้าที่ของครูอยู่ และจะคงทำอยู่ต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมดลมหายใจ เมื่อเสียงระฆังแห่งชีวิตหยุดลงและเมื่อมีเรือลำใหญ่พาเคลื่อนไปสู่มหานทีแห่งความตายอันเวิ้งว้าง เพราะครูต้นคิดอยู่เสมอว่าได้มีผู้กำหนดชะตาชีวิตตนเพื่อให้ดำรงบทบาทของครูตั้งแต่โครโมโซมแรก ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิแล้ว
ครูแบบครูต้นมิใช่มัวแต่นั่งพับเพียบเรียบร้อย แต่ครูสำหรับครูต้นต้องเป็นได้ทุกอย่าง ครูต้องเป็นได้ทั้งตัวอย่างที่ดีและไม่ดี แต่เมื่อครูจำเป็นต้องอยู่ในฐานะของตัวอย่างที่ไม่ดี ก็จะต้องย้ำให้นักเรียนรู้และตระหนักอยู่เสมอว่า สิ่งใดไม่ดีไม่จำเป็นต้องลองเพียงรับรู้และดูเป็นแบบอย่างก็เพียงพอแล้ว สิ่งที่ครูต้องสอนมิใช่แค่ความรู้เพราะความรู้สมัยนี้สามารถหาได้ทั่วไปตามอินเทอร์เน็ต แต่ที่สำคัญที่สุดนั้นคือเรื่องของจิตวิญญาณ ครูต้องทำให้เด็กมีที่พึ่งทางใจ คือสามารถพึ่งใจตัวเองได้
ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ครูต้นปรารถนาคือให้เราทุกคนได้พินิจพิจารณาดู ว่าการได้เกิดมาเป็นคนเพียงครั้งหนึ่ง เราได้ถามตัวเองหรือยังว่าเกิดมาทำไม หากยังตอบตัวเองไม่ได้ว่าเคยทำอะไรเพื่อใครบ้างแล้วหรือยัง หากคำตอบที่ได้ยังไม่ปรากฏ นั่นก็หมายถึงว่า การเกิดมาครั้งนี้เป็นการเกิดที่สูญเปล่าจริงๆ แต่เมื่อใดที่ตอบคำถามเหล่านี้ให้กับตนได้แล้วว่า ชีวิตร่างกายและจิตวิญญาณที่มีนั้นมีประโยชน์ต่อคนอื่นมากน้อยเพียงใดแล้ว นั่นถือได้ว่าเกิดมาคุ้มค่ากับคำว่าคนแล้ว


ปรับปรุงจาก “ต้นแบบ คนไม่ดีที่โลกรอ” ของ นครินทร์ กัณทา คณะการสื่อสารมวลชน

 

โดย: ครูต้น (sirivi ) 13 มกราคม 2553 21:20:11 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


sirivi
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




เป็นเชื้อเช่นชายชาติมาดนักรัก
คนประจักษ์มิประจบคบดูได้
ชนะอื่นหมื่นแดนทั่วแคว้นใด
ชนะใจมิให้รัก(เธอ)ยากนักเอย
[Add sirivi's blog to your web]